https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/issue/feed วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ 2022-08-30T00:00:00+07:00 นงนุช รักชื่อดี nongnuchbr14@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารการแพทย์ MJSSBH เป็นวารสารทางวิชาการด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการวิจัย รายงานผู้ป่วย บทความที่น่าสนใจอันเป็นองค์ความรู้ใหม่ ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี คือ ฉบับที่ 1 (มค.-เมย.)&nbsp; ฉบับที่ 2 (พ.ค. – ส.ค.)&nbsp; และฉบับที่ 3 (ก.ย. – ธ.ค.) และเผยแพร่ทาง website <a href="Https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/index">https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/index</a></p> <p>โดยปัจจุบันวารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ได้รับการยอมรับและผ่านการรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 และอยู่ในฐานข้อมูล TCI</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258279 การรักษาโรครอบรากเทียม 2022-06-15T14:57:30+07:00 จารุพัฒน์ จุลแดง sukijarupat@gmail.com <p> ในปัจจุบันรากฟันเทียม (dental implant) มีบทบาทสำคัญในการใช้ทดแทนฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป เนื่องจากรากฟันเทียมมีอัตราความสำเร็จสูง จึงมีการนำไปใช้ในการรักษาอย่างกว้างขวาง ทำให้มีผู้ป่วยรากฟันเทียมเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทความวิชาการฉบับนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการรักษาโรคเนื้อเยื่อรอบรากเทียม (peri-implant disease) ทั้งการรักษาด้วยวิธีการแบบไม่ผ่าตัด (non-surgical treatment) และการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด (surgical treatment) รวมถึงการติดตามผลการรักษาร่วมกับการรักษาเพื่อคงสภาพ (maintenance) อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและยับยั้งการดำเนินของโรคจนนำอาจไปสู่การสูญเสียรากเทียมได้ ดังนั้นวิธีการรักษาโรคเนื้อเยื่อรอบรากเทียมอักเสบจึงมีความสำคัญกับทันตแพทย์ เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/259066 ฉบับเต็ม 2022-08-25T22:19:15+07:00 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258893 ปัจจัยที่มีผลต่อ neutropenia ในผู้ป่วย solid malignancies ที่ได้รับเคมีบำบัด ในหน่วยเคมีบำบัด 2022-08-09T21:53:02+07:00 ไพฑูรย์ บุญศรีรัมย์ phaitoon33999@gmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> Febrile neutropenia เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ที่ได้รับเคมีบำบัด ใน solid malignancies และ hematologic malignancies การทราบถึงปัจจัยที่พยากรณ์การเกิด neutropenia ช่วยให้แพทย์รักษาได้อย่างเหมาะสม และลดการเกิด febrile neutropenia<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาหาปัจจัยพยากรณ์การเกิด neutropenia ในผู้ป่วย solid malignancies ที่ได้รับเคมีบำบัด ในหน่วยเคมีบำบัด โรงพยาบาลบุรีรัมย์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> วิจัยรูปแบบ retrospective matched case-control study ในผู้ป่วย solid malignancies ที่รับเคมีบำบัดชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ หน่วยเคมีบำบัด โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วย หน่วยเคมีบำบัด โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ตั้งแต่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556 ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 แบ่งผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มที่เกิด neutropenia กับกลุ่มที่ไม่เกิด neutropenia จับคู่ 1:1 ในผู้ป่วยที่ได้เคมีบำบัดชนิดเดียวกัน ในรอบเคมีบำบัด เดียวกัน และวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ด้วย Multivariable binary logistic regression with cluster robusts<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยที่ศึกษาจำนวน 407 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่เกิด neutropenia 204 คน non-neutropenia 203 คน พบว่าปัจจัยที่พยากรณ์การเกิด neutropenia ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือมีประวัติ Common Toxicity Criteria For Adverse Event (CTCAE) v4.0 (p-value &lt; 0.021)<br /><strong>สรุป:</strong> ในผู้ป่วยที่เกิด ภาวะ CTCAE v4.0 ระหว่างรอบของการให้เคมีบำบัดควรพิจารณาเลื่อนเคมีบำบัดหรือลดขนาดยาเคมีบำบัดในรอบถัดไปเพื่อลดการเกิด neutropenia และ febrile neutropenia</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258894 ตำรับและความคงตัวของน้ำยาบ้วนปาก 1.0% โพวิดีนแบบปรุงรสและกลิ่น 2022-08-09T22:13:50+07:00 ชุติธนา ภัทรทิวานนท์ ningchuti55@gmail.com วิจิตรา ศรีอุฬารวัฒน์ ningchuti55@gmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> น้ำยาบ้วนปากโพวิดีนช่วยลดปริมาณเชื้อโควิด-19 ในช่องปากได้ แต่ที่มีจำหน่ายมีราคาสูงและโพวิดีนมีกลิ่น-รสรวมทั้งความคงตัวที่ไม่ดี จึงพัฒนาตำรับ 1.0% โพวิดีนแบบปรุงรสและกลิ่น โดยเตรียมแบบแยกน้ำกระสายยาเพื่อยืดอายุยา<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อแต่งกลิ่นและรสของน้ำยาบ้วนปากโพวิดีน ศึกษาความคงตัว เปรียบเทียบราคาในท้องตลาด และประเมินความพึงพอใจในการใช้ของทันตแพทย์และผู้ใช้บริการทางทันตกรรม ระหว่างน้ำยาบ้วนปาก 1.0% โพวิดีน แบบปรุงรสและกลิ่นที่พัฒนาขึ้นกับ 1.0% โพวิดีนแบบเจือจางน้ำใช้วันต่อวัน<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> พัฒนาตำรับโดยแต่งกลิ่นและรส ศึกษาความคงตัวโดยวิเคราะห์ปริมาณไอโอดีนคงเหลือที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ค่ามาตรฐาน: อยู่ในช่วง 85.0-120.0% ของ 0.10% ไอโอดีน) เปรียบเทียบราคาทุน (ขาย) ความพึงพอใจของทันตแพทย์ 11 ราย และผู้รับบริการทางทันตกรรม 30 ราย ระหว่างน้ำยาบ้วนปากแบบปรุงรสและกลิ่นกับแบบเจือจางน้ำใช้วันต่อวัน โดยวิธีปกปิดผู้ใช้ ผู้ที่ได้รับการคัดออกคือ ผู้ที่มีการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร โรคไต เด็กอายุน้อยกว่า 6 ปีและผู้ที่แพ้ไอโอดีน ใช้สถิติเชิงพรรณนา ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาแนวโน้มความสัมพันธ์โดยใช้ spearman rank test<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ตำรับ 1.0% โพวิดีนปรุงรสและกลิ่นแบบแยกน้ำกระสายยาประกอบด้วยน้ำกระสายยา: กลีเซอรีน 3.0 ml, 70.0%ซอร์บิทอล 4.5 ml, กลิ่นสตอร์เบอร์รี่ 0.45 ml ปรับด้วยน้ำให้ครบ 30.0 ml บรรจุใส่ขวด และ 10.0% โพวิดีน 3.33 ml ใส่ขวดสีชา (จัดเป็นชุดและผสมโดยเทน้ำกระสายยาลงผสมโพวิดีน) ผลการวิเคราะห์มีปริมาณไอโอดีนคงเหลือ ณ ชั่วโมงที่ 0, 4, 8, 36, 56 หลังผสม ที่ 28.0(±2.0) oC เท่ากับร้อยละ 98.0(±0.0), 96.0(±0.0), 93.0(±0.0), 92.0(±0.0), 89.0(±0.2), 86.0(±0.0) ตามลำดับ ราคาทุน (ขาย) แบบเจือจางน้ำใช้วันต่อวัน 0.34 (0.44) บาท/มล., แบบปรุงรสและกลิ่น 0.53(0.67) บาท/มล., ราคาขายน้ำยาที่มีขายในท้องตลาด 5.97 บาท/มล. ความพึงพอใจโดยรวมของทันตแพทย์และผู้รับบริการต่อน้ำยาบ้วนปากแบบปรุงรสและกลิ่นคือ 3.1(±(0.9) (ปานกลาง), 3.4(±(0.8) (ปานกลาง) ตามลำดับ และแบบเจือจางน้ำใช้วันต่อวัน 2.5(±0.05) (น้อย), 3.3(±1.0) (ปานกลาง) ตามลำดับ (ใช้มาตรวัดแบบ Likert-Type-Scale)<br /><strong>สรุป:</strong> น้ำยาบ้วนปาก 1.0% โพวิดีนแบบปรุงรสและกลิ่นคงตัว 56 ชั่วโมง มีราคาถูกกว่าในท้องตลาด ทันตแพทย์และผู้รับบริการพึงพอใจต่อน้ำยาบ้วนปาก 1.0% โพวิดีนแบบปรุงรสและกลิ่นมากกว่า 1.0% โพวิดีนแบบเจือจางน้ำใช้วันต่อวัน อย่างไรก็ตามความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258899 ลักษณะหญิงตั้งครรภ์ที่สัมพันธ์กับภาวะครรภ์เป็นพิษที่เกิดขึ้นก่อนอายุครรภ์ 34 สัปดาห์ที่มาคลอดที่โรงพยาบาลสุรินทร์ 2022-08-10T14:07:20+07:00 ดวงพร หรรษาวงศ์สกุล daungporn.ob@gmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ภาวะครรภ์เป็นพิษส่งผลเสียต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์ โดยเฉพาะในกลุ่มภาวะครรภ์เป็นพิษ ที่เกิดขึ้นก่อนอายุครรภ์ 34 สัปดาห์ (early onset preeclampsia; EOP) การทราบลักษณะของหญิงตั้งครรภ์กลุ่มนี้ จะช่วยพัฒนาการดูแลให้ดียิ่งขึ้น<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาลักษณะหญิงตั้งครรภ์ที่สัมพันธ์กับครรภ์เป็นพิษที่เกิดขึ้นก่อนอายุครรภ์ 34 สัปดาห์ เทียบกับครรภ์ เป็นพิษที่เกิดขึ้นตั้งแต่อายุครรภ์ 34 สัปดาห์ ที่มาคลอดที่โรงพยาบาลสุรินทร์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษารูปแบบ case-control study ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นครรภ์เป็นพิษตามเกณฑ์ของ ACOG2020 และคลอดที่โรงพยาบาลสุรินทร์ พ.