วารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ <p><strong>การรับบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ</strong></p> <p>วารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ (Multidisciplinary Journal for Health) เป็นวารสารที่รวบรวมและเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา บทวิจารณ์ และบทความปริทัศน์ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ การแพทย์ การแพทย์แผนไทย การสาธารณสุข การพยาบาล ทันตกรรม เภสัชกรรม และการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p><strong>กำหนดออก </strong><strong>2</strong><strong> ฉบับต่อปี </strong><strong><br /></strong>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>ISSN: 2673-0855</strong></p> th-TH kamolnut@scphc.ac.th (ดร.ภญ.กมลนัทธ์ ม่วงยิ้ม) worayuth@scphc.ac.th (ผศ.ดร.วรยุทธ นาคอ้าย) Mon, 05 Oct 2026 13:11:53 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลของการพัฒนาแนวทางดูแลตนเองต่อเนื่องที่บ้านของผู้ป่วยสูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในแผนกผู้ป่วยนอก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/282607 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาดและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยสูงอายุ อีกทั้งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของโลก การขาดการดูแลตนเองต่อเนื่องที่บ้านทำให้เกิดความกลัว ขาดความมั่นใจในการจัดการตนเอง เกิดอาการกำเริบซ้ำและอาจเสียชีวิตได้</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental design) แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้&nbsp; มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้ในการดูแลตนเองและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองของผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เข้ารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสันป่าตอง ก่อนและหลัง&nbsp;&nbsp;&nbsp; การใช้แนวทางการดูแลตนเองต่อเนื่องที่บ้านที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จากผู้ป่วย 52 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มตัวอย่าง 26 คน และกลุ่มควบคุม 26 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับแนวทางการดูแลต่อเนื่องที่บ้านซึ่งผู้วิจัยประยุกต์มาจากทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบวัดความรู้และแบบวัดพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Independent t-test และ Paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคและการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุม (t = 4.338, p &lt; .001) และกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุม (t = 5.253, p &lt; .001) ในขณะเดียวกัน กลุ่มควบคุมกลับมีคะแนนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อสิ้นสุดการวิจัย (p = .019) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าหากผู้สูงอายุไม่ได้รับแนวทางการดูแลต่อเนื่อง พฤติกรรมสุขภาพอาจลดลงตามการดำเนินไปของโรค</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;แนวทางการดูแลตนเองต่อเนื่องที่บ้านมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความรู้และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จึงควรส่งเสริมและสนับสนุนให้นำแนวทางนี้ไปใช้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อคงไว้ซึ่งพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมและนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย</p> สุพัตรา ใจแก้ว, พรพิมล วงค์อินถา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/282607 Mon, 05 Oct 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษา จังหวัดชลบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/281871 <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาที่มีอายุ 18-30 ปี จำนวน 296 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ความรู้เรื่องบุหรี่ ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ ความเครียด การสูบบุหรี่ของคนรอบข้าง การเข้าถึงสื่อโฆษณาออนไลน์ และการเข้าถึงง่ายของบุหรี่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรโดยใช้สถิติสหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน กำหนดระดับนัยสำคัญ 0.05 จากข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 78.70 อายุเฉลี่ย 20.12 ± 1.91 ปี</p> <p>ผลการศึกษาพบว่านักศึกษามีความรู้และทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่อยู่ในระดับสูง มีค่าความเครียดอยู่ในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ยความเครียด1.93±1.03) ด้านพฤติกรรมการสูบบุหรี่พบว่า มีนักศึกษาที่เคยสูบบุหรี่ ร้อยละ 9.50 และปัจจุบันยังสูบบุหรี่ ร้อยละ 6.10 โดยร้อยละ 89.13 สูบบุหรี่ไฟฟ้า มีญาติพี่น้องสูบบุหรี่ร้อยละ 49.30 มีการรับรู้โฆษณาบุหรี่ผ่านสื่อออนไลน์ ร้อยละ 65.20 และร้านค้ารอบสถาบันสามารถเข้าถึงบุหรี่ได้สูงถึงร้อยละ 65.20 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) ได้แก่ ชั้นปีการศึกษา (r = .21), ความรู้เรื่องบุหรี่ (r = -.27), การสูบบุหรี่ของคนรอบข้าง (r = .28), การเข้าถึงสื่อโฆษณาออนไลน์ (r = .20) และการเข้าถึงง่ายของบุหรี่ (r = .31) ดังนั้น สถาบันอุดมศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรบูรณาการความร่วมมือ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความรู้และทัศนคติที่ถูกต้องในกลุ่มนักศึกษา จัดบริการช่วยเลิกบุหรี่ผ่านเครือข่ายเพื่อนและครอบครัว ควบคู่กับการบังคับใช้มาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่และการเข้าถึงบุหรี่รอบสถาบันอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างสังคมปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน</p> สุภัค วงษ์วรสันต์, ต่วนจัลวาตีย์ นิมุ, ตัสนีม เถาวัลย์, บูรพา นาโควงค์, วรรณเทพ สุขประจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MDHJ/article/view/281871 Mon, 05 Oct 2026 00:00:00 +0700