https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/issue/feed Journal Of Health Consumer Protection 2026-01-01T00:01:43+07:00 เภสัชกรสมสุข สัมพันธ์ประทีป suk_ar@yahoo.com Open Journal Systems <p><strong>เป็นวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ใช้เป็นสื่อกลางและเป็นเวทีทางวิชาการ ในการเผยแพร่ผลงานวิจัย บทความวิชาการ บทเรียนการทำงาน เกร็ดกฎหมาย เรื่องเล่าชาวฟาร์ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหาร ยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตราย วัตถุเสพติด สถานพยาบาล สถานบริการด้านสุขภาพ และด้านการแพทย์ ของนักวิชาการ ภาครัฐ องค์กรเอกชน และประชาชน รับตีพิมพ์บทความคุณภาพในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ และด้านการแพทย์ กำหนดตีพิมพ์วารสารปีละ 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับ เดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับ เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</strong></p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/275946 การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในร้านชำ: กรณีศึกษา ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี 2025-09-28T13:19:46+07:00 อารีวัล มหาธนรัตน์ oh.areewan013@gmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่เหมาะสมในร้านชำ พัฒนาและทดสอบรูปแบบการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในร้านชำ ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการร้านชำ 41 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบบันทึกการตรวจร้านชำบนโปรแกรมระบบเฝ้าระวังยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน (G-RDU &amp; G-SHP) เก็บข้อมูลระหว่างเดือนธันวาคม 2567 ถึงมิถุนายน 2568 วิธีดำเนินการการศึกษานี้ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ 1. การสำรวจสถานการณ์ผลิตภัณฑ์สุขภาพในร้านชำ 2. การจัดการปัญหาความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในร้านชำ ทดสอบและประเมินผล และ 3. การปรับปรุงแนวทางการเฝ้าระวังฯ วิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็นเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า หลังการใช้รูปแบบการเฝ้าระวังฯ ร้านชำมีการจำหน่ายยาลดลงจากร้อยละ 78.0 เป็นร้อยละ 68.3 ค่าเฉลี่ยระดับความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จาก3.85±1.10 คะแนน (คะแนนเต็ม 5) เป็น 4.10±0.88 คะแนน (p&lt;0.001) เมื่อพิจารณาระดับความรอบรู้เป็นรายด้าน พบว่า มีเพียงด้านที่ 2 ความเข้าใจ ที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) และทำให้เกิด PAKNAM LS MODEL เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่เหมาะสมในร้านชำในพื้นที่ และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ให้เป็นรูปแบบเดียวกันต่อไป</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/276419 การพัฒนาระบบเฝ้าระวังเพื่อลดการจำหน่ายยาไม่ปลอดภัยในร้านชำผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนตำบลสุคิริน จังหวัดนราธิวาส 2025-09-28T15:06:34+07:00 กมลรัช คงประเสริฐ kamonrat221121@gmail.com สำราญ เจ๊ะแล wang_ree114@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังการจำหน่ายยาไม่ปลอดภัยในร้านชำโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้ประกอบการร้านชำ การเปรียบเทียบผลการจำหน่ายยาไม่ปลอดภัยในร้านชำก่อนและหลังพัฒนาระบบเฝ้าระวัง รวมทั้งเปรียบเทียบความรู้ของผู้ประกอบการร้านชำก่อนและหลังอบรม เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ในร้านชำจำนวน 27 ร้าน ในช่วง 1 พฤศจิกายน 2567 ถึง 31 มกราคม 2568 ดำเนินการวิจัยตามแนวทาง RDU Community ในกิจกรรมการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในชุมชน (Community Participation) ได้แก่ 1) การสำรวจและรวบรวมสถานการณ์การจำหน่ายยาในร้านชำ 2) การสร้างทีมเครือข่ายชุมชนเพื่อวางแผนพัฒนาระบบเฝ้าระวังและกำหนดบทบาทหน้าที่ 3) การสร้างองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพเครือข่ายชุมชม โดยการอบรมให้ความรู้ด้านยาและกฎหมายที่เกี่ยวข้องการประเมินความรู้ผู้ประกอบการร้านชำ การแจกโปสเตอร์ยาที่จำหน่ายได้และห้ามจำหน่ายในร้านชำ การจัดทำกลุ่มไลน์เครือข่ายชุมชน 4) การจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมของชุมชน (MOU) 5) การออกตรวจร้านชำและให้คำแนะนำแบบพี่เลี้ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ paired t-test กำหนดนัยสำคัญที่ P &lt; 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า จำนวนร้านชำที่จำหน่ายยาไม่ปลอดภัยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากร้อยละ 95.00 เหลือร้อยละ 25.00 หรือคิดเป็นร้อยละ 70.00 ของร้านชำที่มีการจำหน่ายยาทั้งหมด (P&lt;0.001) และผู้ประกอบการร้านชำมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 8.81±2.30 เป็น 12.70±2.40 (P&lt;0.001) สรุปได้ว่า ระบบเฝ้าระวังที่พัฒนาขึ้นสามารถลดการจำหน่ายยาไม่ปลอดภัยในร้านชำและเสริมสร้างความรู้ของผู้ประกอบการร้านชำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายชุมชน</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/276546 ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลข่าวสาร สร้างแรงจูงใจ และพัฒนาทักษะเพื่อป้องกันการโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎหมายในผู้ประกอบการสถานพยาบาลเอกชนจังหวัดหนองบัวลำภู 2025-09-28T14:34:13+07:00 อรรถพล คนต่ำ toey.attapol@gmail.com วุฒิไกร ยศกำธร junerrx@gmail.com พิชชากร บุตุธรรม pichakorn.b@kkumail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษากลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลข่าวสาร สร้างแรงจูงใจ และพัฒนาทักษะเพื่อป้องกันการโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎหมายในผู้ประกอบการสถานพยาบาลเอกชน โดยประยุกต์ใช้รูปแบบ IMB model มีระยะเวลาในการจัดกิจกรรม 12 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการสถานพยาบาลเอกชนในจังหวัดหนองบัวลำภู จำนวน 32 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามความรู้ในการโฆษณาการประกอบกิจการสถานพยาบาล และทัศนคติที่ดีต่อการหลีกเลี่ยงการโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่าความรู้ของผู้ประกอบการก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมตามโปรแกรมมีค่าเฉลี่ย 11.38 ± 1.62 และ 17.28 ± 1.19 ตามลำดับ ทัศนคติของผู้ประกอบการก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมตามโปรแกรมมีค่าเฉลี่ย 4.15 ± 0.43 และ 4.45 ± 0.28 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบความรู้และทัศนคติก่อนและหลัง พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) ซึ่งผลการศึกษาวิจัยในครั้งนี้แสดงให้เห็นได้ว่าโปรแกรมการให้ข้อมูลข่าวสาร การสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะเพื่อป้องกันการโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ช่วยให้ผู้ประกอบการสถานพยาบาลเอกชนมีความรู้ในการโฆษณาการประกอบกิจการสถานพยาบาล และทัศนคติที่ดีต่อการหลีกเลี่ยงการโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลเพิ่มขึ้น สามารถนำโปรแกรมนี้ไปผสมผสานในการส่งเสริม ควบคุม กำกับ ดูแล งานคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการสุขภาพได้ แต่อย่างไรก็ตามการวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาระยะยาวเพื่อประเมินผลความยั่งยืนของโปรแกรมและประเมินระยะติดตามผลต่อไป</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/277086 การวิเคราะห์เชิงพื้นที่และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืนในจังหวัดนครศรีธรรมราช 2025-09-28T16:30:21+07:00 Attapon Srisuwan xattapon@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การกระจายตัวเชิงพื้นที่และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืนในจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางร่วมกับการวิเคราะห์อนุกรมเวลา ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากทะเบียนสถานพยาบาลระหว่างปี พ.ศ. 2558-2567 ประชากรศึกษาคือสถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืนทั้งหมด 651 แห่งใน 23 อำเภอ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิค Global Moran's I, Kernel Density Estimation, Getis-Ord Gi*, Spatial Regression Models และ Network Analysis</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบสถานพยาบาลทั้งหมด 651 แห่ง ประกอบด้วยคลินิกพยาบาล 204 แห่ง (ร้อยละ 31.34) คลินิกเวชกรรมเฉพาะทาง 150 แห่ง (ร้อยละ 23.04) และคลินิกเวชกรรม 134 แห่ง (ร้อยละ 20.58) การวิเคราะห์เชิงพื้นที่แสดงการกระจุกตัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Moran's I = 0.3097, p &lt; 0.001) โดยอำเภอเมืองมีความหนาแน่นสูงสุด 245 แห่ง (ร้อยละ 37.60) พบจุดร้อน 38 จุด ส่วนใหญ่กระจุกตัวในอำเภอเมือง (ร้อยละ 65.79) ความหนาแน่นประชากรมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการกระจายตัวสถานพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R² = 0.8514, p &lt; 0.001) การวิเคราะห์ระยะทางพบสถานพยาบาลร้อยละ 36.7 อยู่ในรัศมี 15 นาทีจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ขณะที่ร้อยละ 38.9 ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่า 60 นาที แนวโน้มการเติบโตในช่วง 10 ปีพบการเพิ่มขึ้นจาก 473 แห่งเป็น 651 แห่ง คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3.67 ต่อปี โดยคลินิกเวชกรรมเฉพาะทางมีอัตราการเติบโตสูงสุดร้อยละ 7.82 ต่อปี ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการปรับปรุงกลไกการกำกับดูแลและการวางนโยบายบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพเอกชนในระดับจังหวัด</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/275648 การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร จังหวัดสงขลา 2025-09-28T18:08:53+07:00 Araya Songsri a.pupe2016@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร (GMP 2564) และปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร จังหวัดสงขลา ใช้วิธีการวิจัยเชิงพรรณนา โดยเก็บข้อมูลจากสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้รับอนุญาต จำนวน 14 แห่ง และสัมภาษณ์ผู้แทนของสถานที่ผลิตดังกล่าว</p> <p>ผลการประเมินสถานที่ผลิตตาม GMP 2564 พบว่า คะแนนเฉลี่ยรวมอยู่ที่ร้อยละ 58.94 โดยหมวดที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดคือ “สุขอนามัยและสุขลักษณะ” ร้อยละ 81.87 ส่วนหมวดที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ “ข้อร้องเรียนและการเรียกคืนผลิตภัณฑ์” ร้อยละ 21.07 ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาสถานที่ผลิต ได้แก่ ปัจจัยด้านการลงทุนและงบประมาณ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงสถานที่ผลิตที่สูง &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คิดเป็นร้อยละ 85.70 ความรู้ความเข้าใจในเกณฑ์ GMP 2564 ที่ยังอยู่ในระดับปานกลาง การขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และข้อจำกัดด้านมาตรฐานและการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ แรงจูงใจหลักในการพัฒนาสถานที่ผลิต คือ ความต้องการพัฒนาสถานที่ผลิตให้ดีขึ้น และการบังคับใช้กฎหมาย &nbsp;ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐด้านการตลาดและแหล่งเงินทุนเป็นลำดับแรก</p> <p>ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยชี้ว่าควรมีการสนับสนุนเชิงลึกจากภาครัฐในการอบรม การให้คำปรึกษา การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการปรับปรุงเกณฑ์ที่เหมาะสมกับผู้ผลิตขนาดเล็ก เพื่อส่งเสริมการยกระดับมาตรฐานการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้ปลอดภัยและมีคุณภาพ</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/276932 กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสื่อวิทยุในการจัดการปัญหาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ จังหวัดเชียงใหม่ 2025-09-28T13:37:22+07:00 nuttinee watanavarasant fdachiangmai@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Study) โดยเก็บรวบรวมแบบข้อมูลย้อนหลังจากการดำเนินงานของโครงการโฆษณาสีขาวเพื่อชาวเชียงใหม่ ตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2563 – กันยายน 2566 และการเก็บข้อมูลแบบถอดบทเรียนของตัวแทนเครือข่ายสื่อวิทยุ เครือข่ายประชาชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในปีพ.ศ. &nbsp;2566 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสื่อวิทยุในการจัดการปัญหาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพจังหวัดเชียงใหม่ และศึกษาผลลัพธ์จากการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพของเครือข่ายสื่อวิทยุกระจายเสียงจังหวัดเชียงใหม่</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าการดำเนินงานตามกรอบแนวคิด 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการพัฒนากลไกการทำงานร่วมกัน&nbsp; โดยมีหน่วยงานงานภาครัฐ ประชาชน สื่อมวลชน สถานศึกษา ร่วมประชุมและนำเสนอผลงานการดำเนินงานด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง ทำให้โฆษณาสีขาวเป็นโครงการที่จังหวัดเชียงใหม่รู้จักและให้ร่วมมืออย่างต่อเนื่อง 2. ด้านการบังคับใช้กฎหมาย จากข้อมูลการเฝ้าระวัง ปีงบประมาณ 2561- 2565 การกระทำผิดด้านการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่ไม่ถูกต้องลดลง คิดเป็นร้อยละ 43.90 51.81&nbsp; 42.11 26.13 และ 10.69 ตามลำดับ 3. ด้านการสร้างความตระหนักแก่สื่อมวลชน&nbsp; ผ่านการอบรมให้ความรู้ด้านโฆษณา และผลิตภัณฑ์สุขภาพอันตราย ผลกระทบของผู้บริโภคด้านสุขภาพที่หลงเชื่อโฆษณาโอ้อวด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกินจริง สร้างความเข้าใจด้านสุขภาพเพื่อเกิดความตระหนัก และปฏิเสธรับจ้างโฆษณาที่ผิดกฎหมายรวมถึงเครือข่ายสื่อวิทยุสามารถเตือนกันเองเมื่อพบโฆษณาที่ไม่ถูกต้อง การพัฒนาศักยภาพนักจัดรายการวิทยุเป็นวิทยากรอบรมผู้สูงอายุ สามารถเขียนโครงการขอรับการสนับสนุนแหล่งทุนจากหน่วยงานอื่นได้ 4. ด้านการเผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชน&nbsp; สนับสนุนการผลิตสื่อ และเผยแพร่สื่อความรู้ด้านสุขภาพ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แก่ประชาชนที่ถูกต้อง การเตือนภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพอันตราย มีส่วนร่วมในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ สร้างกระแสผู้บริโภครู้เท่าทันสื่อ</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/276782 การพัฒนามาตรการในการกำกับดูแลการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่เหมาะสม ในร้านชำจังหวัดเลย 2025-09-28T16:59:55+07:00 sawitree songsilp noi_sawitree@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์การจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่เหมาะสมในร้านชำจังหวัดเลยซึ่งตั้งในตำบลที่มีการดำเนินงาน RDU community และ เพื่อจัดทำมาตรการในการกำกับดูแลการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่เหมาะสมในร้านชำจังหวัดเลย <strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> ศึกษาสถานการณ์การจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพในร้านชำจำนวน 446 ร้าน ประเมินความรอบรู้ของผู้ประกอบการ จัดเวทีสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) 4 กลุ่ม ใช้เทคนิค SOAR Analysis ในการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมและกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงาน และจัดประชุมหารือภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนามาตรการในการกำดับดูแลการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพ<strong> ผลการวิจัย:</strong>ร้านชำส่วนใหญ่มีความเหมาะสมด้านสถานที่ (ร้อยละ 94.8) แต่พบปัญหาสำคัญคือการขายยาที่ไม่เหมาะสม โดยมีร้านไม่ผ่านเกณฑ์ถึงร้อยละ 52.2 และการจำหน่ายอาหารไม่ได้มาตรฐานพบสูงถึงร้อยละ 64.6 ผู้ประกอบการมีความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.87 จาก 5) โดยมีปัญหามากที่สุดในหมวดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (ค่าเฉลี่ย 2.26) ร้านที่ผ่านมาตรฐาน G-RDU เพียงร้อยละ 5.8 และ G-SHP เพียงร้อยละ 2.2 ผลการพัฒนามาตรการ 7 ด้าน ได้แก่ การสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้ การตรวจสอบและเฝ้าระวัง การบังคับใช้กฎหมาย การส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจ การสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากร การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการลดผลกระทบต่อสุขภาพ <strong>ผลการขับเคลื่อนมาตรการ (</strong><strong>6 เดือนแรก):</strong> ร้านชำสีเขียวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.99 เป็นร้อยละ 68.1 ผู้ประกอบการผ่านเกณฑ์ความรอบรู้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.0 เป็นร้อยละ 63.1 ร้านผ่านมาตรฐาน G-RDU เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.8 เป็นร้อยละ 51.5 และ G-SHP เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.2 เป็นร้อยละ 47.7</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ระดับจังหวัดควรประกาศให้การจัดการปัญหาผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชนเป็นวาระสำคัญ ระดับอำเภอควรกำหนดให้เป็นตัวชี้วัดและบูรณาการเข้ากับการดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) และระดับท้องถิ่นควรออกเทศบัญญัติ/ข้อบัญญัติเพื่อควบคุมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัยในชุมชน</p> <p>&nbsp;</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/276856 กระบวนการพัฒนามาตรฐานสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร จังหวัดขอนแก่น ตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 2025-09-28T17:48:32+07:00 PONRAKOT PITAKTHUM ming124i@hotmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนามาตรฐานสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรใน จังหวัดขอนแก่น ประเมินผลการพัฒนาตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 และพัฒนารูปแบบการพัฒนามาตรฐานที่เหมาะสม เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis and McTaggart โดยใช้วงจร PAOR กับสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร จังหวัดขอนแก่น &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม &nbsp;การประเมินมาตรฐานด้วย Audit Checklist และแบบประเมินความพึงพอใจ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษากระบวนการพัฒนามาตรฐานสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร จังหวัดขอนแก่น แสดงให้เห็นว่าการพัฒนามาตรฐานสถานที่ ประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลการประเมินมาตรฐาน (Audit Check list) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2564 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 73.65 เป็น 80.01 เพิ่มขึ้น 6.36% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) และความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (ร้อยละ 92.20) 3 ด้าน (ด้านการดำเนินโครงการ ด้านการบริการบุคลากรและด้านการให้บริการข้อมูล) จุดสำคัญของความสำเร็จ คือ การเปลี่ยนบทบาทหน่วยงานภาครัฐจาก "ผู้ตรวจประเมิน" เป็น "ผู้สนับสนุน" ประกอบกับการใช้วิธีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ซึ่งนำไปสู่การเรียนรู้ที่ยั่งยืนและมีแผนพัฒนาระยะยาว 5 ปี &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สู่มาตรฐานระดับสากล เป็นรูปแบบ T.H.A.I Model ที่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ TOGETHER (ร่วมกัน), HERBAL (สมุนไพร), ADVANCEMENT (ยกระดับ), และ INITIATIVE (ริเริ่ม)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระบวนการพัฒนามาตรฐานสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร จังหวัดขอนแก่น ตามรูปแบบ T.H.A.I Model มีประสิทธิผลในการยกระดับมาตรฐานสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยปัจจัยสำเร็จหลัก คือ การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ การเรียนรู้แบบเครือข่าย การสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถนำไปเป็นต้นแบบการพัฒนามาตรฐานสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรในพื้นที่อื่นได้</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/277092 การพัฒนาระบบประเมินการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมในผู้สูงอายุโรคไตวายเรื้อรัง 2025-11-11T17:16:04+07:00 Paratda Srisombat pharmda1981@gmail.com <p class="whitespace-normal" style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 42.55pt;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">วัตถุประสงค์:</span></strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> เพื่อพัฒนาระบบประเมินการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมและศึกษาผลลัพธ์ของระบบในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรัง</span></p> <p class="whitespace-normal" style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 42.55pt;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">วิธีการศึกษา:</span></strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> การวิจัยและพัฒนาโดยประยุกต์ใช้ </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">FOCUS-PDCA model <span lang="TH">ดำเนินการที่โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างสิงหาคม-ธันวาคม </span>2567 <span lang="TH">แบ่งเป็น </span>3 <span lang="TH">ระยะ คือ วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา พัฒนาระบบประเมินตามกรอบ </span>PLEASE (Policy, Labelling, Essential tools, Awareness, Special care, Ethics) <span lang="TH">และประเมินผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพ </span>10 <span lang="TH">คน และผู้สูงอายุ </span>65 <span lang="TH">ปีขึ้นไปที่มีโรคไตเรื้อรังระยะที่ </span>3-4 <span lang="TH">จำนวน </span>106 <span lang="TH">คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ </span>Beers' criteria, PCNE classification <span lang="TH">และแบบประเมิน </span>MMAS-8</span></p> <p class="whitespace-normal" style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 42.55pt;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ผลการศึกษา:</span></strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> ก่อนพัฒนาพบการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมร้อยละ </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">38.68 <span lang="TH">โดยพบ </span>Omeprazole <span lang="TH">มากที่สุด (ร้อยละ </span>28.30) <span lang="TH">รองลงมาคือ </span>Aspirin (<span lang="TH">ร้อยละ </span>16.04) <span lang="TH">และ </span>Amitriptyline (<span lang="TH">ร้อยละ </span>2.83) <span lang="TH">หลังพัฒนาระบบ การใช้ยาที่ไม่เหมาะสมลดลงเหลือร้อยละ </span>12.26 <span lang="TH">ปัญหาการใช้ยาได้รับการแก้ไขร้อยละ </span>73.21 <span lang="TH">ความสม่ำเสมอในการรับประทานยาระดับสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ </span>58.49 <span lang="TH">เป็นร้อยละ </span>85.85 <span lang="TH">ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมากที่สุด (</span>4.64±0.36)</span></p> <p class="whitespace-normal" style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 42.55pt;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">สรุป:</span></strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> ระบบประเมินการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมที่พัฒนาขึ้นตามกรอบ </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">PLEASE <span lang="TH">สามารถลดอุบัติการณ์การใช้ยาที่ไม่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความสม่ำเสมอในการใช้ยา และได้รับการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ระบบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยาได้อย่างเป็นรูปธรรม </span></span></p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/276992 การพัฒนาระบบการเยี่ยมบ้านด้านยาสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟารินที่มีค่า International Normalized Ratio (INR) ไม่อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย ของโรงพยาบาลกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 2025-10-15T17:59:07+07:00 ธิญญรัตน์ ประสานนิษฐ์ meawtp.126@gmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พัฒนาระบบการเยี่ยมบ้านด้านยาสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟารินที่มีค่า INR ไม่อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย ให้มีรูปแบบการบันทึกการเยี่ยมบ้านด้านยาที่เชื่อมโยงระบบเวชระเบียน 2) ประเมินผลการเยี่ยมบ้านด้านยาเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ดำเนินการวิจัย 4 ระยะได้แก่ 1. การวางแผน จากการสนทนากลุ่ม 2. การลงมือปฏิบัติ เยี่ยมบ้านและบันทึกข้อมูลในโปรแกรมเวชระเบียน 3. การสังเกตผลการปฏิบัติ ปัญหาอุปสรรค 4. การสะท้อนกลับ ถอดบทเรียนขยายผลให้เครือข่าย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจำนวน 51 คน ระยะเวลาในการศึกษา สิงหาคม 2567 – กุมภาพันธ์ 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาการบันทึกข้อมูลเยี่ยมบ้านด้านยาในโปรแกรมเวชระเบียน HosXP ในรูปแบบ SOAP note ทีมสหวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อช่องทางแจ้งเตือนเฉลี่ยร้อยละ 100.0 พึงพอใจต่อข้อมูลเฉลี่ยร้อยละ 66.6 ผลเชิงปริมาณ: สรุปปัญหาจากการใช้ยาตามแนวทาง PCNE.Ver9.1 พบปัญหาส่งผลต่อการรักษา 37 ราย (ร้อยละ 72.6) ส่งผลต่อความปลอดภัย 1 ราย (ร้อยละ 1.9) สาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ยาไม่เหมาะสม 19 ราย (ร้อยละ 37.3) การแก้ไขปัญหาที่ระดับผู้ป่วย 25 ราย (ร้อยละ 49.0) ระดับเครือข่าย 23 ราย (ร้อยละ 45.1) ยอมรับแนวทางการแก้ไขได้ทั้งหมด 15 ราย (ร้อยละ 29.4) ผลเชิงคุณภาพ ผู้ป่วยมี INR เข้าสู่เป้าหมายหลังเยี่ยมบ้าน 31 ราย (ร้อยละ 60.8) จึงสรุปได้ว่าการพัฒนาระบบเยี่ยมบ้านด้านยาทำให้มีรูปแบบส่งต่อข้อมูลที่เหมาะสมในโปรแกรมเวชระเบียน ทีมสหวิชาชีพเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย การเยี่ยมบ้านด้านยาเพิ่มผลลัพธ์การดูแลรักษา เครือข่ายเยี่ยมบ้านมีความรู้สามารถดูแลผู้ป่วยวาร์ฟารินต่อเนื่องที่บ้านได้</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/277322 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างปลอดภัยในกลุ่มผู้ประกอบการร้านชำ จังหวัดสิงห์บุรี 2025-09-28T15:12:38+07:00 อุสาห์ วงศ์สุกรรม usa.earn23@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างปลอดภัยในผู้ประกอบการร้านชำ จังหวัดสิงห์บุรี โดยเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างปลอดภัยของผู้ประกอบการร้านชำก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ และเปรียบเทียบสัดส่วนร้านชำที่ผ่านเกณฑ์ร้านชำคุณภาพด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (G-RDU) และด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพปลอดภัย (G-SHP) ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการร้านชำจำนวน 60 ราย ในอำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายและสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง 30 ราย และกลุ่มเปรียบเทียบ 30 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ ขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบไม่ได้รับโปรแกรมฯ&nbsp; &nbsp; &nbsp;เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบบันทึกการตรวจร้านชำของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยเก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired t-test, Independent t-test, Chi-square test และ McNemar test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างก่อน–หลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า หลังได้รับโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับก่อนทดลอง (3.92 ± 0.61 vs 4.56 ± 0.32, p = 0.004) จากระดับดีเป็นระดับดีมาก ขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ (4.01 ± 0.52 vs 4.24 ± 0.51, p = 0.068) นอกจากนี้ กลุ่มทดลองมีสัดส่วนร้านชำที่ผ่านเกณฑ์ G-RDU และ G-SHP&nbsp; &nbsp; &nbsp; สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มทดลองผ่านเกณฑ์ G-RDU ร้อยละ 86.67 เทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบร้อยละ 60.00 (p = 0.020) และ ผ่านเกณฑ์ G-SHP ร้อยละ 86.67 เทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบร้อยละ 50.00 (p = 0.002) ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมฯ มีประสิทธิผลในการเพิ่มพูนความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ประกอบการร้านชำ และยกระดับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพให้มีความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐานมากขึ้น จึงมีศักยภาพในการนำไปขยายผลเพื่อพัฒนาร้านชำคุณภาพและเสริมสร้างการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับชุมชนต่อไป</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/277767 การพัฒนาแนวทางการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ชุมชนตำบลบ้านตะโก อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ โดยเครือข่าย “บวร.ร.” (บ้าน วัด โรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) 2025-11-11T17:25:58+07:00 รัตนชัย รัตนโคตร rrattanakhot@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ชุมชนตำบลบ้านตะโก อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ โดยเครือข่าย บ้าน วัด โรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (บวร.ร.) กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 121 คน โดยศึกษาระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึง กันยายน 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ประเมินความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งแบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ทุกข้อคำถามมีค่าดัชนีสอดคล้องมากกว่า 0.50 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ทั้งชุดเท่ากับ 0.92&nbsp; แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มเพื่อเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน ใช้ Paired Simple t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา การพัฒนาแนวทางการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ มี 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การประชุมชี้แจงและประสานงานเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง 2) การศึกษาบริบทพื้นที่และสถานการณ์เกี่ยวกับงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพในชุมชนตำบลบ้านตะโก อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ 3) ร่วมกันวางแผนการแก้ปัญหาและกำหนดแผนปฏิบัติการ 4) การปฏิบัติตามแผนทั้งหมด 5 กิจกรรม 5) สนับสนุน ติดตาม นิเทศ 6) ถอดบทเรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสะท้อนผล ผลการวิจัย พบว่า หลังการพัฒนาส่งผลให้ผู้เข้าร่วมวิจัยมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ (16.69<u>+</u>2.19) ทัศนคติ (42.06<u>+</u>6.52) และพฤติกรรม(42.19<u>+</u>6.11) เพิ่มขึ้นจากก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05)</p> <p>บทบาทการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน พบการเปลี่ยนแปลงจนเกิดการสร้างบัญญัติชุมชน และภายหลังจากการพัฒนา ไม่พบผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชนที่ไม่ผิดกฎหมาย&nbsp; จากกระบวนการพัฒนาทำให้เกิดรูปแบบการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ชุมชนตำบลบ้านตะโก อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ คือ TAKO Model</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/278062 การพัฒนากลไกการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข กรณีแอมโมเนียรั่วไหลในสถานที่ผลิตน้ำแข็ง จังหวัดขอนแก่น 2025-11-11T17:44:32+07:00 วีรยา ถาอุปชิต nongnoiyrx10@gmail.com ศศิธร เอื้ออนันต์ sasitorneu@gmail.com ปฏิญญา สุวรรณรัตน์ patinya.sombatbunma@gmail.com วรวิทย์ อุทธา worawit.uttha@gmail.com <p style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนากลไก และศึกษาผลการใช้กลไกการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขกรณีแอมโมเนียรั่วไหลในสถานที่ผลิตน้ำแข็ง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีจำนวน 50 ใน </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">51 <span lang="TH">แห่ง (ร้อยละ 98.04) กระจายตัวอยู่ใกล้ชุมชนและขาดระบบจัดการความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรม กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการ </span>7 <span lang="TH">ราย และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง </span>7 <span lang="TH">ราย เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและเวทีระดมสมอง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีลักษณะ “เข้มแข็งในระดับบุคคล แต่เปราะบางในเชิงระบบ” โดย ด้านการป้องกัน อาศัยประสบการณ์บุคลากรเป็นหลัก แต่มีความเสี่ยงจากอุปกรณ์เก่า ด้านการเตรียมความพร้อม เป็นจุดอ่อนที่สุด โรงงานส่วนใหญ่ซ้อมแผนดับเพลิง แต่ ไม่เคยซ้อมแผนรับมือแอมโมเนียรั่วไหลโดยเฉพาะ ด้านการตอบโต้ มีลักษณะเป็นการจัดการภายในตนเองและแจ้งหน่วยงานภายนอกเมื่อเหตุบานปลายแล้ว และ ด้านการฟื้นฟู ขับเคลื่อนด้วยข้อกฎหมายแต่ขาดกระบวนการถอดบทเรียนที่เป็นระบบ การวิจัยนี้นำไปสู่การพัฒนากลไกการบริหารจัดการเชิงบูรณาการที่สำคัญ </span>4 <span lang="TH">ด้าน คือ </span>1) <span lang="TH">การจัดตั้ง “ทีมตรวจประเมินแบบบูรณาการ” และมาตรการสนับสนุนทางการเงิน </span>2) <span lang="TH">การผลักดันให้มี “การซ้อมแผนเฉพาะทาง” ที่เชื่อมโยงกับแผนชุมชน </span>3) <span lang="TH">การสร้าง “ช่องทางแจ้งเหตุที่เป็นหนึ่งเดียว (</span>Single Hotline)” <span lang="TH">พร้อมกำหนดบทบาทที่ชัดเจน และ </span>4) <span lang="TH">การจัดตั้ง “กองทุนประกันความเสี่ยง” และกลไก “การถอดบทเรียนร่วมกัน”กลไกที่พัฒนาขึ้นนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการจัดการภาวะฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพและสร้างความปลอดภัยที่ยั่งยืนแก่ชุมชน<br></span></span></p> <p style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;">&nbsp;</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/278124 แนวทางการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ให้ปฏิบัติตามกฎหมายพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ 2025-11-11T17:56:39+07:00 ชฎากร บุญสิน dakorn22@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินสภาพปัญหาของผู้ประกอบการคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541และที่แก้ไขเพิ่มเติม 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ให้ปฏิบัติตามกฎหมายพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541และที่แก้ไขเพิ่มเติม ก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research - PAR) ของกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ได้รับอนุญาตก่อนปี พ.ศ. 2567 และขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการนวัตกรรมกับ สปสช ก่อนเดือนตุลาคม 2567 จำนวน 102 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และแบบบันทึกการประเมินมาตรฐานการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ในสถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน(คลินิก)โดยตนเอง ของผู้ประกอบการสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลในจังหวัดเพชรบูรณ์ การเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้วงจรคุณภาพ PDCA ได้แก่ ขั้นวางแผน (Planning) ขั้นปฏิบัติการ (Do) ขั้นตรวจสอบผลการปฏิบัติการ (Check) ขั้นปรับปรุงแก้ไข (Action) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ และการวิเคราะห์ทางสถิติใช้ Paired t-test โดยพิจารณาค่า P-value ที่มีค่าน้อยกว่า 0.05 &nbsp;</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพปัญหาของผู้ประกอบการคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ในการปฏิบัติตามกฎหมายได้แก่ ความรู้ความเข้าใจของผู้ประกอบการต่อข้อกฎหมายที่ไม่แตกฉาน ขาดการเรียนรู้ในกฎระเบียบที่ออกบังคับใหม่ ไม่มีช่องทางให้ศึกษาเพิ่ม บทลงโทษไม่ได้รุนแรง เกณฑ์ข้อบังคับไม่ทันสมัย ขาดการส่งเสริม กระตุ้นเตือนให้ปฏิบัติตามกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เต็มประสิทธิภาพไม่ทั่วถึงและไม่ทันต่อการกระทำความผิด 2) เกิดแนวทางการศักยภาพผู้ประกอบการคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ให้ปฏิบัติตามกฎหมายพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 การให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐาน กิจกรรมที่ 2 พัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์อิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับข้อกฎหมาย กิจกรรมที่ 3 การติดตามและให้คำปรึกษา&nbsp; ภายหลังทำกิจกรรมและการติดตามกำกับแล้วกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดทำแบบสอบถามก่อนและหลังการทำกิจกรรม พบว่า หลังเข้าร่วมกิจกรรม ทุกด้านมีคะแนนเพิ่มขึ้น&nbsp; และผลเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ย การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ให้ปฏิบัติตามกฎหมายพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม&nbsp; พบว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนา เท่ากับ 19.92 คะแนนเฉลี่ยหลังเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนา เท่ากับ 28.82 พบว่าหลังเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนา กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 (p-value&lt;.05)</p> <p>&nbsp;</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/277942 ผลของการพัฒนาระบบยาโดยใช้ระบบ IPD Paperless ต่อความคลาดเคลื่อนทางยา โรงพยาบาลยโสธร 2025-11-22T15:55:15+07:00 รุจาภา โสมาบุตร rujapha51@hotmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>โรงพยาบาลยโสธร เป็นโรงพยาบาลทั่วไป ระดับ S จำนวนเตียง 436 เตียง มีการใช้ระบบ IPD Paperless ทั้งระบบครบทุกหน่วยงานตั้งแต่เดือนเมษายน 2567&nbsp; ในช่วงเริ่มต้นการใช้งานยังพบปัญหาความล่าช้าและความคลาดเคลื่อนทางยา จากความไม่ชำนาญและความเข้าใจไม่ตรงกัน&nbsp; รวมถึงระบบยาของโรงพยาบาลที่เดิมมีการสื่อสารกับแพทย์และหอผู้ป่วยด้วยเอกสารเป็นส่วนใหญ่</p> <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของการพัฒนาระบบยาโดยใช้ระบบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; IPD Paperless ต่อความคลาดเคลื่อนทางยา โรงพยาบาลยโสธร เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Study) เปรียบเทียบจำนวนอุบัติการณ์ อัตราการเกิด ชนิด และระดับความรุนแรงของความคลาดเคลื่อน&nbsp; ก่อนและหลังการใช้ระบบ IPD Paperless กลุ่มตัวอย่างคือข้อมูลอุบัติการณ์ความเสี่ยงด้านยา จากระบบรายงาน HRMS ของโรงพยาบาลยโสธร&nbsp;&nbsp; ในช่วง 12 เดือนก่อนใช้ IPD Paperless ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2566 ถึง 30 มีนาคม 2567 และ 12 เดือนหลังการใช้ระบบ IPD Paperless ระหว่าง วันที่ 1 เมษายน 2567 ถึง 31 มีนาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ อัตรา ทดสอบทางสถิติใช้ Chi-square test กำหนดนัยสำคัญที่ P &lt; 0.05 รวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 15&nbsp; มิถุนายน 2568</p> <p>ผลการศึกษาเปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้ระบบ IPD Paperless พบว่าจำนวนอุบัติการณ์ Transcribing error, Dispensing error, และ Prescribing error ลดลง ร้อยละ 49.50 ,29.04, และ 6.19 ตามลำดับ ส่วน Administration error เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.76 และ Pre-dispensing เพิ่มขึ้นในกระบวนการจัดยาในห้องยาถึงร้อยละ 43.37&nbsp; เปรียบเทียบอัตราความคลาดเคลื่อนทางยาคิดเป็นครั้งต่อ 1000 วันนอน พบว่า Prescribing error ลดจาก 8.11 เป็น 6.90 Transcribing error ลดจาก 2.60 เป็น 1.19 และ Dispensing error ลดจาก 6.05 เป็น 3.89 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ทุกหมวด เปรียบเทียบระดับความรุนแรงพบว่าระดับ C-D ลดลงจาก 6,123 เป็น 2,404 รายงาน (46.56%)&nbsp; และ E-F ลดลงจาก 15 ครั้ง เป็น 5 ครั้ง ไม่พบความรุนแรงระดับ G H I</p> <p>แสดงให้เห็นว่ามาตรการการพัฒนาระบบยาโดยใช้ระบบ IPD Paperless&nbsp; มีประสิทธิภาพในการลดคลาดเคลื่อนทางยาในขั้นตอนสำคัญ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: IPD Paperless,ความคลาดเคลื่อนทางยา</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/278169 การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังการจำหน่ายยาอันตรายในร้านค้า/ร้านชำ อำเภอสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ 2025-12-07T14:43:26+07:00 Nootjana Tipudom nootjana.tik@gmail.com <p><a href="#_ftn2" name="_ftnref2"></a></p> <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ของการจำหน่ายยาอันตรายในร้านค้า/ร้านชำ ความรอบรู้ทางด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบการ และความต้องการในการพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังการจำหน่ายยาอันตรายในร้านค้า/ร้านชำ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ <br />จังหวัดสมุทรปราการ (2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังการจำหน่ายยาอันตรายในร้านค้า/ร้านชำ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ <br />(3) เพื่อประเมินผลรูปแบบการเฝ้าระวังการจำหน่ายยาอันตรายในร้านค้า/ร้านชำ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ค้นหาปัญหาและความต้องการรูปแบบการเฝ้าระวังการจำหน่ายยาอันตรายที่เหมาะสมในชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการร้านค้า/ร้านชำจำนวน 158 คน และตัวแทนจากเภสัชกรโรงพยาบาลแม่ข่าย สาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน รวม 12 คน ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบฯมีการประชุมเชิงปฏิบัติการกับผู้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังการจำหน่ายยาอันตรายในร้านค้า/ร้านชำ และนำรูปแบบไปใช้ในการเฝ้าระวังการจำหน่ายร้านค้า/ร้านชำ ตำบลในคลองบางปลากด กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 120 คน ระยะที่3 ระยะติดตามผล เครื่องมือที่ใช้คือแบบสำรวจร้านค้า/ร้านชำ และแบบวัดคะแนนความรอบรู้ทางด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ระยะเวลาศึกษา 1 มีนาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2568</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการเฝ้าระวังการจำหน่ายยาอันตรายในร้านค้า/ร้านชำ อำเภอพระสมุทรเจดีย์จังหวัดสมุทรปราการ เป็นการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายประกอบด้วย (1) การพัฒนาศักยภาพ/ประสานงานและสะท้อนปัญหาสู่ชุมชน (2) การสำรวจร้านค้า/ร้านชำ/ให้ความรู้เชิงรุก (3)มาตรการเมื่อพบปัญหา (4) สะท้อนปัญหาเชิงนโยบาย หลังการพัฒนารูปแบบพบการจำหน่ายยาอันตรายในร้านค้า/ร้านชำลดลงจากร้อยละ 33.33 <br />เหลือร้อยละ 9.17และคะแนนความรอบรู้เฉลี่ยของผู้ประกอบร้านค้า/ร้านชำ เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.001) จาก 80.60±4.97 เป็น 112.40±2.67 (คะแนนเต็ม 115)</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การเฝ้าระวัง, ยาอันตราย, ร้านค้า/ร้านชำ </p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/278222 การศึกษาการดำเนินงานมาตรฐานความปลอดภัยด้านยาในโรงพยาบาลชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2025-12-07T14:52:43+07:00 หนึ่งฤทัย สุขาทิพย์ 0989nueng@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การดำเนินงานมาตรฐานความปลอดภัยด้านยาของโรงพยาบาลชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยคณะทำงานประเมินมาตรฐานความปลอดภัยด้านยาระดับจังหวัดลงพื้นที่ประเมินโรงพยาบาลชุมชนทั้ง 19 แห่งในปี 2566 – 2567 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินมาตรฐานความปลอดภัยด้านยาในโรงพยาบาล 4 มิติ (15 หัวข้อ) ประกอบด้วย มิติด้านการบริหารระบบยา มิติการบริการและบริบาลเภสัชกรรม มิติการจัดการระบบยา และมิติการบริหารยาและเวชภัณฑ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติอนุมาน ได้แก่ Paired t-test พบว่าโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านยาอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าเฉลี่ยผลรวมการประเมินเพิ่มขึ้นจาก 44.95 ± 6.45 คะแนนเป็น 51.08 ± 7.54 คะแนน (p &lt; 0.001) และค่าเฉลี่ยระดับมาตรฐานเพิ่มขึ้นจาก 3.27 ± 0.46 เป็น 3.47 ± 0.51 (p &lt; 0.001) โดยมิติการบริหารระบบยา ปี 2567 โรงพยาบาลทุกแห่งผ่านเกณฑ์ 3 จาก 4 หัวข้อยกเว้นการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร (89.47%) มิติการบริการและบริบาลเภสัชกรรม ปี 2567 โรงพยาบาลทุกแห่งสามารถดำเนินการผ่านเกณฑ์ทุกแห่ง ได้แก่หัวข้อการบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน มิติการจัดการระบบยา หัวข้อการดำเนินงานเภสัชกรรมปฐมภูมิ พบข้อจำกัดจากที่ รพ.สต.ถ่ายโอนไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทำให้บางโรงพยาบาลไม่สามารถดำเนินการได้ครบถ้วน มิติการบริหารยาและเวชภัณฑ์ หัวข้อการผลิตและเตรียมยาในปี 2566 &nbsp;ยังไม่ถูกกำหนดเป็นเกณฑ์บังคับ ในปี 2567 กำหนดให้ต้องประเมินทุกโรงพยาบาลตามศักยภาพของโรงพยาบาล ทำให้บางโรงพยาบาลยังไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากข้อจำกัดด้านสถานที่</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/278823 การใช้โปรแกรมระบบคุ้มครองผู้บริโภคในชุมชน (สำรวจร้านชำ) เพื่อยกระดับร้านชำในจังหวัดลพบุรี ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย 2025-12-07T14:50:01+07:00 สุทธิดา โต๊ะทอง suttida4311@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหาการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ฝ่าฝืนกฎหมายในร้านชำ (2) ยกระดับศักยภาพเครือข่ายสุขภาพจังหวัดลพบุรีในการใช้โปรแกรมระบบคุ้มครองผู้บริโภคในชุมชน (สำรวจร้านชำ) เพื่อยกระดับร้านชำให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และ (3) เสนอแนวทาง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เชิงนโยบายในการบังคับใช้กฎหมายพัฒนาร้านชำให้ได้มาตรฐาน การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณภาคตัดขวาง ในร้านชำ 102 แห่งของอำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี ใช้โปรแกรมระบบคุ้มครองผู้บริโภคในชุมชนเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการ ช่วงเดือนกรกฎาคม- ตุลาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา แจกแจงความถี่ ร้อยละ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ร้านชำส่วนใหญ่ผ่านมาตรฐานด้านสถานที่ ร้อยละ 84.3 แต่ไม่ผ่านมาตรฐาน ด้านผลิตภัณฑ์ โดยร้านชำที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพถูกต้อง (สีเขียว) มีร้อยละ 12.7 ร้านที่สามารถปรับปรุงได้ (สีเหลือง) ร้อยละ 34.4 และร้านที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย (สีแดง) ร้อยละ 52.9 สาเหตุหลัก&nbsp;&nbsp;&nbsp; ที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ได้แก่ การขายอาหารผิดกฎหมาย ร้อยละ 79.4 ยาผิดกฎหมาย ร้อยละ 42.2 และวัตถุอันตรายในครัวเรือน ร้อยละ 22.5 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการเข้าถึงและทำความเข้าใจข้อมูล แต่ยังมีจุดอ่อนด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการบอกต่อ ข้อเสนอแนะคือ ควรใช้ข้อมูลจากโปรแกรมระบบคุ้มครองผู้บริโภคในชุมชน เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาร้านชำและศักยภาพเครือข่ายสุขภาพ รวมถึงพัฒนาโปรแกรมให้สามารถแจ้งข้อกฎหมายเมื่อพบการฝ่าฝืน เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายและยกระดับร้านชำในจังหวัดลพบุรีให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> โปรแกรมระบบคุ้มครองผู้บริโภคในชุมชน (สำรวจร้านชำ), ร้านชำคุณภาพ</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/278797 การพัฒนาแนวทางการกำกับดูแลคุณภาพทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน ประเภทอาหารที่ต้องการฉลากโภชนาการ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค 2025-12-07T14:10:11+07:00 เพลิน จำแนกพล plernfda@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนประเภทอาหาร (2) วิเคราะห์ระดับความเสี่ยงทางโภชนาการในแต่ละเขตสุขภาพ และ (3) พัฒนาแนวทางการกำกับดูแลคุณภาพทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนประเภทอาหารที่ต้องแสดงฉลากโภชนาการ การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนประเภทอาหาร จำนวน 836 ตัวอย่าง ทั่วประเทศ วิเคราะห์สถานการณ์ค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน โซเดียม และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาแนวทางการกำกับดูแลคุณภาพทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนประเภทอาหารที่ต้องแสดงฉลากโภชนาการ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; ผลการพบว่า ผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ โดยมีเพียงร้อยละ 8.25 ที่ผ่านเกณฑ์ “ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” และอยู่ในเกณฑ์ “พลังงานต่ำ” ร้อยละ 9.7 “ไม่มีน้ำตาล” ร้อยละ 11.6 “ไขมันต่ำ” ร้อยละ 37.9 และ “โซเดียมต่ำ” ร้อยละ 67.3 เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่า ภาคเหนือมีค่าพลังงานและโซเดียมต่ำที่สุด ภาคกลางมีน้ำตาลสูงที่สุด ภาคใต้มีไขมัน พลังงาน และโซเดียมเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีไขมันและโซเดียมค่อนข้างสูงรองจากภาคใต้ ซึ่งแนวทางการพัฒนาที่ได้จากการวิจัย คือ กลไกบูรณาการสามระดับ ประกอบด้วย (1) ผู้ประกอบการชุมชน ส่งเสริมแรงจูงใจเชิงบวก เช่น โครงการ Healthy GDA Award เพื่อกระตุ้นให้มีการปรับสูตรและแสดงฉลากอย่างถูกต้อง (2) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทำหน้าที่บูรณาการกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และเครือข่ายผู้บริโภค โดยใช้คณะกรรมการอาหารจังหวัดเป็นกลไกขับเคลื่อน และ (3) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานกลาง จัดทำแผนแม่บทการกำกับคุณภาพโภชนาการระดับชาติ และพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>ผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน ฉลากโภชนาการ การกำกับดูแล คุ้มครองผู้บริโภค</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/276994 ซื้อยาแก้ไอ ได้น้ำเชื่อม 2025-08-09T16:18:47+07:00 รติกร ประเสริฐไทยเจริญ fdachiangmai@gmail.com 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/276995 เธอคือแรงบันดาลใจ 2025-08-09T16:26:59+07:00 โศภิต สิทธิพันธ์ fdachiangmai@gmail.com 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/276996 เปิดกระสอบปุ๋ย กลับเจอน้ำแข็ง 2025-08-09T16:30:39+07:00 สมสุข สัมพันธ์ประทีป fdachiangmai@gmail.com 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/279197 โฆษณาอาหารอย่างไร ให้ถูกกฎหมาย 2025-12-06T17:58:48+07:00 ราชัน คงชุม rachan.k@gmail.com 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/279284 การพัฒนาระบบการจัดการเรื่องร้องเรียนด้านผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ ด้วยมาตรฐาน GCHP ภายใต้บริบทการกระจายอำนาจ 2025-12-15T10:35:52+07:00 แฉล้ม รัตนพันธุ์ lapasanoi@gmail.com อาภากร ต้นกันยา osodsamran@gmail.com <p>จากแนวโน้มที่ผู้บริโภคประสบปัญหาการบริโภคผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐานเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาระบบการจัดการเรื่องร้องเรียนจึงมีความสำคัญ ทั้งนี้ ภายใต้บริบทการกระจายอำนาจที่ราชการส่วนภูมิภาคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจตามกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการจัดการเรื่องร้องเรียน ( Good Complaint Handling Practice : GCHP) &nbsp;เป็นแนวปฏิบัติสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรื่องร้องเรียนให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศภายในปี 2569 กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคฯ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม จึงได้ดำเนินการยกระดับการจัดการเรื่องเรียนด้านผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพอย่างเป็นระบบในปี พ.ศ.2568 โดยใช้แนวคิดมาตรฐาน GCHP &nbsp;ร่วมกับการมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอ ในรูปแบบคณะกรรมการผู้รับผิดชอบศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับจังหวัดและระดับอำเภอ มุ่งพัฒนากระบวนการจัดการเรื่องร้องเรียนอย่างครบวงจรด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่การรับแจ้งเรื่อง การตรวจสอบข้อเท็จจริง การดำเนินการทางกฎหมาย การติดตามและสะท้อนผลดำเนินงานแก่ผู้เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์&nbsp; 1) พัฒนาระบบการจัดการเรื่องร้องเรียนด้านผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพเป็นไปตามมาตรฐาน GCHP &nbsp;2) ส่งเสริมสนับสนุนการใช้ข้อมูลปัญหาเรื่องร้องเรียนด้านผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพแก่ภาคีเครือข่ายที่มีอำนาจหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ และร่วมดำเนินงานเพื่อประโยชน์ในป้องกันปัญหาแก่ผู้บริโภคในเชิงรุก จากการดำเนินการ จังหวัดมหาสารคามสามารถดำเนินงาน บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ สามารถใช้เป็นต้นแบบ (model) ในการพัฒนาระบบจัดการเรื่องร้องเรียนของจังหวัดมหาสารคามได้ และอาจขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ที่มีบริบทคล้ายกันได้ในอนาคต</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/279627 ความเสี่ยงต่อผู้บริโภคจากการโฆษณาออนไลน์ของคลินิกเสริมความงาม: การวิเคราะห์กฎหมายสถานพยาบาลและบทบาทของการออกคำสั่งปกครอง กรณีศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ 2025-12-30T19:33:40+07:00 ฐิติพร อินศร osodsamran@gmail.com Thitipoom Pengchai worasuthidara2@gmail.com มัลลิกา สุพล fda.ssko@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาสถานพยาบาล โดยเฉพาะคลินิกเสริมความงามในช่องทางออนไลน์ และศึกษาสถานการณ์การโฆษณาที่ผิดกฎหมายในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นกรณีศึกษาการศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสาร และการสังเคราะห์ ข้อมูล จากการปฏิบัติงานด้าน คุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพในจังหวัดศรีสะเกษ 10 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2558 - 2569 ผลการศึกษาพบว่าพระราชบัญญัติ<br>สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 38 กำหนดหลักการควบคุมการโฆษณาที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติพบปัญหาการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ จากการรวบรวมข้อมูล เรื่องร้องเรียนในจังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างปี พ.ศ. 2563 - 2569 พบเรื่องร้องเรียนด้านโฆษณาทั้งหมด 46 เรื่องประเภทการโฆษณาที่ผิดกฎหมาย พบ 4 ประเภท โดยการโฆษณาด้วยข้อความเกินความจริงพบมากที่สุด ร้อยละ 60.87 รองลงมาคือการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต ร้อยละ 30.43 กรณีศึกษาจากการปฏิบัติงาน แสดงให้เห็นรูปแบบ<br>การโฆษณาที่หลากหลาย ข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่ ควรปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย การเพิ่มประสิทธิภาพ<br>การบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ การพัฒนาระบบตรวจสอบอัตโนมัติ และการสร้างความตระหนักรู้<br>แก่ผู้ประกอบการและประชาชน แม้ว่าการศึกษานี้มีขอบเขตเฉพาะในจังหวัดศรีสะเกษแต่ปัญหา<br>และรูปแบบที่พบสามารถเป็นตัวแทนของสถานการณ์ในพื้นที่ต่างจังหวัดอื่น ๆ ได้</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/279653 บทบรรณาธิการ 2025-12-31T23:52:12+07:00 สมสุข สัมพันธ์ประทีป odso@gmail.com 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal Of Health Consumer Protection