ศ.2559 – 2563 จากเวชระเบียน 552 ราย แบ่งเป็นEOP 104 ราย และLOP 448 ราย จากนั้นเปรียบเทียบลักษณะหญิงตั้งครรภ์ทั้งสองกลุ่ม<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> เมื่อเทียบกลุ่ม EOP กับ LOP พบว่า ค่าเฉลี่ยอายุ 28.1 กับ 27.7 ปี, p-value=0.583, ค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายก่อนการตั้งครรภ์ 24.8 กับ 24.9 กก./ม2, p-value=0.835, อายุครรภ์เมื่อฝากครรภ์ครั้งแรก 12.2 กับ 13.6 สัปดาห์, p-value=0.041 ลักษณะหญิงตั้งครรภ์ที่สัมพันธ์กับ EOP ได้แก่ SBP≥160 มม. ปรอท (ขณะวินิจฉัยครรภ์เป็นพิษ) OR=3.7, 95%CI=1.8-7.7, p-value&lt;0.001, โปรตีนรั่วในปัสสาวะ OR=3.2, 95%CI=1.8-5.9, p-value&lt;0.001, แยกกันอยู่กับสามี OR=2.3, 95%CI=1.1-4.9, p-value=0.022, ความดันโลหิตสูงก่อนตั้งครรภ์ OR=2.1, 95%CI=1.2-3.8, p-value=0.015, เคยแท้งบุตรในครรภ์ก่อน OR=1.8, 95% CI=1.1-3.3, p-value=0.047 ส่วนเคยมีภาวะครรภ์เป็นพิษในครรภ์ก่อนและมีภาวะเบาหวานก่อนตั้งครรภ์สัมพันธ์กับ preeclampsia ทั้งสองกลุ่มไม่ต่างกัน<br /><strong>สรุป:</strong> หญิงตั้งครรภ์ที่ตรวจร่างกายพบ SBP≥160 มม. ปรอท โปรตีนรั่วในปัสสาวะ ประวัติแยกกันอยู่กับสามี มีความดันโลหิตสูงก่อนตั้งครรภ์ไม่ว่าจะควบคุมโรคได้หรือไม่ได้ก็ตาม มีประวัติเคยแท้งบุตร ควรเฝ้าระวังอาการครรภ์เป็นพิษชนิดเกิดก่อนอายุครรภ์ 34 สัปดาห์ หากเคยมีภาวะครรภ์เป็นพิษในครรภ์ก่อนหรือเบาหวานก่อนตั้งครรภ์ควรได้รับคำแนะนำเฝ้าระวังภาวะครรภ์เป็นพิษทั้ง 2 ชนิด</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256775 ปัจจัยพยากรณ์ของการรักษาด้วยยาต้านไทรอยด์ไม่ได้ผลในผู้ป่วย Graves’disease 2022-03-16T15:35:26+07:00 สุวรรณา พิชญ์ชัยประเสริฐ suwanna.sur@cpird.in.th <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การรักษาภาวะไทรอยด์เป็นพิษจากโรค Graves’disease มี 3 วิธี ได้แก่ การรับประทานยาต้านไทรอยด์ การกลืนแร่ไอโอดีนรังสี และการผ่าตัดต่อมไทรอยด์โดยทางเลือกในการรักษา ขึ้นอยู่กับปัจจัยบางอย่างของผู้ป่วย ร่วมกับความต้องการของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะเลือกการกินยาต้านไทรอยด์ก่อนแต่พบว่าผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่หายขาดจากการรักษาด้วยยาต้านไทรอยด์ใน 12 – 24 เดือนและต้องส่งกลืนแร่ หรือผ่าตัดต่อไป แม้จะมีผู้ป่วยส่วนหนึ่งเลือกการกินยาต่อในระยะยาวแล้วหายขาดในภายหลังได้<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยพยากรณ์ที่ทำให้ การรักษาด้วยยาต้านไทรอยด์ไม่ได้ผลในผู้ป่วย Graves’disease<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษา prognostic factor research รูปแบบ retrospective observational cohort design ในผู้ป่วย Graves’ disease ที่มารักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ ในช่วงปี พ.ศ.2562 – 2564 จำนวน 460 ราย ทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยนอกในผู้ป่วย Graves’s disease บันทึกข้อมูลพื้นฐาน ประวัติข้อมูลตรวจร่างกาย ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เปรียบเทียบ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่รักษาด้วยยาต้านไทรอยด์แล้วไม่ได้ผล และกลุ่มที่รักษาได้ผล วิเคราะห์ปัจจัยพยากรณ์ด้วยสถิติ multivariable logistic regression<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยที่ศึกษาจำนวน 460 ราย จำแนกเป็นกลุ่มที่รักษาด้วยยาต้านไทรอยด์ไม่ได้ผล 227 ราย และได้ผล 233 ราย พบว่าปัจจัยที่พยากรณ์การรักษาด้วยยาต้านไทรอยด์ไม่ได้ผล หลังการวิเคราะห์ด้วย multivariable logistic regression ได้แก่ การมีประวัติเคยเป็นไทรอยด์เป็นพิษมาก่อน (OR=3.06, 95% CI=1.80-5.21, p &lt;0.001), ขนาดของต่อมไทรอยด์ที่มากกว่าหรือเท่ากับ 45 กรัม (OR=4.57, 95% CI=2.80-7.46, p &lt;0.001), การมีอาการแสดงทางตา (Thyroid related orbitopathy) (OR=2.13, 95% CI=1.15-3.96, p =0.016), ระดับ FT4 เมื่อวินิจฉัย (OR=1.37, 95% CI=1.10-1.69, p =0.004) และขนาดยา methimazole ที่ 6 เดือนหลังการรักษายังมากกว่าหรือเท่ากับ 15 มก./วัน (OR=9.20, 95% CI=4.73-17.89, p &lt;0.001)<br /><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วย Graves’ disease ที่มีปัจจัยพยากรณ์ดังกล่าว มีโอกาสรักษาด้วยยาต้านไทรอยด์แล้วไม่ได้ผล ควรให้คำแนะนำ หรือเลือกวิธีการรักษาโดยการกลืนแร่ หรือผ่าตัดต่อมไทรอยด์แก่ผู้ป่วยต่อไป</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258902 การศึกษาความชุกของภาวะซึมเศร้าและปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ 2022-08-10T15:27:38+07:00 นันทิดา ทองอ้ม michizurepaew22@gmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุเป็นภัยเงียบและปัญหาสุขภาพที่สำคัญ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้รับการตรวจประเมินภาวะซึมเศร้าตลอดจนไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันและอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความชุกของภาวะซึมเศร้าและปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง ตัวอย่างในการวิจัยเป็นผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 421 คน สุ่มคัดเลือกตัวอย่างแบบสมัครใจ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 5 ฉบับ และวิเคราะห์ข้อมูลสถิติพรรณนาและวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ มีภาวะซึมเศร้าระดับน้อย ร้อยละ 17.6 และมีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางร้อยละ 5.5 และปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก ได้แก่ ปัจจัยด้านอายุ ดัชนีมวลกาย การมีโรคประจำตัวและความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p &lt; 0.001<br /><strong>สรุป:</strong> ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุเกิดจากปัจจัยด้านอายุ ดัชนีมวลกาย การมีโรคประจำตัวและความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน หากได้รับการคัดกรองและได้รับการดูแลที่เหมาะสมจะทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258904 ผลลัพธ์การตั้งครรภ์ระหว่างสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นกับสตรีตั้งครรภ์วัยผู้ใหญ่ : การศึกษาแบบมีกลุ่มควบคุม 2022-08-10T16:08:04+07:00 พูลสวัสดิ์ วงศ์วิชิต poolsawat6w@gmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การตั้งครรภ์ในสตรีวัยรุ่นเป็นปัญหาสำคัญของการสาธารณสุข ซึ่งมีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมารดาและทารกแรกเกิดได้ <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อหาความสัมพันธ์ของผลลัพธ์การตั้งครรภ์ในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นกับสตรีตั้งครรภ์วัยผู้ใหญ่ และผลลัพธ์ต่างๆ ของทารกแรกเกิด ซึ่งได้แก่ ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด การคลอดก่อนกำหนด ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ และทารกน้ำหนักน้อยแรกเกิด เป็นต้น<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบมีกลุ่มควบคุม เก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนของสตรีตั้งครรภ์เดี่ยวที่มาคลอดบุตรในโรงพยาบาลสกลนคร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 จำนวน 176 ราย แบ่งเป็น กลุ่มศึกษา คือสตรีตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จำนวน 88 ราย และกลุ่มควบคุม คือสตรีตั้งครรภ์วัยผู้ใหญ่ จำนวน 88 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test หรือ Fishers’ exact test และ Binary logistic regression กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> สตรีตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีจำนวนครั้งการฝากครรภ์ ความชุกของการผ่าตัดคลอด และภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์น้อยกว่าสตรีตั้งครรภ์วัยผู้ใหญ่ ขณะที่มีภาวะโลหิตจางมากกว่าสตรีตั้งครรภ์วัยผู้ใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) และเมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ของทารกแรกเกิดพบว่า สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นมีภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดมากกว่าวัยผู้ใหญ่ แต่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนภาวะความดันโลหิต การคลอดก่อนกำหนด ภาวะน้ำเดินก่อนเจ็บครรภ์ การเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ผิดปกติ ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ และทารกน้ำหนักน้อยแรกเกิด ในทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br /><strong>สรุป:</strong> ผลลัพธ์ของทารกแรกเกิดในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นมีแนวโน้มของภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดมากกว่าวัยผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะนำไปศึกษาต่อในงานวิจัยแบบเก็บรวบรวมข้อมูลไปข้างหน้าเพื่อใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมสำหรับการกู้ชีพทารกแรกเกิด วางระบบการดูแลครรภ์เสี่ยงก่อนคลอดและการดูแลขณะคลอดอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มอายุ เพื่อลดอุบัติการณ์ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258908 ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ 2022-08-10T22:20:46+07:00 จรูญ บุญธกานนท์ jaroon_b@hotmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตาเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญในผู้ป่วยเบาหวาน และนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้ การตรวจคัดกรองจอประสาทตาและรักษาอย่างทันเวลาสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในหน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ ที่เข้ารับการตรวจตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบไม่ต้องขยายรูม่านตา ช่วงระหว่าง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 จำนวน 645 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบลอจิสติก <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบความชุกของภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตาร้อยละ 8.5 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระยะเวลาที่ป่วยเป็นเบาหวานตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป (adjusted OR=2.56, 95%CI: 1.37-4.81, p=0.003) ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) ≥ 7% (adjusted OR=2.02, 95%CI: 1.09-3.74, p=0.025) และโรคไตเรื้อรัง (adjusted OR=1.98, 95%CI: 1.10-3.57, p=0.022) <br /><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่เป็นเบาหวานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ระดับน้ำตาลสะสมตั้งแต่ 7% ขึ้นไป มีโรคไตเรื้อรัง ควรได้รับการตรวจจอประสาทตาเพื่อคัดกรองภาวะแทรกซ้อน และวางแผนการดูแลเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในการป้องกันภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตา</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258910 อุบัติการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำภายหลังการผ่าตัดกระดูกต้นคอทางด้านหน้า 2022-08-11T10:19:26+07:00 ปิยพงษ์ ติยวรนันท์ kuangpiyapong@gmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การผ่าตัดลดการกดทับไขสันหลังและเชื่อมกระดูกต้นคอทางด้านหน้าเป็นการผ่าตัดเพื่อรักษาภาวะกระดูกต้นคอเสื่อมกดทับไขสันหลัง กระดูกต้นคอติดเชื้อ และ กระดูกต้นคอหักและเคลื่อน โดยวิธีการ ผ่าตัดดังกล่าวข้างต้นเป็นการผ่าตัดเข้าทางด้านหน้าของคอ ผ่านโครงสร้างที่สำคัญซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์ได้ถึงแม้ว่าภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวมีอุบัติการณ์ค่อนข้างน้อย แต่ล้วนเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีอันตรายต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาของระบบทางเดินหายใจ การผ่าตัดลดการกดทับไขสันหลังและเชื่อมกระดูกต้นคอทางด้านหน้าในโรงพยาบาลศรีสะเกษระหว่าง พ.ศ.2556 – 2560 มีจำนวน 135 รายพบภาวะแทรกซ้อนของทางเดินหายใจภายหลังการผ่าตัดที่ต้องได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำรวมทั้งสิ้น 10 ราย โดยในจำนวนนี้เสียชีวิต 3 ราย<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> ศึกษาทบทวนอุบัติการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำและเสียชีวิตภายหลังการผ่าตัดกระดูกต้นคอทางด้านหน้า<br /><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> ศึกษารูปแบบ Retrospective cohort study โดยการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยในที่ได้รับการผ่าตัดเชื่อมกระดูกต้นคอทางด้านหน้าทั้งหมด ระหว่าง พ.ศ.2556 - พ.ศ. 2559 ใช้สถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics) เพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของประชากรได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ chi-square และ fisher exact test และใช้สถิติเชิงอนุมานแบบ การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ (Multivariable regression) เพื่อหาปัจจัยเสี่ยง<br /><strong>ผลการวิจัย:</strong> ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดลดการกดทับไขสันหลังและเชื่อมกระดูกต้นคอทางด้านหน้าจำนวน 135 รายเป็นชาย 85 ราย หญิง 50 ราย อายุเฉลี่ย 53.9 ปี ทุกรายไม่มีปัญหาของระบบทางเดินหายใจก่อนได้รับการผ่าตัด การวินิจฉัยแบ่งเป็น Non traumatic case 99 ราย (Cervical spondylotic myelopathy 91 ราย, Herniated nucleus pulposus 2 ราย และ Vertebral osteomyelitis 6 ราย) และ Traumatic case 36 ราย พบภาวะแทรกซ้อนของทางเดินหายใจที่ต้องได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำหลังผ่าตัด 10 ราย (ร้อยละ 8) แบ่งเป็น traumatic case 5 ราย และ non traumatic case 5 รายโดยในจำนวนนี้เสียชีวิต 3 ราย (ร้อยละ 2.4) เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำภายหลังการผ่าตัดพบว่าผู้ป่วย traumatic case ที่มีภาวะ complete spinal cord injury จะมีโอกาสใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำภายหลังการผ่าตัดมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและพบว่าผู้ป่วยเพศชาย ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว (alcoholism, HT, COPD) และผู้ป่วย traumatic case จะมีโอกาสใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำภายหลังการผ่าตัดกระดูกต้นคอทางด้านหน้ามากกว่าแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ<br /><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วย traumatic case ที่มีภาวะ complete spinal cord injury จะมีโอกาสใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำภายหลังการผ่าตัดมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติผู้ป่วยเพศชาย ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ( alcoholism, HT, COPD) และผู้ป่วย traumatic case จะมีโอกาสใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำภายหลังการผ่าตัดกระดูกต้นคอทางด้านหน้ามากกว่าแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256725 ประสิทธิภาพของการให้ premixed insulin วันละ 2 ครั้ง เปรียบเทียบกับ การให้ NPH วันละ1ครั้ง ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่2 ที่ยังไม่เคยได้รับยาฉีดอินซูลิน 2022-03-13T14:31:18+07:00 สุวรรณา พิชญ์ชัยประเสริฐ suwanna.sur@cpird.in.th <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย แล้วยังร่วมกับการใช้ยา (มีทั้งชนิดยาเม็ดลดระดับน้ำตาลและยาฉีดอินซูลิน) โดยปัจจุบัน มีผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นจำนวนมากที่ยังควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี แม้ว่าจะได้รับการรักษาด้วยยาเม็ดลดระดับน้ำตาลแล้ว รวมทั้งผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่แรกเริ่มวินิจฉัยมีระดับน้ำตาลก่อนเริ่มรักษาที่สูงมากที่ควรเริ่มรักษาด้วยยาฉีดอินซูลิน โดยหากผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่มนี้ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจส่งผลต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาการลดระดับ HbA1c และการเกิดภาวะ hypoglycemia ของการให้ human premixed insulin วันละ 2 ครั้ง เปรียบเทียบกับ การให้ NPH วันละครั้ง ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ยังไม่เคยได้รับยาฉีดอินซูลินมาก่อน<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาเชิง therapeutic รูปแบบ retrospective cohort design ที่กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลสุรินทร์ ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำแนกเป็น 2 กลุ่ม คือ ที่เริ่มได้ยาฉีด human premixed insulin วันละ 2 ครั้ง หรือ ที่เริ่มได้ยาฉีด NPH วันละ 1 ครั้ง ในช่วงปี พ.ศ. 2563-2564 ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ จำนวน 524 ราย ทบทวนข้อมูลจากเวชระเบียน ตั้งแต่ผู้ป่วยเริ่มรักษา จนถึง 6 เดือน เปรียบเทียบ 1. ความแตกต่างของการลดลงของ HbA1c 2. ร้อยละของผู้ป่วยที่มีระดับ HbA1c &lt;7% และ 3. จำนวนครั้งของการเกิดภาวะ hypoglycemia ที่ต้องมาโรงพยาบาล ด้วย chi-squared test, t-test และ exact probability test ปรับความแตกต่างของตัวแปรกวนด้วย multivariable Gaussian regression<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยที่ศึกษาจำนวน 524 ราย เป็นกลุ่มที่ได้รับ human premixed insulin 209 ราย และกลุ่มที่ได้ NPH 315 ราย หลังปรับอิทธิพลของตัวแปรกวนต่าง ๆ พบว่ากลุ่มที่ได้ human premixed insulin มีระดับ HbA1c ลดลงมากกว่ากลุ่มที่ได้ NPH 5.9% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ร้อยละของผู้ป่วยที่มีระดับ HbA1c &lt;7% ในผู้ป่วยทั้ง2กลุ่มไม่แตกต่างกัน แต่กลุ่มที่ได้ premixed insulin มีค่าเฉลี่ยของจำนวนครั้งที่มา admit หรือมา OPD ด้วยภาวะ hypoglycemia มากกว่ากลุ่มที่ได้ NPH อยู่ 1.1 ครั้ง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน<br /><strong>สรุป:</strong> การให้ยาฉีด human premixed insulin วันละ 2 ครั้งในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ลดระดับ HbA1c ลดลงได้มากกว่าการให้ยาฉีด NPH วันละ 1 ครั้ง แต่เพิ่มการเกิดภาวะ hypoglycemia มากขึ้น</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258912 การเปรียบเทียบการตรวจอัลตราซาวด์อีลาสโตกราฟี่และการตรวจไฟโบรสแกนสำหรับการวินิจฉัยและแสดงระยะพังผืดของตับในผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี 2022-08-11T11:13:48+07:00 ปริญญาพร บุญประสพ pokpongparin@gmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การตรวจชิ้นเนื้อตับทางผิวหนังเป็นมาตรฐานอ้างอิงสำหรับการประเมินทางคลินิกของพังผืดในตับ ซึ่งเป็นการตรวจที่มีความแม่นยำสูงและเชื่อถือได้ แต่ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งเนื่องจากการเจาะได้ อัลตราซาวด์อีลาสโตกราฟี่เป็นการตรวจที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถประเมินความรุนแรงของพังผืดในตับได้ ส่วนไฟโบรสแกนเป็นการตรวจที่ใช้อย่างแพร่หลาย และมีความแม่นยำในการตรวจสูง<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อวิเคราะห์ความแม่นยำและความสอดคล้องในการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของภาวะพังผืดในตับจากการตรวจอัลตราซาวด์อีลาสโตกราฟี่เปรียบเทียบกับการตรวจไฟโบรสแกนในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีและซีในโรงพยาบาลบุรีรัมย์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงวินิจฉัย รูปแบบ cross sectional design ที่กลุ่มงานรังสีวิทยา โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีและซี ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 ถึงเดือนตุลาคม 2564 ผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการตรวจอัลตราซาวด์อีลาสโตกราฟี่และมีการส่งตรวจไฟโบรสแกนเพื่อประเมิน hepatic fibrosis staging รายงานผลความสอดคล้องระหว่าง 2 วิธีด้วย complete perfect agreement และ Weighted Kappa Coefficient <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยทั้งหมดจำนวน 79 ราย ในภาพรวมการตรวจทั้ง 2 วิธี มีค่า complete perfect agreement ที่ร้อยละ 82.2 และมีค่า weight kappa=0.52 (p-value&lt;0.001) หากพิจารณาเฉพาะกลุ่ม F1-F2 มีค่า weight kappa=0.53 (p-value&lt;0.001) ส่วนกลุ่ม F3-F4 มีค่า weight kappa=0.03 (p-value=0.245)<br /><strong>สรุป:</strong> การตรวจ ultrasound shear wave elastography มีความแม่นยำในการวินิจฉัยภาวะพังผืดในตับในระยะ F1 และ F2 แต่มีข้อผิดพลาดในการวัดค่าพังผืดในตับของระยะ F3 และ F4 เมื่อเปรียบเทียบกับไฟโบรสแกน</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258927 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลการรักษาสมาธิสั้นในเด็ก (2563-2564) 2022-08-11T20:16:23+07:00 ปัจฉิมา หลอมประโคน palmypatchima@gmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> โรคสมาธิสั้นเป็นโรคที่พบบ่อยในจิตเวชเด็ก อาการที่สำคัญของโรคสมาธิสั้นคือ ขาดสมาธิ อยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่นและดื้อต่อต้าน ประเทศไทยมีอัตราความชุกของโรคสมาธิสั้นประมาณร้อยละ 6 และพบมากในเพศชายมากกว่าหญิง 3-4 เท่า การรักษามีทั้งการใช้ยาและการปรับพฤติกรรม ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการศึกษาเรื่องนี้ เพื่อจะได้นำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลการรักษาของโรคสมาธิสั้นในเด็ก ณ คลินิกโรคเด็กสมาธิสั้น โรงพยาบาลประโคนชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาแบบ Cross Sectional Comparative Study ลักษณะกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้น ณ คลินิกเด็กสมาธิสั้น ในโรงพยาบาลประโคนชัย ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564 เก็บข้อมูลโดยการทำแบบสอบถาม ข้อมูลทั่วไปของครอบครัว ความรู้และทัศนคติของผู้ปกครอง รวมทั้งแบบประเมินพฤติกรรม SNAP-IV (Short Form) ก่อนและหลังรักษา 8 สัปดาห์ แล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลหาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติของผู้ปกครองและปัจจัยอื่นๆ กับผลการรักษาของเด็กสมาธิสั้นโดยใช้ Logistic regression Analysis<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยเด็กโรคสมาธิสั้นที่เข้าร่วมการศึกษาในครั้งนี้ จำนวนทั้งหมด 105 คน ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 5-10 ปี ร้อยละ 54.3 ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 81.0 อยู่ระดับประถมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 63.8 ผลการเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 21.0 อายุของผู้ปกครองส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 40-49 ปี ร้อยละ 35.2 การศึกษาของผู้ปกครอง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 45.7 มีคนในครอบครัวช่วยเลี้ยงดู ร้อยละ 87.6 ประเมินพฤติกรรม SNAP-IV หลังการรักษา 8 สัปดาห์ อาการดีขึ้นโดยคะแนนในด้านต่างๆลดลง เช่น การประเมินอาการขาดสมาธิ คะแนนลดลง ร้อยละ 87.6 การประเมินการไม่อยู่นิ่ง หุนหันพลันแล่น พบว่า คะแนนลดลง ร้อยละ 82.9 การประเมินอาการต่อต้าน พบว่า คะแนนลดลง ร้อยละ 90.5 ปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาสมาธิสั้นในเด็ก (ด้านอาการไม่อยู่นิ่ง หุนหันพลันแล่น) คือ ความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครอง ต่อโรคสมาธิสั้น (Odds =1.91, 95% CI=2.97, p=0.004)<br /><strong>สรุป:</strong> ผลการศึกษาพบว่าหลังการรักษา 8 สัปดาห์ เด็กสมาธิสั้นมีคะแนนรวมจาก SNAP-IV ดีขึ้น (คะแนนลดลง) ความรู้ความเข้าใจต่อโรคสมาธิสั้นของผู้ปกครอง มีความสัมพันธ์กับผลการรักษาของเด็กสมาธิสั้น</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256249 ความถูกต้องของ FNA ในการวินิจฉัยโรคของก้อนที่ต่อมไทรอยด์ 2022-02-25T14:27:53+07:00 กษิพจน์ ก.