https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/issue/feed วารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ 2025-10-16T21:45:30+07:00 ดร.ภญ.กมลนัทธ์ ม่วงยิ้ม kamolnut@scphc.ac.th Open Journal Systems <p><strong>การรับบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ</strong></p> <p>วารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ (Multidisciplinary Journal for Health) เป็นวารสารที่รวบรวมและเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา บทวิจารณ์ และบทความปริทัศน์ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ การแพทย์ การแพทย์แผนไทย การสาธารณสุข การพยาบาล ทันตกรรม เภสัชกรรม และการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p><strong>กำหนดออก </strong><strong>2</strong><strong> ฉบับต่อปี </strong>ฉบับละ 8-10 บทความ<strong><br /></strong>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>ISSN: 2673-0855</strong></p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/275326 ประสิทธิผลของน้ำมันมหาจักรต่อผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น ศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เขตสุขภาพที่ 8 จังหวัดอุดรธานี 2025-05-16T18:54:46+07:00 ศราวุฒิ อิสโร yeye_yesung@hotmail.com รัชฎาวรรณ อรรคนิมาตย์ ratchadawan.au@rmuti.ac.th กมลฉัตร สุขแสน suksankamonchat@gmail.com สุพรรณี ศรีริรมย์ supunnee.kuk37@gmail.com ฐิติรัตน์ เจษฎาพงศธร jedthitirat@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของยาน้ำมันมหาจักรในการบรรเทาอาการปวดเข่าในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมปฐมภูมิ โดยศึกษาในผู้ป่วยอายุ 60-69 ปี จำนวน 46 คน ณ ศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เขตสุขภาพที่ 8 จังหวัดอุดรธานี ใช้การสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เพื่อคัดเลือกผู้ที่ตรงตามเกณฑ์เข้ากลุ่มตัวอย่าง รักษาด้วยการใช้น้ำมันมหาจักร (10 มิลลิลิตร/ขวด) วันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 14 วัน โดยหยดน้ำมันลงที่บริเวณลูกสะบ้าเข่า ข้างละ 20 หยด นวดคลึงวนตามเข็มนาฬิกา 1 นาที ประเมินระดับอาการปวดด้วย (Visual Analogue Scale: VAS) ประเมินองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่าด้วย Goniometer และประเมินคุณภาพชีวิตด้วย EQ-5D-5L-score ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์</p> <p>ผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (76.10%) อายุเฉลี่ย 63.78 ปี หลังการรักษา ระดับอาการปวดเข่าซ้ายลดลงจาก 5.70 ± 0.22 เป็น 3.78 ± 0.19 คะแนน และเข่าขวาลดลงจาก 5.93 ± 0.25 เป็น 3.28 ± 0.18 คะแนน (p&lt;0.05) องศาการเคลื่อนไหวในท่าเหยียดและท่างอของเข่าทั้งสองข้างดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p<strong>&lt;</strong>0.05) และคะแนนคุณภาพชีวิตตาม EQ-5D-5L เพิ่มขึ้นจาก 0.57 ± 0.13 เป็น 0.97 ± 0.04 คะแนน สรุปได้ว่า ยาน้ำมันมหาจักรช่วยลดอาการปวด เพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อเข่า และปรับปรุงคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p> 2025-10-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/277108 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม 2025-08-19T15:03:15+07:00 พักตร์จิรา ไม้ทอง 66207501016@phcsuphan.ac.th สุนิสา จันทร์แสง sunisa@phcsuphan.ac.th <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม จำนวน 272 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ โดยใช้สถิตเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยการทดสอบไคสแควร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 50.7) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ รายได้ของผู้ปกครอง (p &lt; 0.05) อุปกรณ์ทำความสะอาดช่องปาก (p &lt; 0.05) การเข้ารับบริการทันตกรรม (p &lt; 0.01) นโยบายการป้องกันฟันผุของโรงเรียน (p &lt; 0.01) แรงสนับสนุนทางสังคมในการป้องกันฟันผุจากครอบครัว คุณครู เจ้าหน้าที่ทันตบุคลากร และการชักชวนจากเพื่อน (p &lt; 0.01) ส่วนเพศ น้ำหนัก อาชีพและการศึกษาของผู้ปกครอง เงินที่ได้รับต่อวัน รสชาติอาหารที่ชอบรับประทาน ความรู้เกี่ยวกับโรคฟันผุ และทัศนคติต่อการป้องกันโรคฟันผุ ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ ดังนั้นควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากครอบครัวและเพื่อนในการดูแลสุขภาพช่องปาก โดยการจัดกิจกรรมร่วมกันและให้ข้อมูลการป้องกันฟันผุในครอบครัว อีกทั้งควรพัฒนาการฝึกอบรมให้กับครู เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะในการส่งเสริมสุขภาพช่องปากในโรงเรียน </p> 2025-10-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/274948 ความยืดหยุ่นทางจิตใจกับภาวะหมดไฟในการทำงานของทันตาภิบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดชลบุรี 2025-07-22T14:58:22+07:00 มาวัดดะห์ แวกือจิ 64201303031@scphc.ac.th สุจิตตรา ทองแกม 64201303044@scphc.ac.th สุดารัตน์ รังคะวงษ์ 64201303045@scphc.ac.th สุวนันท์ คำสุข 64201303046@scphc.ac.th เพียงดาว คำนึงสิทธิ piangdao@scphc.ac.th <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล และความยืดหยุ่นทางจิตใจกับภาวะหมดไฟในการทำงานของทันตาภิบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จังหวัดชลบุรี ประชากร คือ ทันตาภิบาลที่ปฏิบัติงานใน รพ.สต. จังหวัดชลบุรี และมีประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จำนวน 64 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยพัฒนาจากแบบสอบถามของกรมสุขภาพจิต สถิติที่ใช้วิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติไคสแควร์ และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 32.25 ปี ส่วนใหญ่สถานภาพโสด ร้อยละ 70.31 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 92.20 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,000-20,000 บาท ร้อยละ 62.50 ระยะเวลาปฏิบัติงานส่วนใหญ่ คือ 5-10 ปี และ 10 ปีขึ้นไป ร้อยละ 39.06 ดำรงตำแหน่งนักวิชาการทันตสาธารณสุข ร้อยละ 56.25 ความยืดหยุ่นทางจิตใจโดยรวมอยู่ในระดับปกติ ภาวะหมดไฟในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า อายุ และความยืดหยุ่นทางจิตใจมีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะหมดไฟในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( = -.262 -.665, p &lt; 0.05) ดังนั้นการลดภาวะหมดไฟในการทำงานของทันตาภิบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดชลบุรี จึงควรมุ่งเน้นการพัฒนาความยืดหยุ่นทางจิตใจให้เพิ่มขึ้น เพื่อลดโอกาสการเปลี่ยนสายงาน ย้ายงาน หรือลาออก ของทันตาภิบาลที่ปฏิบัติงานใน รพ.สต. จังหวัดชลบุรี</p> 2025-11-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/276447 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากในผู้สูงอายุ ตำบลสิงโตทอง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา 2025-07-22T15:05:25+07:00 ปัณฑิตา เรืองฤทธิ์ fam.panthita@gmail.com กนกวรรณ ปัญญา zhompu45@gmail.com ชย เชียงทอง chayalove999@gmail.com บุษยสิทธิ์ พงษ์พิจิตร bussayasit@scphc.ac.th วรยุทธ นาคอ้าย worayuth@scphc.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะสุขภาพช่องปากพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก และคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก พร้อมทั้งศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากในผู้สูงอายุ ตำบลสิงโตทอง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ดำเนินการวิจัยในช่วงเดือน สิงหาคม พ.ศ. 2566 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 149 คน สุ่มตัวอย่างโดยบังเอิญ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ได้แก่ ข้อมูลคุณลักษณะประชากร พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก คุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก (OHIP-14) และการตรวจสุขภาพช่องปาก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบไคสแคว์และสเปียร์แมน</p> <p>ผลการศึกษาสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ พบว่ามีจำนวนฟันผุอุดถอนเฉลี่ย 18.3 ซี่ต่อคน และมีการสูญเสียฟัน ร้อยละ 48.8 อยู่ในระดับที่มีความรุนแรงปานกลาง ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคในช่องปากอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 61.8) พฤติกรรมการทำความสะอาดช่องปากอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 58.6) พฤติกรรมการเข้ารับบริการตรวจสุขภาพช่องปากอยู่ในระดับไม่ดี (ร้อยละ 77.2) คุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก อยู่ในระดับดี (ร้อยละ 88.6) และพบว่าคุณลักษณะประชากร พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก และสภาวะช่องปากไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต ในขณะที่พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคในช่องปากมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก (rs = .176, p-value = .032)</p> 2025-11-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/278081 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุ ในชุมชนชนบท จังหวัดปทุมธานี 2025-10-06T13:49:18+07:00 กัลยภรณ์ เชยโพธิ์ jrnararat@gmail.com จินตนา เด่นสันติกุล Jintana.de@northbkk.ac.th <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบแผนการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (Correlational research design) โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนชนบท จังหวัดปทุมธานี จำนวน 123 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภาวะสมองเสื่อม ทัศนคติต่อการป้องกันภาวะสมองเสื่อม การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยใช้สถิติ Pearson's correlation coefficient</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 62.6) สถานภาพสมรส (ร้อยละ 75.6) และอาศัยอยู่ในชุมชนมากกว่า 5 ปี (ร้อยละ 89.4) กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภาวะสมองเสื่อมอยู่ในระดับปานกลาง และมีพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมอยู่ในระดับดี เมื่อทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น อายุ เพศ ระดับการศึกษา โรคประจำตัว การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และปัจจัยตามทฤษฎี เช่น ความรู้ ทัศนคติ การสนับสนุนทางสังคม ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อม การวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การทำความเข้าใจพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในบริบทชนบทไทยต้องการการศึกษาที่ครอบคลุมปัจจัยหลายมิติ โดยเฉพาะปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เพื่อช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมได้ชัดเจนขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโปรแกรมสุขศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และนำไปสู่การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/277781 การพัฒนาสถานที่ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพร ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2025-09-22T09:18:49+07:00 อุษณีย์ เอกสุวีรพงษ์ utsanicp@gmail.com จุฬาลักษ์ พชรทิพย์ drugsurat@gmail.com ชลธิชา กิตติชานันท์ Kalew25@yahoo.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสถานที่ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด และเพื่อพัฒนาความรู้เกี่ยวกับกฎหมายสถานที่ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรของผู้ประกอบการและพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างคือตัวแทนผู้ประกอบการสถานที่ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพร จำนวน 34 คน และพนักงานเจ้าหน้าที่จำนวน 18 คน รวมเป็น 52 คน และสถานที่ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพร จำนวน 34 แห่ง เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพด้วยแบบบันทึกการตรวจสถานที่ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพร แบบสำรวจความรู้ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon Signed Ranks Test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าในขั้นตอนการวางแผน ผู้ประกอบการและพนักงานเจ้าหน้าที่ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมาย และไม่มีเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจประเมินสถานที่ที่ชัดเจน จึงได้จัดทำแบบบันทึกการตรวจสถานที่ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรฉบับใหม่ขึ้นร่วมกัน ขั้นตอนการปฏิบัติและสังเกตการณ์ พบว่าหลังเข้าร่วมประชุมกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับกฎหมายสถานที่ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรสูงกว่าก่อนเข้าร่วมประชุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.001) สามารถพัฒนาสถานที่ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้ผ่านเกณฑ์การตรวจประเมินสถานที่เพิ่มขึ้น 9 แห่ง (ร้อยละ 26.5) และคะแนนรวมของการตรวจประเมินสถานที่ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรครั้งที่ 2 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.001) จากขั้นตอนการสะท้อนปฏิบัติ พบว่าผู้ประกอบการและพนักงานเจ้าหน้าที่มีความคิดเห็นว่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีความหลากหลาย ทั้งรูปแบบและแหล่งที่มา ประกอบกับพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพรเป็นกฎหมายใหม่ที่มีกฎหมายฉบับรองออกมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การวิจัยเชิงปฏิบัติการจึงเป็นรูปแบบที่สามารถพัฒนาสถานที่ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเพิ่มความรู้ของผู้ประกอบการและพนักงานเจ้าหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมในการดำเนินงานตามกฎหมายอย่างถูกต้องและยั่งยืนในอนาคต</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/277232 การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกรับการรักษาบ่งต้อด้วยหนามหวายโดยแพทย์แผนไทย 2025-09-11T17:07:25+07:00 ทิพกฤตา สุวรรณธาดา thipgittasuwannatada@gmail.com ศุภิสรา กรวิทยาศิลป์ firxoclass@gamil.com ฐิมาภรณ์ เกตุปลั่ง Noeytmpchh@gmail.com ดลกมล วงษ์บำหรุ donkamon6250@gmail.com ธัญญชนก ภูทวี tanya2works@gmail.com ณิชนันท์ ปุ่มเพชร nitchanan3103@gmail.com พรรณิภา มีสา phannipa.meesa@outlook.com ชลาลัย โชคดีศรีจันทร์ chalalai@acttm.ac.th <p>การบ่งต้อเป็นรูปแบบการดูแลสุขภาพตามภูมิปัญญาไทยที่ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาผลทางคลินิก แต่ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงผสานวิธี โดยทำการวิจัยเชิงปริมาณตามด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยการเลือกเข้ารับการรักษาการบ่งต้อด้วยหนามหวายและเพื่อศึกษากระบวนการตัดสินใจเลือกเข้ารับบริการบ่งต้อด้วยหนามหวาย กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เข้ารับบริการบ่งต้อที่คลินิกจักษุแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 61 คน โดยเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วยปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ปัจจัยปัญหาสุขภาพ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด และปัจจัยความเชื่อมั่นและความศรัทธา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาโดยหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ประกอบด้วยปัจจัยกระบวนการตัดสินใจ โดยวิเคราะห์เนื้อหาจากข้อความ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 60-69 ปี ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพข้าราชการบำนาญ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,000 บาทขึ้นไป 2) ปัจจัยปัญหาสุขภาพ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีปัญหาการมองเห็นไม่ชัดมากที่สุด 3) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด พบว่า ปัจจัยด้านสถานที่มีผลต่อการเลือกเข้ารับบริการมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 4.77 4) ปัจจัยความเชื่อมั่นและความศรัทธา พบว่าความปลอดภัยในการรักษา มีผลต่อการเลือกเข้ารับบริการมากที่สุด 5) ปัจจัยกระบวนการตัดสินใจเลือก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและทัศนคติของผู้รับบริการที่แตกต่างไปตามประสบการณ์และความต้องการส่วนบุคคล</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/276800 แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจางในนักศึกษาหญิง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี 2025-08-18T16:32:28+07:00 หนึ่งฤทัย ทวีผล 65201302044@scphc.ac.th จุฑารัตน์ สุขยิ่ง 65201302008@scphc.ac.th นรวิชญ์ ปัญญาวรพงศ์ 65201302020@scphc.ac.th ศรีสวรินทร์ สินชัย srisawarin@scphc.ac.th ญาณันธร กราบทิพย์ yananthorn@scphc.ac.th <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และความสัมพันธ์ระหว่างแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง ในนักศึกษาหญิง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 223 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ลำดับที่ของสเปียร์แมน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุมากกว่า 20 ปี (ร้อยละ 56.50) ศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 1 (ร้อยละ 42.60) มีรายรับเฉลี่ยต่อเดือนเพียงพอ (ร้อยละ 70.00) ไม่มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 94.6) และมีประจำเดือนปกติ (ร้อยละ 79.82) แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 3.46, SD = 0.30) พฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจาง อยู่ในระดับบริโภคบางครั้ง (Mean = 2.58, SD = 0.22) และไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง (r = -0.01, p &gt; 0.05) การศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม รวมถึงการจัดกิจกรรมสุขศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความเข้าใจ ปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และลดความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางต่อไป</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/278010 การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของการออกกำลังกายท่าฤๅษีดัดตน กับท่ากายบริหารกล้ามเนื้อ ต่อการเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังส่วนบน ความจุปอด และอัตราการหายใจ 2025-10-16T21:45:30+07:00 ณิชฐากร ชุมเทพ nitthakornkhao11@gmail.com นภสรณ์ พงศ์สิงห์แก้ว napasorn24110@gmail.com ชยพัชร์ เสริมรัฐ 65180047@acttm.ac.th ปณชัย แซ่เต็ง 65180058@acttm.ac.th ปาลิดา กำเนิดเรือง 65180060@acttm.ac.th ภูริชญา อินทร์เนตร bhurichaya@acttm.ac.th ศุภวรรณ ชัยประกายวรรณ์ supawan@acttm.ac.th <p>อาการปวดคอ บ่า ไหล่ หรือกล้ามเนื้อหลังส่วนบน เป็นอาการที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน การศึกษานี้ เป็นการวิจัยทดลองเชิงคลินิก เพื่อเปรียบเทียบท่าฤๅษีดัดตนกับท่ากายบริหารกล้ามเนื้อ ต่อความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังส่วนบน ปริมาตรความจุปอด เเละอัตราการหายใจ ในผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบน โดยมีอาสาสมัครจำนวน 66 คน อายุระหว่าง 16-44 ปี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 33 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบมีกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มท่าฤๅษีดัดตน และกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มท่ากายบริหาร โดยกลุ่มตัวอย่างจะได้สมุดบันทึกการทำท่ากายบริหาร เเละวิดีโอสาธิตท่าบริหารสำหรับนำไปปฏิบัติด้วยตนเอง สัปดาห์ละ 4 วัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ทำการวัดผลเมื่อออกกำลังกายครบ 1 และ 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วย Wilcoxon Signed Rank Test และ Mann-Whitney U Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการออกกำลังกาย ค่าเฉลี่ยความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและปริมาตรความจุปอดเพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราการหายใจลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ในทั้ง 2 กลุ่ม อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่ม พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและปริมาตรความจุปอด แต่อัตราการหายใจมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) โดยกลุ่มที่ฝึกท่าฤๅษีดัดตนมีอัตราการหายใจลดลงมากกว่ากลุ่มที่ฝึกท่ากายบริหาร โดยสรุปแล้วทั้งท่าฤๅษีดัดตน และท่ากายบริหารกล้ามเนื้อ มีประสิทธิภาพในการช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ ปริมาตรความจุปอด และลดอัตราการหายใจได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบน สามารถเลือกวิธีการออกกำลังกายด้วยท่าฤๅษีดัดตน หรือท่ากายบริหารเพื่อบรรเทาอาการและอาการร่วมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/277058 การศึกษาเภสัชวัตถุในตำราพระโอสถปราสาททอง ฉบับกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 2025-09-09T13:22:40+07:00 วริศรา บุญวงษ์ 65180067@acttm.ac.th อลิสา อานประโคน 65180037@acttm.ac.th กันตา หงษ์ทอง 65180039@acttm.ac.th ชามาณิชา โอสถประสพ 65180048@acttm.ac.th ลินลนี เเซ่หลี 65180066@acttm.ac.th วิชกร วงษ์สุวรรณ Vichakorn@acttm.ac.th นภาลัย มากโหน naphalai@acttm.ac.th <p>ตำราพระโอสถปราสาททอง ฉบับกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นเอกสารโบราณที่รวบรวมองค์ความรู้ทางการแพทย์แผนไทย ที่มีต้นฉบับเป็นสำเนาเหมือนจริงจากหนังสือสมุดไทยดำ โดยมีตำรับยาทั้งหมด 67 ตำรับ แบ่งตามกลุ่มโรคและอาการ อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีรายงานการรวบรวมและสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ของพืชวัตถุที่ใช้ในคัมภีร์นี้มาก่อน การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยเอกสารโดยการวิเคราะห์และค้นหาหลักฐานเชิงประจักษ์ของพืชวัตถุที่ใช้ในคัมภีร์ โดยเป็นการวิจัยเชิงเอกสาร สืบค้น รวบรวม และวิเคราะห์องค์ความรู้</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า มีตำรับยาในคัมภีร์ทั้งสิ้น 67 ตำรับ จำนวนเภสัชวัตถุทั้งหมด 368 ชนิด ประกอบด้วยพืชวัตถุ 243 ชนิด ธาตุวัตถุ 22 ชนิด และสัตว์วัตถุ 33 ชนิด พืชวัตถุที่พบความถี่มากที่สุด 10 อันดับแรกคือ ดีปลี (<em>Piper retrofractum</em> Vahl) จันทน์แดง (<em>Pterocarpus santalinus </em>L.f.) กานพลู (<em>S</em><em>yzygium aromaticum</em> (L.) Merr. &amp; L. M.Perry) จันทน์ขาว (<em>S</em><em>antalum album</em> L.) จันทน์เทศ (<em>Myristica fragrans </em>Houtt.) พริกไทย (<em>Piper nigrum </em>L.) กระวาน (<em>Wurfbainia testacea </em>(<em>Ridl.</em>)<em> Škorni</em><em>č</em><em>k. &amp; A.D.Poulsen </em>(<em>syn. Amomum testaceum</em>)) อบเชยเทศ (<em>Cinnamomum verum </em>(<em>syn. C. zeylanicum</em>)) กฤษณา (<em>Aquilaria </em><em>crassna</em> Pierre ex Lecomte) และเทียนดำ (<em>Nigella sativa</em> L.) วิธีการบริหารยาที่พบมากที่สุด คือ การรับประทาน ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบของสมุนไพร คือ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านจุลชีพฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ฤทธิ์ต้านไวรัสและฤทธิ์ต้านมะเร็ง โดยสืบค้นทั้งทางการวิจัยในระดับหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และทางคลินิก ผลการศึกษานี้สามารถเป็นข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคและสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการตั้งตำรับยารักษาผู้ป่วยรวมถึงช่วยสื่อสารกับสหวิชาชีพ</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก