วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP <p>วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์เป็นวารสารการแพทย์ของโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ มีการพิมพ์เผยแพร่อย่างสม่ำเสมอปีละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และกรกฎาคม-ธันวาคม) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผลแพร่ผลงานวิจัยรายงานการสำรวจทางระบาดวิทยา รายงานผู้ป่วยและบทความวิชาการทางการแพทย์ รวมทั้งผลงานวิชาการด้านแพทย์ ศึกษาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ th-TH วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ 1686-8579 การพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการป้องกันการบาดเจ็บจากเข็มตำและการสัมผัสสารคัดหลั่ง จากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/256112 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: 1) เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการป้องกันการบาดเจ็บจากเข็มตำและการสัมผัสสารคัดหลั่งจากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและ 2) เพื่อประเมินความเหมาะสมของแนวทางปฏิบัติในการป้องกันการบาดเจ็บจากเข็มตำและการสัมผัสสารคัดหลั่งจากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong>: เป็นการวิจัยและพัฒนามี 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการป้องกันการบาดเจ็บจากเข็มตำและการสัมผัสสารคัดหลั่งจากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและ2) ประเมินระดับการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติในการป้องกันการบาดเจ็บจากเข็มตำและการสัมผัสสารคัดหลั่งจากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ กลุ่มตัวอย่าง ขั้นตอนที่ 1 เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ และพยาบาลด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ จำนวน 18 คน ขั้นตอนที่ 2 เป็นพยาบาลปฏิบัติงานด้านการพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำในโรงพยาบาลกลาง และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 77 คน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: พบว่า 1. แนวทางปฏิบัติในการป้องกันการบาดเจ็บจากเข็มตำและการสัมผัสสารคัดหลั่งจากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ประกอบด้วย 1.1) แนวทางปฏิบัติฯ เชิงโครงสร้าง จำนวน 4 ข้อ 1.2) แนวทางปฏิบัติฯ เชิงกระบวนการ จำนวน 4 ข้อ และ 1.3) แนวทางปฏิบัติฯ เชิงผลลัพธ์ จำนวน 2 ข้อ 2. ความเหมาะสม ของแนวทางปฏิบัติในการป้องกันการบาดเจ็บจากเข็มตำและการสัมผัสสารคัดหลั่งจากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>แนวทางปฏิบัติในการป้องกันการบาดเจ็บจากเข็มตำและการสัมผัสสารคัดหลั่งจากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ มีทั้งหมด 50 ข้อ และความเหมาะสมของแนวทางปฏิบัติในการป้องกันการบาดเจ็บจากเข็มตำและการสัมผัสสารคัดหลั่งจากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ส่วนใหญ่ระดับความเหมาะสมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด</p> ภัทรารัตน์ ตันนุกิจ สุวดี สุขีนิตย์ จิราพร เชาว์โพธิ์ทอง Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-29 2022-06-29 18 1 1 35 แรงจูงใจและวัฒนธรรมองค์การที่มีผลต่อความคงอยู่ในการทำงานของบุคลากรสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/256046 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>:1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความคงอยู่ในการทำงานของบุคลากรสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร2) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการทำงาน วัฒนธรรมองค์การและ ความคงอยู่ในการทำงานของบุคลากรสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาแรงจูงใจในการทำงานและวัฒนธรรมองค์การที่มีผลต่อความคงอยู่ในการทำงานของบุคลากรสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong>: เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเน้นการวิจัยเชิงปริมาณเป็นหลัก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการแจกแบบสอบถามและใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นข้อมูลเสริมการวิจัยเชิงปริมาณ โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล สังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร จำนวน 5,841 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสำนักการแพทย์ จำนวน 406 คนประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างในงานเชิงปริมาณ 394 คน และกลุ่มตัวอย่างในการสัมภาษณ์เชิงลึก 12 คน ทำการศึกษาในช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2564 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ (enter multiple regression analysis)</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>:พบว่า บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 394 คน ส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง ร้อยละ 86.29 อายุในช่วง 21-40 ปี ร้อยละ 61.67 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.93 พยาบาลวิชาชีพ ร้อยละ 63.96 รายได้อยู่ในช่วง 25,001-35,000 บาท ร้อยละ 30.96 อายุการทำงาน 6 - 15 ปี ร้อยละ 32.99 และภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 51.52ปัจจัยที่ส่งผลต่อความคงอยู่ในการทำงานของบุคลากรสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร พบว่า ตำแหน่งงาน รายได้ แรงจูงใจในงานและวัฒนธรรมองค์การร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความคงอยู่ในการทำงานได้ร้อยละ 76.00 และบุคลากรฯ มีแรงจูงใจในการทำงานภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.74 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.58 วัฒนธรรมองค์การในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.42 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.84 มีความคงอยู่ในงานในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.29 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.78</p> <p><strong>สรุป</strong>: แนวทางการปรับปรุงและพัฒนาแรงจูงใจในการทำงานและวัฒนธรรมองค์การที่มีผลต่อความคงอยู่ในการทำงานของบุคลากรสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ได้แก่ การสนับสนุนความก้าวหน้าในอาชีพวางแผนจัดทำเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ ส่งเสริมให้เกิดการยอมรับนับถือต่อผู้ปฏิบัติงานที่มีผลงานโดดเด่น ให้ความสำคัญต่อการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคลากรของสำนักการแพทย์ ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศในการทำงานแบบกัลยาณมิตร และส่งเสริมให้ตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานในรูปแบบทีม</p> อรรถพล เกิดอรุณสุขศรี Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-29 2022-06-29 18 1 36 50 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัยที่มารับบริการที่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/256690 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong>ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัยและสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยที่มารับบริการที่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> ศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ ชนิดการศึกษาภาคตัดขวาง ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน จำนวน450 คนจากศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร6 กลุ่มเขต โดยประเมินพัฒนาการเด็กจากคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM)และคู่มือการประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็กกลุ่มเสี่ยง (DAIM) ข้อมูลทั่วไปและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการเด็กได้จากการสัมภาษณ์และสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม พ.ศ.2563</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong>เด็กมีพัฒนาการล่าช้าร้อยละ 22.67 แบ่งเป็น ด้านความเข้าใจภาษามากที่สุดถึงร้อยละ 27.45 รองลงมาคือด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก ร้อยละ 24.51 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพัฒนาการเด็กล่าช้า ได้แก่ น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม (OR 1.92, 95% CI 1.51-2.86, p = 0.001) ระดับการศึกษาของมารดาจบชั้นประถมศึกษาหรือต่ำกว่า (OR 2.17, 95% CI 2.12-2.96, p &lt;0.001) รายได้ของครอบครัวไม่เพียงพอมีหนี้สิน (OR 2.26, 95% CI 1.46-3.50, p = 0.001)และรายได้ครอบครัวต่อเดือนน้อยกว่า 6,000 บาท (OR 2.98, 95% CI 2.13-3.03, p = 0.009)การใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก(OR 2.51, 95% CI 2.13-2.85, p &lt;0.001) การเล่นกับเด็กที่ไม่มีคุณภาพ (OR 1.55, 95% CI 1.17-1.87, p = 0.014) และความกังวลของบิดามารดาต่อพัฒนาการเด็ก (OR 1.75, 95% CI 1.41-2.09, p = 0.002)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>เด็กที่มารับบริการที่ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร พบพัฒนาการล่าช้าร้อยละ 22.67ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ ได้แก่ น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม ระดับการศึกษาของมารดาจบชั้นระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่ารายได้ครอบครัวต่อเดือนน้อยและไม่เพียงพอมีหนี้สินการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสม การเล่นกับเด็กอย่างไม่มีคุณภาพ และความกังวลของบิดามารดาต่อพัฒนาการของเด็กพบมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการเด็กที่ล่าช้า</p> ดลจรัส ทิพย์มโนสิงห์ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-29 2022-06-29 18 1 51 68 ผลลัพธ์ของการดูแลแบบประคับประคองตามการรับรู้ของผู้ป่วยโรคมะเร็งและญาติผู้ดูแล โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/255129 <p><strong>บทนำ: </strong>โรคมะเร็งเป็นโรคที่คุกคามต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว เมื่อโรคมะเร็งดำเนินเข้าสู่</p> <p>ระยะท้ายจะส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความทุกข์ทรมานจากอาการรบกวนต่าง ๆ ทั้งร่างกายและจิตใจ ปัญหาที่ตามมาไม่เฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น ที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานแต่รวมถึงญาติผู้ดูแลด้วยเช่นกัน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong>เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการดูแลแบบประคับประคองตามการรับรู้ของผู้ป่วยโรคมะเร็งและญาติผู้ดูแล</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong>การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบพรรณนาเชิงสังเกตการณ์ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ - ตุลาคม พ.ศ. 2563 จำนวน 104 คนและญาติผู้ดูแล จำนวน 104 คนคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและแบบประเมินผลลัพธ์ของการดูแลแบบประคับประคองฉบับของผู้ป่วยและฉบับของญาติผู้ดูแล เก็บรวบรวมข้อมูล 2 ครั้ง โดยเก็บข้อมูลครั้งที่ 1 ในช่วงวัน ที่ 1-3 หลังจากเข้าสู่ระบบการดูแลแบบประคับประคองและเก็บข้อมูลครั้งที่ 2 หลังจากการประเมิน ครั้งที่ 1 ภายใน 3-7 วัน วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ Wilcoxon t-test และ Mann-Whitney U test</p> <p><strong>ผลวิจัย:</strong>พบว่าค่าคะแนนผลลัพธ์ของการดูแลแบบประคับประคองของผู้ป่วยโรคมะเร็งและญาติผู้ดูแลครั้งที่1แตกต่างจากครั้งที่ 2อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;0.001) และค่าคะแนนผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคอง ตามช่วงเวลาการศึกษาครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ระหว่างผู้ป่วยโรคมะเร็งและญาติผู้ดูแลพบว่าไม่แตกต่างกันทั้งสองช่วงเวลา</p> <p><strong>สรุป: </strong>จากการศึกษาครั้งนี้สนับสนุนว่าการดูแลแบบประคับประคองสามารถช่วยลดอาการทางกายและทางใจของผู้ป่วยได้และกระบวนการดูแลแบบประคับประคองยังส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งและญาติผู้ดูแลรับรู้สภาวะความเจ็บป่วยในทิศทางเดียวกัน ทำให้ญาติผู้ดูแลสามารถประเมินอาการผู้ป่วยได้ตรงตามความรู้สึกของผู้ป่วยอย่างแท้จริงและช่วยเหลือผู้ป่วยได้ซึ่งเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วย</p> สุพัตรา คงปลอด นิตยา ศักดิ์สุภา ทิวา เกียรติปานอภิกุล Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-29 2022-06-29 18 1 69 85 ความท้าทายการรักษาคลองรากฟันในผู้ป่วยสูงอายุ: เทคนิคและความปลอดภัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/256776 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>:เพื่อให้ความรู้เรื่องความท้าทายของงานรักษาคลองรากฟันในผู้สูงอายุ และนำเสนอแนวทางปฏิบัติในการรักษาคลองรากฟันในผู้สูงอายุอย่างปลอดภัย</p> <p><strong>วิธีการดำเนินการศึกษา</strong>:เป็นการทบทวนวรรณกรรม</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>:ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกาย จิตใจ รวมถึงสรีรวิทยาของช่องปากและฟันที่ส่งผลต่อกระบวนการการรักษาคลองรากฟัน ดังนี้ คือ มีประวัติการแพทย์ที่ซับซ้อน ความท้าทายในการสื่อสาร ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุ ภาวะฟันสึก โรคปริทันต์อักเสบ กระบวนการหายของแผลช้า ฟันร้าว และ คลองรากฟันตีบตัน มีการนำเสนอแนวทางปฏิบัติในการรักษาคลองรากฟันเพื่อความปลอดภัยในผู้ป่วยสูงอายุตั้งแต่กระบวนการตรวจ วินิจฉัย วางแผนการรักษา การจัดสภาพแวดล้อม อุปกรณ์ เทคนิคต่างๆที่ช่วยในการรักษาคลองรากฟัน เพื่อลดโอกาสแทรกซ้อนจากการรักษา</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ขั้นตอนการรักษาคลองรากฟันในผู้ป่วยสูงอายุเป็นสิ่งที่ท้าทายจากมุมมองทางเทคนิคความน่าจะเป็นในเรื่องระบบคลองรากฟันตีบตัน ความท้าทายเหล่านี้รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความรู้ความชำนาญของทันตแพทย์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงความร่วมมือร่วมใจของผู้สูงอายุ การรักษาคลองรากฟันในผู้สูงอายุเพื่อให้มีฟันธรรมชาติที่สามารถคงอยู่ในช่องปากนานมากขึ้น</p> เกศรินทร์ เจริญแสงสุริยา Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-29 2022-06-29 18 1 86 98 ความท้าทายที่พยาบาลชุมชนเผชิญในการจัดการโรคอ้วนในวัยผู้ใหญ่ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/256935 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>โรคอ้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญพบได้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยโรคอ้วนเป็นทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและยังชักนำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังสำคัญอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และกลุ่มอาการเมตาบอลิก โรคอ้วนนับเป็นภัยเงียบใหม่เพราะโรคนี้ไม่ได้ทำให้เจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตอย่างกระทันหัน อัตราการเกิดโรคอ้วนในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่จากร้อยละ 16.7 ในปี 2534เพิ่มเป็นร้อยละ 37.5ในปี 2557ปัจจุบันโรคอ้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยในลำดับแรกๆที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนโดยเน้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย พยาบาลชุมชนควรมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความท้าทายในการผสานศาสตร์ต่าง ๆ นอกเหนือจากการพยาบาลในการจัดการโรคอ้วน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อชี้ประเด็นที่เป็นความท้าทายในการจัดการโรคอ้วนในวัยผู้ใหญ่ในชุมชนโดยพยาบาลชุมชนเกี่ยวกับการประเมินภาวะโภชนาการ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในการบริโภคอาหารพลังงานต่ำการออกกำลังกายและการใช้เทคนิคการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม</p> <p><strong>วิธีการดำเนินการศึกษา</strong><strong>: </strong>การทบทวนวรรณกรรม</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>พยาบาลชุมชนมีบทบาทสำคัญมากในการป้องกันและควบคุมโรคอ้วน เพราะทำงานอย่างต่อเนื่องใกล้ชิดกับประชาชน และเข้าใจบริบทของชุมชน ทั้งเป็นผู้มีองค์ความรู้พื้นฐานด้านสุขภาพและการพยาบาลที่ดี ซึ่งจะสามารถชักนำและกระตุ้นประชาชนให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองโดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง แต่ความท้าทายที่พยาบาลชุมชนจะสามารถนำพาชุมชนให้ปลอดโรคอ้วนยังมีอยู่มาก อย่างน้อยที่สุดพยาบาลชุมชนต้องสามารถเป็นต้นแบบของการมีรูปร่างที่อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือมีประสบการณ์การควบคุมน้ำหนักได้สำเร็จ นอกจากนั้นพยาบาลชุมชนที่เป็นต้นแบบควรได้รับการสนับสนุนให้มีความเข้าใจในการให้คำปรึกษาด้านโภชนาการและการออกกำลังกายรวมถึงเทคนิคในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการจัดการโรคอ้วนผสานเข้ากับศาสตร์ทางการพยาบาล เพื่อจะได้นำไปสร้างความสามารถให้กับบุคคลและชุมชนในการบริโภคอาหารพลังงานต่ำและการออกกำลังกายเป็นประจำให้เข้ากับบริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>พยาบาลชุมชนควรได้รับการสนับสนุน แรงจูงใจ และการอบรมในการทำงานเชิงรุกที่ต้องผสานศาสตร์ต่างๆเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้แนวโน้มของการป้องกันโรคอ้วนมีทิศทางดีขึ้นในเวลาสั้น</p> วัลยา ตูพานิช จารุณี เทียบโพธิ์ งามเอก ลำมะนา Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-29 2022-06-29 18 1 99 114