Journal Of Health Consumer Protection
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP
<p><strong>เป็นวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ใช้เป็นสื่อกลางและเป็นเวทีทางวิชาการ ในการเผยแพร่ผลงานวิจัย บทความวิชาการ บทเรียนการทำงาน เกร็ดกฎหมาย เรื่องเล่าชาวฟาร์ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหาร ยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตราย วัตถุเสพติด สถานพยาบาล สถานบริการด้านสุขภาพ และด้านการแพทย์ ของนักวิชาการ ภาครัฐ องค์กรเอกชน และประชาชน รับตีพิมพ์บทความคุณภาพในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ และด้านการแพทย์ กำหนดตีพิมพ์วารสารปีละ 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับ เดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับ เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</strong></p>
สมาคมเภสัชสาธารณสุขแห่งประเทศไทย
th-TH
Journal Of Health Consumer Protection
3027-8554
<p><strong>ประกาศเกี่ยวกับลิขสิทธิ์</strong></p> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของชมรมเภสัชสาธารณสุขแห่งประเทศไทย</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับชมรมเภสัชสาธารณสุขจังหวัดแห่งประเทศไทย และบุคลากรท่านอื่นๆในสำนักงานฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p>
-
การให้บริการของศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบเบ็ดเสร็จ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/279480
<p>รายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service Center: OSSC) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภูในการยกระดับสู่มาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก(Government Easy Contact Center: GECC)และบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ(Wellness Economy) เพื่อสร้างรายได้แก่เศรษฐกิจฐานราก โดยใช้กระบวนการศึกษาแบบผสมผสาน(Mixed Methods) วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี (2566–2568) พบว่าการเปลี่ยนบทบาทจากผู้กำกับดูแล(Regulator)มาเป็นเพื่อนคู่คิด(Partner)และผู้เร่งการเติบโต(Accelerator) ผ่านกระบวนการ Digital Transformation และการใช้ HEP Model (Health Economy Partner Model : อย.หนองบัวลำภู เพื่อนคู่คิดเศรษฐกิจสุขภาพ) ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ ได้แก่ </p> <ol> <li class="show">ด้านประสิทธิภาพพบว่าสามารถลดระยะเวลาการดำเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตจาก 5.5 วัน เหลือเพียง 1.6 วันในปี 2568 และมีความทันเวลาในการให้บริการร้อยละ 100</li> <li class="show">ด้านการเข้าถึงพบว่าสัดส่วนการใช้บริการออนไลน์(E-service) สูงถึงร้อยละ 93.65</li> <li class="show">ด้านเศรษฐศาสตร์พบว่าระบบบริการออนไลน์ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและค่าเสียโอกาสให้ผู้ประกอบการได้กว่า 234,225 บาทในปี 2568</li> </ol> <p>ในมิติเศรษฐกิจสุขภาพการใช้ HEP Mode พัฒนาผู้ประกอบการนำไปสู่ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมโดยวิสาหกิจชุมชนบ้านวังหินซาได้รับรางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด ปี 2568 และผลิตภัณฑ์สวนลุงดำลำพะเนียงได้รับรอง Smart Product สร้างยอดขายเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างต่อเนื่อง ด้านความพึงพอใจผู้รับบริการมีความพึงพอใจในระดับ "มากที่สุด" (Walk-in 4.86, Online 4.51)</p> <p>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพิ่มการสร้างระบบนิเวศบริการสุขภาพดิจิทัลของงานบริการ โดยนำ AI และ Big Data มาช่วยวิเคราะห์แนวโน้มตลาดและให้คำปรึกษาเพื่อยกระดับจังหวัดหนองบัวลำภูสู่เมืองเกษตรคุณภาพสูงอย่างยั่งยืน</p> <p> </p>
สุภนัย ประเสริฐสุข
กันยามาส จันทรโยธา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
1
18
-
เภสัชกรแขวนป้ายในร้านยา: ช่องว่างการกำกับดูแลวิชาชีพและข้อเสนอเชิงนโยบาย
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/282808
<p>ปัญหา "เภสัชกรแขวนป้าย" หมายถึงกรณีที่เภสัชกรมีชื่อเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการในร้านขายยาแผนปัจจุบันตามกฎหมาย แต่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริงในช่วงเวลาที่ร้านเปิดดำเนินการ ปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการบริการด้านยา ความปลอดภัยของผู้บริโภค และความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลวิชาชีพเภสัชกรรม บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กรอบกฎหมาย บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และช่องว่างของระบบกำกับดูแลปัญหาเภสัชกรแขวนป้ายในประเทศไทย โดยอาศัยการทบทวนกฎหมาย เอกสารนโยบาย วรรณกรรมทางวิชาการ และข้อมูลสาธารณะที่เกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์พบว่า แม้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจะมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลสถานประกอบการด้านยา แต่ภารกิจหลักมุ่งเน้นการควบคุมผลิตภัณฑ์และความเสี่ยงด้านยา ขณะที่ปัญหาเภสัชกรแขวนป้ายมีลักษณะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งอยู่ภายใต้บทบาทการกำกับดูแลของสภาเภสัชกรรม อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านกำลังคน กลไกการบังคับใช้กฎหมาย และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้การกำกับดูแลขาดประสิทธิภาพและความต่อเนื่อง บทความเสนอแนวทางพัฒนาระบบกำกับดูแลโดยประยุกต์ใช้แนวคิด Responsive Regulation, Tripartism และ Risk-Based Regulation ประกอบด้วยการเพิ่มศักยภาพด้านบุคลากรและงบประมาณสำหรับการตรวจสอบ การพัฒนามาตรการทางวินัยแบบขั้นบันได การเสริมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแล และการพัฒนาฐานข้อมูลการปฏิบัติงานของเภสัชกรอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลวิชาชีพเภสัชกรรมและส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคในระบบร้านขายยาของประเทศไทย</p>
วันชัย นนทกิจไพศาล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
274
282
-
บทบรรณาธิการ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/279651
วันชัย นนทกิจไพศาล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
-
ผลของการพัฒนาระบบการพิจารณาใบอนุญาตสถานพยาบาลผ่านระบบ Biz Portal จังหวัดยโสธร
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/281160
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการพิจารณาใบอนุญาตสถานพยาบาลผ่านระบบ Biz Portal จังหวัดยโสธร โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดวงจร PDCA (Plan–Do–Check–Act) จำนวน 2 วงรอบ การศึกษาดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนธันวาคม 2568 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาลหรือผู้ดำเนินการสถานพยาบาลที่ยื่นคำขอผ่านระบบ Biz Portal เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้ระบบ Biz Portal วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ในวงรอบที่ 1 ได้รับแบบประเมินจำนวน 32 ชุด ความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.75, SD = 1.37) หลังจากมีการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานและพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการใช้งานระบบ ในวงรอบที่ 2 ได้รับแบบประเมินจำนวน 107 ชุด พบว่าความพึงพอใจโดยรวม เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.50, SD = 0.63) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือความน่าเชื่อถือของระบบ (x̄ = 4.59) นอกจากนี้ ระบบยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าเสียเวลาในการดำเนินธุรกรรม โดยผู้ใช้บริการประเมินว่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 0–3,000 บาทต่อครั้ง</p> <p> จากกระบวนการวิจัยยังได้พัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการใช้งานระบบ และสังเคราะห์รูปแบบการพัฒนาระบบการพิจารณาใบอนุญาตสถานพยาบาลผ่านระบบ Biz Portal จังหวัดยโสธร หรือ YBLD Model (Yasothon Biz Portal License Development Model) ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลต่อไป</p>
พิริยะ จิตนภากาญจน์
กรกต ชัยยนต์
เกศรา ศรีปทุมภรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
29
41
-
ผลของการพัฒนาแนวทางการจัดทำฉลากบนซองบรรจุยาของคลินิกเวชกรรมตามกฎหมาย: กรณีศึกษา อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/281045
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางในการสนับสนุนคลินิกเอกชนให้สามารถจัดให้มีฉลากบรรจุยาและประเมินผลสำเร็จของโครงการฯ โดยการเปรียบเทียบฉลากบรรจุยาก่อนและหลังการเข้าร่วมโครงการนี้ ศึกษาในคือ คลินิกเอกชนด้านเวชกรรม อำเภอเมืองอุดรธานี เป็นการวิจัยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมด้วยวงจร PAOR เก็บข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานที่มีหน้าที่ส่งมอบยาให้กับผู้ป่วย จำนวน 48 แห่ง ระยะเวลาวิจัย สิงหาคม 2567 - พฤศจิกายน 2568 รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม Planning: วิเคราะห์ปัญหา Acting: ออกแบบการพัฒนาศักยภาพเป็น 3 แนวทาง ได้แก่ 1) คู่มือพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงานด้วยตนเอง 2) บริการให้คำปรึกษาผ่านไลน์ Official 3) บริการให้คำปรึกษาเชิงลึก ณ คลินิกฉลากยาคุณภาพ Observing: ติดตามและประเมินผลการพัฒนาฉลากบนซองบรรจุยาในสัปดาห์ที่ 2 และ 4 Reflecting: มอบป้ายรับรองแก่คลินิกที่มีมาตรฐานและจัดการสนทนากลุ่ม (focus group) ร่วมกับผู้ปฏิบัติงานในคลินิกเพื่อประเมินแนวทางฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า จากคลินิกที่ศึกษา 48 แห่งพบว่าก่อนเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพมีเพียง 3 แห่ง (6.3%) ที่ฉลากบรรจุยามีองค์ประกอบในครบถ้วนตามกฎหมายและหลังจากพัฒนาศักยภาพภายใน 4 สัปดาห์ พบว่าคลินิก 44 แห่ง (91.7%) สามารถจัดฉลากบรรจุยาครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด โดยผู้ปฏิบัติงานในคลินิก 43 แห่ง ใช้คู่มือและปรึกษาผ่านช่องทางไลน์ official ส่วนใหญ่หัวข้อที่มีการปรึกษา คือ ชื่อยาภาษาไทย ข้อบ่งใช้ และคำเตือน ข้อควรระวังหรือข้อห้ามใช้ ส่วนคลินิกฉลากยาคุณภาพมีผู้ใช้บริการเพียง 12 แห่ง และจากการสนทนากลุ่มพบว่าโครงการฯ ดังกล่าวมีความเหมาะสม ส่วนอุปสรรคหลักคือการขาดฐานข้อมูลชื่อสามัญทางยาภาษาไทยและคำเตือน ข้อควรระวังหรือข้อห้ามใช้ที่สำคัญ ซึ่งโครงการดังกล่าว สามารถสนับสนุนให้คลินิกจัดให้มีฉลากบรรจุยาได้ตามกฎหมาย จึงควรขยายผลในวงกว้างและหน่วยงานที่รับผิดชอบควรจัดให้มีความสมบูรณ์ในฐานข้อมูลชื่อสามัญทางยาภาษาไทยและคำเตือน ข้อควรระวัง หรือข้อห้ามใช้ที่สำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ปฏิบัติงานในคลินิก</p>
กิตติพศ ใครบุตร
สุนทรี ท. ชัยสัมฤทธิ์โชค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
42
58
-
ผลการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ในการตรวจสอบโฆษณา ที่ผิดกฎหมายของผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทางสื่อออนไลน์ จังหวัดอุบลราชธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/281375
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และศักยภาพการตรวจสอบโฆษณาที่ผิดกฎหมายทาง สื่อออนไลน์ รวมทั้งศึกษาผลการตรวจสอบและรายงานโฆษณาที่ผิดกฎหมายทางสื่อออนไลน์ ศึกษาแบบ กึ่งทดลอง (Quasi - Experimental Research) ในองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดอุบลราชธานี 144 คน ตั้งแต่เดือน มี.ค.- พ.ค.67 โดยอบรมพัฒนาความรู้และทักษะการตรวจสอบโฆษณาที่ผิดกฎหมายทางสื่อออนไลน์ ทดสอบก่อน-หลังอบรม ประเมินทักษะการตรวจสอบและรายงานโฆษณาที่ผิดกฎหมายทางสื่อออนไลน์ หลังอบรมทันทีและหลังอบรม 1 สัปดาห์ เก็บข้อมูลโดยแบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะ และแบบรายงานผลการตรวจสอบและรายงานโฆษณาที่ผิดกฎหมายทางสื่อออนไลน์ สถิติที่ใช้ คือ สถิติเชิงพรรณนา paired t-test และ McNemar’s Test</p> <p> ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง ร้อยละ 74.31 อายุ 51.26 <u>+</u> 10.26 ปี วุฒิการศึกษา อนุปริญญา/ปวส. ร้อยละ 53.47 อาชีพเกษตรกร ร้อยละ 50.69 กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เพิ่มขึ้น ประเด็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ (ก่อนอบรม 2.94<u>+</u>0.94 คะแนน หลังอบรม 4.62<u>+</u>0.61 คะแนน, P<0.001) โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ (ก่อนอบรม 1.54<u>+</u>0.88 คะแนน หลังอบรม 4.60<u>+</u>0.57 คะแนน, P<0.001) รายงานโฆษณาที่ผิดกฎหมายผ่านสื่อออนไลน์ (ก่อนอบรม 4.81<u>+</u>1.22 คะแนน หลังอบรม 7.83<u>+</u>0.43 คะแนน, P<0.001) แต่ทักษะการทำแบบประเมินลดลงหลังอบรม 1 สัปดาห์ ในติ๊กตอก (ร้อยละ71.53 เป็นร้อยละ 62.50, P=0.001) ช้อปปี้ (ร้อยละ 97.92 เป็นร้อยละ 80.56, P<0.001) และลาซาด้า (ร้อยละ 98.61 เป็นร้อยละ 86.81, P<0.001) พบการรายงานผ่านเฟซบุ๊คมากที่สุด ร้อยละ 21.04 ประเด็นโฆษณาเกินจริงมากที่สุด ร้อยละ 61.77 การศึกษานี้เพิ่มความรู้ผู้รับการอบรมได้แต่ไม่ทำให้ทักษะการตรวจสอบและรายงานโฆษณา ผิดกฎหมายคงอยู่ตลอด ควรนำผลการศึกษามาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาต่อไป</p>
พรรณธิดา หล้าวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
59
70
-
การพัฒนาระบบการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยใช้แอปพลิเคชัน Sisaket Telepharmacy Service ในโครงการร้านยาคุณภาพของจังหวัดศรีสะเกษ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/276893
<p>โรงพยาบาลศรีสะเกษมีนโยบายเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อลดความแออัดในการมารับบริการที่โรงพยาบาล จึงมีระบบการให้บริการส่งยาถึงบ้านแก่ผู้ป่วย แต่ยังขาดการดำเนินงานโดยเภสัชกร ให้คำแนะนำปรึกษาด้านยา การติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยา ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยต้องกลับมารับบริการที่โรงพยาบาลอีกครั้งและอาจจะทำให้โรงพยาบาลเกิดค่าใช้จ่ายตามมาได้ในภายหลัง การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และศึกษาผลลัพธ์ทางคลินิกหลังจากได้ปรับรูปแบบการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลด้าน ปัญหาการใช้ยา และความพึงพอใจของผู้ป่วย จำนวน 52 คน โดยการสุ่มตัวอย่างเภสัชกรผู้มีส่วนร่วมดำเนินการ จำนวน 7 คน แบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบไปด้วย แอปพลิเคชัน Sisaket Telepharmacy Service แบบบันทึกข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ปัญหาจากยา และอาการไม่พึงประสงค์จากยา ความพึงพอใจ และผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วย ดำเนินการระหว่าง เดือนพฤศจิกายน 2567 - กุมภาพันธ์ 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน Paired t-test และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลลัพธ์การจัดการปัญหาจากยาหลังรับบริการเภสัชกรรมทางไกล จำนวน 2 ครั้ง พบว่าผู้ป่วยให้ความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำของเภสัชกรและสามารถจัดการกับปัญหาได้ ร้อยละ 68.25 ความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับที่พึงพอใจมากที่สุด (3.71±0.81 จากคะแนนเต็ม 4) ผลลัพธ์ทางคลินิกพบว่า ผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต Systolic BP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (137.85±23.22, 129.90±11.84; p<0.016 ) และค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต Diastolic BP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (84.33±12.34, 78.96±8.48; p<0.005) สรุปการพัฒนาระบบการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่พบบ่อยนี้ สามารถลดปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยา ทั้งใช้ติดตามผลข้างเคียงและอาการไม่พึงประสงค์จากยา เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ป่วยได้ และผู้ป่วยที่รับบริการมีความพึงพอใจมากที่สุด</p>
รวิวรรณ ฉลาดล้ำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
71
89
-
ผลการพัฒนาระบบเฝ้าระวังความคลาดเคลื่อนทางยาในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเขตอำเภอบุณฑริก
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/276406
<p>ความคลาดเคลื่อนทางยาถือเป็นปัญหาสำคัญในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนเภสัชกรและระบบเฝ้าระวังที่ยังขาดประสิทธิภาพ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการพัฒนาระบบเฝ้าระวังความคลาดเคลื่อนทางยาในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเขตอำเภอบุณฑริก โดยเปรียบเทียบอัตราการเกิดความคลาดเคลื่อนทางยาและความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบก่อนและหลังการพัฒนา การวิจัยและพัฒนาดำเนินการใน รพ.สต. 16 แห่ง กลุ่มตัวอย่างเจ้าหน้าที่ 32 คน การพัฒนาระบบประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การพัฒนาระบบสารสนเทศ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการปรับปรุงกระบวนการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Dependent t-test ผลการศึกษาพบว่า หลังการพัฒนาระบบ อัตราความคลาดเคลื่อนทางยาโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 22.55 เป็น 20.50 ครั้งต่อ 1,000 ใบสั่งยา (ลดลงร้อยละ 9.09, p=0.028) ความคลาดเคลื่อนระดับรุนแรงสูงลดลงจากร้อยละ 4.92 เป็น 0.90 (ลดลงร้อยละ 81.71, p=0.018) ความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยาลดลงจากร้อยละ 33.61 เป็น 28.83 (p=0.036) บุคลากรมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมาก (Mean=4.43, SD=0.61) การพัฒนาระบบเฝ้าระวังความคลาดเคลื่อนทางยาแบบผสมผสานสามารถลดอัตราและระดับความรุนแรงของความคลาดเคลื่อนทางยาใน รพ.สต. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
มณีรัตน์ เปี่ยมสติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
90
103
-
การศึกษาการละเมิดกฎหมายโฆษณาสถานพยาบาลบน Facebook ของคลินิกบริการเสริมความงามในจังหวัดนครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/281185
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ศึกษาความชุก ประเภท ระดับความรุนแรง และรูปแบบการละเมิดร่วมของการละเมิดกฎหมายโฆษณาสถานพยาบาลบน Facebook ของคลินิกเสริมความงามในจังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างคือโพสต์ล่าสุด 10 โพสต์จากคลินิกเสริมความงาม 62 แห่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช รวม 620 โพสต์ ตรวจสอบตามกรอบตัวแปร 19 ประเด็นที่สังเคราะห์จากกฎหมายและข้อบังคับวิชาชีพ 6 ฉบับ ร่วมกับแนวปฏิบัติของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และประเมินความรุนแรงด้วยคะแนนถ่วงน้ำหนัก (Weighted Severity Score: WSS) ผู้วิจัยซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 เป็นผู้วินิจฉัยทั้งหมด โดยผู้ประเมินร่วมอิสระประเมินซ้ำร้อยละ 10 ได้ค่า Cohen's Kappa = 0.9742 (Almost Perfect) พบว่าคลินิกร้อยละ 98.4 มีโพสต์ที่ละเมิดกฎหมาย และโพสต์ร้อยละ 86.3 มีเนื้อหาที่ผิดกฎหมายอย่างน้อยหนึ่งประเด็น การละเมิดที่พบมากที่สุดคือการไม่แสดงเลขอนุมัติโฆษณา (ร้อยละ 82.7) การโอ้อวดเกินจริง (ร้อยละ 65.8) และการไม่แสดงคำเตือน (ร้อยละ 46.3) ซึ่งมักเกิดร่วมกันเป็นชุด (Phi Coefficient 0.415–0.517) โพสต์ร้อยละ 55.0 อยู่ในระดับเสี่ยงสูงถึงสูงมาก และคลินิกที่มีสาขามีอัตราการละเมิดและความรุนแรงสูงกว่าคลินิกเดี่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.002 และ p = 0.025 ตามลำดับ) จึงเสนอให้พัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุกโดยบูรณาการปัญญาประดิษฐ์และจัดลำดับการบังคับใช้กฎหมายตามระดับความรุนแรง</p>
อรรถพล ศรีสุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
104
122
-
การติดตามการทำงานของไตในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เคยเกิดภาวะไตผิดปกติจากยา TLD ในคลินิกเอชไอวีโรงพยาบาลถลาง จังหวัดภูเก็ต
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/278957
<p><strong>ภาวะไตผิดปกติจากยา </strong><strong>TLD (tenofovir/lamivudine/dolutegravir) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่ข้อมูลการฟื้นตัวของไตยังมีจำกัด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการฟื้นตัวของไตและเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของค่า SCr และ eGFR ระหว่างกลุ่มที่เปลี่ยนสูตรยากับกลุ่มที่ยังคงใช้ TLD เป็นการศึกษาเชิงสังเกตระยะยาวย้อนหลังในผู้ติดเชื้อเอชไอวี 90 ราย ที่เกิดภาวะไตผิดปกติจากยา TLD ณ คลินิกเอชไอวีโรงพยาบาลถลาง จังหวัดภูเก็ต แบ่งกลุ่มเฝ้าสังเกตเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกใช้ยา TLD ต่อ กลุ่มที่ 2 เปลี่ยนเป็นยา kocitaf เฝ้าติดตามสังเกตผลตั้งแต่มกราคม 2567–กรกฎาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ คำนวนค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วย ANOVA/Kruskal-Wallis และ independent t-test ผลการศึกษา พบว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (54.40 %) อายุ 51–60 ปี (35.55 %) มีโรคร่วม 78.88 % ค่าเฉลี่ย SCr และ eGFR ของทั้ง 2 กลุ่ม ไม่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา (<em>p </em>>0.05) แต่ในกลุ่มที่ใช้ kocitaf ค่าเฉลี่ย SCr และ eGFR แต่ละช่วงเวลาแตกต่างกัน (<em>p </em><0.05) การฟื้นตัวของไตสมบูรณ์พบเพียง 27.63 % ที่ 3 เดือน และ 43.82 % ที่ 18 เดือน ผลการศึกษานี้ชี้ว่า การเปลี่ยนสูตรยามีผลต่อการทำงานของไตอย่างมีนัยสำคัญ</strong></p> <p><strong> </strong></p> <p> </p>
กัลยกร แก่เมือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
123
135
-
ผลของการบริหารคลังยาโดยการมีส่วนร่วมขององค์การเภสัชกรรมในโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/279470
<p>ระบบบริหารคลังยามีบทบาทสำคัญต่อความต่อเนื่องของการรักษา ความปลอดภัยของผู้ป่วย และประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการเงินของโรงพยาบาล โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ได้พัฒนารูปแบบความร่วมมือเชิงระบบกับองค์การเภสัชกรรม (collaborative inventory management) เพื่อยกระดับความพร้อมใช้ยา ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนคงคลังและภาระงานบุคลากร <strong>วัตถุประสงค์:</strong>(1) เพื่อประเมินผลของการบริหารคลังยาโดยการมีส่วนร่วมขององค์การเภสัชกรรมต่อประสิทธิภาพการบริหารคลังยา และ (2) เพื่อใช้ผลการประเมินเป็นฐานในการปรับปรุงรูปแบบการบริหารคลังยาให้เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาล<strong>วิธีการศึกษา:</strong>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ใช้ข้อมูลย้อนหลังจากระบบ Inventory BMS–HOSxP XE เปรียบเทียบช่วงก่อนการดำเนินการแทรกแซง (เมษายน 2567–กรกฎาคม 2568) และช่วงหลังการดำเนินการแทรกแซง (กันยายน–พฤศจิกายน 2568) กลุ่มตัวอย่างคือรายการยาที่องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้ผลิตหรือจัดจำหน่าย หรือเป็นยาที่มีผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ารายเดียว จำนวน 112 รายการ ตัวชี้วัดที่ประเมิน ได้แก่ จำนวนวันคงคลัง มูลค่าคงคลัง อัตราการหมุนเวียนสต็อก อัตราการเติมเต็มคำสั่งซื้อ อัตรายาขาดสต็อก อัตรายาหมดอายุ และระยะเวลาดำเนินการจัดซื้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Wilcoxon signed-rank test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α = 0.05 <strong>ผลการวิจัย:</strong>จำนวนวันคงคลังเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 1.6 เป็น 9.02 วัน ขณะที่มูลค่าคงคลังรวมเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย (1,605,278.64 เป็น 1,617,411.38 บาท) อัตราการหมุนเวียนสต็อกลดลงจาก 18.35 เป็น 3.51 อัตราการเติมเต็มคำสั่งซื้อ ลดลงจากร้อยละ 84.31 เป็นร้อยละ 73.55 ไม่พบยาหมดอายุในทั้งสองช่วงเวลา และจำนวนรายการยาขาดสต็อกลดลงจาก 6 เป็น 2 รายการ ทั้งนี้ มูลค่าคงคลังรายรายการยาไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (W = 2086.5, p = 0.2296)<strong>สรุปผลการวิจัย:</strong>รูปแบบการบริหารคลังยาโดยการมีส่วนร่วมขององค์การเภสัชกรรมช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านความพร้อมใช้ยาโดยไม่เพิ่มภาระมูลค่าคงคลังอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ควรบริหารระดับสำรองยาและรอบการจัดส่งให้มีความยืดหยุ่นตามความเสี่ยงและความผันผวนของความต้องการใช้ยาและกระบวนการจัดหา และจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบให้ยั่งยืนในระยะยาว</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การบริหารคลังยา; องค์การเภสัชกรรม; การวิจัยเชิงปฏิบัติการ; ยาขาดคลัง; โรงพยาบาลจังหวัด</p>
ชนิกา วลัยกนก
ภัทราภรณ์ นิลฉาย
อมาวดี วชิรศิร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
136
150
-
การพัฒนากลยุทธ์การดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยกระบวนการมีส่วนร่วม จังหวัดยโสธร
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/280441
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากลยุทธ์การดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพโดยกระบวนการมีส่วนร่วม มี 2 ระยะ ได้แก่ 1)ระยะเตรียมการ และ 2)ระยะพัฒนากลยุทธ์ มี 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล กลุ่มตัวอย่าง คือประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน 9 อำเภอ จังหวัดยโสธร เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวคำถามสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสอบถามความรอบรู้ การปฏิบัติ การมีส่วนร่วม และความพึงพอใจ และแบบสำรวจผลิตภัณฑ์สุขภาพ ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Z-test และข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ดำเนินการเดือนมีนาคม–ธันวาคม 2568 ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาสำคัญ ได้แก่ การโฆษณาเกินจริงผ่านสื่อออนไลน์ การลักลอบจำหน่ายยาชุดและผลิตภัณฑ์ผสมสเตียรอยด์ในร้านชำ ประชาชนขาดความรอบรู้ด้านสุขภาพ การขาดแคลนบุคลากรและการบูรณาการงาน จึงได้พัฒนากลยุทธ์ “FDA YASOTHON DRIVE 8” ขึ้น มี 8 มาตรการ ได้แก่ 1) การสร้างภาคีเครือข่ายและกลไกความร่วมมือ 2) การพัฒนาการเฝ้าระวังในยุคดิจิทัล 3) การบริหารจัดการทรัพยากรสู่ความเป็นเลิศ 4) การเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการและเศรษฐกิจสุขภาพชุมชน 5) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 6) การส่งเสริมและพัฒนาความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ 7) การพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัย และ 8) การกำกับติดตามและประเมินผล ภายหลังดำเนินกลยุทธ์ พบว่าความรอบรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ถูกต้องของประชาชนเพิ่มขึ้น (p<0.05) ผ่านเกณฑ์ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพเพิ่มขึ้น (p<0.05) ขณะที่ด้านสถานที่และอุปกรณ์ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p=0.132) ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมและพึงพอใจในระดับสูง สะท้อนประสิทธิผลของกลยุทธ์การดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคที่พัฒนาขึ้น</p>
กาญจนา เสียงใส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
151
171
-
การพัฒนารูปแบบปการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชน พื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/278211
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยใช้แนวคิดของ Kemmis & Mc Taggart ร่วมกับแนวคิดการใช้ยาอย่างปลอดภัยตามหลักการการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชน (RDU community ) เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชน พื้นที่เขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างและช่วยปฏิบัติในการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาฯ ประกอบด้วย 1.) บุคลากรทางด้านสุขภาพ คือ สหวิชาชีพที่มีบทบาทหน้าที่ด้านสาธารณสุขในเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอขุนหาญ และตำบลโพธิ์กระสังข์ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 25 คน 2.) กลุ่มตัวอย่างและผู้ร่วมวิจัย คือ ตัวแทนครัวเรือนในชุมชนต้นแบบทุกครัวเรือน ๆ ละ 1 คน ในหมู่บ้านหนองขนาน หมู่ที่ 6 ตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 83 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วยเครื่องมือ 2 ชุด ได้แก่แบบสอบถามชุดที่ 1.) สำหรับผู้ปฏิบัติงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชนและแบบสอบถามชุดที่ 2.) สำหรับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้เสีย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา (descriptive analysis) ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired t-test เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการพัฒนา โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชนพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ประกอบด้วย 8 ขั้นตอน ได้แก่ 1.)การระยะเตรียมการก่อนการวิจัย 2.)ระยะจัดทำแผน 3.) อนุมัติแผน 4.)โครงการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 5.)โครงการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชนและผู้ประกอบการ 6.)โครงการคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาในชุมชน (เยี่ยมบ้าน,สำรวจร้านชำ) 7.)ผลประเมินการดำเนินงานการใช้ยาอย่างสมเหตุผล 8.)การสะท้อนผลและถอดบทเรียน ผลการศึกษาด้านผลลัพธ์ พบว่า ผู้ปฏิบัติงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชน มีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.512 คะแนน (SD = 1.34) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ระดับความเชื่อมั่น 95% ทักษะและความสามารถในการปฏิบัติงานการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.124 คะแนน (SD = 0.15) และการมีส่วนร่วมต่อรูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.154 คะแนน (SD = 0.186) สำหรับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้เสีย พบว่า คะแนนความรู้ต่อการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชนหลังการดำเนินการวิจัยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.277 คะแนน (SD = 0.636) พฤติกรรมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.218 คะแนน (SD = 0.50) และความพึงพอใจต่อรูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.124 คะแนน (SD = 0.28) ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชน PKS model คือ 1.)การมีส่วนร่วมของเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้อง Participation 2.)ความรู้ และ ทักษะ knowledge and skill และ 3.) ระบบสื่อสารและการทำงานในพื้นที่ system</p>
วนิศรา สร้อยประดับ
สงครามชัยย์ ลีทองดีศกุล
สุรศักดิ์ เทียบฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
172
182
-
การเฝ้าระวังการโฆษณาทางสื่อออนไลน์ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ของคลินิกทางด้านเวชกรรมที่ให้บริการเสริมความงามในจังหวัดราชบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/279130
<p> ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเรื่องความงามเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบธุรกิจทางการแพทย์ตอบสนองความต้องการผ่านสื่อโฆษณาเพื่อจูงใจให้ตัดสินใจเข้ารับบริการ การวิจัยที่ผ่านมาพบการโฆษณาทางสื่อออนไลน์ฝ่าฝืนกฎหมายเป็นอย่างมาก <strong>วัตถุประสงค์ </strong>เพื่อศึกษาและจัดการปัญหาการโฆษณาทางสื่อออนไลน์ของคลินิกทางด้านเวชกรรมที่ให้บริการเสริมความงามในจังหวัดราชบุรี <strong>วิธีวิจัย </strong>เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางของคลินิกทางด้านเวชกรรมที่ให้บริการเสริมความงามในจังหวัดราชบุรี <br>42 แห่ง ใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงวิเคราะห์ทดสอบค่าที การวิจัยผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน <strong>ผลวิจัย </strong>การโฆษณาทางสื่อออนไลน์ของคลินิกทางด้านเวชกรรมที่ให้บริการเสริมความงามในจังหวัดราชบุรี เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 พบว่า ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลและกฎหมายว่าด้วยการประกอบวิชาชีพเวชกรรม 1,972 รายการ ฝ่าฝืนประกาศ<br>กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล พ.ศ. 2562 มากที่สุด 1,432 รายการ (ร้อยละ 72.62) พบการโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎหมายแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> > .05) การวิเคราะห์ค่าทีของกลุ่มตัวอย่างแบบคู่ พบว่า การโฆษณาทางสื่อออนไลน์ที่ฝ่าฝืนกฎหมายหลังการเผยแพร่คู่มือการขออนุมัติโฆษณาสถานพยาบาลที่สร้างขึ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> = .006) <strong>สรุป </strong>การโฆษณาทางสื่อออนไลน์ของคลินิกทางด้านเวชกรรมที่ให้บริการเสริมความงามในจังหวัดราชบุรีพบการฝ่าฝืนกฎหมายแตกต่างกัน และคู่มือการขออนุมัติโฆษณาสถานพยาบาลที่สร้างขึ้นสามารถลดการโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎหมาย</p>
วรพจน์ เพียรพิจารณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
183
198
-
การพัฒนารูปแบบการเยี่ยมเสริมพลังในการพัฒนางานเภสัชกรรม ตามมาตรฐานบริการสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/279899
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเยี่ยมเสริมพลังในการพัฒนา<br />งานเภสัชกรรมตามมาตรฐานบริการสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล (รพ.สต.) ในอําเภอ<br />นาแก จังหวัดนครพนม และเพื่อศึกษาผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น รวมถึงปัจจัยสนับสนุนความสําเร็จของ<br />การดําเนินงาน ดําเนินการวิจัยระหว่างเดือนมีนาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2568กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เข้าร่วมการวิจัย<br />ได้แก่ ผู้อํานวยการ รพ.สต. และบุคลากรผู้รับผิดชอบงานเภสัชกรรม ใน รพ.สต. อําเภอนาแกจังหวัดนครพนม<br />จํานวน 38 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง วิธีดําเนินการตามกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย 4 ระยะ<br />ได้แก่ 1. การวางแผน 2. การปฏิบัติ 3. การสังเกต และ 4. การสะท้อนผล โดยพัฒนารูปแบบการเยี่ยมเสริมพลังภายใต้<br />แนวคิดการสืบค้นคุณค่า (Appreciative Inquiry : AI) ในรูปแบบ NAKAE AI Model เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่<br />แบบประเมินมาตรฐานงานเภสัชกรรม แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา<br />และสถิติ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบ NAKAE AI Model สามารถพัฒนาคุณภาพงานเภสัชกรรมใน<br />หน่วยบริการปฐมภูมิได้ โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 58.26 เป็น 61.05 คะแนน โดยมีความแตกต่าง<br />ของค่าเฉลี่ย 2.79 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 3.50 บุคลากรมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อการพัฒนาคุณภาพ<br />และเห็นด้วยต่อการนํามาตรฐานไปใช้ในระดับสูง ปัจจัยสนับสนุนที่สําคัญ ได้แก่ การสนับสนุนจากผู้บริหาร<br />การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ระบบข้อมูลสุขภาพ การเข้าถึงยา และการกํากับดูแล สรุปได้ว่า รูปแบบ<br />การเยี่ยมเสริมพลัง NAKAE AI Model มีประสิทธิภาพในการยกระดับคุณภาพงานเภสัชกรรมในหน่วยบริการ<br />ปฐมภูมิและสามารถนําไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพได้อย่างยั่งยืน</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p>
นายพรพิทักษ์ กอมสิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
199
214
-
การประเมินผลการดำเนินงานและพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/279663
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสถานการณ์ ศึกษาความพร้อม วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพ และพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อการสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของรพ.สต. อบจ.สุพรรณบุรี เป็นการวิจัยแบบผสมผสานโดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ คือ 1. เชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จาก ผอ.รพ.สต. จำนวน 174 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วยค่าความถี่ และร้อยละ 2. เชิงคุณภาพ ใช้การสนทนากลุ่ม เพื่อร่วมกันอภิปรายและระดมสมองโดยใช้ข้อคำถามแบบมีโครงสร้าง คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง จำนวน 30 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตรวจสอบ ตีความเนื้อหาของข้อมูลและวิเคราะห์เชิงหัวข้อ ตรวจสอบความถูกต้องโดยใช้เทคนิคการตรวจสอบสามเส้า เพื่อพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ (ต้นไม้แห่งการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า รพ.สต. มีการดำเนินงาน บุคลากรมีความรู้ มีสถานการณ์ปัญหา/ความเสี่ยงด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานฯ อยู่ในระดับปานกลาง แต่ความพร้อมและทัศนคติในการดำเนินงานฯ อยู่ในระดับมาก ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพของการดำเนินงานฯ คือ 1. ผู้บริหารของหน่วยงาน 2. เจ้าหน้าที่ รพ.สต. มีทัศนคติดีและพร้อมเรียนรู้ 3. เจ้าหน้าที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการ 4.เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เข้มแข็ง 5. การถ่ายโอนภารกิจ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน</p> <p>แนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานฯ ได้แก่ 1. พัฒนาหลักสูตรอบรมออนไลน์ 2. พัฒนาระบบรายงานและติดตามผลการดำเนินงานร่วมกันระดับจังหวัด 3. พัฒนาระบบพี่เลี้ยงการดำเนินงาน สร้างคู่มือปฏิบัติงาน และคลังความรู้ (FDA-KM App) 4. พัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุกในชุมชน 5. พัฒนาระบบแจ้งเตือนด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน</p>
ณัฏฐ์อริญ เดชะศิริพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
215
240
-
การใช้ยาสมุนไพรในระบบบริการสุขภาพของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2565–2569
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/280905
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การใช้ยาสมุนไพรในระบบบริการสุขภาพของประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC) ของกระทรวงสาธารณสุข ครอบคลุมปีงบประมาณ 2565–2569 รวมทั้งสิ้น 3,251 รายการยาสมุนไพร ด้วยการจำแนกตามระบบ ABC (ABC Classification) ซึ่งเป็นวิธีการจัดกลุ่มยาตามมูลค่าการใช้สะสมตามหลักการพาเรโต (Pareto Principle)</p> <p> ผลการวิเคราะห์พบว่า ยาสมุนไพรถูกจัดกลุ่มเป็น 804 กลุ่มย่อย โดยกลุ่ม A (กลุ่มที่มีมูลค่าสูงสุด) ประกอบด้วย 32 กลุ่มย่อย กลุ่ม B ประกอบด้วย 64 กลุ่มย่อย และกลุ่ม C ประกอบด้วย 708 กลุ่มย่อย มูลค่าการจ่ายยาเฉลี่ยต่อครั้งอยู่ระหว่าง 55–58 บาท โดยกลุ่ม A มีมูลค่าเฉลี่ยต่อครั้งต่ำที่สุดที่ 55 บาท รูปแบบยาที่ใช้มากที่สุดคือ ยาแคปซูล รองลงมาคือ ยาน้ำ และยาต้ม ตามลำดับ ยาสมุนไพรที่มีมูลค่าการใช้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน มะขามแขก ไพล และยาประคบ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบยาแคปซูล ยกเว้นยาประคบ</p> <p> การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของยาสมุนไพรในระบบบริการสุขภาพไทย ทั้งในด้านการรักษา การส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นฐานในการวางแผนงบประมาณ การจัดซื้อร่วม การส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล และการบรรจุยาสมุนไพรเข้าสู่สิทธิประโยชน์หลักของประเทศ และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจสมุนไพรไทย</p>
ภักศจีภรณ์ ขันทอง
พันธ์วิรา เวยสาร
วัฒนา ชยธวัช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
241
254
-
ผลการพัฒนาความรู้และพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้บริโภคในอำเภอชายแดน จังหวัดอุบลราชธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/281373
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ และประเมินความรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้บริโภค ในอำเภอชายแดน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการวิจัยกึ่งเชิงทดลอง (Quasi-experimental research) สำรวจพฤติกรรมและประเมินความรู้การบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 326 คน ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2567 วิธีการศึกษาประกอบด้วย 1) จัดการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ 2) ทดสอบความรู้ก่อนและหลังได้รับการอบรม 3) ลงพื้นที่สำรวจร้านค้า ร้านชำ ใช้แบบสอบถามประเมินความรู้และพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสำรวจเชิงปริมาณ และเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการร้านค้า ร้านชำ กลุ่มเป้าหมาย รายงานข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ McNemar test เปรียบเทียบระดับความรู้ และใช้ paired t-test เปรียบเทียบคะแนนรวมพฤติกรรม</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าความรู้เกี่ยวกับการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ หลังการอบรมมีค่าเฉลี่ยของคะแนน 14.48 +1.36 เพิ่มขึ้นจากก่อนอบรมที่มีค่าเฉลี่ย 11.32 +2.36 (คะแนนเต็ม 15) พฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพหลังอบรมมีค่าเฉลี่ยคะแนน 53.89+7.00 เพิ่มขึ้นจากก่อนอบรม 47.29 +8.23 (คะแนนเต็ม 60) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) และผลจากการสัมภาษณ์ร้านค้า ร้านชำ พบว่าการจัดการอบรมให้ความรู้ การเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนในช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ช่องทางต่างๆ การใช้กิจกรรมการสำรวจชุมชน การลงเยี่ยมและสำรวจพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพของคนในชุมชน การพัฒนาระบบการเฝ้าระวัง และเตือนภัย ในชุมชน สามารถช่วยพัฒนาความรู้และพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้บริโภคในอำเภอชายแดน จังหวัดอุบลราชธานี และยังช่วยจัดการปัญหาได้อย่างตรงประเด็น</p>
กิตติยาพร ทองไทย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
255
273
-
การพัฒนากลไกการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในกรุงเทพมหานคร
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/280744
<p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ เพื่อพัฒนากลไกการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ (คบส.) ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการและกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ซึ่งกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ถ่ายโอนภารกิจแก่ กทม. จำนวน 4 ภารกิจ โดยที่ผ่านมาภารกิจที่ 1–3 สำเร็จครบถ้วนแล้ว แต่ภารกิจที่ 4 ด้านการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพ ณ สถานที่จำหน่าย <br>ยังไม่สามารถถ่ายโอนได้ตามแผน ทำให้ กทม. ยังมีการเฝ้าระวังและจัดการปัญหาด้านการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพในพื้นที่ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง การศึกษาครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ ตามวงจรเดมิ่ง (Deming Cycle : PDCA) เพื่อพัฒนาทรัพยากรการบริหาร 4M ได้แก่ บุคลากร (Man) งบประมาณ (Money) วัสดุอุปกรณ์ (Material) และการบริหารจัดการ (Management) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 ถึงกันยายน 2563</p> <p>ผลการศึกษาพบกลไกสำคัญในการพัฒนางาน คบส. ที่ประกอบด้วยปัจจัยความสำเร็จที่ผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่ม เห็นตรงกันมากที่สุด คือ กลไกการบูรณาการทรัพยากรการบริหารที่มีอยู่เดิมของหน่วยงานรับมอบอำนาจ เช่น กิจกรรมการเยี่ยมบ้านให้เข้ากับงาน คบส. กลไกการให้ผู้บริหารให้ความสำคัญหรือมีนโยบายความร่ว1 เภสัชกรชำนาญการพิเศษ กองส่งเสริมงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นนทบุรี ประเทศไทย มมือระหว่างผู้บริหาร รวมทั้งมีความเห็นสอดคล้องกันในเรื่องกลไกการสนับสนุนทางวิชาการและงบประมาณอบรมจาก อย. ร่วมกับงบประมาณดำเนินงานในพื้นที่ของ กทม. อนึ่ง ความชัดเจนในการจัดหาหรือถ่ายโอนทรัพยากรการบริหาร (4M) ด้านอื่น ๆ ให้แก่หน่วยงานผู้รับโอนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลไกการพัฒนาไม่ต่อเนื่องได้ การศึกษานี้มีข้อเสนอให้มีการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัล เช่น แพลตฟอร์มรายงานเรื่องร้องเรียนและข้อมูลเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบเรียลไทม์ เพื่อให้กลไกการดำเนินงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มขึ้น</p> <p> </p>
อุษณีย์ ทองใบ
วรสุดา ยูงทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
19
28
-
อย่างนี้ก็มีด้วย
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JOHCP/article/view/282784
อังคณา ศรีนามวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal Of Health Consumer Protection
2026-06-30
2026-06-30
6 1
283
285