https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/issue/feed วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต 2026-03-29T23:07:32+07:00 ผศ.ดร.กาญจนา สุทธิเนียม Dr.jeab2509@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิตเป็นวารสารวิชาการที่จัดทำขึ้นโดยสมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการ นวัตกรรม และผลงานวิจัยทางการพยาบาลจิตเวช สุขภาพจิต และสาขาที่เกี่ยวข้อง กำหนดออกวารสาร ปีละ 3 ฉบับที่ 1) มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2) พฤกษาคม – สิงหาคม และ ฉบับที่ 3) กันยายน - ธันวาคม</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/257993 สุขภาวะทางจิตใจของวัยรุ่นโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด 2022-05-27T22:03:19+07:00 ปิยรัตน์ สมันตรัฐ piyarat.sam@live.hcu.ac.th ศิรดา เกษรศรี sirada.kas@mahidol.edu สุดใจ จิตตยานนท์ sudchai2507@gmail.com สมใจ กาญจนาพงศ์กุล ksomjaik@gmail.com <p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาสุขภาวะทางจิตใจของผู้ป่วยวัยรุ่นโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด และเปรียบเทียบสุขภาวะทางจิตใจของผู้ป่วยวัยรุ่นโรคมะเร็งที่มีอายุ เพศ ชนิดของโรคมะเร็ง และอยู่ในระยะของการรักษาแตกต่างกัน</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยวัยรุ่นโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด จำนวน 100 คน รับการรักษาที่คลินิกโรคเลือดและมะเร็งในเด็ก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิขั้นสูง ในกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลโรคและการรักษา และแบบวัดสุขภาวะทางจิตใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา t-test และ one way ANOVA</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> สุขภาวะทางจิตใจของผู้ป่วยวัยรุ่นโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 77.30 (S.D. = 8.66) ผู้ป่วยวัยรุ่นที่มีอายุแตกต่างกัน มีการรับรู้สุขภาวะทางจิตใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F<sub>2,97</sub> = 3.136, <em>p</em> &lt; .05) โดยไม่พบการรับรู้สุขภาวะทางจิตใจ แตกต่างกัน ในปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ ชนิดของโรคมะเร็ง และระยะของการรักษา</p> <p> <strong>สรุป :</strong> บุคลากรด้านสุขภาพ และผู้ปกครอง ควรติดตาม สังเกตถึงความวิตกกังวล ความเครียด และการจัดการปัญหาของวัยรุ่น เพื่อช่วยให้วัยรุ่นปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตให้เข้ากับแผนการรักษาโดยพยายามคงไว้ซึ่งสุขภาวะทางจิตใจที่ดีได้</p> 2026-03-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/273654 มุมมองการเสริมสร้างพลังอำนาจผู้ดูแลเด็กพิเศษในด้านสุขภาพจิตที่อยู่ในชุมชน จ.สุพรรณบุรี 2025-03-03T09:28:03+07:00 เสาวลักษณ์ ศรีโพธิ์ saowalak@snc.ac.th ปวิดา โพธิ์ทอง prawida@snc.ac.th สุนทรี ขะชาตย์ prawida@snc.ac.th สุพัตรา จันทร์สุวรรณ prawida@snc.ac.th อุษณียาภรณ์ จันทร prawida@snc.ac.th <p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อบรรยายการเสริมสร้างพลังอำนาจผู้ดูแลเด็กพิเศษในด้านสุขภาพจิตที่อยู่ในชุมชน จ.สุพรรณบุรี</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบบรรยาย ผู้ให้ข้อมูลหลักในชุมชน คือ ผู้มีส่วนร่วมในการดูแลเด็กพิเศษในชุมชน จำนวน 30 ราย เลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคลโดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> มุมมองของผู้มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างพลังอำนาจผู้ดูแล มี 2 ประเด็น คือประเด็นแรก รับรู้ปัญหาของผู้ปกครองด้านทัศนคติของผู้ปกครอง แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นย่อย คือ 1) ผู้ปกครองขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแลเด็กพิเศษ และ2) ผู้ปกครองกังวลต่ออนาคตของเด็ก ประเด็นที่สอง แสวงหาวิธีการช่วยเหลือผู้ดูแล มี 3 ประเด็นย่อย 1) สนับสนุนให้ผู้ปกครองได้รับการอบรมการดูแลเด็กพิเศษ 2)สนับสนุนให้ผู้ปกครองได้รับการส่งเสริมสุขภาพจิต3) สนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีในการช่วยเหลือผู้ปกครอง มุมมองของผู้ดูแลในการเสริมสร้างพลังอำนาจในสุขภาพจิต มี 2 ประเด็น 1) ดูแลกายและใจของตนเองก่อน และ 2) พัฒนาการของเด็กดี จิตใจก็ดีตาม</p> <p> <strong>สรุป :</strong> การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนผู้ดูแลเด็กพิเศษทั้งด้านความรู้ ทักษะ และสุขภาพจิต เพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจในการดูแลเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-03-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/274232 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิเสธการเสพกัญชาของนักเรียนอาชีวศึกษา 2025-03-19T13:44:18+07:00 ชญานิษฐ์ ทิศพรม chayanit2122722@gmail.com ดรุณี รุจกรกานต์ drdarunee@gmail.com <p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแกร่งในชีวิต ความผูกพันในครอบครัว การสนับสนุนทางสังคม และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิเสธการเสพกัญชาของนักเรียนอาชีวศึกษา</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชายและหญิงที่กำลังศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 332 คน จากจังหวัดหนึ่งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความแข็งแกร่งในชีวิต แบบประเมินความผูกพันในครอบครัว แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิเสธการเสพกัญชา โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น (Cronbach's alpha) ของเครื่องมือเท่ากับ .97, .93, .95 และ .97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> พบว่า ความแข็งแกร่งในชีวิต ความผูกพันในครอบครัว และการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิเสธการเสพกัญชา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .45, .47, .50, <em>p</em> &lt; .01 ตามลำดับ)</p> <p> <strong>สรุป :</strong> ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าความแข็งแกร่งในชีวิต ความผูกพันในครอบครัว และการสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับความสามารถในการรับรู้ของนักเรียนอาชีวศึกษาในการปฏิเสธการเสพกัญชา ผลลัพธ์เหล่านี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาโปรแกรมการแทรกแซงที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนของนักเรียนในการต่อต้านการใช้กัญชา</p> 2026-03-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/269999 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตที่มีต่อความรอบรู้สุขภาพจิตและภาวะซึมเศร้าในนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า 2024-07-07T09:58:39+07:00 ศริญญา ชาญสุข Sarinya.ji@udru.ac.th จิติมาวรรณ บำรุงรส jitimawan@rtu.ac.th กชนิภา ขวาวงษ์ jitimawan@rtu.ac.th <p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตที่มีต่อระดับความรอบรู้สุขภาพจิตและภาวะซึมเศร้า</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดซ้ำ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จำนวน 38 คน คัดเลือกแบบจำเพาะเจาะจง ตามเกณฑ์คัดเข้า โดยมีคะแนนซึมเศร้าในระดับปานกลาง แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม ด้วยวิธีจับคู่เพื่อแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม คือ กลุ่มทดลอง เข้าร่วมโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพจิต มีกิจกรรม 8 ครั้ง ครั้งละ 60 - 90 นาที กลุ่มควบคุมได้รับการอบรมโครงการวิศวกรสังคม เพื่อพัฒนาทักษะ Soft skill ประเมินระดับความรอบรู้สุขภาพจิตและภาวะซึมเศร้า ก่อน - หลังทดลอง และระยะติดตามผล 1 เดือน โดยใช้แบบวัดความรอบรู้สุขภาพจิต แบบคัดกรองและแบบประเมินภาวะซึมเศร้า (2Q, 9Q) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบที</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมหลังได้รับโปรแกรม และในระยะติดตามผล 1 เดือน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ &lt; .001 และความเสี่ยงโรคซึมเศร้า กลุ่มทดลองในระยะหลังทดลองและระยะติดตามผล 1 เดือน ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ &lt; .001</p> <p> <strong>สรุป :</strong> โปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพจิตเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถช่วยลดภาวะซึมเศร้าของนักศึกษาได้ จึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการนำมาใช้สำหรับการป้องกันภาวะซึมเศร้าในนักศึกษา</p> 2026-03-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/269539 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อความผาสุกทางใจของมารดาเด็กออทิซึมสเปกตรัม 2024-07-07T09:51:14+07:00 ศศิมา แหลมดีกล่ำ sasima.lae@dome.tu.ac.th รังสิมันต์ สุนทรไชยา rangsiman@nurse.tu.ac.th เกสร มุ้ยจีน kasorn@nurse.tu.ac.th <p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อความผาสุกทางใจของมารดาเด็กออทิซึมสเปกตรัม</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> ใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง แบบมีกลุ่มควบคุมวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือมารดาของเด็กออทิซึมสเปกตรัมจำนวน 58 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 29 คน ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว และกลุ่มควบคุม 29 คน ได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบวัดความผาสุกทางจิตจำนวน 18 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.85 และเครื่องมือที่ใช้ทดลอง คือ โปรแกรมเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว จำนวน 7 ครั้ง ดำเนินการทดลองสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ๆ ละ 60 นาที รวม 6 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบไคสแควร์ และการทดสอบที</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> ค่าเฉลี่ยคะแนนความผาสุกทางใจของมารดาเด็กออทิซึมสเปกตรัมหลังเข้าร่วมโปรแกรมเสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (t = 11.58 , <em>p</em> &lt; .05) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean difference = 5.10, t = 28.58, <em>p</em> &lt; .05)</p> <p> <strong>สรุป :</strong> โปรแกรมเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวช่วยเพิ่มความผาสุกทางใจของมารดาเด็กออทิซึมสเปกตรัม</p> 2026-03-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/274514 ภาวะซึมเศร้า ผลกระทบจากภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่มีผลต่อภาวะซึมเศร้าของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 2025-04-06T20:06:05+07:00 กชพงศ์ สารการ kotchapong.s@ubru.ac.th มะลิสา งามศรี malisa1020@hotmail.com ดรุณี ใจสว่าง darunee.j@ubru.ac.th มณฑิชา รักศิลป์ monthicha.r@ubru.ac.th <p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาความชุกของภาวะซึมเศร้าและผลกระทบจากภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่มีผลต่อภาวะซึมเศร้าของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จำนวน 560 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า และแบบสอบถามผลกระทบจากภาวะซึมเศร้า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> ความชุกภาวะซึมเศร้าของนักศึกษา ร้อยละ 29.5 ผลกระทบที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของนักศึกษา คือ ความเพียงพอของการใช้จ่าย (OR = 1.86, 95%CI = 1.22 - 2.82) ปัญหาสุขภาพจากการเรียน (OR = 1.62, 95%CI = 1.07 - 2.44) ภาวะเหนื่อยอ่อนเพลีย (OR = 2.12, 95%CI = 1.41 - 3.18) ความยุ่งยากในชีวิตประจำวัน (OR = 2.24, 95%CI = 1.46 - 3.45) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (OR = 1.73, 95%CI = 1.18 - 2.55)ความพึงพอใจต่อระบบการช่วยเหลือของมหาวิทยาลัย (OR = 0.27, 95%CI = 0.11 - 0.69) ความรู้สึกดีต่อสิ่งแวดล้อมอาจารย์และเพื่อน (OR = 1.72, 95%CI = 1.11 - 2.67) แบบแผนการนอน (OR = 1.88, 95%CI = 1.29 - 2.74) และการออกกำลังกาย (OR = 3.80, 95%CI = 1.15 - 12.55)</p> <p> <strong>สรุป :</strong> ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมป้องกันภาวะซึมเศร้าของนักศึกษา เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาที่มีภาวะซึมเศร้าไม่ให้ภาวะซึมเศร้ารุนแรงมากขึ้น</p> 2026-03-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/273447 การพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาทักษะการควบคุมตนเองเพื่อป้องกันพฤติกรรมการรังแกกันในเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 2025-02-22T10:46:30+07:00 พัชริน คุณค้ำชู koonpatrin2@gmail.com ศจี รุกขวัฒนกุล koonpatrin2@gmail.com กรกนก นาคประเสริฐ koonpatrin2@gmail.com <p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาทักษะการควบคุมตนเองเพื่อป้องกันพฤติกรรมการรังแกในเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 - 3</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> การวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย ระยะพัฒนาโปรแกรม ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ครูระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 และผู้รับผิดชอบงานวัยเรียน และระยะทดสอบผลโปรแกรมในกลุ่มครูและนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ โปรแกรมการพัฒนาทักษะการควบคุมตนเองเพื่อป้องกันพฤติกรรมการรังแกในเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 แบบสอบถามความคิดเห็นของครูต่อโปรแกรมและต่อนักเรียนที่เข้าร่วมโปรแกรมฯ แบบประเมินจุดแข็ง - จุดอ่อน และแบบสอบถามปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนในโรงเรียนระดับประถมศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Chi-Square Test เปรียบเทียบคะแนนก่อน - หลัง และติดตามผล</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> โปรแกรมที่พัฒนาประกอบด้วยแผนการสอนสำหรับครูและนักเรียน กลุ่มละ 3 แผน พบว่าคะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นของครูต่อโปรแกรมฯ ในระยะติดตามผลสูงกว่าระยะก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม คะแนนเฉลี่ยด้านความรู้และด้านทักษะของนักเรียน ในระยะก่อนกับระยะหลัง และระยะก่อนกับระยะติดตามผล มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 รวมถึงคะแนนเฉลี่ยจุดแข็ง - จุดอ่อน และคะแนนเฉลี่ยปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ด้านการเป็นผู้ถูกรังแกและด้านการเป็นผู้รังแกในระยะก่อนและระยะติดตามผล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> <strong>สรุป :</strong> โปรแกรมนี้ช่วยส่งเสริมความรู้ ทักษะ และทัศนคติของครู เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการเรียนรู้ของนักเรียน จึงเป็นโปรแกรมทางเลือกในการนำไปใช้ส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันพฤติกรรมการรังแกในนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น</p> 2026-03-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/278126 การพัฒนาระบบป้องกันและเฝ้าระวังปัญหาการฆ่าตัวตายระดับอำเภอโดยชุมชนมีส่วนร่วมในจังหวัดสตูล 2025-12-10T11:11:53+07:00 ดาริน ธนปัญญาบูรณ์ jiebdarin@gmail.com <p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุ ปัจจัยของปัญหาการฆ่าตัวตายร่วมกับชุมชน 2) เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายระดับอำเภอโดยชุมชนมีส่วนร่วมในจังหวัดสตูล 3) เพื่อประเมินผลการใช้ระบบเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายในพื้นที่ 7 อำเภอในจังหวัดสตูล</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนาเชิงแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แกนนำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข 2) คณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขอำเภอ (คปสอ.) ผู้นำทางจิตวิญญาณ ญาติ ครอบครัว และผู้มีประวัติทำร้ายตนเอง คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ เช่น นายอำเภอ นายกเทศมนตรี สาธารณสุขอำเภอ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้อำนวยการโรงพยาบาล โดยกำหนดพื้นที่ เป้าหมายจากหมู่บ้านที่มีประวัติการฆ่าตัวตายในปี 2566 จำนวน 9 หมู่บ้าน จำนวน 110 คน </p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างอยู่ในบริบทชุมชนชนบทที่มีความเข้มแข็งของครอบครัวและความผูกพันทางสังคมสูง ซึ่งเป็นปัจจัยคุ้มกันสำคัญต่อการป้องกันพฤติกรรมฆ่าตัวตาย ขณะเดียวกันบทบาทของสื่อโทรทัศน์และสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลต่อทัศนคติของประชาชนอย่างมาก อีกทั้งยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเชื่อ ความคิด ความรู้สึก และทัศนคติเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายและการจัดการศพและไว้ทุกข์หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างต่อระบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> <strong>สรุป :</strong> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าระบบป้องกันและเฝ้าระวังปัญหาการฆ่าตัวตายระดับอำเภอโดยชุมชนมีส่วนร่วมในจังหวัดสตูลสามารถเสริมสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นมีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมและสังคม</p> 2026-03-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย