วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH
<p>วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิตเป็นวารสารวิชาการที่จัดทำขึ้นโดยสมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการ นวัตกรรม และผลงานวิจัยทางการพยาบาลจิตเวช สุขภาพจิต และสาขาที่เกี่ยวข้อง กำหนดออกวารสาร ปีละ 3 ฉบับที่ 1) มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2) พฤกษาคม – สิงหาคม และ ฉบับที่ 3) กันยายน - ธันวาคม</p>
สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย
th-TH
วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต
3027-8031
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์แล้ว เป็นลิขสิทธิ์ของสมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย</p>
-
ผลของเกมกระดานสุขภาพใจต่อสุขภาวะทางจิตใจของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนครปฐม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/275419
<p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลของเกมกระดานสุขภาพใจที่มีต่อสุขภาวะทางจิตใจของนักเรียนประถมศึกษา</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> รูปแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มห้องเรียนอย่างง่ายเข้าเป็นห้องเรียนกลุ่มทดลอง จำนวน 76 คน และห้องเรียนกลุ่มควบคุม จำนวน 80 คน กลุ่มทดลองเข้าร่วมกิจกรรมเกมกระดานสุขภาพใจจำนวน 9 เกม สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 9 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมเข้าร่วมกิจกรรมตามปกติของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวัดสุขภาวะทางจิตใจคือแบบประเมินสุขภาวะทางจิตในเด็ก (Sterling Children’s Well-being Scale) ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> พบว่า ภายหลังการทดลอง คะแนนเฉลี่ยสุขภาวะทางจิตใจของกลุ่มทดลองที่ได้รับการเข้าร่วมกิจกรรมเกมกระดาน ไม่แตกต่างจากก่อนการทดลอง (t = -.06, <em>p</em> = .95) และพบว่าคะแนนเฉลี่ยสุขภาวะทางจิตใจระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน (t = 1.59, <em>p</em> = .12)</p> <p> <strong>สรุป :</strong> การศึกษานี้เป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจในระดับประถมศึกษา และสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาโปรแกรมที่เข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจอย่างมีประสิทธิภาพในนักเรียนประถมศึกษา</p>
วไลลักษณ์ พุ่มพวง
สาธกา พิมพ์รุณ
สุดารัตน์ เพียรชอบ
สุภาภัค เภตราสุวรรณ
ศิรดา เกษรศรี
วารีรัตน์ ถาน้อย
ฐินีรัตน์ ถาวร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-21
2026-06-21
40 2
1
16
-
มุมมองและความคาดหวังต่อระบบบริการสุขภาพจิตที่สัมพันธ์กับการรับรู้ตราบาปในผู้ป่วยจิตเภทชาย : รูปแบบการดูแลที่มีความสุข
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/273811
<p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษามุมมองและความคาดหวังต่อระบบบริการสุขภาพจิตที่สัมพันธ์กับการรับรู้ตราบาปในผู้ป่วยจิตเภทชาย : รูปแบบการดูแลที่มีความสุข</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความของ Martin Heidegger (Heidegger, 1962) ระยะเวลาการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงพฤศจิกายน 2567 รวม 1 ปี คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้ป่วยชายที่วินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่าเป็นโรคจิตเภทและเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในมีอาการทางจิตสงบ มีความยินดีเข้าร่วมการวิจัยครั้งนี้ จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แนวคำถามสัมภาษณ์เชิงลึก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก บันทึกเทป สังเกต และบันทึกภาคสนาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการตีความของเลียวนาร์ด (Leonard, 1989) โดยนำข้อมูลที่ได้มาถอดความแบบคำต่อคำ วิเคราะห์แก่นสาระตามวัตถุประสงค์การวิจัย นำไปตรวจสอบความถูกต้องกับผู้ให้ข้อมูลหลัก และนำข้อมูลที่ตีความได้ไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> ข้อค้นพบเกี่ยวกับมุมมองและความคาดหวังต่อระบบบริการสุขภาพจิตที่สัมพันธ์กับการรับรู้ตราบาปในผู้ป่วยจิตเภทชาย : รูปแบบการดูแลที่มีความสุข โดยผู้ให้ข้อมูลร่วมกันสะท้อนมุมมองที่เกิดขึ้นเป็นประสบการณ์ที่สั่งสมผ่านการรับรู้มี 5 ประเด็น คือ 1) ความรู้สึกมีปมในใจ 2) ความรู้สึกไม่มีคุณค่าในตนเอง 3) ความปรารถนาต่อระบบบริการสุขภาพ 4) การแก้ไขสิ่งอำนวยความสะดวกต่อบริการ และ 5) ความสุข</p> <p> <strong>สรุป :</strong> การรับรู้ตราบาปมีผลต่อประสบการณ์การเข้าถึงและการใช้บริการสุขภาพจิตของผู้ป่วยจิตเภทชาย ดังนั้น การพัฒนาระบบบริการควรให้ความสำคัญทั้งด้าน การลดการตีตรา การปรับสิ่งอำนวยความสะดวก และการสร้างบริการที่ตอบสนองต่อความหมายของความสุขในมุมมองของผู้ป่วย เพื่อลดความรู้สึกเป็นตราบาปเพิ่มความร่วมมือในการรักษา ส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตเวช และการฟื้นคืนสู่สุขภาวะ</p>
ภาสินี โทอินทร์
ประคอง นาโพนทัน
ภาณุรัตน์ ศรีมุงคุล
พัฒนี ศรีโอษฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-21
2026-06-21
40 2
17
25
-
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าในญาติผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทสูงอายุ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/278326
<p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาภาวะซึมเศร้าในญาติผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทสูงอายุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นญาติผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทสูงอายุ พาผู้ป่วยมารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลจิตเวชกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 6 ส่วน คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทสูงอายุ 2) แบบสอบถามภาวะซึมเศร้า 3) แบบสอบถามภาระในการดูแลผู้ป่วยจิตเภท 4) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม 5) แบบประเมินกลยุทธ์ในการรับมือกับความเครียดแบบสั้นฉบับภาษาไทย และ 6) แบบวัดความขัดแย้งในครอบครัว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและหาค่าความสัมพันธ์โดยใช้สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 41.7 มีภาวะซึมเศร้า (mean = 4.64, SD = 4.48) โดยภาระการดูแลและความขัดแย้งในครอบครัวมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับภาวะซึมเศร้าในญาติผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทสูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .561, .437) แรงสนับสนุนทางสังคมและกลยุทธ์ในการแก้ปัญหามีความสัมพันธ์ทางลบระดับต่ำและระดับปานกลางกับภาวะซึมเศร้าในญาติผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทสูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = -.280, -.317)</p> <p> <strong>สรุป :</strong> เพื่อป้องกันและลดภาวะซึมเศร้าในญาติผู้ดูแล จึงควรสนับสนุนให้มีการลดภาระการดูแลและความขัดแย้งในครอบครัว เพิ่มแรงสนับสนุนทางสังคมรวมทั้งความรู้และทักษะเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาแก่ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทสูงอายุต่อไป </p>
อลิสา สิงห์แก้ว
สมบัติ สกุลพรรณ์
ชาลินี สุวรรณยศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-21
2026-06-21
40 2
26
45
-
ผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษากลุ่มแบบบูรณาการต่อพฤติกรรมติดเกมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในอำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/277276
<p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลของพฤติกรรมการติดเกมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการให้คำปรึกษากลุ่มแบบบูรณาการ</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนที่มีคะแนนการทดสอบคัดกรองการติดเกม (GAST) บ่งชี้ระดับ “การมีส่วนร่วมสูง” หรือ “การเสพติด” คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่ายจากประชากร โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 16 คน กลุ่มทดลองได้รับการเข้าร่วมโปรแกรมให้คำปรึกษากลุ่มแบบบูรณาการที่ผู้วิจัยพัฒนาขี้น โดยยึดหลักทฤษฎีทางสังคมและความรู้ความเข้าใจ ร่วมกับการบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา (CBT) ประกอบด้วย 8 ครั้ง ได้แก่ 1) การประเมินตนเองผ่านการเล่า ฟัง ถาม สะท้อนความรู้สึก รับรู้ประสบการณ์ความตระหนักถึงผลของการติดเกมต่อชีวิตประจำวัน 2) การค้นหาปัจจัยที่ทำให้ติดเกม โครงสร้างทางความคิด อารมณ์และความรู้สึกและการปรับโครงสร้างทางความคิดและการเสริมแรง 3) การตั้งเป้าหมาย วางแผนทักษะการแก้ไขปัญหาตามแผน การรับมือกับอารมณ์และความรู้สึก การเสริมแรงและทำสัญญากับตนเอง 4) ฝึกทักษะการควบคุมตนเอง บันทึกกิจกรรมรายวัน 5) การลงมือปฏิบัติและการเสริมแรง 6) การติดตามสะท้อนการปฏิบัติ ครั้งที่ 1 7) การติดตาม สะท้อนการปฏิบัติ ครั้งที่ 2 8) การประเมินผลและถอดบทเรียนส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการให้คำปรึกษากลุ่มแบบบูรณาการ 2) แบบทดสอบการติดเกมฉบับเด็กและวัยรุ่น ซึ่งเครื่องมือได้ผ่านการทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน มีค่าความเที่ยง (0.68) สัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ (0.92) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบค่าที</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> 1) พฤติกรรมติดเกมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นหลังได้รับโปรแกรมให้คำปรึกษากลุ่มแบบบูรณาการดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) พฤติกรรมติดเกมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่ได้รับโปรแกรมการให้คำปรึกษากลุ่มแบบบูรณาการดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> <strong>สรุป :</strong> โปรแกรมให้คำปรึกษากลุ่มแบบบูรณาการทำให้พฤติกรรมการติดเกมในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นดีขึ้น สามารถเป็นวิธีการป้องกันและแก้ไขการติดเกมในระยะยาว </p>
ลออ สิงหโชติสุขแพทย์
วัชระ เกี๋ยนต๊ะ
จิตรรดา พงศธราธิก
ศิรินา สันทัดงาน
เครือวัลย์ คำฟู
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-21
2026-06-21
40 2
46
59
-
ผลของโปรแกรมการพยาบาลจัดการรายกรณีต่อความตั้งใจและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการเสพซ้ำของผู้ป่วยติดเมทแอมเฟตามีน งานผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลตรัง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/270989
<p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพยาบาลจัดการรายกรณี ต่อความตั้งใจในการป้องกันการเสพซ้ำและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการเสพซ้ำของผู้ป่วยติดเมทแอมเฟตามีน</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง วัดกลุ่มเดียวก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ติดเมทแอมเฟตามีนของโรงพยาบาลตรัง ที่มารับบริการแผนกจิตเวชและยาเสพติด คัดเลือกตามเกณฑ์ จำนวน 32 คน โดยได้รับโปรแกรมการพยาบาลจัดการรายกรณี เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ความตั้งใจในการป้องกันการเสพซ้ำ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการเสพซ้ำ และโปรแกรมการพยาบาลจัดการรายกรณี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> 1) ค่าเฉลี่ยระดับคะแนนความตั้งใจในการป้องกันการเสพซ้ำของผู้ป่วยติดเมทแอมเฟตามีน หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .05) 2) ค่าเฉลี่ยระดับคะแนนการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการเสพซ้ำของผู้ป่วยติดเมทแอมเฟตามีน หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .05)</p> <p> <strong>สรุป :</strong> โปรแกรมการพยาบาลจัดการรายกรณีสามารถช่วยป้องกันการเสพซ้ำในผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ </p>
พรทิพย์ ซุ่นอื้อ
สุดารัตน์ บุญจันทร์
ไพรัช พิมล
ไพจิตร พุทธรอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-21
2026-06-21
40 2
60
76
-
ความรอบรู้ทางสุขภาพจิต การรับรู้ความเครียด และความทุกข์ทางใจในผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/275620
<p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาระดับและความสัมพันธ์ของความรอบรู้ทางสุขภาพจิต การรับรู้ความเครียด และความทุกข์ทางใจในผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภท ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> การศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงพรรณนาเพื่อหาความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภท ที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลจิตเวช สำหรับผู้ใหญ่แห่งหนึ่ง สังกัดกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขของพื้นที่เขตภาคกลาง โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์การคัดเข้า จำนวน 125 ราย เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ดูแลและผู้ที่เป็นโรคจิตเภท 2) แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต 3) แบบวัดความรู้สึกเครียด 4) แบบประเมินความทุกข์ทางใจ วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติสหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> พบว่า ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภท มีความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตระดับปานกลาง (ร้อยละ 45.6, mean = 203.26, SD = 34.30) ความเครียดอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 76.8, mean = 18.67, SD = 6.26) และความทุกข์ทางใจมีแนวโน้มที่จะผิดปกติเล็กน้อย (ร้อยละ 25.6, mean = 21.22, SD = 7.77) โดยความรอบรู้ทางสุขภาพจิตมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับความเครียดของผู้ดูแล (r = -.27) โดยเฉพาะองค์ประกอบด้านทัศนคติ (r = -.38) การช่วยเหลือตนเอง (r = -.28) และการค้นหาข้อมูลสุขภาพจิต (r = -.31) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>-value < .01) ความรอบรู้ทางสุขภาพจิตไม่มีความสัมพันธ์กับความทุกข์ทางใจ แต่พบว่าองค์ประกอบย่อยทั้ง 3 ด้านดังกล่าวมีความสัมพันธ์ทางลบกับความทุกข์ทางใจในระดับต่ำเช่นกัน</p> <p> <strong>สรุป :</strong> ความรอบรู้ทางสุขภาพจิตมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับความเครียดของผู้ดูแล โดยองค์ประกอบ 3 ด้านมีความสัมพันธ์ทางลบกับความเครียดและความทุกข์ทางใจของผู้ดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ องค์ความรู้จากผลการศึกษานี้สามารถนำไปปรับใช้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการดูแลผู้ป่วยจิตเภท โดยส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพจิตให้ผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภท ติดตาม/ประเมินความเครียดเพื่อให้การช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป </p>
นภจร ศรีศิริ
ภัทราภรณ์ ภทรสกุล
สมบัติ สกุลพรรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-21
2026-06-21
40 2
77
97
-
รูปแบบการมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างทักษะสุขภาพจิตในการป้องกันการใช้สารเสพติดสำหรับภาคีเครือข่ายชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/278190
<p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อ 1) ประเมินการรับรู้การใช้สารเสพติดในชุมชนและความสำคัญของทักษะสุขภาพจิตสำหรับภาคีเครือข่ายชุมชน 2) ประเมินระดับทักษะสุขภาพจิตเพื่อป้องกันการใช้สารเสพติดของภาคีเครือข่ายชุมชน และ 3) ศึกษารูปแบบเสริมทักษะสุขภาพจิตเพื่อป้องกันการใช้สารเสพติดสำหรับภาคีเครือข่ายชุมชน</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> เป็นการวิจัยผสมผสานวิธี ประกอบด้วย การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพของภาคีเครือข่ายชุมชนด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 40 คน ใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้าง จำนวน 3 ประเด็น ผ่านการตรวจสอบเครื่องมือ ได้ค่าดัชนีความตรงเนื้อหา เท่ากับ 1 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงประเด็น และการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการสุ่มโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกอำเภอในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เลือกแบบเฉพาะเจาะจงกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 190 คน ระยะเวลาสิงหาคม - กันยายน 2568 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 4 ชุด คือ ทักษะจัดการความเครียด การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การสื่อสารทางบวก การเสริมสร้างความภาคภูมิใจและการวางเป้าหมายให้กับผู้อื่น ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ เท่ากับ 0.74, 0.75, 0.75 และ 0.80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ และสถิติ Kruskal-Wallis One-way ANOVA</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> พบว่า ภาคีเครือข่ายชุมชนมีการรับรู้ปัญหาการใช้สารเสพติดในชุมชนผ่านการแจ้งเหตุและสังเกตพฤติกรรม สะท้อนความกังวลต่อปัจจัยครอบครัวและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้สารเสพติด และให้ความสำคัญต่อทักษะการดูแลสุขภาพจิต โดยมีการจัดการความเครียด ระดับปานกลาง (mean = 51.91 , S.D. = 13.90) การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ระดับสูง (mean = 41.27, S.D. = 9.97) การสื่อสารเชิงบวก ระดับมาก (mean = 66.64, S.D. = 11.49) การเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองและการตั้งเป้าหมายในชีวิตระดับสูง (mean = 41.11, S.D. = 6.95) และรูปแบบฯ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) ทักษะสุขภาพจิตของภาคีเครือข่าย 2) การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และ3) การสร้างศักยภาพและมีระบบสนับสนุน</p> <p> <strong>สรุป :</strong> การรับรู้ปัญหาและปัจจัยที่ทำให้เกิดการใช้สารเสพติดส่งผลให้ภาคีเครือข่ายเกิดความตระหนักและพัฒนาศักยภาพการดูแลสุขภาพจิต นำไปสู่การมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันการใช้สารเสพติดในชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p>
มัฏฐวรรณ ลี้ยุทธานนท์
ผกาสรณ์ อุไรวรรณ
จริญญา แก้วกสุลทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-21
2026-06-21
40 2
98
115
-
พฤติกรรมการใช้สารเสพติดและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของสมาชิกครัวเรือนยากจนของชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JPNMH/article/view/274811
<p> <strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สารเสพติดและปัจจัยที่สัมพันธ์กับใช้สารเสพติดของสมาชิกครัวเรือนยากจนของชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา :</strong> รูปแบบการศึกษาวิเคราะห์แบบตัดขวาง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้าจากสมาชิกครัวเรือนยากจน ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด สุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ จำนวน 335 คน ศึกษาในเดือนมกราคม-มีนาคม 2567 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบคัดกรองประสบการณ์ การดื่มสุรา สูบบุหรี่ และการใช้สารเสพติด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติดโดยใช้ chi-square </p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> พบว่า กลุ่มตัวอย่างสมาชิกครัวเรือนยากจนส่วนใหญ่เคยมีประสบการณ์ใช้สารเสพติดในช่วงชีวิตที่ผ่านมาเคยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ร้อยละ 84.77) ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สูบบุหรี่ (ร้อยละ 71.34) ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ร้อยละ 67.16) ปัจจัยด้าน เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพหลัก ลักษณะโครงสร้างครอบครัว และจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่มีภาวะพึ่งพิงสูง มีความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < 0.001) และภาระหนี้สินมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < 0.05)</p> <p> <strong>สรุป :</strong> ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการใช้สารเสพติดในครัวเรือนยากจนต่อไป</p>
สุจิตตา ฤทธิ์มนตรี
ลลิตา วงศ์แก้วประจักษ์
วาสนา สุระภักดิ์
ทวี ศรีขาว
อรรถพล พันทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-21
2026-06-21
40 2
116
130