https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/issue/feed วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล 2026-04-03T13:11:11+07:00 จงกลณี ตุ้ยเจริญ (Mrs. Jongkolnee Tuicharoen) jongkolnee@knc.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาลเป็นวารสารของวิทยาลัยพยาบาลบรมราราชนนี นครราชสีมา ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในสังกัดของคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข วารสารนี้ได้มีระบบการพิจารณาบทความโดยที่ผู้ทรงคุณวุฒิที่พิจารณาและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน และได้เผยแพร่ผลบทความที่มีคุณภาพสูงเกี่ยวกับสุขภาพ การสาธารณสุข การพยาบาล การศึกษาพยาบาล และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ปีละ 3 ครั้ง </p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/278244 ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์ทางคลินิกในบุคลากรที่มีภาวะน้ำหนักเกิน 2025-12-03T16:01:03+07:00 ศิริพร ศรีชะตา research@knc.ac.th อนุชา ไทยวงษ์ anucha.smnc@gmail.com กำทร ดานา research@knc.ac.th ดิษฐพล ใจซื่อ research@knc.ac.th วัชรินทร์ สมบัติศิริ research@knc.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์ทางคลินิกในบุคลากรที่มีภาวะอ้วน กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่าหรือเท่ากับ 25 กก.ม<sup>2 </sup>จำนวน 60 คน คัดเลือกตัวอย่างที่มีลักษณะตามเกณฑ์ต่อเนื่องจนครบจำนวน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (IOC = 0.96) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปและผลลัพธ์ทางคลินิก (IOC = 0.90) แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพ (CVI = 0.90) และแบบวัดพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติทดสอบทีแบบคู่ ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม 12 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพและค่าพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตเพิ่มขึ้นและมากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.001) นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอวลดลงและน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.001) สะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมนี้สามารถเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต และลดค่าดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอวได้อย่างมีประสิทธิผล อย่างไรก็ตามควรมีการติดตามประเมินผลในระยะยาว</p> 2026-03-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/275866 ประสบการณ์การจัดการตนเอง ปัจจัยสนับสนุน และอุปสรรคของวัยรุ่นตั้งครรภ์ ในการดูแลสุขภาพ: การศึกษาเชิงคุณภาพ 2025-12-17T14:11:01+07:00 สุฑารัตน์ ชูรส sutharatbuu@gmail.com ปรีดาวรรณ กะสินัง preedawan@bcnchainat.ac.th จาฏุพัจน์ ศรีพุ่ม jatapat@bcnchainat.ac.th <p>การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อสุขภาพของมารดาและทารก ขณะเดียวกันวัยรุ่นมักเผชิญข้อจำกัดด้านความรู้ การสนับสนุน และการเข้าถึงบริการ ส่งผลให้การจัดการตนเองด้านสุขภาพมีความสำคัญ การวิจัยเชิงคุณภาพแบบบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การ จัดการตนเองของวัยรุ่นตั้งครรภ์ในการดูแลสุขภาพ รวมถึงปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรค คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจงจากวัยรุ่นตั้งครรภ์อายุ 14-19 ปี ที่มารับบริการฝากครรภ์ในจังหวัดชัยนาท เก็บข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพตามแนวทางของ Graneheim และ Lundman ผลการวิจัยจากผู้ให้ข้อมูล 16 คน สามารถสังเคราะห์ได้เป็น 5 ประเด็นแก่นสาระ ได้แก่ (1) จากช็อกสู่การรับบทแม่ (2) ทำสุขภาพให้พอประคองได้ภายใต้ข้อจำกัดชีวิตจริง (3) กล้าไป กล้าถาม กล้ากลับมา (4) พยุงใจหรือเพิ่มแรงกดดัน และ (5) ดิจิทัลเป็นทั้งทางลัดและกับดัก โดยภาพรวมผลการวิจัยสะท้อนกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทแม่ การกำกับพฤติกรรมสุขภาพ และการต่อรองกับครอบครัว/คู่ครองและบริบทสังคม โดยบริการฝากครรภ์ ครอบครัว/คู่ครอง และเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นทั้งแรงสนับสนุนและเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กำกับการตัดสินใจและพฤติกรรมสุขภาพ ดังนั้น ควรพัฒนาระบบบริการฝากครรภ์ที่เป็นมิตรต่อวัยรุ่น เพิ่มพื้นที่ปรึกษาที่เป็นความลับ และเสริมทักษะรู้เท่าทันข้อมูลสุขภาพ/ดิจิทัล เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องในการรับบริการและผลลัพธ์สุขภาพของมารดาและทารกที่ดีขึ้น</p> 2026-03-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/276332 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมชะลอข้อเข่าเสื่อมในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 2-3 2025-10-27T11:27:58+07:00 ปุณฑรี พิกุลณี puntaree.pi@buu.ac.th คุณัสปกรณ์ มัคคัปผลานนท์ khunatpakorn@knc.ac.th ณชนก เอียดสุย aomsub@buu.ac.th ออมทรัพย์ พิกุลณี nachanok@buu.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงบรรยายภาคตัดขวางเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง เพศอายุ ดัชนีมวลกาย จำนวนข้างข้อเข่าเสื่อม ระยะความรุนแรงของโรค กับพฤติกรรมชะลอข้อเข่าเสื่อมในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ระยะที่ 2-3 ที่มารับการรักษาตามนัดจำนวน 138 ราย ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยภาคตะวันออก เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามพฤติกรรมชะลอข้อเข่าเสื่อม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และวิเคราะห์สถิติความสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 79.70) อยู่ในวัยผู้สูงอายุมีอายุเฉลี่ย 69.13 ปี (<em>SD</em> = 6.97) ดัชนีมวลกายเฉลี่ย 24.86 kg/m<sup>2</sup> (<em>SD</em> = 4.14) ส่วนใหญ่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมสองข้าง (ร้อยละ 91.3) และมีความรุนแรงระยะที่ 3 (ร้อยละ 54.30) มีพฤติกรรมชะลอข้อเข่าเสื่อมเฉลี่ย 56.22 คะแนน (<em>SD</em> = 5.72) โดยอยู่ในระดับสูง และเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติสหสัมพันธ์ พบว่าเพศ อายุ ดัชนีมวลกาย จำนวนข้างข้อเข่าเสื่อม และระยะความรุนแรง มีความสัมพันธ์พฤติกรรมชะลอข้อเข่าเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r = </em>.200, .226, -.189,.197, .191; <em>p </em>&lt; .05) ตามลำดับ ผลการศึกษาที่ได้ในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับการประเมินและพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมเพศหญิงที่มีดัชนีมวลกายมากกว่าเกณฑ์ปกติทั้งนี้เพื่อลดความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมหรือชะลอการดำเนินของโรคให้นานที่สุด</p> 2026-03-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/274861 นวัตกรรม การพัฒนานวัตกรรม Pain therapy App สำหรับประเมินความปวดในผู้ป่วย โรคออฟฟิศซินโดรมและอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขนาย จังหวัดนครราชสีมา 2025-10-04T20:16:15+07:00 วลัญช์ชยา เขตบำรุง valanchaya_ket@vu.ac.th ศรุตา มาภักดี Saruta_map@vu.ac.th ประภัสสร กองทอง Prapassorn_kon@vu.ac.th <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรม Pain therapy App สำหรับประเมินความปวดในผู้ป่วยโรคซินโดรมและอาการปวดเมื่อยของผู้ที่มารับบริการนวดบำบัดเพื่อสุขภาพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขนาย จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน ด้วยการเลือกแบบเจาะจง เกณฑ์การคัดเข้าเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสำรวจความต้องการและทักษะการใช้สมาร์ทโฟน แบบประเมินประสิทธิภาพนวัตกรรม และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรม Pain therapy App ที่พัฒนาตามกระบวนการ ADDIE Model มีฟังก์ชันสำหรับผู้รับบริการ ได้แก่ การลงทะเบียนด้วยรหัส HN และเลขบัตรประชาชน การบันทึกและประเมินความปวดก่อน-หลังรับบริการ การระบุตำแหน่งที่ปวด และการรับคำแนะนำบรรเทาอาการผ่านคลิปวิดีทัศน์ท่าฤๅษีดัดตน สำหรับผู้ให้บริการสามารถดาวน์โหลดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์สุขภาพและวางแผนการรักษาได้ ผลการประเมินประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก <em>(</em><em>M = 3.92, SD = 0.48)</em> และค่าเฉลี่ยความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก <em>(</em><em>M = 4.09, SD = 0.38)</em> ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน <em>(</em><em>M = 3.93, SD = 0.48)</em> ข้อเสนอแนะ ควรนำ Pain Therapy App ขยายการใช้งานไปยังกลุ่มแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพื้นที่อื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดข้อผิดพลาดในการจัดเก็บข้อมูล และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในการดูแลสุขภาพตนเอง</p> 2026-03-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/276548 การศึกษาทักษะและประสิทธิผลของหุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก ในนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา 2025-12-16T09:42:27+07:00 จิรารัตน์ พร้อมมูล jirarat@bcnsk.ac.th ชุติมา เพิงใหญ่ chu.smile1@gmail.com วรงรอง เนลสัน nilphetw@hotmail.com ชัญญานุช เครือหลี treetip2530@gmail.com ตวงพร มั่งมี tuangporn@bcnsk.ac.th <p>การเจาะเลือดส้นเท้าในทารกเพื่อคัดกรองภาวะโรคทางเมตาบอลิซึม หัตถการต้องถูกต้อง การปฏิบัติอย่างนุ่มนวล เนื่องจากทารกมีความบอบบางสูง ผู้ปฏิบัติต้องมีความรู้ ทักษะที่แม่นยำและความปลอดภัยเป็นสำคัญ วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะและประสิทธิผลของหุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารกในนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 2) เปรียบเทียบทักษะการเจาะเลือดส้นเท้าในทารกจากหุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก กับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ3) เปรียบเทียบประสิทธิผลหุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก กับเกณฑ์ค่าเฉลี่ยในระดับดีขึ้นไป (&gt;3.50) วิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 จำนวน 45 คน เครื่องมือวิจัยดังนี้ 1) หุ่นฝึกการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก 2) แบบสอบถามประสิทธิผลของหุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก 3) แบบสอบถามประเมินทักษะพฤติกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก ได้ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามและวัตถุประสงค์ ระหว่าง 0.67 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟา 0.77 และ0.96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมารตราฐาน ความถี่ และร้อยละ สถิติ One – Sample t – test ผลการวิจัย พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยทักษะการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก หลังทดลองการใช้หุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 2) คะแนนเฉลี่ยประสิทธิผลของหุ่นนวัตกรรมการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก ระดับดีขึ้นไป (<em>M</em> = 4.26, <em>SD</em> = 0.71) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 นวัตกรรมหุ่นฝึกทักษะการเจาะเลือดส้นเท้าในทารก จึงสามารถนำไปในการเรียนสอนวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น ภาคทดลองและภาคปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-03-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/276124 ประสบการณ์ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสำหรับอาจารย์พยาบาลในมหาวิทยาลัยสถาบันเอกชน 2025-10-03T14:02:45+07:00 เสาวลักษณ์ ทาแจ้ง saowaluk@rtu.ac.th <p>การวิจัยคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์และการให้ความหมายภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของอาจารย์พยาบาลในมหาวิทยาลัยสถาบันเอกชน ผู้ให้ข้อมูลเป็นอาจารย์พยาบาลสถาบันเอกชน จำนวน 16 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2568 รวบรวมข้อมูลโดยวิธีการประชุมกลุ่มย่อย จำนวน 16 คน ในการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นและคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักในการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 6 คน โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติความถี่ ร้อยละและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการของจิออร์จิ และมอร์ลีย์ ผลการวิจัยพบว่า ความหมายของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม คือ ความกล้าคิด กล้าทำ และกล้าลองสิ่งใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ผู้มีภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมต้องมีวิสัยทัศน์ คิดนอกกรอบ และสามารถนำแนวคิดใหม่มาใช้พัฒนาการเรียนการสอนและบริการพยาบาล ประสบการณ์ที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ประสบการณ์ในการส่งเสริมนักศึกษาให้เป็นนวัตกร 2) ประสบการณ์การประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ และ 3) ปรับเทคนิคการสอนแบบใหม่ให้เท่าทันการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 สำหรับอุปสรรคขัดขวาง คือ ภาระงานเอกสารมากไม่มีเวลาคิดงานนวัตกรรม งบประมาณสนับสนุนการสร้างงานยังไม่เพียงพอ และการประเมินผลงานนวัตกรรมยังไม่ที่ชัดเจนจึงขาดแรงจูงใจ ซึ่งผลการศึกษาจะเป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสำหรับอาจารย์พยาบาลในสถาบันการศึกษาเอกชนของประเทศไทยต่อไป</p> 2026-03-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/280060 การประเมินผลระบบบริการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงและการดูแลประคับประคองในระยะท้าย ของสถานชีวาภิบาล ในชุมชนและองค์กรศาสนา เขตสุขภาพที่ 9 2026-03-28T11:47:07+07:00 สินศักดิ์ชนม์ อุ่นพรมมี DoctorSinsakchon@gmail.com ศรีเสาวลักษณ์ อุ่นพรมมี Srisaowalak@knc.ac.th บุษรินทร์ พูนนอก Budsat3n.pum7@gmaii.com สุกัญญา วัชรประทีป toota20toota@yahoo.com จีรภา ผ่องแผ้ว pr.hpc9@gmail.com อภิรดี ฟั่นเพ็ง mim_aha@hotmail.com <p>การวิจัยประเมินผลครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลระบบบริการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงและการดูแลประคับประคองในระยะท้ายของสถานชีวาภิบาล ในชุมชนและองค์กรศาสนา เขตสุขภาพที่ 9 โดยใช้รูปแบบ CIPP Model และศึกษาปัญหาและอุปสรรคและข้อเสนอแนะในการดำเนินการ กลุ่มเป้าหมายคือสถานชีวาภิบาลในชุมชนและองค์กรศาสนา เขตสุขภาพที่ 9 ที่ผ่านการประเมินมาตรฐานสถานชีวาภิบาล เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบประเมินมาตรฐานบริการสถานชีวาภิบาลในชุมชนและองค์กรศาสนา กับผู้รับผิดชอบสถานชีวาภิบาลทั้ง 48 แห่ง และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสนทนากลุ่ม กับผู้รับผิดชอบสถานชีวาภิบาล ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ และภาคีเครือข่าย 4 จังหวัด ๆ ละ 2 แห่ง รวม 8 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า สถานชีวาภิบาลผ่านการประเมินรับรองในระดับดี 9 แห่ง (ร้อยละ 18.75) และระดับพื้นฐาน 39 แห่ง (ร้อยละ 81.25) การประเมินบริบท พบนโยบายการจัดตั้งสถานชีวาภิบาลเพื่อลดภาระของระบบสาธารณสุขหลัก โดยเน้นการดูแลด้านจิตวิญญาณเพิ่มเติมจากการดูแลร่างกายและจิตใจ การประเมินปัจจัยนำเข้า พบการจัดตั้งสถานชีวาภิบาลต้องมีความพร้อมด้านบุคลากร งบประมาณ และวัสดุอุปกรณ์ งบประมาณสนับสนุนรายหัวจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มักไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่ใช้เงินบริจาคสนับสนุน บุคลากรมีเพียงพอแต่ค่าตอบแทนผู้ดูแลผู้ป่วยไม่เหมาะสมกับภาระงาน การประเมินกระบวนการ พบสถานชีวาภิบาลมีนโยบายการรับผู้ป่วยต่างกัน งานเอกสารเป็นภาระของผู้ปฏิบัติและเป็นอุปสรรคในการดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ การประเมินผลลัพธ์ พบว่าผู้ป่วยได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนวาระสุดท้ายและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผลการศึกษาสามารถนำไปกำหนดนโยบายการพัฒนาสถานชีวาภิบาลให้มีจำนวนครอบคลุมพื้นที่และมีประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายต่อไป</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/278821 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด STEMI โรงพยาบาลสะเดา 2026-04-03T13:11:11+07:00 อรวดี กาลสงค์ on-onwadee@hotmail.com กิตติพร เนาว์สุวรรณ jock2667@gmail.com <p>วิจัยและพัฒนานี้เพื่อศึกษาสภาพการณ์การดูแล พัฒนารูปแบบ และประสิทธิผล ของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด STEMI โรงพยาบาลสะเดา ดำเนินการเป็น 3 ขั้นตอนระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึง กันยายน 2568 ขั้นตอนที่ 1 ใช้วิธีวิเคราะห์จากเอกสารและวิธีเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากเอกสารและสัมภาษณ์พยาบาล 9 คน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบการดูแล และผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่านได้ค่าความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ ระหว่าง .60-1.00 และศึกษาความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ต่อผู้รับบริการ กับพยาบาลวิชาชีพ 27 คน ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ชนิดหนึ่งกลุ่ม วัดหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด STEMI 16 คน เครื่องมือวิจัยใช้แบบบันทึกข้อมูลการดูแลผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ One sample Wilcoxon signed - ranks test ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ป่วย STEMI มีแนวโน้มสูงขึ้น การคัดกรองได้ถูกต้องร้อยละ 100 แต่ระยะเวลา EKG และระยะเวลา Refer ยังไม่ได้ตามเกณฑ์ การเสียชีวิตขณะดูแลรักษามีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งพบปัญหาพยาบาลวิชาชีพบางคนยังไม่มั่นใจในการดูแล โดยมีความต้องการให้สนับสนุน การให้ความรู้ การสร้างความมั่นใจ และเครื่องมือให้เพียงพอ 2. รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นคือ TIMES Model ประกอบด้วย การฝึกอบรม (T-Training) กระบวนการปรับปรุง (I=Improve process) เฝ้าระวัง (M=Monitor) ปรับสิ่งแวดล้อม (E=Environment) กำหนดกลยุทธ์/แนวทาง (S: Strategy) 3. หลังการใช้รูปแบบการดูแล พบว่าการคัดกรองถูกต้อง ร้อยละ 100 และไม่มีการเสียชีวิต ระยะเวลา EKG ภายใน 10 นาทีระยะเวลา referภายใน 30 นาที อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ .01 ดังนั้นควรนำรูปแบบการดูแลนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในโรงพยาบาลชุมชน เพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วย</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/274829 พฤติกรรมการใช้สารเสพติดและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติดในหญิงตั้งครรภ์ 2026-03-17T14:43:53+07:00 สุจิตตา ฤทธิ์มนตรี Sujittarmt@gmail.com สุรีพร ศรีโพธิ์อุ่น sureepron_sri@hotmail.co.th ลำพงษ์ ศรีวงค์ชัย poylumpong@gmail.com กมลพรรณ ศรีขาว research@knc.ac.th <p>ปัจจุบันมีรายงานอุบัติการณ์ใช้สารเสพติดในหญิงตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งการใช้สารเสพติดในหญิงตั้งครรภ์เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพมารดาและทารก การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนพฤติกรรมการใช้สารเสพติดและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติดของหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่างคือหญิงตั้งครรภ์จำนวน 167 รายที่มารับบริการฝากครรภ์ที่มาฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลรัฐจำนวน 19 แห่ง ในจังหวัดร้อยเอ็ด สุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ และแบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบบสัมภาษณ์การใช้สารเสพติด ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์- มิถุนายน พ.ศ.2567 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และ การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติคแบบพหุ (Multiple logistic regression) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเคยมีประสบการณ์ใช้สารเสพติดในช่วงตลอดชีวิตที่ผ่านมา ร้อยละ 56.3 และการใช้ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 33.5 และใช้ในช่วงตั้งครรภ์ ร้อยละ 28.1 ปัจจัยส่วนบุคคลสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการใช้สารเสพติดในขณะตั้งครรภ์ได้ร้อยละ 78 (R² = .60, <em>F</em>(6,160) = 40.28, <em>p</em> &lt; .05) ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้สารเสพติดในขณะตั้งครรภ์ ได้แก่ ระดับการศึกษา (β<sub>1</sub> = -.10, <em>p</em> &lt; .05) ความเพียงพอของรายได้ (β<sub>2</sub> = .15, <em>p</em> &lt; .05) ความสัมพันธ์กับคู่สมรส (β<sub>3</sub> = .09, <em>p</em> &lt; .05) และการเคยใช้สารเพติดมาก่อน (β<sub>4</sub> = .43, <em>p</em> &lt; .05) มีอิทธิพลต่อการใช้สารเสพติในขณะตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า ควรนำข้อมูลไปใช้เป็นแนวทางการคัดกรองหญิงตั้งครรภ์เพื่อค้นหาผู้ที่มีความเสี่ยงและเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/277268 ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมทักษะชีวิตต่อความรู้และทักษะชีวิตการป้องกันการใช้กัญชา เพื่อการสันทนาการในเด็กวัยรุ่นตอนต้น 2026-03-06T11:42:42+07:00 ณิศาพิชญาภัค มีสมศักดิ์ nisapichayapak_m@rmutt.ac.th พิไลลักษณ์ โรจนประเสริฐ pilailak_r@rmuttl.ac.th อุษา โถหินัง usa_t@rmutt.ac.th ณัฐยา ศรีทะแก้ว nuttaya_s@rmutt.ac.th พัชรพร คำภูมี pacharaporn_k@rmutt.ac.th <p>การเสริมสร้างทักษะชีวิตเป็นโปรแกรมที่ช่วยส่งเสริมความรู้และทักษะการป้องกันการใช้กัญชา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนหลัง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างเสริมทักษะชีวิตป้องกันการใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ กลุ่มตัวอย่างเป็น เด็กวัยรุ่นอายุ 12-15 ปี จำนวน 45 คน คำนวณกลุ่มตัวอย่างใช้โปรแกรม G*Power คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการเสริมสร้างทักษะชีวิต และเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินความรู้เรื่องการป้องกันการใช้กัญชา และ 3) แบบประเมินทักษะชีวิต โดยเครื่องมือมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ. 92 และ .96 ตามลำดับ และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือโดยแบบวัดความรู้มีค่า มีค่า KR-20 เท่ากับ .86 และแบบประเมินทักษะชีวิตค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's alpha coefficient) เท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบค่า t แบบ Paired t –test ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนความรู้ (<em>M</em>=6.58 , <em>SD</em>= 1.18 ) และทักษะชีวิตป้องกันการใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ (<em>M</em>=4.07, <em>SD</em>= .43 ) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .001) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมสร้างเสริมทักษะชีวิตช่วยส่งเสริมความรู้และทักษะชีวิตป้องกันการใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการในเด็กวัยรุ่นตอนต้นได้</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล