https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/issue/feed
วารสารศาสตร์สุขภาพและการศึกษา
2026-08-22T01:46:41+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วัลลภา ดิษสระ
journal.bcnnakhon@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารศาสตร์สุขภาพและการศึกษา รับบทความวิจัย และบทความวิชาการ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ด้านการพยาบาล การสาธารณสุข ด้านศิลปะการสอน การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งนี้ผลงานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อตีพิมพ์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสาร กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ (ฉบับละ 10-12 บทความ) ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/282336
ความเป็นไปได้และการยอมรับเทคโนโลยีของการสนับสนุนการให้นมแม่ผ่าน LINE Official Account ในมารดาที่มีทารกแรกเกิดป่วยที่เข้ารับการรักษาในหออภิบาลทารกแรกเกิด: การศึกษานำร่อง
2026-07-23T09:54:13+07:00
กิ่งทิพย์ ผาสุขถ้อย
kingtip@bcns.ac.th
กฤษฎาภรณ์ ลบบำรุง
kritsadaporn@bcns.ac.th
<p>นมแม่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทารกป่วย โดยช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและภาวะลำไส้เน่า รวมทั้งส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางระบบประสาท อย่างไรก็ตาม มารดาที่มีทารกแรกเกิดป่วยซึ่งเข้ารับการรักษาในหออภิบาลทารกแรกเกิดมักเผชิญกับความเครียด การแยกจากบุตร และข้อจำกัดในการให้นมแม่ การศึกษานำร่องแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเป็นไปได้และการยอมรับเทคโนโลยีของการสนับสนุนการให้นมแม่ผ่าน LINE Official Account “ปั๊มรักจากแม่สู่ลูก” รวมทั้งสำรวจผลลัพธ์เบื้องต้นด้านปริมาณน้ำนมและความเครียดของมารดา เพื่อใช้ในการพัฒนานวัตกรรมก่อนวิจัยฉบับเต็ม ดำเนินการในมารดาที่มีทารกแรกเกิดป่วยในหออภิบาลทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสระบุรี จำนวน 15 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แอปพลิเคชัน LINE Official Account “ปั๊มรักจากแม่สู่ลูก” ประกอบด้วยวีดิทัศน์ให้ความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นและการคงไว้ซึ่งน้ำนม ระบบบันทึกปริมาณน้ำนม และระบบให้คำปรึกษาออนไลน์ แบบสอบถามการยอมรับเทคโนโลยีตามแนวคิด Technology Acceptance Model และแบบประเมินความเครียดฉบับภาษาไทย (Thai Perceived Stress Scale-10: T-PSS-10) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทีคู่ ผลการศึกษาพบว่าความเป็นไปได้ในการใช้งานของแอปพลิเคชันอยู่ในระดับดี โดยมีอัตราการคงอยู่ในการศึกษาร้อยละ 93.3 และมารดาร้อยละ 57.1 บันทึกข้อมูลปริมาณน้ำนมผ่านระบบแอปพลิเคชันอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยไม่นับรวมข้อมูลการนำส่งน้ำนมที่ผู้วิจัยบันทึกแยกต่างหาก ณ หออภิบาลทารกแรกเกิด การยอมรับเทคโนโลยีโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.91, SD = 1.14) ปริมาณน้ำนมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 7 วันหลังคลอด และความเครียดหลังการทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .017)</p> <p>ผลการศึกษาสะท้อนว่าแอปพลิเคชัน "ปั๊มรักจากแม่สู่ลูก" มีความเป็นไปได้ในการใช้งานและได้รับการยอมรับทางเทคโนโลยีในระดับดีในมารดาที่มีทารกแรกเกิดป่วย อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านความครบถ้วนของการบันทึกข้อมูล ซึ่งควรนำไปปรับปรุงนวัตกรรมก่อนการศึกษาประสิทธิผลในระยะต่อไป แอปพลิเคชันนี้อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาระบบสนับสนุนการให้นมแม่สำหรับมารดาที่มีทารกแรกเกิดป่วยในอนาคต โดยควรมีการศึกษาต่อยอดในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่และมีกลุ่มควบคุมต่อไป</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/281063
การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยหลังรับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟื้น โรงพยาบาลสะเดา จังหวัดสงขลา
2026-04-30T16:31:25+07:00
สุชญา ลีลาเจริญทอง
suchayaleela@gmail.com
กิตติพร เนาว์สุวรรณ
suchayaleela@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการของวิสัญญีพยาบาล พัฒนาแนวทาง และศึกษาประสิทธิผลของแนวทางการดูแลผู้ป่วยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟื้น โรงพยาบาลสะเดา จังหวัดสงขลา ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ศึกษาปัญหาและความต้องการด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับการวิเคราะห์เอกสาร (2) พัฒนาแนวทางจากผลการศึกษาและการทบทวนวรรณกรรม ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ผ่านการประชาพิจารณ์และทดลองใช้โดยวิสัญญีพยาบาล 27 คน และ (3) ศึกษาประสิทธิผลด้วยการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มควบคุมวัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยวิสัญญีพยาบาล 3 คน และผู้ป่วย 2 กลุ่ม กลุ่มละ 27 คน โดยกลุ่มควบคุมเป็นข้อมูลย้อนหลังปี 2567 และกลุ่มทดลองเป็นผู้ป่วยปี 2568 เครื่องมือ ได้แก่ แนวทางการดูแล แบบประเมินผลลัพธ์ และแบบประเมินความพึงพอใจ ซึ่งมีค่า CVI และ IOC เท่ากับ 1 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Independent-samples t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัญหาสำคัญ ได้แก่ การขาดแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน การสื่อสารข้อมูลผู้ป่วยที่ไม่มีประสิทธิภาพ และสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำในห้องผ่าตัด (2) ได้แนวทางการดูแลผู้ป่วยหลังรับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟื้น ประกอบด้วย การประเมินสัญญาณชีพและอาการ การประเมินระดับความรู้สึกตัวและความปวด การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน การตรวจสอบอุปกรณ์ การวางแผนจำหน่าย และการติดตามบันทึกข้อมูล และ (3) หลังใช้แนวทาง วิสัญญีพยาบาลมีความรู้และการปฏิบัติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด (M = 4.99, SD = 0.04) ผู้ป่วยมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด คะแนนความปวดลดลง (p < .001) และอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < .05) โดยเฉพาะภาวะความดันโลหิตต่ำ หนาวสั่น และคลื่นไส้อาเจียน ส่งผลให้ไม่พบภาวะแทรกซ้อนภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดในกลุ่มทดลอง</p> <p>แนวทางการดูแลผู้ป่วยหลังรับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟื้น ช่วยยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยหลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องพักฟื้น เพิ่มคุณภาพการปฏิบัติงานของวิสัญญีพยาบาล และส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิผล</p>
2026-08-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/282493
การประเมินสัญญาณเริ่มต้นของภาวะหายใจล้มเหลวระหว่างการใช้อุปกรณ์ให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงผ่านสายสวนจมูกในผู้ป่วยเด็ก: การทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขต
2026-07-29T22:08:49+07:00
ศิริวรรณ ชูกำเนิด
scsiriwanch@gmail.com
ณัฏฐินี ชัวชมเกตุ
siriwan.c@tsu.ac.th
วรรณลี ยอดรักษ์
siriwan.c@tsu.ac.th
<p>ภาวะล้มเหลวของการรักษาด้วยอุปกรณ์ให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงพบได้ร้อยละ 10–30 ในผู้ป่วยเด็ก การล่าช้าในการยกระดับการรักษาส่งผลต่ออัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิต ปัจจุบันยังขาดการจัดระบบองค์ความรู้ด้านสัญญาณเตือนเริ่มต้นและเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการประเมินทางการพยาบาล วัตถุประสงค์ เพื่อ (1) จัดหมวดหมู่สัญญาณเริ่มต้นที่ทำนายภาวะล้มเหลวดังกล่าวในผู้ป่วยเด็ก และ (2) ระบุเครื่องมือ คะแนนทางคลินิก และตัวชี้วัดทางสรีรวิทยาที่ใช้ประเมินสัญญาณเหล่านั้น การทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขตตามกรอบ Joanna Briggs Institute รายงานตามแนวทาง PRISMA-ScR สืบค้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 จาก PubMed (MEDLINE), CINAHL (EBSCOhost) และ SCOPUS ครอบคลุมงานวิจัย ค.ศ. 2015–2025 ใช้กรอบ Population–Concept–Context ผู้วิจัยสองท่านคัดกรองอย่างอิสระ ประเมินความสอดคล้องด้วย Cohen's Kappa</p> <p>จากบทความที่ค้นพบ 156 รายการ ผ่านเกณฑ์คัดเข้า 16 บทความ ครอบคลุมผู้ป่วยเด็กอายุ 0–18 ปี ในหอผู้ป่วยวิกฤต หอผู้ป่วยเด็กสามัญ และแผนกฉุกเฉิน อัตราภาวะล้มเหลวอยู่ที่ร้อยละ 11–23 ส่วนใหญ่เกิดภายใน 24 ชั่วโมงแรก สัญญาณเตือนจำแนกได้ 4 กลุ่ม ได้แก่ ตัวชี้วัดการแลกเปลี่ยนก๊าซ (SpO₂/FiO₂ ratio และ ROX index ที่ไม่ดีขึ้นใน 1–4 ชั่วโมงแรก) การตอบสนองของสัญญาณชีพ (อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจลดลงน้อยกว่าร้อยละ 20 ใน 1–2 ชั่วโมงแรก) คะแนนความรุนแรงทางคลินิก (CRS, Wood–Downes–Ferrés และ p-HACOR) และปัจจัยเสี่ยงพื้นฐาน (อายุน้อยกว่า 3 เดือน คลอดก่อนกำหนด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด พยาธิสภาพนอกระบบทางเดินหายใจ และ FiO₂ มากกว่า 0.6) เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ p-HACOR score ที่ 1 ชั่วโมง (AUC = 0.951) ROX index (AUC = 0.716–0.90) และ Clinical Respiratory Score ≥ 6 ที่ 12 ชั่วโมง (AUC > 0.90)</p> <p>ภาวะล้มเหลวของการรักษาสามารถคาดการณ์ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผ่านการบูรณาการสัญญาณเตือน 4 กลุ่ม โดยเฉพาะในช่วง 1–2 ชั่วโมงแรก ผลการศึกษาสนับสนุนการพัฒนาแนวทางการประเมินทางการพยาบาลที่เป็นมาตรฐาน</p>
2026-08-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/281086
การพัฒนารูปแบบการจัดส่งยาถึงบ้านสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังในเขตชุมชนชนบท อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี
2026-07-04T19:26:57+07:00
ลักขณา วงศ์เสาร์
laknaws789@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการจัดส่งยาถึงบ้านแบบบูรณาการ สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังในพื้นที่ชนบท อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (mixed-methods) ดำเนินการ 3 ระยะ ระหว่าง มิถุนายน 2568 ถึง มกราคม 2569 ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการในการเข้าถึงบริการยา โดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 45 ราย ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ 15 คน ผู้นำชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุข 10 คน และผู้ป่วยและญาติ 20 คน ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยใช้เวลาเดินทางมารับยาเฉลี่ย 2-3 ชั่วโมงต่อครั้ง ขาดนัดรับยาร้อยละ 18.50 และพบการใช้ยาผิดวิธีร้อยละ 12.30 ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบบริการร่วมกับคณะทำงานสหวิชาชีพ และระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของรูปแบบในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 214 ราย ซึ่งคัดเลือกจากผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้าด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) ก่อน แล้วสุ่มอย่างเป็นระบบ (systematic random sampling) จากกลุ่มที่มีคุณสมบัติครบ เพื่อให้ได้ขนาดตัวอย่าง ตามที่คำนวณ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยระบบจัดส่งยาอัจฉริยะ (Health Rider) บริการเภสัชกรรมทางไกลแบบเรียลไทม์ แบบสำรวจความพึงพอใจ แบบบันทึกข้อมูลการจัดส่งยา และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือเชิงปริมาณ (แบบสำรวจความพึงพอใจ) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (CVI) เท่ากับ 0.89 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา McNemar's test และ Binary Logistic Regression วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ระบบจัดส่งยาอัจฉริยะ (Health Rider) สำหรับการวางแผนเส้นทางและติดตามสถานะแบบอัจฉริยะ บริการเภสัชกรรมทางไกลแบบเรียลไทม์ และกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชน ผลการดำเนินงานในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด (n=214) มีอัตราความสำเร็จ ในการจัดส่งร้อยละ 100.00 ใช้เวลาเฉลี่ย 15-20 นาทีต่อราย ผู้รับบริการกลุ่มย่อยที่ตอบแบบสำรวจ ความพึงพอใจครบถ้วน (n=64 จาก 81 ราย) มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.98, SD=0.08) การติดตามอุบัติการณ์การใช้ยาผิดวิธีในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด (n=214) พบว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติจากร้อยละ 12.15 เป็นร้อยละ 2.34 (McNemar's test with continuity correction, χ²=17.39, p<0.001) และการได้รับบริการเภสัชกรรมทางไกลมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของการใช้ยาผิดวิธีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (OR=0.18; 95% CI: 0.06-0.51; p=0.001)</p>
2026-08-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/282702
การใช้แอมเฟตามีนในหญิงตั้งครรภ์และภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์: การทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขต
2026-07-13T14:24:32+07:00
จณิศาภ์ แนมใส
jnamsai59@gmail.com
นฤมล ทองหนัก
narumol.t@tsu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่ออธิบายลักษณะงานวิจัยที่ศึกษา ขอบเขตของข้อมูลงานวิจัยที่ศึกษา สังเคราะห์ผลลัพธ์ของงานวิจัยที่ศึกษา และระบุช่องว่างทางการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการใช้แอมเฟตามีนในหญิงตั้งครรภ์และภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ โดยใช้ระเบียบวิธีการทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขต (Scoping Review) ตามแนวคิดของ Joanna Briggs Institute (JBI) และรายงานผลตามแนวทาง Preferred Reporting Items for Systematic Reviews and Meta-Analyses Extension for Scoping Reviews (PRISMA-ScR) งานวิจัยที่นำมาทบทวนเป็นงานวิจัยปฐมภูมิทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2558–2569 สืบค้นจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ CINAHL, PubMed Thai Journals Online (Thai JO) และ Google Scholar โดยใช้กรอบแนวคิด Population–Concept–Context (PCC) ในการกำหนดคำถามการวิจัย กระบวนการคัดเลือก และการสกัดข้อมูลดำเนินการอย่างเป็นอิสระตามแนวทางของ JBI จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงพรรณนาและสังเคราะห์เชิงประเด็น</p> <p>ผลการสังเคราะห์พบว่า การได้รับสารกระตุ้นกลุ่มแอมเฟตามีน (amphetamine-type stimulants; ATS) ระหว่างตั้งครรภ์ ครอบคลุม methamphetamine, amphetamine และ prescription psychostimulants มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะ gestational hypertension และ preeclampsia หลักฐานส่วนใหญ่เป็นการศึกษาย้อนหลัง และมีข้อจำกัดด้านการควบคุมปัจจัยกวน ความแตกต่างของวิธีการประเมินการได้รับสาร การขาดข้อมูลเกี่ยวกับขนาดยาและช่วงเวลาของการได้รับสาร รวมทั้งหลักฐานจากประเทศรายได้ต่ำและปานกลางยังมีจำกัด</p> <p>ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลการคัดกรองการใช้สาร การประเมินปัจจัยเสี่ยง และการเฝ้าระวังหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งนี้การวิจัยในอนาคตควรมุ่งพัฒนาการศึกษาแบบไปข้างหน้า ที่ใช้วิธีการประเมินการได้รับสารที่เป็นมาตรฐาน มีการควบคุมปัจจัยกวนอย่างเหมาะสม ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างขนาดยาและช่วงเวลาของการได้รับสารกับความเสี่ยงของภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ และเปรียบเทียบผลกระทบของสารกระตุ้นในกลุ่มแอมเฟตามีนแต่ละชนิด เพื่อเสริมสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับการพัฒนาแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/281564
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยการบริหารกายจิตแบบชี่กงวิถีไทย ต่ออาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นมะเร็งระยะท้าย
2026-06-16T08:50:30+07:00
ปวริศา เนตรวีระ
Pawarisa.netw@gmail.com
สุรีพร ธนศิลป์
Pawarisa.netw@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อเปรียบเทียบอาการนอนไม่หลับของผู้ที่เป็นมะเร็งระยะท้าย ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการด้วยการบริหารกายจิตแบบชี่กงวิถีไทย และอาการนอนไม่หลับของผู้ที่เป็นมะเร็งระยะท้ายระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการด้วยการบริหารกายจิตแบบชี่กงวิถีไทยกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งระยะที่ 4 อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่มารับบริการที่กลุ่มงานหน่วยตรวจเคมีบำบัด ณ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 22 คน และกลุ่มควบคุม 22 คน โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมจัดการอาการด้วยการบริหารกายจิตแบบชี่กงวิถีไทยซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยการนำแนวคิดการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) และแนวคิดการออกกำลังกายแบบชี่กงวิถีไทยของ สุรีพร ธนศิลป์ (2557) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามอาการนอนไม่หลับของ Morin (1993) ฉบับที่แปลเป็นภาษาไทยโดย พัทรีญา แก้วแพง (2547) มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .90 เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ในระหว่างเดือนสิงหาคม 2568 ถึง เดือนพฤศจิกายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย Paired sample t-test และ Independent sample t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า อาการนอนไม่หลับในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมจัดการอาการด้วยการบริหารกายจิตแบบชี่กงวิถีไทยต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และอาการนอนไม่หลับหลังการทดลองของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พยาบาลวิชาชีพ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในปฏิบัติการพยาบาลในผู้ที่เป็นมะเร็งระยะท้ายที่มีอาการนอนไม่หลับให้สามารถจัดการอาการนอนไม่หลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับลดลง</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/281661
ทัศนะของผู้ใช้บัณฑิตเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของบัณฑิตพยาบาล: การวิจัยเชิงคุณภาพ
2026-05-25T15:49:46+07:00
ศิลปชัย ฝั้นพะยอม
sillapachai.f@psru.ac.th
ฐิติพร แสงพลอย
thitiporn.sa@psru.ac.th
นิศาชล คำนุช
nisachoncmu@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของบัณฑิตพยาบาลตามทัศนะของผู้ใช้บัณฑิต ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ พยาบาลวิชาชีพระดับหัวหน้าหอผู้ป่วย รองหัวหน้าหอผู้ป่วย หรือพยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์ดูแลบัณฑิตจบใหม่มากกว่า 5 ปี จำนวน 10 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างที่พัฒนาจากกรอบสมรรถนะ 8 ด้านของสภาการพยาบาล (2561) และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบสามเส้า การตรวจสอบโดยผู้ให้ข้อมูล และการอภิปรายร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ</p> <p>ผลการวิจัยพบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 10 ประเด็นหลัก โดย 8 ประเด็นสอดคล้องกับกรอบสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ ได้แก่ ด้านจริยธรรม จรรยาบรรณ และกฎหมาย ด้านทักษะการปฏิบัติการพยาบาล ด้านคุณลักษณะเชิงวิชาชีพ ด้านภาวะผู้นำ การจัดการ และการพัฒนาคุณภาพ ด้านวิชาการและการวิจัย ด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพ ด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ และด้านความตระหนักทางสังคมและวัฒนธรรม และพบ 2 ประเด็นใหม่นอกกรอบ ได้แก่ ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ซึ่งสะท้อนความกังวลว่าบัณฑิตรุ่นใหม่ทนต่อความเครียดได้น้อยลง และความมุ่งมั่นในวิชาชีพซึ่งสะท้อนวิกฤตการคงอยู่ของพยาบาล ข้อค้นพบทั้ง 10 ประเด็นเชื่อมโยงกันเป็นระบบ โดยจริยธรรมเป็นรากฐาน ทักษะการปฏิบัติเป็นแกนหลัก คุณลักษณะเชิงวิชาชีพเป็นตัวเชื่อมประสาน และความยืดหยุ่นทางอารมณ์กับความมุ่งมั่นในวิชาชีพเป็นเงื่อนไขของความยั่งยืน</p> <p>ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง สำหรับหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต และเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาเครื่องมือวิจัยเชิงปริมาณในระยะถัดไป</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/281782
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก
2026-07-04T19:34:06+07:00
เบญจวรรณ ช่วยแก้ว
pennapape@bcnt.ac.th
เพ็ญนภา เพ็ชรเล็ก
pennapape@bcnt.ac.th
อัศรีย์ พิชัยรัตน์
pennapape@bcnt.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ ชนิด 2 กลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติกของกลุ่มทดลองก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก ทั้งเพศชายและหญิงที่รับการรักษาในโรงพยาบาลศูนย์ตรัง จังหวัดตรัง จำนวน 42 คน เป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มอย่างง่าย และควบคุมความเหมือนในเรื่อง เพศ อายุ ระดับชั้นการศึกษา และระยะเวลาการเจ็บป่วยด้วยโรคไตเนโฟรติก กลุ่มควบคุมได้รับการให้สุขศึกษาเกี่ยวกับรู้เท่าทันโรคไตเนโฟรติก กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ จำนวน 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 3 ส่วน คือแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ .80 และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติกมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ .82 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มทดลอง (<em>M</em> = 112.19, <em>SD</em> = 4.73) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ (<em>M</em> = 105.90, <em>SD</em> = 3.61) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (<em>M</em> = 81.66, <em>SD</em> = 3.18) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติกของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรม (<em>M</em> = 67.28, <em>SD</em> = 2.98 ) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ (<em>M</em> = 61.57, <em>SD</em> = 3.48) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (<em>M</em> = 56.95, <em>SD</em> = 2.95) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เช่นกัน โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสามารถส่งเสริมความรอบรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติกได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p < .05)</p> <p>ผลลัพธ์นี้ ควรนำโปรแกรมนี้มาประยุกต์ใช้กับเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก และผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก และสร้างแรงจูงใจให้เด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก สามารถดูแลตนเองได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน และมีสุขภาพที่ดีต่อไป</p>
2026-08-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/281951
ประสบการณ์และความท้าทายของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภท ที่มีการใช้สารเสพติดร่วม ในบริบทพหุวัฒนธรรม
2026-07-14T09:51:55+07:00
ศุภวรรณ สีแสงแก้ว
supawan@bcnyala.ac.th
วานีตา สาเมาะ
waneeta@bcnyala.ac.th
นูร์ไอนี คลายนา
nurainee@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์และความ ท้าทายของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้สารเสพติดร่วม ในบริบทหอผู้ป่วยจิตเวช จังหวัดยะลา กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้สารเสพติดร่วมอย่างน้อย 1 ปี จำนวน 7 คน ในหอผู้ป่วยจิตเวช โรงพยาบาลยะลา เก็บข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม โดยใช้แนวคำถามสัมภาษณ์ กึ่งโครงสร้าง 5 ประเด็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.43 มีอายุระหว่าง 35-45 ปี ร้อยละ71.43 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 85.71 มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช 2-5 ปี ร้อยละ 57.14 และไม่ได้รับการอบรมเฉพาะทาง ร้อยละ 57.13 ความท้าทายที่สำคัญแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะแรกรับคือ ความยากลำบากในการคัดกรองเพื่อแยกโรคและสืบค้นประวัติการใช้สารเสพติด ระยะอยู่ในความดูแล คือการเผชิญหน้ากับความรุนแรงหน้างานและพฤติกรรมเบี่ยงเบนที่มีความซับซ้อนกว่าผู้ป่วยจิตเภททั่วไป ระยะจำหน่ายคือ ทัศนคติเชิงลบและความวิตกกังวลระดับสูงของครอบครัวและชุมชนต่อมิติความปลอดภัยเมื่อผู้ป่วยกลับคืนสู่สังคม และระยะติดตามผลคือ อุปสรรคเชิงโครงสร้างและสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เอื้อต่อการกลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ ในบริบทพหุวัฒนธรรม พยาบาลเข้าใจอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรม บูรณาการทุนทางศาสนาเพื่อสร้างการยอมรับและส่งเสริมความร่วมมือในการรักษา </p> <p>ข้อเสนอแนะ พยาบาลต้องการแนวปฏิบัติการพยาบาลเฉพาะทาง (CNPG) ที่สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรม ร่วมกับการพัฒนาความเชี่ยวชาญข้ามวัฒนธรรมโดยประสานมิติทางศาสนาและความเชื่อท้องถิ่น เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความร่วมมือในการรักษา รวมถึงระบบสนับสนุนการดูแลต่อเนื่อง สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้นำศาสนาและชุมชน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/280523
PREVALENCE, SYMPTOM SEVERITY, AN ความชุก ความรุนแรง และการจัดการอาการตาแห้งในผู้สูงอายุ
2026-03-18T13:23:33+07:00
เมชารินทร์ ซีกงูเหลือม
maycharin.may@gmail.com
สุปรีดา มั่นคง
Supreeda.mon@mahidol.ac.th
มุกดา เดชประพนธ์
mukda_det@mahidol.edu
<p>การศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก ความรุนแรง และการจัดการอาการตาแห้งในผู้สูงอายุ ประชากรคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่เข้ารับบริการ ณ หน่วยตรวจโรคอายุรกรรมผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลตติยภูมิในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 1 แห่ง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 185 ราย คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยสูตรของ Cochran n₀ = Z²pq / e² โดยอ้างอิงสัดส่วนความชุกร้อยละ 14.2 (p = 0.142) และกำหนดความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 ดำเนินการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า คือ สื่อสารภาษาไทยได้และไม่มีภาวะการรู้คิดบกพร่อง และเกณฑ์คัดออกคือผู้ที่มีภาวะตาบอดทั้งสองข้าง เก็บข้อมูลโดยการคัดกรองอาการตาแห้งด้วย 1) แบบประเมินสมรรถภาพการรู้คิด 6 ข้อ (6CIT) 2) แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพ (CVI = 0.9) 3) แบบประเมินอาการตาแห้ง (OSDI) ฉบับภาษาไทยที่ประเมิน 3 ด้าน ได้แก่ อาการทางตา ผลกระทบต่อการมองเห็น และปัจจัยกระตุ้น (Cronbach’s alpha = 0.92) และ 4) แบบสัมภาษณ์การจัดการอาการตาแห้ง (CVI = 0.9) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p> ผลการศึกษาพบความชุกของอาการตาแห้ง พบว่าในผู้สูงอายุร้อยละ 11.4 (n = 21) โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายร้อยละ 7.6 และ 3.8 ตามลำดับ ความรุนแรงของอาการตาแห้งส่วนใหญ่อยู่ในระดับน้อยคิดเป็นร้อยละ 11.4 โดยมีคะแนน OSDI เฉลี่ย 13.8 (SD = 4) อาการที่พบมากที่สุดคือ ตาสู้แสงจ้า (ร้อยละ 37.3) รู้สึกฝืดตา (ร้อยละ 25.4) และรู้สึกว่าการมองเห็นแย่ลง (ร้อยละ 23.8) สำหรับการจัดการอาการตาแห้งที่พบมากที่สุดจะสอดคล้องกับระดับความรุนแรงตามเกณฑ์การจัดการอาการตาแห้ง คือ ไม่ได้ทำอะไรและรอให้อาการหายเอง (ร้อยละ 37.8) รองลงมาคือหลับตาเมื่อมีอาการ (ร้อยละ 4.3) และใช้น้ำตาเทียม (ร้อยละ 1.1) ตามลำดับ</p> <p>จากผลการศึกษา พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ควรให้ความสำคัญกับการคัดกรองผู้มีอาการตาแห้งในระยะแรก และให้คำแนะนำการดูแลจัดการอาการตาแห้งที่ถูกต้องเหมาะสม เช่น การประคบอุ่น และการกะพริบตาอย่างถูกวิธี เพื่อนำผู้สูงอายุเข้าสู่กระบวนการรักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/279816
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพจิตตามหลัก 3 อ. 3 ลด ต่อระดับความเครียด ของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสุราษฎร์ธานี
2026-05-06T08:46:09+07:00
ปนิดา พุ่มพุทธ
bpanida@bcnsurat.ac.th
อทิตยา ลิบลับ
bpanida@bcnsurat.ac.th
รัตนา มานะชำนิ
bpanida@bcnsurat.ac.th
ศศิกานต์ ไทยพิทักษ์
bpanida@bcnsurat.ac.th
ไหมมูเนาะห์ วาปี
bpanida@bcnsurat.ac.th
<p>การวิจัยเชิงกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบระดับคะแนนความเครียดของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสุราษฎร์ธานี ชั้นปีที่ 1 ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพจิตตามหลัก 3 อ. 3 ลด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาล ศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 จำนวน 31 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย และผ่านเกณฑ์การคัดเลือก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1)แบบประเมินความเครียดสวนปรุง ชุด 20 ข้อ (SPST-20) ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .91 2) โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพจิตตามหลัก 3 อ. 3 ลด มีค่าความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพจิตตามหลัก 3 อ. 3 ลด นักศึกษาพยาบาลมีระดับความเครียดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 8.31, p < .001) โดยก่อนการทดลองมีคะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 33.61 (S.D. = 4.24) และภายหลังการทดลองมีคะแนนความเครียดเฉลี่ยลดลงเหลือ 26.16 (S.D. = 4.84)</p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพจิตตามหลัก 3 อ. 3 ลด มีประสิทธิผลในการลดระดับความเครียดและส่งเสริมสุขภาพจิตของนักศึกษาพยาบาลในช่วงเริ่มต้นของการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการเรียน การปรับตัวทางสังคม และความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ โปรแกรมยังช่วยเสริมสร้างความสามารถในการจัดการความเครียด การปรับตัวต่อสถานการณ์กดดัน และการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม อันจะเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลในระยะยาว</p>
2026-08-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/280464
เบื้องหลังการติดเชื้อ: ความจริงที่ซ่อนอยู่ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง
2026-03-18T12:58:34+07:00
พิมพวรรณ เรืองพุทธ
pimpawan@bcnnakhon.ac.th
อิศรา ปรีชา
pimpawan@bcnnakhon.ac.th
<p>การติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง (Peritonitis) ยังคงเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ และเป็นสาเหตุหลักของการเข้าโรงพยาบาลในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis; CAPD) อีกทั้งยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อรวบรวมองค์ความรู้และวิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากลของสมาคมล้างไตทางช่องท้องนานาชาติ (International Society for Peritoneal Dialysis: ISPD 2022) เข้ากับบริบททางสรีรวิทยาและสภาพแวดล้อมของประเทศไทย บทความเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของพยาบาลในการสนับสนุนการดูแลตนเองของผู้ป่วยและผู้ดูแล จากประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ติดเชื้อจากการล้างไตทางช่องท้อง จำนวน 16 ราย พบว่ามี "ช่องว่างระหว่างความรู้และวิถีปฏิบัติจริง" ที่นำไปสู่อุบัติการณ์การติดเชื้อ ซึ่งสามารถจำแนกความเสี่ยงได้เป็น 3 มิติ ได้แก่ 1) มิติด้านพฤติกรรม ที่เกิดจากความคุ้นชิน การละเลยมาตรฐาน และการตีความความสะอาดที่คลาดเคลื่อน 2) มิติด้านสิ่งแวดล้อม จากข้อจำกัดของพื้นที่อยู่อาศัย และการจัดเก็บอุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม และ 3) มิติด้านสังคมและจิตวิทยา อันเกิดจากความเหนื่อยล้าในการรักษาที่ยาวนาน นำไปสู่ความซึมเศร้าแฝงและความหละหลวมในการป้องกัน องค์ความรู้เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการประเมิน ติดตาม และออกแบบการดูแลที่สอดคล้องกับบริบทความเป็นจริงของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อลดอัตราการติดเชื้อและเพิ่มคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช