https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/issue/feed วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล 2024-02-20T00:00:00+07:00 จงกลณี ตุ้ยเจริญ (Mrs. Jongkolnee Tuicharoen) jongkolnee@knc.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาลเป็นวารสารของวิทยาลัยพยาบาลบรมราราชนนี นครราชสีมา ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในสังกัดของคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข วารสารนี้ได้มีระบบการพิจารณาบทความโดยที่ผู้ทรงคุณวุฒิที่พิจารณาและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน และได้เผยแพร่ผลบทความที่มีคุณภาพสูงเกี่ยวกับสุขภาพ การสาธารณสุข การพยาบาล การศึกษาพยาบาล และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ปีละ 3 ครั้ง </p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/264888 พฤติกรรมการเตรียม ความสะอาดของลำไส้ใหญ่และความพึงพอใจต่อการให้บริการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ของผู้ที่เข้ารับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่แบบผู้ป่วยนอก 2023-11-28T14:06:46+07:00 ศุภิสรา สุวรรณชาติ supisara@knc.ac.th จารุจิต ประจิตร jarujit15@gmail.com <p>การเตรียมลำไส้ใหญ่ให้สะอาดทำให้การส่องกล้องประสบผลสำเร็จ การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเตรียม ความสะอาดลำไส้ใหญ่และความพึงพอใจต่อการส่องกล้อง กลุ่มตัวอย่าง คือผู้เข้ารับการส่องกล้องแบบผู้ป่วยนอกในโครงการคัดกรองมะเร็งลำไส้ที่ได้รับการเตรียมด้วยโปรแกรมการสร้างเสริมแรงจูงใจ 113 ราย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมการเตรียม แบบประเมินความสะอาดลำไส้และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ค่า IOC = 1.00 นำแบบประเมินความสะอาดลำไส้ใหญ่ที่ประเมินโดยกลุ่มตัวอย่างและศัลยแพทย์ แบบสอบถามพฤติกรรมการเตรียมไปทดสอบความเชื่อมั่น ได้ค่า IRR-Kappa = 0.67, 1.00 และ 0.80 ตามลำดับ แบบสอบถามความพึงพอใจนำไปทดลองใช้ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาก .97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการเตรียมกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ด้วย One sample t-tests เปรียบเทียบความสะอาดลำไส้ที่ประเมินโดยศัลยแพทย์กับกลุ่มตัวอย่างด้วย Chi-square tests พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการเตรียมอยู่ในระดับดีและสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t</em>(112) = 47.34, <em>p</em> = .000 [หางเดียว]) กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 100 มีความสะอาดลำไส้ใหญ่ในระดับดีเลิศและดี ระดับความสะอาดลำไส้ใหญ่ที่ประเมินโดยกลุ่มตัวอย่างและศัลยแพทย์ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( <img title="^{}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?^{}" /><img title="x" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?x" /><sup>2</sup>(1, <em>n</em> = 113) = 0.002, <em>p</em> = .965) กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการส่องกล้องในระดับมากที่สุด (<em>M </em>= 4.94, <em>SD </em>= 0.16) ผลวิจัยสะท้อนให้เห็นผลลัพธ์ที่ดี ควรนำแนวทางดังกล่าวไปใช้ในการเตรียมผู้ที่จะเข้ารับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่แบบผู้ป่วยนอก</p> 2024-02-20T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/262588 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ภาวะซึมเศร้ากับการปรับตัว ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยทำงาน 2023-11-11T10:11:16+07:00 ศักดิ์สิทธิ์ รอมไธสง tamato1414@gmail.com นริสา วงศ์พนารักษ์ narisa.w@msu.ac.th <p>ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยทำงานมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบทางลบต่อครอบครัว และสังคมการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพมีความสำคัญต่อการเผชิญความเจ็บป่วยและการเปลี่ยนแปลงบทบาท การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ภาวะซึมเศร้ากับการปรับตัวของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยทำงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยทำงานที่มารับบริการในคลินิกโรคซึมเศร้า แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ได้จากการใช้โปรแกรม G<sup>*</sup> Power จำนวน 138 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า มีความเที่ยง 0.83 และ 3) แบบสอบถามการปรับตัว มีความเที่ยง 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคสแควร์ และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยทำงาน มีภาวะซึมเศร้าอยู่ในระดับน้อยมาก (<em>M</em> = 6.99, <em>SD</em> = .56) การปรับตัวอยู่ในระดับปานกลาง (<em>M </em>= 2.31, <em>SD</em> = .58) ภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบในระดับสูงกับการปรับตัวของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r </em>= -.607, <em>df</em> = 2,<em> p</em> &lt; .01) และมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับสูงกับการปรับตัวด้านร่างกาย ด้านอัตมโนทัศน์ ด้านบทบาทหน้าที่ และด้านการพึ่งพาระหว่างกัน (<em>r </em>= -.638, <em>r</em> = -.666, <em>r</em> = -.549, <em>r</em> = -.636, <em>p</em> &lt; .01) ตามลำดับ ผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับพยาบาลจิตเวช นำไปใช้ในการพยาบาลและจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการปรับตัวที่ดีในผู้ป่วยซึมเศร้าวัยทำงานต่อไป</p> 2024-04-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/261701 ประสิทธิผลโปรแกรมส่งเสริมความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับ การดูแลต่อเนื่องที่บ้าน (Caregiver) ตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเอง 2023-12-08T11:51:06+07:00 เจษฎา อังกาบสี jesada.ang@kbu.ac.th ชุติมา ปัญญาพินิจนุกูร chutima.pun@kbu.ac.th นิติบดี ศุขเจริญ nitibodee.suk@kbu.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้ การรับรู้ความสามารถตนเอง และความคาดหวังที่มีต่อทักษะในการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้านในระยะก่อนและหลังการทดลอง ของอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกโดยการเลือกแบบเฉพะเจาะจง จัดกระทำผ่านโปรแกรมส่งเสริมความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน (Caregiver) ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ของผู้ดูแลที่ผ่านการอบรมโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในผู้ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านติดเตียง มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแล ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการสร้างแกนนำผู้ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน จำนวน 30 คน โปรแกรมส่งเสริมความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน (Caregiver) เป็นการจัดรูปแบบกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการรับรู้ความสามารถตนเอง ด้วยประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ การใช้ตัวแบบ หรือประสบการณ์ของผู้อื่น การชักจูงด้วยคำพูด และ การกระตุ้นทางอารมณ์ ผู้ดูแลผู้ป่วยหลังได้รับการอบรมโปรแกรมส่งเสริมความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน ตัวแปรศึกษาที่มีค่าคะแนนสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ค่าคะแนนความรู้ ค่าคะแนนการรับรู้ความสามารถตนเอง และค่าคะแนนทักษะในการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน</p> 2024-04-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/262156 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้สุขภาพจิต การสนับสนุนทางสังคมและคุณภาพชีวิต ของผู้ดูแลกับภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง 2023-12-22T11:44:45+07:00 สิริชัย เมี้ยนมิตร sirichai.meanmit.fr@gmail.com นริสา วงศ์พนารักษ์ narisa.w@msu.ac.th <p>ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยจิตเภท หากผู้ดูแลไม่มีความรู้สึกเป็นภาระก็จะดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้สุขภาพจิต การสนับสนุนทางสังคม คุณภาพชีวิตของผู้ดูแลกับภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง ณ แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จำนวน 328 คน โดยสุ่มแบบไม่คืนที่ เก็บข้อมูลในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2565 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามความรอบรู้สุขภาพจิต 2) แบบวัดการสนับสนุนทางสังคมของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท 3) เครื่องมือวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย และ 4) แบบประเมินภาระการดูแลของ Zarit ในผู้ป่วยจิตเวช มีค่าความเชื่อมั่น 0.87, 0.74, 0.81 และ 0.72 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้สุขภาพจิตระดับสูง (<em>M</em> = 3.83, <em>SD</em> = 0.26) การสนับสนุนทางสังคมระดับสูง (<em>M</em> = 3.26, <em>SD</em> = 0.30) คุณภาพชีวิตระดับดี (<em>M</em> = 103.36, <em>SD</em> = 5.63) และภาระการดูแลระดับปานกลาง (<em>M</em> = 15.33, <em>SD</em> = 3.14) และพบว่า ภาระการดูแลของผู้ดูแลมีความสัมพันธ์ทางลบกับความรอบรู้สุขภาพจิต (<em>r</em> = - 0.540) การสนับสนุนทางสังคม (<em>r </em>= - 0.485) และคุณภาพชีวิต (<em>r</em> = - 0.539) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ &lt; .01) ดังนั้นบุคลากรด้านสุขภาพจิตควรให้ความสำคัญ ให้การสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพจิต การสนับสนุนทางสังคม และคุณภาพชีวิต เพื่อลดความรู้สึกเป็นภาระของผู้ดูแล</p> 2024-04-02T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/264063 ผลของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาสมรรถนะต่อความรู้ ทัศนคติ และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์ กับการคาสายสวนปัสสาวะของพยาบาลวิชาชีพ 2023-11-28T14:12:59+07:00 กรกนก บุญประถัมภ์ kornkanok.boon@kkumail.com ดลวิวัฒน์ แสนโสม donsae@kku.ac.th <p>การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะ (Catheter-associated urinary tract infection: CAUTI) ส่วนใหญ่มีสาเหตุหลักมาจากการที่พยาบาลวิชาชีพไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาลอย่างเข้มงวด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้ ทัศนคติ และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของพยาบาลวิชาชีพก่อนและหลังการฝึกอบรมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในการป้องกัน CAUTI (CAUTI prevention competency development program: CPCP-CAI) เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง ดำเนินการศึกษาระหว่างเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2565 ในพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลสระบุรี จำนวน 108 คน ที่ดูแลผู้ป่วยสภาวะคาสายสวนปัสสาวะ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามโควตาจากหอผู้ป่วยให้เข้าเรียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนพัฒนาสมรรถนะ CPCP-CAI โดยวัดผลก่อนการเรียน หลังการเรียนทันที และหลังการเรียน 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ผลโดยใช้สถิติ One-way repeated measures ANOVA และ one-sample t-test ผลการศึกษาพบว่า หลังได้รับโปรแกรมทันทีและ 2 สัปดาห์พยาบาลมีค่าเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติและการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกัน CAUTI มากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>η</em><em>p<sup>2</sup>= </em>0.411, p&lt;.001; <em>η</em><em>p<sup>2</sup></em>=0.058, p=.012; <em>η</em><em>p<sup>2</sup></em>=0.1, <em>p</em>=.001 ตามลำดับ) พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรม CPCP-CAI ในภาพรวมร้อยละ 92.50 และมีความพึงพอใจทุกข้อมากกว่าร้อยละ 90 ขึ้นไป ผลการศึกษาสะท้อนว่าโปรแกรม CPCP-CAI แสดงประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพด้านความรู้ ทัศนคติ และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของพยาบาลวิชาชีพในการป้องกัน CAUTI ซึ่งสามารถใช้ในการเตรียมความพร้อมของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยใส่สายสวนปัสสาวะในสถานบริการสุขภาพ</p> 2024-04-05T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/262419 สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพที่ไปปฏิบัติงานที่สำนักงานแพทย์เพื่อกิจการฮัจญ์แห่งประเทศไทย ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย 2024-02-12T11:05:47+07:00 ฮานานี เจ๊ะอุบง hananee25201379@gmail.com ชุติวรรณ ปุริณทราภิบาล shutiwan.p@psu.ac.th ปรัชญานันท์ เที่ยงจรรยา pratyanan.t@psu.ac.th <p>สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพฮัจญ์ มีความสำคัญเนื่องจากบริบทพื้นที่แตกต่างกัน ทั้งภูมิอากาศ ความเป็นอยู่ และสังคมวัฒนธรรม แต่ยังไม่พบการศึกษาเกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลดังกล่าว วิจัยนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพที่ไปปฏิบัติงานที่สำนักงานแพทย์เพื่อกิจการฮัจญ์แห่งประเทศไทย ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยใช้เทคนิคการวิจัย (Ethnographic Delphi Future Research [ EDFR]) ผู้ให้ข้อมูล 18 คน แบ่ง 3 กลุ่ม ด้านการพยาบาล 9 คน ด้านสหวิชาชีพทางสุขภาพ 6 คน และด้านวิชาการทางสุขภาพ 3 คน ดำเนินการวิจัย 3 รอบดังนี้ 1) สัมภาษณ์ด้วยแนวคำถามปลายเปิดที่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน จำนวน 10 ข้อ มาวิเคราะห์พัฒนาเครื่องมือแบบสอบถามปลายปิด 2) ส่งแบบสอบถาม จำนวน 25 ข้อ แก่ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมแสดงระดับความคิดเห็น และ 3) ส่งแบบสอบถามเดิมเพิ่มตำแหน่งค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ จำนวน 25 ข้อ ให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันหรือเปลี่ยนแปลงระดับความคิดเห็นเพื่อสรุปฉันทามติ ผลวิจัยมี 6 สมรรถนะ 22 ข้อดังนี้ 1) สมรรถนะด้านการพยาบาล จำนวน 6 ข้อ 2) สมรรถนะด้านระบาดวิทยา โรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำ และการป้องกันควบคุมการติดเชื้อ จำนวน 3 ข้อ 3) สมรรถนะด้านการให้ข้อมูล และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ จำนวน 3 ข้อ 4) สมรรถนะด้านภาวะผู้นำ การทำงานเป็นทีม และคุณธรรม จริยธรรม จำนวน 4 ข้อ 5) สมรรถนะด้านการสื่อสาร ประสานงาน และเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 3 ข้อ และ 6) สมรรถนะด้านศาสนาและวัฒนธรรม จำนวน 3 ข้อ ผู้บริหารการพยาบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยนี้เป็นแนวทางการคัดเลือกและเตรียมสมรรถนะพยาบาลที่จะไปปฏิบัติงานที่สำนักงานแพทย์เพื่อกิจการฮัจญ์แห่งประเทศไทย ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล