วารสารศาสตร์สุขภาพและการศึกษา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP <p>วารสารศาสตร์สุขภาพและการศึกษา รับบทความวิจัย และบทความวิชาการ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ด้านการพยาบาล การสาธารณสุข ด้านศิลปะการสอน การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งนี้ผลงานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อตีพิมพ์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสาร กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ (ฉบับละ 5-7 บทความ) ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช th-TH วารสารศาสตร์สุขภาพและการศึกษา 2985-1602 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ&nbsp; วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช และบุคคลากรท่านอื่น ๆ ในวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> การพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารสำหรับผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/277592 <p>การสื่อสารเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพยาบาล โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจซึ่งไม่สามารถเปล่งเสียงพูดได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของนวัตกรรมการสื่อสารสำหรับผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ ระยะที่ 2 ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารชื่อ “A box representing your heart” ระยะที่ 3 ศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้วยการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental design) แบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง</p> <p>กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 ราย โดยสุ่มและจับคู่ตามอายุและระดับการศึกษา เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1.แนวคำถามกึ่งโครงสร้างสำหรับการสนทนากลุ่ม ผลการตรวจสอบพบว่ามีค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา เท่ากับ 0.98 2.เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือนวัตกรรม “A box representing your heart”ประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมพบว่ามีความเหมาะสมโดยรวมในระดับมากที่สุด 3.แบบประเมินประสิทธิภาพนวัตกรรมการสื่อสารในผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ตรวจสอบคุณภาพพบว่ามีค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์รายข้อ เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ ตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability) พบว่ามีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.79 การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ข้อมูลเชิงคุณภาพ จากการสนทนากลุ่มกับผู้ป่วย ญาติ และพยาบาล วิเคราะห์ด้วย Content Analysis เพื่อหาประเด็นปัญหา อุปสรรค และความต้องการด้านการสื่อสาร เพื่อนำไปใช้พัฒนานวัตกรรมให้เหมาะสมกับบริบทจริง 2.ข้อมูลเชิงปริมาณ ตรวจสอบการกระจายตัวของข้อมูลด้วย Shapiro–Wilk test จากนั้นใช้ Descriptive statistics รายงานลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง Chi-square test และ Independent t-test ตรวจสอบความเหมือนกันของสองกลุ่มก่อนทดลอง ใช้ Paired t-test วิเคราะห์ภายในกลุ่ม และ Independent t-test เปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม เพื่อประเมินประสิทธิภาพของนวัตกรรม ผลการพัฒนานวัตกรรม “A box representing your heart” พบว่ามีคุณภาพในระดับ มากที่สุด (M = 4.74, SD = 0.48) ผลการประเมินประสิทธิภาพกลุ่มทดลองที่ใช้นวัตกรรมมีคะแนนเฉลี่ยประสิทธิภาพการสื่อสารหลังการใช้นวัตกรรมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ก่อนใช้ M = 45.20, SD = 5.10; หลังใช้ M = 53.60, SD = 4.85; t = -8.75, p &lt; .001) ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p &gt; .05) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (t = 6.35, p &lt; .001)</p> <p>นวัตกรรมการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการสื่อสารอยู่ในระดับดี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารของผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ สามารถประยุกต์ใช้ในทางคลินิกเพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแล ลดความวิตกกังวล และเสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และบุคลากรทางการแพทย์</p> ศิริลักษณ์ เมืองไทย วรางคณา สมนิล ยุพาวดี ขันทบัลลัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-22 2026-02-22 6 1 e277592 e277592 ปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของมารดาหลังคลอด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/277878 <p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการยอมรับเทคโนโลยี และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองและปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของมารดาหลังคลอด ที่มารับการตรวจหลังคลอด และนำบุตรมาตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนในคลินิกสุขภาพเด็กดี โรงพยาบาลหาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลา ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนเมษายน พ.ศ. 2568 จำนวน 327 คน ใช้วิธีสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลากแบบไม่คืนที่ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามการยอมรับเทคโนโลยี และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของมารดาหลังคลอด ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.87, 0.84 และค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของครอนบาคเท่ากับ .83 และ .86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติถดถอยพหุคูณเชิงเส้นแบบ Enter</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การยอมรับเทคโนโลยีของมารดาหลังคลอดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.27, S.D. = 0.76) โดยด้านการรับรู้ประโยชน์ของการใช้งานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (M = 4.38, S.D. = 0.59) และด้านทัศนคติต่อการใช้งานเทคโนโลยีมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (M = 4.19, S.D. = 0.70) สำหรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของมารดาหลังคลอดในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M=4.13, S.D.= 0.53) 2) ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีของมารดาหลังคลอดด้านการรับรู้ถึงประโยชน์ ด้านการรับรู้ความง่าย และด้านความตั้งใจที่จะใช้งานเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพตนเอง ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของมารดาหลังคลอด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติติที่ระดับ 0.001 และ .05 โดยสามารถทำนายความแปรปรวนได้ร้อยละ 38.7</p> <p>หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงสามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการดูแลสุขภาพมารดาหลังคลอดผ่านเทคโนโลยี โดยบูรณาการการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสุขภาพตนเองและสุขภาพจิตควบคู่กัน นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานด้านสาธารณสุขควรส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันข้อมูลสุขภาพดิจิทัลแก่มารดาหลังคลอด ผ่านกิจกรรมหรือหลักสูตรอบรม และจัดทำแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p> เจิดนภา แสงสว่าง ปาริชาต ชูประดิษฐ์ วนิดา วงศ์มุณีวรณ์ นรานุช สัณฐิติการย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-14 2026-02-14 6 1 e277878 e277878 การพัฒนานวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/277514 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ โดยมีการดำเนินวิจัยเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การสร้างและพัฒนานวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ ระยะที่ 2 เป็นระยะของการศึกษาประสิทธิผลของหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) หุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ 2) แบบสอบประสิทธิผลนวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ แบบสอบถามประสิทธิผลได้ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามและวัตุประสงค์เท่ากับ 0.78 ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟา 0.77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ค่าความถี่และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. นวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ 1) ลักษณะภายนอก สร้างนวัตกรรมด้วยน้ำยางพาราธรรมชาติ โดยหุ่นจำลองทารกจะมีช่องปากและมีช่องรูจมูก 2) ลักษณะภายในโดยช่องปากจะเชื่อมต่อกับหลอดลมและเชื่อมต่อไปยังแบบจำลองขั้วปอด โดยขั้วปอดจะมีลักษณะเป็นภาชนะที่มีฝาเปิดและมีช่องเชื่อมต่อกับหลอดลม และภายในแบบจำลองขั้วปอดจะมีสารเหลวเสมือนเสมหะบรรจุอยู่ภายใน</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ประสิทธิผลของนวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M= 4.53, S.D. = 0.63) โดยด้านโครงสร้างมีระดับประสิทธิผลมาก (M = 4.45, S.D. = 0.68) และด้านการนำไปใช้มีระดับประสิทธิผลมากที่สุด (M = 4.60, S.D. = 0.57) ตามลำดับ</span></p> <p>ดังนั้นสามารถนำนวัตกรรมไปใช้ในการเรียนการสอนในรายวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่นทั้งในภาคทดลองและภาคปฏิบัติเนื่องจากหุ่นนวัตกรรมมีกายวิภาคศาสตร์และสรีระเสมือนทารกจริงทำให้นักศึกษาเกิดความเข้าใจ และเกิดทักษะความมั่นใจในฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรศึกษาการพัฒนานวัตกรรมหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะในทารกจากน้ำยางธรรมชาติ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และควรมีการทดลองเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ใช้หุ่นเดิม และกลุ่มที่ใช้หุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะในทารกจากน้ำยางธรรมชาติ หรือ ควรมีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น</p> ศศิธร อำภา จิรารัตน์ พร้อมมูล วิลาวัลย์ ชายนิล แวซูไรดา แวหะมะ ศศิกานต์ หมัดอาดัม นาบีละห์ เจะนิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-14 2026-02-14 6 1 e277514 e277514