https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/issue/feed
วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
2026-03-20T00:00:00+07:00
จงกลณี ตุ้ยเจริญ (Mrs. Jongkolnee Tuicharoen)
jongkolnee@knc.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาลเป็นวารสารของวิทยาลัยพยาบาลบรมราราชนนี นครราชสีมา ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในสังกัดของคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข วารสารนี้ได้มีระบบการพิจารณาบทความโดยที่ผู้ทรงคุณวุฒิที่พิจารณาและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน และได้เผยแพร่ผลบทความที่มีคุณภาพสูงเกี่ยวกับสุขภาพ การสาธารณสุข การพยาบาล การศึกษาพยาบาล และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ปีละ 3 ครั้ง </p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/278244
ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์ทางคลินิกในบุคลากรที่มีภาวะน้ำหนักเกิน
2025-12-03T16:01:03+07:00
ศิริพร ศรีชะตา
research@knc.ac.th
อนุชา ไทยวงษ์
anucha.smnc@gmail.com
กำทร ดานา
research@knc.ac.th
ดิษฐพล ใจซื่อ
research@knc.ac.th
วัชรินทร์ สมบัติศิริ
research@knc.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์ทางคลินิกในบุคลากรที่มีภาวะอ้วน กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่าหรือเท่ากับ 25 กก.ม<sup>2 </sup>จำนวน 60 คน คัดเลือกตัวอย่างที่มีลักษณะตามเกณฑ์ต่อเนื่องจนครบจำนวน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (IOC = 0.96) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปและผลลัพธ์ทางคลินิก (IOC = 0.90) แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพ (CVI = 0.90) และแบบวัดพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติทดสอบทีแบบคู่ ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม 12 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพและค่าพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตเพิ่มขึ้นและมากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < 0.001) นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอวลดลงและน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < 0.001) สะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมนี้สามารถเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต และลดค่าดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอวได้อย่างมีประสิทธิผล อย่างไรก็ตามควรมีการติดตามประเมินผลในระยะยาว</p>
2026-03-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/275866
ประสบการณ์การจัดการตนเอง ปัจจัยสนับสนุน และอุปสรรคของวัยรุ่นตั้งครรภ์ ในการดูแลสุขภาพ: การศึกษาเชิงคุณภาพ
2025-12-17T14:11:01+07:00
สุฑารัตน์ ชูรส
sutharatbuu@gmail.com
ปรีดาวรรณ กะสินัง
preedawan@bcnchainat.ac.th
จาฏุพัจน์ ศรีพุ่ม
jatapat@bcnchainat.ac.th
<p>การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อสุขภาพของมารดาและทารก ขณะเดียวกันวัยรุ่นมักเผชิญข้อจำกัดด้านความรู้ การสนับสนุน และการเข้าถึงบริการ ส่งผลให้การจัดการตนเองด้านสุขภาพมีความสำคัญ การวิจัยเชิงคุณภาพแบบบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การ จัดการตนเองของวัยรุ่นตั้งครรภ์ในการดูแลสุขภาพ รวมถึงปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรค คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจงจากวัยรุ่นตั้งครรภ์อายุ 14-19 ปี ที่มารับบริการฝากครรภ์ในจังหวัดชัยนาท เก็บข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพตามแนวทางของ Graneheim และ Lundman ผลการวิจัยจากผู้ให้ข้อมูล 16 คน สามารถสังเคราะห์ได้เป็น 5 ประเด็นแก่นสาระ ได้แก่ (1) จากช็อกสู่การรับบทแม่ (2) ทำสุขภาพให้พอประคองได้ภายใต้ข้อจำกัดชีวิตจริง (3) กล้าไป กล้าถาม กล้ากลับมา (4) พยุงใจหรือเพิ่มแรงกดดัน และ (5) ดิจิทัลเป็นทั้งทางลัดและกับดัก โดยภาพรวมผลการวิจัยสะท้อนกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทแม่ การกำกับพฤติกรรมสุขภาพ และการต่อรองกับครอบครัว/คู่ครองและบริบทสังคม โดยบริการฝากครรภ์ ครอบครัว/คู่ครอง และเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นทั้งแรงสนับสนุนและเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กำกับการตัดสินใจและพฤติกรรมสุขภาพ ดังนั้น ควรพัฒนาระบบบริการฝากครรภ์ที่เป็นมิตรต่อวัยรุ่น เพิ่มพื้นที่ปรึกษาที่เป็นความลับ และเสริมทักษะรู้เท่าทันข้อมูลสุขภาพ/ดิจิทัล เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องในการรับบริการและผลลัพธ์สุขภาพของมารดาและทารกที่ดีขึ้น</p>
