วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm <p>วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาลเป็นวารสารของวิทยาลัยพยาบาลบรมราราชนนี นครราชสีมา ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในสังกัดของคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข วารสารนี้ได้มีระบบการพิจารณาบทความโดยที่ผู้ทรงคุณวุฒิที่พิจารณาและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน และได้เผยแพร่ผลบทความที่มีคุณภาพสูงเกี่ยวกับสุขภาพ การสาธารณสุข การพยาบาล การศึกษาพยาบาล และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ปีละ 3 ครั้ง </p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล ซึ่งดำเนินการโดยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา </p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความในวารสารเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับกองบรรณาธิการวารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล หรือวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> jongkolnee@knc.ac.th (จงกลณี ตุ้ยเจริญ (Mrs. Jongkolnee Tuicharoen)) piyapruek@knc.ac.th (ปิยะพฤกษ์ พฤกษชาติ (Mr. Piyapruek Prueksachat))) Mon, 01 Sep 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการวิทยาลัยพยาบาลสังกัดสถาบันพระบรมราชชนกตามแนวคิดสมรรถนะการสร้างสรรค์นวัตกรรมการปฏิบัติงานวิชาชีพพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/264536 <p>การวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษากรอบแนวคิด การบริหารงานวิชาการและสมรรถนะการสร้างสรรค์นวัตกรรมการปฏิบัติงานวิชาชีพพยาบาล ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และสร้างนวัตกรรมการบริหารงานวิชาการ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษากรอบแนวคิดโดยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลโดยโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 303 คนโดยใช้ตารางของเครซี่ และมอร์แกน ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นและกำหนดสัดส่วน โดยใช้แบบสอบถาม มีค่า IOC อยู่ระหว่าง .60 -1.00 วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธ์แอลฟาของคอนบรากเท่ากับ 0.98 ขั้นตอนที่3 สร้างนวัตกรรมการบริหารงานวิชาการ ประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมโดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ โดยใช้แบบสอบถาม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กรอบแนวคิดการบริหารงานวิชาการ มี 3 ด้าน คือ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดสมรรถนะการสร้างสรรค์นวัตกรรมการปฏิบัติงานวิชาชีพพยาบาล ประกอบด้วย สมรรถนะในด้านการศึกษาปัญหา การระบุปัญหา การระดมความคิดการสร้างต้นแบบ และการทดสอบต้นแบบและการปรับปรุง การบริหารงานวิชาการด้านการวัดและประเมินผลมีค่าเฉลี่ยผลการศึกษาสภาพปัจจุบันในระดับน้อย (<em>M</em> = 3.72 <em>SD </em>= 0.83) ค่าเฉลี่ยสภาพที่พึงประสงค์มีระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.40 <em>SD </em>= 0.71) และค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด (<em>PNI <sub>Modified</sub></em> = 0.18) ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ต่อนวัตกรรมการบริหาร งานวิชาการเน้นการวัดและประเมินผล มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้มีค่าเฉลี่ยระดับมากที่สุด </p> วิจิตรา นวนันทวงศ์, พิกุล ภูมิโคกรักษ์, ประหยัด ภูมิโคกรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/264536 Wed, 03 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสุขในชีวิตของผู้สูงอายุ ตำบลบ้านโพธิ์ จังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/275944 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยผสมผสาน (Mixed Methods Research Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการเห็นคุณค่าในตนเอง ด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้านสุขภาพกับความสุขในชีวิตของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 175 คน กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ คือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 15 คน เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยเชิงปริมาณ คือ แบบสอบถาม ประกอบด้วยข้อคำถาม 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจัยที่มีผลต่อความสุขในชีวิตของผู้สูงอายุ และความสุขในชีวิตของผู้สูงอายุ 5 มิติ การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคล และแนวคำถามสำหรับการสนทนา การวิเคราะห์ข้อมูลข้อมูลส่วนบุคคล นำเสนอด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ใช้สถิติไคสแควร์ (Chi-square) ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างรหัสข้อมูล ส่วนการกำหนดรหัสข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การเชื่อมโยงเรียบเรียงถ้อยคำดำเนินการโดยผู้วิจัย ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านการเห็นคุณค่าในตนเองและปัจจัยด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับความสุขในชีวิตของผู้สูงอายุในทุกมิติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนปัจจัยด้านด้านเศรษฐกิจและสังคมมีความสัมพันธ์กับมิติสุขสบาย มิติสุขสนุก และมิติสุขสง่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01และไม่มีความสัมพันธ์กับมิติสุขสว่าง มิติสุขสงบ ดังนั้นจึงควรให้การดูแลผู้สูงอายุอย่างครอบคลุมทั้ง 5 มิติ</p> บรรจง จันทวีวัฒน์, หฤทัย กงมหา, ยุพาพร จิตตะสุสุทโธ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/275944 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแกร่งในชีวิต ความรอบรู้สุขภาพจิต กับภาวะซึมเศร้า ของประชาชนในชุมชนเขตเทศบาลเมืองแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/277696 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยพรรณนาเชิงสหสัมพันธ์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแกร่งในชีวิต ความรอบรู้สุขภาพจิต กับภาวะซึมเศร้าของประชาชนในชุมชนเขตเทศบาลเมืองแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา ผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็นประชาชน อายุ 18-59 ปี ที่อาศัยในชุมชนเขตเทศบาลเมืองแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 121 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความแข็งแกร่งในชีวิต แบบสอบถามความรอบรู้สุขภาพจิต และแบบประเมินความรุนแรงของอาการซึมเศร้า 9 คำถาม มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .94, .88 และ .93 ตามลำดับ เก็บข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคะแนนความแข็งแกร่งในชีวิตโดยรวมอยู่ระหว่าง 80-140 (<em>M</em> = 114.22, <em>SD</em> = 13.75) มีความรอบรู้สุขภาพจิตโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (<em>M</em> = 140.09, <em>SD</em> = 14.22) ไม่มีอาการของโรคซึมเศร้า (<em>M</em> = 2.45, <em>SD </em>= 3.54) และยังพบว่า ความแข็งแกร่งในชีวิตและความรอบรู้สุขภาพจิตมีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r </em>= -.31, <em>p </em>&lt; .001; <em>r</em> = -.21, <em>p </em>= .012) ตามลำดับ ในขณะที่ความแข็งแกร่งในชีวิตมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความรอบรู้สุขภาพจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r</em> = .34, <em>p </em>&lt; .001) ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่งในชีวิตและความรอบรู้สุขภาพจิตมีความสัมพันธ์ต่อภาวะซึมเศร้า ดังนั้นควรมีการจัดกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิต และความรอบรู้สุขภาพจิตให้กับประชาชนในชุมชนเพื่อป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้า</p> ชนกชนม์ โคตรสมบัติ, นริสา วงศ์พนารักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/277696 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 และ 4 ในสถานบริการปฐมภูมิ จังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/278784 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-4 ในสถานบริการปฐมภูมิ จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย (Predictive correlational research) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 และ 4 จำนวน 190 ราย ได้มาด้วยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มหลายขั้นตอน (Multi-Stages Cluster sampling) เครื่องมือที่ใช้ เก็บรวบรวมข้อมูล ใช้แบบสอบถาม ทั้งหมด 8 ส่วน ซึ่งผ่านการพิจารณาความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC (Index of Item Objective Congruence) ของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.85 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบากเท่ากับ .89 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่อหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมการบริโภคโซเดียมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-4 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง <em>(</em><em>M</em> = 57.61, <em>SD </em>= 5.21) สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3 และ 4 ร้อยละ 70.8 (<em>R</em><sup>2</sup>= .708,<em> p</em> &lt; .05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยปัจจัยที่มีอำนาจการทำนายมากที่สุด คือ การรับรู้ความสามารถในการบริโภคโซเดียมมี (<em>β</em> = .513) รองลงมา คือ การเข้าถึงบริการสุขภาพ (<em>β</em> = .368) การเข้าถึงอาหารที่มีโซเดียม (<em>β</em> = . 292) ทัศนคติต่อการบริโภคโซเดียม (<em>β</em> =. 289) แรงสนับสนุนทางสังคม (<em>β</em> =. 209) ความรู้เกี่ยวกับโรคไตและการบริโภคโซเดียม (<em>β</em> = .150) ตามลำดับ จากผลการวิจัย ควรเน้นการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง (Self-efficacy) เป็นหลัก รวมถึงการพิจารณาขยายพื้นที่การศึกษาเพื่อสะท้อนความแตกต่างตามบริบททางสังคมและวัฒนธรรมต่อไป</p> ฉัตรทอง จารุพิสิฐไพบูลย์, สิริภา ธัญญผลพลากร, ธิดารัตน์ กลิ่นพูน, ศศิรัศมิ์ นาชัยฤทธิวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/278784 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแข็งในการมองโลกและคุณภาพชีวิต ของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/275198 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแข็งในการมองโลกกับคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง ดำเนินการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 - มิถุนายน พ.ศ. 2566 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่มารับการรักษา ณ หอผู้ป่วยนอกและหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลตติยภูมิ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 120 คน โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเข้มแข็งในการมองโลก และแบบประเมินคุณภาพชีวิต ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า ความเข้มแข็งในการมองโลกของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งอยู่ในระดับปานกลาง (<em>M</em> = 137.41, <em>SD</em> = 31.71) และคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลอยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน (<em>M</em> = 178.34, <em>SD</em> = 27.13) โดยความเข้มแข็งในการมองโลกโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r </em>= .34, <em>p</em> &lt; .01) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ความเข้มแข็งในการมองโลกเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง จึงควรได้รับการส่งเสริมเพื่อช่วยให้ผู้ดูแลสามารถปรับตัวต่อภาระการดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเครียด และรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว</p> พรรณทิพา ขำโพธิ์, ชนิตา แป๊ะสกุล, กฤชมน เมธาธิรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/275198 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 คุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ที่ได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด หอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/275248 <p>การวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันที่ได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด ในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่าง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันที่ได้รับการยาละลายลิ่มเลือด อาการดีขึ้นจำหน่ายกลับบ้านไปแล้ว 1 เดือน จำนวน 61 คน ระหว่าง มกราคม - กันยายน พ.ศ. 2567 เครื่องมือ ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินความสามารถการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน 3) แบบประเมินความพิการ 4) แบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง Stroke Impact Scale (SIS) วิเคราะห์ข้อมูลใช้ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองด้วย Multivariable Regression ผลการวิจัย คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 26.22 รายด้าน พบว่า ด้านร่างกาย ด้านกิจวัตรประจำวัน ด้านเคลื่อนไหว ด้านใช้มือข้างที่เป็นอัมพาตหรืออ่อนแรง ด้านเข้าร่วมกิจกรรมอยู่ในระดับน้อยถึงน้อยที่สุด ด้านความจำ อารมณ์และการสื่อสารอยู่ในระดับมากที่สุด โดยการใส่สายสวนหลอดเลือดสมองและระดับความรุนแรงของโรคเป็นปัจจัยที่ร่วมทำนายคุณภาพชีวิตได้ร้อยละ 26.8 สรุปผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตระดับปานกลาง แม้อารมณ์และการรับรู้จะดีแต่ยังเผชิญข้อจำกัดทางกายหลังจำหน่าย 1 เดือน จึงควรพัฒนา Stroke Fast Track ด้วยระบบ Pre-alert เพื่อลด Door-to-needle time ให้ต่ำกว่า 60 นาที ซึ่งจะช่วยลดความพิการและเพิ่มคุณภาพชีวิตระยะยาว</p> สุภาพร ศรีพนม , พิกุล โกวิทพัฒนา, วนิดา บรรจงปรุ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/275248 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การรับรู้ความสามารถของตนเองและความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของการนำเครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สี ไปใช้ในการควบคุมและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/277511 <p>การศึกษาวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ความสามารถของตนเอง และความคาดหวังต่อผลลัพธ์ในการนำเครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สี ไปใช้ควบคุมและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในนักศึกษาสถาบันพระบรมราชชนก ทำการเลือกตัวอย่างที่มีลักษณะตามเกณฑ์ต่อเนื่องจนครบจำนวน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาที่กำลังศึกษาในคณะพยาบาลศาสตร์ คณะสาธารณสุขและสหเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก จำนวน 5,427 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปและแบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองและความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของการใช้เครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สีไปใช้ควบคุมและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาพบว่าเมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าคะแนนเฉลี่ยของการรับรู้ความสามารถของตนเอง และความคาดหวังต่อผลลัพธ์ในการนำเครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สี ไปใช้ควบคุมและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พบว่านักศึกษาเพศชาย อายุ 21 ปี เป็นนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มี ประสบการณ์การใช้เครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สี เคยใช้เครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สี ในการพัฒนาเป็นแบบสอบถามการวิจัย และเข้าร่วมกิจกรรม “พบอธิการบดีวิชัย” แบบเผชิญหน้าในพื้นที่วิทยาลัยมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด และแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>p</em>&lt;.001</p> เพ็ญพรรณ พิทักษ์สงคราม, ณรงค์ ใจเที่ยง, วิชัย เทียนถาวร, ดุสิต สกุลปิยะเทวัญ, จุฬารัตน์ ห้าวหาญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/277511 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลศรีวิชัย อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/275600 <p>โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังทดลอง เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 60 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมสุขภาพการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลด้านสุขภาพ แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.85 และ 0.88 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาก เท่ากับ .86 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Pair t-test ผลการวิจัยพบว่า พบว่า ก่อนการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ในระดับพอใช้ ร้อยละ 70.0 (<em>M</em> = 60.98, <em>SD</em> = 12.75) แต่หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ในระดับดี ร้อยละ 80.0 (<em>M</em> = 74.68, <em>SD</em> = 12.76) และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง พบว่า หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = -15.89, <em>p</em> &lt; .001) สรุปผลการวิจัย โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เป็นแนวทางส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้</p> สิงหา สีหานาท, อนันต์ศักดิ์ จันทรศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/275600 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะแกนนำชุมชนในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุมุสลิม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/275070 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบสมรรถนะแกนนำชุมชนในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างคือแกนนำชุมชน 30 คน และผู้สูงอายุ 106 คน โดยพัฒนารูปแบบสมรรถนะแกนนำชุมชนและทดลองใช้ 3 เดือน เครื่องมือการวิจัยแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ (1) ลักษณะส่วนบุคคล (2) แบบวัดสมรรถนะแกนนำชุมชน มีค่าความเชื่อมั่น .90 (3) แบบวัดคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ (WHOQOL-BREF-THAI) มีค่าความเชื่อมั่น .84 และ (4) แบบประเมินผลโครงการ ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะแกนนำชุมชนในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุคือ <strong>NAMBOO Model</strong> ประกอบด้วย Norm, Activity, Model, Best Muslim, Offer และ Opportunity หลังการใช้รูปแบบ พบว่าค่าเฉลี่ยสมรรถนะแกนนำชุมชนก่อนและหลังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ได้แก่ ด้านความรู้ การพัฒนาตนเอง การดูแลผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ การประสานงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเสริมสร้างพลังอำนาจ การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ การสอนแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านจิตใจและภาพรวมดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แต่ด้านสุขภาพกาย สัมพันธภาพทางสังคม และสิ่งแวดล้อมไม่แตกต่างกัน ปัจจัยแห่งความสำเร็จคือความเข้มแข็งและการทำงานเชิงรุกของแกนนำชุมชน ทำให้เกิดระบบพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> ฮัสณาฐ์ โต๊ะพา, พาตีเมาะ นิมา , กิตติพร เนาว์สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/275070 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะเบาหวานขึ้นตาในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/277033 <p>ภาวะเบาหวานขึ้นตา เป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถป้องกันและลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ ด้วยการควบคุมและจัดการกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อภาวะเบาหวานขึ้นตาในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะเบาหวานขึ้นตาและรับบริการที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จำนวน 250 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับภาวะเบาหวานขึ้นตา และแบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเองขณะป่วยเป็นโรคเบาหวานที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี (Binary Logistic Regression) ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีภาวะเบาหวานขึ้นตาในระยะที่ยังไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ ระดับเล็กน้อย (Mild Nonproliferative Diabetic Retinopathy) ร้อยละ 76.80 และปัจจัยที่มีผลต่อภาวะเบาหวานขึ้นตาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; .05) ได้แก่ ระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวาน และพฤติกรรมการจัดการตนเองขณะป่วยเป็นโรคเบาหวาน ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะเบาหวานขึ้นตาในระดับเล็กน้อย จึงควรคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวานเป็นประจำ ควรรักษาอย่างต่อเนื่องและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง รวมทั้งมีการจัดการตนเองให้ถูกต้องเหมาะสมกับโรคเบาหวาน เพื่อลดโอกาสการเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตาในระดับที่รุนแรงขึ้น</p> กิตติยา เด็ดแก้ว, สุภลักษณ์ ธานีรัตน์, สินีนุช เสนีวงศ์ ณ อยุธยา, ศุชญา โตจันทร์, พรทิพย์ รัตนทรงธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/277033 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความเชื่อด้านสุขภาพ และพฤติกรรมของผู้สูงอายุด้านการดูแลตนเองเพื่อควบคุมโรคความดันโลหิตสูง: การวิจัยเชิงคุณภาพ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/278932 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ เพื่อศึกษาความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมของผู้สูงอายุ ด้านการดูแลตนเองในการควบคุมโรคความดันโลหิตสูงว่าเป็นอย่างไร ใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) ผู้ให้ข้อมูลรวม 8 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแนวคำถามสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้าง ผลการวิเคราะห์แบบ Thematic Analysis พบความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมดูแลตนเอง เพื่อควบคุมโรคความดันโลหิตสูง 4 themes กับอีก 9 subthemes ดังนี้ 1) ความกลัวป่วย (กลัวป่วย จึงดูแลสุขภาพ, กลัวลูกหลานลำบาก) 2) ขาดความรู้ (บุคลากรบอกกว้างๆ ไม่ได้เน้นเรื่องลดเค็ม, ลดเค็มแบบปฏิบัติจริงเพราะนิสัยไม่ชอบรสเค็ม, ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมทางกายเพราะชอบทำ) 3) มีแรงจูงใจจากการได้รับประโยชน์ (ได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกาย, ทำเพื่อคนที่เคารพรัก) และ 4) อิทธิพลทางสังคม (อิทธิพลจากเพื่อน, อิทธิพลจากกิจกรรมทางสังคม) ผลการวิจัยเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สามารถนำไป พัฒนาโปรแกรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยสูงอายุโรคความดันโลหิตสูง ให้มีพฤติกรรมเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตได้ การวิจัยในอนาคตควรศึกษาผู้ป่วยสูงอายุกลุ่มโรคนี้ในชุมชน เพื่อได้ข้อมูลลุ่มลึกขึ้น จะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการดูแลตนเอง เพื่อควบคุมความดันโลหิตได้ดียิ่งขึ้น</p> วัชรี อาภาธีรพงศ์, นารีรัตน์ จิตรมนตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/278932 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาหุ่นจำลองแผลฝีเย็บเพื่อเสริมสร้างทักษะการเย็บแผลฝีเย็บในนักศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/277681 <p>การเย็บซ่อมแซมแผลฝีเย็บเป็นหัตถการสำคัญในระยะคลอด หุ่นจำลองแผลฝีเย็บจึงเป็นสื่อการสอนจำเป็นในการเสริมสร้างทักษะการเย็บแผลฝีเย็บในนักศึกษาพยาบาล แต่ปัญหาสำคัญคือหุ่นจำลองไม่เพียงพอต่อความต้องการ การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลหุ่นจำลองแผลฝีเย็บสำหรับฝึกทักษะการเย็บแผลฝีเย็บ โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองแอดดี้ ประกอบด้วย การวิเคราะห์ ออกแบบ พัฒนา นำไปใช้ และประเมินผล โดยแบ่งเป็นการวิจัย 2 ระยะ คือ 1) ระยะพัฒนา และ 2) ระยะประเมินผล บทความนี้เป็นการรายงานผลการวิจัยในระยะที่ 1 ผู้ให้ข้อมูลรวมทั้งหมด 82 คน โดยในขั้นวิเคราะห์ เป็นอาจารย์พยาบาล 5 คน และนักศึกษาพยาบาล 30 คน ในขั้นออกแบบ เป็นผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และขั้นการพัฒนา เป็นนักศึกษาพยาบาลจำนวน 42 คน เครื่องมือในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามปัญหาและอุปสรรคในการเรียนรู้เรื่องการเย็บแผล แบบทดสอบความรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ ซี่งผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมของการออกแบบในระดับมาก (<em>M</em>= 3.55, <em>S</em>D = 0.49) หุ่นจำลองที่พัฒนาขึ้นมีลักษณะยืดหยุ่นเหมือนเนื้อเยื่อจริง สามารถเย็บได้ง่าย และทนต่อการดึงรั้ง มีประสิทธิภาพของหุ่น (ด้านกระบวนการ [E1]/ด้านผลลัพธ์ [E2]) เท่ากับ 84.2/86.6 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 และนักศึกษามีความพึงพอใจในระดับมาก (<em>M</em> = 4.00, <em>SD </em>= 0.80) หุ่นจำลองมีราคาชิ้นละ 1,500 บาท ดังนั้นจึงสามารถพัฒนาเป็นสื่อการสอนได้ และสถาบันการศึกษาสามารถผลิตเองได้ด้วยต้นทุนต่ำ การวิจัยในขั้นต่อไป คือการปรับปรุงหุ่นจำลองจากขั้นพัฒนา เพื่อนำไปใช้ในระยะการประเมินผล</p> ปรางทิพย์ ทาเสนาะ เอลเทอร์, เครือหยก แย้มศรี, บุษบา การกล้า, บรรเทิง พลสวัสดิ์, สายพิณ เกตุแก้ว, กัลยา บัวบาน, ณัฐวุฒิ พลศรี, นันทิกานต์ บุรกรณ์, เจษฎา พรานไพร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/277681 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700