https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/issue/feed วารสารศาสตร์สุขภาพและการศึกษา 2026-04-19T11:48:05+07:00 อาจารย์วัลลภา ดิษสระ journal.bcnnakhon@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารศาสตร์สุขภาพและการศึกษา รับบทความวิจัย และบทความวิชาการ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ด้านการพยาบาล การสาธารณสุข ด้านศิลปะการสอน การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งนี้ผลงานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อตีพิมพ์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสาร กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ (ฉบับละ 5-7 บทความ) ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/280184 ความวิตกกังวล ความเครียด และความหวังที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ในผู้หญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ 2026-03-19T01:15:25+07:00 นฤมล ทองหนัก narumol.t@tsu.ac.th จณิศาภ์ แนมใส narumol.t@tsu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความวิตกกังวล ความเครียด และความหวังที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในผู้หญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก โดยใช้ระเบียบวิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบตามแนวคิดของสถาบันโจแอนนาบริกส์ (Joanna Briggs Institute: JBI) และรายงานผลตามแนวทาง PRISMA 2020 งานวิจัยที่นำมาทบทวนเป็นงานวิจัยปฐมภูมิทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ตีพิมพ์ในช่วงปี พ.ศ. 2558 – 2568 การสืบค้นดำเนินการจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ CINAHL, Scopus, PubMed ,Thai Journals Online (ThaiJO) และ Google Scholar รวมถึงการสืบค้นด้วยมือจากวารสารและวิทยานิพนธ์ การกำหนดคำถามการวิจัยใช้กรอบ PEO (Population–Exposure–Outcome) กระบวนการคัดเลือก การประเมินคุณภาพ และการสกัดข้อมูลดำเนินการโดยผู้วิจัยอย่างเป็นอิสระตามแบบประเมินของ JBI จากการสืบค้นพบงานวิจัยจำนวน 338 เรื่อง หลังการตัดซ้ำและคัดกรองตามเกณฑ์เหลืองานวิจัยที่ผ่านการประเมินคุณภาพในระดับปานกลางถึงสูงและนำมาสังเคราะห์ผลจำนวน 13 เรื่อง สรุปเชิงเนื้อหาเพื่อบรรยายความวิตกกังวล ความเครียด และความหวังที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในผู้หญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้หญิงที่มีภาวะมีบุตรยากมีระดับความวิตกกังวลและความเครียดตั้งแต่ระดับปานกลางถึงสูง ในช่วงการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ 2) ความวิตกกังวลและความเครียดมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) ความหวังมีความสัมพันธ์เชิงลบกับภาวะซึมเศร้า โดย ความหวังมีบทบาทเป็นปัจจัยปกป้องและเป็นตัวแปรตัวกลางที่ช่วยลดทอนผลกระทบของความวิตกกังวลและความเครียดต่อภาวะซึมเศร้า</p> <p>ผลการศึกษานี้ ชี้ให้เห็นว่า ภาวะซึมเศร้าในสตรีที่มีภาวะมีบุตรยากเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยทางจิตสังคมหลายมิติ ดังนั้น การดูแลที่มีประสิทธิผลควรบูรณาการการรักษาทางการแพทย์กับการส่งเสริมสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบเพื่อมุ่งสู่การดูแลแบบองค์รวม ที่ตอบสนองทั้งการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการ</p> 2026-04-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/278072 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก 2025-10-09T09:04:48+07:00 สุธัญญา คิมหะจันทร์ modsutanyaa@gmail.com เจตนิพิฐ สมมาตย์ jetnipit@scphkk.ac.th <p><strong> </strong>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 - 4 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จำนวน 7 แห่ง จำนวน 336 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด และสถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห์แบบถดถอยพหุลอจิสติก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 81.85 มีอายุระหว่าง 18 - 21 ปี ร้อยละ 66.96 ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ร้อยละ 37.80 มีผลการเรียนระหว่าง 3.0 – 3.55 ร้อยละ 46.43 มีความฉลาดทางอารมณ์<br />ในระดับสูง ร้อยละ 81.85 คะแนนเฉลี่ย 110.43 (S.D.=12.93) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ<br />ความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์<br />ด้านการเรียน (OR<sub>adj</sub> =4.94, 95% CI: 3.14 - 14.10, P-value &lt; 0.001) โดยนักศึกษาที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ด้านการเรียนระดับสูง มีโอกาสมีความฉลาดทางอารมณ์สูงกว่านักศึกษาที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ด้านการเรียนระดับต่ำถึงปานกลาง เป็น 4.94 เท่า ความสามารถในการปรับตัว (OR<sub>adj</sub> =4.49, 95% CI: 2.65 – 12.08, P-value &lt; 0.001) โดยนักศึกษาที่มีความสามารถในการปรับตัวระดับสูง มีโอกาสมีความฉลาดทางอารมณ์สูงกว่านักศึกษาที่มีความสามารถในการปรับตัวระดับต่ำถึงปานกลาง เป็น 4.49 เท่า และเพศ (OR<sub>adj</sub> =2.22, 95% CI: 1.15 – 9.45, P-value &lt; 0.05) โดยนักศึกษาเพศหญิง มีโอกาสมีความฉลาดทางอารมณ์สูงกว่านักศึกษาเพศชาย เป็น 2.22 เท่า</p> <p>ดังนั้น การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษาควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์<br />ด้านการเรียน และความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษา นอกจากนี้ยังควรส่งเสริมการจัดกิจกรรมการบริหารจัดการความเครียดเพื่อส่งเสริมสุขภาวะจิตและประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้แก่นักศึกษา</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/280410 การพัฒนาและศึกษาความเป็นไปได้ของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถตนเองผ่าน แอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการป้องกันแผลเบาหวานที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ 2026-04-19T11:48:05+07:00 กชวรรณ ลูกมณี kotchawan1362@gmail.com กันตพร ยอดใชย kantaporn.y@psu.ac.th แสงสุรีย์ วสุพงศ์อัยยะ kantaporn.y@psu.ac.th <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานและการยอมรับของผู้ใช้ของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ “เบาเท้า” รวมทั้งประเมินความเข้าใจ ความคิดเห็น และปัญหาอุปสรรคในการนำเนื้อหาไปใช้ในการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันแผลเบาหวานที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ การวิจัยดำเนินการเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะพัฒนาแอปพลิเคชันไลน์ และ2) ระยะทดสอบการใช้งานเครื่องมือก่อนนำไปใช้จริงในการทดลอง การศึกษาครั้งนี้นำเสนอผลระยะพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์และระยะการประเมินความเป็นไปได้ในการใช้งาน (Feasibility) และการยอมรับของผู้ใช้ (Acceptability) โดยกลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดจำนวน 10 ราย เข้าร่วมทดลองใช้งานแอปพลิเคชันเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ เครื่องมือเนื้อหาในแอปพลิเคชันผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ภายหลังการทดสอบใช้งาน วิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลโดยใช้สถิติพรรณนา และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์วิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการศึกษานำเสนอในส่วนผลระยะพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์และนำเสนอความเป็นไปได้ในการใช้งาน (Feasibility) และการยอมรับของผู้ใช้ (Acceptability) สามารถจำแนกประเด็นสำคัญออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การใช้งานระบบและเทคนิค 2) คุณค่าและความเหมาะสมของเนื้อหา 3) ประสบการณ์การใช้งานและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา และ 4) ความพึงพอใจโดยรวมและการรับรู้ประโยชน์ ดังนั้นแอปพลิเคชันไลน์ “เบาเท้า” มีความเป็นไปได้ในการใช้งานและได้รับการยอมรับ ในระดับดี สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทดลองในระยะต่อไป อย่างไรก็ตามควรมีการเพิ่มจำนวนกลุ่มตัวอย่างและระยะเวลาการศึกษา เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมในการวิจัยหลักต่อไป</p> <p> </p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/278490 ความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของนักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่ 2026-01-11T18:31:09+07:00 วรรณภา ศรีอ่อน wanapa@bcnc.ac.th สุพรรณษา ปัญโญ wanapa@bcnc.ac.th ชลธิชา อมาตยคง wanapa@bcnc.ac.th กนิษฐา ทาหนัก wanapa@bcnc.ac.th สุธาสินี ชำนาญกิจ wanapa@bcnc.ac.th นันทวัน รอบพรมราช wanapa@bcnc.ac.th สโรชา เรืองฤทธิ์ wanapa@bcnc.ac.th กาญจนา วงศ์ชมพู wanapa@bcnc.ac.th พิมพ์ลภัส ตีตังค์ wanapa@bcnc.ac.th ทาริกา ทองเลิศ wanapa@bcnc.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของนักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่ งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยกลุ่มตัวอย่างคัดเลือกด้วยการสุ่มแบบชั้นภูมิและสุ่มแบบง่าย จำนวน 240 คน เครื่องมือประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล (13 ข้อ) แบบวัดความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมและการตรวจเต้านมด้วยตนเอง (20 ข้อ โดยให้คะแนนแบบอิงเกณฑ์ 0-20) แบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพ (41 ข้อ จำนวน 4 ระดับ) และแบบวัดพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง (12 ข้อ; ปฏิบัติ/ไม่ปฏิบัติ) เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงโดยผู้เชี่ยวชาญ (0.80-0.84) และมีความเชื่อมั่นภายในที่ยอมรับได้ (KR-20 = 0.80-0.82; Cronbach’s α = 0.88) ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มีอายุ 