วารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ
<p><strong>การรับบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ</strong></p> <p>วารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ (Multidisciplinary Journal for Health) เป็นวารสารที่รวบรวมและเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา บทวิจารณ์ และบทความปริทัศน์ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ การแพทย์ การแพทย์แผนไทย การสาธารณสุข การพยาบาล ทันตกรรม เภสัชกรรม และการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p><strong>กำหนดออก </strong><strong>2</strong><strong> ฉบับต่อปี </strong><strong><br /></strong>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>ISSN: 2673-0855</strong></p>
Sirindhorn College of Public Health Chonburi (วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี)
th-TH
วารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ
2673-0855
-
โปรแกรมการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนโดยครอบครัวและอาสาสมัครประจำหมู่บ้านในประเทศไทย: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/280849
<p>โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย ผู้ป่วยจำนวนมากยังควบคุมระดับความดันโลหิตได้ไม่ดี การดูแลในชุมชนที่มีครอบครัวและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเข้ามามีส่วนร่วมจึงมีความสำคัญ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับลักษณะและผลลัพธ์ของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนของประเทศไทยที่มีครอบครัวและ/หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบตามแนวทาง JBI สืบค้นจาก PubMed, CINAHL, Scopus, ThaiJO, TCI ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ในประเทศไทย และรายการเอกสารอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง ในช่วงปี พ.ศ. 2558-2568 พบเอกสาร 286 รายการ และมีงานวิจัยเข้าเกณฑ์ 9 เรื่อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โปรแกรมส่วนใหญ่มุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านสุขภาพ การส่งเสริมการจัดการตนเอง การติดตามเยี่ยมบ้าน และการสนับสนุนจากครอบครัวหรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ระยะเวลาดำเนินโปรแกรมส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 8-12 สัปดาห์ ผลลัพธ์ส่วนใหญ่พบว่าระดับความดันโลหิตลดลงหรือควบคุมได้ดีขึ้น และพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยดีขึ้น</p> <p>โปรแกรมการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนที่มีครอบครัวและ/หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเป็นองค์ประกอบสำคัญมีศักยภาพในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและการควบคุมระดับความดันโลหิตของผู้ป่วย</p>
ขวัญตา เพชรมณีโชติ
สุกัญญา สุรังษี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
8 1
1
14
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ OA ต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ในชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/281099
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เท้าในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ OA ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมและเพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เท้าในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ OA กับกลุ่มที่ได้รับบริการตามปกติ เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ในชุมชน จำนวน 48 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 24 ราย และกลุ่มควบคุม 24 ราย พัฒนาจากแนวคิดทฤษฎีการจัดการตนเองของแคนเฟอร์ และกาลิก-บายส์ เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เท้า ตรวจสอบค่าดัชนีความตรงของเนื้อหา เท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่น โดยหาสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค เท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติ Paired Sample <br />t-test และสถิติ Independent t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ OA มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เท้า (Mean = 54.96, S.D. = 0.74) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม (Mean = 45.83, S.D. = 0.67) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 4.90, p < .001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับบริการตามปกติ (Mean = 44.33, S.D. = 1.21) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 5.20, p < .001)</p> <p>ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ OA สามารถนำมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เท้าได้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ในชุมชน เพื่อนำไปสู่การป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ณัฐนันท์ รัตนะ
ฐิติ จันทบูลย์
ณัฐวดี ศรีแก้วคง
ณัฐวรา ทวนทอง
อุมาพร นกแพทย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
8 1
15
30
-
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบน้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดรากกัญชา การทดสอบความคงตัว และพิษเฉียบพลัน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/281124
<p>กัญชา มีการนำมาใช้ประโยชน์หลากหลายโดยเฉพาะทางการแพทย์ พบว่าในอดีตใช้รากกัญชาเป็นส่วนประกอบในตำรับน้ำยาบ้วนปากเพื่อการรักษาโรคปริทันต์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบน้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดรากกัญชา ศึกษาความคงตัวและความเป็นพิษเฉียบพลันต่อไรทะเล วิธีการวิจัย: สารสกัดสมุนไพรในตำรับ ประกอบด้วย 4 ชนิด รากกัญชา ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ดอกกานพลู ในอัตราส่วนเท่ากัน ถูกสกัดด้วยวิธีการต้มด้วยน้ำและทำให้แห้งด้วยวิธีแช่เยือกแข็ง เตรียมผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากหลายความเข้มข้น ประเมินความคงตัวทางกายภาพ ปริมาณตะกอน สี ความเป็นกรด-ด่าง และความหนืดของสูตรตำรับหลังจากผ่านสภาวะเร่ง และสภาวะการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 30 °C เป็นเวลา 3 เดือน โดยเปรียบเทียบกับสูตรตำรับที่เพิ่งเตรียมใหม่ และทดสอบฤทธิ์ความเป็นพิษเฉียบพลันต่อไรทะเล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย: ตำรับผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดรากกัญชาพัฒนาขึ้น 9 สูตร พบว่ามี 3 สูตรที่เหมาะสมเพื่อศึกษาความคงตัว ได้แก่สูตรที่ 2 5 และ 8 ที่ความเข้มข้น 5 10 และ 15 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ ผลการศึกษาความคงตัวผลิตภัณฑ์ที่เตรียมเสร็จใหม่และสภาวะการเก็บรักษาจริง ระยะเวลา 3 เดือนมีความคล้ายคลึงกัน ผลิตภัณฑ์มีสีเหลือง สีน้ำตาลอ่อน ไม่ตกตะกอน ค่าความเป็นกรดด่างอยู่ในช่วง 6.15–6.80 ค่าความหนืดอยู่ในช่วง 4.95 - 5.35 เซนติพอยส์ เมื่อทดสอบผ่านสภาวะเร่ง ค่าความเป็นกรดด่างและค่าความหนืดลดลง ผลการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันต่อไรทะเลของผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากสารสกัดรากกัญชาทั้ง 3 สูตร มีความเป็นพิษต่อไรทะเลระดับต่ำ อยู่ในช่วง LC50 เท่ากับ 501.12 - 820.24 มคก./มล. สรุปผล: ตำรับน้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดรากกัญชาทั้ง 3 สูตร มีความคงตัวดีเมื่อเตรียมเสร็จใหม่ สภาวะการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 30 °C เป็นเวลา 3 เดือน</p>
ขนิษฐา นาคเกลี้ยง
ถวัลย์ ฤกษ์งาม
วันวิสาข์ ศรีสุเมธชัย
ณัฐณิชา ทิพย์รัตน์
พิมพนิต หลวงชัยสินธุ์
วิกิต ประกายหาญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-10
2026-06-10
8 1
31
45
-
ผลของโปรแกรมการกำกับตนเองเพื่อป้องกันเบาหวานรายใหม่ต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะก่อนเบาหวาน โรงพยาบาลเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/281043
<p>โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะก่อนเบาหวานซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง การส่งเสริมการกำกับตนเองด้านพฤติกรรมการรับประทานอาหารเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันโรคเบาหวานรายใหม่ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการกำกับตนเองเพื่อป้องกันเบาหวานรายใหม่ต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะก่อนเบาหวาน</p> <p>การวิจัยนี้เป็นแบบกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่มวัดผลก่อน-หลัง ดำเนินการในคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลเขาสุกิม กลุ่มตัวอย่าง 60 คน คัดเลือกแบบต่อเนื่องตามเกณฑ์คัดเข้า จัดกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการจับฉลากวันให้บริการ กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการกำกับตนเอง <br />12 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการกำกับตนเองแบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหาร (IOC = 1.00, ความเชื่อมั่น = 0.86) และผลตรวจระดับน้ำตาลในเลือดจากห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน เก็บข้อมูลเดือนกันยายน-ธันวาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Independent t-test ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการรับประทานอาหารสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (98.23 ± 8.52 ,90.87 ± 14.08, p = .017) และมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (101.50 ± 8.04 , 107.17 ± 10.38 มก./ดล., p = .021) เมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่ม พบว่าคะแนนพฤติกรรมเพิ่มขึ้นจาก 82.50 ± 9.75 เป็น 98.23 ± 8.52 และระดับน้ำตาลในเลือดลดลงจาก 109.17 ± 6.09 เป็น 101.50 ± 8.04 มก./ดล. อย่างมีนัยสำคัญ (p < .001)</p> <p>โปรแกรมการกำกับตนเองมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานอาหารและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงควรนำไปประยุกต์ใช้ในคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและสถานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิเพื่อป้องกันโรคเบาหวานรายใหม่ในกลุ่มเสี่ยง</p>
นาตยา เอี่ยมสกุล
ลัดดา อินทฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-13
2026-06-13
8 1
46
61
-
การเปรียบเทียบภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อ ภาวะเลือดออกในระดับสูงและระดับต่ำ ซึ่งเข้ารับการทำหัตถการรักษา โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี ผ่านทางสายสวน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/281287
<p>ภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดและภาวะเลือดออกรุนแรงยังคงเป็นประเด็นอุบัติการณ์สำคัญในผู้ป่วยที่เข้ารับการขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวน แม้จะมีการนำเกณฑ์ Academic Research Consortium for High Bleeding Risk (ARC-HBR) มาใช้เพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยง ทว่าข้อมูลการศึกษาในประชากรไทยยังคงมีจำกัดการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการจำแนกผู้ป่วย ตามเกณฑ์ ARC-HBR กับการเกิดภาวะเลือดออกชนิดรุนแรง (BARC type 3 หรือ 5) และภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดภายหลังการทำหัตถการขยายหลอดเลือดโคโรนารีผ่านสายสวนในประชากรไทย วิธีการวิจัยเป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังจากศูนย์เดียว จากข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยจำนวน 498 ราย ที่ได้รับ การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดโคโรนารีผ่านสายสวนในช่วงปี พ.ศ. 2563–2565 และติดตามผล จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2567 โดยใช้เกณฑ์ ARC-HBR ในการจำแนกกลุ่มผู้ป่วย เก็บข้อมูลจากเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Chi-square test,Fisher's exact test, Independent t-test, Kaplan–Meier survival analysis ร่วมกับ log-rank test และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก แบบตัวแปรเดี่ยวและตัวแปรพหุ</p> <p>ผลการวิจัย: ผู้ป่วยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเลือดออกตามเกณฑ์ ARC-HBR มีอัตราการเกิดภาวะเลือดออกชนิดรุนแรงสูงกว่ากลุ่มความเสี่ยงต่ำอย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 5.90 เทียบกับ 2.60, p = .041) และมีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดสูงกว่า (ร้อยละ 37.60 เทียบกับ 28.50, p = .044) นอกจากนี้การวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดเลือดออกพบว่า อายุ ≥75 ปี เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted OR = 3.63, 95% CI: 1.41–9.30, p = .019)</p> <p>สรุปผลการวิจัย: เกณฑ์ ARC-HBR มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะเลือดออกชนิดรุนแรงและภาวะ แทรกซ้อนทางหลอดเลือดหลังการทำ PCI ในประชากรไทย และเป็นประโยชน์ในการวางแผนการดูแล และเฝ้าระวัง ผู้ป่วยอย่างเหมาะสมตามระดับความเสี่ยง</p>
ปรารถนา กันธรรม
แคทรียา ธะนะจักร
คุณัสปกรณ์ มัคคัปผลานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-17
2026-06-17
8 1
62
76
-
การพัฒนารูปแบบความปลอดภัยอาชีวอนามัยแบบบูรณาการสำหรับผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง: การจัดการมูลฝอยติดเชื้อแบบยั่งยืนในระบบการดูแลระยะยาว
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/281264
<p>การวิจัยและพัฒนาเชิงผสมผสานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบความปลอดภัยอาชีวอนามัยแบบบูรณาการ (SAFE-CARE Model) สำหรับผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อแบบยั่งยืนในระบบการดูแลระยะยาว จังหวัดปทุมธานี ดำเนินการ 3 ระยะ ระหว่างวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ถึงมีนาคม พ.ศ. 2569 ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหาโดยใช้แบบสอบถามในกลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุจำนวน 340 คน ระยะที่ 2 การทดลองรูปแบบที่พัฒนาขึ้นโดยรูปแบบการวิจัย กึ่งทดลองสองกลุ่มวัดก่อน-หลัง-ติดตามผล ในกลุ่มผู้ดูแล 154 คน จำแนกเป็นกลุ่มทดลอง 78 คน กลุ่มควบคุม 76 คน ระยะที่ 3 การประเมินความยั่งยืน 5 มิติ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วย Chi-square test, t-test, McNemar test และ ANOVA กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการวิจัย ระยะที่ 1 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 89.1 มีอายุเฉลี่ย 49.2 ปี ระดับความรู้ด้านอาชีวอนามัยและการจัดการมูลฝอยติดเชื้ออยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 44.7) พฤติกรรมการปฏิบัติด้านความปลอดภัยอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 37.6) และความเสี่ยงด้านการยศาสตร์อยู่ในระดับสูง ผู้ดูแลร้อยละ 79.1 รายงานว่าเคยได้รับบาดเจ็บจากการทำงานอย่างน้อย 1 ประเภทในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ที่มีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลไม่เพียงพอมีโอกาสบาดเจ็บสูงกว่ากลุ่มที่มีอุปกรณ์เพียงพอ 2.84 เท่า (95% CI: 1.62–4.97) สัดส่วนการคัดแยกมูลฝอยติดเชื้อถูกต้องตามมาตรฐานมีเพียงร้อยละ 22.4 และผู้ดูแลร้อยละ 81.4 ไม่ทราบว่าผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่ใช้แล้วจัดเป็นมูลฝอยติดเชื้อตามกฎหมาย ระยะที่ 2 พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ ความรอบรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (Mixed-design ANOVA, p < .001) ขนาดอิทธิพล Cohen's d = 0.96–2.67 สัดส่วนการคัดแยกมูลฝอยติดเชื้อถูกต้องเพิ่มจากร้อยละ 22.4 เป็น 85.4 (95% CI: 80.0–90.8) และคงระดับร้อยละ 87.3 ในเดือนที่ 4 หลัง Post-test อุบัติการณ์การบาดเจ็บลดลงทุกประเภท (RR = 0.22–0.39, p < .05) ระยะที่ 3 การประเมินความยั่งยืน 5 มิติพบว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีศักยภาพในการดำรงอยู่ในระยะยาว องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 2 แห่งบรรจุโครงการในแผนปฏิบัติการประจำปี และได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 ข้อหลัก ได้แก่ การบรรจุหลักสูตรในการอบรม CG มาตรฐาน การจัดสรรชุดอุปกรณ์ PPE ในสิทธิประโยชน์ระบบ Long Term Care (LTC) การสร้างระบบเก็บมูลฝอยติดเชื้อจากครัวเรือน การกำหนดอัตราส่วน CG ต่อผู้พึ่งพิงไม่เกิน 1:10 และระบบรายงานอุบัติการณ์ SAFE-CARE Model จึงมีประสิทธิผลในการยกระดับความปลอดภัยอาชีวอนามัย ลดการบาดเจ็บจากการทำงาน และปรับปรุงการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในผู้ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง</p>
ภูไทย กมลวารินทร์
วันเพ็ญ มานะเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-20
2026-06-20
8 1
77
94
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/281299
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และปัจจัยที่ทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพตามแบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพ โดยศึกษากับกลุ่มตัวอย่างหญิงตั้งครรภ์ จํานวน 131 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และปัจจัยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค 0.867 และแบบสอบถามปัจจัยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเท่ากับ 0.840 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบ Multiple Regression Analysis (กำหนดระดับนัยสำคัญ 0.05)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หญิงตั้งครรภ์มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับดี 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ (M = 3.32) ด้านโภชนาการ (M = 3.15) ด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล (M = 3.27) ด้านการพัฒนาทางจิตวิญญาณ (M = 3.26) ด้านการจัดการกับความเครียด (M = 3.33) อยู่ในระดับปานกลาง 1 ด้าน ได้แก่ ด้านกิจกรรมทางกาย (M = 2.73) ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพได้ ได้แก่ ลักษณะส่วนบุคคลและประสบการณ์ส่วนบุคคล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (<em>b</em> = 0.249, p < 0.001) และการคิดรู้และอารมณ์ต่อพฤติกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>b</em> = 0.1440) ส่วนอิทธิพลระหว่างบุคคลไม่มีความสัมพันธ์หรือผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ ที่ระดับ .05 ตัวแปรทำนายสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพได้ 40% (Adjusted R<strong><sup>2</sup></strong> ที่ปรับแล้ว = 0.390)</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยด้านการรับรู้และประสบการณ์ส่วนบุคคลในการทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และอาจสนับสนุนการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพในการฝากครรภ์ที่ตรงเป้าหมายได้</p>
ปิยะดา ขึ้นกลาง
สายชล ธัญธริษตรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-21
2026-06-21
8 1
95
111
-
ผลของโปรแกรมชะลอไตเสื่อมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/281266
<p>โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบและส่งผลต่อผู้ป่วยและก่อให้เกิดภาระโรค บุคคลที่มีความเชื่อด้านสุขภาพ จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมได้ การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเอง ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมชะลอไตเสื่อมของกลุ่มทดลอง 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเอง ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมชะลอไตเสื่อมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังจำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ทดสอบก่อนและหลังทดลอง ใช้เวลาดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้คือโปรแกรมชะลอไตเสื่อม และแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ t-test กำหนดค่านัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และ 2) หลังการทดลองพบว่าคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p < .05)</p> <p>โปรแกรมชะลอไตเสื่อมสามารถส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้ ควรนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง</p>
วรัศยา แตงทอง
ชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง
รุ่งดารา ใจดี
วรรณขจี สุวรรณประทีป
วรรณวิมล เตี๋ยวงษ์สุวรรณ์
วริยา จันทร์พวง
วริศรา สว่างอาชีพ
วิชญาดา เงินนุช
วิชญาดา ไชย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
8 1
112
127
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้รับบริการ ที่เสี่ยงเกิดภาวะกระดูกพรุนในโรงพยาบาลตรัง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/281327
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเอง และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและการรับรู้ตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้รับบริการที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนในโรงพยาบาลตรัง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 142 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้รับบริการในคลินิกกระดูกและข้อ โรงพยาบาลตรัง ระหว่างเดือนกรกฎาคม–ตุลาคม พ.ศ. 2568 เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการรับรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน (OHBS ฉบับภาษาไทย) และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Chi-square, Spearman’s rank correlation และ Pearson’s correlation coefficient กำหนดระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับการรับรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุนโดยรวมอยู่ในระดับสูง (M = 4.12, SD = 0.62) โดยการรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกายมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.35, SD = 0.79) ส่วนพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.04, SD = 0.71) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า การรับรู้ความรุนแรงของโรคกระดูกพรุน (r = 0.21, p < 0.05) การรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกาย (r = 0.23, p < 0.05) และการรับรู้ประโยชน์ของการได้รับแคลเซียม (r = 0.41, p < 0.001) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุมีความสัมพันธ์เชิงลบ (r = -0.48 ถึง -0.38, p < 0.01) ส่วนระดับการศึกษา (rₛ = 0.68) และรายได้ (r = 0.43) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเอง (p < 0.01) การส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองในกลุ่มเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน ควรมุ่งเน้นการเพิ่มการรับรู้ประโยชน์และลดอุปสรรคในการปฏิบัติ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้มีระดับการศึกษาต่ำ ควรพัฒนาโปรแกรมที่เหมาะสมกับบริบทชุมชน</p>
วรรัตน์ สุขคุ้ม
นิตยา ชีพประสพ
นันทยา เสนีย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
8 1
128
141
-
ผลของการเตรียมความพร้อมอย่างมีแบบแผนต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง ความวิตกกังวล และความพร้อมในการตรวจสวนหัวใจของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/281417
<p>การตรวจสวนหัวใจเป็นวิธีมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่มีความแม่นยำสูง และปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักประสบกับความวิตกกังวลและขาดความพร้อมก่อนเข้ารับการตรวจ การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเอง ระดับความวิตกกังวล และความพร้อมในการตรวจสวนหัวใจก่อนและหลังได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างมีแบบแผน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ศูนย์โรคหัวใจโรงพยาบาลแพร่ ที่ได้รับการวางแผนส่งตรวจสวนหัวใจที่โรงพยาบาลศูนย์ลำปาง จำนวน 32 ราย ชุดกิจกรรมเตรียมความพร้อม ประกอบด้วย การสร้างสัมพันธภาพ การให้ข้อมูลผ่านสื่อวิดีทัศน์ สมุดคู่มือ การเยี่ยมติดตามทางโทรศัพท์ และการจัดเตรียมผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง แบบประเมินระดับความวิตกกังวล และแบบประเมินความพร้อมในการตรวจสวนหัวใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Paired t-test และ Wilcoxon signed-rank test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างมีแบบแผน กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเอง และคะแนนเฉลี่ยความพร้อมในการตรวจสวนหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ขณะที่คะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การเตรียมความพร้อมอย่างมีแบบแผน มีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเอง ลดความวิตกกังวล และเพิ่มความพร้อมของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก่อนรับการตรวจสวนหัวใจ โดยเฉพาะในบริบทของระบบส่งต่อที่ผู้ป่วยต้องเดินทางไปรับการตรวจ ณ โรงพยาบาลแม่ข่าย จึงควรนำมาใช้เป็นแนวปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยที่ได้รับการวางแผนส่งตรวจสวนหัวใจไปยังโรงพยาบาลอื่นทุกราย</p>
จันทร์แรม จิตตประมวลบุญ
ทิพวรรณ เทียมแสน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
8 1
142
157
-
ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยแบบทุติยภูมิและโรคเบาหวานร่วมกับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย ในประชากรเอเชีย: การทบทวนวรรณกรรมแบบพรรณนา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/280727
<p>ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยทุติยภูมิ (Secondary sarcopenia) ภาวะสูญเสียมวลและสมรรถภาพของกล้ามเนื้อจากโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อเกิดร่วมกันเรียกว่า Sarcopenic diabetes ทั้งสองเป็นเหตุและผลซึ่งกันและกันก่อให้เกิดความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม ส่งผลต่อภาวะทุพพลภาพ คุณภาพชีวิต และภาระทางสาธารณสุข โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การทบทวนนี้มีเป้าหมายเพื่อสังเคราะห์หลักฐานด้านกลไกพยาธิสรีรวิทยา ความชุก ปัจจัยเสี่ยง เกณฑ์การวินิจฉัยและแนวทางรักษา โดยสืบค้นจากฐานข้อมูลระหว่างปี ค.ศ. 2010–2025 และคัดเลือกบทความที่เกี่ยวข้องจำนวน 30 การศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>หลักฐานส่วนใหญ่พบว่ากลไกสำคัญประกอบด้วยภาวะดื้ออินซูลิน ความผิดปกติของไมโตคอนเดรีย การอักเสบเรื้อรัง และการสะสมของสารเร่งความชรา ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้ป่วยเบาหวานรวมถึงการแทรกซึมของไขมันในกล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลที่แย่ลง ความชุกของภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยอยู่ที่ร้อยละ 10–40 ในประชากรทั่วไป (เฉลี่ยประมาณร้อยละ 25) ประมาณร้อยละ 18 ในผู้ป่วยเบาหวาน และสูงถึงร้อยละ 37.46 ในเอเชีย โดยความแปรปรวนขึ้นกับเกณฑ์วินิจฉัย และปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยทุติยภูมิ ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น การควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดี ระยะเวลาเป็นเบาหวานนาน ภาวะแทรกซ้อน และภาวะทุพโภชนาการ เกณฑ์ที่ใช้คือ AWGS 2019 และ EWGSOP2 แนวทางการดูแล ได้แก่ การออกกำลังกายแบบแรงต้านร่วมกับแอโรบิก การเสริมโปรตีนและวิตามินดี การควบคุมระดับน้ำตาล และการเลือกใช้ยาต้านเบาหวานเฉพาะบุคคล</p> <p>ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยทุติยภูมิและ Sarcopenic diabetes เป็นปัญหาสาธารณสุขที่ควรได้รับการคัดกรองและจัดการโดยเน้นการดูแลแบบบูรณาการ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดภาระทางเศรษฐกิจในระยะยาว</p>
ศศิวิมล ทองวิลาศ
ภาวิต หน่อไชย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
8 1
158
174
-
การทบทวนวรรณกรรมแบบบรรยายเรื่องประสิทธิผลของแมกนีเซียมต่อความทนทาน ในการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/281543
<p>ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมักเผชิญปัญหาความทนทานในการออกกำลังกายลดลง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพยากรณ์โรคและคุณภาพชีวิต อย่างไรก็ตาม ปัญหาข้อจำกัดในการเข้าถึงโปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพหัวใจ ส่งผลให้การใช้อาหารเสริมกลายเป็นทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการรักษา โดยเฉพาะ 'แมกนีเซียม' ซึ่งมีกลไกช่วยเพิ่มความทนทานในการออกกำลังกายผ่านการส่งเสริมการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบเผาผลาญพลังงาน และระบบกล้ามเนื้อการทบทวนวรรณกรรมฉบับนี้ศึกษาผลของแมกนีเซียมชนิดรับประทานต่อความทนทานในการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบรวมถึงผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วม โดยรวบรวมการศึกษาในมนุษย์จำนวน 9 การศึกษา ระหว่างปี ค.ศ. 1996–2026 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าแมกนีเซียมช่วยเพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกาย,ระยะทางที่เดินได้, VO2max และ METs รวมถึงพัฒนาของการทำงานเยื่อบุผิวหลอดเลือด เพิ่มค่าการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย (LVEF) ลดภาวะคลื่นไฟฟ้าหัวใจช่วง ST ยกต่ำลง (ST-Segment Depression) และลดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างมีนัยสำคัญ ใน 2 การศึกษาที่ประเมินคุณภาพชีวิต พบว่าแมกนีเซียมช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะหัวใจล้มเหลว จากแบบประเมิน European Organisation for Research and Treatment of Cancer Quality of Life Questionnaire-Core 30 (EORTC QLQ-C30) และ Seattle Angina Questionnaire แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวจากแบบประเมิน Minnesota Living with Heart Failure Questionnaire (LHFQ) ผลข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่เป็นอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้องและท้องเสีย จึงอาจกล่าวได้ว่าแมกนีเซียมอาจช่วยเพิ่มความทนทานในการออกกำลังกายและคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วม</p>
ปริชมน สมิหลัง
ธรรณวัฐ วัฒนาเศรษฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
8 1
175
188