วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH <p>วารสารการแพทย์ MJSSBH เป็นวารสารทางวิชาการด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการวิจัย รายงานผู้ป่วย บทความที่น่าสนใจอันเป็นองค์ความรู้ใหม่ ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี คือ ฉบับที่ 1 (มค.-เมย.) ฉบับที่ 2 (พ.ค. – ส.ค.) และฉบับที่ 3 (ก.ย. – ธ.ค.) และเผยแพร่ทาง website <a href="Https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/index">https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/index</a></p> <p>โดยปัจจุบันวารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ได้รับการยอมรับและผ่านการรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 และอยู่ในฐานข้อมูล TCI</p> <p>ISSN: 0857-2895 (print)<br />ISSN: 2730-2687 (online)</p> ห้องสมุดโรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ 10/1 ถนนหน้าสถานี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ 31000 th-TH วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ 0857-2895 โรคโรไซดอร์ฟแมนของเต้านมที่มีลักษณะคล้ายมะเร็ง : รายงานผู้ป่วย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/275698 <p> โรคโรไซดอร์ฟแมน (Rosai–Dorfman disease; RDD) เป็นโรคความผิดปกติของฮิสทิโอไซต์ชนิดไม่ใช่แลงเกอร์ฮานส์ที่พบได้ยาก และอาจแสดงลักษณะคล้ายมะเร็ง ทั้งทางคลินิกและรังสีวิทยา การเกิดที่เต้านมพบได้น้อยมากและอาจทำให้วินิจฉัย ผิดพลาด รายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการตรวจทางพยาธิวิทยาในการยืนยันการวินิจฉัยและป้องกันการรักษาที่ไม่จำเป็น<br /> ผู้ป่วยหญิงอายุ 60 ปี มีโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ มาพบแพทย์เนื่องจากคลำพบก้อนที่เต้านมขวา แมมโมแกรมและอัลตราซาวด์พบลักษณะสงสัยมะเร็งสูง (BI-RADS 5) การตรวจชิ้นเนื้อด้วยเข็มพบการอักเสบเรื้อรังโดยไม่พบเซลล์มะเร็ง หลังผ่าตัดก้อนออก ผลพยาธิวิทยาพบเซลล์ฮิสทิโอไซต์ขนาดใหญ่ที่มีเอมเพอริโพเลซิส และย้อมติด S100 และ CD68 สรุปวินิจฉัยเป็นโรคโรไซดอร์ฟแมน ผู้ป่วยฟื้นตัวดีและไม่พบการกลับเป็นซ้ำในการติดตาม<br /> Rosai–Dorfman ของเต้านมเป็นภาวะที่พบได้ยากแต่สำคัญ เนื่องจากลักษณะทางคลินิกและรังสีวิทยามักคล้ายมะเร็งเต้านม อาจนำไปสู่การวินิจฉัยผิดพลาดและการรักษาที่ไม่จำเป็น การตรวจทางพยาธิวิทยายังคงเป็นมาตรฐานหลักในการยืนยันการวินิจฉัยที่ถูกต้อง</p> ศิรินันท์ แสงอร่ามกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 553 561 รายงานการรักษาทันตกรรมพร้อมมูลกรณีศึกษาผู้ป่วยหลังได้รับรังสีรักษามะเร็งหลังโพรงจมูก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/276239 <p> มะเร็งหลังโพรงจมูก จัดเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางทันตกรรมพร้อมมูล เพราะผู้ป่วยมักได้รับรังสีรักษา ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในช่องปาก โดยเฉพาะภาวะปากแห้ง เป็นอาการข้างเคียงที่ส่งผลระยะยาวและต่อเนื่องตลอดชีวิต เนื่องจากต่อมน้ำลายเสียหาย ภาวะปากแห้งเพิ่มความเสี่ยงอย่างมากต่อการเกิดฟันผุ อันนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆตามมา ดังนั้นการดูแลสุขภาพช่องปากแบองค์รวมตั้งแต่ก่อน ระหว่างและหลังการฉายรังสีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การศึกษานี้เป็นรายงานผู้ป่วยรายกรณี (case study) ในผู้ป่วยชายอายุ 66 ปี ซึ่งเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหลังโพรงจมูกชนิด Squamous cell carcinoma ระยะ T2N2M0 และได้รับรังสีรักษาขนาด 70 เกรย์ร่วมกับเคมีบำบัด ผู้ป่วยมีประวัติการเตรียมช่องปากก่อนฉายรังสีในปีพ.ศ 2558 จากการตรวจช่องปากในเดือนพฤษภาคมพ.ศ 2567 พบว่าผู้ป่วยมีภาวะปากแห้งระดับปานกลางตามเกณฑ์ CODS 4 คะแนน มีการสูญเสียฟันหลายซี่ จึงมีการนัดหมายเพื่อรับการรักษาทันตกรรมพร้อมมูล จำนวนทั้งหมด 10 ครั้ง ประกอบด้วย การตรวจวางแผนการรักษา การบูรณะฟันผุ การใช้สารหล่อลื่นช่องปากและการฟื้นฟูด้วยฟันเทียมบางส่วนถอดได้ชนิดโครงโลหะการออกแบบในขากรรไกรบนใช้ส่วนโยงหลักเป็นแบบ Palatal strap ขากรรไกรล่างส่วนโยงหลักเป็นแบบ Lingual bar โดยมีขั้นตอนการทำฟันเทียมได้แก่ พิมพ์ปากทำแบบศึกษา ลองแท่นกัด ลองฟัน และใส่ฟัน และมีการนัดติดตามหลังใส่ฟันเทียม 1สัปดาห์ 1 เดือน และ 3 เดือนตามลำดับ <br /> การรักษาทันตกรรมพร้อมมูลกรณีศึกษาผู้ป่วยหลังได้รับรังสีรักษามะเร็งหลังโพรงจมูก ได้แก่ การจัดการภาวะปากแห้ง อุดฟันและการฟื้นฟูฟันที่สูญเสียไปเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว การใช้สารหล่อลื่นช่องปากเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการปากแห้งได้ การเลือกวัสดุอุดฟันเพื่อบูรณะฟันที่ผุอย่างเหมาะสมมีความสำคัญ การติดตามดูแลสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่องมีความจำเป็นในผู้ป่วยกลุ่มนี้</p> จริยภรณ์ นิคมชัยประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 745 756 การใช้สารบ่งชี้ค่ามะเร็งรังไข่ในเลือดเพื่อแยกกลุ่มเนื้องอกรังไข่แบบเยื่อเมือกชนิดต่างๆ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/276073 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการจำแนกระหว่างเนื้องอกรังไข่แบบเยื่อเมือกที่เป็นชนิดไม่ร้ายแรง ชนิดก้ำกึ่ง และชนิดร้ายแรง ของสารบ่งชี้ค่ามะเร็งในเลือด ได้แก่ carcinoembryonic antigen (CEA) cancer antigen 125 (CA-125) และ cancer antigen 19-9 (CA 19-9)<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง โดยวิเคราะห์ข้อมูลทางคลินิกและพยาธิวิทยาจากผู้ป่วยจำนวน 294 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกรังไข่แบบเยื่อเมือก และเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2558 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2564 โดยมีการตรวจสารบ่งชี้ค่ามะเร็งในเลือดก่อนการผ่าตัด ได้แก่ CA 19-9 CA-125 และ CEA จากนั้นได้วิเคราะห์ ประสิทธิภาพในการวินิจฉัยประเมินโดยใช้ค่า sensitivity specificity positive predictive value (PPV) negative predictive value (NPV) และ receiver operating characteristic (ROC) curve analysis.<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ในกลุ่มผู้ป่วยทั้งหมด พบว่า 164 ราย (ร้อยละ 55.8) มีเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง, 74 ราย (ร้อยละ 25.1) มีเนื้องอกชนิดก้ำกึ่ง และชนิดร้ายแรง 56 ราย (ร้อยละ 19.1) ค่า CEA มีความสัมพันธ์กับพยาธิสภาพชนิดก้ำกึ่งหรือร้ายแรงมากที่สุด (risk ratio = 2.3, 95% CI: 1.8–3.0) และมีความแม่นยำในการวินิจฉัยสูงที่สุด (AUC = 0.738) ในขณะที่ CA 19-9 และ CA-125 มีค่า AUC ต่ำกว่า (0.679 และ 0.682 ตามลำดับ) เมื่อพิจารณาแต่ละตัวแยกกัน พบว่าสารบ่งชี้ทั้งสามตัวมีค่า sensitivity และ specificity ไม่มาก อย่างไรก็ตาม การใช้ CEA ร่วมกับ CA 19-9 ทำให้ค่า specificity สูงถึงร้อยละ 97.2 และค่า PPV ร้อยละ 94.3 ในการวินิจฉัยเนื้องอกชนิดก้ำกึ่งหรือร้ายแรง นอกจากนี้เมื่อสารบ่งชี้ทั้งสามตัวอยู่ในระดับปกติ sensitivity ในการตัดความเป็นไปได้ของมะเร็งอยู่ที่ร้อยละ 81.9 และ NPV อยู่ที่ร้อยละ 70<br /><strong>สรุป:</strong> CEA CA 19-9 และ CA-125 เป็นสารบ่งชี้ค่ามะเร็งในเลือดที่มีประโยชน์ในการแยกประเภทของเนื้องอกรังไข่แบบเยื่อเมือก แม้ว่าการใช้แต่ละตัวแยกกันจะมีข้อจำกัดในด้านความแม่นยำ แต่การใช้ร่วมกันแบบพหุปัจจัยสามารถเพิ่มความถูกต้องในการวินิจฉัยอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยในการตัดสินใจก่อนผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> วีรพร โรจน์ลัคนาวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 483 491 การประเมินความแม่นยำของแพทย์ทั่วไปในการแปลผลฟิล์มรังสีทั่วไปในช่วงเวรดึก โรงพยาบาลพนัสนิคม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/278364 <p><strong>บทนำ:</strong> การแปลผลฟิล์มรังสีทั่วไปให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการวินิจฉัยโรคในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลระดับ M1 มักไม่มีระบบปรึกษารังสีแพทย์ในช่วงเวรดึก การแปลผลจึงเป็นหน้าที่ของแพทย์เวรทั่วไป ซึ่งจำกัดด้านประสบการณ์อาจมีความผิดพลาดและส่งผลต่อการดูแลผู้ป่วย ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาความแม่นยำของการแปลผลฟิล์มโดยแพทย์กลุ่มนี้ ณ ห้องฉุกเฉิน <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินความแม่นยำของแพทย์เวรทั่วไป ในการแปลผลฟิล์มรังสีช่วงเวรดึก ณ ห้องฉุกเฉิน และวิเคราะห์ลักษณะความผิดพลาดที่พบบ่อย<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาย้อนหลัง ทบทวนข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจฟิล์มรังสีทั่วไปในช่วงเวลา 00.00–08.00 น. ที่โรงพยาบาลพนัสนิคม ระหว่างเมษายน พ.ศ.2567 ถึง มีนาคม พ.ศ.2568 รวม 1,146 ราย โดยใช้ผลแปลของรังสีแพทย์หนึ่งท่านเป็นมาตรฐาน เปรียบเทียบกับผลการแปลของแพทย์เวร และจำแนกความผิดพลาดเป็น false positive, false negative และ partial interpretation<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> แพทย์เวรทั่วไปมีความแม่นยำในการแปลผล ร้อยละ95.9 โดยมี sensitivity ร้อยละ 95.0 specificity ร้อยละ 96.4 PPV ร้อยละ 93.6 และ NPV ร้อยละ 97.2 พบความผิดพลาดรวม 32 ราย (ร้อยละ 4.1) ได้แก่ false negative 14 ราย (ร้อยละ 1.8) ส่วนใหญ่พลาดการวินิจฉัย infiltration false positive 12 ราย (ร้อยละ 1.5) ส่วนใหญ่เป็นการวินิจฉัย infiltration เกินจริง และ partial interpretation 6 ราย (ร้อยละ 0.8) เช่น รายงาน pneumothorax แต่พลาด rib fracture หรือรายงาน cephalization แต่พลาด pleural effusion<br /><strong>สรุปผล:</strong> แพทย์เวรทั่วไปในโรงพยาบาลระดับ M1 มีความแม่นยำในการแปลผลฟิล์มรังสีช่วงเวรดึกในระดับสูง แต่ยังพบข้อผิดพลาด โดยเฉพาะ false negative และ partial interpretation ในรอยโรค subtle จึงควรมีการอบรมเพิ่มเติมและพิจารณาใช้เทคโนโลยี AI เพื่อช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ป่วย</p> น้ำฝน ยิ่งยง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 493 501 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการได้รับสารเคมีจากการเกษตรของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตำบลกาเกาะ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/278365 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงใช้สารเคมีเป็นหลัก เนื่องจากราคาถูก ใช้ง่าย และเห็นผลเร็ว ผลกระทบจากการสัมผัสโดยตรงนำไปสู่โรคเรื้อรัง เช่น โรคทางประสาท โรคตับ ไต และมะเร็งบางชนิด ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการป้องกันการได้รับสารเคมีจากการเกษตรที่ไม่ถูกต้อง<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการได้รับสารเคมีจากการเกษตรของอสม. ตำบลกาเกาะ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Correlational Descriptive Study) โดยใช้แบบสอบถาม 4 ส่วน ตัวอย่างเป็น อสม.ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกาเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 133 คน เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจากGoogle Form วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา,T-test independent, One- way ANOVA และ Stepwise Multiple linear Regression<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> พฤติกรรมการป้องกันการได้รับสารเคมีจากการเกษตร มีคะแนนรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (99.6 ± 8.3) ปัจจัยด้านความรู้และปัจจัยด้านทัศนคติการป้องกันการได้รับสารเคมีจากการเกษตรมีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการได้รับสารเคมีจากการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ &lt;0.001 <br /><strong>สรุปผล:</strong> ทัศนคติการป้องกันการได้รับสารเคมีจากการเกษตร ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการได้รับสารเคมี อายุและระยะเวลาในการทำการเกษตรมีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการได้รับสารเคมีจากการเกษตร ควรมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้และทัศนคติจากการอบรม โปรแกรมหรือการใช้สื่อออนไลน์ให้สอดคล้องกับบริบท</p> ธวัชชัย ยืนยาว อาภากร สืบศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 503 514 ความชุกของภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดขนาดเล็กและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารักษาที่คลินิกหมอครอบครัว โรงพยาบาลสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/276887 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลก และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา โดยเฉพาะภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดขนาดเล็ก ซึ่งทำให้เกิดความทุกข์ทรมาน ความพิการ เพิ่มอัตราการเจ็บป่วยและอัตราการเสียชีวิต<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดขนาดเล็กในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รักษาที่คลินิกหมอครอบครัว โรงพยาบาลสุรินทร์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่คลินิกหมอครอบครัว โรงพยาบาลสุรินทร์ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม พ.ศ.2568 จำนวน 120 คน โดยรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลจากการตรวจร่างกาย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์หาปัจจัยด้วย multivariable regression<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 120 คน มีภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดขนาดเล็ก จำนวน 54 คน คิดเป็นความชุกร้อยละ 45 โดยพบโรคไตจากเบาหวาน ร้อยละ 25 ภาวะจอตาผิดปกติจากเบาหวาน ร้อยละ 20 และโรคเส้นประสาทจากเบาหวาน ร้อยละ 9.2 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ อายุ (p = 0.0015) และระยะเวลาการรักษาโรคเบาหวาน (p = 0.0002) การวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มภาวะแทรกซ้อน พบว่าอายุ ≥ 65 ปี เพิ่มความเสี่ยงโรคไตจากเบาหวาน 3.05 เท่า (AOR: 3.05, 95%CI: 1.13-8.23, p=0.028) และระยะเวลารักษาโรค ≥ 10 ปี เพิ่มความเสี่ยงโรคเส้นประสาทจากเบาหวาน 9.04 เท่า(AOR: 9.04, 95%CI: 1.65-49.62, p=0.011)<br /><strong>สรุป:</strong> ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รักษาที่คลินิกหมอครอบครัว โรงพยาบาลสุรินทร์ มีภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดขนาดเล็ก การศึกษานี้ยืนยันความสำคัญของการตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดขนาดเล็ก โดยเฉพาะในผู้ป่วยอายุมาก และระยะเวลารักษาโรคเบาหวานนาน</p> ธิดา ริรัตนพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 515 527 ประสิทธิผลของการรับประทานอาหารแบบจำกัดคาร์โบไฮเดรตต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/276310 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการลดภาวะแทรกซ้อน การรับประทานอาหารแบบจำกัดคาร์โบไฮเดรต (Low-Carbohydrate Diet: LCD) อาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดได้ <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของอาหารแบบจำกัดคาร์โบไฮเดรตต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือดและการทำงานของไต ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial) โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 112 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 56 ราย กลุ่มทดลองได้รับคำแนะนำการบริโภคอาหารแบบจำกัดคาร์โบไฮเดรต (&lt;130 กรัมต่อวัน) เป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับโปรแกรมสุขศึกษามาตรฐาน <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> หลังสิ้นสุดการทดลองเป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ พบว่า ในกลุ่มทดลอง ระดับ HbA1c ลดลงจาก 7.4±0.95% เป็น 7.0±1.15% (p=0.02) และระดับไตรกลีเซอไรด์ (TG) ลดลงจาก 143.9±70.56 เป็น 123.3±75.97 mg/dL (p&lt;0.01) นอกจากนี้ระดับคอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) ในกลุ่มทดลองลดลงจาก 172.3±37.26 เป็น 163.9±26.40 mg/dL อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่าสัดส่วนผู้ป่วยที่มี HbA1c &lt;6.5% เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19.6 เป็น ร้อยละ 41.1 ในกลุ่ม LCD ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม เมื่อปรับด้วย ANCOVA และ logistic regression โดยคำนึงถึงระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในทุกตัวแปร<br /><strong>สรุป:</strong> อาหารแบบจำกัดคาร์โบไฮเดรตอาจช่วยส่งเสริมการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในกลุ่มไตรกลีเซอไรด์ ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ส่งผลเสียต่อการทำงานของไต แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปรับค่าตัวแปรโดยคำนึงถึงระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน ไม่พบตัวแปรใดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> พัลลภา อินทร์เหลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 529 540 การศึกษาคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อราแคนดิดา อัลบิแคนส์ และเซลล์มะเร็งในช่องปากของสารสำคัญฟีนิลบิวทินอยด์จากเหง้าไพล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/278683 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ไพลมีสารสำคัญคือ สารกลุ่มฟีนิลบิวทินอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ในการแก้ปวด ลดการอักเสบ ยับยั้งจุลชีพ และฤทธิ์ต้านมะเร็ง ปัจจุบันปัญหาการติดเชื้อจุลชีพในช่องปากเพิ่มมากขึ้นในผู้ป่วยที่ใส่ฟันเทียม และการเกิดมะเร็งช่องปาก ทำให้ผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวดและส่งผลต่อสุขภาพ<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อทดสอบฤทธิ์การยับยั้งจุลชีพ Candida albicans และฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งช่องปากของสารสกัดและสารสำคัญจากไพล<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยครั้งนี้ มีรูปแบบการวิจัยเป็นเป็นการวิจัยเชิงทดลองในหลอดทดลอง (In vitro experimental research) โดยการนำไพลแห้งและไพลสดมาสกัดด้วยเฮกเซนได้เป็นสารสกัดหยาบ และแยกสารสำคัญ คือ (E)-4-(3′,4′-dimethoxyphenyl)but-3-en-1-ol (DMPBD) และ (E)-4-(3′,4′-dimethoxyphenyl)but-3-en-1-ol dimers (DMPBD dimers) ด้วยคอลัมน์โครมาโตกราฟี ทดสอบสารที่ได้ในการยับยั้งจุลชีพ C. albicans ด้วยวิธี agar well diffusion และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งช่องปาก (Human oral epidermoid carcinoma cell line; KB cell line) ด้วยวิธี MTT assay ข้อมูลเชิงปริมาณที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา (descriptive statistics) และทดสอบความแตกต่างของประสิทธิภาพการยับยั้งระหว่างกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (one-way ANOVA)<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> สารสกัดหยาบจากไพลสดสามารถยับยั้งเชื้อ C. albicans ได้ที่ความเข้มข้น 5,000 และ 10,000 µg/mL ขณะที่สาร DMPBD ยับยั้งเชื้อได้ที่ความเข้มข้น 1,000, 5,000 และ 10,000 µg/mL โดยฤทธิ์การยับยั้งของทั้งสองสารมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับfluconazole ส่วนสารสกัดหยาบจากไพลแห้งและDMPBD dimers ไม่แสดงฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อรา C. albicans อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผลการทดสอบฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งช่องปากพบว่า DMPBD มีค่าความเข้มข้นของสารที่สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์ได้ร้อยละ 50 (IC<sub>50</sub>) ดีที่สุดคือ 64.99 µg/mL ตามมาด้วย สารสกัดหยาบไพลสดและไพลแห้ง และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) เมื่อเทียบกับ Doxorubicin<br /><strong>สรุป:</strong> สารสกัดหยาบจากไพลสดและ DMPBD สามารถยับยั้งเชื้อ C. albicans ได้ และ DMPBD มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งช่องปากชนิด KB cell line (Human oral epidermoid carcinoma cell line; KB cell line) ได้ดีที่สุด รองลงมาคือสารสกัดหยาบจากไพลสด และไพลแห้งตามลำดับ ในขณะที่ DMPBD dimers ไม่มีฤทธิ์ยับยั้ง</p> ธันยมนต์ ขวัญเกื้อ วิชญสิทธิ์ อินทกุศล สายสุรีย์ ประทีปทองคำ เอศเธระ ประทีปทองคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 541 551 การศึกษาประสิทธิผลวัณโรคดื้อยาหลายขนานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/278686 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุขโรคหนึ่งของโลก ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2568 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นกลุ่มประเทศที่มีภาระวัณโรคสูงและวัณโรคที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี ข้อมูลวัณโรคดื้อยาหลายขนานในประเทศ ไทยที่ขึ้นทะเบียนรักษาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563-2566 เป็นจำนวน 1,204 ราย 790 ราย 874 ราย และ 886 รายตามลำดับ<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึกษาผลการรักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนานและปัจจัยที่มีผลต่อ การรักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนานของจังหวัดบุรีรัมย์จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัยนี้ เพื่อศึกษาผลการรักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนานและปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนานของ จังหวัดบุรีรัมย์และนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> ทำการศึกษาแบบย้อนหลังผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนานที่โรงพยาบาล บุรีรัมย์อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2560 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2566<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยจำนวน 116 ราย แบ่งเป็นเพศชาย 85 ราย (ร้อยละ 73.3) เพศหญิง 31 ราย (ร้อยละ 26.7) อายุเฉลี่ย 49.1 ปี (18 ถึง 90 ปี) ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ย 18.4 กก./ม.2 โรคประจำตัวที่พบมากคือ เบาหวาน ติดเชื้อเอชไอวีและความดันโลหิตสูง คิดเป็นร้อยละ 17.3, 14.6 และ 12.9 ตามลำดับ โดยร้อยละ 56.0 ไม่มีโรคประจำตัว สูตรการรักษาส่วนใหญ่ได้รับการรักษาโดย สูตรการรักษาที่มียาฉีดเป็นองค์ประกอบหลักและยากินระยะยาวร้อยละ 50.0 สูตรการรักษาระยะสั้นโดยมียากิน Bedaquiline เป็นองค์ประกอบหลักร้อยละ 29.3 และสูตรการรักษาระยะ ยาวโดยมียากิน Bedaquiline เป็นองค์ประกอบหลักร้อยละ 20.7 ตามลำดับ โดยไม่มีผู้ป่วยได้ยา สูตรยาฉีดเป็นองค์ประกอบหลักและยากินระยะสั้นเลย ระยะเวลารักษาเฉลี่ยอยู่ที่ 16.3 เดือน (9-24 เดือน) จำนวนผู้ป่วยวัณโรคที่รักษาหายจำนวน 78 ราย จาก 116 รายคิดเป็นร้อยละ 67.2 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการรักษาคือกลุ่มผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 60 ปีมีโอกาสประสบ ความสำเร็จในการรักษามากกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่อายุมากกกว่า 60 ปี 1.5 เท่าอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ (95% CI = 1.00, 2.14, p-value 0.019)<br /><strong>สรุป:</strong> ประสิทธิผลการรักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนานคือร้อยละ 67.2 และปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จ ในการรักษาคือกลุ่มผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 60 ปี</p> ธัญญวุฒิ เศรณีปราการ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 563 571 เปรียบเทียบผลการรักษาภาวะ DKA ในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับสารน้ำเร็วขึ้นและแบบเดิมที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/277178 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> แนวทางการดูแลผู้ป่วย Diabetic Ketoacidosis (DKA) ในเด็กมีการปรับปรุงการให้สารน้ำและอินซูลินเพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีและเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยลง<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของอัตราการให้สารน้ำกับผลการรักษาในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะ DKA ที่ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบพรรณนาเชิงย้อนหลัง (ambi-spective descriptive study) เพื่อเปรียบเทียบผลการรักษาภาวะ DKA ในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับสารน้ำแบบเร็วและแบบเดิมที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โดยรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยเด็กอายุ 29 วันถึง 15 ปี ที่เข้ารับการรักษาในช่วงปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2563<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> การให้สารน้ำแบบเร็ว (Fast fluid infusion) ที่ใช้ระยะเวลา 36 ชั่วโมงสามารถลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยจะพ้นจากภาวะ DKA ตั้งแต่เริ่มให้สารน้ำและเริ่มให้อินซูลินได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับการให้สารน้ำแบบเดิม (Slow fluid infusion) ที่ใช้ระยะเวลา 48 ชั่วโมง<br /><strong>สรุปผล:</strong> การรักษาโดยให้สารน้ำแบบเร็ว ช่วยลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยพ้นจากภาวะ DKA ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สนับสนุนแนวคิดในการเร่งการรักษาเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรมีการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด</p> คุรุศาสตร์ โพธิ์วัง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 573 581 ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลผู้ป่วยประคับประคอง โรงพยาบาลศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/276255 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ผู้ดูแลผู้ป่วยประคับประคองมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งเป็นภาระที่หนัก อาจเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแล ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการดูแลผู้ป่วย<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลผู้ป่วยประคับประคอง โรงพยาบาลศรีสะเกษ<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) ศึกษาในผู้ดูแลผู้ป่วยประคับประคองที่เข้ารับบริการแบบผู้ป่วยนอกที่คลินิกการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โรงพยาบาลศรีสะเกษ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปและดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบภาวะซึมเศร้า PHQ-9 ฉบับภาษาไทย และการทบทวนเวชระเบียน ข้อมูลทั่วไปและความชุกของภาวะซึมเศร้านำเสนอเป็นความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐานและช่วงควอไทล์ การวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องใช้การทดสอบแบบ exact probability test, t-test และ Mann-Whitney U test วิเคราะห์หาค่าความสัมพันธ์ด้วยวิธี univariable และ multivariable logistic regression <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่าง 110 คน มีภาวะซึมเศร้า 45 คน คิดเป็นความชุกร้อยละ 40.9 จากการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี multivariable logistic regression พบว่า ผู้ป่วยที่มีระดับ palliative performance scale (PPS) ≤ 50% (OR=2.905, 95%CI=1.088-7.752, p=0.033) และผู้ป่วยที่มีอาการปวดตั้งแต่ 4 คะแนนขึ้นไป (OR=5.098, 95%CI=1.377-18.880, p=0.015) สัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลอย่างมีนัยสำคัญ<br /><strong>สรุปผล:</strong> ภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลผู้ป่วยประคับประคองเกิดขึ้นได้ค่อนข้างมาก สัมพันธ์กับภาวะพึ่งพึงและอาการของผู้ป่วย จึงควรมีการคัดกรองภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแล รวมถึงการจัดการอาการผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลและให้การช่วยเหลืออย่างเหมาะสม</p> นรีวรรณ เขียวอิ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 583 594 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งในช่องปากและเสริมสร้างด้วยเนื้อเยื่อปะปลูก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/278765 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> มะเร็งในช่องปากหากไม่รักษา จะมีขนาดโตขึ้นและแพร่กระจายไปอวัยวะอื่น ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อน การผ่าตัดมะเร็งในช่องปากเป็นการผ่าตัดที่ยุ่งยากซับซ้อน มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง รูปแบบการพยาบาลที่พัฒนาจากหลักฐานเชิงประจักษ์และ การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากการผ่าตัด<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งในช่องปากและเสริมสร้างด้วยเนื้อเยื่อปะปลูก (CA-ORC-FRC)<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนา มี 4 ขั้นตอนคือ 1)การวิเคราะห์สถานการณ์ เก็บข้อมูลโดยการค้นหาหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแนวปฏิบัติ และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา 2)การออกแบบและพัฒนารูปแบบ ยกร่างแนวปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้แนวคิดการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลของ Soukup แนวคิดรูปแบบการพยาบาลปริศัลยกรรมที่เน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญ และสกัดหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 3)การทดลองใช้และปรับปรุงรูปแบบ นำร่างแนวปฏิบัติการพยาบาลที่ได้ไป ทดลองใช้และปรับปรุง หลังจากนั้นพยาบาลห้องผ่าตัดนำแนวปฏิบัติการพยาบาลไปใช้กับผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งในช่องปาก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกผลลัพธ์การพยาบาล แบบประเมินทักษะและความรู้การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งในช่อง4)การพัฒนาและประเมินผล ออกแบบกระบวนการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัด โดยใช้เทคนิคการโค้ชแบบโกรว์ ในการอบรมพยาบาลห้องผ่าตัดผู้รับการโค้ชจำนวน 30 คนและนำแนวปฏิบัติการพยาบาลไปใช้กับผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งในช่องปาก จำนวน 30 คน ประเมินผลลัพธ์ทางการพยาบาลของผู้ป่วยที่ได้รับรูปแบบการพยาบาลผ่าตัดมะเร็งในช่องปาก ประเมินทักษะและความรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัดผู้รับการโค้ช ขั้นตอนที่ 3 และ 4 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Chi Square Test, Mann Whitney U test, Wilcoxon test <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งในช่องปาก ประกอบด้วย 1) แนวปฏิบัติการพยาบาล ผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งในช่องปาก ที่สร้างขึ้นจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ครอบคลุม 3 ระยะของการผ่าตัด 2) การพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลห้องผ่าตัดโดยใช้เทคนิคการโค้ชแบบโกรว์ผลการใช้รูปแบบการพยาบาลพบว่า 1) ผู้ป่วยที่ได้รับรูปแบบการพยาบาลมีความปลอดภัยจากการผ่าตัดทั้ง 5 ด้านไม่แตกต่างจากผู้ป่วยที่ได้รับรูปแบบการพยาบาลปกติ 2) ผู้ป่วยที่ได้รับรูปแบบการพยาบาลมีจำนวนวันนอนและระยะเวลาผ่าตัดน้อยกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลปกติ (p&lt;0.050,p&lt;0.001) 3) พยาบาลห้องผ่าตัดผู้รับการโค้ชหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการมีทักษะและความรู้สูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.010) 4) พยาบาลห้องผ่าตัดมีความพึงพอใจในรูปแบบการพยาบาลในระดับมากร้อยละ 96.7<br /><strong>สรุปผลการศึกษา:</strong> รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดที่พัฒนาขึ้น ช่วยลดจำนวนวันนอนโรงพยาบาลและระยะเวลาผ่าตัด ทำให้พยาบาลห้องผ่าตัดมีความรู้และทักษะในการให้การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งในช่องปากเพิ่มขึ้น และมีความพึงพอใจในการใช้รูปแบบการพยาบาลในระดับมาก</p> ยุพิน มารารัมย์ มันทนา วรรณโวหาร ชิติสรรค์ จิรัฎเจริญกุล จันทร์ทิรา เจียรณัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 595 607 เปรียบเทียบระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลและภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมระหว่างการใส่ท่อระบายเลือดและไม่ใส่ท่อระบายเลือดที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/277181 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การใช้สายระบายเลือดภายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (TKA) ยังไม่มี ข้อสรุปชัดเจนในแง่ความจำเป็นในการใช้งาน <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ของผู้ป่วยที่ได้รับการใส่สายระบายเลือดและไม่ใส่สาย ระบายเลือดหลังการผ่าตัด TKA โดยพิจารณาจากระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล (LOS) และอัตราการได้รับเลือดหลังการผ่าตัด (Transfusion Rate)<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective Study) ดำเนินการโดยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด TKA ณ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 ถึง กันยายน พ.ศ. 2565 จำนวนข้อเข่าที่รับการผ่าตัดทั้งหมด 230 เข่า จำแนกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ใส่สาย CSD และกลุ่มที่ไม่ใส่สายระบาย เพื่อเปรียบเทียบค่า LOS และอัตราการได้รับเลือดหลังผ่าตัด<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยมีอายุระหว่าง 44–85 ปี โดยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 88.3) มีโรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 62.9) และเบาหวาน (ร้อยละ 14.3) มีข้อเข่าที่ใส่ CSD จำนวน 101 เข่า (ร้อยละ 43.9) โดยพบว่ากลุ่มที่ใส่ CSD มี LOS เฉลี่ยมากกว่ากลุ่มที่ไม่ใส่ (5.6±1.3 วัน เทียบกับ 4.8±1.7 วัน, p&lt;0.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่อัตราการได้รับเลือดไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่ม (ร้อยละ 6.9 `และร้อยละ 3.1, p=0.177)<br /><strong>สรุป:</strong> การใส่สายระบายเลือดภายหลังการผ่าตัด unilateral TKA มีความสัมพันธ์กับการเพิ่ม LOS โดยไม่ส่งผลต่ออัตราการได้รับเลือดหลังผ่าตัด จึงไม่แนะนำให้ใช้สายระบายเลือดเป็นประจำในผู้ป่วยกลุ่มนี้</p> พงศ์ศักดิ์ พงศ์ทิพากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 609 618 ผลของระบบคลินิกหมอครอบครัวต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองคู อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/276148 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> บริบทการพัฒนาคลินิกหมอครอบครัวในแต่ละพื้นที่ยังมีความแตกต่างกัน และข้อมูลเกี่ยวกับผลของการพัฒนาระบบคลินิกหมอครอบครัวต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในประเทศไทยยังมีจำกัด<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของระบบคลินิกหมอครอบครัวต่อการควบคุมระดับ HbA1C และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามเป้าหมายของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านหนองคู อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> ศึกษาข้อมูลย้อนหลังทางเวชระเบียนแบบ Retrospective cohort study ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ติดตามการรักษาที่รพ.สต.บ้านหนองคู อำเภอเมือง ศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 164 คน ตั้งแต่ก่อนวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ถึง 31 มกราคม พ.ศ. 2568 เปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังการพัฒนาระบบโดย Paired t-test, Wilcoxon signed rank test, McNemar test วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการควบคุมระดับ HbA1C ได้ตามเป้าหมายโดยวิธีการถดถอยโลจิสติกแบบตัวแปรต้นหลายตัว (Multivariable logistic regression analysis)<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากการศึกษาผู้ป่วย 164 คน โดยรวมพบว่าการพัฒนาระบบคลินิกหมอครอบครัวยังไม่ส่งผลชัดเจนต่อระดับ HbA1C (Median HbA1C ก่อนการพัฒนาระบบ 7.2 % (IQR = 1.70) และหลังการพัฒนาระบบ 7.35 % (IQR = 2.1), Z = -0.96, p = 0.34) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการควบคุม HbA1C ได้ตามเป้าหมาย ได้แก่ อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป (OR = 7.07, 95% CI 3.17-15.76, p &lt; 0.01) และจำนวนโรคร่วมตั้งแต่ 3 โรคขึ้นไป (OR = 4.76, 95% CI 1.67-13.58, p &lt; 0.01)<br /><strong>สรุปผล:</strong> การพัฒนาระบบคลินิกหมอครอบครัวยังไม่ส่งผลชัดเจนต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยรวม ผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และการมีโรคร่วมตั้งแต่ 3 โรคขึ้นไปสัมพันธ์กับการควบคุม HbA1C ได้ตามเป้าหมาย</p> อนวัช ตระกูลช่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 619 629 ช่วงเวลาที่สามารถตรวจพบการหดตัวของกล้ามเนื้อลายภายหลังการตายจากการกระตุ้นด้วยแรงทางกลศาสตร์ในผู้เสียชีวิต จังหวัดบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/277441 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การหดตัวของกล้ามเนื้อลายภายหลังการตาย (idiomuscular contraction) เป็นหนึ่งในปฏิกิริยาเหนือชีวิต (supravital reaction) ที่นำมาใช้เป็นในการประมาณระยะเวลาหลังการตาย (post-mortem interval: PMI) อย่างไรก็ตามขอบเขตของช่วงเวลาที่สามารถตรวจพบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดปฏิกิริยาดังกล่าวยังไม่ชัดเจน <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาระยะเวลาของการตรวจพบการหดตัวของกล้ามเนื้อลายต้นแขน (idiomuscular contraction of biceps brachii muscle) ภายหลังการตาย และเพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตรวจพบการหดตัวดังกล่าว<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยแบบตัดขวางในผู้เสียชีวิตที่ห้องพักศพ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จำนวน 355 ราย ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมีการบันทึกเวลาการเสียชีวิตที่ชัดเจน ผู้เสียชีวิตทุกคนได้รับการกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อลายต้นแขน และบันทึกผลเป็นการหดตัว (positive) หรือไม่พบการหดตัว (negative) ข้อมูลทั่วไปของผู้เสียชีวิตถูกรายงานด้วยสถิติพรรณนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย Pearson’s correlation coefficient และใช้การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 355 ราย พบการหดตัวของกล้ามเนื้อลายต้นแขนจำนวน 199 ราย (ร้อยละ 56.1) กลุ่มที่พบการหดตัวมีค่า post-mortem interval (PMI) เฉลี่ย 2.9 ± 1.4 ชั่วโมง (1.0–8.0 ชั่วโมง) การวิเคราะห์ตามช่วงเวลา พบว่าการหดตัวตรวจพบได้ในช่วง 1–8 ชั่วโมงแรก และไม่พบเลยหลัง 9 ชั่วโมงขึ้นไป การวิเคราะห์แบบ univariable logistic regression พบว่า PMI มีความสัมพันธ์กับการตรวจพบการหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ (OR=0.28, 95%CI: 0.21–0.38, p&lt;0.001) และเมื่อวิเคราะห์แบบ multivariable โดยปรับอายุ เพศ BMI และสาเหตุการเสียชีวิต พบว่า PMI ยังคงมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ (adj.OR=0.27, 95%CI: 0.19–0.38, p&lt;0.001)<br /><strong>สรุป:</strong> การหดตัวของกล้ามเนื้อลายภายหลังการตายสามารถตรวจพบได้ในช่วงเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมงหลังการเสียชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาหลังการตายกับการหดตัวมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ปัจจัยอื่น ๆ ไม่มีผลต่อการตรวจพบการหดตัว</p> ธนเดช จันทรเวชกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 631 641 การประเมินภาวะไขมันพอกตับด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องหลังฉีดสารทึบรังสี ณ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/277598 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การตรวจวินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับโดยทั่วไปต้องมีการถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบ non-contrast phase ซึ่งในปัจจุบันมีการลดจำนวนครั้งของการแสกนภาพเนื่องจากคำนึงถึงผลเสียของการได้รับรังสี การวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการหาแนวทางโดยการประเมินว่าค่าพารามิเตอร์จากภาพใน venous phase สามารถใช้ในการวินิจฉัยแทนได้หรือไม่<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินความแม่นยำของพารามิเตอร์จากภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ใน venous phase ได้แก่ ค่าความหนาแน่นของตับ (liver attenuation, HU) ค่าความแตกต่างระหว่างความหนาแน่นของตับกับม้าม (LSD) และการมีตำแหน่งที่ไม่มีไขมันพอก (focal fat sparing) ในการวินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับ<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยแบบย้อนหลังในกลุ่มผู้ป่วย 213 รายที่ได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ช่องท้อง ณ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โดยแบ่งเป็นกลุ่มมีภาวะไขมันพอกตับ (ค่าความหนาแน่นของตับในภาพ non-contrast น้อยกว่าหรือเท่ากับ 40 HU) จำนวน 108 ราย และกลุ่มที่ไม่มี 105 ราย โดยนำพารามิเตอร์ที่ได้จากภาพ venous phase มาวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับผลการวินิจฉัยจากภาพ non-contrast phase<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากค่าตัดแบ่งกลางค่า LSD จากภาพ venous phase น้อยกว่า -20 HU ให้ความแม่นยำมากกว่าในการวินิจฉัย โดยมีค่า sensitivity ร้อยละ 77.8 specificity ร้อยละ 97.1 PPV ร้อยละ 96.6 NPV ร้อยละ 81.0 และค่า AUC ร้อยละ 87.5 ขณะที่ค่า liver attenuation น้อยกว่า 110 HU แม้จะมี sensitivity สูงถึงร้อยละ 99.1 แต่มี specificity ต่ำเพียงร้อยละ 23.8 การพบตำแหน่งที่ไม่มีไขมันพอกในกลุ่มที่มีภาวะไขมันพอกตับคิดเป็นร้อยละ 49.1 และสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ค่า liver non-contrast เท่ากับ 14.9 HU เทียบกับ 31.9 HU p&lt;0.001) ค่าตัดแบ่งที่เหมาะสมกับประชากรโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าคือ LSD น้อยกว่า -13 HU และ liver attenuation น้อยกว่า 89 HU ซึ่งช่วยเพิ่มทั้ง sensitivity และ specificity ได้ดีกว่าค่าตัดแบ่งกลาง<br /><strong>สรุป:</strong> พารามิเตอร์จากภาพ venous phase โดยเฉพาะค่า LSD ที่น้อยกว่า -13 HU และ liver attenuation น้อยกว่า 89 HU มีประสิทธิภาพสูงในการวินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับในโรงพยาบาลพระนั่งะเกล้า โดยสามารถนำมาใช้ทดแทนการตรวจในระยะ non-contrast phase ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ</p> นันท์นภัส เหล่าไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 643 651 การพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลห้องผ่าตัด ในการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจหลอดเลือดและทรวงอกโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้สมรรถนะเป็นฐาน โรงพยาบาลศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/278080 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสำคัญของระบบสาธารณสุขและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งและร้อยละ 80 ของการเสียชีวิตสามารถป้องกันได้ คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจมากถึง 70,000 ราย/ปี เฉลี่ยชั่วโมงละ 8 คน การผ่าตัดหัวใจ จึงเป็นทางเลือกที่ดีซึ่งศัลยแพทย์หัวใจและพยาบาลห้องผ่าตัดหัวใจมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยตลอดกระบวนการผ่าตัดให้ผู้ป่วยผ่าตัดปลอดภัย ลดอัตราการเสียชีวิต ลดภาวะแทรกซ้อน ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาและพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลห้องผ่าตัดในการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจหลอดเลือดและทรวงอกและศึกษาผลของพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลห้องผ่าตัด<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัด จำนวน 60 คน แบ่งเป็นก่อนและหลังการพัฒนาตามรูปแบบสมรรถนะของ Benner 5 ระดับและสมรรถนะทางคลินิกของพยาบาลห้องผ่าตัด ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามความรู้สมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัด 2) แบบประเมินทักษะทางคลินิกในการพยาบาลห้องผ่าตัดผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด 3) แบบประเมินเจตคติและความมั่นใจตนเอง <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> พยาบาลห้องผ่าตัดมีสมรรถนะด้านความรู้ ทักษะทางคลินิก เจตคติ และความมั่นใจตนเองสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) หลังใช้รูปแบบพบว่าไม่มีอุบัติการณ์ผู้ป่วยเสียชีวิตหลังผ่าตัดหรือภาวะแทรกซ้อนในระยะก่อน ขณะและหลังผ่าตัดหัวใจและทรวงอก <br /><strong>สรุป:</strong> ผลการวิจัยพบว่า สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลห้องผ่าตัดในการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจหลอดเลือดและทรวงอกโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้สมรรถนะเป็นฐานได้ หลังการเข้าร่วมพยาบาลมีระดับความรู้ ทักษะทางคลินิก เจตคติและความมั่นใจตนเองสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมและทีมสหวิชาชีพมีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุด </p> ชุติมา บุญขวาง สมปอง พะมุลิลา วสวัตติ์ ลิขสิทธิ์ธนานนท์ รัศมี นารี สมฤดี อรรคบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 653 664 การประเมินระบบการดูแลสุขภาพจิตผู้ต้องขังเรือนจำอำเภอรัตนบุรีด้วยระบบ Telepsychiatry https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/276152 <p><strong>บทนำ:</strong> เนื่องจากผู้ต้องขังในเรือนจำไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่สถานพยาบาลของรัฐได้ด้วยตนเองเมื่อเกิดการเจ็บป่วย โรงพยาบาลรัตนบุรี จึงได้มีการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพจิตและจิตเวชในเรือนจำด้วยระบบ Telepsychiatry ตามกรอบแนวคิดระบบบริการสุขภาพ Six Building Blocks of Health System ขององค์การอนามัยโลก เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรม จึงควรประเมินระบบบริการดังกล่าวขึ้น<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินผลระบบการดูแลสุขภาพจิตผู้ต้องขัง ด้วยระบบ Telepsychiatry และผลลัพธ์ทางคลินิกผู้ต้องขังเรือนจำอำเภอรัตนบุรี ตามกรอบแนวคิดระบบการบริการสุขภาพ Six Building Blocks of Health system ขององค์การอนามัยโลก <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงประเมินผล มีกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาวิจัย 3 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในโรงพยาบาลรัตนบุรี ที่ใช้ระบบ Telepsychiatry จำนวน 16 คน กลุ่มที่ 2 เจ้าหน้าที่เรือนจำอำเภอรัตนบุรีที่ประจำสถานพยาบาลเรือนจำ ที่ใช้ระบบ Telepsychiatry จำนวน 4 คน และ กลุ่มที่ 3 ผู้ต้องขังที่มีผลการคัดกรองสุขภาพจิตผิดปกติ จำนวน 156 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผลการประเมินระบบการดูแลสุขภาพจิตผู้ต้องขังเรือนจำอำเภอรัตนบุรีด้วยระบบ Telepsychiatry ตามกรอบแนวคิดระบบบริการสุขภาพ Six Building Blocks of Health System ขององค์การอนามัยโลก ทำให้เห็นแนวทางการจัดบริการดูแลสุขภาพจิตและจิตเวชในเรือนจำด้วยระบบ Telepsychiatry มากขึ้น สามารถเพิ่มการเข้าถึงการบริการสุขภาพจิตได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ผู้ต้องขังที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และผลการคัดกรองผู้ต้องขังจำนวน 1,639 ราย มีปัญหาสุขภาพจิตทั้งสิ้น 156 ราย (ร้อยละ9.5) มีโรคจิตเวชจำนวน 37 ราย (ร้อยละ2.2) ผลการคัดกรองทางสุขภาพจิต จำนวน 119 ราย (ร้อยละ7.3) พบภาวะซึมเศร้าระดับน้อย จำนวน 22 ราย (ร้อยละ78.6), ปานกลาง,จำนวน 5 ราย (ร้อยละ 17.9 ) และ รุนแรง จำนวน 1 ราย (ร้อยละ3.5) การติดตามผลลัพธ์ หลังทำ Telepsychiatry 6 เดือน ไม่พบอุบัติการณ์ผู้ป่วยจิตเวชก่อความรุนแรง อัตราการเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเพียง ร้อยละ5.2 การคัดกรองสุขภาพจิต อยู่ในเกณฑ์ปกติ จำนวน 114 ราย (ร้อยละ 95.8) แต่มีปัญหาในการเชื่อมต่อสัญญาณและการบันทึกข้อมูล จึงควรพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน<br /><strong>สรุป:</strong> การดูแลสุขภาพจิตผู้ต้องขังเรือนจำด้วยระบบ Telepsychiatry ส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้อย่างครอบคลุม มีประสิทธิภาพ และ เท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรม</p> นราศักดิ์ ลักขษร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 665 676 ลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมีย โรงพยาบาลบุรีรัมย์: เปรียบเทียบระดับฮีโมโกลบินก่อนให้เลือด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279073 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การให้เลือดเป็นการรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง และการรักษาระดับฮีโมโกลบินก่อนให้เลือดให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมช่วยให้การเจริญเติบโตปกติและลดภาวะแทรกซ้อนได้<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบลักษณะทางคลินิกระหว่างผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมียที่มีค่าฮีโมโกลบินก่อนให้เลือดตามเป้าหมายและกลุ่มที่ไม่ได้ตามเป้าหมาย<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> Retrospective descriptive study ในผู้ป่วยเด็กอายุแรกเกิดถึง 18 ปี วินิจฉัยเป็นธาลัสซีเมียชนิดพึ่งพาเลือดที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 โดยใช้ค่าเฉลี่ยฮีโมโกลบินก่อนให้เลือด 10 ครั้งมาวิเคราะห์ <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์มีทั้งหมด 61 ราย ส่วนใหญ่เป็นชนิด B<sup>0</sup>-thal/Hb E disease (ร้อยละ 65.6) อายุเฉลี่ย 9.15 ปี (± 3.91) และเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง (ร้อยละ 55.7 และ 44.3 ตามลำดับ) ความถี่ในการรับเลือดทุก 3-4 สัปดาห์ 46 ราย (ร้อยละ 75.4) และทุก 5-6 สัปดาห์ 15 ราย (ร้อยละ 24.6) มีผู้ป่วยที่ได้รับการตัดม้าม 2 ราย (ร้อยละ 3.3) และมี 8 ราย (ร้อยละ 13.1) ที่สามารถรักษาระดับฮีโมโกลบินก่อนการให้เลือดให้อยู่ในระดับเป้าหมายที่แนะนำได้ เมื่อเปรียบเทียบลักษณะทางคลินิกระหว่างกลุ่มที่ทำได้ตามเป้าหมายกับกลุ่มที่ไม่ได้ตามเป้าหมาย พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านค่าเฉลี่ยระดับฮีโมโกลบินก่อนการได้รับเลือด (9.3 ± 0.3 และ 8.3 ± 0.8 กรัมต่อเดซิลิตร ตามลำดับ, p = 0.000) ในขณะที่ลักษณะทางคลินิกอื่น ๆ ทั้งหมดที่นำมาเปรียบเทียบไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05) อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าผู้ป่วยในกลุ่มที่ได้ฮีโมโกลบินตามเป้าหมายเป็นชนิด Beta-thalassemia ทั้งหมดและมีลักษณะทางคลินิกที่ดีกว่าอีกกลุ่มในด้านการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงของใบหน้า และขนาดม้าม <br /><strong>สรุป:</strong> การรักษาระดับฮีโมโกลบินตามเป้าหมายมีความสัมพันธ์กับระดับฮีโมโกลบินก่อนได้รับเลือดที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และผู้ป่วยกลุ่มนี้มีลักษณะทางคลินิกที่ดีกว่า ทั้งในด้านการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงของใบหน้า และขนาดม้าม</p> นัทกานต์ สังฆะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 677 684 การพัฒนาระบบป้องกันการแพ้ยาซ้ำในโรงพยาบาลด้วยการเชื่อมโยงประวัติแพ้ยาออนไลน์ในเครือข่ายจังหวัดศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/276749 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การแพ้ยาซ้ำส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม ปีบงประมาณ 2565 โรงพยาบาลศรีสะเกษ มีผู้ป่วยแพ้ยาซ้ำ 1 ราย และพบทุกปี ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยาจากโรงพยาบาลในเครือข่าย จึงควรมีการเชื่อมโยงประวัติแพ้ยาออนไลน์ระหว่างโรงพยาบาล<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาระบบป้องกันการแพ้ยาซ้ำในโรงพยาบาลด้วยการเชื่อมโยงประวัติแพ้ยา ออนไลน์ในเครือข่ายจังหวัดศรีสะเกษ<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีขั้นตอนดังนี้ 1) วิเคราะห์ปัญหา วางแผน 2) พัฒนาการเชื่อมโยงประวัติแพ้ยาออนไลน์ในเครือข่ายผ่านโปรแกรมบริการ HIMPRO. แบบ real time และให้การอบรมเภสัชกร 3) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS สถิติ paired t-test ระยะเวลาการวิจัย 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565-30 กันยายน พ.ศ.2567 กลุ่มตัวอย่างในการให้ความรู้ 29 คน กลุ่มตัวอย่างในการใช้งานระบบ 18 คน<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> หลังพัฒนาระบบพบว่าผู้ป่วยแพ้ยาซ้ำข้ามโรงพยาบาลลดลงจาก 5 ครั้ง เหลือ 0 ครั้ง แพ้ยาซ้ำในภาพรวมลดลงจาก 8 ครั้ง เหลือ 7 ครั้ง (พบจากปัจจัยด้านผู้ป่วย และบุคลากร) ลดขั้นตอนทำประวัติแพ้ยาจาก 3 ขั้นตอน เหลือ 1 ขั้นตอน ข้อเสียคือ ไม่ล็อกการสั่งยาที่แพ้อัตโนมัติ เภสัชกรผู้ใช้งานมีความพึงพอใจในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.2, SD 0.8) มีคะแนนความรู้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =25.3,SD =1.3) เพิ่มขึ้นจากก่อนให้ความรู้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 22.9, SD=2.0) ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; 0.05) (95%CI: 1.6, 3.8) <br /><strong>สรุป:</strong> การเชื่อมโยงประวัติแพ้ยาออนไลน์ในเครือข่ายทำให้ลดอุบัติการณ์แพ้ยาซ้ำข้ามโรงพยาบาลและลดขั้นตอนการทำประวัติแพ้ยาได้โดยผู้ใช้งานระบบมีความพึงพอใจในระดับมาก</p> เกศสุภา พลพงษ์ ธนิตา จิตรักษ์ ณิชาพร กตะศิลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 685 696 การประเมินประสิทธิภาพการปั่นแยกพลาสมาด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยงความเร็วสูง สำหรับการทดสอบการแข็งตัวของเลือดเพื่อลดระยะเวลาการรอคอยผลการตรวจ ของโรงพยาบาลสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/276583 <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>การรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ต้องมีผลตรวจprothrombin time (PT), activated partial thromboplastin time (aPTT) ที่รวดเร็ว เพื่อใช้ประเมินก่อนการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด (rTPA) แต่วิธีมาตรฐานในการปั่นแยกพลาสมาก่อนการตรวจวิเคราะห์การทดสอบการแข็งตัวของเลือดใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาที ทำให้ระยะเวลารอคอยผลการตรวจนานและเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วย<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินวิธีการปั่นแยกพลาสมาสำหรับการทดสอบการแข็งตัวของเลือดด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยงความเร็วสูงที่มีอยู่ในห้องปฏิบัติการ กับวิธีปั่นมาตรฐาน<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> ศึกษาพลาสมาที่เหลือจากงานประจำของผู้ป่วยโรงพยาบาลสุรินทร์ จำนวน 86 ราย ระหว่าง เดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2567 เปรียบเทียบความแตกต่างของจำนวนเกล็ดเลือด, ค่า PT, aPTT, Potassium (K) และ Lactate dehydrogenase (LDH) ในพลาสมาที่ปั่นแยกด้วยความเร็วรอบ 3,000 รอบต่อนาที (1,500 g) นาน 15 นาที และ 8,000 รอบต่อนาที (6,153 g) นาน 3 นาที นำค่าที่ตรวจวัดมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ Paired t test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p ≥ 0.05)<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากตัวอย่างเลือดจำนวน 86 ราย เป็นผู้ที่ไม่ได้รับยากันเลือดแข็งจำนวน 46 ราย และผู้ที่ได้รับยากันเลือดแข็งจำนวน 40 ราย พบว่าจำนวนเกล็ดเลือดน้อยกว่า 10,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร ตามมาตรฐาน CLSI กำหนด ค่า PT, aPTT, K และ LDH ไม่มีความแตกต่างกันทั้งสองกลุ่ม (p ≥ 0.05) <br /><strong>สรุป:</strong> การปั่นแยกพลาสมาด้วยความเร็วสูง 8,000 รอบต่อนาที นาน 3 นาที สามารถเตรียม platelet poor plasma ได้โดยไม่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกและค่าการทดสอบ PT, INR และ APTT ไม่มีความแตกต่างจากวิธีมาตรฐานที่ความเร็ว 3,000 รอบต่อนาที นาน 15 นาที ดังนั้นจึงสามารถลดระยะเวลาในขั้นตอนกอนการตรวจวิเคราะห์ของการทดสอบ PT, aPTT ได้อย่างน้อย 12 นาที รายงานผลการตรวจได้ถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อการรักษาผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p> อุมาภรณ์ ศรีสุข อำไพ หวังวก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 697 704 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดวัณโรคอัณฑะในโรงพยาบาลศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/274418 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> วัณโรคอัณฑะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนักการรักษาที่ล่าช้าจะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาการศึกษาปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดวัณโรคอัณฑะจะสามารถค้นหากลุ่มเสี่ยงในการเกิดโรคและวางแผนการรักษาที่ดีในอนาคตได้ <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาอาการ อาการแสดงและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดวัณโรคอัณฑะในโรงพยาบาลศรีสะเกษ<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาย้อนหลังแบบ case-control study ครั้งนี้ใช้ข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจากเวชระเบียนทั้งหมด 182 ฉบับ ที่เข้ารับการรักษาระหว่าง วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 วิเคราะห์แบบตัวแปรเดียวโดยวิธี Chi-square หรือ Fisherexact test และวิเคราะห์พหุตัวแปรโดยวิธี Multivariable logistic regression โดยแสดงผลเป็น Adjusted odds ratio (AOR), 95%CI, และ p-value โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบว่าผู้ป่วยโรควัณโรคอัณฑะมีอาการไข้ร้อยละ 22.2 ปวดอัณฑะ ร้อยละ 87 ปัสสาวะแสบขัด ร้อยละ 18.7 บวมที่บริเวณอัณฑะ ร้อยละ 92.6 อาการแสดงของฝีหนองบริเวณอัณฑะร้อยละ 13 และมีผิดปกติจากการตรวจภาพทางรังสีวิทยาร้อยละ 1.9 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรควัณโรคอัณฑะ ได้แก่ ประวัติการมีวัณโรคปอดจะเพิ่มโอกาสในการเกิดวัณโรคอัณฑะเป็น 12.58 เท่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (AOR = 12.58 (95%CI: 2.58 – 61.33, p-value 0.0017) และโรคไตเรื้อรังเพิ่มโอกาสการเกิดวัณโรคอัณฑะเป็น 3.64 เท่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (AOR = 3.64 (95%CI: 1.43 – 9.27, p-value = 0.0066)<br /><strong>สรุป:</strong> จากการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดวัณโรคอัณฑะในโรงพยาบาลศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษได้แก่ผู้มีประวัติวัณโรคปอดและโรคไตเรื้อรังนับเป็นโรคที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรควัณโรคอัณฑะดังนั้นหน่วยงานสาธารณสุขจะต้องให้ความสำคัญและเฝ้าระวังส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต </p> ธันวา ธรรมบุตร วรยศ ดาราสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 705 715 การพัฒนาระบบคัดกรองคำสั่งใช้ยาผู้ป่วยโรงพยาบาลสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279119 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การคัดกรองหรือทบทวนคำสั่งใช้ยาเป็นกระบวนการประเมินความเหมาะสมของการสั่งใช้ยา เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากยา โดยการค้นหา ป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับยาและความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช้ยา<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการพัฒนาระบบการคัดกรองคำสั่งใช้ยาผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสุรินทร์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) ทำการศึกษาในงานคลินิกบริการจ่ายยาผู้ป่วยใน กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลสุรินทร์ กลุ่มอย่าง คือ สำเนาใบสั่งแพทย์ (copy order) งานคลินิกบริการจ่ายยาผู้ป่วยใน กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลสุรินทร์ ของหอผู้ป่วยอายุรกรรม จำนวน 6,609 ใบยา วิเคราะห์ข้อมูลสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่และร้อยละ ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช้ยาที่ได้จากการคัดกรองคำสั่งใช้ยาผู้ป่วยในระหว่างการพัฒนาระบบระยะที่ 1 (ไม่มีเภสัชกรคัดกรอง) และระยะที่ 2 (มีเภสัชกรคัดกรอง) พบว่า หลังจากใช้แบบคัดกรองคำสั่งใช้ยาฉบับใหม่ สามารถค้นพบความคลาดเคลื่อนจากคำสั่งใช้ยาก่อนการบันทึกข้อมูลยาในระบบ HOSxP ในส่วนที่ส่งผลกระทบทางคลินิกต่อผู้ป่วยได้เพิ่มขึ้น จาก 0.154 เป็น 0.396 ครั้ง ต่อ 1,000 วันนอน และจากความไม่สมบูรณ์ของคำสั่งใช้ยา สามารถค้นพบความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช้ยา เพิ่มขึ้นจาก 1.600 เป็น 1.840 ครั้ง ต่อ 1,000 วันนอน<br /><strong>สรุป:</strong> การพัฒนาระบบการคัดกรองคำสั่งใช้ยาผู้ป่วยในโรงพยาบาลสุรินทร์ สามารถดักจับความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช้ยาได้เพิ่มขึ้น ทำให้เภสัชกรสามารถตรวจพบความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช้ยาและแก้ไขปัญหาได้ก่อนถึงผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> รัชนีวรรณ รัตนโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 717 729 การพัฒนาระบบการป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพ ตำบลทับใหญ่ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279120 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การมีส่วนร่วมของชุมชนมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคเรื้อรัง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนสามารถส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตลอดจนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ ซึ่งรูปแบบการป้องกันโรคเรื้อรังแบบเดิมยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาระบบการป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพ ตำบลทับใหญ่ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ คือ 1.ศึกษาสภาพปัญหา 2.พัฒนาระบบการป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรครื้อรัง และ 3.ประเมินสรุปผล กลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่เลือกแบบเจาะจง จำนวน 318 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและใช้สถิติการทดสอบทีแบบจับคู่(Paired t-test) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนภาวะเสี่ยงการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังของกลุ่มเสี่ยงก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> การพัฒนาระบบการป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม (THAPYAI Model) ประกอบด้วย 1.การใช้เทคโนโลยีเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ (T: Technology) 2.การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (H: Health Literacy) 3.การสร้างความตระหนักในการดูแลสุขภาพ(A: Awareness) 4.การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน (P: Participatory) 5.การสูญเสียปีสุขภาวะจากความบกพร่องด้านสุขภาพ (Y: Year lived with disability) 6.ทีมดูแลสุขภาพขั้นสูง (A: Advanced health care team) และ 7.นวัตกรรมสุขภาพ (I: Innovation (Health Innovation)) และผลการเปรียบเทียบคะแนนภาวะเสี่ยงการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังก่อนและหลังการพัฒนาระบบ พบว่า มีคะแนนภาวะเสี่ยงการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 <br /><strong>สรุปผล:</strong> ระบบการป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม (THAPYAI Model) สามารถลดคะแนนความเสี่ยงของโรคเรื้อรังได้ ตลอดจนด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความร่วมมือ การเฝ้าระวัง และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังในชุมชน</p> สุวิมล จักรคำ ธวัชชัย ยืนยาว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 731 743 ประสิทธิผลของโปรแกรมโรงเรียนโนนสุวรรณเบาหวานวิทยาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เปรียบเทียบกับการดูแลในรูปแบบเดิมใน คลินิกโรคเรื้อรัง อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/276313 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งในระดับประเทศและพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และอำเภอโนสุวรรณ พบว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพ สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ จึงได้พัฒนาโปรแกรม “โรงเรียนโนนสุวรรณเบาหวานวิทยา” ขึ้นพัฒนาระบบบริการ เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรค <br /><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม “โรงเรียนโนนสุวรรณเบาหวานวิทยา” เปรียบเทียบกับการดูแลรูปแบบเดิม ต่อระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) และดัชนีชี้วัดสุขภาพอื่น ๆของผู้ป่วยเบาหวาน <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษากึ่งทดลอง (Quasi experimental) ระหว่างตุลาคม พ.ศ.2567 – พฤษภาคม พ.ศ 2568 ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมโรงเรียนเบาหวาน 2 สัปดาห์แรกเข้าฐาน และสัปดาห์ที่ 3-12 ผ่านระบบการแพทย์ทางไกลและกลุ่มควบคุม ได้รับการดูแลรูปแบบเดิม กลุ่มละ 30 คน เก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลองเป็นเวลา 3 เดือน วิเคราะห์ข้อมูล Independent t-test, Pair t- test และ linear regression<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มทดลองมีการลดลงของตัวแปรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือระดับน้ำตาลสะสม (P &lt; 0.01), ระดับน้ำตาล(P=0.034) น้ำหนัก(P&lt;0.001) ดัชนีมวลกาย(P=0.019) เมื่เปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีระดับน้ำตาลสะสม(P&lt;0.001) ระดับน้ำตาล (P =0.036) และน้ำหนัก(P=0.019) ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุพบว่าการเข้าร่วมโรงเรียนโนนสุวรรณเบาหวานวิทยามีระดับน้ำตาลสะสมลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมเฉลี่ย 1.76% หลังควบคุมปัจจัยร่วมแล้วเป็นตัวทำนายระดับน้ำตาลสะสมหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญ(B=–1.759,P&lt;0.001)<br /><strong>สรุป:</strong> โปรแกรม “โรงเรียนโนนสุวรรณเบาหวานวิทยา” มีประสิทธิภาพในการช่วยลดระดับน้ำตาลสะสมและปรับปรุงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยเบาหวานเมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลรูปแบบเดิม</p> ศิริวัฒน์ เสาวกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 757 765 ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะบกพร่องของการรู้คิดในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279192 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ภาวะบกพร่องของการรู้คิดพบได้ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และมีความเกี่ยวข้องกับความบกพร่องของการทำหน้าที่ทางจิตใจและสังคม ก่อให้เกิดความพิการต่อเนื่องยาวนานหลังจากผู้ป่วยหายจากอาการซึมเศร้า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความผิดปกติของการทำหน้าที่ทางสังคมและการทำงานของผู้ป่วย<br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะบกพร่องของการรู้คิดในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า<br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จำนวน 140 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามข้อมูลการรักษา 3) แบบประเมินโรคซึมเศร้า 9 คำถาม และ 4) แบบประเมินภาวะบกพร่องของการรู้คิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอย โลจิสติก กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างมีภาวะบกพร่องของการรู้คิด ร้อยละ 56.4 โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะบกพร่องของการรู้คิดที่เป็นปัจจัยปกป้อง คือ ระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช./ปวส. (adj OR = 0.08, 95%CI = 0.01, 0.46) ระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป (adj OR = 0.05, 95%CI = 0.00, 0.52) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะบกพร่องของการรู้คิดที่เป็นปัจจัยเสี่ยง คือ สถานภาพสมรสที่เป็นสมรสหรือคู่ (adj OR = 10.35, 95%CI = 2.62, 40.94) และการได้รับยารักษาโรคจิตในการรักษา (adj OR = 4.64, 95%CI = 1.50, 14.32)<br><strong>สรุป:</strong> จากการศึกษานี้สามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแนวทางการบำบัดรักษาและดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีภาวะบกพร่องของการรู้คิดในประเทศไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วย ครอบครัว สังคม ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทย</p> สุธี คงนันทะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 767 778 ผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279199 <p><strong>หลักการแลเหตุผล:</strong> การดูแลรักษาแบบประคับประคองในผู้ป่วยระยะท้าย หรือผู้ป่วยที่รักษาไม่หายขาดมีแนวโน้ม ทรุดลงใกล้เสียชีวิต มีเป้าหมายเพื่อจัดการอาการ สร้างเสริมสุขภาวะในระยะท้ายของผู้ป่วยให้เสียชีวิตอย่างสงบ สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ครอบครัวสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างปกติ<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> 1. เพื่อศึกษาผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองแบบประคับประคอง 2. เปรียบเทียบผลลัพธ์ด้านอาการทางคลินิกระยะแรกรับและก่อนจำหน่ายในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้าย และโรคเรื้อรังระยะท้ายแบบประคับประคอง <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> วิจัยเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวางย้อนหลัง (Retrospective Cross-sectional study) ศึกษาจาก เวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบประคับประคองจำนวน 50 คน ช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาความถี่ ร้อยละ และสถิติอนุมาน ได้แก่ Chi-square test และ t-test <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่าง 50 คน พบว่า โรคมะเร็งระยะท้าย (ร้อยละ 36) โรคเรื้อรังระยะท้าย (ร้อยละ 64) ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้ายช่วงอายุน้อยกว่า 60 ปี (ร้อยละ 22) ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้ายส่วนใหญ่อายุมากกว่า 61 ปี (ร้อยละ 54) ช่วงอายุระหว่างกลุ่มแตกต่างกัน (p = 0.003) ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้ายมีดัชนีมวลกายต่ำ (ร้อยละ 14) ผู้ป่วยโรคเรื้อรังระยะท้ายมีดัชนีมวลกายท้วม ถึงอ้วนระดับ 2 (ร้อยละ 22) ระหว่างกลุ่มมีความแตกต่างกัน (p = 0.005) ปัจจัยด้านอาการทางคลินิก PPS แรกรับกลุ่มโรคมะเร็งระยะท้าย PPS ระดับ 10-30% (ร้อยละ 22) กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังระยะท้าย PPS ระดับ 40-60% (ร้อยละ 24) ระหว่างกลุ่มแตกต่างกัน (p = 0.004) ด้านอาการปวดแรกรับ ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้ายปวด (ร้อยละ22) ผู้ป่วยโรคเรื้อรังระยะท้ายไม่ปวด (ร้อยละ 58) ระหว่างกลุ่มแตกต่างกัน (p = 0.004) ปัจจัยเทคนิคทางการแพทย์ การใส่สายยางให้อาหารระหว่างกลุ่มแตกต่างกัน (p = 0.004) การมีโรคร่วมทั้งระหว่างกลุ่มแตกต่างกัน (p = 0.001) จำนวนวันนอนในโรงพยาบาล ระหว่างกลุ่มแตกต่างกัน (p = 0.006) ชนิดการจำหน่ายระหว่างกลุ่มแตกต่างกัน (p = 0.005) เปรียบเทียบผลลัพธ์ด้านอาการทางคลินิกระยะแรกรับและก่อนจำหน่ายด้าน Palliative Performance Scale ระดับความรู้สึกตัว ระดับความปวดและระดับความหอบเหนื่อยระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกัน<br /><strong>สรุป:</strong> ผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง การดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคมะเร็งและโรคเรื้อรังระยะท้าย สหสาขาวิชาชีพควรดูแลตามอายุ สภาพร่างกายที่แตกต่างกัน การจัดการความทุกข์ทรมาน ดูแลภาวะโภชนาการ การวางแผนการรักษาล่วงหน้า การประเมิน PPS ระดับความรู้สึกตัว อาการปวด และหอบเหนื่อยอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับแผนการดูแลได้ทันท่วงทีและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างครอบคลุม</p> อารมณ์ พิลาวุฒิ ปทมพร อภัยจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 791 804 ประสิทธิภาพการจัดการอาการผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังระยะท้ายแบบประคับประคอง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279220 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผู้ป่วยจะพบว่าความรุนแรงของการอุดกั้นของหลอดลมเรื้อรังมากขึ้นเรื่อยๆ การแลกเปลี่ยนก๊าซภายในไม่สมบูรณ์โดยที่ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ ในระยะสุดท้ายผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยหอบ เกิดภาวะออกซิเจนลดต่ำลง ทำให้เกิดภาวะเนื้อเยื่อขาดออกซิเจนอย่างเรื้อรัง และเกิดภาวะหายใจล้มเหลว ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต และกระตุ้นโรคประจำตัวให้รุนแรงขึ้น ทำให้ระยะเวลานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และเป็นอันตรายถึงชีวิต<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการจัดการอาการผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังระยะท้ายแบบประคับประคอง<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> วิจัยเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวางย้อนหลัง ศึกษาจากเวชระเบียนผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ได้รับการรักษาผู้ป่วยในแบบประคับประคอง ช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2566 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 60 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมาน ได้แก่ Chi-square test, Fisher’s exact โดยเลือกปัจจัยเสี่ยงที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05)<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่าง 60 คน พบว่า ส่วนใหญ่เพศชาย (ร้อยละ 93.3), ช่วงอายุ 71-80 ปี (ร้อยละ 36.7), สถานภาพคู่ (ร้อยละ 83.3) อาชีพทำนา (ร้อยละ 73.3) ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 18.5 (ร้อยละ 38.3) ไม่มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 70) ประวัติสูบบุหรี่ (ร้อยละ 95) สูบบุหรี่ 10 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 66.7) ประวัตินอนรักษาในโรงพยาบาลช่วง 12 เดือน (ร้อยละ 66.7) ระยะเวลาป่วย โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 10-20 ปี (ร้อยละ 45) ระยะเวลานำส่งโรงพยาบาลน้อยกว่า 30 นาที (ร้อยละ 63.3) ออกซิเจนในเลือดน้อยกว่า 90% (ร้อยละ 86.7) ความสามารถในการช่วยเหลือ ตนเองแรกรับระดับ 40-60% (ร้อยละ 83.3) ระดับความรู้สึกตัวง่วงเล็กน้อย (ร้อยละ 73.3) อาการหอบเหนื่อย อาการอ่อนแรง และความวิตกกังวล (ร้อยละ 100) ด้านภาพถ่ายรังสีปอด พบความผิดปกติในปอด (ร้อยละ 51.7) ด้านหัตถการส่วนใหญ่ไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ (ร้อยละ 65) โรคร่วม (ร้อยละ 56.7) การใช้ยาจัดการอาการ ยาพ่นขยายหลอดลม Dexamethasone (ร้อยละ 100) morphine syrup (ร้อยละ 55) ระยะวันนอนในโรงพยาบาล 1-5 วัน (ร้อยละ 51.6) และประเภทการจำหน่าย ผู้ป่วยอาการดีขึ้น (ร้อยละ 95) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความรุนแรงของผู้ป่วยของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังระยะท้าย ได้แก่ ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองแรกรับ; p &gt; 0.001 (Odds ratio 0.035) โรคร่วม; p = 0.005 (odds ratio 5.500) ผลการถ่ายภาพรังสีปอด; p = 0.003 (odds ratio 1.896) การใส่ท่อช่วยหายใจแรกรับ; p &gt; 0.001 (odds ratio 0.009) และการใช้ยาจัดการอาการแรกรับ ได้แก่ Fentanyl injection; p &gt; 0.001 (odds ratio 0.220) Diazepam injection; p &gt; 0.001 (odds ratio 0.188) <br /><strong>สรุป:</strong> ผลประสิทธิภาพการจัดการอาการผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังระยะท้ายแบบประคับประคอง ได้แก่ ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองแรกรับ ระดับความรู้สึกตัว การมีโรคร่วม ผลการถ่ายภาพปอดผิดปกติ การใส่ท่อช่วยหายใจแรกรับ และการใช้ยาจัดการอาการแรกรับ จึงควรมีแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างครอบคลุมปัญหา</p> ภานุวัฒน์ ชัยสิทธิ์ ปทมพร อภัยจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 805 816 บทบรรณาธิการ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279326 เชาน์วัศ พิมพ์รัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 (1) (1) สารบัญ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279526 นงนุช รักชื่อดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 40 3 (2) (3)