ศรีสุวรรณ kasipost_aeey@cpird.in.th <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ภาวะก้อนที่ต่อมไทรอยด์เป็นโรคของระบบต่อมไร้ท่อที่พบบ่อย หัตถการที่ช่วยในการวินิจฉัยโรค คือ การตรวจทางเซลล์วิทยาด้วยเข็มขนาดเล็ก (FNA) ความไว ความถูกต้อง และความแม่นยำของการตรวจวินิจฉัยโรคจึงมีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษา <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความไว ความถูกต้อง และความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคของก้อนที่ต่อมไทรอยด์ <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาเชิงวินิจฉัย รูปแบบ retrospective cross-sectional design รวบรวม case แบบ population based ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีก้อนที่ต่อมไทรอยด์ ได้รับการทำ FNA และ tissue biopsy ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 จำนวน 1,137 ราย นำมาคำนวณความชุกของสิ่งส่งตรวจ โดยจำแนกเป็น ช่วงอายุ เพศ ตำแหน่งของก้อน ขนาดของก้อน และภาวะ thyroid hormone แสดงผลเป็นร้อยละ หาความสามารถในการวินิจฉัยของ FNA โดยเทียบกับ tissue biopsy นำมาคำนวณหาค่า sensitivity, specificity, positive predictive value, negative predictive value และ accuracy rate <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากจำนวน 1,137 ราย ผล pathology เป็นมะเร็งไทรอยด์ 62 ราย benign 1,080 ราย ถ้าจัดกลุ่ม FNA T1-T2 เป็น negative และ T3-T6 เป็น positive ได้ค่า sensitivity ร้อยละ 75.4 (95%CI 62.7-85.5) specificity ร้อยละ 82.3 (95%CI 79.8-84.5) positive predictive value ร้อยละ 19.4 (95%CI 14.6-25.0) negative predictive value ร้อยละ 98.3 (95%CI 97.3-99.1) และ accuracy ร้อยละ 81.8 (95%CI 79.5-84.0) <br /><strong>สรุป:</strong> การวินิจฉัยโรคของก้อนที่ต่อมไทรอยด์โดย FNA technique สามารถช่วยวางแผนการรักษาผู้ป่วยได้ดี ถ้าผล FNA อ่านเป็น T3-T6 ซึ่งมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงกว่าผู้ป่วยทั่วไป จึงควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้รักษาให้ทำการผ่าตัดใหญ่ต่อไป </p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256873 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการรักษาวัณโรคในโรงพยาบาลแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ 2022-03-21T21:26:00+07:00 ทศพร เจริญจิต drdhosaporn@gmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> สถานการณ์วัณโรคของโรงพยาบาลแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ระหว่าง 1 ตุลาคม พ.ศ.2559 ถึง 30 กันยายน พ.ศ.2564 พบผู้ป่วยวัณโรคจำนวน 432 ราย เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างรักษา 72 ราย หรือร้อยละ 16 การศึกษานี้จะค้นหาและวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการรักษาวัณโรคในโรงพยาบาลแก้งคร้อ<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> ศึกษาแบบ descriptive retrospective study เก็บข้อมูลผู้ป่วยวัณโรคอายุมากกว่า 15 ปี ระหว่าง 1 ตุลาคม พ.ศ.2559 ถึง 30 กันยายน พ.ศ.2564 จำนวน 432 ราย จากฐานข้อมูลโรงพยาบาลและ National tuberculosis information program<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ภาวะแทรกซ้อนที่สนใจ คือ ผื่นผิวหนังผิดปกติ ตับอักเสบ ภาวะน้ำดีคั่ง เก๊าท์อักเสบเฉียบพลัน ภาวะการทรงตัวผิดปกติ และจอประสาทตาอักเสบ ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างมีนัยสำคัญ คือ โรคเบาหวาน crude OR 2.06 (1.21-3.51) การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี crude OR 9.59 (2.73-33.68) การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี crude OR 6.64 (1.74-25.38) การติดเชื้อไวรัสเอชไอวี crude OR 2.74 (1.23-6.14) และโรคเก๊าท์ Crude OR 3.55 (1.22-10.29) <br /><strong>สรุป:</strong> ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการรักษาวัณโรคในโรงพยาบาลแก้งคร้อ คือ โรคเบาหวาน การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี การติดเชื้อไวรัสเอชไอวีและโรคเก๊าท์</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258928 ความชุก และลักษณะของผู้ป่วยประคับประคองกลุ่มโรคมะเร็งในอำเภออุทุมพรพิสัย พ.ศ.2563 2022-08-11T20:32:24+07:00 แสงระวี ศรีเสน nokritass@hotmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การดูแลประคับประคอง (Palliative care) เน้นการดูแลแบบองค์รวม มุ่งเน้นการจัดการอาการไม่สุขสบายทั้งทางกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ การทราบสถานการณ์ จำนวนผู้ป่วยมะเร็งที่เข้าเกณฑ์ดูแลแบประคับประคอง ลักษณะของผู้ป่วย จะทำให้สามารถเตรียมทรัพยากร และแผนการดูแลได้เหมาะสม เวลาที่มากพอจึงจะทำให้ผู้ป่วยสามารเข้าถึงการดูแลประคับประคองได้เร็วขึ้น ลดความทรมานนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> mเพื่อศึกษาความชุก ลักษณะทั่วไปของผู้ป่วยและโรคของผู้ป่วยประคับประคองกลุ่มโรคมะเร็ง<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาเชิงพรรณนารูปแบบ Descriptive study เพื่อศึกษาความชุกและลักษณะของผู้ป่วยประคับประคองกลุ่มโรคมะเร็งในอำเภออุทุมพรพิสัย พ.ศ.2563 เก็บข้อมูลตั้งแต่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม พ.ศ.2563 เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนย้อนหลัง และโปรแกรม H.I.M.Pro ,โปรมแกรม JHCIS แฟ้มครอบครัว ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย ข้อมูลเกี่ยวกับโรค วิเคราะห์หาอัตราความชุกและข้อมูลลักษณะทั่วไป ข้อมูลเกี่ยวกับโรค ด้วยสถิติเชิงพรรณนา นำเสนอด้วย ความถี่ ร้อยละ พิสัย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนj มาตรฐาน<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยกลุ่มโรคมะเร็งที่มารักษาที่โรงพยาบาลอำอุทุมพรพิสัย พ.ศ.2563จำนวน 123 ความชุกของผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ประคับประคองเท่ากับ 120 ต่อประชากรแสนคน คน เพศชายมาก กว่าเพศหญิง อายุเฉลี่ย 67 ปี(SD=13) ดัชนีมวลกาย18.5 ถึง 22.9 kg/m2 สถานภาพสมรสร้อยละ 82.1 ไม่มีโรคประจำตัว ส่วนใหญ่ภูมิลำเนาตำบลสระกำแพงใหญ่ ระดับผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง คะแนน 40-60 ร้อยละ 84.6 โรคที่พบมากที่สุด 4 อันดับแรกได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งลำไส้ และ มะเร็งโรคเลือด โรคที่พบเมื่อผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้ายสามอันดับแรก ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม ผลวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการรักษาและการกระจายของโรค กลุ่มที่โสด มีผู้ดูแล เป็น บิดามารดา กลุ่มที่แต่งงานมีผู้ดูแลเป็น สามีหรือภรรยา กลุ่มที่หย่าร้าง มีผู้ดูแลเป็น ลูก น้องสาวน้องชาย ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพสมรส และการมีผู้ดูแลของผู้ป่วยประคับประคอง ของกลุ่มโสดแตกต่างกับกลุ่มที่แต่งงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001) <br /><strong>สรุป:</strong> ความชุกของผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ประคับประคองเท่ากับ 120 ต่อประชากรแสนคน เพศชายมากกว่าเพศหญิงอายุเฉลี่ย 67 ปี โรคที่สี่อันดับแรก มะเร็งปอด มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งลำไส้ และ มะเร็งโรคเลือด ทำให้สามารถ วางแผน เพิ่มการคัดกรองโรค วางแผนการดูแลล่วงหน้าในโรคที่พบเมื่อผู้ป่วยอยู่ในระยะท้าย และผู้ป่วยกลุ่มโสดมีโอกาสที่จะไม่มีผู้ดูแล สามารถวางแผนการดูแลให้เหมาะสมจนวาระสุดท้าย</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258929 การพัฒนาและปรับปรุงสภาพการทำงานโดยประยุกต์ใช้หลักการยศาสตร์ในบุคลากร ศูนย์แพทย์ชุมชนโรงพยาบาลบุรีรัมย์สาขา 1 2022-08-11T20:48:55+07:00 ชมพูนุท ชีวะกุล mickmax_noot@hotmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ก่อให้เกิดโรคกระดูกและกล้ามเนื้อมากที่สุด ทั้งนี้เกิดจากท่าทางในการทำงานที่ไม่เหมาะสม ระยะเวลาการทำงาน สภาพแวดล้อม และความเครียด<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาและศึกษา กระบวนการ ปรับปรุง สภาพการทำงาน โดยประยุกต์ใช้ หลักการย-ศาสตร์ ในบุคลากรศูนย์แพทย์ชุมชน โรงพยาบาลบุรีรัมย์สาขา 1 และศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จ<br /><strong>รูปแบบการศึกษา:</strong> วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยนี้ผู้วิจัยมีส่วนร่วมคิดวางแผน ปฏิบัติตามแนวทาง ติดตามสังเกตผลและร่วมสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมาย คือ บุคลากรศูนย์แพทย์ชุมชนโรงพยาบาลบุรีรัมย์สาขา 1 จำนวน 30 คน ปรียบเทียบคะแนนความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ และความพึงพอใจในสภาพการทำงาน ก่อน-หลังการวิจัย ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้แบบสังเกตการณ์กระบวนการวิจัย และแบบบันทึกการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Paired t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์เชิงเนื้อหา <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> หลังการปรับปรุงสภาพการทำงาน พบว่า คะแนนความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ในการทำงานระดับความเสี่ยงลดลงอยู่ในความเสี่ยงต่ำ ร้อยละ 100 และระดับความพึงพอใจในสภาพการทำงานด้านการยศาสตร์ ระดับมากที่สุด ร้อยละ 85.8 <br /><strong>สรุป:</strong> ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 1) การมีส่วนร่วมของทุกคนในการวางแผน การค้นหาปัญหา วิเคราะห์และร่วมตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ไขปัญหา 2) มีการสื่อสารที่มีศักยภาพ และความสัมพันธ์ที่ดี 3) มีการติดตามผล สรุป และถอดบทเรียน การพัฒนาและปรับปรุงสภาพการทำงานโดยประยุกต์ใช้หลักการยศาสตร์ทำให้บุคลากรศูนย์แพทย์ชุมชนโรงพยาบาลบุรีรัมย์สาขา 1 ทำให้ความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ในการทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ลดลง บุคลากรพึงพอใจในสภาพการทำงานด้านการยศาสตร์เพิ่มขึ้น</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258930 การใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นดูแลแผลเรื้อรังในผู้ป่วยเขตรับผิดชอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ 2 แห่ง จังหวัดบุรีรัมย์ 2022-08-11T21:13:09+07:00 นิภา สุทธิพันธ์ iampun1976@gmail.com รัตนา จุลรัมย์ iampun1976@gmail.com ณพัฐอร บทม์รัตน์ชยะกูร iampun1976@gmail.com ภาษร สุทธิพันธ์ iampun1976@gmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในการดูแลแผลเรื้อรัง เพราะประกอบของไขมันอิ่มตัว กรดลอริก และกรดพาลมิโทอิก โดยเฉพาะกรดลอริคมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียมีฤทธิ์ต้านการอักเสบเป็นสารที่ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง และไม่เป็นพิษยับยั้งการอักเสบ และปกป้องผิวหนังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของการใช้ก๊อซชุบน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นกับการดูแลแผลเรื้อรัง และศึกษาความพึงพอใจของผู้ป่วยในการทำแผลเรื้อรังด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเฉพาะกรณีเชิงประเมิน กลุ่มตัวอย่างเลือกเจาะจงเป็นผู้ป่วยที่มีแผลเรื้อรังจำนวน 30 คน ประกอบด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการทดลอง แบบประเมินการหายของแผล และคำถามในการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกความพึงพอใจของผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลโดยประเมินการหายของแผลตามสเกล ที่กำหนดเป็นจำนวน ร้อยละ ข้อมูลความพึงพอใจของผู้ป่วยโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และแบบกึ่งโครงสร้าง <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผลของการใช้ก๊อซชุบน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นกับการดูแลแผลเรื้อรังในเรื่องระยะเวลาการหายของแผล ลักษณะการหายของของแผล ก๊อซติดแผล จากการประเมินติดตามการหายของแผลเรื้อรัง ตามองค์ประกอบการประเมินได้แก่ ขนาดพื้นที่แผล สิ่งขับหลั่ง พื้นที่ผิว และการประเมินผลของบาดแผลมีประสิทธิภาพดี และผู้ป่วยมีความพึงพอใจในการทำแผลเรื้องรังด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น<br /><strong>สรุป:</strong> การใช้ก๊อซชุบน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นปิดแผลเรื้อรังมีประสิทธิภาพดีช่วยลดการหายของบาดแผล ซึ่งเป็นทางเลือกในการใช้ทำแผลให้ผู้ป่วยที่มีแผลเรื้อรังและผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลมีความพึงพอใจ<br />ในการทำแผลเรื้องรังด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258931 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลบุรีรัมย์ 2022-08-12T10:47:25+07:00 รัตนาภรณ์ ปาลีนิเวศ ratchanee.pp@bru.ac.th ธนิษฐา สุทธิ khamwan1112@gmail.com รัชนี ผิวผ่อง khamwan1112@gmail.com จารุวรรณ เยียรพันธุ์ khamwan1112@gmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ(Ventilator Associated Pneumonia : VAP)เป็นปัญหาอันดับต้นของการติดเชื้อในโรงพยาบาลและผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจจากการศึกษาก่อนการพัฒนาพบว่ายังขาดความตระหนักในการปฏิบัติตามแนวทาง VAP Bundle การพัฒนาศักยภาพพยาบาลยังไม่ครอบคลุมและยังไม่มีการวางแผนการนำแนวปฏิบัติไปใช้ร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพอุบัติการณ์การเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจลดลงต่ำกว่าเกณฑ์แต่ยังไม่คงที่<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนาทำการศึกษาระหว่างเดือนตุลาคมพ.ศ.2562ถึงเดือนพฤษภาคม 2565ที่หอผู้ป่วยวิกฤตโรงพยาบาลบุรีรัมย์กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่1) กลุ่มผู้ป่วยเพื่อประเมินผลการพัฒนารูปแบบแบ่งเป็นกลุ่มควบคุมคือผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจที่ได้รับการดูแลตามรูปแบบเดิมและกลุ่มทดลองคือผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นใหม่จำนวน 40 คน ต่อกลุ่มและ 2) กลุ่มพยาบาลวิชาชีพเพื่อประเมินความพึงพอใจในการใช้รูปแบบจำนวน 47คนมีขั้นตอนดำเนินการ 3 ระยะคือระยะที่1ระยะวิเคราะห์สถานการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบและนำลงสู่การปฏิบัติระยะที่3ขั้นการสรุปรูปแบบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ1)เครื่องมือในการดำเนินการวิจัยได้แก่ 1.1) รูปแบบการพยาบาล 1.2) แบบประเมินความพร้อมในการหย่าและถอดเครื่องช่วยหายใจ 1.3) แบบประเมินความเสี่ยงทางโภชนาการ1.4) แบบบันทึก VAP daily gold sheet 2) เครื่องมือเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ 2.1) แบบเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการใส่เครื่องช่วยหายใจ 2.2) แบบบันทึกอุบัติการณ์การเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจและ 2.3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคสแควร์ สถิติฟิชเชอร์และสถิติ independent t-test <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> เปรียบเทียบผลลัพธ์ระยะก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบการพยาบาลพบว่ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีจำนวนวันใส่ท่อช่วยหายใจแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (t=0.35,p=0.29) มีจำนวนวันนอนในหอผู้ป่วยวิกฤตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=0.5,p=0.03)มีอุบัติการณ์การเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยลดลงและความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบของพยาบาลวิชาชีพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเฉลี่ย 4.4 (S.D.=0.59)<br /><strong>สรุปผล:</strong> รูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยวิกฤต ส่งผลให้ผู้ป่วยมีจำนวนวันนอนลดลง และมีอุบัติการณ์การเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจลดลง</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258932 ลักษณะทางคลินิกที่เป็นตัวทำนายความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดในผู้ป่วยลำไส้เล็กอุดตัน 2022-08-12T11:00:21+07:00 พงศกร ศรีจันทร์ ash.pongsa@gmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ลำไส้เล็กอุดตันเป็นภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมที่พบบ่อย ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดล่าช้ามีความเสี่ยงต่อภาวะลำไส้ขาดเลือด เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาและมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น การตัดสินใจผ่าตัดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศัลยแพทย์ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนถึงปัจจัยที่เป็นตัวทำนายความจำเป็นที่ต้องได้รับการผ่าตัดในภาวะนี้<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิกที่อาจเป็นตัวทำนายความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดในผู้ป่วยลำไส้เล็กอุดตันภายใน 72 ชั่วโมง โดยอาศัยลักษณะทางคลินิกที่สามารถตรวจได้ในสถานการณ์ของโรงพยาบาลทั่วไป<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษา prognostic factor research รูปแบบ retrospective cohort design ในผู้ป่วยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นลำไส้เล็กอุดตัน เข้ารับการรักษาในแผนกศัลยกรรม โรงพยาบาลสุรินทร์ ระหว่างเดือนกันยายน 2559 ถึงเดือนกันยายน 2563 ทำการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยใน แบ่งกลุ่มผู้ป่วยลำไส้เล็กอุดตันเป็นกลุ่มที่ต้องผ่าตัด (operative cases) และกลุ่มที่ไม่ต้องผ่าตัด (conservative treatment) รวบรวมข้อมูลลักษณะทางคลินิก ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และรังสีวิทยา วิเคราะห์ตัวทำนายที่มีผลต่อการตัดสินใจผ่าตัดด้วยสถิติ multivariable logistic regression<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยทั้งหมด 478 ราย ได้รับการผ่าตัด 206 ราย เป็นเพศชายในสัดส่วน 2 ต่อ 1 อายุเฉลี่ย 60 ปี สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพังผืดร้อยละ 76.2 ปัจจัยที่สามารถทำนายการได้รับผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อาการปวดท้องไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง (Odds ratio (OR) 16.7, 95%CI 3.6-78.5, p&lt;0.001) ไม่ถ่ายและไม่ผายลมภายใน 24 ชั่วโมง (OR 7.2, 95%CI 2.1-24.4, p=0.002) และภาพถ่ายรังสีพบ fixed bowel loop (OR 9.2, 95%CI 2.7-31.9, p&lt;0.001) ส่วนปัจจัยทำนายที่มีความสำคัญทางคลินิก คือ peritoneal irritant sign แรกรับ (OR 13.3, 95%CI 0.7-237.6, p=0.078) คำนวณพื้นที่ใต้กราฟ receiver operator characteristic (ROC) จากลักษณะทางคลินิกได้ 0.893<br /><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วยลำไส้เล็กอุดตันที่ตรวจพบ peritoneal irritant sign แรกรับ หรือสังเกตอาการภายใน 24 ชั่วโมงแล้ว มีอาการปวดท้องไม่ดีขึ้น ไม่ถ่ายและไม่ผายลม และภาพถ่ายรังสีพบ fixed bowel loop อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดรักษาภายใน 72 ชั่วโมง</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258933 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและภาวะซึมเศร้า ในสถานการณ์การระบาดของ โรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุภาพตำบล ในอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ 2022-08-12T11:22:01+07:00 บัญชา จันสิน bancha.j@kkumail.Com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 ทั่วโลก ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เกิดภาระงานที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความกดดันสูง มีโอกาสเสี่ยงสูงในการสัมผัสเชื้อโรคจากผู้ป่วย รวมถึงความต้องการของผู้ป่วยและญาติ ส่งผลให้เกิดความเครียดและภาวะซึมเศร้าได้<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและภาวะซึมเศร้า ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข<br /><strong>วิธีการศึกษา</strong>: งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง ประชากรคือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบวัดความเครียด กรมสุขภาพจิต (SPST - 20) จำนวน 20 ข้อ และแบบประเมินโรคซึมเศร้า 9 Q จำนวน 9 ข้อ เก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ความถี่ ร้อยละ การศึกษาปัจจัยที่ละตัวแปร (Univariate analysis) และวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ (Multivariable logistic regression) ช่วงเชื่อมั่น 95% โดยมีระดับนัยสำคัญที่ 0.05 (p-value &lt; 0.05)<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำนวน 123 คน พบว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ เพศ (adj.OR 4.34 ; p-value 0.01) รายได้ไม่เพียงพอ (adj.OR 3.67 ; p-value 0.03) ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ เวลาการนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง (adj.OR 9.54; p-value 0.009) รายได้ไม่เพียงพอ (adj.OR 9.20; p-value 0.008) ดื่มแอลกอฮอล์ (adj.OR 6.9; p-value 0.01) มีปัญหาภายในครอบครัว (adj.OR 9.02; p-value 0.01) <br /><strong>สรุป:</strong> พบว่า มีปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดได้แก่ เพศและรายได้ไม่เพียงพอ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าได้แก่ เวลาการนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง รายได้ไม่เพียงพอ ดื่มแอลกอฮอล์ และมีปัญหาภายในครอบครัว ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการวางแผนหรือกิจกรรมที่เหมาะสมเพื่อป้องกันความเครียดและภาวะซึมเศร้าไม่ให้เพิ่มมากขึ้น</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258972 ผลต่อทารกและมารดาหลังคลอด ระหว่างเบาหวานขณะตั้งครรภ์ A1 และ A2 2022-08-17T10:50:41+07:00 ยุทธภูมิ พินิจมนตรี gewi_golf@hotmail.com บุญจันทร์ สีก้อมวงษา gewi_golf@hotmail.com <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> เบาหวานขณะตั้งครรภ์เป็นภาวะแทรกซ้อนทางอายุรศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์และมารดาตั้งครรภ์ ซึ่งเบาหวานขณะตั้งครรภ์ A1 ใช้การควบคุมอาหาร ส่วนเบาหวานขณะตั้งครรภ์ A2 ต้องใช้อินซูลินในการรักษา จากการทบทวนวรรณกรรม ยังไม่มีการศึกษาผลต่อทารกและมารดาหลังคลอดของเบาหวานขณะตั้งครรภ์ทั้งสองชนิดนี้ในจังหวัดบุรีรัมย์ ทางผู้วิจัยมีความสนใจทำการเปรียบเทียบผลต่อทารกและมารดาที่เกิดขึ้นหลังคลอด เพื่อเห็นผลที่ตามมา และนำไปใช้ประโยชน์ในการดูแลมารดาเบาหวานขณะตั้งครรภ์<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบผลต่อทารกและมารดาหลังคลอด ระหว่างเบาหวานขณะตั้งครรภ์ A1 และ A2 ที่มาคลอดที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษา prognostic outcome research รูปแบบ retrospective observational design ในมารดาเบาหวานขณะตั้งครรภ์ A1 และ A2 ที่มาคลอดห้องคลอดโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ในช่วง ตุลาคม 2561 - กันยายน 2563 ทบทวนเวชระเบียนผลต่อทารกและมารดาที่เกิดขึ้นหลังคลอดระหว่างกลุ่มเบาหวานขณะตั้งครรภ์ A1 และ A2 วิเคราะห์หาความแตกต่างของผลลัพธ์การรักษาด้านทารก และด้านมารดาระหว่าง 2 กลุ่มด้วย multivariable Gaussian regression และ logistic regression โดยปรับอิทธิพลของปัจจัยเสี่ยงที่เป็นตัวกวน<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จำนวนมารดาเข้ามาในการศึกษาในกลุ่มเบาหวานขณะตั้งครรภ์ A1 คือ 267 คน และในกลุ่ม A2 คือ 160 คน ช่วงอายุ 25-39 ปี หลังปรับอิทธิพลของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ พบว่าน้ำหนักทารกแรกเกิดในกลุ่มเบาหวานขณะตั้งครรภ์ A2 สูงกว่ากลุ่มเบาหวานขณะตั้งครรภ์ A1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทารกที่คลอดจากมารดาเบาหวานขณะตั้งครรภ์ A2 เพิ่มโอกาส Large for gestational age และ macrosomia เมื่อเทียบกับกลุ่มเบาหวานขณะตั้งครรภ์ A1 ถึง 5 เท่าและ 6 เท่าตามลำดับ ผลลัพธ์รองในด้านอื่นๆ เช่น การเกิด preterm, preeclampsia, cesarean delivery, และ neonatal hypoglycemia พบมากขึ้นในกลุ่มเบาหวานขณะตั้งครรภ์ A2 อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน<br /><strong>สรุป:</strong> เบาหวานขณะตั้งครรภ์ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์และมารดา โดยเฉพาะการเกิดภาวะ large for gestational age ดังนั้นในมารดาตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยง จึงควรได้รับการตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษา และคำแนะนำที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อทารกและมารดาขณะตั้งครรภ์ ขณะคลอด และหลังคลอดได้</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/259065 ประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะ Piperacillin/Tazobactam เปรียบเทียบกับ Ceftazidime ในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รับยาเคมีบำบัดในโรงพยาบาลแล้วเกิดไข้ที่สงสัยจากภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย 2022-08-25T22:17:31+07:00 วิชญะ เฉลิมวิวัฒน์กิจ chawalit.sur@cpird.in.th ปริพนธ์ พิชยพาณิชย์ chawalit.sur@cpird.in.th ชวลิต ชยางศุ chawalit.sur@cpird.in.th <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ภาวะไข้ที่เกิดในผู้ป่วยโรคมะเร็งหลังได้รับยาเคมีบำบัด พบได้บ่อยและมีความสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงได้ ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการใช้ยาปฏิชีวนะแบบครอบคลุมในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แพทย์ส่วนใหญ่จึงปฏิบัติตามแนวทางของภาวะ febrile neutropenia นอกจากนี้ราคายายังเป็น ปัจจัยที่ต้องพิจารณาซึ่ง piperacillin/tazobactam มีราคาที่สูงกว่า ceftazidime และยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาว่าการเริ่มต้นด้วยยาชนิดใดให้ผลที่ดีกว่า<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับpiperacillin/tazobactam หรือ ceftazidime เป็นยาปฏิชีวนะแบบครอบคลุมตัวแรก<br /><strong>รูปแบบศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาเชิง therapeutic รูปแบบ observational retrospective cohort ในผู้ป่วยโรคมะเร็งอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มารับยาเคมีบำบัดแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสุรินทร์ แล้วเกิดไข้ที่สงสัยจากภาวะติดเชื้อแบคทีเรียและได้รับยาปฏิชีวนะแบบครอบคลุม piperacillin/tazobactam หรือ ceftazidime อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เก็บข้อมูลพื้นฐาน ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ยาปฏิชีวนะที่ใช้และค่าใช้จ่ายด้านยา จากเวชระเบียนผู้ป่วยใน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมานด้วย Chi-square test สำหรับข้อมูลแบบสัดส่วน independent t-test หรือ Mann-Whitney U test สำหรับข้อมูลต่อเนื่อง<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับยาปฏิชีวนะ piperacillin/tazobactam 11 ราย และ ceftazidime 72 ราย ลักษณะพื้นฐานของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน ยกเว้นในกลุ่ม piperacillin/tazobactam พบตำแหน่งของการติดเชื้อที่มากกว่า (p=0.032) ในเรื่องประสิทธิภาพพบว่าจำนวนวันที่ใช้ยาปฏิชีวนะวันแรกจนผู้ป่วยได้จำหน่ายออกจากโรงพยาบาลมีค่ากลางที่ 3 วัน ไม่แตกต่างกัน (p=0.615) ค่าใช้จ่ายของยาปฏิชีวนะ piperacillin/tazobactam เท่ากับ 1110 บาท (IQR 888, 2696) ceftazidime เท่ากับ 553 บาท (IQR 420, 859) ซึ่งแตกต่างกัน (p=0.005) และค่าใช้จ่ายรวมของยาปฏิชีวนะทั้งหมดที่ใช้ในกลุ่ม piperacillin/tazobactam เท่ากับ 1349 บาท (IQR 1209, 6140) ceftazidime เท่ากับ 790 บาท (IQR 537, 1153) บาท มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p=0.001)<br /><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรับยาเคมีบำบัดแบบผู้ป่วยใน เมื่อมีไข้ที่สงสัยจากภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะแบบครอบคลุมด้วย ceftazidime ได้ เนื่องจากผลลัพธ์ทางคลินิกไม่ต่างจาก piperacillin/tazobactam แต่มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258901 ภาวะเยื่อบุตาและกระจกตาอักเสบจากการติดเชื้อหนองใน ในวัยผู้ใหญ่ : รายงานผู้ป่วย 2022-08-10T15:14:58+07:00 เธษฐา คันธา thetthar2104@gmail.com <p> เยื่อบุตาอักเสบจากการติดเชื้อหนองใน ในวัยผู้ใหญ่ เป็นการติดเชื้อหนองในที่อวัยวะอื่นนอกเหนือจากอวัยวะเพศที่พบได้น้อย การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการที่เยื่อบุตาสัมผัสโดยตรงกับปัสสาวะ สารคัดหลั่งหรืออวัยวะต่างๆที่เป็นช่องทางของการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ อวัยวะเพศ ทวารหนัก ช่องปากที่มีเชื้อหนองในปนเปื้อนอยู่หรืออาจเป็นการสัมผัสทางอ้อมโดยไม่ได้ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยตรงแต่มีพาหะวัตถุพาเชื้อโรคมา ซึ่งพบได้น้อยมาก ทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่ล่าช้า ซึ่งการรักษาที่ไม่เหมาะสมและล่าช้า สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางตาที่รุนแรงได้แก่ กระจกตาอักเสบเป็นแผลเปื่อยและกระจกตาทะลุ นำมาซึ่งการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรหรือตาบอดได้ การวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีร่วมกับการรักษาที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญที่ป้องกันการเกิดปัญหาความเจ็บป่วยทางตาอื่นๆตามมาได้ ยิ่งไปกว่านั้นการรักษาที่เหมาะสมยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มีปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะที่เพิ่มมากขึ้น<br /> รายงานผู้ป่วยนี้นำเสนอหญิงไทยอายุ 60 ปี มีประวัติตาซ้ายแดง มีขี้ตามาก 1 สัปดาห์ก่อนมาโรงพยาบาลก่อนหน้านี้รักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล อาการไม่ดีขึ้นจึงส่งตัวมาที่โรงพยาบาลพนัสนิคม ได้รับการรักษายาปฏิชีวนะหยอดตาวันละ 4 ครั้ง แนะนำเช็ดตาร่วมด้วย หลังจากนั้น 3 วันต่อมาอาการไม่ดีขึ้น มีอาการเปลือกตาบวม ตาแดงทั้ง 2 ตา มีขี้ตามากเป็นหนอง ร่วมกับมีกระจกตาซ้ายอักเสบร่วมด้วย ผลการป้ายขี้ตาที่เยื่อบุตาไปตรวจ พบเป็น gram-negative intracellular diplococci ผลเพาะเชื้อที่ 5 วันพบเชื้อ Neisseria gonorrhoeae พิจารณานอนโรงพยาบาลให้ยา Ceftriaxone 1 กรัมทางกล้ามเนื้อ 5 วันร่วมกับให้ยา Azithromycin 1 กรัมชนิดรับประทาน ยาปฏิชีวนะหยอดตาร่วมกับยาน้ำตาเทียมชนิดไม่มีสารกันเสีย อาการทางตาดีขึ้นทั้งสองตา ผลป้ายขี้ตาที่เยื่อบุตาและผลเพาะเชื้อที่ 5 วันไม่พบเชื้อ มีการตรวจติดตามผู้ป่วยต่อเนื่องพบอาการหายปกติและไม่มีการกลับเป็นซ้ำหลังหยุดยาปฏิชีวนะ 1 สัปดาห์</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/258973 บทบรรณาธิการ 2022-08-17T10:59:21+07:00 เชาวน์วัศ พิมพ์รัตน์ nongnuchbr14@gmail.com 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์