วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ <p><strong>Focus and Scope (นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์)</strong></p> <p>วารสารสาธารณสุขล้านนา สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ยินดีรับบทความวิชาการและผลงานวิชาการที่เกี่ยวกับโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม และภัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ โดยเน้นเรื่องการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรค เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้แก่หน่วยงานด้านการแพทย์ สาธารณสุข และผู้สนใจ โดยเรื่องที่จะส่งตีพิมพ์ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรือกำลังตีพิมพ์ในวารสารใดๆ มาก่อน ทั้งนี้กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจทานแก้ไขต้นฉบับ และพิจารณาตามลำดับก่อน หลัง</p> <p> </p> <p><strong>Peer Review Process (กระบวนการพิจารณาบทความ)</strong></p> <p><span style="font-weight: 400;">บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</span></p> <p> </p> <p><strong>Types of articles (ประเภทของบทความ) </strong></p> <p><span style="font-weight: 400;">นิพนธ์ต้นฉบับ (Original article) บทความวิชาการทั่วไป (General article) รายงานผู้ป่วย (Case report) และการสอบสวนโรค (Outbreak investigation) </span></p> <p> </p> <p><strong>Language (ภาษาที่รับตีพิมพ์)</strong></p> <ul> <li class="show" style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ภาษาไทย</span></li> </ul> <ul> <li class="show" style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ภาษาอังกฤษ</span></li> </ul> <p> </p> <p><strong>Publication Frequency (กำหนดออก)</strong></p> <p><span style="font-weight: 400;">วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี</span></p> <ul> <li class="show" style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน</span></li> </ul> <ul> <li class="show" style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</span></li> </ul> <p> </p> <p><strong>Publisher (เจ้าของวารสาร)</strong></p> <ul> <li class="show" style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณาสุข</span></li> </ul> th-TH lannadpc10@gmail.com (นารถลดา ขันธิกุล) lannadpc10@gmail.com (เกสรา ไชยล้อม) Thu, 30 Jun 2022 21:27:12 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพยาบาลผู้ป่วยซิฟิลิสที่เกิดปฏิกิริยาจาริช-เฮิกซัยเมอร์ จากการใช้ยาเบนซาทีน เพนนิซิลลิน จี: กรณีศึกษาในคลินิกพิเศษกามโรค สานักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/254640 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนาเสนอกรณีศึกษาการพยาบาล การรักษาและอาการทางคลินิกของผู้ป่วยซิฟิลิสที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดเบนซาทีน เพนนิซิลลิน จี และเกิดปฏิกิริยาจาริช- เฮิกซัยเมอร์ ในผู้ป่วยที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคซิฟิลิส ระยะที่ 2 โดยผู้ป่วยเป็นชายไทย อายุ 24 ปี มีประวัติรักร่วมเพศ มาพบแพทย์ด้วยอาการผื่นบริเวณลาตัว และแขนทั้ง 2 ข้าง ร่วมกับพบผลตรวจเลือดเป็นบวกจากการตรวจเลือดหาการติดเชื้อซิฟิลิส แพทย์วินิจฉัยเป็นโรคซิฟิลิส ระยะที่ 2 ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดเบนซาทีน เพนนิซิลลิน จี 2.4 ล้านยูนิต ตามมาตรฐานการรักษาโรคซิฟิลิส หลังฉีดยา 6 ชั่วโมง มีอาการไข้ ผื่นแดงทั่วตัว ไม่คัน ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นปฏิกิริยาจาริช-เฮิกซัยเมอร์ (Jarisch-Herxheimer Reaction) ได้รับการพยาบาลโดยเน้นการดูแลผู้ป่วยตามมาตรฐานโดยการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด 30 นาทีหลังจากฉีดยา ดูแลความปลอดภัยของผู้ป่วยหลังได้รับยา และให้สุขศึกษาแก่ผู้ป่วยเพื่อลดความวิตกกังวล รวมถึงให้ข้อมูลเรื่องอาการแพ้ยาเพนนิซิลลินและการเกิดปฏิกิริยาจาริช-เฮิกซัยเมอร์ก่อนได้รับการรักษา อันนาไปสู่การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง และลดความวิตกกังวลแก่ผู้ป่วยได้</p> พัชณี สมุทรอาลัย พย.ม. (การพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน), ฐิติพันธ์ อัครเสรีนนท์ พ.บ. Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/254640 Thu, 30 Jun 2022 00:00:00 +0700 ทัศนคติ ความตั้งใจ และพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 ของพยาบาล ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/255354 <p>การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยความสัมพันธ์เชิงทำนาย เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติ ความตั้งใจ และพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 และตัวแปรที่สามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 ของพยาบาลในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ในกลุ่มตัวอย่าง โดยสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 307 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์สเปียร์แมน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ทัศนคติในการป้องกันโรคโควิด 19 อยู่ในระดับมากร้อยละ 96.42 ความตั้งใจในการป้องกันโรคโควิด 19 อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 99.67 พฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 อยู่ในระดับดีร้อยละ 99.67 ทัศนคติและความตั้งใจมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 (r=0.31 และ 0.36 ตามลำดับ, <em>p</em>-value=0.000) และสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 ของกลุ่มตัวอย่างได้ ร้อยละ 97.60 (R<sup>2</sup>=0.976) โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 มากที่สุด คือ ตัวแปรความตั้งใจ (ß=0.72, <em>p</em>-value=0.000) ดังนั้นควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้พยาบาลมีความตั้งใจในการป้องกันโรคโควิด 19 เพื่อให้มีพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 เพิ่มขึ้น เช่น การตรวจสอบตนเอง การสังเกตพฤติกรรมของตนเอง และบันทึกพฤติกรรมตนเองอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ตนเอง การประเมินตนเองหรือการให้ข้อมูลย้อนกลับ เป็นต้น</p> อิสรีย์ ปัญญาวรรณ พย.ม. (การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช) , จิตถนอม สังขนันท์ วท.ด. (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต), นงลักษณ์ อินตา พย.ม. (การพยาบาลเด็ก) Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/255354 Thu, 30 Jun 2022 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะไตวายเรื้อรังในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอำเภอเขตกึ่งเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/257653 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในพื้นที่เขตกึ่งเมือง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอาเภอเขตกึ่งเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ จานวน 520 คน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึง 31 ธันวาคม 2563 วิเคราะห์ข้อมูลลักษณะทั่วไปของประชากร และอัตราความชุก ด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ กับการเกิดภาวะไตวายเรื้อรังโดยใช้สถิติ Multiple logistic regression กาหนดช่วงความเชื่อมั่นที่ระดับ 95% ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรัง ร้อยละ 34.42 และผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยภาวะไตเรื้อรัง ร้อยละ 65.58 เมื่อทาการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะไตวายเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่า กลุ่มอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 70 ปี มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไตเป็น 3.99 เท่า ของกลุ่มอายุน้อยกว่า 70 ปี (ORadj=3.99, 95%CI=2.61-6.08) ผู้ป่วยที่มีระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวานมากกว่าหรือเท่ากับ 10 ปี มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไตเป็น 1.84 เท่า ของผู้ป่วยที่มีระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวานน้อยกว่า 10 ปี (ORadj=1.84, 95%CI=1.23-2.73) และผู้ป่วยที่มีระดับไขมันในเลือด HDL น้อยกว่า 35 mg/dL มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไตเป็น 2.17 เท่า ของผู้ป่วยที่มีระดับไขมันในเลือด HDL มากกว่าหรือเท่ากับ 35 mg/dL (ORadj=2.17, 95%CI=1.28-3.68) ดังนั้นการคัดกรองที่รวดเร็ว เฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง ติดตามระยะความรุนแรงของภาวะไตวายเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง มีระบบการส่งต่อผู้ป่วยที่ดี จะสามารถชะลอภาวะไตวายเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวานได้</p> บดินทร์ จักรแก้ว พ.บ. Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/257653 Thu, 30 Jun 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะเสี่ยงหกล้มของผู้สูงอายุในเขตรับผิดชอบ คลินิกหมอครอบครัวตากสิน อำเภอเมือง จังหวัดตาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/257230 <p>การศึกษาวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อภาวะเสี่ยงหกล้มของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อาศัยในเขตรับผิดชอบคลินิกหมอครอบครัวตากสิน มากกว่า 6 เดือนขึ้นไป จำนวน 387 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาจากการทบทวนวรรณกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาความสัมพันธ์ด้วยสถิติถดถอยโลจิสติก และวัดค่าขนาดของความสัมพันธ์ด้วยค่า OR (Odds Ratio) กำหนดระดับความเชื่อมั่นที่ 95% ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีภาวะเสี่ยงหกล้ม ร้อยละ 31.78 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะเสี่ยงหกล้ม พบว่า เพศหญิงมีโอกาสเสี่ยงต่อการหกล้มมากกว่าเพศชาย 2.31 เท่า (95%CI=1.38-3.94) ผู้สูงอายุที่จบประถมศึกษาหรือต่ำกว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการหกล้มมากกว่าผู้สูงอายุที่จบการศึกษาสูงกว่าประถมศึกษา 2.76 เท่า (95%CI=1.73-4.41) ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวมีโอกาสเสี่ยงต่อการหกล้มมากกว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีโรคประจำตัว 3.97 เท่า (95%CI=1.90-8.28) ผู้สูงอายุที่รับประทานยาเป็นประจำมีโอกาสเสี่ยงต่อการหกล้มมากกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับประทานยาเป็นประจำ 2.73 เท่า (95%CI=1.57-4.75) ผู้สูงอายุที่มีปัญหาภาวะสุขภาพ มีโอกาสเสี่ยงต่อการหกล้มมากกว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีปัญหาภาวะสุขภาพถึง 6.29 เท่า (95%CI=3.61-10.96) การมีอุปกรณ์ช่วยเดินมีโอกาสเสี่ยงต่อการหกล้มมากกว่าการที่ไม่มีอุปกรณ์ช่วยเดิน 5.55 เท่า (95%CI=2.95-10.43) และผู้สูงอายุที่อาศัยในบ้านที่บริเวณบันไดมีลักษณะเสี่ยงจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการหกล้มมากกว่าผู้สูงอายุที่อาศัยในบ้านที่บริเวณบันไดไม่มีลักษณะเสี่ยง 5.71 เท่า (95%CI=1.71-19.01) ดังนั้นควรให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในบ้านทีละส่วนเพื่อให้ผู้สูงอายุเกิดความเคยชินกับสภาพแวดล้อม ลดโอกาสเสี่ยงต่อการหกล้มต่อไป</p> ศิริวรรณ เชาว์โน พ.บ., อว.เวชศาสตร์ป้องกัน (แขนงสาธารณสุขศาสตร์), พรชัย ขุนคงมี ส.ม. (อนามัยสิ่งแวดล้อม) Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/257230 Thu, 30 Jun 2022 00:00:00 +0700 ความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ในจังหวัดลำปาง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/256870 <p>การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมของสตรีวัยเจริญพันธุ์ในจังหวัดลำปาง และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมของสตรีวัยเจริญพันธุ์ในจังหวัดลำปาง จานวน 439 คน โดยวิธีการสุ่มตามความสะดวก ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2564 เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสถิติไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุระหว่าง 40-49 ปี มากที่สุด ร้อยละ 36.90 สถานภาพคู่ ร้อยละ 56.72 จบการศึกษาต่ากว่าปริญญาตรี ร้อยละ 67.20 อาชีพรับจ้างทั่วไป ร้อยละ 32.35 รายได้เพียงพอแต่ไม่มีเงินเก็บ ร้อยละ 46.92 ไม่เคยสูบบุหรี่ ร้อยละ 97.49 ไม่เคยดื่มสุราในช่วง 6 เดือนย้อนหลัง ร้อยละ 79.27 ไม่มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัว ร้อยละ 94.99 และไม่เคยตรวจเต้านมด้วยตนเอง ร้อยละ 57.18 สาหรับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม พบว่า การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ ความรู้ความเข้าใจ และทักษะการจัดการตนเอง มีคะแนนอยู่ในระดับสูง ส่วนทักษะการสื่อสาร ทักษะการตัดสินใจ และการรู้เท่าทันสื่อ มีคะแนนอยู่ในระดับ ปานกลาง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม ได้แก่ อายุ อาชีพ ระดับความเพียงพอของรายได้ต่อเดือน และการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ดังนั้นควรส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในเรื่องการสื่อสาร การตัดสินใจ และการรู้เท่าทันสื่อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างถูกต้องในสตรีวัยเจริญพันธุ์ต่อไป</p> ทิพวรรณ สมควร วท.บ. (สาธารณสุขศาสตร์), สินีนาฏ ชาวตระการ วท.ด. (การวิจัยและการจัดการด้านสุขภาพ), วรางคณา นาคเสน วท.ด. (วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม) Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/256870 Thu, 30 Jun 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการสร้างเสริมการรับรู้ความสามารถแห่งตนต่อความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/254713 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างเสริมการรับรู้ความสามารถแห่งตนต่อความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ทำการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 50 คน ดำเนินการศึกษาระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 30 พฤศจิกายน 2562 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการสร้างเสริมการรับรู้ความสามารถแห่งตน และ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ paired t-test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง ร้อยละ 88.00 อายุระหว่าง 46–59 ปี ร้อยละ 70.00 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 38.00 อาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 68.00 ผลการเปรียบเทียบก่อนและหลังการจัดโปรแกรม พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ และการปฏิบัติการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหลังการทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value&lt;0.05) และคะแนนเฉลี่ยด้านทัศนคติในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหลังการทดลองโดยรวมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการวิจัยนี้สามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางสำหรับจัดกิจกรรมการสร้างเสริมการรับรู้ความสามารถแห่งตนเกี่ยวกับการรับรู้ทัศนคติแห่งตน และการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชนต่อไป</p> ประกายมาศ ดอกหอม ป.พย. (พยาบาลศาสตร์) , ทิพวัลย์ ไชยวงศ์ พย.ม. (การพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน), สัณหวัช ไชยวงศ์ ส.ด. (สาธารณสุขศาสตร์) Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/254713 Thu, 30 Jun 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายของบุคลากรทางการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/255259 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายและศึกษาพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำหนักเกินของบุคลากรทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 102 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม อัตราการตอบกลับและมีความสมบูรณ์คิดเป็นร้อยละ 87.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแคว์ การหาความสัมพันธ์เพียร์สัน และสเปียร์แมน ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่งพยาบาล เป็นเพศหญิง (66 คน) คิดเป็นร้อยละ 64.70 โดยมีอายุเฉลี่ย 40.80 ปี และมีดัชนีมวลกายอยู่ในระดับปกติ (48 คน) ร้อยละ 47.10 และพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำหนักเกิน อยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ตำแหน่ง อายุ กรรมพันธุ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ .05 โรคประจำตัว มีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายของกลุ่มตัวอย่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ .01 คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำหนักเกิน ไม่มีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายของกลุ่มตัวอย่าง ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมและสนับสนุนการออกกำลังกายในบุคลากรทางการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะน้ำหนักเกิน</p> ศิริพร ไพศาลสุทธิชล พย.ม. (บริหารการพยาบาล), อิสรีย์ ปัญญาวรรณ พย.ม. (การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช) Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/255259 Thu, 30 Jun 2022 00:00:00 +0700 ความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับภาวะโภชนาการเกินของนักเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/256939 <p>การวิจัยแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับภาวะโภชนาการเกินของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 155 คน เก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2564 รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด และค่าต่ำสุด ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายมากที่สุด ร้อยละ 67.70 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับภาวะโภชนาการเกินเกณฑ์ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 58.71 เมื่อวิเคราะห์แยกรายด้าน พบว่า มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะโภชนาการเกินเกณฑ์อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 51.61 ในขณะที่ทักษะการจัดการตนเอง และทักษะการตัดสินใจเกี่ยวกับภาวะโภชนาการเกินเกณฑ์อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 46.45 และ 47.10 ตามลำดับ ส่วนการเข้าถึงข้อมูลทางสุขภาพ ทักษะการสื่อสาร และทักษะการรู้เท่าทันสื่อเกี่ยวกับภาวะโภชนาการเกินเกณฑ์อยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 53.55, 48.39 และ 58.06 ตามลำดับ ดังนั้นบุคลากรทางด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องควรหาแนวทางในการส่งเสริมความรอบรู้ทางด้านสุขภาพของนักเรียนในประเด็นการเข้าถึงข้อมูลทางสุขภาพ ทักษะการสื่อสาร และทักษะการรู้เท่าทันสื่อเกี่ยวกับภาวะโภชนาการเกินเกณฑ์ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม ส่งผลให้มีการปฏิบัติตัวเพื่อสามารถดูแลตนเองให้มีสุขภาพดีต่อไป</p> วลัยพร กาฬภักดี ส.บ. (สาธารณสุขชุมชน), ศรีสุรางค์ เคหะนาค วท.ม. (สาธารณสุขศาสตร์), กันธิมา ศรีหมากสุก พย.ม. (เวชปฏิบัติชุมชน), ปุรินทร์ ศรีศศลักษณ์ วท.ม. (สาธารณสุขศาสตร์), พย.ม. (เวชปฏิบัติชุมชน) Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/256939 Thu, 30 Jun 2022 00:00:00 +0700 การสอบสวนการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/257346 <p>งานควบคุมโรค โรงพยาบาลเชียงดาวได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2564 พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงดาเนินการสอบสวนโรค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันการระบาด บรรยายลักษณะทางระบาดวิทยา อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อการติดเชื้อของผู้สัมผัส และหาแนวทางควบคุมโรค ศึกษาระบาดวิทยาเชิงพรรณนาด้วยการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก กาหนดนิยามผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คือ ผู้ที่มีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 (PCR) ยืนยันจากห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลนครพิงค์และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ ทั้งที่ไม่มีและ มีอาการแสดงระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม–19 สิงหาคม 2564 โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากเหตุไปหาผลแบบย้อนหลังเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค พบผู้ป่วยตามนิยามจำนวน 27 คน คิดเป็นอัตราป่วย 81.76 ต่อแสนประชากรประชากร ในพื้นที่ 3 ตำบลของอำเภอเชียงดาว ไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการหนักหรือเสียชีวิต อาการที่พบมากที่สุด คือ ไอ ร้อยละ 81.48 และพบว่ากลุ่มเสี่ยงที่มีการสัมผัสผู้ป่วยหลายครั้งมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็น 13.55 เท่า ของกลุ่มเสี่ยงที่มีการสัมผัสผู้ป่วยครั้งเดียว (95%CI=2.57-71.55) กลุ่มที่เสี่ยงสัมผัสจากกิจกรรมทางสังคมมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็น 12.39 เท่า ของกลุ่มที่สัมผัสอื่นๆ (สถานที่ทางาน การขนส่งสาธารณะ และตลาด) (95%CI=1.54-99.38) และกลุ่มเสี่ยงที่มีการสัมผัสกับผู้ป่วยหลังจากเริ่มมีอาการแล้วมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็น 4.69 เท่า ของกลุ่มเสี่ยงที่มีการสัมผัสกับผู้ป่วยก่อนเริ่มมีอาการ (95%CI=1.68-13.15) โดยภายหลังจากการดาเนินการควบคุมโรคด้วยการค้นหาผู้ป่วยและติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเพื่อแยกกัก ปิดสถานที่เสี่ยงเป็นเวลา 14 วัน งดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคน เน้นมาตรการ D-M-H-T-T-A ทำให้การแพร่ระบาดในครั้งนี้ยุติลง</p> กชพร อินทวงศ์ พ.บ., อ.ว.เวชศาสตร์ครอบครัว Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขล้านนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/LPHJ/article/view/257346 Thu, 30 Jun 2022 00:00:00 +0700