วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ <p><strong>Focus and Scope (นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์)</strong></p> <p>วารสารสาธารณสุขล้านนา สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ยินดีรับบทความวิชาการและผลงานวิชาการที่เกี่ยวกับโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม และภัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ โดยเน้นเรื่องการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรค เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้แก่หน่วยงานด้านการแพทย์ สาธารณสุข และผู้สนใจ โดยเรื่องที่จะส่งตีพิมพ์ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรือกำลังตีพิมพ์ในวารสารใดๆ มาก่อน ทั้งนี้กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจทานแก้ไขต้นฉบับ และพิจารณาตามลำดับก่อน หลัง</p> <p> </p> <p><strong>Peer Review Process (กระบวนการพิจารณาบทความ)</strong></p> <p><span style="font-weight: 400;">บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญไม่น้อยกว่า 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</span></p> <p> </p> <p><strong>Types of articles (ประเภทของบทความ) </strong></p> <p><span style="font-weight: 400;">นิพนธ์ต้นฉบับ (Original article) บทความวิชาการทั่วไป (General article) รายงานผู้ป่วย (Case report) และการสอบสวนโรค (Outbreak investigation) </span></p> <p> </p> <p><strong>Language (ภาษาที่รับตีพิมพ์)</strong></p> <ul> <li class="show" style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ภาษาไทย</span></li> </ul> <p> </p> <p><strong>Publication Frequency (กำหนดออก)</strong></p> <p><span style="font-weight: 400;">วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี โดยไม่เก็บค่าธรมเนียมการตีพิมพ์</span></p> <ul> <li class="show" style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน</span></li> </ul> <ul> <li class="show" style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</span></li> </ul> <p> </p> <p><strong>Publisher (เจ้าของวารสาร)</strong></p> <ul> <li class="show" style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณาสุข</span></li> </ul> th-TH lannadpc10@gmail.com (นพ.สุรเชษฐ์ อรุโณทอง ) lannadpc10@gmail.com (นางสาวเรณุกา เขียวงามและนางสาวอรวรรณ นามวงศ์) Tue, 30 Dec 2025 18:49:07 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการเตรียมความพร้อมของผู้สูงอายุในการรับมือภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขจากแผ่นดินไหว https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/278296 <p> การวิจัยกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการเตรียมความพร้อมของผู้สูงอายุในการรับมือภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขจากแผ่นดินไหว กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 60 – 79 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีประวัติการเกิดภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขจากแผ่นดินไหวใน 2 ตำบลของอำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ทั้งหมด 80 คน โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและควบคุม กลุ่มละ 40 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในการรับมือภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขจากแผ่นดินไหว พัฒนาโดยประยุกต์ใช้แนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพตามโมเดล K-shape รวมทั้งสิ้น 4 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับความรู้ตามปกติ เก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลองด้วยแบบสอบถามความรู้ การรับรู้เกี่ยวกับแผ่นดินไหว ความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการเตรียมความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขจากแผ่นดินไหว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงวิเคราะห์ ได้แก่ Chi-square, Paired t-test และ Independent t-test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพในการรับมือภาวะฉุกเฉินจากแผ่นดินไหวในภาพรวม จำแนกเป็นทักษะการไต่ถาม ทักษะการนำไปใช้ และพฤติกรรมการเตรียมความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินจากแผ่นดินไหวสูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.05) ดังนั้นการจัดกิจกรรม และนำโปรแกรมฯ ไปใช้ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับผู้สูงอายุในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว ช่วยให้ผู้สูงอายุมีการเตรียมความพร้อมและปฏิบัติตัวในการรับมือภาวะฉุกเฉินจากแผ่นดินไหวได้</p> กุลวดี จันทรศร วท.บ. (สาธารณสุขศาสตร์) , นารถลดา ขันธิกุล ปร.ด. (อายุรศาสตร์เขตร้อน), ธัญญาพรรณ เรือนทิพย์ วท.ม. (สาธารณสุขศาสตร์), เรณุกา เขียวงาม ส.บ. (อนามัยชุมชน), อรวรรณ นามวงศ์ วท.บ. (สถิติ), สิฐพงศ์ ปัญญาธิ ส.บ., วรินทร์ญาดา ฟูตั๋น วท.บ. (สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา), แคทลียา วงศ์เป็ง วท.บ. (สาธารณสุขศาสตร์), จักรกฤษณ์ วังราษฎร์ ปร.ด. (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/278296 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพื่อหาช่วงเวลาหน่วงระหว่างปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาและโรคติดต่อตามฤดูกาลในภาคเหนือของประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/277013 <p> โรคติดต่อตามฤดูกาลเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในภาคเหนือของประเทศไทยการคาดการณ์อุบัติการณ์ของโรคเพื่อการเฝ้าระวังยังคงมีความท้าทาย เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางภูมิอากาศและโรคติดต่อมักมีช่วงเวลาหน่วง (Lag Time) ที่แตกต่างกันการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หาช่วงเวลาหน่วงที่เหมาะสมที่สุดระหว่างปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา และอุบัติการณ์ของโรคติดต่อที่สำคัญ โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงนิเวศ (Ecological study) ใช้ข้อมูลอนุกรมเวลารายสัปดาห์ของอุบัติการณ์โรคไข้เลือดออก เลปโตสไปโรซิส และโรคมือ เท้า ปาก ร่วมกับข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณน้ำฝนในภาคเหนือของประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2552-2562 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติสหสัมพันธ์ข้าม (Cross-Correlation Function: CCF) โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์ของสเปียร์แมน เปรียบเทียบระหว่างผลลัพธ์จากข้อมูลที่ยังไม่คงที่ (Non-stationary) และข้อมูลที่ผ่านการปรับให้คงที่ (Stationary) แล้ว ผลการศึกษาพบว่า โรคไข้เลือดออกมีช่วงเวลาหน่วงที่ยาวนาน 25 สัปดาห์หลังการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ (ρ=0.15, 95% CI=0.07-0.23) ในขณะที่โรคเลปโตสไปโรซิสมีช่วงเวลาหน่วง 6 สัปดาห์หลังปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้น (ρ=0.12, 95% CI=0.04-0.19) และโรคมือ เท้า ปาก มีช่วงเวลาหน่วงเพียง 1 สัปดาห์หลังการเปลี่ยนแปลงความชื้น (ρ=0.23, 95% CI=0.15-0.31) องค์ความรู้เรื่องช่วงเวลาหน่วงที่จำเพาะเจาะจงของแต่ละโรคนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่แม่นยำและทันการณ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนป้องกันและควบคุมโรคในระดับภูมิภาคให้ดียิ่งขึ้น</p> ชูสกุล พิริยะ พ.บ. ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/277013 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาสื่อวีดิทัศน์ให้ความรู้เพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มในโรงพยาบาล: การศึกษาประสิทธิภาพ ความรู้ และความพึงพอใจของผู้ป่วย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/275043 <p> การพลัดตกหกล้มในโรงพยาบาลเป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การวิจัยเชิงพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อวีดิทัศน์ป้องกันการพลัดตกหกล้มในโรงพยาบาล ศึกษาความพึงพอใจของผู้ป่วย และเปรียบเทียบคะแนนความรู้เรื่องการป้องกันการพลัดตกหกล้มก่อนและหลังดูสื่อวีดิทัศน์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยนรีเวชกรรม อายุรกรรม ศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ และศัลยกรรมทั่วไป โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จำนวน 112 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และเข้ารับการรักษาระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2566 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อสื่อวีดิทัศน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิลคอกซัน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความรู้ของผู้ป่วยก่อนดูสื่อวีดิทัศน์มีค่ามัธยฐาน 9.00 คะแนน (IQR 8.00-9.00) และหลังดูสื่อวีดิทัศน์มีค่ามัธยฐาน 10.00 คะแนน (IQR 9.00-10.00) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.05) ความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีคะแนนเฉลี่ย 4.58 (S.D.=0.43) คิดเป็นร้อยละ 60.18 ประกอบด้วยด้านวิธีการนำเสนอ มีคะแนนเฉลี่ย 4.45 (S.D.=0.54) ด้านการนำเสนอเนื้อหา มีคะแนนเฉลี่ย 4.64 (S.D.=0.47) ด้านตัวอักษรและภาพ มีคะแนนเฉลี่ย 4.60 (S.D.=0.47) และด้านเสียง มีคะแนนเฉลี่ย 4.58 (S.D.=0.49) คิดเป็นร้อยละ 50, 66.07, 61.61 และ 59.38 ตามลำดับ ดังนั้นสื่อวีดิทัศน์สามารถเพิ่มความรู้แก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้ จึงควรเผยแพร่เพื่อใช้เป็นสื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้ป่วย</p> อุมาพร จำปาไหล พย.ม. (การบริหารทางการพยาบาล), วรญา เนศวิจิตร พย.ม. (การบริหารทางการพยาบาล), ศิริวรรณ กันธรรม พย.บ. (พยาบาลศาสตร์), เจนจิรา สมโน พย.บ. (พยาบาลศาสตร์), วีรพงษ์ ธนวงศ์อุดม พย.บ. (พยาบาลศาสตร์) , กาญจนา จันทร์ปัญญา พย.ม. (การพยาบาลผู้ป่วยโรคติดเชื้อและการควบคุมการติดเชื้อ), อุทัยวรรณ หุตะโชค ศษ.ม. (การส่งเสริมสุขภาพ) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/275043 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะพฤฒพลังและการปรับตัวเข้ากับชีวิตวิถีใหม่: กรณีศึกษาผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/275479 <p> สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนหลายมิติ โดยเฉพาะผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ในชนบทซึ่งมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร และการเข้าถึงบริการสุขภาพ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะพฤฒพลังและการปรับตัวสู่ชีวิตวิถีใหม่ของผู้สูงอายุชาติพันธุ์ไทลื้อ จำนวน 26 คน อายุ 65-85 ปี คัดเลือกตามเกณฑ์และคุณลักษณะเฉพาะของกลุ่มเป้าหมาย เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เกี่ยวกับวิถีชีวิต การดูแลสุขภาพ การปรับตัวระหว่างการแพร่ระบาดและหลังสถานการณ์คลี่คลาย รวมถึงบทบาทในครอบครัวและชุมชน การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมและบันทึกภาคสนาม ข้อมูลเสียงได้รับการถอดเทป ตรวจสอบความถูกต้อง วิเคราะห์เชิงเนื้อหาโดยการเข้ารหัส จัดหมวดหมู่ และตีความเพื่อสังเคราะห์ประเด็นสำคัญ ผลการศึกษาพบ 7 ประเด็นที่สะท้อนภาวะพฤฒพลังและการปรับตัวของผู้สูงอายุไทลื้อ ได้แก่ 1) ภูมิหลังทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ที่สร้างความภาคภูมิใจ 2) วิถีชีวิตแบบพึ่งพาตนเองและสอดคล้องกับธรรมชาติ 3) การดูแลสุขภาพองค์รวมโดยผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการแพทย์สมัยใหม่ 4) ความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิต 5) การปรับตัวต่อชีวิตวิถีใหม่ด้วยความยืดหยุ่นทางจิตใจ 6) การเผชิญข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร และ 7) การรักษาและถ่ายทอดวัฒนธรรมสู่คนรุ่นหลังเพื่อธำรงอัตลักษณ์ของชุมชน การศึกษานี้สะท้อนว่าผู้สูงอายุไทลื้อใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นพลังในการสร้างสุขภาวะและปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง แม้จะมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผลการศึกษาชี้แนวทางการพัฒนานโยบายสุขภาพที่ต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนที่ยั่งยืน และการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในสังคมร่วมสมัย</p> แวว วิจิตร Ph.D. (Nursing & Health Care), ศรีจันทร์ ฟูใจ ศน.ม. (การบริหารการศึกษา) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/275479 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาชนิดของริ้นฝอยทรายและเชื้อลิชมาเนียในริ้นฝอยทราย ที่เก็บจากพื้นที่พบผู้ป่วยด้วยโรคลิชมาเนียและจากแหล่งท่องเที่ยว ประเภทถ้ำในพื้นที่จังหวัดลำปาง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/275578 <p> โรคลิชมาเนียจัดเป็นโรคอุบัติใหม่ที่มีริ้นฝอยทรายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งเป็นแมลงที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย โดยเฉพาะตามป่าเขา และพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำซึ่งมีความชื้น อาการป่วยจะแตกต่างกันตั้งแต่อาการแผลบริเวณที่ถูกกัดจนถึงอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross – sectional descriptive study) มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจชนิด ความหนาแน่น ของริ้นฝอยทราย และตรวจหาเชื้อลิชมาเนียในริ้นฝอยทราย ในจังหวัดลำปาง โดยแบ่งออกเป็น พื้นที่เคยมีรายงานผู้ป่วยโรคลิชมาเนีย พื้นที่ไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยโรคลิชมาเนีย และแหล่งท่องเที่ยวประเภทถ้ำในสังกัดอุทยานแห่งชาติ โดยการสำรวจสุ่มตัวอย่างพื้นที่และริ้นฝอยทรายแบบเฉพาะเจาะจง ทำการสำรวจตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2566 ถึงเดือนสิงหาคม 2567 โดยแบ่งเป็นช่วง 3 ฤดูกาล ได้แก่ ฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูฝน ผลการศึกษา พบริ้นฝอยทรายทั้งสิ้น 4,391 ตัว แยกเป็น เพศเมีย 2,276 ตัว เพศผู้ 2,115 ตัว จำแนกได้ 18 ชนิด ชนิดของเพศเมียที่พบมาก 3 ลำดับแรก ได้แก่ <em>Sergentomyia anodontis, Se.</em> <em>indica</em> และ <em>Phlebotomus. mascomai</em> ช่วงฤดูกาลที่มีความหนาแน่นของริ้นฝอยทรายสูง คือ ช่วงฤดูร้อน ก่อนเข้าฤดูฝน คือ เดือนมีนาคม – พฤษภาคม จำนวน 1,975 ตัว ผลการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อลิสมาเนียในริ้นฝอยทราย โดยวิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) พบเชื้อ <em>Leishmania martiniquensis</em> ในริ้นฝอยทรายชนิด <em>Se. khawi</em> ในพื้นที่เคยมีรายงานผู้ป่วย 1 พื้นที่ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า จังหวัดลำปางมีความหลากหลายชนิดของริ้นฝอยทราย สามารถพบได้ทั้งในแหล่งท่องเที่ยวประเภทถ้ำและพื้นที่สภาพโดยทั่วไป และริ้นฝอยทรายยังมีศักยภาพในการนำเชื้อ <em>L. martiniquensis</em> ดังนั้นควรมีการสำรวจชนิดของริ้นฝอยทราย และตรวจหาเชื้อลิชมาเนีย เพื่อการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคต่อไป</p> ณัฐติยา แสนใจบาล วท.บ. (เกษตรศาสตร์), อิสราพร อุนจะนำ วท.บ. (เกษตรศาสตร์), กมลทิพย์ ทาวงค์ วท.บ. (เกษตรศาสตร์), พงษ์พัฒน์ ไชยดิลก ส.ม. (อนามัยสิ่งแวดล้อม) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/275578 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันโรคเลปโตสไปโรซีสของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/276956 <p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันโรคเลปโตสไปโรซีสของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่างคือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำนวน 56 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 28 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันโรคเลปโตสไปโรซีสเป็น ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับความรู้ตามปกติ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วัดผลก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและหลังเข้าร่วมโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการป้องกันโรคเลปโตสไปโรซีสของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้สถิติ Paired t-test และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้สถิติ Independent t-test ผลการศึกษาพบว่า หลังจากได้รับโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการป้องกันโรคเลปโตสไปโรซีสสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>&lt;0.05) ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมฯ สามารถส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคเลปโตสไปโรซีสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นหน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของเกษตรกร และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในพื้นที่เกษตรกรรมได้</p> สร้อยฟ้า ท่าดีสม ส.บ. (อนามัยชุมชน), ชาญชัย จันทร์กลาง ส.บ. (อนามัยชุมชน), ณัฐวัฒน์ จันทร์ยอด ส.บ. (อนามัยชุมชน), ณภัทร สีอ่อน ส.บ. (อนามัยชุมชน), ปฏิพัทธ์ ทัศเกิด ส.บ. (อนามัยชุมชน), ปารณัท คำหนัก ส.บ. (อนามัยชุมชน), ศิรประภา ชะบา ส.บ. (อนามัยชุมชน), มณุเชษฐ์ มะโนธรรม วท.ม. (อาชีวเวชศาสตร์) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/276956 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอัตราการกรองของไตในผู้ป่วยโรคเบาหวานในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทุ่งม่าน ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/277632 <p> ภาวะไตเสื่อมเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอัตราการกรองของไตจึงมีความสำคัญ การศึกษาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมสุขภาพ และอัตราการกรองของไต (GFR) ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 128 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่ายตามเกณฑ์ที่กำหนด เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ประกอบด้วยปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านโรคและการรักษาและพฤติกรรมสุขภาพ 5 ด้าน ได้แก่ การรับประทานอาหาร ความสม่ำเสมอในการใช้ยา การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งบันทึกผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยและการลดลงของอัตราการกรองของไตในผู้ป่วยโรคเบาหวานด้วยสถิติสหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการศึกษาพบว่า อายุมีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราการกรองของไตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.05) ขณะที่ปัจจัยพฤติกรรมสุขภาพทั้ง 5 ด้าน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอัตราการกรองของไตอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>&lt;0.05) ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนกิจกรรมการดูแลตนเอง และการเฝ้าระวังสมรรถภาพไตในผู้ป่วยเบาหวานในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิได้อย่างเหมาะสม</p> กัญญ์วรา นาคผุด ส.บ. (สาธารณสุขศาสตร์), นภัทราภรณ์ สลักเพ็ชร ส.บ. (สาธารณสุขศาสตร์), นัยน์ปพร โพธิ์ศรีมาตย์ ส.บ. (สาธารณสุขศาสตร์), เมธาสิทธิ์ เขียวปิง ส.บ. (สาธารณสุขศาสตร์), สุนทรี สุรัตน์ ส.ด. (สาธารณสุขศาสตร์) , ภัทรียา นภาลัย ส.ม. (สาธารณสุขศาสตร์) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/277632 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 บัญชีการระบายมลพิษอากาศฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และการสูญเสียทางสุขภาพจากแหล่งกำเนิดยานพาหนะในจังหวัดเชียงใหม่ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/277679 <p> เชียงใหม่ประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM<sub>2.5</sub>) ต่อเนื่องทุกปี แม้ว่าจะมีการศึกษาถึงแหล่งที่มาของมลพิษทางอากาศในบางมิติแล้ว แต่ยังขาดการศึกษาที่ให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ปริมาณการระบายมลพิษอากาศจากแหล่งกำเนิดยานพาหนะที่ครอบคลุมทั้งจังหวัดเชียงใหม่ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จัดทำบัญชีการระบายมลพิษอากาศจากแหล่งกำเนิดยานพาหนะด้วยเครื่องมือ PCD-AIT-CCAS Emission Inventory Database Workbook Version 1.0 ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ปรับปรุงเมื่อปี พ.ศ. 2565 และการศึกษานี้ได้ปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาวะการณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ปีฐาน พ.ศ. 2562 ก่อนสถานการณ์โควิด-19 2) ประเมินการสูญเสียทางสุขภาพ ในรูปการสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs และ 3) ประเมินการสูญเสียทุนทางสุขภาพ ผลการศึกษาพบว่า บัญชีการระบาย PM<sub>2.5</sub> จากแหล่งกำเนิดยานพาหนะทุกประเภทประมาณ 2,642 ตันต่อปี จำแนก 6 ส่วนหลัก ได้แก่ การสันดาปเชื้อเพลิงขณะรถวิ่งและสตาร์ทรถ 2,343.60 ตันต่อปี (ร้อยละ 88.71) การเสียดสีล้อยางกับพื้นผิวถนน 146.65 ตันต่อปี (ร้อยละ 5.55) รถทางการเกษตรและอุตสาหกรรม 136.35 ตันต่อปี (ร้อยละ 5.16) เครื่องบิน 14.85 ตันต่อปี (ร้อยละ 0.56) และจากรถไฟและเรือ 0.35 และ 0.18 ตันต่อปี (ร้อยละ 0.01 และ 0.01 ตามลำดับ) การสูญเสียทางสุขภาพจากสิ่งแวดล้อมมลพิษอากาศ PM<sub>2.5</sub> ส่งผลต่อการสูญเสียปีสุขภาวะ 21,110 DALYs และสูญเสียเป็นทุนทางสุขภาพ 12,090 ล้านบาทต่อปี การลดมลพิษอากาศ PM<sub>2.5</sub>จากแหล่งกำเนิดยานพาหนะ ควรมีการจัดการภาคคมนาคมที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน เช่น การสนับสนุนยานยนต์พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงสะอาดแทนเชื้อเพลิงดีเซล รวมถึงการพัฒนาและส่งเสริมระบบขนส่งมวลชนและระบบขนส่งทางราง เพื่อทดแทนการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลในเขตเมือง</p> ฐิติรัตน์ วิญญ์สิริวรกุล ศษ.ม. , เอกบดินทร์ วินิจกุล Ph.D. (Environmental Engineering) , ตระการ ประภัสพงษา Ph.D. (Environmental Engineering), วรัญญู จำนงประสาทพร พ.บ. , ธงชัย ขนาบแก้ว Ph.D. (Environmental Engineering) , กันตชัย ไพจิตรโยธี วท.ม. (วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและการจัดการ), สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา Ph.D. (Environmental Engineering) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/277679 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัย ของผู้สูงอายุในพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/275264 <p> ปัญหาอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์เป็นปัญหาที่สำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิตพบแนวโน้มผู้เสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุมากขึ้น การศึกษานี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัยของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ในพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย จำนวน 424 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา และปัจจัยทำนายพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์โดยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น <br />ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัยของผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง กล่าวคือ มีพฤติกรรมที่ดีในการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัย ร้อยละ 96.23 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัย ได้แก่ ปัญหาด้านการได้ยิน การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค และการรับรู้ความสามารถของตนเอง ตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัยของผู้สูงอายุ ได้แก่ การรับรู้อุปสรรค การรับรู้ความสามารถของตนเอง และการรับรู้ความรุนแรง ซึ่งสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัยของผู้สูงอายุ ได้ร้อยละ 24.5 (<em>p-</em>value &lt; 0.05) ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการส่งเสริมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัย เพื่อลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางจรจรของผู้สูงอายุในพื้นที่ได้</p> อรทัย สุดเล็ก ส.ม., ศศิวิมล บุตรสีเขียว Ph.D. (Occupational Health and Safety), น้ำเงิน จันทรมณี ปร.ด. (วิศวกรรมทางการแพทย์) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/275264 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700