18-20 ปี (57.5%) และส่วนใหญ่ปฏิบัติการตรวจเต้านมด้วยตนเองร้อยละ 77.36 โดยท่ายืนหน้ากระจกเป็นที่นิยมที่สุด (84.10%) ระดับความรู้โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ความถูกต้องเฉลี่ยร้อยละ 49.17) ขณะที่ความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลางในทุกมิติ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบความสัมพันธ์เชิงบวกและมีนัยสำคัญระหว่างความรู้กับพฤติกรรม (r = 0.462, p &lt; 0.01) และระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรม (r = 0.389, p &lt; 0.01) ดังนั้นการพัฒนาและส่งเสริมความรู้ควบคู่กับการเสริมสร้างความเชื่อด้านสุขภาพจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของนักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตเพื่อการป้องกันและการค้นพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/277514 การพัฒนานวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ 2025-10-28T11:42:02+07:00 ศศิธร อำภา Jirarat3113@gmail.com จิรารัตน์ พร้อมมูล jirarat@bcnsk.ac.th วิลาวัลย์ ชายนิล Jirarat3113@gmail.com แวซูไรดา แวหะมะ Jirarat3113@gmail.com ศศิกานต์ หมัดอาดัม Jirarat3113@gmail.com นาบีละห์ เจะนิ Jirarat3113@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ โดยมีการดำเนินวิจัยเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การสร้างและพัฒนานวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ ระยะที่ 2 เป็นระยะของการศึกษาประสิทธิผลของหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) หุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ 2) แบบสอบประสิทธิผลนวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ แบบสอบถามประสิทธิผลได้ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามและวัตุประสงค์เท่ากับ 0.78 ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟา 0.77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ค่าความถี่และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. นวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ 1) ลักษณะภายนอก สร้างนวัตกรรมด้วยน้ำยางพาราธรรมชาติ โดยหุ่นจำลองทารกจะมีช่องปากและมีช่องรูจมูก 2) ลักษณะภายในโดยช่องปากจะเชื่อมต่อกับหลอดลมและเชื่อมต่อไปยังแบบจำลองขั้วปอด โดยขั้วปอดจะมีลักษณะเป็นภาชนะที่มีฝาเปิดและมีช่องเชื่อมต่อกับหลอดลม และภายในแบบจำลองขั้วปอดจะมีสารเหลวเสมือนเสมหะบรรจุอยู่ภายใน</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ประสิทธิผลของนวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M= 4.53, S.D. = 0.63) โดยด้านโครงสร้างมีระดับประสิทธิผลมาก (M = 4.45, S.D. = 0.68) และด้านการนำไปใช้มีระดับประสิทธิผลมากที่สุด (M = 4.60, S.D. = 0.57) ตามลำดับ</span></p> <p>ดังนั้นสามารถนำนวัตกรรมไปใช้ในการเรียนการสอนในรายวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่นทั้งในภาคทดลองและภาคปฏิบัติเนื่องจากหุ่นนวัตกรรมมีกายวิภาคศาสตร์และสรีระเสมือนทารกจริงทำให้นักศึกษาเกิดความเข้าใจ และเกิดทักษะความมั่นใจในฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรศึกษาการพัฒนานวัตกรรมหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะในทารกจากน้ำยางธรรมชาติ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และควรมีการทดลองเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ใช้หุ่นเดิม และกลุ่มที่ใช้หุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะในทารกจากน้ำยางธรรมชาติ หรือ ควรมีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น</p> 2026-02-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/278781 The ผลของโปรแกรมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ บนพื้นฐานของวิถีวัฒนธรรมชุมชนต่อการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ 2025-11-21T11:35:27+07:00 วิภา สุวรรณรัตน์ wipaareekoses@gmail.com ภาวดี เหมทานนท์ wipaareekoses@gmail.com จิรพรรณ พีรวุฒิ wipaareekoses@gmail.com มาลี คำคง wipaareekoses@gmail.com เจตจรรยา บุญญกูล wipaareekoses@gmail.com จณิศาภ์ แนมใส wipaareekoses@gmail.com มุขรินทร์ ทองหอม wipaareekoses@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุบนพื้นฐานวิถีวัฒนธรรมชุมชนต่อการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ โดยกลุ่มตัวอย่าง คือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อาศัยอยู่ในอำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง จำนวน 50 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยการจับฉลาก แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุบนพื้นฐานวิถีวัฒนธรรมชุมชน ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ การดูแลตนเองตามอาการที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ การบริหารจิต การบริหารกาย การบริหารความคิด การใช้ชีวิตที่สมดุล และการใช้ชีวิตอย่างก้าวทันการเปลี่ยนแปลง กำหนดรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ 16 ครั้ง โดยดำเนินกิจกรรม สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ๆ ละ 5 ชั่วโมง รวม 80 ชั่วโมง 2) แบบประเมินสูงวัยอย่างสุขภาวะ เก็บรวบรวมข้อมูล 3 ระยะ คือ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และเมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าคะแนนเฉลี่ยการสูงวัยอย่างสุขภาวะด้วย Two way repeated measure และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วย Bonferroni method ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการดูแลสุขภาพบนพื้นฐานวิถีวัฒนธรรมชุมชน มีค่าคะแนนเฉลี่ยการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และเมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ดำเนินชีวิตตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (F = 36795.181; p &lt; .000</li> <li>2 กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการดูแลสุขภาพบนพื้นฐานของวิถีวัฒนธรรมชุมชน มีค่าคะแนนเฉลี่ยการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และก่อนการทดลอง เมื่อสิ้นสุดการติดตามผล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 แต่ในระยะหลังการทดลอง เมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน ไม่แตกต่างกัน</li> </ol> <p>โปรแกรมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุบนพื้นฐานของวิถีวัฒนธรรมชุมชนนี้ สามารถเสริมสร้างการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะในผู้สูงอายุได้ และบุคลากรทางสุขภาพสามารถเลือกกิจกรรมให้สอดคล้องกับข้อมูลทางสุขภาพเบื้องต้นของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มทั้งในโรงพยาบาลและชุมชน</p> <p> </p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/277592 การพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารสำหรับผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 2025-10-05T09:56:42+07:00 ศิริลักษณ์ เมืองไทย siriluk@bcnsurat.ac.th วรางคณา สมนิล 64114301090@bcnsurat.ac.th ยุพาวดี ขันทบัลลัง kantabanlang@yahoo.com <p>การสื่อสารเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพยาบาล โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจซึ่งไม่สามารถเปล่งเสียงพูดได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของนวัตกรรมการสื่อสารสำหรับผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ ระยะที่ 2 ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารชื่อ “A box representing your heart” ระยะที่ 3 ศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้วยการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental design) แบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง</p> <p>กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 ราย โดยสุ่มและจับคู่ตามอายุและระดับการศึกษา เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1.แนวคำถามกึ่งโครงสร้างสำหรับการสนทนากลุ่ม ผลการตรวจสอบพบว่ามีค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา เท่ากับ 0.98 2.เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือนวัตกรรม “A box representing your heart”ประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมพบว่ามีความเหมาะสมโดยรวมในระดับมากที่สุด 3.แบบประเมินประสิทธิภาพนวัตกรรมการสื่อสารในผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ตรวจสอบคุณภาพพบว่ามีค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์รายข้อ เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ ตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability) พบว่ามีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.79 การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ข้อมูลเชิงคุณภาพ จากการสนทนากลุ่มกับผู้ป่วย ญาติ และพยาบาล วิเคราะห์ด้วย Content Analysis เพื่อหาประเด็นปัญหา อุปสรรค และความต้องการด้านการสื่อสาร เพื่อนำไปใช้พัฒนานวัตกรรมให้เหมาะสมกับบริบทจริง 2.ข้อมูลเชิงปริมาณ ตรวจสอบการกระจายตัวของข้อมูลด้วย Shapiro–Wilk test จากนั้นใช้ Descriptive statistics รายงานลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง Chi-square test และ Independent t-test ตรวจสอบความเหมือนกันของสองกลุ่มก่อนทดลอง ใช้ Paired t-test วิเคราะห์ภายในกลุ่ม และ Independent t-test เปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม เพื่อประเมินประสิทธิภาพของนวัตกรรม ผลการพัฒนานวัตกรรม “A box representing your heart” พบว่ามีคุณภาพในระดับ มากที่สุด (M = 4.74, SD = 0.48) ผลการประเมินประสิทธิภาพกลุ่มทดลองที่ใช้นวัตกรรมมีคะแนนเฉลี่ยประสิทธิภาพการสื่อสารหลังการใช้นวัตกรรมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ก่อนใช้ M = 45.20, SD = 5.10; หลังใช้ M = 53.60, SD = 4.85; t = -8.75, p &lt; .001) ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p &gt; .05) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (t = 6.35, p &lt; .001)</p> <p>นวัตกรรมการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการสื่อสารอยู่ในระดับดี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารของผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ สามารถประยุกต์ใช้ในทางคลินิกเพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแล ลดความวิตกกังวล และเสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และบุคลากรทางการแพทย์</p> 2026-02-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/279013 ผลของโปรแกรมการกำกับตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมต่อความรู้และพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเสื่อมระยะที่ 2–3a ตำบลไตรตรึงษ์ อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร 2025-12-18T10:59:06+07:00 สุรีวัลย์ วรอรุณ sureewan-lek@hotmail.com ภัทรมล เรืองรุ่ง monnaphorn_b@kpru.ac.th ศิรประภา ชมมี monnaphorn_b@kpru.ac.th วิกานดา กาจักร์ monnaphorn_b@kpru.ac.th ณัฐกุล สมบูรณ์ monnaphorn_b@kpru.ac.th ปาริชาติ โพธิ์โน monnaphorn_b@kpru.ac.th ธันชนก ทวีทรัพย์ล้ำเลิศ monnaphorn_b@kpru.ac.th มนภร บัวไกร monnaphorn_b@kpru.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเสื่อมระยะที่ 2–3a ในกลุ่มทดลองก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการกำกับตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม และ (2) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการบริโภคอาหารระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังได้รับโปรแกรมการกำกับตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเสื่อมระยะที่ 2–3a จำนวน 60 คน คัดเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้และแบบประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อชะลอไตเสื่อม รวมทั้งสมุดบันทึกพฤติกรรม โดยเครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาของแบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมการบริโภคอาหารเท่ากับ 0.90 และ 0.91 ตามลำดับ และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความรู้เท่ากับ 0.82 (KR-20) และแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารเท่ากับ 0.84 (Cronbach’s alpha) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทีคู่ (paired t-test) และสถิติทีอิสระ (independent t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในระดับมาก (<em>M</em> = 12.23, SD = 1.57) และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารอยู่ในระดับปานกลาง <em>(</em><em>M</em> = 32.20, SD = 3.29) โดยคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) และเมื่อเปรียบเทียบหลังทดลองระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการบริโภคอาหารสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05)</p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการกำกับตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมสามารถเพิ่มความรู้และส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมในโรคผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเสื่อมระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อย่างเหมาะสม</p> <p> </p> 2026-04-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/277751 ผลของการใช้นวัตกรรมชุดจำลองการเรียนรู้การตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์ (EFM) ในสถานการณ์จำลองการเรียนรู้เสมือนจริง สำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา 2025-10-08T08:44:11+07:00 ธิดารัตน์ สิงห์ศรี thidaratpeaw@bcnsk.ac.th สุนิสา สินไชย Thidaratpeaw@gmail.com วรัญดา ชูหนู Thidaratpeaw@gmail.com วศินี ช่วยทอง Thidaratpeaw@gmail.com วิยดา มาศภูมี Thidaratpeaw@gmail.com ซามีมี สาและ Thidaratpeaw@gmail.com <p>การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ1) สร้างและพัฒนานวัตกรรมชุดจำลองการเรียนรู้การตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์ 2) ประสิทธิผลของนวัตกรรมชุดจำลองการเรียนรู้การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ 3) การเปรียบเทียบความรู้ทางการเรียนและแปลผลกราฟของทารกในครรภ์ก่อนและหลังใช้นวัตกรรมระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ดำเนินการวิจัย 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 สร้างและพัฒนานวัตกรรมชุดจำลองการเรียนรู้การตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์ ระยะที่ 2 ประเมินประสิทธิผลนวัตกรรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 รุ่น 57 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) นวัตกรรมชุดจำลองการเรียนรู้การตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์ และคู่มือความรู้การประเมินภาวะสุขภาพทารกในครรภ์อิเล็กทรอนิกส์ 2) แบบประเมินประสิทธิผลของนวัตกรรมชุดจำลอง 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังใช้นวัตกรรม ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา .67-1.00 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.93 วิเคราะห์ข้อมูล ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติ Independent Simple t-test และ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรมชุดจำลองการเรียนรู้การตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์ สามารถใช้ได้เสมือนจริงตามหลักการเดียวกัน Toco โดยมีสายรัดต่อกับเครื่อง monitor เพื่อแปลผล EFM โดยการติดตัว Toco บริเวณ ยอดมดลูก (height of fundus) ส่วน U/S ติดบริเวณหลัง (แถวสะบัก) ของทารก 2) ประสิทธิผลของนวัตกรรมชุดจำลองการเรียนรู้การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (EFM) อยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.40, S.D. = 0.60) 3) ผลการเปรียบเทียบทดสอบความรู้ของนักศึกษาพยาบาลกลุ่มทดลองต่อการใช้นวัตกรรมชุดจำลองการเรียนรู้การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ มีค่าเฉลี่ยคะแนนการทดสอบความรู้ทางการเรียนหลังการใช้นวัตกรรม (<em>M</em> = 9.27, S.D. = 0.86) สูงกว่านักศึกษาพยาบาลกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ใช้นวัตกรรม (<em>M</em> = 6.13, S.D. = 2.34) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยผลการทดสอบความรู้ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาลทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 </p> <p>ชุดจำลองการเรียนรู้การตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์ (EFM) สามารถนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนภาคปฏิบัติวิชาการพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจและความมั่นใจมากขึ้นก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/280052 ปัจจัยภายในองค์กรที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในอำเภอท่ามะกาหลังการถ่ายโอนไปองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี 2026-04-19T11:16:44+07:00 ดุสิตา เชื้อรุ่ง 1309dusita@gmail.com อารยา ประเสริฐชัย arayapra@outlook.com ธีระวุธ ธรรมกุล theerawut.tha@stou.ac.th <p>การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยภายในองค์กร และหลักการบริหาร 4 M ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในอำเภอท่ามะกาหลังการถ่ายโอนไปองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในอำเภอท่ามะกา จำนวน 138 คน มีการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*Power โดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ตรวจสอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 และตรวจสอบค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.974 สถิติที่ใช้ได้แก่สถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1)ปัจจัยส่วนบุคคลไม่ส่งผลกับการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในอำเภอท่ามะกาหลังการถ่ายโอนไปองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี และ2)ปัจจัยภายในองค์กร (กลยุทธ์และทักษะ) และหลักการบริหาร 4M (เงิน) ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในอำเภอท่ามะกาหลังการถ่ายโอนไปองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 โดยพิจารณาจากค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยมาตรฐาน พบว่าด้านทักษะมีอิทธิพลมากที่สุด (β = 0.360) รองลงมาคือด้านกลยุทธ์ (β = 0.323) และด้านเงิน (β = 0.288) ตามลำดับ ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 68.4</p> <p>โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลควรให้ความสำคัญกับการกำหนดกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร รวมถึงสื่อสารกลยุทธ์ให้บุคลากรทราบ เพื่อเป็นการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน นอกจากนี้การบริหารบุคลากรจะต้องคำนึงถึงทักษะของแต่ละคน และควรมีการบริหารด้านการเงินอย่างเหมาะสม ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/277878 ปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของมารดาหลังคลอด 2026-01-24T09:04:07+07:00 เจิดนภา แสงสว่าง juadnapa@bcnsk.ac.th ปาริชาต ชูประดิษฐ์ juadnapasangsawang@gmail.com วนิดา วงศ์มุณีวรณ์ juadnapasangsawang@gmail.com นรานุช สัณฐิติการย์ juadnapasangsawang@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการยอมรับเทคโนโลยี และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองและปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของมารดาหลังคลอด ที่มารับการตรวจหลังคลอด และนำบุตรมาตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนในคลินิกสุขภาพเด็กดี โรงพยาบาลหาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลา ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนเมษายน พ.ศ. 2568 จำนวน 327 คน ใช้วิธีสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลากแบบไม่คืนที่ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามการยอมรับเทคโนโลยี และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของมารดาหลังคลอด ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.87, 0.84 และค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของครอนบาคเท่ากับ .83 และ .86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติถดถอยพหุคูณเชิงเส้นแบบ Enter</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การยอมรับเทคโนโลยีของมารดาหลังคลอดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.27, S.D. = 0.76) โดยด้านการรับรู้ประโยชน์ของการใช้งานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (M = 4.38, S.D. = 0.59) และด้านทัศนคติต่อการใช้งานเทคโนโลยีมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (M = 4.19, S.D. = 0.70) สำหรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของมารดาหลังคลอดในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M=4.13, S.D.= 0.53) 2) ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีของมารดาหลังคลอดด้านการรับรู้ถึงประโยชน์ ด้านการรับรู้ความง่าย และด้านความตั้งใจที่จะใช้งานเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพตนเอง ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของมารดาหลังคลอด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติติที่ระดับ 0.001 และ .05 โดยสามารถทำนายความแปรปรวนได้ร้อยละ 38.7</p> <p>หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงสามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการดูแลสุขภาพมารดาหลังคลอดผ่านเทคโนโลยี โดยบูรณาการการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสุขภาพตนเองและสุขภาพจิตควบคู่กัน นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานด้านสาธารณสุขควรส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันข้อมูลสุขภาพดิจิทัลแก่มารดาหลังคลอด ผ่านกิจกรรมหรือหลักสูตรอบรม และจัดทำแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p> 2026-02-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/278151 การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ การควบคุมระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 2025-12-24T14:58:03+07:00 อยุทธ์ ระห่างภัย ayutphat@gmail.com กิตติพงษ์ สอนล้อม ayut_phat@hotmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ดำเนินการตามแนวทางของสถาบันโจแอนนาบริกส์ สืบค้นงานวิจัยจากฐานข้อมูล PubMed, CINAHL, SCOPUS, Web of Science และ Thai-Journal Citation Index สำหรับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2564-2568 คัดเลือกงานวิจัยโดยใช้กรอบ PECO ได้แก่ ประชากรคือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอายุ 18 ปีขึ้นไปที่อยู่ระหว่างการรักษา ปัจจัยที่ศึกษาครอบคลุมปัจจัยด้านประชากร ปัจจัยทางคลินิก ปัจจัยด้านพฤติกรรม ปัจจัยด้านการรักษา และปัจจัยด้านระบบบริการสุขภาพ ผลลัพธ์คือการควบคุมความดันโลหิตตามเกณฑ์เป้าหมาย การคัดเลือกและสกัดข้อมูลดำเนินการโดยผู้วิจัย 2 คนอย่างเป็นอิสระ ประเมินคุณภาพงานวิจัยด้วยแบบประเมินของเฮลเลอร์ กำหนดเกณฑ์ผ่านที่ร้อยละ 60 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการสังเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาจากการสืบค้นพบงานวิจัย 1,765 เรื่อง คัดเลือกงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 27 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง (ร้อยละ 74.07) ดำเนินการในทวีปเอเชียและแอฟริกา (ร้อยละ 70.37) มีคุณภาพระดับดีถึงดีเยี่ยม (ร้อยละ 63.64-100) ผลการสังเคราะห์พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับความดันโลหิต 5 กลุ่ม ได้แก่ ปัจจัยด้านประชากร (อายุ เพศ การศึกษา รายได้) ปัจจัยทางคลินิก (ดัชนีมวลกาย โรคร่วม ระยะเวลาการเป็นโรค) ปัจจัยด้านพฤติกรรม (การบริโภคเกลือ การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด) ปัจจัยด้านการรักษา (ความร่วมมือในการใช้ยา การรับรู้ความสามารถตนเอง) และปัจจัยด้านระบบบริการสุขภาพ (การเข้าถึงบริการ คุณภาพบริการ การสนับสนุนทางสังคม)</p> <p> การควบคุมความดันโลหิตมีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่หลากหลายและซับซ้อน การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรใช้การจัดการแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกมิติของปัจจัย การวิจัยในอนาคตควรเป็นการศึกษาแบบติดตามไปข้างหน้าหรือการทดลองเพื่อยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช