วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP <p>วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์เป็นวารสารการแพทย์ของโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์มีการพิมพ์เผยแพร่อย่างสม่ำเสมอปีละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และกรกฎาคม-ธันวาคม) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการทางการแพทย์ ผลงานวิจัย บทความฟื้นฟูวิชาการ รายงานผู้ป่วย และรายงานการสำรวจทางระบาดวิทยา รวมทั้งผลงานวิชาการด้านการศึกษาทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ นอกจากนี้วารสารยังมีการเผยแพร่บทความที่นำเสนอการดำเนินการหรือการพัฒนาระบบงานต่าง ๆ ของหน่วยงานหรือโรงพยาบาลเกี่ยวข้องกับงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข</p> <p>*โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เป็นโรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร และเป็นสถาบันร่วมผลิตแพทย์กับสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง</p> <p><strong>ไม่ได้มีการเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ใดๆ ในทุกขั้นตอน</strong></p> ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ th-TH วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ 1686-8579 การแก้ไขความวิการง่ามรากฟันกรามล่างระดับ 2 ด้วยกระบวนการปลูกกระดูก: รายงานผู้ป่วย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/279426 <p>การแก้ไขความวิการง่ามรากฟันในโรคปริทันต์อักเสบขั้นรุนแรงถือเป็นปัญหาที่ยุ่งยาก โดยเฉพาะในตำแหน่งที่มีการทำลายกระดูกง่ามรากฟันกรามล่างระดับ 2 พบว่า การรักษาด้วยวิธีศัลยกรรมปริทันต์</p> <p>คืนสภาพจะช่วยให้การพยากรณ์โรคในฟันซี่นั้นดีขึ้น รวมไปถึงลดอัตราการสูญเสียฟัน ผู้ป่วยรายนี้ตรวจพบฟันกรามล่างขวาซี่ที่สองมีรอยวิการง่ามรากฟันระดับ 2 จากภาพถ่ายรังสีพบการทำลายกระดูกง่ามรากฟันระดับรุนแรง หลังจากทำศัลยกรรมปริทันต์ด้วยการปลูกกระดูกเอกพันธุ์ชนิดผ่านการทำให้แห้งภายใต้สภาวะแช่แข็ง โดยไม่ใช้แผ่นกั้น ติดตามผลการรักษาที่ 18 เดือน พบว่า สามารถลดร่องลึกปริทันต์ และ</p> <p>เพิ่มระดับการยึดเกาะของอวัยวะปริทันต์ จากภาพถ่ายรังสีพบความสูงและความหนาแน่นของกระดูกง่ามรากฟันเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 และไม่พบรอยโรครอบปลายรากฟัน ระหว่างการติดตามพบอาการไวต่อการใช้งานขณะเคี้ยวของแข็งหรือเหนียวในช่วง 15 เดือน ซึ่งอาการหายไปเมื่อครบ 18 เดือน ฟันยังคงตอบสนองต่อการทดสอบความมีชีวิต รายงานผู้ป่วยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การปลูกกระดูกเพียงอย่างเดียวอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในบางกรณี โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร และสะท้อนความสำคัญของการติดตามผลระยะยาวเพื่อคงสภาพที่ดีของอวัยวะปริทันต์</p> มนัสนันท์ ชูสิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 22 1 141 153 ความแม่นยำในการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักของโรงพยาบาลดำเนินสะดวก ราชบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/277675 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> การวิจัยนี้ศึกษาความแม่นยำในการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (Fecal Immunochemical Test; FIT) และปัจจัยที่สัมพันธ์กับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักของโรงพยาบาลดำเนินสะดวก ราชบุรี</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง ในผู้มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 45 ปี ที่ตรวจ FIT และยืนยันด้วยการส่องกล้อง ระหว่าง 1 มี.ค.–31 ธ.ค. 2567 จำนวน 230 คน โดยสุ่มอย่างง่าย วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา chi-square test, independent t-test และ binary logistic regression เพื่อเปรียบเทียบ odds ratio ระหว่างกลุ่มที่พบและไม่พบโรค กำหนดระดับนัยสำคัญที่ p&lt;0.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> การศึกษาพบว่า ความแม่นยำของ FIT ในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเท่ากับร้อยละ 35.65 โดยมีความไวร้อยละ 56.00 และความจำเพาะร้อยละ 33.17 กลุ่มที่พบมะเร็งมีอายุและคะแนน APCS สูงกว่ากลุ่มที่ไม่พบอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับมะเร็ง ได้แก่ เบาหวาน (p=0.020) อาการถ่ายมีมูกเลือด (p&lt;0.001) และภาวะซีด (p=0.046) ส่วนปัจจัยทำนายสำคัญ คือ คะแนน Asia-Pacific Colorectal Screening (APCS) (OR=1.57) และอาการถ่ายมีมูกเลือด (OR=9.96) ขณะที่เพศ ดัชนีมวลกายโรคความดันโลหิตสูง และอาการทางคลินิกอื่นไม่สัมพันธ์กับโรค</p> <p><strong>สรุป:</strong> การตรวจ FIT เป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก แต่เมื่อใช้ร่วมกับปัจจัยเสี่ยง เช่น อาการถ่ายปนมูกเลือด และคะแนน APCS จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และโอกาสการรักษาหาย ส่งผลให้อัตรารอดชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นในระยะยาว</p> ชัชชัย เทพจินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 22 1 1 17 การศึกษาทดลองแบบสุ่มเปรียบเทียบประสิทธิผลระหว่างยาชาร้อยละ 2 ลิโดเคนกับยาชาร้อยละ 4 อาร์ติเคนสำหรับการผ่าตัดฟันกรามล่างซี่ที่สามคุด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/276681 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลระหว่างยาชาร้อยละ 2 ลิโดเคน กับยาชาร้อยละ 4 อาร์ติเคนในการผ่าตัดฟันกรามล่างซี่ที่สามคุด</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกแบบสุ่ม กลุ่มตัวอย่างวิจัยจำนวน 68 คนเข้ารับการรักษาที่กลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 34 ราย ได้รับยาชาร้อยละ 2 ลิโดเคนที่ผสมยาบีบหลอดเลือดในอัตราส่วน 1 ต่อ 100,000 ส่วนกลุ่มที่ 2 จำนวน 34 ราย ได้รับยาชาร้อยละ 4 อาร์ติเคนที่ผสมยาบีบหลอดเลือดในอัตราส่วน 1 ต่อ 100,000 ซึ่งทั้งสองกลุ่มเข้ารับการผ่าตัดฟันกรามล่างซี่ที่สามคุด โดยทันตแพทย์คนเดียว แบบปกปิดสองทาง ข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ของยาชา ระดับของความเจ็บปวด ระยะเวลาที่ยาชาเริ่มออกฤทธิ์ ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เก็บข้อมูล ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 - พฤศจิกายน 2564 วิเคราะห์ข้อมูลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาชาทั้งสองชนิดโดยใช้สถิติ paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า 1) ยาชาร้อยละ 4 อาร์ติเคนมีระยะเวลาในการออกฤทธิ์ของยาชาที่ยาวกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ p&lt;0.05 2) ระดับของความเจ็บปวด ระยะเวลาที่ยาชาเริ่มออกฤทธิ์ ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด พบว่า ทั้งสองกลุ่มไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ p&lt;0.05 และการเกิดความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน ไม่พบว่า ทั้งสองกลุ่มทำให้เกิดความรู้สึกดังกล่าวแต่อย่างใด</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ยาชาร้อยละ 4 อาร์ติเคนนั้นมีประสิทธิผลที่ดีกว่ายาชาร้อยละ 2 ลิโดเคนในการผ่าตัดฟันกรามล่างซี่ที่สามคุดในด้านมีระยะเวลาในการออกฤทธิ์ที่ยาวกว่า และยาชาทั้งสองชนิดนี้สามารถนำมาใช้ในทางทันตกรรมได้อย่างปลอดภัย</p> ธเรศ เติมสุขเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 22 1 18 31 ประเมินผลการพัฒนาระบบผ่าตัดแบบวันเดียวกลับของหน่วยงานวิสัญญีโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/279348 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อประเมินผลการพัฒนาระบบผ่าตัดแบบวันเดียวกลับของหน่วยงานวิสัญญีโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ในด้านภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด อุบัติการณ์การรับไว้รักษาโดยไม่ได้วางแผน การกลับมารักษาซ้ำภายใน 24 ชั่วโมง อุบัติการณ์การเลื่อนหรือยกเลิกการผ่าตัด ความพึงพอใจของผู้ป่วย และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรับไว้รักษาโดยไม่ได้วางแผน</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong>: การศึกษาแบบย้อนหลังเชิงพรรณนา (retrospective descriptive study) ในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ 9 หัตถการนำร่อง ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566 จำนวน 477 ราย เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนและระบบ One Day Surgery &amp; Minimally Invasive Surgery registry (ODS &amp; MIS) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt;0.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 55.92 ± 15.12 ปี ส่วนใหญ่จัดอยู่ใน American Society of Anesthesiologists (ASA) class 2 (ร้อยละ 73.40) และมีโรคร่วม (ร้อยละ 57.23) เทคนิคการระงับความรู้สึกที่ใช้มากที่สุด คือ total intravenous anesthesia (ร้อยละ 80.70) ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดที่พบ ได้แก่ อาการปวดแผลระดับมาก (Pain Score; PS&gt;6) ในห้องพักฟื้น (ร้อยละ 6.92) คลื่นไส้อาเจียน (ร้อยละ 1.89) ปัสสาวะคั่งตัว (ร้อยละ 20.34 ก่อนจำหน่ายจากห้องพักฟื้น) และเลือดออกจากแผลผ่าตัด (ร้อยละ 0.42) อุบัติการณ์การรับไว้รักษาโดยไม่ได้วางแผนพบร้อยละ 1.68 และการกลับมารักษาซ้ำภายใน 24 ชั่วโมงพบร้อยละ 0.21 ไม่พบอุบัติการณ์การเลื่อนหรือยกเลิกการผ่าตัด การวิเคราะห์แบบ multivariate logistic regression พบว่า หัตถการ Loop Electrosurgical Excision Procedure (LEEP) มีความเสี่ยงต่อการรับไว้รักษาโดยไม่ได้วางแผนสูงกว่า colonoscopy อย่างมีนัยสำคัญ (adjusted OR = 48.31, 95% CI: 3.89-599.43, p = 0.003) ความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการให้บริการทางวิสัญญีอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.97-4.99 คะแนน)</p> <p><strong>สรุป</strong>: ระบบผ่าตัดแบบวันเดียวกลับของหน่วยงานวิสัญญีมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจสูง ควรพัฒนาแนวทางการให้ยาแก้ปวดอย่างเคร่งครัดและพัฒนาระบบติดตามผู้ป่วยหลังกลับบ้านเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลอย่างต่อเนื่อง</p> สมพร บุญญาโรจน์ ตนุชา บุญรมย์ ไกรฤกษ์ สินธวานุรักษ์ จริยา ชื่นศิริมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 22 1 32 52 อุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดแผลกดทับจากการจัดท่านอนคว่ำในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดกระดูก สันหลัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/279455 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดแผลกดทับจากการจัดท่านอนคว่ำในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลัง</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกตแบบภาคตัดขวาง (observational cross-sectional study) ดำเนินการในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลังในท่านอนคว่ำ ณ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ระหว่างเดือนมิถุนายน 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2568 โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) จำนวน 111 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจัยก่อนผ่าตัด ปัจจัยระหว่างผ่าตัด และแบบประเมินแผลกดทับตามเกณฑ์ของ National Pressure Injury Advisory Panel (NPIAP) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (Index of item Objective Congruence; IOC) เท่ากับ 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของการสังเกตและความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมินอยู่ในเกณฑ์ดี การประเมินผิวหนังดำเนินการก่อนจัดท่านอนคว่ำ หลังผ่าตัด 30 นาที และติดตามที่ 24 และ 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัดในรายที่พบแผลกดทับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยหลังผ่าตัดมีอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับภายหลังผ่านไป 30 นาที ร้อยละ 5.4 โดยแผลกดทับทั้งหมดอยู่ในระดับที่ 1 พบมากที่สุดบริเวณใบหน้า รองลงมา บริเวณหน้าอก ผลการวิเคราะห์แบบตัวแปรเดี่ยวพบว่า การสูญเสียเลือดระหว่างการผ่าตัดมากกว่า 500 มิลลิลิตร มีความสัมพันธ์กับการเกิดแผลกดทับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อย่างไรก็ตาม การถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปรไม่พบปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดแผลกดทับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การเกิดแผลกดทับจากการจัดท่านอนคว่ำในผู้ป่วยผ่าตัดกระดูกสันหลังพบในอัตราต่ำ และส่วนใหญ่อยู่ในระยะเริ่มต้น ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการประเมินความเสี่ยง การจัดท่าที่เหมาะสม และการเฝ้าระวังสภาพผิวหนังอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับและส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วย</p> แพรวพรรณ แซ่เตียว สมพร บุญญาโรจน์ ตนุชา บุญรมย์ อรุณกมล พัฒนสิริเจริญ จริยา ชื่นศิริมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 22 1 53 73 ผลการเตรียมความพร้อมสำหรับพยาบาลผู้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำต่อความพึงพอใจ ความรู้ การปฏิบัติ และการเผยแพร่ความรู้ด้านการพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ โรงพยาบาลราชบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/274999 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาผลการเตรียมความพร้อมสำหรับพยาบาลผู้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำต่อความพึงพอใจ ความรู้ การปฏิบัติ และการเผยแพร่ความรู้ด้านการพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ โรงพยาบาลราชบุรี</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong>: เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง (one-group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 33 คน เครื่องมือ ประกอบด้วย 1) ชุดฝึกอบรมการเตรียมความพร้อมสำหรับพยาบาลผู้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ 2) แบบประเมินความพึงพอใจ 3) แบบวัดความรู้ 4) แบบประเมินการปฏิบัติการพยาบาล และ 5) แบบบันทึกจำนวนผู้เผยแพร่ความรู้ในหน่วยงานภายใน 120 วันหลังจบการเตรียมความพร้อมฯ เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ จำนวน 5 ท่าน ดังนี้ 1) ชุดฝึกอบรมการเตรียมความพร้อมสำหรับพยาบาลผู้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ได้ค่า IOC = 1 2) แบบประเมินความพึงพอใจ ได้ค่า IOC = 0.92 3) แบบวัดความรู้ ได้ค่า IOC ตั้งแต่ 0.6-1 และ 4) แบบประเมินการปฏิบัติการพยาบาล ได้ค่า IOC ตั้งแต่ 0.80-1 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: พบว่า 1) ความพึงพอใจต่อการเตรียมความพร้อมฯ อยู่ในระดับมากที่สุด (mean = 4.77, SD = 0.08) 2) คะแนนเฉลี่ยความรู้หลังการเตรียมความพร้อมฯ (mean = 23.79, SD = 2.19) สูงกว่าก่อนการเตรียมความพร้อมฯ (mean = 18.00, SD = 2.95) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) คะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติหลังการเตรียมความพร้อมฯ 120 วัน ทั้งจากการประเมินตนเองและหัวหน้าหอผู้ป่วย สูงกว่าก่อนการเตรียมความพร้อมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 4) ผู้เข้ารับการอบรมทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100 นำความรู้ไปเผยแพร่ในหน่วยงานภายใน 120 วัน</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การเตรียมความพร้อมสำหรับพยาบาลผู้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำช่วยเพิ่มความรู้และทักษะการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ รวมทั้งส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้ในหน่วยงาน</p> ภัทรารัตน์ ตันนุกิจ ธารารัตน์ ส่งสิทธิกุล ประจวบ ทองเจริญ สุวดี สุขีนิตย์ จิราพร เชาว์โพธิ์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 22 1 74 92 การศึกษาประสิทธิผลของการอบไอน้ำสมุนไพรต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดในอาสาสมัคร ที่มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/278601 <p><strong>บทนำ</strong>: ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญซึ่งส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตนำไปสู่กลุ่มโรคเรื้อรัง อาทิเช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยก่อนหน้าบ่งชี้ว่าการอบสมุนไพรอาจช่วยกระตุ้นการเผาผลาญและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อประเมินประสิทธิผลของการอบสมุนไพรต่อการเปลี่ยนแปลงระดับไขมันในเลือดของผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong>: คัดเลือกอาสาสมัคร 30 คน เข้ารับการอบสมุนไพรสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ ทำการวัดระดับไขมันในเลือด (blood lipid profiles) และองค์ประกอบของร่างกาย เช่น น้ำในร่างกาย น้ำหนักตัวจากไขมัน ทั้งก่อนและหลังสิ้นสุดการวิจัย</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: ระดับไขมันคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำหรือไขมันชนิดไม่ดี (Low Density Lipoprotein cholesterol; LDL-c) และน้ำหนักตัวจากไขมันของอาสาสมัครลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์แรกของการวิจัย นอกจากนี้ผลที่ได้ยังพบว่า เมื่อเสร็จสิ้นการวิจัย ระดับไขมันในเลือดชนิดดี (High Density Lipoprotein cholesterol; HDL-c) น้ำหนักตัวจากแร่ธาตุ (body weight by mineral) ความจุอากาศของปอด (thoracic gas volume) ของอาสาสมัครเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์แรกของการวิจัย</p> <p><strong>สรุป</strong>: การอบสมุนไพรด้วยวิธีทางการแพทย์แผนไทยอาจมีแนวโน้มช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกายที่อาจนำไปสู่ช่วยส่งเสริมระดับไขมันในเลือด</p> อลงกต สิงห์โต สมเจตน์ คงคอน สุวิภา อินต๊ะเขียว นริศา เรืองศรี เผด็จ จันทร์แดง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 22 1 93 103 ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/277823 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาสำคัญระดับโลกที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชากร โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบาง มีโรคประจำตัว ภูมิคุ้มกันที่ลดลง และข้อจำกัด ด้านเศรษฐฐานะและสังคม ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงกว่าวัยอื่น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพผู้สูงอายุทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม พร้อมนำเสนอแนวทางการดูแลและการปรับตัวอย่างเหมาะสม สำหรับผู้สูงอายุและผู้ดูแล</p> <p><strong>วิธีดำเนินการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบบทความฟื้นฟูวิชาการ (review article) โดยสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลสากล รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเรียบเรียงเนื้อหาอย่างเป็นระบบ</p> <p><strong><br />ผลการศึกษา: </strong>ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายมิติ ได้แก่ 1) ด้านร่างกาย คลื่นความร้อนและคลื่นความหนาวเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคทางระบบประสาท มลพิษทางอากาศและฝุ่น Particulate Matter 2.5 (PM2.5) เพิ่มอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจและหัวใจ รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งและโรคสมองเสื่อม อุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้นส่งผลต่อการแพร่พันธุ์ของพาหะนำโรค เช่น ยุง ทำให้อุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ส่งผลต่อการระบาดของโรคทางเดินอาหาร ภาวะโลกร้อนส่งผลต่อความมั่นคง ทางอาหาร ทำให้ผู้สูงอายุโดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและเพียงพอได้ยากขึ้น เกิดภาวะทุพโภชนาการและภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพ และ 2) ด้านจิตใจ ภัยพิบัติ และความไม่แน่นอนทางสิ่งแวดล้อมสัมพันธ์กับการเกิดภาวะเครียด ภาวะซึมเศร้า และโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญในผู้สูงอายุ บทความนี้ ยังเน้นย้ำถึงการดูแล ได้แก่ การเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง การเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว และการเตรียมความพร้อมของระบบบริการสุขภาพและชุมชน</p> <p><br /><strong>สรุป: </strong>ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ การสร้างองค์ความรู้ และการเตรียมพร้อมในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และนโยบายภาครัฐจึงมีความสำคัญ เพื่อช่วยลดผลกระทบและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมสูงวัย</p> พลอย เรีองสินภิญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 22 1 104 118 ศักยภาพของมะระขี้นก (Momordica charantia L.) ในการต้านมะเร็ง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JCP/article/view/276218 <p><strong>บทนำ</strong>: โรคมะเร็งเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงเพิ่มขึ้นทุกปี แม้ว่าอุบัติการณ์การเกิดโรคจะสูงขึ้น แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์และวิธีการรักษาที่ผสมผสาน ทำให้อัตราการควบคุมโรคมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นมากเช่นกัน หนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความสนใจคือการใช้สมุนไพรควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์ เช่น มะระขี้นก ซึ่งเป็นสมุนไพรมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต้านเซลล์มะเร็งได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อทบทวนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และหลักฐานงานวิจัยเกี่ยวกับศักยภาพของมะระขี้นกในการต้านมะเร็ง และประเมินความปลอดภัยในการนำมาใช้ทางการแพทย์</p> <p><strong>วิธีดำเนินการศึกษา</strong><strong>:</strong> สืบค้นและรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยต่าง ๆ ในฐานข้อมูลวิชาการที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากนั้นทำการวิเคราะห์และเรียบเรียงเนื้อหาเพื่อนำเสนอในแต่ละด้านที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>มะระขี้นกมีสารออกฤทธิ์หลายชนิด เช่น ชาแรนติน (charantin), โมมอร์ดิซิน (momordicin), คิวเคอร์บิเทน (cucurbitane) และไวซีน (vicine) ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง กระตุ้นกระบวนการอะพอพโทซิส (apoptosis) และยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งโพรงจมูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยมีงานวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองที่ยืนยันกลไกการออกฤทธิ์หลายรูปแบบแสดงให้เห็นแนวโน้มที่ดี รวมถึงมีรายงานว่า สารสกัดมะระขี้นกสามารถเพิ่มระดับเซลล์ภูมิคุ้มกัน Natural Killer cells (NK cells) และลดความเสี่ยงการดื้อยาได้ นอกจากนี้ สารสกัดมะระขี้นกมีความเป็นพิษต่ำ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตับและไตในสัตว์ทดลอง และไม่พบความผิดปกติด้านพฤติกรรมของสัตว์ แม้บริโภคในปริมาณสูง อย่างไรก็ตาม ควรระวังการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้ป่วยโรคตับหรือโรคเรื้อรัง</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> มะระขี้นกเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพในการใช้เป็นทางเลือกเสริมในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านมะเร็งผ่านกลไกการออกฤทธิ์หลายทาง จึงเป็นสมุนไพรที่ควรได้รับการศึกษาวิจัยทางคลินิกเพิ่มเติม เพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัย ก่อนนำไปประยุกต์ใช้ในเวชปฏิบัติอย่างเป็นระบบ</p> ชุติวัต หยู่ทองอินทร์ เขมานันท์ จูมทอง เจนจิรา สุขเจริญจิต วิสสุตา บุญช่วย พิมพ์ลดา พงศ์ชัยชานนท์ ลักขณา รามวงศ์ เฟื่องฉัตร นันทศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 22 1 119 140