2026-03-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/276332
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมชะลอข้อเข่าเสื่อมในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 2-3
2025-10-27T11:27:58+07:00
ปุณฑรี พิกุลณี
puntaree.pi@buu.ac.th
คุณัสปกรณ์ มัคคัปผลานนท์
khunatpakorn@knc.ac.th
ณชนก เอียดสุย
aomsub@buu.ac.th
ออมทรัพย์ พิกุลณี
nachanok@buu.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงบรรยายภาคตัดขวางเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง เพศอายุ ดัชนีมวลกาย จำนวนข้างข้อเข่าเสื่อม ระยะความรุนแรงของโรค กับพฤติกรรมชะลอข้อเข่าเสื่อมในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ระยะที่ 2-3 ที่มารับการรักษาตามนัดจำนวน 138 ราย ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยภาคตะวันออก เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามพฤติกรรมชะลอข้อเข่าเสื่อม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และวิเคราะห์สถิติความสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 79.70) อยู่ในวัยผู้สูงอายุมีอายุเฉลี่ย 69.13 ปี (<em>SD</em> = 6.97) ดัชนีมวลกายเฉลี่ย 24.86 kg/m<sup>2</sup> (<em>SD</em> = 4.14) ส่วนใหญ่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมสองข้าง (ร้อยละ 91.3) และมีความรุนแรงระยะที่ 3 (ร้อยละ 54.30) มีพฤติกรรมชะลอข้อเข่าเสื่อมเฉลี่ย 56.22 คะแนน (<em>SD</em> = 5.72) โดยอยู่ในระดับสูง และเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติสหสัมพันธ์ พบว่าเพศ อายุ ดัชนีมวลกาย จำนวนข้างข้อเข่าเสื่อม และระยะความรุนแรง มีความสัมพันธ์พฤติกรรมชะลอข้อเข่าเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r = </em>.200, .226, -.189,.197, .191; <em>p </em>< .05) ตามลำดับ ผลการศึกษาที่ได้ในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับการประเมินและพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมเพศหญิงที่มีดัชนีมวลกายมากกว่าเกณฑ์ปกติทั้งนี้เพื่อลดความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมหรือชะลอการดำเนินของโรคให้นานที่สุด</p>
2026-03-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/274861
นวัตกรรม การพัฒนานวัตกรรม Pain therapy App สำหรับประเมินความปวดในผู้ป่วย โรคออฟฟิศซินโดรมและอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขนาย จังหวัดนครราชสีมา
2025-10-04T20:16:15+07:00
วลัญช์ชยา เขตบำรุง
valanchaya_ket@vu.ac.th
ศรุตา มาภักดี
Saruta_map@vu.ac.th
ประภัสสร กองทอง
Prapassorn_kon@vu.ac.th
<p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรม Pain therapy App สำหรับประเมินความปวดในผู้ป่วยโรคซินโดรมและอาการปวดเมื่อยของผู้ที่มารับบริการนวดบำบัดเพื่อสุขภาพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขนาย จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน ด้วยการเลือกแบบเจาะจง เกณฑ์การคัดเข้าเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสำรวจความต้องการและทักษะการใช้สมาร์ทโฟน แบบประเมินประสิทธิภาพนวัตกรรม และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรม Pain therapy App ที่พัฒนาตามกระบวนการ ADDIE Model มีฟังก์ชันสำหรับผู้รับบริการ ได้แก่ การลงทะเบียนด้วยรหัส HN และเลขบัตรประชาชน การบันทึกและประเมินความปวดก่อน-หลังรับบริการ การระบุตำแหน่งที่ปวด และการรับคำแนะนำบรรเทาอาการผ่านคลิปวิดีทัศน์ท่าฤๅษีดัดตน สำหรับผู้ให้บริการสามารถดาวน์โหลดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์สุขภาพและวางแผนการรักษาได้ ผลการประเมินประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก <em>(</em><em>M = 3.92, SD = 0.48)</em> และค่าเฉลี่ยความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก <em>(</em><em>M = 4.09, SD = 0.38)</em> ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน <em>(</em><em>M = 3.93, SD = 0.48)</em> ข้อเสนอแนะ ควรนำ Pain Therapy App ขยายการใช้งานไปยังกลุ่มแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพื้นที่อื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดข้อผิดพลาดในการจัดเก็บข้อมูล และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในการดูแลสุขภาพตนเอง</p>
2026-03-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/276548
การศึกษาทักษะและประสิทธิผลของหุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก ในนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา
2025-12-16T09:42:27+07:00
จิรารัตน์ พร้อมมูล
jirarat@bcnsk.ac.th
ชุติมา เพิงใหญ่
chu.smile1@gmail.com
วรงรอง เนลสัน
nilphetw@hotmail.com
ชัญญานุช เครือหลี
treetip2530@gmail.com
ตวงพร มั่งมี
tuangporn@bcnsk.ac.th
<p>การเจาะเลือดส้นเท้าในทารกเพื่อคัดกรองภาวะโรคทางเมตาบอลิซึม หัตถการต้องถูกต้อง การปฏิบัติอย่างนุ่มนวล เนื่องจากทารกมีความบอบบางสูง ผู้ปฏิบัติต้องมีความรู้ ทักษะที่แม่นยำและความปลอดภัยเป็นสำคัญ วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะและประสิทธิผลของหุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารกในนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 2) เปรียบเทียบทักษะการเจาะเลือดส้นเท้าในทารกจากหุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก กับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ3) เปรียบเทียบประสิทธิผลหุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก กับเกณฑ์ค่าเฉลี่ยในระดับดีขึ้นไป (>3.50) วิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 จำนวน 45 คน เครื่องมือวิจัยดังนี้ 1) หุ่นฝึกการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก 2) แบบสอบถามประสิทธิผลของหุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก 3) แบบสอบถามประเมินทักษะพฤติกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก ได้ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามและวัตถุประสงค์ ระหว่าง 0.67 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟา 0.77 และ0.96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมารตราฐาน ความถี่ และร้อยละ สถิติ One – Sample t – test ผลการวิจัย พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยทักษะการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก หลังทดลองการใช้หุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 2) คะแนนเฉลี่ยประสิทธิผลของหุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก ระดับดีขึ้นไป (<em>M</em> = 4.26, <em>SD</em> = 0.71) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 นวัตกรรมหุ่นฝึกทักษะการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก จึงสามารถนำไปในการเรียนสอนวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น ภาคทดลองและภาคปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-03-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/276124
ประสบการณ์ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสำหรับอาจารย์พยาบาลในมหาวิทยาลัยสถาบันเอกชน
2025-10-03T14:02:45+07:00
เสาวลักษณ์ ทาแจ้ง
saowaluk@rtu.ac.th
<p>การวิจัยคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์และการให้ความหมายภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของอาจารย์พยาบาลในมหาวิทยาลัยสถาบันเอกชน ผู้ให้ข้อมูลเป็นอาจารย์พยาบาลสถาบันเอกชน จำนวน 16 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2568 รวบรวมข้อมูลโดยวิธีการประชุมกลุ่มย่อย จำนวน 16 คน ในการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นและคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักในการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 6 คน โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติความถี่ ร้อยละและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการของจิออร์จิ และมอร์ลีย์ ผลการวิจัยพบว่า ความหมายของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม คือ ความกล้าคิด กล้าทำ และกล้าลองสิ่งใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ผู้มีภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมต้องมีวิสัยทัศน์ คิดนอกกรอบ และสามารถนำแนวคิดใหม่มาใช้พัฒนาการเรียนการสอนและบริการพยาบาล ประสบการณ์ที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ประสบการณ์ในการส่งเสริมนักศึกษาให้เป็นนวัตกร 2) ประสบการณ์การประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ และ 3) ปรับเทคนิคการสอนแบบใหม่ให้เท่าทันการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 สำหรับอุปสรรคขัดขวาง คือ ภาระงานเอกสารมากไม่มีเวลาคิดงานนวัตกรรม งบประมาณสนับสนุนการสร้างงานยังไม่เพียงพอ และการประเมินผลงานนวัตกรรมยังไม่ที่ชัดเจนจึงขาดแรงจูงใจ ซึ่งผลการศึกษาจะเป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสำหรับอาจารย์พยาบาลในสถาบันการศึกษาเอกชนของประเทศไทยต่อไป</p>
2026-03-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล