https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/issue/feed
วารสารสาธารณสุขล้านนา
2026-06-26T16:33:41+07:00
นพ.สุรเชษฐ์ อรุโณทอง
lannadpc10@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>Focus and Scope (นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์)</strong></p> <p>วารสารสาธารณสุขล้านนา สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ยินดีรับบทความวิชาการและผลงานวิชาการที่เกี่ยวกับโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม และภัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ โดยเน้นเรื่องการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรค เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้แก่หน่วยงานด้านการแพทย์ สาธารณสุข และผู้สนใจ โดยเรื่องที่จะส่งตีพิมพ์ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรือกำลังตีพิมพ์ในวารสารใดๆ มาก่อน ทั้งนี้กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจทานแก้ไขต้นฉบับ และพิจารณาตามลำดับก่อน หลัง</p> <p> </p> <p><strong>Peer Review Process (กระบวนการพิจารณาบทความ)</strong></p> <p><span style="font-weight: 400;">บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญไม่น้อยกว่า 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</span></p> <p> </p> <p><strong>Types of articles (ประเภทของบทความ) </strong></p> <p><span style="font-weight: 400;">นิพนธ์ต้นฉบับ (Original article) บทความวิชาการทั่วไป (General article) รายงานผู้ป่วย (Case report) และการสอบสวนโรค (Outbreak investigation) </span></p> <p> </p> <p><strong>Language (ภาษาที่รับตีพิมพ์)</strong></p> <ul> <li class="show" style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ภาษาไทย</span></li> </ul> <p> </p> <p><strong>Publication Frequency (กำหนดออก)</strong></p> <p><span style="font-weight: 400;">วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี โดยไม่เก็บค่าธรมเนียมการตีพิมพ์</span></p> <ul> <li class="show" style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน</span></li> </ul> <ul> <li class="show" style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</span></li> </ul> <p> </p> <p><strong>Publisher (เจ้าของวารสาร)</strong></p> <ul> <li class="show" style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณาสุข</span></li> </ul>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/280082
ประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างเสริมแรงจูงใจในการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัยในเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตำบลหนองบัวตะเกียด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา
2026-03-19T13:20:57+07:00
วัชรากรณ์ เพ็งขุนทด
widsanupin@gmail.com
วิษณุ ปิ่นคำ
widsanupin@gmail.com
พัตต์วราภรณ์ อุดรสรรพ์
widsanupin@gmail.com
สุภาภรณ์ สุขจรรยา
widsanupin@gmail.com
<p> การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างเสริมแรงจูงใจในการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัยในเกษตรกร ผู้ปลูกข้าว ตำบลหนองบัวตะเกียด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจำนวน 70 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสร้างเสริม แรงจูงใจในการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎี แรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคและทฤษฎีการสนับสนุนทางสังคมเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้สถิติ Paired t-test และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช การรับรู้ความรุนแรงของอันตราย การรับรู้โอกาสเสี่ยงของอันตราย ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง ความคาดหวังในความสามารถตนเองต่อการป้องกันอันตราย และการปฏิบัติตัวต่อการป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพิ่มขึ้นสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><0.05) โปรแกรมนี้จึงมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย และควรมีการขยายผลไปใช้ในกลุ่มเกษตรกรที่มีบริบทการทำเกษตรกรรมที่ใกล้เคียงกัน โดยต้องมีการปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและประเภทของสารเคมีที่ใช้ในแต่ละพื้นที่เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด</p>
2026-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขล้านนา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/279818
ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และความตระหนักของผู้ดูแลเด็ก เรื่องการป้องกัน การจมน้ำในเด็กหลายกลุ่มวัย เขตภาคเหนือตอนบนประเทศไทย
2026-02-25T10:55:08+07:00
อิสระพงศ์ เพลิดเพลิน
ip_bom@hotmail.com
ปาริฉัตร องอาจบริรักษ์
Parichat.ong@cmu.ac.th
สินีนาฏ ชาวตระการ
schautrakarn@gmail.com
<p>การวิจัยแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และความตระหนักของผู้ดูแลเด็กในการป้องกันการจมน้ำในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ในเขตภาคเหนือตอนบน ประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่อาศัยอยู่ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จำนวน 424 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบสะดวก เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างเดือนกันยายน 2567 – มิถุนายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ดูแลเด็กมีความรู้เรื่องการป้องกันการจมน้ำในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 57.78 มีคะแนนเฉลี่ย 8.97 (S.D.=2.18) จากคะแนนเต็ม 13 คะแนน โดยพบประเด็นที่ผู้ดูแลเด็กมีความเข้าใจผิดมากที่สุดคือ การช่วยเหลือผู้จมน้ำด้วยการอุ้มพาดบ่าเพื่อไล่น้ำ และการ กระโดดลงไปช่วยทันทีกรณีว่ายน้ำเป็น สำหรับความตระหนักในการป้องกันการจมน้ำในภาพรวมอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 85.85 มีคะแนนเฉลี่ย 4.51 (S.D.=0.52) จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน โดยมีความตระหนักสูงสุดในด้านการดูแลเด็กวัยคลานถึงหัดเดินให้อยู่ในระยะสายตา และความรู้ของผู้ดูแลเด็กมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความตระหนักในการป้องกันการจมน้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><0.05) จากการศึกษาครั้งนี้เป็นข้อมูลสนับสนุนว่า<br />ผู้ดูแลเด็กในเขตภาคเหนือตอนบนควรได้รับการพัฒนาด้านความรู้ที่ถูกต้องในประเด็นวิธีการช่วยเหลือและปฐมพยาบาลผู้ตกน้ำจมน้ำ เพื่อเพิ่มความรู้หรือแก้ไขความเชื่อที่ผิด เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้จมน้ำ และส่งเสริมความรู้ในการจัดการแหล่งน้ำที่มีความเสี่ยง เพื่อยกระดับความรู้และเพิ่มความตระหนักเกี่ยวกับการป้องกันการจมน้ำให้ดียิ่งขึ้น โดยการมีส่วนร่วมของหน่วยงานในชุมชนที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานศึกษา โรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น เพื่อลดปัญหาการจมน้ำของเด็กต่อไปได้</p>
2026-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขล้านนา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/280284
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพในผู้ติดเชื้อเอชไอวี
2026-02-24T09:21:36+07:00
นุสรา วงษ์พานิช
sasidhorn.c@nsru.ac.th
ศศิธร ชิดนายี
sasidhorn.c@nsru.ac.th
ศุทธินี วัฒนกูล
sasidhorn.c@nsru.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพในผู้ติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่มีประวัติการรับประทานยาต้านไวรัสไม่สม่ำเสมอในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 30 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ โปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพ ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี พัฒนามาจากแนวคิดของ Creer (2000) ระยะเวลา 16 สัปดาห์ และแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพของผู้ติดเชื้อเอชไอวี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ Wilcoxon Signed-Rank Test ผลการศึกษาพบว่าหลังการใช้โปรแกรมการจัดการตนเองในผู้ติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><0.05) การเปรียบเทียบพฤติกรรมรายด้านพบว่า ด้านการรับประทานยา ด้านการออกกำลังกาย และด้านการจัดการความทุกข์ทางจิตใจ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><0.05) ขณะที่ด้านการรับประทานอาหาร ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสามารถนำโปรแกรมการจัดการตนเองไปใช้กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพื่อส่งเสริมให้มีพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสมได้</p>
2026-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขล้านนา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/280041
การวิเคราะห์จัดกลุ่มเดือนตามจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออก และปัจจัยภูมิอากาศในจังหวัดเชียงใหม่
2026-03-26T09:44:32+07:00
วัฒนา ชยธวัช
vadhana.j@ptu.ac.th
ฐาปกรณ์ ไตรยะวิภาค
thapakorn_tra@g.cmru.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การจัดกลุ่มเดือนตามจำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกและปัจจัยภูมิอากาศในจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลรายเดือนจำนวน 120 เดือน ระหว่างปี พ.ศ. 2558-2567 จากระบบรายงานการเฝ้าระวังโรค 506 และข้อมูล<br />ภูมิอากาศจากฐานข้อมูลสากล ตัวแปรที่ใช้เป็นข้อมูลรายเดือน ได้แก่ จำนวนผู้ป่วย <br />ปริมาณฝน ความชื้นสัมพัทธ์ และอุณหภูมิ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน และจัดกลุ่มเดือนด้วยวิธี K-means clustering โดยเลือกจำนวนกลุ่มที่เหมาะสมจากค่า Silhouette Scores ผลการศึกษาพบว่าสามารถจำแนกเดือนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 (พฤษภาคม-ตุลาคม, ความเสี่ยงสูง) มีจำนวนผู้ป่วยสูงสุด และสัมพันธ์กับฝนและ<br />ความชื้นสูง กลุ่มที่ 2 (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์, ความเสี่ยงปานกลาง) มีจำนวนผู้ป่วยระดับปานกลางและอุณหภูมิต่ำที่สุด และกลุ่มที่ 3 (กุมภาพันธ์-พฤษภาคม, ความเสี่ยงต่ำ) <br />มีจำนวนผู้ป่วยต่ำสุดและสัมพันธ์กับฝนและความชื้นต่ำ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วย<br />โรคไข้เลือดออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ปริมาณฝน และความชื้นสัมพัทธ์ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน เท่ากับ 0.60 และ 0.69 ตามลำดับ (<em>p</em>-value < 0.001) อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับจำนวนผู้ป่วย โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน เท่ากับ 0.10 (<em>p</em>-value = 0.274) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอุณหภูมิไม่ใช่ตัวแปรภูมิอากาศหลักที่ส่งผลต่อการระบาดของโรคไข้เลือดออก<br />ในบริบทของจังหวัดเชียงใหม่ ข้อค้นพบการจัดกลุ่มเดือนสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังร่วมกับข้อมูลพยากรณ์อากาศ เพื่อการรณรงค์ลดการระบาดของโรคไข้เลือดออกในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ต่อไป</p>
2026-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขล้านนา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/279928
พลวัตของอัตลักษณ์สำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความชุกพยาธิใบไม้ตับ ในพื้นที่ตำบลจัดการสุขภาพ จังหวัดเชียงใหม่
2026-03-25T11:09:46+07:00
ทรงยศ คำชัย
eittsongyos@gmail.com
เกตศ์อิสราย์ ภัยภิลัย
้hootho@gmail.com
ทศพล จีโน
aun.jeno@gmail.com
พรชัย พิริยะนนทชัย
nen59153424@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวคิดชาติพันธุ์วรรณาระดับจุลภาค <br />มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจอัตลักษณ์ทางสังคม และอัตลักษณ์ส่วนบุคคลที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความชุกโรคพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่ตำบลจัดการสุขภาพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเฉพาะเจาะจงเป็นประชาชนที่เคยตรวจหาพยาธิใบไม้ตับ คณะกรรมการตำบลจัดการสุขภาพ และปราชญ์ชุมชน จำนวน 175 คน ในพื้นที่ตำบลจัดการสุขภาพ 15 ตำบล เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 31 ตุลาคม 2567 ด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลด้วย<br />การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าอัตลักษณ์ที่มีผลต่ออัตราความชุกโรคพยาธิ<br />ใบไม้ตับ ประกอบด้วย 1) อัตลักษณ์ทางสังคม ได้แก่ วัฒนธรรมการเลี้ยงลาบปลาดิบ<br />ในงานศพ บริบทชุมชนที่ใกล้แหล่งน้ำ และวิถีชีวิตเกื้อกูลของคนชนบท ซึ่งมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากความเจริญและสังคมวิถีใหม่ 2) อัตลักษณ์ส่วนบุคคล ได้แก่ พฤติกรรม<br />การรับประทานเมนูปลาดิบและความเชื่อส่วนบุคคลด้านการรับประทานปลาดิบลดลง พฤติกรรมการป้องกันโรคดีขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิงและคนรุ่นใหม่ และการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองโรคพยาธิใบไม้ตับเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้พลวัตของอัตลักษณ์ส่วนบุคคล จะต้องดำเนินการผ่านตำบลจัดการสุขภาพ โดยมีกิจกรรมขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ การตรวจ<br />คัดกรองในชุมชน การให้ความรู้ การเรียนการสอนในโรงเรียน การสร้างบุคคลต้นแบบ <br />และนวัตกรรมหรือมาตรการทางสังคม</p>
2026-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขล้านนา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/279977
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย และความเข้มแสงสว่างในพนักงานของสถานประกอบกิจการแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน
2026-02-17T11:34:59+07:00
อำนวยพร ใจตื้อ
Aor.bluesky@gmail.com
<p>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัยและความเข้มแสงสว่างในสถานประกอบกิจการผลิตเครื่องประดับแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงาน จำนวน 2,037 คน ทำการวัดความเข้มแสงสว่างเฉพาะจุด ณ ตำแหน่งปฏิบัติงาน โดยจำแนกระดับความเข้มแสงสว่างเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน (ระดับ 1-3 เท่าของค่ามาตรฐาน) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Chi-square test และ Multiple logistic regression ผลการศึกษาพบว่า <br />กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง ร้อยละ 58.50 อายุเฉลี่ย 33.44 ปี (S.D.=5.07) พบผลตรวจสมรรถภาพการมองเห็นโดยรวมมีผลผิดปกติ ร้อยละ 54.69 โดยพบความผิดปกติด้าน<br />ความคมชัดในการมองเห็นระยะไกล ร้อยละ 36.87 และการกะระยะความลึก ร้อยละ 30.00 <br />ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสมรรถภาพการมองเห็นโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความเข้มแสงสว่าง และอายุ โดยระดับความเข้มแสงสว่างสูงกว่ามาตรฐาน 1 เท่า และ 2 เท่า ลดโอกาสเกิดการมองเห็นผิดปกติลงร้อยละ 21.00 และ 23.00 ตามลำดับ และพนักงานที่อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มีโอกาสเสี่ยงเกิดการมองเห็นผิดปกติเป็น 2.15 เท่า <br />(95% CI: 1.59 - 2.90) ข้อสรุปความเข้มแสงสว่างที่สูงกว่ามาตรฐาน (1-2 เท่า) ช่วยส่งเสริมสมรรถภาพการมองเห็น โดยเฉพาะด้านความคมชัดในการมองเห็นระยะไกลควรจัดการความเข้มแสงสว่างให้เหมาะสมกับลักษณะงานและตรวจสมรรถภาพการมองเห็นเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป</p>
2026-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขล้านนา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/275814
ผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม ของผู้สูงอายุในพื้นที่คลินิกหมอครอบครัวตากสิน จังหวัดตาก
2026-05-11T09:25:34+07:00
ศิริวรรณ เชาว์โน
pornchai09@hotmail.com
พรชัย ขุนคงมี
pornchai09@hotmail.com
<p>การศึกษากึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มและสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุ ในพื้นที่คลินิกหมอครอบครัวตากสิน จังหวัดตาก คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 46 คน กลุ่มตัวอย่างมี<br />ข้อมูลครบถ้วนทั้งก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม จำนวน 37 คน (ร้อยละ 80.43) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติ Paired Sample t-test และ Exact McNemar Test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 70.27) อายุเฉลี่ย 71.24 ปี (S.D. = 7.07) การศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า (ร้อยละ 78.37) <br />และมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม (ร้อยละ 37.84) หลังเข้าร่วมโปรแกรม 7 สัปดาห์ พบว่า <br />(1) คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวม จำแนกเป็นด้านการเข้าใจ การประเมินและการประยุกต์ใช้ข้อมูลสุขภาพ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><0.001) (2) คะแนนพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมก่อนและหลังไม่แตกต่างกัน และ (3) สมรรถภาพทางกายมี<br />แนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะการเดินไปและกลับ ระยะ 3 เมตร ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 70.27 เป็น 86.49 แต่ไม่พบความแตกต่าง ดังนั้นโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพสามารถเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพได้อย่างมีนัยสำคัญแต่ระยะเวลาการเข้าร่วมโปรแกรม 7 สัปดาห์ยังไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพและสมรรถภาพทางกาย ควรขยายโปรแกรมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 11-12 สัปดาห์และใช้การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมเพื่อยืนยันประสิทธิผลของโปรแกรม</p>
2026-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขล้านนา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/281614
การแปลและการตรวจสอบคุณสมบัติเชิงจิตวิทยาของแบบสอบถาม อาการโรคไตฉบับภาษาไทยสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-5
2026-05-29T15:24:20+07:00
เสาวณีย์ เม่าทับ
6770097236@student.chula.ac.th
ศิรินภา จิตติมณี
Sirinapha.J@chula.ac.th
<p>โรคไตเรื้อรัง ทำให้เกิดการคั่งของของเสียในร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการไม่สุขสบายหลายด้าน การประเมินอาการป่วยได้ถูกต้องจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแปล The Kidney Symptoms Questionnaire (KSQ) และตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือฉบับแปลภาษาไทย ด้านความตรงเชิงเนื้อหา และความเที่ยง มีรูปแบบการวิจัยเป็นการศึกษาเชิงพรรณนา แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การแปลแบบสอบถามจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ใช้เทคนิคการแปลไปข้างหน้า และการแปลย้อนกลับ โดยผู้แปลอาชีพจากสถาบันภาษาในมหาวิทยาลัย 2 แห่ง ที่เป็นอิสระจากกัน โดยตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน และระยะที่ 2 การตรวจสอบความเที่ยง ในกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-5 จำนวน 60 คน ที่รับการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอกโรคไตและคลินิกโรคไต โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ผลการศึกษา พบว่าแบบสอบถามฉบับภาษาไทยมีความหมายเทียบเท่ากับต้นฉบับภาษาอังกฤษ มีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.89 อยู่ในระดับดี โดยอาการที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ อ่อนเพลีย ร้อยละ 90.00 รองลงมาคือ นอนไม่หลับ ร้อยละ 88.33 และคัน ร้อยละ 86.67 สรุปได้ว่า แบบสอบถามอาการโรคไตฉบับแปลภาษาไทยมีคุณภาพดี เหมาะสำหรับนำไปใช้ประเมินอาการโรคไตในผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-5 ในบริบทประเทศไทยได้</p>
2026-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขล้านนา