วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH <p>วารสารการแพทย์ MJSSBH เป็นวารสารทางวิชาการด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการวิจัย รายงานผู้ป่วย บทความที่น่าสนใจอันเป็นองค์ความรู้ใหม่ ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี คือ ฉบับที่ 1 (มค.-เมย.)&nbsp; ฉบับที่ 2 (พ.ค. – ส.ค.)&nbsp; และฉบับที่ 3 (ก.ย. – ธ.ค.) และเผยแพร่ทาง website <a href="Https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/index">https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/index</a></p> <p>โดยปัจจุบันวารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ได้รับการยอมรับและผ่านการรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 และอยู่ในฐานข้อมูล TCI</p> ห้องสมุดโรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ 10/1 ถนนหน้าสถานี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ 31000 th-TH วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ 0857-2895 ฉบับเต็ม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/253152 Nongnuch Rakchueedee Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 บทบรรณาธิการ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/253159 เชาวน์วัศ พิมพ์รัตน์ Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-28 2021-08-28 36 2 (1) (1) ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรู้และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติการรักษาพยาบาลขั้นต้นผ่านแอปพลิเคชันไลน์ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252822 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> แอปพลิเคชันไลน์เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย หากใช้เพื่อสนับสนุนในการเรียนการสอนก็จะเป็นประโยชน์กับผู้เรียนอย่างสูงสุด<br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความรู้และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติการรักษาพยาบาลขั้นต้นก่อนและหลังโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติการรักษาพยาบาลขั้นต้นผ่านแอปพลิเคชันไลน์<br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการจัดโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติการรักษาพยาบาลขั้นต้นผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ (One Group Pretest-Posttest Design) ใช้เครื่องมือการวิจัยได้แก่ 1) แบบสอบถามด้านความรู้และ 2) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติการรักษาพยาบาลขั้นต้น เก็บข้อมูลจาก Google form ตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักศึกษาพยาบาลจำนวน 155 คน คัดเลือกตัวอย่างด้วย วิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิเคราะห์การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังโปรแกรมด้วยโดยใช้สถิติ Pairedt-test<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผลการศึกษา พบว่า ค่าคะแนนความรู้และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติการรักษาพยาบาลขั้นต้นหลังโปรแกรมสูงกว่าก่อนโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p&lt;.001<br><strong>สรุป:</strong> โปรแกรมส่งเสริมความรู้และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติการรักษาพยาบาลขั้นต้นผ่านแอปพลิเคชันไลน์ของนักศึกษาพยาบาล สามารถพัฒนาการเรียนการสอนให้รายวิชาปฏิบัติการรักษาพยาบาลขั้นต้นมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น<br><strong>คำสำคัญ:</strong> โปรแกรมส่งเสริมความรู้และการรับรู้สมรรถนะแห่งตน, นักศึกษาพยาบาล</p> ธวัชชัย ยืนยาว ภาวิณี แพงสุข ชลดา กิ่งมาลา Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 239 250 ประสบการณ์การใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสานในการดูแลตนเองของผู้สูงอายุในชุมชน อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252827 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> สถานการณ์ผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพอนามัยและนโยบายด้านสาธารณสุขการเรียนรู้และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุพึ่งตนเองในด้านสุขภาพโดยการนำองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านภูมิปัญญาพื้นบ้านมาประยุกต์ใช้จึงเป็นการตอบสนองต่อความต้องการและปัญหาสุขภาพได้อย่างเหมาะสมและคงไว้ซึ่งคุณค่าในผู้สูงอายุ<br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์และประสบการณ์การใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสานในการดูแลตนเองของผู้สูงอายุในชุมชน<br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลหลักเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย 1) ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่เคยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสานในการดูแลตนเอง จำนวน 20 คน 2) หมอพื้นบ้านและปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 10 คน รวบรวมข้อมูลทั่วไปโดยใช้แบบสัมภาษณ์โครงสร้าง ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้จำนวน ร้อยละค่าเฉลี่ย ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา <br><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผลการศึกษา พบว่า 1) สถานการณ์การใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสานในการดูแลตนเองของผู้สูงอายุเกิดจากกากเรียนรู้และสืบทอดต่อมาจนเป็นแบบแผนและวิถีชีวิตของชาวอีสานโดยมีแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติและบุคคลเป็นสิ่งสนับสนุน ในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นสิ่งงมงายล้าสมัย ซึ่งต้องการให้มีการศึกษาเชิงลึกและสืบทอดภูมิปัญญานี้ไว้ 2) ประสบการณ์การใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสาน ประกอบด้วย 3 ด้านได้แก่ การสร้างเสริมสุขภาพ คือ “กินตามครู อยู่ตามฮีต” เป็นการกินอาหารตามหลักโภชนาการหลีกเลี่ยงอาหารแสลง “หลับแซบ หลับนัว” เป็นการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ “บ่อยู่ บ่เซา บ่เจ็บ บ่ป่วย” การทำงานไม่หยุดนิ่งถือเป็นการออกกำลังกาย “หมั่นส่วย หมั่นล้าง” เป็นการดูแลรักษาความสะอาดร่างกาย “ม่วนชื่นในหัวใจ” คือ การทำให้อารมณ์ จิตใจให้สดชื่นแจ่มใส การป้องกันการเจ็บป่วย คือ “การซอมเบิ่งอาการ” “ขะลำกิน ขะลำอยู่” “การตรวจคัดกรองโรค” และการรักษาบำบัดฟื้นฟู คือ การใช้ยาสมุนไพร ใช้มือและเท้าบีบนวด จับเส้น ดึงกระดูกและใช้พิธีกรรมความเชื่อ<br><strong>สรุปผล:</strong> ประสบการณ์การใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสานในการดูแลตนเองของผู้สูงอายุด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันการเจ็บป่วยและการรักษาบำบัดฟื้นฟูสุขภาพสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลตนเองด้านสุขภาพในบริบทที่ใกล้เคียงได้<br><strong>คำสำคัญ:</strong> ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสาน การดูแลตนเอง ผู้สูงอายุ</p> ดิษฐพล ใจซื่อ ณฐพร คำศิริรักษ์ อังศวีร์ จันทะโคตร Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 251 264 อัตราการรอดชีวิตและปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชีวิตของทารกแรกเกิดที่น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า1,000 กรัมในโรงพยาบาลศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252828 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 1,000 กรัม (Extremely low birth weight, ELBW) เป็นกลุ่มทารกที่มีอัตราการตายสูงมากและมักมีภาวะแทรกซ้อนของทารกคลอดก่อนกำหนด การศึกษาเพื่อหาปัจจัยในการรอดชีวิตในทารกกลุ่มนี้จะมีประโยชน์ในการช่วยพัฒนาศักยภาพในการดูแลรักษาทารกน้ำหนักน้อยให้มีอัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้น<br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาการรอดชีวิตและปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชีวิตในทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 1,000 กรัมในโรงพยาบาลศรีสะเกษ<br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> รวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยในของทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 1,000 กรัม (ELBW) ที่เข้ารับบริการในแผนกผู้ป่วยเด็ก โรงพยาบาลศรีสะเกษ ในช่วงปี พ.ศ. 2558– 2563 (5 ปี) ตั้งแต่แรกเกิดถึงจำหน่ายกลับบ้าน โดยรวบรวมข้อมูลประวัติมารดาและการคลอด รวบรวมจากใบบันทึกการคลอดของกลุ่มงานสูติ-นรีเวชกรรม โรงพยาบาลศรีสะเกษ<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> จำนวนทารกในการศึกษา 50 ราย มีอัตราการรอดชีวิตของทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 1,000 กรัม (ELBW) ร้อยละ 42.2 สาเหตุการเสียชีวิต คือ respiratory distress syndrome (ร้อยละ 55.2) neonatal sepsis (ร้อยละ 34.5) pneumonia (ร้อยละ 6.9) birthasphyxia (ร้อยละ 3.4) ปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชีวิตคือทารกเพศหญิง (HRadj=0.13,95%CI=0.04-0.40) น้ำหนักแรกเกิดมากกว่าหรือเท่ากับ 750 กรัม (HRadj=0.30 95%CI=0.09 - 0.95) ทารกที่เกิดจากมารดาที่ตั้งครรภ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3ครั้ง (HRadj=0.05, 95%CI=0.01-0.29) Apgarscore ที่ 5 นาที 4–7 คะแนน(HRadj=0.06,95%CI =0.01-0.32) และ Apgarscore ที่ 5 นาที 8–10 คะแนน (HRadj=0.05,95%CI=0.01-0.32)<br><strong>สรุป:</strong> ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 1,000 กรัม ในการศึกษาประมาณครึ่งหนึ่งรอดชีวิต โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรอดชีวิตคือทารกเพศหญิง น้ำหนักแรกเกิดมากกว่าหรือเท่ากับ 750 กรัม Apgar score ที่ มากกว่าหรือเท่ากับ 4 ในนาทีที่ 5 ทารกที่เกิดจากมารดาที่ตั้งครรภ์ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3 ครั้ง<br><strong>คำสำคัญ:</strong> อัตราการรอดชีวิต ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 1,000 กรัม ปัจจัยรอดชีวิต ปัจจัยเสี่ยง</p> ชมพูนุท สมานชาติ Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 265 274 บทบาทพยาบาลและครอบครัวในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดาวัยรุ่นหลังคลอด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252829 <p>หลักการและเหตุผล: การเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพทารก เช่น ลดอัตราการตาย การเกิดภาวะอ้วนการเจ็บป่วยโรคเรื้อรัง และการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อ อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของทารกนอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ต่อตัวมารดาเอง ช่วยลดโอกาสตกเลือดหลังคลอด การเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกองค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมมารดาเพียงอย่างเดียว 6 เดือนหลังคลอดหลังจากนั้นจึงให้น้ำนมมารดาร่วมกับอาหารตามวัยจนกระทั่งอายุ 2 ปีหรือมากกว่านั้นผลสำรวจอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาอย่างเดียว 6 เดือนของประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำแม้ว่าจะมีการส่งเสริมให้โรงพยาบาลต่าง ๆ เป็นโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่-ลูก และดำเนินงานตามหลักบันได 10 ขั้น สู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ตาม<br>วัตถุประสงค์: เพื่อการช่วยเหลือมารดาวัยรุ่นในการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาให้ประสบผลสำเร็จ และเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งมารดาและทารกนั้นต้องมีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง โดยบุคลากรทางด้านสุขภาพและครอบครัว<br>ผลการศึกษา: บทความนี้ได้บูรณาการโดยใช้แนวคิดการสนับสนุนทางสังคมของเฮ้าส์และการเสริมพลังสุขภาพ และครอบครัว ซึ่งบทบาทของพยาบาลและครอบครัวในการส่งเสริมมารดาวัยรุ่นหลังคลอดที่เลี้ยงลูกด้วยนมมารดาได้บูรณาการโดยใช้แนวคิดการสนับสนุนทางสังคมของเฮ้าส์และการเสริมพลังอำนาจของกิ๊บสัน ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การค้นหาสภาพการณ์จริงในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่การสะท้อนคิดอย่างมีวิจารณญาณ การตัดสินใจเลือกวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม รวมถึงการคงไว้ซึ่งการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการสนับสนุนด้านอารมณ์ ด้านการประเมิน ด้านข้อมูลข่าวสาร และด้านทรัพยากร<br>สรุป: พยาบาลเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการหาแนวทางในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาให้สำเร็จในการช่วยเหลือมารดาวัยรุ่นในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ประสบผลสำเร็จ และเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งมารดาและทารกนั้นต้องมีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องโดยบุคลากรทางด้านสุขภาพและครอบครัว<br>คำสำคัญ: มารดาวัยรุ่นหลังคลอด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ บทบาทพยาบาลและครอบครัว</p> ปัณณทัต บนขุนทด ถาวรีย์ แสงงาม ริรร์ พิมมานุรักษ์ Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 275 282 ภาวะสุขภาพผู้สูงอายุ ตำบลเขิน อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252835 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การทราบสถานการณ์และสุขภาวะของผู้สูงอายุในพื้นที่มีความจำเป็นในการดูแลสุขภาพของประชาชนเพื่อเตรียมพร้อมทั้งด้านทรัพยากรงบประมาณและวางแผนป้องกันปัญหาให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน <br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพและระดับภาวะพึ่งพาของผู้สูงอายุ รวมทั้งหาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน <br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาและการศึกษาเชิงวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจำนวน 997 คน ในพื้นที่ตำบลเขิน อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2564 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบบันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์สถิติในการวิเคราะห์คือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติไคสแควร์ (Chi –Square test), Fisher’s Exact test<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงร้อยละ 53.7 เพศชายร้อยละ 46.3 อายุระหว่าง 60-102 ปี อายุเฉลี่ย 69.8 ปีผู้ดูแลหลักส่วนใหญ่ คือลูกสาวร้อยละ 47.9 ผู้สูงอายุร้อยละ 40.0 มีโรคประจำตัวที่พบมากคือโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน คิดเป็นร้อยละ 23.7 และ 16.1ตามลำดับ มีปัญหาสุขภาพด้านการมองเห็น ร้อยละ 28.8 ปัญหาด้านการได้ยิน ร้อยละ 19.7 และปัญหาด้านการเคลื่อนไหว ร้อยละ 8.9 ส่วนระดับภาวะพึ่งพาแบ่งความตามความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอยู่ในกลุ่มติดเตียงคิดเป็นร้อยละ 1.1 กลุ่มติดบ้านร้อยละ 2.3 และกลุ่มติดสังคมร้อยละ 95.6 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านอายุ การมีผู้ดูแลและการมีโรคประจำตัวในกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพาและกลุ่มที่ดูแลตนเองได้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br><strong>สรุป:</strong> ปัญหาสุขภาพหลักคือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มีผู้สูงอายุอยู่ในภาวะพึ่งพาที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องคิดเป็นร้อยละ 3.4 และพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านอายุการมีผู้ดูแลและการมีโรคประจำตัวกับความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันในกลุ่มมีภาวะพึ่งพาและกลุ่มที่ดูแลตนเองได้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br><strong>คำสำคัญ:</strong> ผู้สูงอายุ,สุขภาวะ, ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน</p> กรรณิกา ทองเกลียว Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 283 292 ปัจจัยทำนายการเกิดไตวายเฉียบพลันจากไตอักเสบในผู้ป่วยเด็กเอสแอลอี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252836 <p><strong>บทนำ:</strong> โรคเอสแอลอีหรือลูปัสในเด็ก (Pediatric-onset Systemic Lupus Erythematosus, pSLE) เป็นโรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน อาการทางไตในผู้ป่วยเด็กเอสแอลอีพบได้บ่อยและรุนแรงกว่าในผู้ใหญ่ พบภาวะไตอักเสบลูปัส (Lupus nephritis) มากกว่าร้อยละ 50 โดยเกิดภายใน 2-5 ปี จึงมีโอกาสเกิดไตวายเฉียบพลันอย่างรวดเร็ว (Rapidly progressive glomerulonephritis, RPGN) เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถ้าวินิจฉัยและรักษาล่าช้าแต่ในประเทศไทย ยังไม่มีการศึกษาถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันจากไตอักเสบ RPGN ในผู้ป่วยเด็กเอสแอลอี <br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> ศึกษาปัจจัยการทำนายการเกิดไตอักเสบลูปัสที่มีไตวายเฉียบพลันRPGNของผู้ป่วยโรคเอสแอลอีในเด็ก<br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> รูปแบบการศึกษา retrospective cohort study ศึกษาผู้ป่วยโรคเอสแอลอีที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคเอสแอลอีใช้เกณฑ์ของ Systemic Lupus International Collaborating clinic (SLICC,2012) ที่เข้ารับการรักษาที่แผนกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลสุรินทร์ ระหว่างเดือนมกราคม 2555 ถึงเดือนมีนาคม 2564 นำมาแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ผู้ป่วยเอสแอลอีที่ไม่มีไตวายเฉียบพลัน(without RPGN) และกลุ่มผู้ป่วยที่มีไตวายเฉียบพลันจากไตอักเสบลูปัส (RPGN) โดยวิเคราะห์ปัจจัยทำนายการเกิดไตอักเสบลูปัสที่มีไตวายเฉียบพลันRPGN จากอาการทางคลินิกและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ได้ในตอนแรกวินิจฉัยโรคเอสแอลอีโดยใช้โปรแกรม STATA 15.1 (Multivariated analysis, Adjusted Odds ratio, 95% Confidence Interval และ p-value &lt;0.05)<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยเด็กเอสแอลอีจำนวนทั้งหมด 62 ราย โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือผู้ป่วยเอสแอลอีที่ไม่มีไตวายเฉียบพลัน (without RPGN) 48 ราย (ร้อยละ 77.4) และกลุ่มผู้ป่วยที่มีไตวายเฉียบพลันจากไตอักเสบลูปัส (RPGN) 14ราย (ร้อยละ22.6) อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยตั้งแต่แรกวินิจฉัยเท่ากับ 10.9 (±2.7) ปีในกลุ่ม without RPGN และ 11.3 (±3.2) ปีในกลุ่ม RPGN ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอาการทางคลินิกที่พบบ่อยที่สุดขณะแรกวินิจฉัยเอสแอลอี ในกลุ่ม RPGN (ร้อยละ 78.5) คืออาการทางไตปัสสาวะผิดปกติและภาวะซีด Hemolytic anemia ส่วนในกลุ่ม without RPGN (ร้อยละ 72.9) คือ Acute cutaneous lupus และภาวะซีด Hemolytic anemia ส่วนอาการที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือ อาการบวม (ร้อยละ 71.4) และความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 64.2) ในกลุ่ม RPGN แผลในปากหรือแผลที่จมูก (ร้อยละ 56.2) และผมร่วง (ร้อยละ 25) ในกลุ่ม without RPGN ผลตรวจปัสสาวะพบเม็ดเลือดแดง (ร้อยละ 78.5) ในกลุ่ม RPGN (p-value 0.043) โปรตีนในปัสสาวะพบในกลุ่ม RPGN (ร้อยละ 71.4) ค่าการทำงานของไต BUNเฉลี่ยของผู้ป่วยในกลุ่ม RPGN เท่ากับ 32.92 mg/dL (p-value 0.002), serum Creatinine2.03 mg/dL (p-value 0.007), GFR 60.18 (p-value 0.001) การประเมินความรุนแรงของโรคเอสแอลอีด้วย European Consensus Lupus Activity Measurement Index (ECLAM) 4.8 ในกลุ่ม without RPGN และ 6.6 ในกลุ่ม RPGN (p-value 0.0001) จากการวิเคราะห์ Univariate analysis ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิด RPGN คืออาการบวมแผลในปาก และผมร่วง ความดันโลหิตสูงเมื่อแรกรับโดยเฉพาะ Diastolic BP ที่มากกว่า 80 มม.ปรอท การตรวจพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะมากกว่า 100 ต่อ HPF ปัสสาวะมีโปรตีนและเม็ดเลือดแดงมาก เมื่อวิเคราะห์ Multivariate analysis พบว่าปัจจัยทำนายที่มีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ผลเลือดแรกวินิจฉัยเอสแอลอี Creatinine&gt; 1 mg/dLโดยมี OR 27.88 (95%CI 1.12-591.31)<br><strong>สรุป:</strong> ปัจจัยที่สามารถทำนายการเกิดไตอักเสบลูปัสที่มีไตวายเฉียบพลัน RPGN ของผู้ป่วยโรคเอสแอลอีในเด็กคือ ผลเลือดแรกวินิจฉัยเอสแอลอีCreatinine&gt; 1 mg/dL<br><strong>คำสำคัญ:</strong> โรคเอสแอลอีหรือลูปัสในเด็ก (Pediatric-onset Systemic Lupus Erythematosus, pSLE) ไตอักเสบลูปัส (Lupus Nephritis) ไตวายเฉียบพลันจากไตอักเสบ (Rapidly progressive glomerulonephritis, RPGN)</p> นวรัตน์ จงเจษฎ์ Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 293 305 การศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของยา Generic Sofosbuvir/ Ledipasvir ในการรักษาโรคผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง สายพันธุ์ 1,2,6 ในผู้ป่วยชาวไทยและชาวกัมพูชา ที่มารับการรักษาในจังหวัดสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252838 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การรักษาไวรัสตับอักเสบซี เรื้อรังในปัจจุบันนี้ใช้สูตรยารักษาด้วยยากลุ่ม Direct Acting Antivirus Agents (DAA) เป็นยาหลักซึ่งมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมและปลอดภัย แต่ข้อมูลสนับสนุนในทางคลินิกและผู้ป่วยจริงยังมีจำกัดในชาวเอเชียการศึกษานี้เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยา Generic Sofosbuvir/Ledipasvir ในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี เรื้อรังสายพันธุ์ 1,2,6 ที่มารับการรักษาที่จังหวัดสุรินทร์<br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาแบบ descriptive Study ในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง สายพันธุ์ 1,2,6 ในผู้ป่วยทั้งหมดจำนวน 80 ราย เป็นชาวไทยจำนวน 31 ราย และชาวกัมพูชาจำนวน 49 รายที่มารับการรักษาใน จ.สุรินทร์ โดยการตรวจปริมาณเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในกระแสเลือดเปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษาด้วยการกินยา Generic Sofosbuvir/Ledipasvir นาน 12 สัปดาห์ หากตรวจไม่พบเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในกระแสเลือดภายหลังการรักษาจะถือว่ารักษาได้สำเร็จร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาตลอดจนผลข้างเคียงของยา<br><strong>ผลการรักษา:</strong> ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังที่เข้าเกณฑ์การศึกษา จำนวน 80 ราย เป็นชาวไทยจำนวน 31 รายเป็นเพศชาย ร้อยละ 58.1 ชาวกัมพูชาจำนวน 49 ราย เป็นเพศชาย ร้อยละ 24.5 ผลการรักษาด้วยยา Generic Sofosbuvir/ Ledipasvir นาน 12 สัปดาห์ ชาวไทยสามารถรักษาหาย 28 ราย คิดเป็นร้อยละ 90.3 ชาวกัมพูชาสามารถรักษาหาย 49 ราย คิดเป็นร้อยละ100 โดยรวมผู้ป่วยรักษาหาย 77 ราย คิดเป็นร้อยละ 96.3 โดยพบผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อยเช่นโลหิตจาง ท้องผูกและอ่อนเพลีย แต่ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรงในการศึกษานี้ พบว่าปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาไวรัสตับอักเสบซีด้วยยา Generic Sofosbuvir/Ledipasvir ลดลง คือปริมาณเชื้อไวรัสตับอักเสบซีก่อนรักษามากกว่า 6,000,000 IU/ml) (p=0.006) ผู้ป่วยที่มีมะเร็งตับร่วมด้วย (P=0.001) และผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งร่วมด้วย (p&lt;0.001)<br><strong>สรุป:</strong> การรักษาไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังด้วยยา Generic Sofosbuvir/Ledipasvir ทั้งในผู้ป่วยชาวไทยและชาวกัมพูชา มีผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพดีและมีผลข้างเคียงน้อย<br><strong>คำสำคัญ:</strong> ประสิทธิผล ความปลอดภัย Sofosbuvir Ledipasvir ไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง</p> เผด็จ หนูพันธ์ Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 307 317 การรับประทานยา Norgesic® ก่อนดมยาสลบช่วยป้องกันอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากยา succinylcholine หลังผ่าตัดใน 24 ชั่วโมง : การศึกษาแบบทดลองโดยการสุ่ม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252846 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังผ่าตัดเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยจากการใช้ succinylcholine คาดว่าเป็นผลจาก fasciculation ทำให้เกิดบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อ Norgesic® มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ และลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ จึงน่าจะลดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อได้<br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยา Norgesic® เปรียบเทียบกับยา placebo ต่ออุบัติการณ์ของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการดมยาสลบใส่ท่อช่วยหายใจด้วยยา succinylcholine ผลการศึกษาหลักคืออุบัติการณ์ของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หลังผ่าตัดใน 24 ชั่วโมงแรก ผลการศึกษารองคือ ความรุนแรงของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังผ่าตัดที่เวลา 1,6 และ 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด<br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาสุ่มตัวอย่างมีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบไปข้างหน้าปกปิดข้อมูลทั้งสองทาง ในผู้ป่วยได้รับการดมยาสลบโดยใส่ท่อช่วยหายใจด้วยยา succinylcholineทั้งหมด 60 คนโดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองได้ยา Norgesic®[NOR] 30 คนและกลุ่มควบคุมได้ยาหลอก [PLA] 30 คนทานก่อนดมยาสลบ 2 ชั่วโมงบันทึกข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของผู้ป่วย อุบัติการณ์ และความรุนแรงของการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังผ่าตัดที่เวลา 1,6 และ 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดความต้องการยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังผ่าตัด (paracetamol) และยาแก้ปวดแผลผ่าตัด(morphine)ผลข้างเคียงจากยา Norgesic® สถิติที่ใช้ student’s t-test และ chi-squared test<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> อุบัติการณ์ของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังผ่าตัดใน 24 ชั่วโมงกลุ่มทดลอง [NOR] ร้อยละ 26.7เทียบกับกลุ่มควบคุม [PLA] ร้อยละ 73.3 ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.001) ผลต่อความรุนแรงของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังผ่าตัดพบว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มทดลอง [NOR] ที่ชั่วโมงที่ 1 และ 6 (P=0.000 และ 0.006) ไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในเรื่องการรบกวนชีวิตประจำวัน ผลข้างเคียงจากยา และปริมาณยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่ได้รับในทั้งสองกลุ่ม<strong>สรุป:</strong> รับประทานยา Norgesic® ก่อนดมยาสลบ 2 ชั่วโมงช่วยลดอุบัติการณ์การปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากยา succinylcholine ใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด<br><strong>คำสำคัญ:</strong> Succinylcholine อาการปวดเมื่อยหลังผ่าตัด Norgesic ป้องกัน</p> ภูมิวิทย์ วงษา Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 319 326 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252847 <p><strong>เหตุผลการวิจัย:</strong> โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นกลุ่มโรคปอด ที่พบบ่อยเกี่ยวข้องกับการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนล่างอย่างถาวร และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในระดับต้นๆ อัตราการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วันเพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติการพยาบาลที่มีความหลายหลากและไม่เป็นระบบส่งผลต่อคุณภาพการดูแลผู้ป่วย<br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและศึกษาผลของการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง<br><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การวิจัยและพัฒนา<br><strong>วิธีการวิจัย:</strong> ดำเนินการวิจัย ระหว่างเดือน กันยายน พ.ศ.2563 ถึง เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2564 ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาสภาพปัญหา 2) พัฒนารูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินผล กลุ่มตัวอย่าง เป็นบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 34 คน และผู้ป่วย 352 คน (ได้ข้อมูลจากเวชระเบียนและจากผู้ป่วยโดยตรง) ผ่านคณะกรรมการจริยธรรมโรงพยาบาลสุรินทร์เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการวัดคุณภาพ ได้แก่ รูปแบบการดูแลผู้ป่วย แบบประเมินรูปแบบ แบบสอบถามความคิดเห็นแบบวัดความรู้ แบบตรวจสอบการปฏิบัติ แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบประเมินพฤติกรรม และแบบบันทึกคุณภาพการพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test<br><strong>ผลการวิจัย:</strong> 1. ได้รูปแบบการดูแลผู้ป่วย ประกอบด้วย 1) ด้านการบริหารจัดการทางการพยาบาลได้แก่ นโยบายการดูแลผู้ป่วย แนวปฏิบัติทางคลินิก (CPG, CNPG, Standing order) มีพยาบาลจัดการรายกรณี 2) ด้านการพยาบาลตามมาตรฐานการดูแล 7 Aspects of care ได้แก่ การประเมินผู้ป่วย การจัดการอาการรบกวน การดูแลความปลอดภัย การป้องกันภาวะแทรกซ้อน การดูแลต่อเนื่องการสนับสนุนการดูแลตนเองและการสร้างความพึงพอใจ 3) ด้านการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ ได้แก่ การให้ความรู้และการชี้แจงแนวทางปฏิบัติ2.ผลการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วย พบว่า ผู้ปฏิบัติเห็นด้วยกับรูปแบบการดูแลผู้ป่วยและปฏิบัติตามร้อยละ 99.8 คะแนนความรู้ของพยาบาลเพิ่มจาก 15.6 เป็น 18.5 (p&lt;0.001) ผู้ป่วยกลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้เพิ่มจาก 15.5 เป็น 18.1 (p&lt;0.001) พฤติกรรมการจัดการตนเอง (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=3.3, SD=0.2) ดีกว่ากลุ่มควบคุม (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">2.8, SD=0.1) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) สมรรถภาพปอด (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=64.3, SD=8.7) ดีกว่ากลุ่มควบคุม (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=57.9, SD=9.8) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.036) ไม่พบการกลับมาพ่นยาขยายหลอดลมที่ห้องฉุกเฉิน ไม่กลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วัน หลังจำหน่าย 30 วัน ไม่พบมีการเสียชีวิต และผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อบริการในระดับมาก (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=4.6, SD=0.4)<br><strong>สรุป:</strong> รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีการจัดการตนเองได้ดี<br><strong>คำสำคัญ:</strong> โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง รูปแบบการดูแล การพัฒนา</p> กัลยรัตน์ สังข์มรรทร ศศิธร กระจายกลาง เพ็ญจันทร์ วันแสน Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 327 342 ความแม่นยำของผลเซลล์วิทยาจากการเจาะดูดด้วยเข็มขนาดเล็ก (FNAC) ในการวินิจฉัยก้อนที่เต้านม ในโรงพยาบาลสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252848 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การวินิจฉัยทางเซลล์วิทยาจากการเจาะดูดด้วยเข็มขนาดเล็ก (FNAC) เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผู้ป่วยมีก้อนที่เต้านม 3 ด้าน (Triple Assessment) ประกอบด้วยการตรวจร่างกายรวมถึงการซักประวัติ ร่วมกับการประเมินทางรังสีวินิจฉัย (Mammogram และ Ultrasound) และการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา (Fine needle aspiration cytology: FNAC หรือ Core needle biopsy: CNB) มีบทบาทสำคัญสำหรับใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจและการจัดการก่อนการผ่าตัด มีประโยชน์เนื่องจากรายงานผลวินิจฉัยได้เร็ว มีความแม่นยำ ประหยัดต้นทุนและไม่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บตัวมาก <br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความถูกต้องของ FNAC เมื่อเทียบกับผลชิ้นเนื้อและศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการวินิจฉัยกรณีไม่สอดคล้องระหว่างผล FNAC และผลชิ้นเนื้อ<br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบตัดขวาง โดยการรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่มีก้อนเต้านมและได้รับการวินิจฉัยทางเซลล์วิทยาด้วยเข็มเจาะดูดขนาดเล็ก (FNAC) ตามด้วยการตรวจชิ้นเนื้อจากรอยโรคเดียวกันในโรงพยาบาลสุรินทร์ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 ถึง 31 ธันวาคม 2563 มีการรายงานผล FNAC อ้างอิงจาก The International Academy of Cytology Yokohama System for Reporting Breast Fine-Needle Aspiration Biopsy Cytopathology จำนวนสิ่งส่งตรวจทางเซลล์วิทยามี 485 เคสคัดเลือกกลุ่มรายงานผลเซลล์วิทยาเป็น Unsatisfactory ออกจากการศึกษา ได้จำนวนเคสที่เข้าทำการศึกษาทั้งสิ้น 373 เคส จากจำนวนผู้ป่วย 342 ราย โดยจัดกลุ่ม C2 และ C3 อยู่ในกลุ่มไม่ใช่มะเร็ง จัดกลุ่ม C4 และ C5 อยู่ในกลุ่มมะเร็ง เพื่อคำนวณหาค่าความแม่นยำ ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้ซอฟต์แวร์การวิเคราะห์ทางสถิติ (STATA) และ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี Generalized Estimating Equations (GEE) ข้อมูลได้รับการประเมินอัตราส่วนความน่าจะเป็น (likelihood ratio) คำนวณความแม่นยำ (accuracy) ความไว (sensitivity) ความจำเพาะ (specificity) ค่าทำนายเชิงบวก (positive predictive value) ค่าทำนายเชิงลบ (negative predictive value) ผลบวกเท็จ (false positive) และผลลบเท็จ (false negative) และมีการอธิบายความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผลต่อการวินิจฉัยที่ไม่ลงรอยกัน (discordant) ระหว่างผล FNAC และผลชิ้นเนื้อ<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> การศึกษาสิ่งส่งตรวจทั้งหมดจำนวน 373 เคส พบรอยโรค benign (C2) 274 เคส (ร้อยละ 73.5); รอยโรค atypical (C3) 5 เคส (ร้อยละ 1.3); รอยโรคสงสัยมะเร็ง (C4) 20 เคส (ร้อยละ 5.4) และรอยโรคที่เป็นมะเร็ง (C5) 74 เคส (ร้อยละ 19.8) ผลการศึกษาการตรวจวินิจฉัยก้อนบริเวณเต้านมโดย Fine Needle Aspiration Cytology(FNAC) เมื่อเทียบกับผลชิ้นเนื้อ พบว่ามีค่าความไว(sensitivity), ความจำเพาะ (specificity), โอกาสที่ผู้ป่วยมีผลชิ้นเนื้อเป็นมะเร็งหากรายงานผล FNAC เป็นมะเร็ง (positive predictive value), โอกาสที่ผู้ป่วยมีผลชิ้นเนื้อไม่เป็นมะเร็งหากรายงานผล FNAC ระบุว่าไม่เป็นมะเร็ง (negative predictive value) และมีความแม่นยำ (accuracy) คิดเป็นร้อยละ 90.3, 99.6, 98.9, 96.4 และ 97.1 ตามลำดับ มีผลบวกลวง (false positive) คิดเป็นร้อยละ 0.3 ผลลบลวง (false negative) คิดเป็นร้อยละ 2.7 เมื่อได้รับการวินิจฉัย FNAC ไม่เป็นมะเร็ง(benign) อัตราการต่อรองที่ผู้ป่วยจะเป็นมะเร็ง (likelihood ratio) ลดลงจาก baseline risk 0.10 เท่า ในช่วงความเชื่อมั่น 0.06-0.18 เมื่อได้รับการวินิจฉัยสงสัยเป็นมะเร็ง (suspicious, favor malignancy) อัตราการต่อรองที่ผู้ป่วยจะเป็นมะเร็ง (likelihood ratio) เพิ่มขึ้นจาก baseline risk 49.81 เท่า ในช่วงความเชื่อมั่น 6.75 ถึง 367.31 แต่อัตราการต่อรองที่ผู้ป่วยจะเป็นมะเร็ง (likelihood ratio) เมื่อได้รับการวินิจฉัยเป็น atypical (C3)และ malignant (C5) มีค่าเป็นศูนย์และประเมินค่าไม่ได้ตามลำดับ การศึกษานี้พบกรณีวินิจฉัยไม่สอดคล้องกันระหว่างผล FNAC และผลชิ้นเนื้อ 11 เคส เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (52.8 ±13.8 ปี เทียบกับ 38.7±15 ปี, OR=1.06, 95% CI (1.03-1.11), p&lt;0.001) ลักษณะก้อนที่มีถุงน้ำร่วมมีแนวโน้มที่จะทำให้มีการวินิจฉัยไม่สอดคล้องกันเมื่อเทียบกับก้อนแข็ง (OR=4.76, 95% CI(1.31-17.25), p=0.018) การวินิจฉัยไม่สอดคล้องกันยังพบได้ในกรณีมีปัญหาคุณภาพสไลด์ ทั้งกรณีขีดจำกัดของปริมาณเซลล์ รวมถึงการเสียสภาพของเซลล์และการปนเปื้อน (OR=10.09, 95% CI(2.61-39.00), p&lt;0.001) และ OR=22.42, 95% CI (3.50-143.57), p&lt;0.001)<br><strong>สรุป:</strong> FNAC มีความแม่นยำสำหรับการวินิจฉัยก้อนที่เต้านม แต่ยังพบข้อจำกัดจากการวินิจฉัยในรอยโรคบางลักษณะที่มีส่วนประกอบเป็นถุงน้ำ (cyst) ปัญหาทางเทคนิค (ขีดจำกัดปริมาณเซลล์และการเตรียมสไลด์) และสิ่งส่งตรวจที่เก็บมาจากผู้ป่วยสูงอายุ ดังนั้นควรพิจารณาร่วมกับการประเมินผู้ป่วย 3 ด้าน (Triple Assessment) เสมอเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย <br><strong>คำสำคัญ:</strong> เซลล์วิทยาจากการเจาะดูดด้วยเข็มขนาดเล็ก การประเมินผู้ป่วย 3 ด้าน ความแม่นยำ ความไม่สอดคล้องกัน</p> สุวพีร์ วัชรหิรัญ Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 343 355 การรักษาต่อมน้ำเหลืองที่คอในระยะยังไม่แพร่กระจายของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากโดยการเฝ้าระวังผ่าตัด ฉายแสง และผ่าตัดร่วมกับฉายแสง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252852 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การรักษามะเร็งช่องปากในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่มีการแพร่กระจายของต่อมน้ำเหลือง (cN0-OSCC) ในปัจจุบันมีแนวทางการจัดการต่อมน้ำเหลืองที่คอ (elective neck management) ในหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีผลต่ออัตราการกลับมาเป็นซ้ำและอัตรารอดชีพที่ต่างกันและผลการศึกษาที่ผ่านมายังไม่สามารถหาความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้อย่างชัดเจน<br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> ศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบ retrospective cohort ผู้ป่วยมะเร็งช่องปากที่ได้รับการรักษามะเร็งต้นกำเนิดด้วยการผ่าตัดและมีวิธี elective neck management 4 วิธีคือ 1) การเฝ้าระวัง (Observation, OBS) 2) การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่คอ (Elective neck dissection, END) 3) การฉายแสงที่ลำคอ (Elective neck irradiation, ENI) 4) การรักษาด้วยการผ่าตัดและฉายแสงร่วมกัน(Combined elective neck dissection and radiation therapy, END+RT) โดยเก็บข้อมูลภายในช่วง 1 มกราคม พ.ศ. 2558 ถึง 1 มกราคม พ.ศ. 2563 และติดตามต่ออีก 1 ปี จนถึง 1 มกราคม พ.ศ. 2564 การวัดผลในการศึกษานี้ใช้ Kaplan-Meier หาโอกาสปลอดจากโรค (disease-free survival) และโอกาสรอดชีพ (overall survival) <br><strong>ผลการศึกษา:</strong> มีผู้เข้าร่วมวิจัย cN0-OSCC เข้าเกณฑ์การคัดเลือกทั้งหมด 124 คนแบ่งออกมาเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่ม OBS จำนวน 96 คน, END จำนวน 15 คน กลุ่ม ENI จำนวน 9 คน และ กลุ่ม END+RT จำนวน 4 คน ผลการศึกษา พบว่าในกลุ่ม OBS, END, ENI และ END+RT มี disease-free survival ที่ใกล้เคียงกันและไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p= 0.235) แต่กลุ่ม OBS และ END มี overall survivalต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่ม ENI และ END+RT (p&lt; 0.001)<br><strong>สรุป:</strong> ข้อมูลจากการวิจัยสรุปได้ว่า elective neck management วิธีใดก็ยังไม่สามารถเพิ่ม disease-free survival ให้แตกต่างกันทางสถิติได้แต่วิธี OBS และ END มีoverall survival ที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ<br><strong>คำสำคัญ:</strong> มะเร็งช่องปากบริเวณส่วนลำคอในระยะเริ่มต้น ไม่มีการแพร่กระจายของต่อมน้ำเหลืองที่คอ โอกาสปลอดจากโรคโอกาสรอดชีพ การป้องกันการเกิดโรคกลับซ้ำที่คอ</p> รักศักดิ์ อัมไพพันธ์ ภัทิราพร ยวงรัมย์ ธนภรณ์ เงยวิจิตร Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 357 366 การศึกษาเปรียบเทียบภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดระหว่างการใส่ Stent และไม่ใส่ Stent ในผู้ป่วยที่ผ่าตัด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252857 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> โรคนิ่วในไตเป็นปัญหาที่พบมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย นำไปสู่ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและไตวายในที่สุด การรักษาหลักสำหรับนิ่วไตขนาดใหญ่คือ PCNL ปกตินิยมใส่ Double J(DJ) stent (Tubeless PCNL) ไว้เพื่อระบายปัสสาวะป้องกันภาวะอุดตันหลังผ่าตัด การศึกษานี้เปรียบเทียบความปลอดภัยในผู้ป่วยที่ผ่าตัดโดยไม่มีการใส่ DJ stent หลังผ่าตัด (stentless PCNL)<br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาเปรียบเทียบ ภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัด PCNL ระหว่างการใส่ DJ stent หลังผ่าตัด และ ไม่ได้ใส่ DJ stent<br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษา Retrospective cohort study ในผู้ป่วยที่รับการผ่าตัด PCNL ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2555 - พฤษภาคม 2563ของโรงพยาบาลศรีสะเกษการผ่าตัด PCNL ทั้งหมดทำวิธีเดียวกันคือเป็น Standard PCNL ท่า prone position และใช้ Pneumatic lithotripsy กลุ่มที่ผ่าตัดช่วงแรกๆ ส่วนมากได้รับการผ่าตัดด้วย PCNL with DJ stent กลุ่มหลัง (เริ่มประมาณเดือนกันยายน 2559) เป็น stentless in tubeless PCNL (ไม่ใส่ DJ stent) มี exclusion criteria คือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงติดเชื้อ หรือ ไตวาย มี residual stone มากหรือทำ Endopyelotomy ร่วมด้วย การศึกษาจะดูภาวะหลังผ่าตัด เช่น ระยะเวลานอนโรงพยาบาล การให้เลือดหลังผ่าตัด ไข้หลังผ่าตัดจากภาวะติดเชื้อ pleural effusion และ stone migration<br><strong>ผลของการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดวิธี stentless in tubeless PCNL จำนวน 208 คน คิดเป็นจำนวน ร้อยละ 43.9 อายุอยู่ในช่วง 24-82 ปีเมื่อเปรียบเทียบภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัด ระหว่างการใส่ DJ stent และไม่ใส่ DJ stent พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลานอนโรงพยาบาล (p-value = 0.183) ไข้ติดเชื้อหลังผ่าตัด (p-value=0.082) Blood transfusion (p-value=0.528) ภาวะเลือดออกหลังผ่าตัด (p-value=0.638) pleural effusion (p-value=0.69) และ Stone migration (p-value=0.056)<br><strong>สรุป:</strong> การผ่าตัด stentless in tubeless PCNL มีภาวะแทรกซ้อนไม่ต่างจากการผ่าตัด tubeless PCNL ทั่วๆไปนอกจากนี้ยังลดปัญหาที่เกิดจาก DJ stent ได้ เช่น อาการปวดจาก DJ stent , ปัสสาวะเป็นเลือด, นิ่วเกาะสาย DJ stent และที่น่ากังวลสุดคือผู้ป่วยไม่มาเอาสาย DJ stent ออก ซึ่งทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น<br><strong>คำสำคัญ:</strong> Tubeless PCNL Totally tubeless PCNL นิ่วที่ไต ภาวะแทรกซ้อน</p> ปราโมทย์ แซ่อึ้ง Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 367 373 รูปแบบการส่งเสริมการออกกำลังกายในสตรีตั้งครรภ์ : การทบทวนอย่างเป็นระบบ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/251675 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> สตรีตั้งครรภ์ที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรงสามารถ ช่วยบรรเทาอาการไม่สุขสบายที่เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ได้แต่พบว่าสตรีตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มีการออกกำลังกายน้อยซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติได้<br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษารูปแบบและผลลัพธ์การส่งเสริมการออกกำลังกายในสตรีตั้งครรภ์ จากรายงานวิจัยปฐมภูมิ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2563 <br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นกระบวนการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบของสถาบันแอนนาบริกส์ ผู้วิจัยคัดเลือกวรรณกรรมที่ใช้ในการศึกษาด้วยการใช้หลักของ PICO จากฐานข้อมูล ThaiLis,วช., คลังข้อมูลวิจัยไทย, และคลังข้อมูล สวรส, ThaiJo, Google scholar, Science Direct และ CINAHL เครื่องมือที่ใช้ในการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ คือ แบบประเมินคุณภาพงานวิจัยและแบบสกัดข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลคุณลักษณะงานวิจัยโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ จำนวนและร้อยละ วิเคราะห์รูปแบบการส่งเสริมการออกกำลังกายในสตรีตั้งครรภ์ โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> มีงานวิจัยผ่านเกณฑ์การคัดเลือกทั้งหมด 18 เรื่อง ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงทดลอง จำนวน 14 เรื่อง และการวิจัยกึ่งทดลอง 4 เรื่อง จากการสรุปเนื้อหา พบว่า รูปแบบการส่งเสริมการออกกำลังกายในสตรีตั้งครรภ์ มี 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบการส่งเสริมการออกกำลังกายตามแนวคิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรรม รูปแบบส่งเสริมการออกกำลังกายผสมผสานแนวคิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรรมร่วมกับแนวคิดอื่น และรูปแบบการส่งเสริมการออกกำลังกายโดยไม่ใช้แนวคิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรรม ซึ่งผลลัพธ์พบว่า การส่งเสริมการออกกำลังกายในสตรีตั้งครรภ์ส่งผลทำให้สตรีตั้งครรภ์ทำให้มีพฤติกรรมการออกกำลังกายดีขึ้น มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสมมีระดับอาการปวดหลังส่วนล่างและอาการรบกวนการทำกิจวัตรประจำวันน้อยลง มีระดับความเจ็บปวดระยะที่2 ของการคลอดน้อย คะแนนแอพการ์ของทารกแรกเกิดอยู่ในระดับดี<br><strong>สรุป:</strong> การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงผลดีของรูปแบบการส่งเสริมการออกกำลังกายในสตรีตั้งครรภ์ต่อการเป็นปกติสุขและสุขภาพร่างกายและจิตใจของสตรีตั้งครรภ์ ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์ควรส่งเสริมให้สตรีตั้งครรภ์มีพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง<br><strong>คำสำคัญ:</strong> การส่งเสริมการออกกำลังกาย สตรีตั้งครรภ์ การทบทวนอย่างเป็นระบบ</p> วัจมัย สุขวนวัฒน์ รุจิรดา เศาจวุฒิพงศ์ ปราชญาวติ ยมานันตกุล Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 375 389 การศึกษาประสิทธิผลของการนวดกดจุด ประคบและพอกสมุนไพรเพื่อบำบัดอาการปวดในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคข้อเข่าเสื่อมของโรงพยาบาลบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252859 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย ในกลุ่มโรคกระดูกและข้อ การนวดกดจุดประคบร่วมกับการพอกสมุนไพร เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ที่จะช่วยลดอาการปวดได้<br>วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการนวดกดจุด ประคบและการพอกสมุนไพร ในการลดอาการปวดในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคข้อเข่าเสื่อม<br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่ม เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมจำนวนกลุ่มละ 35 คน กลุ่มทดลองจะได้รับการนวด ประคบสมุนไพร และการพอกเข่าด้วยสมุนไพรที่มีส่วนประกอบของไพล ขิง และข่า 1 ครั้ง ต่อ สัปดาห์ รวม 5 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ Pair t-test และ Independent t-test<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> ก่อนการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีค่าเฉลี่ยระดับความปวดเข่าเท่ากับ 5.46±2.47 และ5.31±2.65 ตามลำดับ ซึ่งไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับความปวดเข่า 2.57 ±1.28 ลดลงจากก่อนการทดลอง และลดลงกว่ากลุ่มควบคุม (3.49±1.80) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br><strong>คำสำคัญ:</strong> ข้อเข่าเสื่อม การนวด ประคบสมุนไพร การพอกเข่า</p> ดลยา ถมโพธิ์ ลัดมะณี ศรีชา สุนิษา ชูแสง Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 391 401 การเปรียบเทียบแบบวัดความรู้ด้านสุขภาพของประชาชนอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252860 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> สภาพโลกที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันประชาชนต้องมีความรู้ด้านสุขภาพและสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างเหมาะสม ซึ่งแบบประเมินการวัดความรู้ด้านสุขภาพ TOFHLA และ STOFHLA มีความสำคัญและพร้อมใช้ที่ เหมาะสมกับบริบทในพื้นที่เนื่องจากรายงานผลวินิจฉัยได้เร็ว มีความแม่นยำ ประหยัดต้นทุนและไม่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บตัวมาก <br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบแบบความรู้ด้านสุขภาพ TOFHLA และ STOFHLA และศึกษาความสัมพันธ์ (เพศ อายุ การรับรู้ด้านสุขภาพตนเอง สถานะการเจ็บป่วย ระยะเวลาการศึกษา) ระหว่างแบบความรู้ด้านสุขภาพ TOFHLA และ STOFHLA ในตำบลบ้านยางและชุมเห็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์<br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่าง 120 คน ที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านยางและชุมเห็ด ทำการศึกษาติดต่อกัน 2 ครั้ง ในกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 แห่งที่มีขนาดเท่ากัน 60 คน ในตำบลบ้านยางช่วงสัปดาห์แรกใช้ TOFHLA ต่อมาอีก 1 สัปดาห์ใช้ STOFHLA และในตำบลชุมเห็ด 2 สัปดาห์แรกใช้ STOFHLA ต่อมาอีก 1 สัปดาห์ใช้ TOFHLA สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน Univariate analysis และ Multivariate analysis<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> คะแนนเฉลี่ยการทดสอบความรู้ด้านสุขภาพ TOFHLA 73.4 (ค่ามัธยฐาน 78; SD=17.9; ช่วง 0–100) STOFHLA 29.2 (ค่ามัธยฐาน 32; SD=6.1; ช่วง 0–36) เพศ ระยะเวลาการศึกษา และการรับรู้ด้านสุขภาพตนเองมีความสัมพันธ์กับแบบวัดความรู้ด้านสุขภาพ TOFHLA และSTOFHLA อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.0, 0.0 และ 0.0 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่น TOFHLA 0.9 (การคำนวณ 0.7, การอ่านเพื่อความเข้าใจ 0.9) และ STOFHLA 0.9 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง TOFHLA และ STOFHLA 0.8 พื้นที่ภายใต้เส้นโค้งของการทดสอบทั้งสองคือ 0.7(95% CI; range,0.602–0.8)<br><strong>สรุป:</strong> แบบวัดความรู้ด้านสุขภาพ TOFHLA และ STOFHLA สามารถคัดกรองความรู้ด้านสุขภาพได้เหมาะสม ไม่มีความแตกต่างระหว่างความน่าเชื่อถือและความถูกต้อง TOFHLA ควรมีการศึกษาต่อยอดใช้แบบวัดความรู้เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ ในชุมชน ซึ่งช่วยให้การบริหารจัดการ/ดำเนินการ/การส่งเสริมเกี่ยวกับความรู้ด้านสุขภาพเบื้องต้นและจัดโครงการแก้ปัญหาในชุมชน ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการเพิ่มระดับความรู้ด้านสุขภาพแก่ชุมชนได้อย่างเหมาะสม <br><strong>คำสำคัญ:</strong> ความรู้ด้านสุขภาพ ประชาชน</p> ทิตยาวดี อินทรางกูร ปิยะอร รุ่งธนเกียรติ ประภาพรรณ สาวีรัมย์ กัญปะนา ภาพยนตร์ Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-27 2021-08-27 36 2 403 411 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่กลับมารักษาซ้ำโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252861 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ปัญหาสุขภาพจิตเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ การกินยาไม่สม่ำเสมอคือปัญหาหลักของการรักษาผู้ป่วยโรคจิตเวชจนเกิดอาการกำเริบ ซึ่งส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อคุณภาพชีวิตและหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยรวมไปถึงญาติ ผู้ดูแลและบุคคลในสังคม ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้ป่วย<br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและเพื่อศึกษาผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่กลับมารักษาซ้ำ โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ตำบลพระแก้ว <br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> วิจัยแบบผสมผสาน(Mixed Method Research) ระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ.2563 ถึงเดือนพฤศจิกายนพ.ศ. 2563 โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ผู้ป่วยจิตเวชที่มีประวัติกลับมานอนรักษาซ้ำใน โรงพยาบาลสังขะ จำนวน 17 คน จากการคัดเลือกแบบเจาะจง เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมการวางแผนแบบมีส่วนร่วมของชุมชนโดยการสนทนากลุ่ม (Focus group) ใช้ The Objective, Reflective, Interpretive and Decisional (ORID) methodซึ่งเป็นวิธีการสนทนาแบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วยชุดคำถามที่นำกลุ่มเดินไปทางเส้นทางการสนทนาผ่าน4ระดับ แบบสอบถามพฤติกรรมการกินยา โดยใช้ The Medication Adherence Report Scale (MARS) และ แบบประเมินความสามารถโดยรวม Global assessment of functioning scale(GAF) เปรียบเทียบผลด้วยสถิติ Chi –square วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนหลังการพัฒนา โดยใช้ Paired sample t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผลภายหลังการพัฒนารูปแบบการการดูแลผู้ป่วยจิตเวชพบว่าทำให้ผู้ป่วยมีการกินยาสม่ำเสมอและความสามารถโดยรวมดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <br><strong>สรุป:</strong> ปัจจัยความสำเร็จในการวิจัยครั้งนี้เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนในการออกมาตรการและใช้มาตรการนั้นภายในชุมชน นอกจากนั้นยังมีการสร้างและดำเนินงานเครือข่ายดูแลผู้ป่วยร่วมกันรวมถึงการติดตามเยี่ยมบ้านอย่างต่อเนื่องและมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในการดำเนินงานในชุมชน อย่างจริงจัง<br><strong>คำสำคัญ:</strong> การพัฒนารูปแบบการดูแล ผู้ป่วยจิตเวช การมีส่วนร่วม</p> หทัยกาญจน์ เสียงเพราะ Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-28 2021-08-28 36 2 413 426 ประสิทธิผลของการใช้นวัตกรรมเสื้อเย็นเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายในผู้ป่วยหลังผ่าตัดสมอง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252862 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การลดไข้มีความจำเป็นอย่างมากในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดสมอง เนื่องจากภาวะไข้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บสมองระยะที่สองแต่การเช็ดตัวบ่อยๆ เพื่อลดไข้ เป็นการรบกวนผู้ป่วยทางอ้อม อาจเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ส่งผลให้มีการหลั่งของสารสื่อประสาทมากขึ้นหรือเกิดความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น<br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาการลดลงของอุณหภูมิร่างกายเปรียบเทียบระหว่างการใช้นวัตกรรมเสื้อเย็นกับการเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำธรรมดา ในผู้ป่วยที่มีอุณหภูมิร่างกายสูง<br><strong>รูปแบบศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาเชิงประสิทธิภาพ รูปแบบ randomized sequencecrossover design ที่หอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมระบบประสาท โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดสมองที่ผู้ป่วยจะได้รับการเปิดซองที่ปิดผนึกไว้ล่วงหน้าเพื่อเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มการใช้นวัตกรรมเสื้อเย็นในการลดอุณหภูมิร่างกาย 20 นาที/ครั้ง และกลุ่มการที่ 2 กลุ่มเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำธรรมดาเช็ดตัว 20 นาที/ครั้ง ประเมินผลหลังการทดลองโดยการวัดอุณหภูมิร่างกาย เปรียบเทียบกลุ่มด้วยสถิติ exact probability test และ t-test วิเคราะห์อุณหภูมิของร่างกายที่ลดลงเปรียบเทียบระหว่างสองวิธี<br><strong>สถานที่ศึกษา:</strong> โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิแรกรับ และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงในนาทีที่ 30 ของกลุ่มนวัตกรรมเสื้อเย็นและกลุ่มเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำธรรมดาไม่แตกต่างกัน แต่ในนาทีที่ 60 มีแนวโน้มว่ากลุ่มที่ใช้นวัตกรรมเสื้อเย็นอุณหภูมิลดลงมากกว่า และเมื่อจำแนกวิเคราะห์เป็น 2 กลุ่มย่อย คือในผู้ป่วยได้รับยาลดไข้ และไม่ได้รับยาลดไข้ พบว่าการใช้นวัตกรรมเสื้อเย็นได้ผลดีกว่าในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาลดไข้ คือสามารถลดอุณหภูมิได้ตั้งแต่นาทีที่ 30 ขึ้นไป โดยใช้ exact probability testp= 0.012<br><strong>สรุป:</strong> จากการพัฒนานวัตกรรมเสื้อเย็นลดไข้ มีประโยชน์ และใช้ได้ผลดีในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาลดไข้ จึงควรพิจารณานำนวัตกรรมเสื้อเย็นมาใช้ในการลดไข้ในหอผู้ป่วย เพื่อลดการเช็ดตัวลดไข้ซึ่งเป็นการรบกวนผู้ป่วยบ่อยครั้ง<br><strong>คำสำคัญ:</strong> Hyperthermia, Brain Surgery, Brain Trauma, Temperature reducing jacket</p> สุวิมล ขัตติยะ แคทธริน แซ่ว่าง วราภรณ์ จาวรัตนสกุล Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-28 2021-08-28 36 2 427 436 ประสิทธิผลของการรักษาด้วยการออกกำลังกล้ามเนื้อคอต่อดัชนีวัดความบกพร่องของคอ อาการปวดสะบักและองศาการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังส่วนคอในผู้ป่วยปวดคอร้าวลงสะบัก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252933 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> อาการปวดสะบักเป็นปัญหาที่พบบ่อยที่มีสาเหตุมาจากภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังระดับคอปลิ้น หรือ herniated nucleus pulposus (HNP) ดังนั้นผู้ป่วยมักมาด้วยอาการปวด ตึง ชา ตำแหน่งคอบ่าและสะบักหรือที่คนทั่วไปเรียกว่าออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) ทำให้เกิดความผิดปกติของการเคลื่อนไหว รบกวนการทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวัน นำไปสู่ปัญหาเรื้อรัง ส่งผลต่อโครงสร้างของกระดูกและกล้ามเนื้อเปลี่ยนแปลงไป <br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> งานวิจัยเชิงทดลองนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบดัชนีวัดความบกพร่องของคอ (neck disability index, NDI) ระดับอาการปวดสะบัก (numerical pain rating scale, NPRS) และ องศาการเคลื่อนไหวคอ (cervical range of motion, CROM) ก่อนและหลังการให้โปรแกรมการออกกำลังกล้ามเนื้อคอในผู้ป่วยปวดคอร้าวลงสะบัก <br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> อาสาสมัครเป็นผู้ป่วยมารับบริการที่แผนกกายภาพบำบัด โรงพยาบาลสุทธาเวช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วัดผลการทดลองในสัปดาห์ที่ 0 และ 8 จำนวนผู้เข้าร่วมวิจัย 22 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม (กลุ่มรักษาด้วยกายภาพบำบัดมาตรฐาน) จำนวน 11 ราย และกลุ่มทดลอง (กลุ่มรักษาด้วยกายภาพบำบัดมาตรฐานร่วมกับการออกกล้ามเนื้อคอ) จำนวน 11 รายเข้ารับการรักษาสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง <br><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผลการศึกษาพบว่าก่อนการทดลองค่า NDI ค่า NPRS และ ค่าองศาการเคลื่อนไหวคอในท่าก้มและท่าเงย (CROM in Flexion/Extension)ระหว่าง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกัน แต่หลังการทดลอง ค่า NDI ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง และค่ามัธยฐาน (ค่าสูงสุด-ค่าต่ำสุด) ของ NDI ในกลุ่มทดลอง [4.0 (0.0-18.0)] ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุม [15.0 (4.0-28.0)] อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (U = -2.869, p-value = 0.003)ในทำนองเดียวกัน หลังการทดลอง ค่า NPRS ในกลุ่มทดลอง [10.0 (0.0-30.0)]ก็ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุม [50.0 (20.0-70.0)] อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (U = -3.776, p-value = 0.000) และเมื่อวิเคราะห์CROMin Flexion หลังการทดลองไม่แตกต่างกันแต่ CROM in Flexion หลังการทดลองในกลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนทดลอง(z = 2.196, p-value = 0.028)ในทางตรงกันข้าม หลังการทดลองCROM in Extension ของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนทดลอง (z = 2.667, p-value = 0.008)<br><strong>สรุป:</strong> โดยสรุปเมื่อได้รับโปรแกรมการออกกำลังกล้ามเนื้อคอร่วมด้วย ความรุนแรงและอาการปวดลดลงมากกว่าการรักษาด้วยกายภาพบำบัดมาตรฐานเพียงอย่างเดียว และยังสามารถช่วยคงค่าองศาการเคลื่อนไหวในทิศทางเงยหน้า ซึ่งเป็นทิศทางที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยปวดสะบักที่มีปัญหามาจากภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังระดับคอปลิ้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรได้รับคำแนะนำและการออกกำลังกายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำด้วยอาการเดิม<br><strong>คำสำคัญ:</strong> หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอปลิ้น, ดัชนีวัดความบกพร่องของคอ, ปวดสะบัก, การออกกำลังกาย, กายภาพบำบัด</p> วัลภา ไตรทิพย์ Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-28 2021-08-28 36 2 437 447 การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิกการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะโรงพยาบาลบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252940 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การนิเทศผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะมีวิธีการที่แตกต่างกันตามประสบการณ์ของผู้นิเทศส่งผลทำให้ผลลัพธ์ทางการพยาบาลไม่บรรลุตามเป้าหมายและยังพบการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สามารถป้องกันได้ ทำให้ระยะเวลานอนโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงขึ้น<br><strong>วัตถุประสงค์:</strong> 1)พัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิกการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ 2) เปรียบเทียบผลลัพธ์ทางการพยาบาลในพัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิกการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะก่อนและหลังการพัฒนา ได้แก่ อัตราผู้ป่วยทรุดลงจากเดิม Glasgow coma scale ลดลงมากกว่าหรือเท่ากับ 2 คะแนน อัตราการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจอัตราการเกิดแผลกดทับอัตราการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะและอัตราท่อหลอดลมเลื่อนหลุด3)ศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้รูปแบบการนิเทศทางคลินิกการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ<br><strong>รูปแบบการศึกษา:</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มี5ขั้นตอนคือ 1) การเตรียมการและค้นหาปัญหาการนิเทศทางคลินิก2) การสร้างรูปแบบการนิเทศทางคลินิกการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ 3) การนำรูปแบบการนิเทศทางคลินิกที่พัฒนามาทดลองใช้ 4) ประเมินผล 5) นำรูปแบบที่ปรับปรุงไปใช้และติดตามผลลัพธ์ทางการพยาบาล กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะที่มารับการรักษาในหอผู้ป่วยโรงพยาบาลบุรีรัมย์จำนวน 44คนพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยจำนวน 23 คน และเปรียบเทียบผลการศึกษาก่อนการพัฒนาใช้ข้อมูลปี 2563 กับหลังการพัฒนาระยะเวลาในการศึกษาระหว่าง 22 มิถุนายนถึง 31 กรกฎาคม 2564 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Chi-square<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิกการพยาบาลประกอบด้วย 1)การนิเทศตามมาตรฐาน (Normative clinical supervision) 2) การนิเทศตามหลักสัมพันธภาพ (Restorative clinical supervision) โดยหัวหน้าหอผู้ป่วยร่วมกับพยาบาลวิชาชีพ ดำเนินกิจกรรมการนิเทศทางคลินิกประกอบด้วย การให้คำปรึกษาพยาบาลรายบุคคล และการประชุมปรึกษาการพยาบาล 3) การนิเทศเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถ (Formative clinical supervision) โดยหัวหน้าหอผู้ป่วยติดตามนิเทศการปฏิบัติการพยาบาลตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยกิจกรรมนิเทศคือการสอนงาน (Coaching) พยาบาลรายกลุ่มและรายบุคคลในเรื่องการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ ผลลัพธ์ทางการพยาบาลพบว่า 1)อัตราผู้ป่วยทรุดลงจากเดิม (Glasgow coma scale ลดลงมากกว่าหรือเท่ากับ 2 คะแนน) หลังการพัฒนาลดลงจากร้อยละ 8.1 เป็น 0 อย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.04) 2) อัตราการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจลดลงจากร้อยละ 8.7เป็น 0 อย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.04) 3) อัตราท่อหลอดลมเลื่อนหลุดจากร้อยละ 2.7 เป็นร้อยละ 2.3 (p = 0.84) 4) อัตราการเกิดแผลกดทับจากร้อยละ 3.1 เป็นร้อยละ2.3 (p= 0.64) 5) อัตราการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะก่อนการพัฒนาพบร้อยละ 1.4 หลังการพัฒนาไม่พบการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ(p= 0.43) 6) ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้รูปแบบการนิเทศทางคลินิกการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะที่พัฒนามีความพึงพอใจในภาพรวมส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุดโดยพบความพึงพอใจระดับมากร้อยละ 74.8รองลงมาคือระดับมากที่สุดร้อยละ 20.9 <br><strong>สรุป:</strong> รูปแบบการนิเทศทางคลินิกการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะโรงพยาบาลบุรีรัมย์ที่พัฒนาขึ้นสามารถทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะปลอดภัยจากอาการทรุดลง การเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ท่อหลอดลมเลื่อนหลุด แผลกดทับและการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ<br><strong>คำสำคัญ:</strong> การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิกการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ</p> ชลลดา สุขรัตน์ สุกัญญา ศรีสง่า ดวงพร จินาพันธ์ Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-28 2021-08-28 36 2 449 464 ลักษณะทางคลินิกและปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบติดเชื้อแบคทีเรียในโรงพยาบาลสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252943 <p>หลักการและเหตุผล: โรคข้ออักเสบติดเชื้อแบคทีเรียถือเป็นภาวะสำคัญที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต จึงต้องรีบให้การวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที การทราบถึงลักษณะทางคลินิกและปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะช่วยให้สามารถจัดการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสมเพื่อลดการเกิดทุพพลภาพจากการที่ข้อถูกทำลายหรืออัตราตายลงได้<br>วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิก ผลการรักษาและปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย<br>รูปแบบการศึกษา: การศึกษาแบบย้อนหลังเชิงพรรณนา<br>วิธีการศึกษา: ทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยโรคข้ออักเสบติดเชื้อแบคทีเรียที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยในของโรงพยาบาลสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 วินิจฉัยโดยพบเชื้อในน้ำเจาะข้อจากการย้อมแกรมหรือการเพาะเชื้อ<br>ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยด้วยข้ออักเสบติดเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งสิ้น 159 ราย อายุเฉลี่ย(ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) 59.0(14.0) ปี มีโรคประจำตัวอยู่ก่อน ร้อยละ 74.7 ข้อที่พบการอักเสบติดเชื้อมากที่สุดคือ ข้อเข่า ร้อยละ 71.7 พบการติดเชื้อในระบบอื่นร่วมด้วยตั้งแต่แรกรับ ร้อยละ 66.7 เชื้อที่พบเป็นสาเหตุมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ Streptococcus agalactiae, Staphylococcus aureus และ Burkholderia pseudomallei (ร้อยละ 23.3, 17.0 และ 16.4 ตามลำดับ) ได้รับการผ่าตัดล้างข้อเพื่อระบายหนอง ร้อยละ 86.2 เกิดภาวะแทรกซ้อน ร้อยละ 67.3 เสียชีวิต ร้อยละ 19.5 ปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยเมื่อวิเคราะห์ด้วย multivariate analysis ได้แก่ อายุ (OR 1.04; 95%CI 1.00-1.08, p=0.049) การเป็นเบาหวาน (OR 3.42; 95%CI 1.16-10.07,p=0.026) eGFR แรกรับน้อยกว่า 30 ml/min/1.73m2 (OR 5.48; 95%CI 1.80-16.73, p=0.003) การพบตำแหน่งติดเชื้อที่ระบบอื่นร่วมด้วยตั้งแต่แรกรับ (OR 24.33; 95%CI 2.56-231.24, p=0.005) การไม่ได้รับการผ่าตัดล้างข้อหรือได้รับ conservative Rx (OR 5.78; 95%CI 1.48-22.60, p=0.012) และการเกิดภาวะแทรกซ้อน (OR 21.79; 95%CI 1.29-369.07, p=0.033)<br>สรุป: อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคข้ออักเสบติดเชื้อแบคทีเรียในโรงพยาบาลสุรินทร์ยังสูงอยู่ การเป็นเบาหวาน มีภาวะไตทำงานบกพร่องและการพบตำแหน่งติดเชื้อที่ระบบอื่นร่วมด้วยตั้งแต่แรกรับเป็นตัวบ่งชี้ว่าการพยากรณ์โรคไม่ดี ส่วนการได้รับรักษาด้วยการผ่าตัดล้างข้อช่วยทำให้ผลการรักษาดีขึ้นและลดโอกาสการเสียชีวิตลงได้<br>คำสำคัญ: ข้ออักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย ลักษณะทางคลินิก ปัจจัยที่มีผล การเสียชีวิต</p> ปิ่นหยก ศรีศันสนีย์ Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-28 2021-08-28 36 2 465 473 ปวดจากมะเร็ง (Cancer Pain) สำหรับนักศึกษาแพทย์ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป และบุคคลที่สนใจ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/252946 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;อาการปวดในผู้ป่วยมะเร็งพบได้บ่อยในเวชปฏิบัติและจัดเป็นปัญหาที่ทีมดูแลแบบประคับประคอง(palliative care team) ได้รับการปรึกษาบ่อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายจะมีอาการปวดร่วมด้วยได้ถึงร้อยละ 64 แต่กลับมีการดูแลรักษาอาการปวดได้เหมาะสมเพียงร้อยละ 50เท่านั้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ในบทความนี้จะกล่าวถึงหลักการประเมินอาการปวดในผู้ป่วยมะเร็ง พยาธิกำเนิดของอาการปวด หลักการรักษาอาการปวดจากมะเร็ง ผลข้างเคียงของยาบรรเทาปวด แนวทางการปรับยาบรรเทาปวดกรณีผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกเบื้องต้น เพื่อให้สามารถส่งต่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งหรือความเจ็บปวดได้อย่างเหมาะสม โดยคาดหวังให้แพทย์เวชปฏิบัติมีความมั่นใจและสามารถดูแลอาการปวดในผู้ป่วยมะเร็งได้<br><strong>คำสำคัญ:</strong> อาการปวด ปวดจากมะเร็ง ประเมินอาการปวดโรคมะเร็ง</p> ปริพนธ์ พิชยพาณิชย์ ชวลิต ชยางศุ Copyright (c) 2021 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-28 2021-08-28 36 2 475 484