วารสารกรมการแพทย์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>1. <span lang="th">เผยแพร่ประสบการณ์ การวิจัย และค้นคว้าทางวิชาการแพทย์ </span></p> <p><span lang="th">2. พัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์ นวัตกรรมทางการแพทย์ แก่บุคลากรด้านสาธารณสุข</span></p> <p><span lang="th"><span class="JsGRdQ"><strong>Online ISSN : </strong>2697-6404</span></span></p> <p> </p>
DEPARTMENT OF MEDICAL SERVICES
en-US
วารสารกรมการแพทย์
2697-6404
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข</p> <p>ข้อความและข้อคิดเห็นต่างๆ เป็นของผู้เขียนบทความ ไม่ใช่ความเห็นของกองบรรณาธิการหรือของวารสารกรมการแพทย์</p>
-
บทบาทพยาบาลผดุงครรภ์ในการดูแลสตรีตั้งครรภ์ในสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/274328
<p>สถานการณ์มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อประชากรกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะสตรีตั้งครรภ์ซึงมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นที่เป็นมลพิษมากกว่าประชากรทั่วไป ซึ่งฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพทั้งต่อสตรีตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ เช่น ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คลอดก่อนกำหนด ทารกหัวใจพิการแต่กำเนิด ภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ น้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ ทารกตายคลอดหรือแท้ง พยาบาลผดุงครรภ์มีบทบาทสำคัญในการให้การดููแลสตรีตั้งครรภ์ในสถานการณ์ฝุ่นละอองที่เป็นมลพิษทางอากาศ โดยเน้นการให้ความรู้เกี่่ยวกับผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 การแนะนำวิธีการป้องกันตนเองรวมถึงการติดตามภาวะสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทบาทของพยาบาลผดุุงครรภ์ในการดูแลสตรีตั้งครรภ์ภายใต้สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 เพื่อป้องกันและลดผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์</p>
วิภวานี ทาเอื้อ
เนตรสุมล จตุรจรรยาเลิศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
158
165
-
ภาวะการกลืนลำบากในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/280778
<p>มะเร็งศีรษะและลำคอ (Head and Neck Cancer: HNC) เป็นกลุ่มโรคทางมะเร็งวิทยาที่มีพยาธิสรีรวิทยาซับซ้อนและมีลักษณะเฉพาะตัวสูง เนื่องจากตัวเนื้องอกเกิดขึ้นในตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อระบบทางเดินหายใจส่วนต้นการสื่อสาร และการกลืน ภาวะกลืนลำบาก (dysphagia) จึงไม่ได้เป็นเพียงผลข้างเคียงชั่วคราว แต่เป็นภาวะทุพพลภาพเรื้อรังที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย<sup>1</sup> แม้ความก้าวหน้าทางการรักษา เช่น การผ่าตัดด้วยความแม่นยำสูง (precision surgery) และการฉายรังสีแบบปรับความเข้ม (IMRT) จะช่วยให้อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น แต่กลับพบประชากรผู้รอดชีวิตต้องเผชิญกับภาวะกลืน ลำบากเพิ่มมากขึ้น ผู้ป่วยจึงต้องดำรงชีวิตอยู่กับความบกพร่องของกลไกการกลืนเป็นเวลานาน ซึ่งนำไปสู่ภาวะทุพโภชนาการภาวะขาดน้ำ และความเสี่ยงสูงสุดคือปอดอักเสบจากการสำลัก (aspiration pneumonia)<sup>1, 2</sup></p>
ชมพูนุช พงษ์อัคคศิรา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
5
9
-
การรักษาในผู้ป่วยที่สูญเสียมิติแนวดิ่ง: รายงานผู้ป่วย
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/274786
<p>การสึกเหตุบดเคี้ยวที่รุนแรงอาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียมิติแนวดิ่ง ซึ่งในระยะเวลาต่อมาอาจนำไปสู่การเกิดการสบฟันก่อบาดเจ็บได้ บทความนี้นำเสนอรายงานการรักษาผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 61 ปี มีการสึกของฟันอย่างรุนแรง สูญเสียมิติแนวดิ่ง ทำให้เกิดการสบฟันก่อบาดเจ็บที่ฟันตัดซี่กลางบน การรักษาจึงเป็นการฟื้นฟูสภาพช่องปากโดยมี 2 ขั้นตอนหลัก ๆ เริ่มต้นจากต้องมีการเพิ่มมิติแนวดิ่งให้กลับมาอยู่ในระยะที่เหมาะสมด้วยการเพิ่มมิติแนวดิ่งโดยใช้ครอบฟันชั่วคราวในฟันที่สึกอย่างรุนแรงร่วมกับฟันเทียมบางส่วนถอดได้ฐานอะคริลิกในขากรรไกรบนและล่างจนได้มิติแนวดิ่งที่เหมาะสม แล้วจึงตามมาด้วย การครอบฟัน ร่วมกับใส่ฟันเทียมบางส่วนถอดได้โลหะในขากรรไกรบนและล่าง โดยเมื่อติดตามผลการรักษาพบว่าผู้ป่วยมีทั้งประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวและความสวยงามที่ดีขึ้นมาก และไม่มีการสบฟันก่อบาดเจ็บเกิดขึ้น</p>
อ้อมบุญ บุญธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
146
152
-
รายงานกรณีศึกษา: เนื้องอกฟิลโลดเต้านมชนิดร้ายแรงที่มีการกลับเป็นซ้ำอย่างรวดเร็วร่วมกับการลุกลามไปยังก้อนในช่องกลางทรวงอก
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/274844
<p>เนื้องอกฟิลโลด (Phyllodes tumors) เป็นเนื้องอกหายากที่พบได้ในเต้านม โดยมักจะมีลักษณะทางพยาธิวิทยาเป็นโครงสร้างคล้ายใบไม้ และสามารถมีลักษณะเป็นเนื้องอกที่ไม่ร้ายแรง (benign) กลาง (borderline) หรือร้ายแรง (malignant) ได้ รายงานกรณีนี้เป็นของหญิงอายุ 35 ปีที่มีอาการมีก้อนที่เต้านมขวาขยายตัวอย่างรวดเร็วภายใน 3 เดือน จากการตรวจร่างกายพบก้อนขนาดใหญ่ทั่วทั้งเต้านมด้านขวา ผู้ป่วยได้รับการรักษาผ่าตัดด้วยการตัดเต้านมทั้งเต้า และปิดแผลด้วยกล้ามเนื้อหน้าท้อง ผลชิ้นเนื้อหลังการผ่าตัดพบว่าเป็นเนื้องอกฟิลโลดชนิดร้ายแรง (malignant phyllode) ผลชิ้นเนื้อได้ขอบเขตครบ ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีหลังการผ่าตัด ภายหลังจากการตรวจติดตาม พบว่าผู้ป่วยมีการกระจายไปยังปอดในระยะเวลา 9 เดือนหลังการผ่าตัด และมีก้อนที่บริเวณช่องกลางทรวงอก จนทำให้เกิดการกดเบียดเส้นเลือดดำใหญ่ในระยะเวลาอันรวดเร็ว มีอาการแขนบวมสองข้าง และใบหน้าบวม ในบทความนี้จะมีการอภิปรายถึงความรู้ทั่วไปและชนิดของเนื้องอกฟิลโลด ความสำคัญของการผ่าตัดในการรักษาเนื้องอกฟิลโลด และการกลับเป็นซ้ำของเนื้องอกชนิดนี้</p>
รัชนี ประสิทธิ์มณฑล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
153
157
-
ผลของการ์ดเกมฝึกสมองลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/273728
<p><strong>ภูมิหลัง:</strong> ภาวะสมองเสื่อมนับเป็นปัญหาที่พบมากในผู้สูงอายุทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม อีกทั้งยังเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุข โดยเฉพาะในปัจจุบันมีจำนวน ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นนำไปสู่การพบภาวะสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น <strong>วัตถุประสงค์:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนสมรรถภาพสมองเบื้องต้นของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลัง เข้าร่วมการเล่นการ์ดเกมภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม <strong>วิธีการ:</strong> กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุในแขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 40 คน และกลุ่มทดลอง 40 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ใน การดำเนินการวิจัย ได้แก่ การ์ดเกมกระตุ้นการทำงานของสมอง ด้านความสนใจใส่ใจ ด้านความทรงจำ ด้านมิติสัมพันธ์ และ ด้านการคิด 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลได้แก่ แบบสอบถาม ข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องต้น ฉบับ ภาษาไทย (MMSE-Thai 2002) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนา เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยภายในกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติ dependent t-test และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติ independent t-test <strong>ผล:</strong> หลังการเล่นการ์ดเกมกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ย สมรรถภาพสมองเบื้องต้นมากกว่าก่อนการเล่นการ์ดเกม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ผลต่างค่าเฉลี่ย = 6.2, ช่วงความเชื่อมั่น 95%: 5.6, 6.8) และหลังการเล่นการ์ดเกมกลุ่มทดลอง มีค่าคะแนนเฉลี่ยสมรรถภาพสมองเบื้องต้นมากกว่ากลุ่ม ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ผลต่างค่าเฉลี่ย = 8.0, ช่วง ความเชื่อมั่น 95%: 7.2, 8.6) <strong>สรุป:</strong> การ์ดเกมฝึกสมองมีผลต่อ ค่าคะแนนเฉลี่ยสมรรถภาพสมองเบื้องต้นที่ดีขึ้น</p>
ฐมาพร เชี่ยวชาญ
กมลมาลย์ วิรัตน์เศรษฐสิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
14
21
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองต่อความสามารถในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคไข้เลือดออกในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/273819
<p><strong>ภูมิหลัง:</strong> โรคไข้เลือดออกเป็นสาเหตุสำคัญของ การป่วยในเด็ก โดยเฉพาะระยะวิกฤต/ช็อก ถ้าไม่ได้รับการดูแล รักษาอย่างเหมาะสมผู้ป่วยอาจมีอาการแย่ลงและเสียชีวิตได้ พยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ ผู้ปกครองในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคไข้เลือดออก <strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองต่อความสามารถในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคไข้เลือดออก <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi- experimental research) กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ปกครองของ ผู้ป่วยเด็กโรคไข้เลือดออกอายุ 6-12 ปี แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 ราย และกลุ่มควบคุม 20 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดูแลผู้ป่วยเด็ก โรคไข้เลือดออก และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมส่งเสริม การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคไข้เลือดออก แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความสามารถด้าน การปฏิบัติกิจกรรมของผู้ปกครองในการดูแลผู้ป่วยเด็ก โรคไข้เลือดออกได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.80 แบบสอบถามความสามารถด้านความรู้ใช้สูตร KR-20 ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.70 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติพรรณนา และสถิติวิลคอกซันแมนทวิทนี (The Wilcoxon-Mann-Whitney test) <strong>ผล:</strong> ภายหลังการได้รับโปรแกรมผู้ปกครองกลุ่มทดลองมีคะแนนความสามารถด้าน การปฏิบัติกิจกรรมและความสามารถด้านความรู้ในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคไข้เลือดออกสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) คะแนนความสามารถด้านการปฏิบัติกิจกรรมและความสามารถด้านความรู้ของผู้ปกครอง กลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) <strong>สรุป:</strong> จากผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะว่า พยาบาลเด็กสามารถนำโปรแกรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคไข้เลือดออก เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และสร้างความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคไข้เลือดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ผาณิตา ปานเงิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
22
33
-
การศึกษาปัญหาจากการใช้ยาที่พบในผู้ป่วยในของโรงพยาบาลทันตกรรม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/274387
<p><strong>ภูมิหลัง:</strong> ผลกระทบประการหนึ่งของการใช้ยาในผู้ป่วยทางทันตกรรมคือการเกิดปัญหาจากการใช้ยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาลทันตกรรมที่มีผู้ป่วยในประกอบกับการใช้ยาที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลให้มีโอกาสเกิดปัญหาจากการใช้ยาเพิ่มขึ้นตามมาได้ <strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัญหาจากการใช้ยาของผู้ป่วยในของโรงพยาบาลทันตกรรม และศึกษาปัจจัยที่อาจมีผลต่อการเกิดปัญหาจากการใช้ยาของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว <strong>วิธีการ:</strong> ศึกษาแบบ case-control study โดยศึกษาข้อมูลของผู้ป่วยในที่รักษาในโรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระหว่าง พ.ศ.2565-2566 จำนวน 1,011 ราย ใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยศึกษาการเกิดปัญหาจากการใช้ยาในด้านประเภทและความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดปัญหาจากการใช้ยาด้วยการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก (logistic regression analysis) <strong>ผล:</strong> พบปัญหาจากการใช้ยาร้อยละ 2.67 ของการรักษาทั้งหมด ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ การบริหารยาในความถี่ที่ไม่เหมาะสม รองลงมาคือผู้ป่วยไม่ได้รับยาที่เคยได้รับ และผู้ป่วยเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ตามลำดับ ผลการศึกษาปัจจัยที่อาจมีผลต่อการเกิดปัญหา จากการใช้ยาพบว่า การที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเกิน 3 วัน มีความสัมพันธ์กับการเกิดปัญหาจากการใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = .012) <strong>สรุป:</strong> ปัญหาจากการใช้ยาในผู้ป่วยในทางทันตกรรมส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาในการได้รับยา โดยเหตุการณ์ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่ได้รับอันตรายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพบว่าการที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเกิน 3 วัน มีความสัมพันธ์กับการเกิดปัญหาจากการใช้ยา</p>
ศุภศิษฏ์ พัชโรภาสวัฒนกุล
ณฐพล วาสนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
34
41
-
ผลการรักษาโรคปริทันต์แบบประคับประคองและความร่วมมือของผู้ป่วยต่อการสูญเสียฟันในผู้ป่วยโรคปริทันต์อักเสบระดับรุนแรง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/274385
<p><strong>ภูมิหลัง:</strong> โรคปริทันต์อักเสบระดับรุนแรงอาจทำให้เกิดการสูญเสียฟันส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการบดเคี้ยว หลังจากได้รับการรักษาปริทันต์แบบแอคทีฟแล้ว ควรรับการรักษาโรคปริทันต์แบบประคับประคอง เพื่อมุ่งหวังในการลดโอกาสเกิดการติดเชื้อซ้ำ ลดการดำเนินโรค และลดการสูญเสียฟันในระยะยาว <strong>วัตถุประสงค์:</strong> การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการรักษาโรคปริทันต์แบบ ประคับประคองในผู้ป่วยโรคปริทันต์อักเสบระดับรุนแรง และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อสภาวะโรคปริทันต์อักเสบคงที่ และการสูญเสียฟันภายหลังการรักษา <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษาแบบย้อนหลัง โดยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการรักษาปริทันต์แบบแอคทีฟและแบบประคับประคอง อย่างน้อย 2 ปี ที่โรงพยาบาลมะการักษ์ จำนวน 101 ราย <strong>ผล:</strong> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมีสภาวะโรคปริทันต์อักเสบคงที่เพิ่มขึ้น จากร้อยละ 8.9 หลังการรักษาแบบแอคทีฟ เป็นร้อยละ 25.7 หลังการรักษาแบบประคับประคอง และพบการสูญเสียฟันจากโรคปริทันต์ร้อยละ 34.7 โดยผู้ป่วยที่มีความร่วมมือ ในการรักษาอย่างดีมีโอกาสสูญเสียฟันลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) <strong>สรุป:</strong> ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาแบบประคับประคองและความร่วมมือ ของผู้ป่วยในการลดการสูญเสียฟันในผู้ป่วยโรคปริทันต์อักเสบระดับรุนแรง</p>
ปัญญดา ทิพยะวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
42
50
-
การเปรียบเทียบความล้มเหลวในการบูรณะฟันน้ำนม Class II ระหว่างการใช้วัสดุบูรณะกลุ่มกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ และเรซินคอมโพสิต: การทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/274269
<p><strong>ภูมิหลัง:</strong> การบูรณะฟันน้ำนม class ll สามารถบูรณะด้วย วัสดุสีเหมือนฟันทั้งวัสดุเรซินคอมโพสิต (resin composite) และวัสดุกลุ่มกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ (glass-ionomer) แต่ด้วยวัสดุทั้งสองชนิดมีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกัน การศึกษาความล้มเหลวที่เกิดขึ้นภายหลังการบูรณะฟันด้วยวัสดุทั้งสอง จึงมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกใช้ <strong>วัตถุประสงค์:</strong> เปรียบเทียบความล้มเหลวในการบูรณะฟันน้ำนม class II ระหว่างการ ใช้วัสดุกลุ่มกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ และเรซินคอมโพสิต <strong>วิธีการ:</strong> สืบค้นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบจากฐาน ข้อมูล PubMed, open access และ Google Scholar ร่วมกับ การค้นหาด้วยมือ นำมาเฉพาะบทความภาษาอังกฤษหรือ ภาษาไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 จนถึงปี พ.ศ. 2565 และนำมาวิเคราะห์อภิมานโอกาสการเกิดความล้มเหลวของวัสดุจาก 11 บทความที่ได้รับการยอมรับ <strong>ผล:</strong> วัสดุกลุ่มกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์มีโอกาสการเกิดความล้มเหลวในการบูรณะฟันน้ำนม class ll สูงกว่าวัสดุเรซินคอมโพสิตคิดเป็น 1.186 เท่า อย่าง ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .385; 95%CI: 0.807, 1.742) วัสดุกลาสไอโอโนเมอร์ชนิดดั้งเดิมและชนิดเรซินมอดิฟายด์ มีโอกาสการเกิดความล้มเหลวในการบูรณะฟันน้ำนม class II คิดเป็น 1.818, 0.955 เท่า ตามลำดับเมื่อเทียบกับวัสดุเรซิน คอมโพสิตอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .082; 95%CI: 0.926, 3.571 และ p = .850; 95%CI: 0.593, 1.537) <strong>สรุป:</strong> วัสดุบูรณะกลุ่มกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์กับวัสดุเรซินคอมโพสิต ไม่มีความแตกต่างกันในโอกาสการเกิดความล้มเหลวภายหลัง การบูรณะฟันน้ำนม class II และวัสดุกลาสไอโอโนเมอร์ ชนิดดั้งเดิมมีโอกาสการเกิดความล้มเหลวมากกว่าชนิดเรซินมอดิฟายด์ แต่ไม่มีความแตกต่างกันในทางสถิติ เมื่อเทียบกับวัสดุเรซินคอมโพสิต ผลการศึกษาในครั้งนี้ ยังต้องการการศึกษาที่มากขึ้น</p>
ณัฏฐพัตร์ วุฒิมหานนท์
กรรณิกา ชูเกียรติมั่น
สุมนา โพธิ์ศรีทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
51
60
-
การใช้โคเอนไซม์คิวเท็นในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง: การทบทวนวรรณกรรม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/274575
<p>ประเทศไทยพบโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (noncommunicable diseases; NCDs) 4 โรค คือ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นโรคที่คร่าชีวิตคน ไทยมากที่สุด องค์การอนามัยโลกกำหนดให้โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นความท้าทายที่สำคัญ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอัน ควรจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังลงหนึ่งในสามด้วยวิธีการป้องกัน และการรักษา ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสังคมสูงวัย ระดับสุดยอด (Super aged society) คือมีคนอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ในปี พ.ศ.2574 ทางด้านสาธารณสุขของไทยควรเตรียมรับมือกับสถานการณ์ ปัญหาสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นจากความชราและโรคไม่ติดต่อ เรื้อรัง เวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging medicine) มีเป้าหมาย เพื่อยืดอายุขัยที่แข็งแรงของมนุษย์ โดยการป้องกันและชะลอ ความชรา ด้วยการรับประทานเสริมพวกสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ โคเอนไซม์คิวเท็น เป็นต้น บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการใช้ โคเอนไซม์คิวเท็นในรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประกอบด้วย ความหมาย โครงสร้างทางเคมี กลไกการออกฤทธิ์ ผลการศึกษา ทางคลินิก ผลข้างเคียง คำเตือน ปฏิกิริยาระหว่างยา และ ข้อแนะนำ โดยสืบค้นวรรณกรรมถึง 7 ปี จากฐานข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ของ PubMed, ScienceDirect และ Cochrane Library ผู้นิพนธ์ได้คัดเลือกการศึกษาจากชื่อเรื่อง บทคัดย่อ รายงานฉบับสมบูรณ์ และรวบรวมข้อมูล ได้แก่ วิธีการศึกษา แบบ systematic reviews และ meta-analyses การศึกษา ทางคลินิกและผลลัพธ์ พบว่า โคเอนไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) หรือยูบิควิโนน คือสารที่มีบทบาทในการเพิ่มพลังงาน ให้แก่เซลล์เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย โคเอนไซม์ คิวเท็นมีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนการนำไปใช้ประโยชน์ ในทางการแพทย์ในการรักษาโรค จากข้อมูลผลการศึกษาทาง คลินิกพบว่า โคเอนไซม์คิวเท็นมีประสิทธิผลในการรักษาโรค และอาการต่าง ๆ มากมาย ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานโรคไต โรคระบบประสาทและสมองเสื่อม รวมถึง อาการอักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าโคเอ็นไซม์คิวเท็น มีความปลอดภัยและไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง ในประเทศไทย โคเอนไซม์คิวเท็นถูกใช้เป็นตัวช่วย (ยาเสริม) ร่วมกับการรักษาด้วย ยามาตรฐานสำหรับการรักษาโรคหัวใจล้มเหลวเพียงโรคเดียว เท่านั้น บทความนี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ทาง การแพทย์ในปัจจุบัน และสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับ ผู้ที่สนใจดำเนินการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาโรคไม่ติดต่อ เรื้อรังอื่น ๆ ต่อไป</p>
ศิรินภา เซี่ยงหลิว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
61
69
-
ผลการใช้โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการให้เลือดและส่วนประกอบของเลือดโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/274695
<p><strong>ภูมิหลัง:</strong> การให้เลือดเป็นงานการพยาบาลที่ผู้ปฏิบัติงานต้องมีสมรรถนะเพียงพอ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ไม่พึงประสงค์และทำให้ผู้ป่วยปลอดภัย <strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ ในการให้เลือดและส่วนประกอบของเลือด โรงพยาบาล นพรัตนราชธานี ต่อความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติของพยาบาล และผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วย <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (one group pretest- posttest design) กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพจำนวน 318 ราย เครื่องมือในการทดลองคือ โปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะ พยาบาลวิชาชีพในการให้เลือดและส่วนประกอบของเลือด เก็บข้อมูลด้วยแบบทดสอบความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติ ของพยาบาล และแบบบันทึกผลลัพธ์ของผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ paired sample t-test <strong>ผล:</strong> หลังใช้โปรแกรมพบว่าคะแนนความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติของพยาบาลวิชาชีพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยคะแนนความรู้เฉลี่ยเพิ่มจาก 14.82 เป็น 16.59 ทัศนคติเพิ่มจาก 7.96 เป็น 9.11 และการปฏิบัติ เพิ่มจาก 19.60 เป็น 21.76 นอกจากนี้ อัตราภาวะแทรกซ้อน จากการให้เลือดของผู้ป่วยลดลง และไม่พบกรณีให้เลือดผิดคนหรือผิดชนิดหลังใช้โปรแกรมฯ <strong>สรุป:</strong> โปรแกรมพัฒนา สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการให้เลือดฯ มีประสิทธิผลในการส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ และทักษะในการปฏิบัติงานของพยาบาล และลดความเสี่ยงทางคลินิกในการให้เลือดแก่ ผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม จึงควรนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานอื่นเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการให้บริการด้านการพยาบาล</p>
วิธิรงค์ สุทธิกุล
นุชนารถ เขียนนุกูล
จันทร์นภา เพชรมุณี
ราเชนร์ สุโท
พิชญพันธุ์ จันทระ
กาญจนา แก้วจำนงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
70
80
-
ผลของโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาทางสังคมต่อภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นตอนปลาย
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/274616
<p><strong>ภูมิหลัง:</strong> วัยรุ่นตอนปลายเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ต้องเผชิญกับการปรับตัวที่หลากหลาย ทั้งการปรับตัวด้านพัฒนาการตามวัยการเรียน และการใช้ชีวิตในสังคมยุคดิจิทัล <strong>วัตถุประสงค์:</strong> การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ ปัญหาทางสังคมต่อภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นตอนปลาย <strong>วิธีการ:</strong> กลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นตอนปลายที่มีคุณลักษณะตามเกณฑ์ และได้รับการสุ่มอย่างง่ายจำนวน 30 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 15 ราย และกลุ่มควบคุม 15 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบประเมินภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นที่มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .82 และโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาทางสังคม โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาทางสังคม ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติแบบอิสระที วิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยบอนฟอนโรนี <strong>ผล:</strong> พบว่ากลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าระยะสิ้นสุดการทดลองทันที และระยะติดตามผล 1 เดือน แตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F<sub>1</sub><sub>,</sub><sub>28</sub> = 16.30, p < .05) กลุ่มทดลองมีคะแนนภาวะซึมเศร้าในระยะหลังการทดลอง เสร็จสิ้นทันที (mean =13.27, SD = 5.27) และระยะ ติดตามผล 1 เดือน (mean =15.13, SD = 5.08) ต่ำกว่าก่อนการทดลอง (mean = 20.20, SD = .86) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 <strong>สรุป:</strong> โปรแกรมการบำบัด ด้วยการแก้ปัญหาทางสังคมสามารถลดภาวะซึมเศร้าใน วัยรุ่นตอนปลายได้ ดังนั้น พยาบาลหรือบุคลากรสาธารณสุข จึงควรนำโปรแกรมฯ ไปประยุกต์ในการปฏิบัติการพยาบาล เพื่อป้องกันหรือลดภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นตอนปลายต่อไป</p>
พัชรินทร์ พุ่มสุวรรณ
ดวงใจ วัฒนสินธุ์
จิณห์จุฑา ชัยเสนา ดาลลาส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
81
90
-
ความชุกของการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ของนักศึกษาหญิงปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จังหวัดชลบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/274592
<p><strong>ภูมิหลัง:</strong> มะเร็งปากมดลูกเป็นปัญหาด้านสาธารณสุข ที่สำคัญในประเทศไทย จากข้อมูลอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ที่ผ่านมาในนักศึกษาหญิงระดับอุดมศึกษามีจำกัดอัตราการฉีดต่ำมาก และกลุ่มที่ไม่ได้การฉีดวัคซีน มีความตั้งใจที่จะไปรับฉีดวัคซีนค่อนข้างต่ำ การให้คำแนะนำ จึงเป็นสิ่งสำคัญจะทำให้มีความเข้าใจและความตั้งใจในการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV อันนำไปสู่การลดอุบัติการณ์ ของมะเร็งปากมดลูกได้ <strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความชุกของการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ของนักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จังหวัดชลบุรี <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษาเชิงภาคตัดขวางคัดเลือก กลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งหลายขั้นตอน จากนักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 1 อายุ 18-26 ปีในปีการศึกษา 2567 จำนวน 314 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ สถิติการถดถอยโลจิสติก <strong>ผล:</strong> อัตราชุกของการฉีดวัคซีนป้องกัน เชื้อ HPV ในนักศึกษาหญิงระดับอุดมศึกษาพบร้อยละ 21.3 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการฉีดวัคซีนป้องกัน เชื้อ HPV ของนักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 1 ได้แก่ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV (adjOR = 2.75, 95%CI: 1.571, 4.822) คล้อยตามกลุ่มอ้างอิงในการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV (adjOR = 2.32, 95%CI: 1.373, 3.936) การรับรู้ความรุนแรงของโรคมะเร็งปากมดลูก (adjOR = 2.19, 95%CI: 1.289, 3.724) และทัศนคติต่อการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV (adjOR = 1.74, 95%CI: 1.024, 2.959) <strong>สรุป:</strong> หน่วยบริการสุขภาพ หน่วยงานสาธารณสุข และสถาบันการศึกษาควรร่วมมือกันในการดำเนินมาตรการที่มุ่งเน้นสร้าง การรับรู้ความสามารถของตนเองด้วยการจัดการกับอุปสรรคในทางปฏิบัติต่อการฉีดวัคซีน ใช้อิทธิพลทางสังคมเชิงบวกผ่านการให้ความรู้โดยเพื่อน สื่อสารข้อมูลที่เหมาะสมเกี่ยวกับ ความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก และส่งเสริมทัศนคติเชิงบวก ต่อการฉีดวัคซีน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความตั้งใจในการฉีดวัคซีน ป้องกันเชื้อ HPV และอัตราการฉีดวัคซีนในกลุ่มนักศึกษาหญิง ระดับอุดมศึกษา</p>
ชัญญาภัค วงษ์ษา
รุ่งรัตน์ ศรีสุริยเวศน์
พรนภา หอมสินธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
91
101
-
การศึกษาย้อนหลังอุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลในกรุงเทพและปริมณฑล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/274213
<p><strong>ภูมิหลัง:</strong> อุบัติเหตุทางถนน (road traffic accidents; RTAs) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก ในปี 2023 ประเทศไทยรายงานอุบัติเหตุทางถนนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 14,122คนและผู้บาดเจ็บ 808,703คนซึ่งส่งผลกระทบอย่างมาก ต่อการผลิตของประเทศและความปลอดภัยสาธารณะ การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่บุคลากรทางการแพทย์ที่ประสบกับความเครียดและความเหนื่อยล้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้แตกต่าง จากอาชีพอื่น ๆ <strong>วัตถุประสงค์:</strong> การศึกษาเพื่อวิเคราะห์ลักษณะและ ปัจจัยเสี่ยงของอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ และนำเสนอคำแนะนำสำหรับลดความเสี่ยงเหล่านี้ <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษานี้ใช้แบบสอบถามที่แจกจ่ายทั้งในรูปแบบ Google Forms และแบบกระดาษให้กับพนักงานที่โรงพยาบาลราชวิถี, สถาบันบำราศนราดูร และกองวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ <strong>ผล:</strong> จากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 261 คน พบว่า 42 คน รายงานว่าเคยประสบอุบัติเหตุทางถนน ข้อค้นพบหลัก ได้แก่ แผนก: ผู้ที่ทำงานในแผนกผู้ป่วยในมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงที่สุด (ร้อยละ 50.0) รองลงมาคือแผนกงานบริหาร (ร้อยละ 14.4) แผนกเอนโดสโกปีมีอัตราต่ำสุด (ร้อยละ 7.1) แต่ไม่พบความแตกต่างทางสถิติที่มีนัยสำคัญ (p = .061) อาชีพ: พยาบาลทั่วไปมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงที่สุด (ร้อยละ 66.7) เมื่อเทียบกับอาชีพอื่น ๆ แต่ไม่มีความแตกต่างทางสถิติที่มีนัยสำคัญ (p = .272) การทำงานเป็นกะ: บุคลากรที่ทำงานเป็นกะมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าผู้ที่ไม่ทำงานเป็นกะ (ร้อยละ 56.6 เทียบกับร้อยละ 33.3, p = .007) ระยะเวลา: อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยในระยะเวลา 4 ชั่วโมงหลังการทำงาน ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับอาการง่วงนอน <strong>สรุป:</strong> การศึกษาพบว่าร้อยละ 16.09 ของบุคลากรทางการแพทย์เคยประสบอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมักเชื่อมโยงกับความเหนื่อย ล้าและการทำงานเป็นกะ อุบัติเหตุมักเกิดขึ้นภายใน 4 ชั่วโมง หลังการทำงาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บุคลากรมีอาการง่วงนอน เมื่อเปรียบเทียบกับคนขับรถบรรทุกในประเทศไทยที่เผชิญ อัตราอุบัติเหตุสูงจากการขับขี่ระยะทางไกล และการพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยมีรายงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า 20-25% ของอุบัติเหตุเกิดจากความเหนื่อยล้าของ ผู้ขับขี่ เช่นเดียวกับการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาที่ระบุว่า "การขาดการนอนหลับ" เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักสำหรับบุคลากรในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในช่วง 12 ชั่วโมงหลังการทำงาน กะกลางคืน องค์การการแพทย์ฉุกเฉินของอเมริกายังรายงาน ว่า การทำงานกลางคืนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุทางถนนขึ้น 60% การขาดการนอนหลับทำให้เวลาตอบสนองการตัดสินใจ และความสามารถในการโฟกัสลดลง ซึ่งทำให้ เสี่ยงเพิ่มขึ้นในสถานการณ์ที่ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว</p>
สิริพงศ์ สิริกุลพิบูลย์
สุมนี วัชรสินธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
102
109
-
การนำวิธีการ "ตรวจและตัด" มาใช้ในการดูแลรักษาสตรีที่มีผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติที่มีความเสี่ยงสูงในโรงพยาบาลลำพูน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/275060
<p><strong>ภูมิหลัง:</strong> การนำวิธีการ "ตรวจและตัด" มาใช้ใน การดูแลรักษาสตรีที่มีผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติที่มีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาไปสู่มะเร็งปากมดลูก มีข้อดีกว่าการดูแลตามขั้นตอนปกติ ในแง่ของการค้นหา และรักษารอยโรคในระยะแรกเริ่มก่อนการเป็นมะเร็งที่มีความรุนแรง และมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้นที่แฝงอยู่ ลดจำนวนครั้งที่ต้องมาโรงพยาบาล ลดระยะเวลารอคอยการรักษา ลดความกังวลและค่าใช้จ่าย โดยไม่เพิ่มอุบัติการณ์ของ การรักษาเกินความจำเป็นและภาวะแทรกซ้อนของผู้มารับบริการ <strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาถึงอุบัติการณ์ของการรักษา เกินความจำเป็น ภาวะแทรกซ้อนของการตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า ระยะเวลารอคอยการรักษารอยโรคภายใน เยื่อบุปากมดลูกขั้นสูง มะเร็งปากมดลูก และปัจจัยที่สัมพันธ์ กับการรักษาเกินความจำเป็นในสตรีที่มีผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติที่มีความเสี่ยงสูงที่ได้รับการดูแลรักษา ด้วยวิธีการ "ตรวจและตัด" <strong>วิธีการ:</strong> เป็นการศึกษาแบบ retrospective cohort study ในสตรีที่มีผลการตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูกผิดปกติที่มีความเสี่ยงสูงที่มารับการรักษาด้วยวิธีการ "ตรวจและตัด" ที่คลินิกคอลโปสโคป โรงพยาบาลลำพูน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา univariate และ multivariate logistic regression <strong>ผล</strong>: ในสตรีทั้งหมด 246 ราย ที่ได้รับการดูแลรักษาโดย วิธีการ "ตรวจและตัด" (see and treat approach) พบอุบัติการณ์ของการรักษาเกินความจำเป็น ร้อยละ 9.75 และ ภาวะแทรกซ้อนภายหลังการรักษา ได้แก่ การตกเลือด 4 ราย (ร้อยละ 1.63) การติดเชื้อ 14 ราย (ร้อยละ 5.69) และพบทั้ง 2 ภาวะ 1 ราย (ร้อยละ 0.40) พบรอยโรคภายในเยื่อบุปากมดลูก ขั้นสูงและมะเร็งปากมดลูกภายหลังการตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า 222 ราย (ร้อยละ 90.25) ปัจจัยที่สามารถทำนายหรือมีความสัมพันธ์กับการรักษาเกินความจำเป็นเมื่อวิเคราะห์ด้วย วิธี univariate logistic regression ได้แก่ อายุสตรีมากกว่า หรือเท่ากับ 50 ปี สตรีที่อยู่ในภาวะหมดระดู และผลการตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูกผิดปกติชนิด atypical squamous cells cannot exclude HSIL (ASC-H) และเมื่อวิเคราะห์ด้วยวิธี multivariate logistic regression มีเพียงปัจจัยผลการตรวจ เซลล์วิทยาของปากมดลูกผิดปกติชนิด ASC-H ที่สัมพันธ์กับการรักษาเกินความจำเป็น(adjOR 23.10, 95%Cl:5.11,104.51, p-value < .001) <strong>สรุป:</strong> วิธีการ "ตรวจและตัด" (see and treat approach) สามารถนำมาใช้เป็นทางเลือก ในการรักษาให้กับสตรีที่มีผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อลดระยะเวลารอคอย การรักษาโดยไม่เพิ่มอุบัติการณ์ของการรักษาเกินความจำเป็น และภาวะแทรกซ้อนสตรีที่มีผลการตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูกผิดปกติชนิด ASC-H ควรได้รับการดูแลรักษาตาม ขั้นตอนปกติ</p>
ชลิตา กิ่งเนตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
110
119
-
การศึกษาเปรียบเทียบผลการรักษาของการระบายหนองบริเวณเนื้อเยื่อชั้นลึกข้างต่อมทอนซิล ระหว่างการเจาะดูดระบายหนองด้วยเข็มและการผ่าเปิดระบายหนอง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/274849
<p><strong>ภูมิหลัง:</strong> การติดเชื้อเป็นหนองบริเวณเนื้อเยื่อชั้นลึกข้างต่อมทอนซิล เป็นการติดเชื้อในช่องคอชั้นลึกที่ไม่ได้มีสาเหตุจากฟันที่พบบ่อย และการระบายหนองเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ <strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ของการระบายหนอง ระหว่างการเจาะดูดระบายหนองด้วยเข็มและการ ผ่าเปิดระบายหนองภายใต้ยาชาเฉพาะที่ <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษาเวชระเบียนย้อนหลังของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อเป็นหนองบริเวณเนื้อเยื่อชั้นลึกข้างต่อมทอนซิล และรับการดูแลรักษาที่โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ระหว่าง วันที่ 1 เดือนมกราคม 2563 ถึง วันที่ 31 เดือนธันวาคม 2567 <strong>ผล:</strong> จำนวนผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การศึกษาทั้งหมด 67 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยการเจาะดูดระบายหนอง ด้วยเข็ม 25 ราย และกลุ่มที่ได้รับการผ่าเปิดระบายหนองภายใต้ยาชาเฉพาะที่ 42 ราย จำนวนวันนอนเฉลี่ยของกลุ่มเจาะดูดและกลุ่มผ่าเปิด คือ 2.52 วัน (1-5 วัน) และ 1.55 วัน (1-4 วัน) ตามลำดับ (p < .001) อัตราการระบายหนองซ้ำ รวมเท่ากับ 7/67 ราย (10.45%) โดยอัตราการระบายหนอง ซ้ำกลุ่มแรกและกลุ่มหลังเท่ากับ 4/25 ราย (16%) และ 3/42 ราย (7.14%) ตามลำดับ ซึ่งไม่พบความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญ (p = .411) <strong>สรุป:</strong> การระบายหนองบริเวณเนื้อเยื่อ ชั้นลึกข้างต่อมทอนซิลด้วยการผ่าเปิดระบายหนองภายใต้ยาชาเฉพาะที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในเรื่องของจำนวนวันนอน</p>
กุลกัญญา จันทร์สมบูรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
120
127
-
ภาวะน้ำลายแห้งในผู้ป่วยมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอที่เข้ารับการรักษาด้วยรังสีเทคนิคปรับความเข้มแบบหมุนรอบ:การศึกษาตามกลุ่มประชากรแบบไปข้างหน้า 1 ปี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/275183
<p><strong>ภูมิหลัง:</strong> เทคนิคการฉายรังสีปรับความเข้มแบบหมุนรอบเป็นเทคนิคการฉายรังสีที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง เพื่อให้ปริมาณรังสีสูงบริเวณก้อนมะเร็งและลดปริมาณรังสีที่อวัยวะสำคัญข้างเคียง ภาวะน้ำลายแห้งพบได้ในผู้ป่วยที่ฉายรังสีบริเวณศีรษะและลำคอ ซึ่งเกิดจากเซลล์ต่อมน้ำลาย หน้ากกหูถูกทำลาย ทำให้ต่อมน้ำลายทำหน้าที่ได้ลดลงหรือไม่สามารถทำหน้าที่ได้ <strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาการเกิดภาวะน้ำลายแห้งจากการฉายรังสี และความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณรังสีที่ต่อมน้ำลายหน้ากกหูได้รับกับอัตราการไหลของน้ำลายในผู้ป่วยมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอที่เข้ารับการรักษาด้วยรังสี เทคนิคปรับความเข้มแบบหมุนรอบ <strong>วิธีการ:</strong> งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้าในผู้ป่วยมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอที่เข้ารับการรักษาด้วยรังสีเทคนิคปรับความเข้มแบบหมุนรอบ โรงพยาบาลมะเร็งชลบุรีจำนวน 84 ราย ระหว่าง ปี พ.ศ. 2565 ถึง พ.ศ. 2567 ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับระหว่าง 60 ถึง 70 เกรย์ บันทึกปริมาณรังสีต่อมน้ำลายหน้ากกหูสองข้างได้รับจากการวางแผนการรักษาด้วยรังสี ทำการเก็บอัตราการไหลของน้ำลายโดยปราศจากสิ่งกระตุ้น ทำการเก็บ 5 ครั้ง ได้แก่ ก่อนเข้ารับการฉายรังสี, ระหว่างฉายรังสีสัปดาห์ที่ 4, ฉายรังสี ครบ, หลังจากฉายรังสีครบ 3 เดือน และหลังจากฉายรังสีครบ 1 ปี เกณฑ์วินิจฉัยภาวะน้ำลายแห้งอัตราการไหลของน้ำลาย โดยปราศจากการกระตุ้นจะน้อยกว่า 0.1 มิลลิลิตรต่อนาทีจาก การศึกษาทบทวนวรรณกรรม<strong> ผล:</strong> จากผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 84 ราย ระหว่างฉายรังสีสัปดาห์ที่ 4 และฉายรังสีครบเกิดภาวะ น้ำลายแห้ง จำนวน 50 และ 65 ราย ตามลำดับ หลังจากฉาย รังสีครบ 3 เดือน มีผู้เข้าร่วมวิจัย 69 ราย เกิดภาวะน้ำลายแห้ง 58 ราย หลังจากฉายรังสีครบ 1 ปี มีผู้เข้าร่วมวิจัย 56 ราย เกิดภาวะน้ำลายแห้ง 37 ราย ค่าเฉลี่ยอัตราไหลของน้ำลายก่อนเข้ารับการฉายรังสี, ระหว่างฉายรังสีสัปดาห์ที่ 4, ฉายรังสีครบ, ฉายรังสีครบ 3 เดือนและฉายรังสีครบ 1 ปีเท่ากับ 0.22±0.16, 0.09±0.08,0.060.06, 0.04±0.05 และ0.07±0.04 มิลลิลิตร ต่อนาที ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยอัตราไหลของน้ำลายในกลุ่มที่ต่อมน้ำลายหน้ากกหูทั้งสองข้างได้รับปริมาณรังสีไม่เกิน 26 เกรย์ และกลุ่มที่ต่อมน้ำลายหน้ากกหูข้างใดข้างหนึ่งได้รับปริมาณ รังสีไม่เกิน 26 เกรย์ พบว่า ค่าเฉลี่ยอัตราไหลของน้ำลายหลังจากฉายรังสีครบ 1 ปี ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <strong>สรุป:</strong> ในผู้ป่วยมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอที่เข้ารับการรักษาด้วยรังสีเทคนิคปรับความเข้มแบบหมุนรอบปริมาณรังสีที่ต่อม น้ำลายหน้ากกหูทั้งสองข้างหรือต่อมน้ำลายหน้ากกหูข้างใดข้างหนึ่งควรได้รับปริมาณรังสีไม่เกิน 26 เกรย์เพื่อลดภาวะ การเกิดน้ำลายแห้ง</p>
เฉลิมชาติ บุญส่ง
กิตติศักดิ์ ชมประเสริฐ
อรพินท์ โชคชัยธรรม
พิเชษฐ์ อุเบอร์
วนิดา ปราบมนตรี
กรกนก ทองบุญมี
ณภาภัช สุขเกษม
ขนิษฐา พูลทะจิตร
จีราภรณ์ ใจเพียร
ภานุพงศ์ สุวรรณ
กิตติญาณี พรมเคน
พิชญา อินทรวรรณ
นัสณา ธิติชัย
รวิพิมพ์ สงวนทรัพย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
128
137
-
ความสัมพันธ์ระหว่างค่าความหนาแน่นมวลกระดูกกับดัชนีทางภาพรังสีพานอรามิกของกระดูกขากรรไกรล่าง และจำนวนฟันที่สูญเสีย ในผู้ป่วยทันตกรรมของโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/277952
<p><strong>ภูมิหลัง:</strong> การศึกษาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของความหนาแน่นของมวลกระดูกกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระดูกขากรรไกรล่าง การใช้ภาพถ่ายรังสีพาโนรามิกซึ่งใช้ในทันตกรรมอย่างแพร่หลายอาจเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์และคุ้มค่าในการคัดกรองผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน <strong>วัตถุประสงค์:</strong> ศึกษาความสัมพันธ์ของค่าความหนาแน่นของมวลกระดูก (BMD) กับตัวแปรได้แก่ จำนวนซี่ฟันที่สูญเสีย, ดัชนีจากภาพถ่ายรังสีพานอรามิกของกระดูกขากรรไกรล่าง 3 ดัชนี (ดัชนีพานอรามิกแมนิบูลล่าอินเด็กซ์-PMI, ดัชนีเมนตัล-MI และ ดัชนีแมนิบูลล่า คอร์ติคอล-MCI) ในผู้ป่วยทันตกรรม <strong>วิธีการ:</strong> ศึกษาแบบภาคตัดขวางในภาพถ่ายรังสีพานอรามิกกระดูกขากรรไกรของผู้ป่วยเข้ารับการตรวจและรักษาทางช่องปากที่โรงพยาบาลราชวิถีในช่วงระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2567 ถึง สิงหาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 125 ราย เกณฑ์การคัดเลือก ได้แก่ ผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติกระดูกหัก และไม่ได้รับยารักษาโรคกระดูกพรุนมาก่อน ผู้ป่วยทุกคนได้รับการตรวจค่าความหนาแน่นของมวลกระดูก (BMD) และการถ่ายภาพรังสีพาโนรามิกแบบดิจิทัล บันทึกค่า T-score ความหนาแน่นของมวลกระดูกรวมทั้งดัชนี PMI, MI, MCI และจำนวนฟันที่สูญเสีย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ independent t-test, one-way ANOVA และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson correlation) <strong>ผล:</strong> ผู้ป่วยทั้งหมด 125 คน ประกอบด้วยเพศชาย 13 ราย (10.4%) และเพศหญิง 112 ราย (89.6%) อายุระหว่าง 50 ถึง 89 ปี พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างค่า T-score ความหนาแน่นของมวลกระดูกกับดัชนีทางภาพรังสีพาโนรามิกของกระดูกขากรรไกรล่าง คือ ดัชนีเมนตัล ดัชนีแมนิบูลล่า คอร์ติคอล และจำนวนฟันที่สูญเสีย อย่างไรก็ตามพบว่าค่า T-score ความหนาแน่นของมวลกระดูกไม่มีความสัมพันธ์กับดัชนีพานอรามิกแมนิบูลล่าอินเด็กซ์ <strong>สรุป:</strong> ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ดัชนีทางภาพรังสีพาโนรามิกของกระดูกขากรรไกรล่าง ได้แก่ ดัชนีเมนตัล ดัชนีแมนิบูลล่า คอร์ติคอล และจำนวนฟันที่สูญเสีย อาจเป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์ในการคัดกรองผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนได้ ทั้งนี้ การวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วยเครื่องดูดซับรังสีเอกซ์แบบสองพลังงาน (DEXA) ยังคงเป็นวิธีมาตรฐานในการคัดกรองโรคกระดูกพรุนที่ใช้กันอยู่</p>
จุฬามณี สุขพรหม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
51 1
138
145