https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/issue/feed
วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
2026-08-15T13:28:37+07:00
จงกลณี ตุ้ยเจริญ (Mrs. Jongkolnee Tuicharoen)
jongkolnee@knc.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาลเป็นวารสารของวิทยาลัยพยาบาลบรมราราชนนี นครราชสีมา ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในสังกัดของคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข วารสารนี้ได้มีระบบการพิจารณาบทความโดยที่ผู้ทรงคุณวุฒิที่พิจารณาและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน และได้เผยแพร่ผลบทความที่มีคุณภาพสูงเกี่ยวกับสุขภาพ การสาธารณสุข การพยาบาล การศึกษาพยาบาล และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ปีละ 3 ครั้ง </p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/280712
องค์ประกอบของทักษะผู้ประกอบธุรกิจสุขภาพสำหรับนักศึกษาพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
2026-05-01T12:56:21+07:00
คุณัสปกรณ์ มัคคัปผลานนท์
khunatpakorn@knc.ac.th
จตุพล ยงศร
research@knc.ac.th
<p>การเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้พยาบาลเผชิญความท้าทายทั้งภาระงานที่เพิ่มขึ้นและแนวโน้มการลาออกที่สูง การเป็นผู้ประกอบธุรกิจสุขภาพจึงเป็นทางเลือกสำคัญ แต่ยังขาดการศึกษาองค์ประกอบทักษะที่ชัดเจนสำหรับนักศึกษาพยาบาลในบริบทไทย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลทักษะผู้ประกอบธุรกิจสุขภาพสำหรับนักศึกษาพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กับข้อมูลเชิงประจักษ์ ใช้การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 สังเคราะห์วรรณกรรมและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ 9 คน ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีจากผู้ประกอบธุรกิจสุขภาพ 3 กลุ่ม และขั้นตอนที่ 3 วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) เพื่อยืนยันโมเดลที่พัฒนาจากทฤษฎีความสามารถของผู้ประกอบการ กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 จำนวน 365 คน เครื่องมือเป็นแบบสำรวจทักษะผู้ประกอบธุรกิจสุขภาพ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Item-Objective Congruence: IOC) อยู่ระหว่าง .67-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .98 ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบทักษะผู้ประกอบธุรกิจสุขภาพประกอบด้วย 9 ด้าน ได้แก่ (1) การบริหารจัดการองค์กร (2) บริหารผลตอบแทนทางธุรกิจ (3) การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ (4) วิชาชีพพยาบาล (5) ภาวะผู้นำ (6) ความมุมานะ (7) ความฉลาดทางอารมณ์ (8) ดิจิทัลและสารสนเทศสุขภาพ และ (9) การคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ² = 1495.50, <em>df </em>= 895, <em>p</em> = .082, χ²/<em>df</em> = 1.67, GFI = .96, AGFI = .93, CFI = .97, RMSEA = .04, SRMR = .03) ผ่านเกณฑ์ทุกดัชนี ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นกรอบพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างทักษะผู้ประกอบธุรกิจสุขภาพสำหรับนักศึกษาพยาบาลได้</p>
2026-07-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/276590
การประเมินผลการเรียนรายวิชาการผดุงครรภ์ทางออนไลน์แบบเปิดสำหรับมหาชนในนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ของสถาบันเครือข่าย
2026-04-09T16:04:56+07:00
ปรียา แก้วพิมล
preepimon@gmail.com
สุภัสสร เลาะหะนะ
slorhhana@gmail.com
จริยาพร ศรีสว่าง
j.srisawang2011@gmail.com
นิซัลวา จะปะกียา
nisalwa.j@psu.ac.th
กิ่งฟ้า แสงลี
kingfa.s@cmu.ac.th
บุษยมาส หนูเอียด
bussayamas.n@psu.ac.th
ปภาวรินทร์ อินทรเชษฐ
paphawarin.i@psu.ac.th
พิมพ์ณัชชา สุไลมาน
pimnatcha.sulaiman@gmail.com
บูรณ์คณัส จันทรศิริพุทธ
boonkanas@bcnyala.ac.th
พัชรินทร์ ไชยบาล
patcharin.ch@up.ac.th
กันตพร ยอดไชย
kantaporn.y@psu.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดผลก่อนและหลังในกลุ่มตัวอย่างเดียว มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้รายวิชาการผดุงครรภ์ผ่านระบบ ThaiMOOCs ต่อความรู้ ความพึงพอใจ และพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 จากคณะพยาบาลศาสตร์ 3 สถาบัน ที่ผ่านการเรียนรายวิชาการผดุงครรภ์แล้ว จำนวน 135 คน สุ่มเลือกแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบความรู้ แบบสอบถามพฤติกรรมการเรียนรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Wilcoxon signed ranks test ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนรายวิชาการผดุงครรภ์ผ่านระบบ ThaiMOOCs อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>Z = -</em>9.268<em>, p < .</em>001) มีพฤติกรรมการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์บ่อยครั้ง (<em>M=4.19, SD=0.60</em>) และมีความพึงพอใจต่อการเรียนผ่านระบบออนไลน์ระดับมากที่สุด (<em>M=</em>4.50<em>, SD=</em>0.54) จากผลการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า ควรมีการพัฒนาและสนับสนุนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการผดุงครรภ์ในรูปแบบออนไลน์เพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2026-08-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/278557
การพัฒนารูปแบบการสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ของกลุ่มเสี่ยงในหน่วยบริการปฐมภูมิ
2026-05-14T11:06:12+07:00
ภัคจิรา นุ้ยเกต
phakchira1109@gmail.com
นงณภัทร รุ่งเนย
nongnaphat@bcnsurat.ac.th
<p>โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งมักขาดความรู้และแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ส่งผลให้เกิดภาวะพิการหรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการดำเนินงานป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของกลุ่มเสี่ยงในหน่วยบริการปฐมภูมิ 2) พัฒนารูปแบบการสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของกลุ่มเสี่ยงสูง และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และภาคีเครือข่ายจำนวน 32 คน และกลุ่มเสี่ยงจำนวน 30 คน การวิจัยดำเนินการ 3 ระยะ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ระยะที่ 1 ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และภาคีเครือข่าย เพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหา ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ การติดตามให้คำปรึกษาและประเมินผล ระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น โดยทดลองใช้รูปแบบฯ ภายใน 12 สัปดาห์ ใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติการทดสอบค่าทีแบบจับคู่ ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (<em>t</em> = 21.963, <em>t</em> = 8.712 ตามลำดับ, <em>p</em> <.001) แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในการส่งเสริมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิ</p>
2026-08-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/275890
การพัฒนาและประสิทธิผลสื่อวิดีทัศน์ป้องกันการพลัดตกหกล้มด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ผ่านกระบวนการเรียนรู้กลุ่มแอปพลิเคชันไลน์ในผู้สูงอายุ ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
2026-04-22T12:05:17+07:00
วลัญช์ชยา เขตบำรุง
valanchaya_ket@vu.ac.th
ทิพย์มณี โสมทองหลาง
Thipmanee_som@vu.ac.th
ครองขวัญ คงดี
Khrorngkwan_kon@vu.ac.th
ประภัสสร กองทอง
Prapassorn_kon@vu.ac.th
<p>วิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อวิดีทัศน์ป้องกันการหกล้มด้วยท่ายืดเหยียดสำหรับผู้สูงอายุ ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบกลุ่มด้วยแอปพลิเคชันไลน์ ประเมินประสิทธิผลของสื่อ เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการใช้งาน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม (Thai-FRAT) กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (SFT) กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุ 52 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินประสิทธิผลสื่อ แบบประเมิน Thai-FRAT และ SFTการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired t-test, Pearson’s และ Spearman’s correlation ผลการวิจัยพบว่า สื่อวิดีทัศน์ที่พัฒนาตามกระบวนการ ADDIE ประกอบด้วยท่ายืดเหยียด 12 ท่า ได้รับการประเมินว่ามีความเหมาะสม (<em>M</em> =4.43, <em>SD</em>= 1.12) และความเป็นไปได้ในระดับมาก (<em>M</em>= 4.07, <em>SD </em>= 0.52) หลังการใช้สื่อคะแนนความแข็งแรงกล้ามเนื้อ 6 ด้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>< .001) และพบความสัมพันธ์ระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง Thai-FRAT กับแบบทดสอบเดินย่ำก้าว 2 นาที (<em>r</em>= 0.450, <em>p</em> < 0.001) แสดงว่าสื่อวิดีทัศน์นี้ส่งผลดีต่อการเสริมสมรรถภาพและลดความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิผล ดังนั้นโรงเรียนผู้สูงอายุในตำบลหมื่นไวยและพื้นที่ที่สนใจสามารถนำไปใช้ฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มได้ สำหรับข้อเสนอแนะในการพัฒนาต่อไป คือ การนำไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มเป้าหมายในพื้นอื่นๆ รวมทั้ง การศึกษาเพื่อพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลในรูปแบบอื่นๆให้เกิดการขยายผลมากขึ้น</p>
2026-08-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/278773
ประสิทธิผลของโปรแกรมผู้ว่าพานับคาร์บร่วมกับการเสริมแรงทางบวกที่มีต่อความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัว ด้านการบริโภคอาหารด้วยวิธีการนับคาร์โบไฮเดรต ของประชาชนวัยแรงงานที่มีภาวะน้ำหนักเกินของตำบลหนึ่งในอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
2026-05-12T09:12:35+07:00
ยุพาพร รัตนเศรษฐ
yupaporn_rat@vu.ac.th
ศุภกาญจน์ ประชุมฉลาด
suphakarn_pra@vu.ac.th
สุดา หันกลาง
suda_han@vu.ac.th
สัตยาพร เศษจันทร์
yukyig201@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมผู้ว่าพานับคาร์บร่วมกับการเสริมแรงทางบวกที่มีต่อความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัวด้านการบริโภคอาหารด้วยวิธีการนับคาร์โบไฮเดรตของประชาชนวัยแรงงานที่มีภาวะน้ำหนัก กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนวัยแรงงานที่มีค่าดัชนีมวลกายเกิน 23 กก.ม<sup>2</sup> ของตำบลหนึ่งในอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 72 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 36 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ โปรแกรมผู้ว่าพานับคาร์บร่วมกับการเสริมแรงทางบวก (CVI) เท่ากับ 1.00 และแบบสอบถามประเมินความรู้ 15 ข้อ (KR-20=.71) ทัศนคติ 10 ข้อ (Cronbach's alpha<strong>=</strong>.86) และพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารด้วยวิธีการนับคาร์โบไฮเดรต 10 ข้อ (Cronbach's alpha<strong>=</strong>.78) เก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง ระยะเวลา 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test และ Independent t-test ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 7.50 เป็น 9.78 คะแนน (<em>p</em><.001) ทัศนคติเพิ่มขึ้นจาก 33.75 เป็น 38.72 คะแนน (<em>p</em><.001) และการปฏิบัติตัวเพิ่มขึ้นจาก 27.17 เป็น 34.39 คะแนน (<em>p</em><.001) ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัวดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><.05) สรุปได้ว่า โปรแกรมผู้ว่าพานับคาร์บร่วมกับการเสริมแรงทางบวกมีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้ ปรับปรุงทัศนคติ และส่งเสริมการปฏิบัติตัวด้านการบริโภคอาหารด้วยวิธีการนับคาร์โบไฮเดรตของประชาชนวัยแรงงานที่มีภาวะน้ำหนักเกิน</p>
2026-08-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/278950
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่มีการทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็ว
2026-05-14T11:07:21+07:00
ประภากร ศรีสง่า
prapakorn_sr@kkumail.com
จรินทร โคตรพรม
research@knc.ac.th
ณฐมน โจมแพง
research@knc.ac.th
<p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับภาพสะท้อนทางความคิดต่อการเจ็บป่วยและพฤติกรรมชะลอไตเสื่อม และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านสุขภาพ ภาพสะท้อนทางความคิดต่อการเจ็บป่วยกับพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคเบาหวานและ/หรือโรคความดันโลหิตสูงที่มีอัตราการกรองของไตลดลงอย่างรวดเร็ว จำนวน 185 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามภาพสะท้อนทางความคิดต่อการเจ็บป่วยและแบบสอบถามพฤติกรรมชะลอไตเสื่อม มีค่าความตรงตามเนื้อหา 0.98, 0.96 และค่าความเชื่อมั่น 0.88, 0.90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Chi-square test , Fisher’s exact test และ Pearson’s correlation coefficient ผลการศึกษา พบว่าระดับภาพสะท้อนทางความคิดต่อการเจ็บป่วยอยู่ในระดับปานกลาง (<em>M</em> = 130.23,<em> SD</em> = 39.88) และมีพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมอยู่ในระดับต่ำ (<em>M</em> = 89.37, <em>SD</em> = 25.46) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ระดับการศึกษาและภาพสะท้อนทางความคิดต่อการเจ็บป่วยมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมชะลอไตเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r</em>=0.42 และ <em>r </em>= 0.63, <em>p </em>< .01) ส่วนอายุ รายได้ และปัจจัยด้านสุขภาพไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมชะลอไตเสื่อม โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างภาพสะท้อนทางความคิดต่อการเจ็บป่วยโรคไตเรื้อรังให้เหมาะสม สอดคล้องกับระดับการศึกษาและบริบทของผู้ป่วย</p>
2026-08-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/279828
ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของบุคลากรกลุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี
2026-07-15T14:11:38+07:00
ปิยะวดี พุฒไทย
putthai2516@gmail.com
พรฤดี นิธิรัตน์
pornruedee@pnc.ac.th
ธีรภัทร กตัญญูทวีกูล
treerapach17@gmail.com
จุติพร ตะน้อย
asabellzii@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดผลซ้ำ 3 ครั้ง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรกลุ่มเสี่ยงจากการประเมินค่าดัชนีมวลกาย > 25 kg/m<sup>2</sup> หรือไขมันคอเลสเตอรอล > 200 mg/dl หรือค่าน้ำตาลในเลือดในช่วง 100-125 mg/dl โรงพยาบาลโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จำนวน 43 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพมีค่าความเชื่อมั่น .96 แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ มีค่าความเชื่อมั่น .81 และแบบบันทึกน้ำหนัก ระดับน้ำตาล ระดับไขมันในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ one-way repeated measure ANOVA (ทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni) ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ ในระยะหลังได้รับโปรแกรม 3 เดือน และระยะหลังได้รับโปรแกรม 6 เดือน สูงกว่าระยะก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><.001) 2) ค่าคะแนนเฉลี่ยดัชนีมวลกาย ระดับไขมันในเลือด และระดับน้ำตาลในเลือด หลังได้รับโปรแกรม 3 เดือน และหลังได้รับโปรแกรม 6 เดือน ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><.001) จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า บุคลากรสุขภาพควรนำโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังนี้ ไปประยุกต์ใช้กับประชาชนวัยผู้ใหญ่กลุ่มอื่น ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อลดอัตราการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังรายใหม่</p>
2026-08-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/283054
ผลของชุดความรู้เรื่อง การละเล่นไทยต่อการรับรู้ความสามารถของตนเองในผู้ดูแล ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย
2026-08-06T16:30:24+07:00
วิรุฬจิตรา อุ่นจางวาง
wipawee@knc.ac.th
วิภาวี พลแก้ว
wipawee@knc.ac.th
วิภารัตน์ สุวรรณไวพัฒนะ
wipawee@knc.ac.th
วิจิตรา นวนันทวงศ์
wipawee@knc.ac.th
สุภาวดี ไชยเดชาธร
wipawee@knc.ac.th
ธณัฏฐ์ภรณ์ กุลแสนเตา
wipawee@knc.ac.th
วีระยุทธ อินพะเนา
wipawee@knc.ac.th
ญาภัทร นิยมสัตย์
wipawee@knc.ac.th
ชไมพร ประคำนอก
wipawee@knc.ac.th
<p>ปัญหาพัฒนาการล่าช้าของเด็กปฐมวัยในสังคมยุคดิจิทัลอาจสัมพันธ์กับการที่ผู้ดูแลขาดความรู้และความเชื่อมั่นในการส่งเสริมพัฒนาการ การพัฒนาชุดความรู้ที่ประยุกต์ใช้การละเล่นไทยให้สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของตนเองของผู้ดูแล การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ความสามารถของตนเองของผู้ดูแลในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับชุดความรู้เรื่องการละเล่นไทย และศึกษาความพึงพอใจของผู้ดูแลต่อชุดความรู้ดังกล่าว โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองของ Bandura การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลเด็กปฐมวัย จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยชุดความรู้เรื่องการละเล่นไทย แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ความสามารถของตนเองของผู้ดูแลหลังได้รับชุดความรู้สูงกว่าก่อนได้รับชุดความรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = 5.27, <em>df</em> = 29, <em>p</em> < .05) และผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อชุดความรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.69, <em>SD</em> = 0.47) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ชุดความรู้ที่ใช้การละเล่นไทยเป็นฐานสามารถเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของผู้ดูแลในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างยืดหยุ่น และส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็กและผู้ดูแล นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยสืบสานและอนุรักษ์ภูมิปัญญาการละเล่นไทยให้คงอยู่และถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไป</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/279458
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านอาหาร ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในชุมชนชนบทจังหวัดพะเยา
2026-08-13T10:41:21+07:00
อัจฉราวรรณ อินสอน
donnapa.c@bcnpy.ac.th
พวงเพชร แซ่จ๋าว
donnapa.c@bcnpy.ac.th
ดลนภา ไชยสมบัติ
donnapa.c@bcnpy.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านอาหาร และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านอาหารในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนเพื่อคัดเลือกกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จำนวน 190 ราย ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเขตชนบทจังหวัดพะเยา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และ แบบสอบถามความรอบรู้ด้านอาหาร ได้รับการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน โดยค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (I-CVI) ทุกข้อมีค่ามากกว่า 0.60 และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามความรอบรู้ด้านอาหาร ได้เท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติพรรณนา สถิติไคสแควร์ และ สถิติ<em>สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</em> วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของปัจจัยความรอบรู้ด้านอาหาร ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านอาหารอยู่ในระดับปานกลาง (<em>M</em> = 82.43, <em>SD </em>= 18.09) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าทั้ง 6 ด้านอยู่ในระดับปานกลางทั้งหมด พบ 6 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านอาหารในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในชุมชน ได้แก่ อายุมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำ (<em>r</em>(188) = -.383, <em>p</em> <.001), รายได้มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ (<em>r</em>(188) = .311, <em>p</em> <.001), ค่าดัชนีมวลกายมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำ (<em>r</em>(188) = -.162, <em>p</em> = .025), ระดับการศึกษา (χ²(4) = 15.35, <em>p =</em> .004), อาชีพ (χ²(2) = 25.03, <em>p</em> <.001 ), และ บุคคลที่ประกอบอาหารให้รับประทาน (χ²(2) = 7.73, <em>p</em> = .021) ดังนั้นบุคลากรทางสาธารณสุขควรส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีความรอบรู้ในการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้น นำสู่พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมกับโรคของตนเอง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/281591
ทักษะและคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาพยาบาล: การวิเคราะห์พหุคูณของลักษณะส่วนบุคคล
2026-08-11T15:39:04+07:00
ศรัญญา จุฬารี
saranya.c@sut.ac.th
พัชรินทร์ พรมสอน
phacharin@sut.ac.th
ธิยาดา น้อยโนนทอง
Thiyada2312@gmail.com
ชไมพร อรุณา
Chamaipornaruna29@gmail.com
ฟ้าประทานพร บุญสาร
Fapratanporn5555@gmail.com
เจมี่ อุทุมมา
Uthummajamie@gmail.com
กนกวรรณ บุญเนตร
kanokwan297535@gmail.com
<p>ความเป็นผู้ประกอบการเป็นสมรรถนะสำคัญที่ส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมและการพัฒนาคุณภาพบริการ การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับทักษะความเป็นผู้ประกอบการ 2) ระดับคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ 3) เปรียบเทียบทักษะความเป็นผู้ประกอบการ และคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาพยาบาลที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1–4 จำนวน 186 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคลเชิงผู้ประกอบการ แบบประเมินทักษะ และ แบบประเมินคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ (โดยแบบประเมินทักษะและคุณลักษณะฯ ใช้ค่าความเชื่อมั่นจากการศึกษาก่อนหน้า) มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (S-CVI) เท่ากับ 0.90, 1.00 และ 0.98 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98, 0.71 และ 0.83 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาพยาบาลมีทักษะความเป็นผู้ประกอบการโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 3.36) และคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.17) โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในทั้งสองด้าน ลักษณะส่วนบุคคลเชิงผู้ประกอบการด้านการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือความสามารถในตนเองและทัศนคติต่อความเป็นผู้ประกอบการ ผลการวิเคราะห์ MANOVA พบว่า นักศึกษาที่มีระดับทัศนคติ ความสามารถในตนเอง และการเรียนรู้แตกต่างกัน มีคะแนนความเป็นผู้ประกอบการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ชั้นปีและเกรดเฉลี่ยสะสมไม่ส่งผลต่อคะแนนความเป็นผู้ประกอบการโดยรวม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุกควรมุ่งสร้างทัศนคติ ความสามารถในตนเอง และการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบการและเป็นแนวทางพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนในระบบสุขภาพยุคดิจิทัล</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/280689
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะหายใจล้มเหลวที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
2026-07-12T10:40:46+07:00
จิรภิญญา คำรัตน์
kittiya.mah@rtafnc.ac.th
กิตติยา มหาวิริโยทัย
Imsisterfourth4@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective study) เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะหายใจล้มเหลวที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน โดยการทบทวนเวชระเบียนของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเข้ารับบริการในโรงพยาบาลด้วยอาการกำเริบเฉียบพลัน ที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ ช่วงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567 จำนวนทั้งสิ้น 300 ฉบับ ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยด้านภาวะสุขภาพและการเจ็บป่วย วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะหายใจล้มเหลวที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันโดยใช้สถิติถดถอยโลจิสติกผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายภาวะหายใจล้มเหลวที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ระดับ 25.0 – 29.9 (OR 25.17, 95%CI 1.17-543.60) และระดับ 30.0 – 39.9 (OR 37.49, 95%CI 1.57-894.69) ภาวะการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ (OR .03, 95%CI .01-.18) และระดับความรุนแรงของภาวะหัวใจล้มเหลว NYHA class IV (OR .02, 95%CI 1.03-2.50) ดังนั้น เพื่อลดอัตราการเกิดภาวะหายใจล้มเหลวที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน บุคลากรทางสุขภาพควรคำนึงถึงการลดดัชนีมวลกาย การให้ความสำคัญกับการประเมินความรุนแรงของโรค และการคัดกรองภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/280874
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยไตวายเฉียบพลันที่บำบัดทดแทนไตต่อเนื่อง หอผู้ป่วยหนักอายุรกรรมและศัลยกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
2026-08-15T13:28:37+07:00
กมลวรรณ รวยสูงเนิน
mon9237@gmail.com
เบญจมาศ ทำเจริญตระกูล
benjamas@knc.ac.th
รัตนา แกล้มกระโทก
rtnk2514@gmail.com
นุชกานดา เพชรมะดัน
micult.35017@gmail.com
อรวรรณ ดงหงษ์
-@gamil.com
อุกฤษฎ์ ปลั่งกลาง
aukritbangearn@gmail.com
มลธิชา คงชนะ
monticha@knc.ac.th
<p>ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury: AKI) ในผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตต่อเนื่อง (CRRT) มีความซับซ้อนและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูง อีกทั้งอัตราการอุดตันของตัวกรองสูงถึงร้อยละ 89.96 และมีอัตราเสียชีวิตร้อยละ 46.67 ประกอบกับพยาบาลบางส่วนยังขาดแนวปฏิบัติที่ชัดเจน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยไตวายเฉียบพลันที่บำบัดทดแทนไตต่อเนื่อง และ (2) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการใช้รูปแบบการดูแลดังกล่าว วิธีการดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดหลักฐานเชิงประจักษ์ของ Soukup (2000) แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ การวิเคราะห์ปัญหา การพัฒนารูปแบบจากหลักฐานเชิงประจักษ์ การนำรูปแบบไปปฏิบัติ และการประเมินผล กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วย AKI ที่ทำ CRRT จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 ราย และพยาบาลวิชาชีพ 129 ราย เครื่องมือที่ใช้คือแบบประเมินสมรรถนะพยาบาล และแบบบันทึกข้อมูลการปฏิบัติตามแนวแนวปฏิบัติการพยาบาล (CNPG) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-squared test, Fisher's exact test และ Mann-Whitney U Test ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ ร้อยละ 100 กลุ่มทดลองมีผลลัพธ์ที่ดีกว่ากลุ่มควบคุม ทั้งอัตราการเสียชีวิตที่ลดลง ร้อยละ 26.67 ต่อ 43.33 (<em>p</em>=.176) การย้ายกลับเข้าหอผู้ป่วยหนักซ้ำใน 72 ชั่วโมง ร้อยละ 0 ต่อ 6.67 (<em>p</em> =.492) และค่ามัธยฐานวันนอนในโรงพยาบาล 5.5 วัน ต่อ 7.0 วัน (<em>p</em>=.294) แม้ผลลัพธ์จะไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>>.05) แต่ทิศทางที่ดีขึ้นสะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน โดยควรศึกษากลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันผลต่อไป</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล