https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/issue/feed วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล 2022-09-13T10:58:13+07:00 ปรางทิพย์ ทาเสนาะ เอลเทอร์ (Mrs. Prangthip Thasanoh) journal@knc.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาลเป็นวารสารของวิทยาลัยพยาบาลบรมราราชนนี นครราชสีมา ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในสังกัดของคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข วารสารนี้ได้มีระบบการพิจารณาบทความโดยที่ผู้ทรงคุณวุฒิที่พิจารณาและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน&nbsp; และได้เผยแพร่ผลบทความที่มีคุณภาพสูงเกี่ยวกับสุขภาพ การสาธารณสุข การพยาบาล การศึกษาพยาบาล และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ปีละ 2 ครั้ง&nbsp;</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/258838 ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง ของผู้สูงอายุในชุมชนเมืองและกึ่งเมือง 2022-09-13T10:58:13+07:00 อาภรณ์ คำก้อน aphorn.k@msu.ac.th สุพัตรา บัวที supatra.b@msu.ac.th อัจฉรา ชัยชาญ aj.aom@hotmail.co.th บุญญภัสร์ ภูมิภู am.paip@hotmail.com กัญจน์ณิชา เรืองชัยทวีสุข kunnicha.y@msu.ac.th <p>ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง เปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเมืองและกึ่งเมือง และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่คุณสมบัติตรงตามเกณฑ์คัดเข้า คือ ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 70 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1. ข้อมูลทั่วไป (10 ข้อ) 2.ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (47 ข้อ) และ 3. พฤติกรรมสุขภาพ (26 ข้อ) โดยส่วนที่ 2 และ 3 มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบากเท่ากับ .98 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบที และสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพในภาพรวมของผู้สูงอายุในชุมชนเมืองส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีมาก ส่วนผู้สูงอายุในชุมชนกึ่งเมืองอยู่ในระดับพอใช้ได้ โดยคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเมือง (<em>M</em> = 4.02, <em>SD</em> = 0.63) สูงกว่าผู้สูงอายุในชุมชนกึ่งเมือง (<em>M</em> = 3.45, <em>SD</em> = 0.79), <em>t</em>(68) = 3.32, <em>p </em>&lt; .05 อย่างมีนัยสำคัญ ผู้สูงอายุจากทั้งสองชุมชนมีพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพมีความสัมพันธ์กันทางบวกระดับต่ำ (Pearson’s <em>r</em>(68) = .32, <em>p</em> &lt; .05) ดังนั้นบุคลากรสุขภาพจึงควรจัดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพให้ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนกึ่งเมืองเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูง</p> 2022-11-02T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/257978 การพัฒนารูปแบบการสอนงานพยาบาลใหม่ตามแนวทางพีพีซีอีเพื่อเสริมความรอบรู้ด้านยาสำหรับผู้ป่วยสูงอายุ 2022-06-22T21:45:12+07:00 ไพเราะ พ่อนุ้ย phairor.p@psu.ac.th ปรัชญานันท์ เที่ยงจรรยา pratyanant.t@psu.ac.th ศศิธร ลายเมฆ sasithorn.l@psu.ac.th <p> </p> <p>พยาบาลใหม่มีความรู้และประสบการณ์ด้านยาผู้สูงอายุไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการสอนงานที่ดี การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนงานพยาบาลใหม่ตามแนวทางการโค้ชพีพีซีอีเพื่อเสริมความรอบรู้ด้านยาสำหรับผู้ป่วยสูงอายุ และเพื่อประเมินผลการสอนงาน เลือกผู้เข้าร่วมการวิจัยแบบเจาะจง ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพอายุงานน้อยกว่า 3 ปี 20 คน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลผู้สูงอายุ 5 คน เก็บข้อมูลด้วย 1) แนวคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง 2) แบบประเมินคู่มือ 3) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อรูปแบบการสอนงาน และ 5) แบบสอบถามความมั่นใจในการให้ความรู้ด้านยาสำหรับผู้ป่วยสูงอายุ ตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ .95, 1.00, .96, .87, และ 1.0 ตามลำดับ ส่วนเครื่องมือชุดที่ 4 (18 ข้อ) และ 5 (10 ข้อ) มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอน<br />บากเท่ากับ .92 และ .68 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติทดสอบที ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการสอนงานพยาบาลใหม่แบ่งเป็น 1) ระยะวิเคราะห์สถานการณ์ 2) ระยะการพัฒนาคู่มือและแนวคิดที่ชื่อว่า <em>ELDER MED model</em> 3) ระยะปฏิบัติในการสอนงานตามแนวทางการโค้ชพีพีซีอี ได้แก่ ระยะเตรียมการ วางแผน ปฏิบัติการสอนงาน และประเมินผล และ 4) ระยะประเมินผลการสอนงาน ในภาพรวมพยาบาลใหม่มีความพึงพอใจต่อรูปแบบการสอนงานในระดับมาก (<em>M</em> = 4.49, <em>SD</em> = 0.55) และมีความมั่นใจในการให้ความรู้ด้านยาสำหรับผู้ป่วยสูงอายุสูงหลังการเข้าร่วมโครงการ (<em>M</em> = 4.22, <em>SD</em> = 0.55) สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการ (<em>M</em> = 3.65, <em>SD</em> = 0.76) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t </em>(19)= 15.158,<em> p </em>&lt; .001,<em> d </em>= .57) ดังนั้นผู้บริหารการพยาบาลสามารถนำแนวทางการโค้ชพีพีซีอี มาใช้ในการสอนงานพยาบาลใหม่ให้สามารถเพิ่มความรอบรู้ด้านยาสำหรับผู้ป่วยสูงอายุ</p> 2022-11-03T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/258016 การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการเป็นพยาบาลหัวหน้าเวร ตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้สมรรถนะเป็นฐานในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ 2022-06-11T16:30:39+07:00 ศรีบังอร อรัญเวทย์ srebungoun.c@psu.ac.th ปรัชญานันท์ เที่ยงจรรยา pratyanan.t@psu.ac.th ปราโมทย์ ทองสุข pramot.t@psu.ac.th <p>การส่งเสริมสมรรถนะให้พยาบาลมีความสามารถในการเป็นหัวหน้าเวรมีความสำคัญ เพราะหัวหน้าเวรเป็นผู้ปฏิบัติงานนอกเวลาแทนหัวหน้าหอผู้ป่วย งานวิจัยปฏิบัติการเชิงเทคนิคนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการเป็นพยาบาลหัวหน้าเวรตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้สมรรถนะเป็นฐาน มี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นวิเคราะห์สถานการณ์ ขั้นดำเนินการ และขั้นประเมินผล ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารฝ่ายบริการพยาบาล 4 คน และพยาบาลประจำการที่มีอายุงาน 4 ปีขึ้นไป และไม่มีประสบการณ์หัวหน้าเวร 30 คน โปรแกรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นได้จากข้อมูลการวิเคราะห์สถานการณ์และแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้สมรรถนะเป็นฐาน ประกอบด้วย การเรียนรู้ด้วยตนเอง การสอนงาน และการเรียนรู้ผ่านระบบสารสนเทศภายในหน่วยงาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .96, 1.00, และ .94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่าหลังจากเข้าร่วมโปรแกรม พยาบาลมีความสามารถในการปฏิบัติงานหัวหน้าเวรสูงที่สุดในด้านการควบคุมงานซึ่งอยู่ในระดับสูง (<em>M </em>= 2.70, <em>SD</em> = 0.50) มีสมรรถนะการตัดสินใจในการจัดการข้อร้องเรียนได้เหมาะสมที่สุดซึ่ง(<em>M</em> = 2.90, <em>SD</em> = 0.40)</p> 2022-10-27T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/258116 ผลของโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านต่อการรับรู้การป้องกันโรค และการมารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรี 2022-06-11T12:15:07+07:00 ศิริรัตน์ เพียขันทา paw1984@hotmail.com ดวงกมล ปิ่นเฉลียว duangkamolpinchaleaw@gmail.com ทิพย์ฆัมพร เกษโกมล kesthip@gmail.com <p>การคัดกรองมะเร็งปากมดลูกช่วยให้สามารถค้นพบมะเร็งปากมดลูกได้ในระยะแรก ส่งผลให้ลดอัตราการตายได้ การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ต่อการรับรู้การป้องกันโรค และการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรี ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นหญิงอายุ 30-60 ปี จำนวน 50 คน คัดเลือกแบบเจาะจงโดยการจับฉลากแบบไม่คืน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือการวิจัย คือ 1) โปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจโดยการมีส่วนร่วมของ อสม. และ 2) แบบสอบถามการรับรู้การป้องกันมะเร็งปากมดลูก มีค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .91 และค่าความเชื่อมั่นมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบากเท่ากับ .91 และ 3) แบบบันทึกการเข้ารับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองคะแนนเฉลี่ยการรับรู้การป้องกันมะเร็งปากมดลูกของสตรีกลุ่มทดลอง (<em>M</em> = 4.78, <em>SD</em> = 0.09) สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (<em>M</em> = 3.12, <em>SD</em> = 0.23), <em>t</em>(48) = 33.37, <em>p</em> &lt; .001<em>, d</em> = 9.51) และพบว่ากลุ่มทดลองมีผู้เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกร้อยละ 96 ซึ่งสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ซึ่งมีร้อยละ 64 ดังนั้นโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจโดยการมีส่วนร่วมของ อสม. สามารถนำไปส่งเสริมสตรีในพื้นที่ที่มีอัตราการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกต่ำให้เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกต่อไป</p> 2022-10-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/258512 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้สุขภาพกับพฤติกรรมป้องกันการรับสัมผัสสารเคมี กำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จังหวัดนครราชสีมา 2022-09-06T15:33:08+07:00 ธวัชชัย เอกสันติ thawatchai.a@nrru.ac.th นิภา มหารัชพงศ์ nipam@go.buu.ac.th ยุวดี รอดจากภัย yuvadee@go.buu.ac.th อนามัย เทศกะทึก anamai@buu.ac.th <p>การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยขาดความรอบรู้สุขภาพ (Health literacy [HL]) และมีพฤติกรรมในการป้องกันการรับสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Pesticide protective behaviors [PPB]) ที่ไม่ถูกต้อง จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง HL กับ PPB ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 480 คน สุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มทำนาปี กลุ่มทำนาปีและนาปรัง และกลุ่มทำนาปีและพืชไร่ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ความรอบรู้สุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยด้านความรู้และความเข้าใจ และด้านย่อยอื่นๆ อีก 5 ด้าน และ <br />3.พฤติกรรมป้องกันการรับสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทุกข้อมีค่าดัชนีความเที่ยงตรง .60 ขึ้นไป แบบสอบถามส่วนที่ 2-3 มีค่าความเชื่อมั่นที่ยอมรับได้ คือ ส่วนที่ 2 ด้านความรู้และความเข้าใจ (13 ข้อ) มีค่า คูเดอร์-ริชาร์ดสัน (KR-20) = .79 และด้านย่อย 5 ด้าน (6-10 ข้อ) มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาก (α) = .85-.86 และส่วนที่ 3 มีค่า α เท่ากับ .88 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิสหสัมพันธ์<br />สเปียร์แมน และวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติคแบบทวิ ผลการศึกษาพบว่า HL รวมทุกองค์ประกอบส่วนใหญ่ (ร้อยละ 48.8) และ PPB ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 44.6) อยู่ในระดับปานกลาง โดย HL มีความสัมพันธ์กับ PPB เชิงบวก (<em>r</em><sub>s</sub>(478) = .70, p &lt; .005) เมื่อวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติค พบว่า HL มีความสัมพันธ์กับ PPB อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .001, <em>OR</em> = 6.57, 95% CI [3.95, 10.94) จึงควรส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อให้มีพฤติกรรมในการป้องกันการรับสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ถูกต้อง และไม่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ</p> 2022-11-14T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/258609 การดัดแปลงเครื่องมือวิจัยข้ามวัฒนธรรมและการตรวจสอบคุณสมบัติการวัดทางจิตวิทยา ของแบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองสำหรับผู้สูงอายุหลังผ่าตัดกระดูกสะโพก 2022-09-09T18:05:20+07:00 เบญญาภา พรมพุก tbtbenya@gmail.com <p>การรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการอาการและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้บรรลุตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตามยังไม่พบเครื่องมือวิจัยที่มีความจำเพาะในผู้สูงอายุหลังผ่าตัดกระดูกสะโพก การศึกษานี้เป็นการดัดแปลงเครื่องมือวิจัยข้ามวัฒนธรรมและตรวจสอบคุณสมบัติการวัดทางจิตวิทยา เพื่อดัดแปลงและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยที่เหมาะสมในการประเมินการรับรู้ความสามารถของตนเองหลังผ่าตัดกระดูกสะโพกในผู้สูงอายุ ประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ 116 คน มีขั้นตอนคือ 1) ขออนุญาตแปลและดัดแปลงแบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองในการจัดการโรคเรื้อรัง 2) แปลเครื่องมือวิจัยต้นฉบับ ตรวจสอบการแปล และตรวจสอบความเทียบเท่าทางวัฒนธรรม 3) ดัดแปลงเครื่องมือวิจัย 4) ตรวจความตรงเชิงเนื้อหา 5) ทดลองใช้ <br />6) ตรวจความตรงเชิงโครงสร้างโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและเชิงยืนยัน และ 7) ทดสอบความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาก ผลการศึกษาพบว่า แบบวัดฉบับดัดแปลงชื่อว่า แบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองหลังผ่าตัดกระดูกสะโพก มี 6 ข้อ เป็นแบบมาตรประมาณค่า 10 ระดับ มีความเทียบเท่ากันเชิงวัฒนธรรม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาทั้งฉบับ = .97 มีความตรงเชิงโครงสร้างโดยผลการวิเคราะห์พบว่า องค์ประกอบเชิงสำรวจ มี 2 องค์ประกอบ คือ การจัดการอาการและอารมณ์ และกิจกรรมทางกาย ซึ่งสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนสะสมได้ร้อยละ 98.65 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันได้โมเดลองค์ประกอบสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดี ซึ่งมีค่าสถิติไคสแควร์ = 14.86 ค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ = 1.86 องศาอิสระ = 8 (<em>p</em> = .53) ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน = .98 ค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อน = .045 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบากทั้งฉบับ = .96 ดังนั้นบุคลากรด้านสุขภาพสามารถนำแบบวัดนี้ไปใช้ในผู้ป่วยแผนกกระดูกและข้อได้</p> 2022-11-09T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/258593 บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโรคเกาต์ 2022-08-24T14:38:26+07:00 นิภัทรา เศรษฐจันทร niphatra.p@gmail.com สิริลักษณ์ สุทธรัตนกุล sirilak_sut@vu.ac.th ธีรนุช ยินดีสุข niphatra.p@gmail.com <p>โรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบเฉียบพลันที่พบบ่อยที่สุดในปัญหาโรคกระดูกและข้อซึ่งส่งผลกระทบด้านสาธารณสุขในหลายประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน โรคเกาต์เกิดจากการมีระดับของกรดยูริกในเลือดสูงกว่าปกติ จนทำให้เกิดผลึกของเกลือโมโนโซเดียมยูเรตที่บริเวณข้อและเนื้อเยื่อรอบข้อ ส่งผลให้เกิดกระบวนการอักเสบของข้อ ทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานจากอาการปวดข้อที่รุนแรง หากผู้ป่วยมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงอย่างต่อเนื่องจะเกิดการสะสมของเกลือโมโนโซเดียมยูเรตจนจับตัวกันเป็นปุ่มโทฟัส บริเวณข้อและเนื้อเยื่อรอบข้อ และผิวหนัง ซึ่งทำให้เกิดข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะทุพพลภาพ นอกจากนี้แล้วโรคเกาต์ยังมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคร่วมต่าง ๆ อีกทั้งยังเพิ่มอัตราการเสียชีวิตและทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดลง บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความรู้เกี่ยวกับโรคเกาต์และบทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโรคเกาต์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับพยาบาลในการประยุกต์ใช้ความรู้ดังกล่าวเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคเกาต์อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการลดความรุนแรงของโรคและการส่งเสริมให้ผู้ป่วยดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม</p> 2022-11-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/256487 วิธีจัดลำดับความสำคัญของปัญหาของภาควิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน และการรักษาพยาบาลขั้นต้น วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา 2022-04-21T16:14:36+07:00 อารีย์รัตน์ เปสูงเนิน areerat@knc.ac.th นฤมล เปรมาสวัสดิ์ narumol@knc.ac.th <p><em>วิธีจัดลำดับความสำคัญของปัญหา</em> เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่งของ <em>กระบวนการวินิจฉัยชุมชน</em> ทั้งนี้ภาควิชาการพยาบาลอนามัยชุมชนและการรักษาพยาบาลขั้นต้น วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา ได้จัดการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเรื่อง <em>วิธีจัดลำดับความสำคัญของปัญหา </em>สำหรับนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 เพื่อพัฒนาทักษะการทำงานในชุมชน แต่ในระหว่างการฝึกปฏิบัติงานพบว่านักศึกษาจัดลำดับความสำคัญของปัญหาได้ยากเมื่อปัญหาแต่ละปัญหามีคะแนนใกล้เคียงกัน ซึ่งทำให้ถูกจัดอยู่ในลำดับเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นระหว่างที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 ในแหล่งฝึกพบว่านักศึกษาไม่สามารถเก็บข้อมูลเพื่อประกอบการวินิจฉัยชุมชนได้อย่างครอบคลุม ดังนั้นภาควิชาฯ จึงได้ปรับแผนการฝึกโดยจัดให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานในชุมชนที่มีขนาดเล็กลง และพัฒนารูปแบบการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยใช้ชื่อว่า <em>วิธีจัดลำดับความสำคัญของปัญหาของภาควิชาการพยาบาลอนามัยชุมชนและการรักษาพยาบาลขั้นต้น วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา</em> ซึ่งเน้นการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาของตนเอง วิธีนี้สามารถใช้ในชุมชนที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก จึงเหมาะสำหรับนักศึกษาพยาบาลและพยาบาลพี่เลี้ยงเมื่อฝึกปฏิบัติงานด้าน<em>การวินิจฉัยชุมชน</em> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ซึ่งมีเกณฑ์พิจารณา 4 เกณฑ์คือ คือ 1.ขนาดของปัญหา 2.ความรุนแรงของปัญหา 3.ความยากง่ายต่อการแก้ปัญหา และ 4.ความตระหนักในการแก้ปัญหาของประชาชน </p> 2022-07-05T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/257602 การดูแลสุขภาพของผู้เป็นโรคเบาหวานเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน 2022-05-20T17:03:15+07:00 วัชรินทร์ วงษาหล้า vacharin@knc.ac.th มโนไท วงษาหล้า manothai@knc.ac.th <p>โรคเบาหวานและโรคกระดูกพรุนมีความสัมพันธ์กับอายุและวิถีการดำเนินชีวิต และความชุกของการเกิดโรคทั้งสองในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โรคเบาหวานก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางร่างกายได้หลายระบบ รวมทั้งสุขภาพกระดูก คือ สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ โดยผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มีความเสี่ยงสูงต่อการมีมวลกระดูกน้อยกว่าปกติร่วมกับมีความแข็งแรงของกระดูกลดลง ส่วนการศึกษาผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุผลกระทบของโรคเบาหวานต่อมวลกระดูกได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามมีการศึกษาพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นมีผลทำให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกระดูกลดลง ดังนั้นผู้เป็นโรคเบาหวานจึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าบุคคลทั่วไป บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลกระทบของโรคเบาหวานที่มีต่อปริมาณมวลกระดูกและคุณภาพของกระดูก และการดูแลสุขภาพของผู้เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งประกอบด้วย การส่งเสริมการสร้างและรักษามวลกระดูก การออกกำลังกาย และการเฝ้าระวังภาวะกระดูกบางหรือโรคกระดูกพรุน ความรู้ดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพกระดูกในผู้เป็นเบาหวานมากขึ้น</p> <p> </p> 2022-10-03T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล