วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH <p>วารสารการแพทย์ MJSSBH เป็นวารสารทางวิชาการด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการวิจัย รายงานผู้ป่วย บทความที่น่าสนใจอันเป็นองค์ความรู้ใหม่ ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี คือ ฉบับที่ 1 (มค.-เมย.) ฉบับที่ 2 (พ.ค. – ส.ค.) และฉบับที่ 3 (ก.ย. – ธ.ค.) และเผยแพร่ทาง website <a href="Https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/index">https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/index</a></p> <p>โดยปัจจุบันวารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ได้รับการยอมรับและผ่านการรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 และอยู่ในฐานข้อมูล TCI</p> <p>ISSN: 0857-2895 (print)<br />ISSN: 2730-2687 (online)</p> ห้องสมุดโรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ 10/1 ถนนหน้าสถานี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ 31000 th-TH วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ 0857-2895 สารบัญ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/281908 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 (2) (3) การรักษาความมีชีวิตของฟันโดยการตัดเนื้อเยื่อในออกบางส่วนในฟันหน้าปลายรากเปิดด้วย Retro MTATM : กรณีศึกษาผู้ป่วย 2 ราย ติดตามผล 2 ปี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/280004 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การรักษาความมีชีวิตของฟัน (Vital pulp therapy) เป็นกระบวนการรักษาทางวิทยาเอนโดดอนท์ มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมีชีวิตของฟัน และสภาวะของเนื้อเยื่อในไว้ เพื่อให้ปลายรากฟันเจริญพัฒนาต่อไป ในฟันที่เกิดการบาดเจ็บมีการหักของฟันถึงชั้นเนื้อเยื่อใน (Complicated crown fracture) มีการเผยผึ่งของเนื้อเยื่อใน หลักในการรักษาคือ กำจัดสิ่งที่ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อ และปิดแผลเนื้อเยื่อในที่เผยผึ่งด้วยวัสดุที่มีความเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อ มีความแข็งแรง แนบสนิท เพื่อป้องกันการรั่วซึมซึ่งอาจทำให้การรักษาล้มเหลวได้ <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อนำเสนอวิธีการในการรักษาเนื้อเยื่อในแบบคงความมีชีวิตด้วยการตัดเนื้อเยื่อในส่วนตัวฟันออกบางส่วน โดยมีทางเลือกอื่นของการรักษา (Alternative treatment) เป็นการตัดเนื้อเยื่อในส่วนตัวฟันออกทั้งหมด และแสดงถึงความสำเร็จของการรักษาเมื่อติดตามผลการรักษา 2 ปี<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษารายกรณี (Case study) โดยการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วย ซึ่งเก็บข้อมูลอาการ อาการแสดง ผลการตรวจทางรังสีวิทยา การรักษาและการติดตามผล ในผู้ป่วยที่เกิดอุบัติเหตุฟันหน้าหักจนถึงชั้นเนื้อเยื่อในเผยผึ่ง ในฟันปลายรากเปิด<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยทั้ง 2 ราย ที่ได้รับการรักษาโดยการตัดเนื้อเยื่อในออกบางส่วน และปิดทับด้วยวัสดุไบโอเซรามิค (Retro MTATM) รายแรก ผู้ป่วยชายไทย อายุ 8 ปี ได้รับอุบัติเหตุ ล้มฟันหน้ากระแทก ซี่ #11 #21 หักจนถึงชั้นเนื้อเยื่อในเผยผึ่ง รายที่ 2 ผู้ป่วยชายไทย อายุ 8 ปี ได้รับอุบัติเหตุฟันหน้าซี่ 21 หัก ถึงชั้นเนื้อเยื่อใน และปลายรากฟันยังมีการสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ทั้ง 2 ราย หลังได้รับการรักษา มีการติดตามผลการรักษาในระยะ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และ 2 ปี ผู้ป่วยไม่มีอาการปวดใดๆ ฟันไม่มีการเปลี่ยนสี จากภาพถ่ายรังสี มีความยาวของรากฟันเพิ่มขึ้น ผนังคลองรากฟันมีความหนาเพิ่มขึ้น รูเปิดปลายรากฟันมีขนาดเล็กลง <br /><strong>สรุป:</strong> ผลการรักษา พบว่าฟันหน้าทั้ง 2 ซี่มีการสร้างปลายรากฟันได้ตามปกติ มีการตอบสนองของเส้นใยประสาทในเนื้อเยื่อในโดยการกระตุ้นด้วยความเย็น รากฟันยาวขึ้น มีความหนาของรากฟันมากขึ้น มีการปิดของปลายรากฟัน และไม่มีการอักเสบติดเชื้อรอบปลายรากฟัน ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ การศึกษารายกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางการตรวจ วินิจฉัย การวางแผนการรักษา และการเลือกวัสดุที่ใช้ปิดเนื้อเยื่อในที่เผยผึ่ง อีกทั้งทันตแพทย์สามารถวิเคราะห์ ถึงปัจจัยที่มีผลสำเร็จต่อการรักษา และสามารถนำไปประยุกต์ใช้สำหรับผู้ป่วยรายอื่นๆต่อไปได้</p> ์ณัฐยา ลีลาอภิรดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 109 119 การรักษาฟันที่เกิดอุบัติเหตุหลุดออกจากเบ้าฟันที่มีภาวะการละลายของผิวรากฟัน : กรณีศึกษาผู้ป่วย 1 ราย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/280018 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> อุบัติเหตุฟันหลุดออกจากเบ้าฟันในฟันแท้เกิดได้ร้อยละ 0.5-3 ของจำนวนผู้ป่วยที่เกิดอุบัติเหตุใบหน้าและช่องปากทั้งหมด ส่วนใหญ่เกิดที่ฟันตัดหน้าในเด็กอายุ 8-12 ปี โดยเกิดในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงถึง 2.5 เท่า สิ่งสำคัญในการรักษาฟันที่หลุดออกจากเบ้าฟันนั้นคือการรักษาสภาวะปริทันต์บริเวณรากฟัน ให้เซลล์รอบรากฟันยังมีชีวิตอยู่ เพราะเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลให้เกิดการละลายของรากฟัน (root resorption) หรือเกิดภาวะฟันยึดติดกับกระดูก (ankylosis) ในเวลาต่อมา ซึ่งอาจทำให้การรักษายุ่งยากมากขึ้น <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อนำเสนอวิธีการในการรักษาฟันแท้ที่หลุดออกจากเบ้าฟัน กรณีฟันปลายรากปิดอยู่ในสภาวะแห้งเกิน 60 นาที โดยเน้นขั้นตอนการใส่ฟันกลับเข้าที่ การรักษาคลองรากฟันและการติดตามผลทางคลินิกหลังอุดคลองรากฟันเป็นเวลา 3 เดือน<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษารายกรณี โดยการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วย ซึ่งเก็บข้อมูลอาการ อาการแสดง ผลการตรวจทางรังสีวิทยา การรักษาและการติดตามผล ในผู้ป่วยที่เกิดอุบัติเหตุฟันแท้ที่หลุดออกจากเบ้าฟัน<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยเกิดภาวะการละลายที่ผิวรากฟัน (external root resorption) ในเดือนที่ 2 และมีการหยุดการละลายของรากฟันในเดือนที่ 6 หลังอุดคลองรากฟันได้มีการติดตามผลการรักษาต่อเนื่องจนถึง 3 เดือน ผู้ป่วยไม่มีอาการบ่งชี้ถึงการติดเชื้อ ไม่มีอาการปวด ฟันไม่โยก ฟันไม่เปลี่ยนสี ระดับของฟันยังอยู่ในระนาบบดเคี้ยวเมื่อเทียบกับฟันข้างเคียง จากภาพถ่ายรังสี พบรากฟันมีการละลายและมีกระดูกมาแทนที่ แต่ยังพบลามินาดูรา (lamina dura) รอบปลายรากฟัน<br /><strong>สรุป:</strong> ฟันที่เกิดอุบัติเหตุหลุดออกจากเบ้าฟันควรได้รับการใส่ฟันกลับเข้าที่ให้เร็วที่สุด การจัดการที่ถูกต้องและทันท่วงทีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพยากรณ์โรคที่ดี การนัดติดตามอาการผู้ป่วยเป็นระยะ เพื่อให้สามารถตรวจพบภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น วางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกรผู้ป่วย และคำนึงถึงการใช้งาน (function) และความสวยงาม (esthetics) </p> ณัฐยา ลีลาอภิรดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 207 216 ผลการรักษาด้วยวิธีการอุดหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคเนื้องอกแองจิโอไมโอลิโปมาของไต: รายงานผู้ป่วย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/280108 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> เนื้องอกแองจิโอไมโอลิโปมาของไต (Angiomyolipoma; AML) เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงของไตที่อาจก่อให้เกิดภาวะเลือดออกในช่องท้องอย่างรุนแรง การรักษาด้วยวิธีการอุดหลอดเลือดทางหลอดเลือดแดง (Percutaneous transarterial embolization) เป็นทางเลือกในการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาการทำงานของไตและลดภาวะแทรกซ้อน<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่ออธิบายลักษณะทางคลินิก รายละเอียดการรักษา และผลลัพธ์ของการอุดหลอดเลือดในผู้ป่วยเนื้องอกแองจิโอไมโอลิโปมาของไต ที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาย้อนหลังนี้เป็นรายงานผู้ป่วยแบบรายงานผู้ป่วยหลายราย (Case series) โดยรวบรวมผู้ป่วย 15 รายที่ได้รับการรักษาด้วยการอุดหลอดเลือดก้อนเนื้องอกแองจิโอไมโอลิโปมาของไต ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ถึง พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ข้อมูลที่รวบรวมได้แก่ ข้อมูลประชากร ลักษณะก้อนเนื้องอกแองจิโอไมโอลิโปมาของไต รายละเอียดการอุดหลอดเลือด ภาวะแทรกซ้อน และผลลัพธ์การติดตาม<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยมีอายุมัธยฐาน 47 ปี (ช่วงอายุ 29–75 ปี) โดยเป็นเพศหญิง 12 ราย (ร้อยละ 80) ผู้ป่วย 2 รายมี AML ที่สัมพันธ์กับโรค Tuberous sclerosis complex (TSC) ขนาดของก้อนเนื้องอกแองจิโอไมโอลิโปมาของไต เฉลี่ย 9.7 ซม. (ช่วง 4.5–18 ซม.) วัสดุที่ใช้ในการอุดหลอดเลือดได้แก่ PVA particles ใน 12 ราย ขดลวด (Coils) ร่วมกับ gelfoam ใน 3 ราย และ Glue ใน 1 ราย การรักษาสำเร็จทางเทคนิคในทุกราย (ร้อยละ 100) โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ในการติดตามภาพทางรังสีวิทยาเฉลี่ย 3 เดือน พบว่าก้อนเนื้องอกแองจิโอไมโอลิโปมาของไต มีขนาดลดลง<br /><strong>สรุป:</strong> การอุดหลอดเลือดเป็นการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยโรคก้อนเนื้องอกแองจิโอไมโอลิโปมาของไต โดยให้ผลลัพธ์ทางเทคนิคสูงและมีภาวะแทรกซ้อนน้อย การศึกษานี้สนับสนุนให้การอุดหลอดเลือดเป็นทางเลือกแรกในการรักษาก้อนเนื้องอกแองจิโอไมโอลิโปมาของไตขนาดใหญ่หรือในผู้ป่วยที่มีอาการ</p> ชนัตถ์ เต็งศิริอรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 269 275 บทความทางวิชาการเรื่อง โรคเมลิออยโดสิสในเด็ก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/278611 <p> โรคเมลิออยโดสิส (melioidosis) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียแกรมลบ Burkholderia pseudomallei ซึ่งพบได้ทั่วไปในดินและน้ำในประเทศเขตร้อน โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียทางเหนือ ประเทศไทยพบผู้ป่วยมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูฝน การติดต่อเกิดจากการสัมผัสเชื้อผ่านทางผิวหนัง การกิน หรือการหายใจ อาการแสดงทางคลินิกมีความหลากหลาย ในผู้ใหญ่มักพบโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น เบาหวานหรือโรคไต และมักพบการติดเชื้อที่ปอดมากที่สุด ขณะที่ในเด็กส่วนใหญ่มักไม่พบโรคประจำตัวซึ่งแตกต่างจากผู้ใหญ่ และมีอาการแสดงที่พบบ่อยคือการติดเชื้อเฉพาะที่ เช่น การติดเชื้อที่ผิวหนัง หรือต่อมน้ำลายพาโรติดอักเสบเป็นฝี (suppurative parotitis) ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กในประเทศไทย การวินิจฉัยมาตรฐาน (gold standard) คือการเพาะเชื้อจากสิ่งส่งตรวจทางคลินิก การรักษาแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1) ระยะต้องรักษาด้วยยาต้านจุลชีพทางหลอดเลือดดำ (initial intensive therapy) โดยยาหลักคือ ceftazidime และ 2) ระยะการรักษาต่อเนื่องด้วยยาต้านจุลชีพชนิดรับประทาน (eradication therapy) เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ โดยยาหลักคือ co-trimoxazole ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค การป้องกันจึงเน้นการหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินหรือน้ำโดยตรงในกลุ่มเสี่ยง</p> ณัฐ อารยะพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 37 45 บทบรรณาธิการ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/281906 เชาว์วัศ พิมพ์รัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 (1) (1) ผลของการใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองและระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/277764 <p><strong>บทนำ:</strong> โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยโดยเฉพาะจังหวัดสุรินทร์ ผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมาย ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพจึงเป็นแนวทางสำคัญในการควบคุมโรคและนำไปสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบ<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด (ระดับน้ำตาลสะสม) ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กับกลุ่มที่ได้รับการดูแลในรูปแบบเดิม และเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ค่าระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว และการใช้ยารักษาเบาหวานในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลังเข้าโปรแกรม<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลท่าตูม จำนวน 96 คน แบ่งเป็น กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 48 คน ระยะเวลา 14 สัปดาห์ วิเคราะห์ด้วยสถิติ dependent t-test และ independent t-test ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> หลังการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีระดับน้ำตาลสะสมในเลือดเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (mean difference –0.7 %, p = 0.01) และลดลงจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (mean difference –0.3 %, p &lt; 0.001) คะแนนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (mean difference +1.5 คะแนน, p &lt; 0.001) ขณะที่ค่าดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอวมีแนวโน้มลดลง (mean difference –0.2 กก./ม², p = 0.06; mean difference –1.7 ซม., p = 0.20) แต่ไม่แตกต่างทางสถิติ นอกจากนี้ ผู้ป่วยร้อยละ 35.4 ลดการใช้ยา และร้อยละ 2.1 สามารถหยุดยาได้หลังจบโปรแกรม<br /><strong>สรุป:</strong> โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองและลดระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ผลการศึกษาสะท้อนถึงศักยภาพของโปรแกรมในการบูรณาการเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ โดยการศึกษาระยะยาวเพิ่มเติมจะช่วยยืนยันความยั่งยืนและผลกระทบเชิงระบบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p> อภิรุจี ประดับศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 1 13 การเปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิต อัตราการเกิดซ้ำ และการแพร่กระจายของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมเทียบกับการนำเต้านมออกทั้งหมด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279398 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การเลือกวิธีผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมในกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุ (≥70 ปี) ระหว่างการตัดเต้านมออก ทั้งหมด (Total mastectomy) และการผ่าตัดแบบสงวนเต้า (Breast Conserving Surgery: BCS) มีความท้าทายในประเด็นเกี่ยวกับแนวทางการรักษาในปัจจุบันที่มุ่งเน้นการคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตโดย ไม่ลดทอนผลการรักษา<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบระยะเวลาปลอดโรค (Disease-Free Survival: DFS) และอัตราการ รอดชีวิตโดยรวม (Overall Survival: OS) ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะไม่แพร่กระจาย อายุตั้งแต่ 70 ปี ขึ้นไป ที่ได้รับการผ่าตัดแบบ Mastectomy และ BCS ในโรงพยาบาลบุรีรัมย์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิเคราะห์ย้อนหลัง (Retrospective cohort study) ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจำนวน 146 ราย (Total mastectomy 122 ราย BCS 24 ราย) วิเคราะห์ความแตกต่างของข้อมูลพื้นฐานด้วยสถิติ T-test และเปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิตด้วยวิธี Kaplan-Meier และ Log-rank test<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยกลุ่ม Total mastectomy มีขนาดก้อนมะเร็งเฉลี่ยใหญ่กว่ากลุ่ม BCS อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (3.38 ซม. vs 2.31 ซม., p=0.002) อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ระยะยาว พบว่าอัตราการ รอดชีวิตโดยรวม (OS) และระยะเวลาปลอดโรค (DFS) ของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญ (OS p-value = 0.756, DFS p-value = 0.405)<br /><strong>สรุป:</strong> การผ่าตัดแบบสงวนเต้า (BCS) ให้ผลลัพธ์ด้านการรอดชีวิตที่ไม่ด้อยกว่าการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด (Total mastectomy) ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะไม่แพร่กระจายอายุตั้งแต่ 70 ปี ขึ้นไป</p> เพียรเลิศ มูลวิริยกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 15 24 การประเมินผลโปรแกรมการเสริมสร้างความตระหนักต่อผลกระทบการใช้กัญชาในนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่ง จังหวัดบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279223 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> สังคมไทยจะต้องช่วยป้องกันเด็กเข้าถึงกัญชา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของอาหาร และยาเสพติดต่างๆ โดยการให้ข้อดีข้อเสีย ประโยชน์และโทษของกัญชา อันตรายของกัญชา รวมทั้งสร้างความตระหนัก ให้คำแนะนำ ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความตระหนักต่อผลกระทบการใช้กัญชาที่พัฒนาในนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่ง จังหวัดบุรีรัมย์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลอง (Quasi-experimental study) แบบสองกลุ่มวัดสองครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับ ปวช. อายุ 16-18 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในวิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่ง จังหวัดบุรีรัมย์ เข้าร่วมการวิจัยโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 102 คน แบ่ง 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง จำนวน 51 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 51 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นโปรแกรมเสริมสร้างความตระหนักต่อผลกระทบการใช้กัญชา และแบบสอบถามความรู้ ดำเนินการศึกษาระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ.2566 - กรกฎาคม พ.ศ.2567 <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มทดลองส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับกัญชาโดยรวม อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 66.7 (2.57±0.671) แสดงว่าผลของโปรแกรมมีความตระหนักในผลกระทบของการใช้กัญชาระดับมาก ในส่วนของกลุ่มควบคุม ส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับกัญชาโดยรวม อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 43.1 (2.34±0.849) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับกัญชาของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ พบว่า กลุ่มทดลอง มีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ เท่ากับ 2.57 กลุ่มควบคุม มีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ เท่ากับ 2.34 ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p - value &lt; 0.05) <br /><strong>สรุปผล:</strong> โปรแกรมการเสริมสร้างความตระหนักต่อผลกระทบการใช้กัญชาในนักศึกษาระดับ ปวช. ที่พัฒนาขึ้นมีผลต่อความรู้ ความตระหนักต่อผลกระทบการใช้กัญชาในกลุ่มทดลองมากขึ้น เป็นไปตามเป้าหมาย และบุคลากรทางการศึกษาสามารถนำโปรแกรมฯดังกล่าวไปขยายผลในวิทยาลัยแห่งอื่นในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และบรรจุเป็นกิจกรรมพิเศษในหลักสูตรการเรียนการสอนได้</p> ชลธิชา จึงมั่นคง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 25 36 ความพึงพอใจของพยาบาลต่อการใช้งานเครื่อง Negative Pressure Wound Therapy Intermittent Mode แบบประดิษฐ์เอง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/280741 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> อุปกรณ์บำบัดแผลด้วยแรงดันลบ (NPWT) มาตรฐานมีราคาแพง ส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ ผู้วิจัยจึงสร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่อง NPWT Intermittent mode ที่พัฒนาขึ้นเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการบำบัด<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจของพยาบาลที่มีต่อการใช้เครื่อง NPWT Intermittent mode ที่พัฒนาขึ้นเอง (ด้านการใช้งานทั่วไป, การเปรียบเทียบกับระบบ Continuous mode แบบดั้งเดิม และ ความมั่นใจในการใช้งานและแก้ไขปัญหา)ระหว่างระยะเริ่มต้นใช้งาน (2 สัปดาห์) และระยะที่มีประสบการณ์ (3 เดือน)<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> งานวิจัยเชิงพรรณนาแบบติดตามตามยาว (Longitudinal study) ในกลุ่มตัวอย่างพยาบาลวิชาชีพ หอผู้ป่วยศัลยกรรม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จำนวนทั้งสิ้น 36 คน ระหว่างพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ถึง มกราคม พ.ศ. 2569 เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามความพึงพอใจ แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ค่าความน่าเชื่อถือสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคอยู่ระหว่าง 0.81-0.96 วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างระยะ 2 สัปดาห์แรก (T1) และภายหลังใช้งาน 3 เดือน (T2) ด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ภายหลังการใช้งาน 3 เดือน พยาบาลมีระดับความพึงพอใจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้านเมื่อเปรียบเทียบกับระยะเริ่มต้น โดยด้านความเชื่อมั่นในการใช้งานและการแก้ไขปัญหามีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นสูงสุด (Mean 4.4 <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\pm&amp;space;" alt="equation" /> 0.3 vs 4.0 <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\pm&amp;space;" alt="equation" /> 0.6; p &lt; 0.001) รองลงมาคือด้านการเปรียบเทียบประสิทธิภาพที่เหนือกว่าระบบ Continuous Mode แบบดั้งเดิม (Mean 4.4 <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\pm&amp;space;" alt="equation" /> 0.4 vs 4.1 <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\pm&amp;space;" alt="equation" /> 0.6; p &lt; 0.001) และด้านความพึงพอใจในการใช้เครื่อง (Mean 4.3 <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\pm&amp;space;" alt="equation" /> 0.4 vs 4.2 <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\pm&amp;space;" alt="equation" /> 0.6; p &lt; 0.001) ตามลำดับ<br /><strong>สรุป:</strong> เครื่อง NPWT Intermittent Mode ที่พัฒนาขึ้นเองได้รับการยอมรับในระดับสูงจากพยาบาลวิชาชีพ โดยช่วงเวลาและประสบการณ์ในการปฏิบัติงานเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจ สนับสนุนการประยุกต์ใช้นวัตกรรมนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยและลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล</p> เปรมศักดิ์ ศักรินพานิชกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 47 55 ปัจจัยพยากรณ์การเกิดภาวะหนาวสั่นในผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลังในโรงพยาบาลศรีสะเกษ: การศึกษาแบบกรณีควบคุมย้อนหลัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279033 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ภาวะหนาวสั่นสามารถพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัด โดยมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายปัจจัย ผู้วิจัยต้องการศึกษาหาจำนวนปัจจัยที่น้อยที่สุดที่จะสามารถพยากรณ์การเกิดภาวะนี้ได้ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนดูแลต่อไป <br /><strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> เพื่อหาปัจจัยพยากรณ์การเกิดภาวะหนาวสั่นในผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลังในโรงพยาบาลศรีสะเกษ<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาแบบ retrospective case-control study โดยใช้ข้อมูลจากบันทึกการระงับความรู้สึกและทะเบียนห้องพักฟื้น ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2566 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 โดยคำนวณกลุ่มตัวอย่างจาก pilot study ได้จำนวน case 570 ราย และ control 570 ราย การนำเสนอค่าสถิติเชิงพรรณนา ใช้ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การนำเสนอค่าสถิติเชิงอนุมาน ใช้ independent t-test, chi square ตามลักษณะของข้อมูล ส่วนสถิติในการหาปัจจัยพยากรณ์ ใช้ univariable และ multivariable logistic regression นำเสนอข้อมูลด้วย odds ratio และ 95% CI เลือกตัวแปรที่จะเป็นปัจจัยพยากรณ์โดยใช้ค่า p-value &lt; 0.05 และแสดงค่าพื้นที่ใต้เส้นโค้งลักษณะการทำงานของตัวรับ (area under the receiver operating characteristic curve: AuROC) ของปัจจัยพยากรณ์ที่สำคัญ<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะหนาวสั่นที่มีนัยสำคัญทางสถิติคือ เพศหญิง อายุน้อย เข้ารับการผ่าตัดทางนรีเวชและศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะ เวลาที่ใช้ในการผ่าตัดมากกว่า 60 นาที (p-value = 0.049) มีการเสียเลือดมากกว่า 150 มิลลิลิตร ระดับการชา (&gt;T10, p-value = 0.01) และได้รับสารน้ำมากกว่า 500 มิลลิลิตร (p-value &lt; 0.01) เมื่อนำปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมดมาคำนวณทางสถิติ พบความสามารถในการพยากรณ์รวม (AuROC) ที่ร้อยละ 65.5 เมื่อคัดเลือกปัจจัยสำคัญ คือ กลุ่มอายุ แผนกในการผ่าตัด และปริมาณการสูญเสียเลือด มาคำนวณ พบความสามารถในการพยากรณ์ (AuROC) ที่ร้อยละ 65.0 ซึ่งสามารถให้ความแม่นยำในการพยากรณ์ได้ใกล้เคียงกับการใช้หลายปัจจัยในการพยากรณ์<br /><strong>สรุป:</strong> การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การใช้ปัจจัยที่สำคัญ คือ กลุ่มอายุตั้งแต่ 60 ปีลงมา เข้ารับการผ่าตัดในแผนกนรีเวช ศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะ หรือศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ และเสียเลือดมากกว่า 150 มิลลิลิตร สามารถใช้ทำนายการเกิดภาวะหนาวสั่น และสามารถใช้เป็นแนวทางคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงในห้องผ่าตัดได้ </p> ปริศนา สนใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 57 66 อัตราและปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัส RSV ที่รุนแรงในเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279135 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> โรคติดเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจส่วนล่างเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตในเด็ก โดยเฉพาะเชื้อ RSV จึงมีการศึกษาปัจจัยเสี่ยงเพื่อช่วยวางแผนป้องกันและปรับระบบการบริการทางสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาอัตราการติดเชื้อและปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus (RSV) ที่มีความรุนแรงในผู้ป่วยเด็ก<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบ Retrospective Study โดยใช้ข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยย้อนหลัง ศึกษาในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยยืนยันติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอาร์เอสวี และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบอัตราเด็กที่ติดเชื้อ RSV รุนแรงจำนวน 85 ราย (ร้อยละ 43.4) จากผู้ป่วยเด็กวินิจฉัย RSV ทั้งหมด 196 ราย จากผลการวิเคราะห์ Multivariate logistic regression พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เด็กที่มีโรคประจำตัว (Adjusted OR = 3.89, 95%CI: 1.11–13.63, p = 0.03) และการกินนมแม่ไม่ครบ 6 เดือน (Adjusted OR = 9.23, 95%CI: 4.32–19.70, p &lt; 0.01) นอกจากนี้เด็กที่ติดเชื้อ RSV รุนแรงมีระยะเวลานอนโรงพยาบาลนานกว่ากลุ่มที่ไม่รุนแรงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (6.5±1.8 วัน เทียบกับ 4.7±1.8 วัน, p&lt;0.01)<br /><strong>สรุป:</strong> อัตราการติดเชื้อไวรัส RSV รุนแรงในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศีขรภูมิคิดเป็นร้อยละ 43.4 โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดโรครุนแรงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เด็กที่มีโรคประจำตัวและการกินนมแม่ไม่ครบ 6 เดือน </p> ชลกร จรุงจิตตานุสนธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 67 76 การพัฒนารูปแบบการเอกซเรย์เชิงรุกด้วยนวัตกรรม KRASANG MODEL MMXA (Modified Mobile X-ray Ambulance) เพื่อคัดกรองค้นหาผู้ป่วยวัณโรค โรงพยาบาลกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/278123 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> วัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย โดยมีอัตราการป่วยและเสียชีวิตสูงและการเข้าถึงบริการคัดกรองยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทซึ่งมีอุปสรรคด้านการเดินทาง ความแออัดในโรงพยาบาลและการวินิจฉัยที่ล่าช้า จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบคัดกรองที่เข้าถึงประชากรกลุ่มเสี่ยงได้รวดเร็วและครอบคลุม<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการเอกซเรย์เชิงรุกด้วยนวัตกรรม KRASANG MODEL MMXA ในการคัดกรองและค้นหาผู้ป่วยวัณโรคเชิงรุก <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยออกแบบและดัดแปลงรถพยาบาลให้ติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ทรวงอกเคลื่อนที่พร้อมระบบป้องกันรังสีและซอฟต์แวร์ AI สำหรับอ่านผลภาพรังสี ดำเนินการศึกษาระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2567 ในพื้นที่อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างคือประชากรกลุ่มเสี่ยงวัณโรค 5 กลุ่ม โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกผลการตรวจและแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ในปี พ.ศ. 2566 และ พ.ศ.2567 พบว่า มีผู้เข้ารับการคัดกรองวัณโรคด้วยการเอกซเรย์ทรวงอกจำนวน 1,832 และ 2,115 ราย ตามลำดับ พบความผิดปกติของปอด ร้อยละ 25.1 และ 20.3 และยืนยันผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ 16 และ 42 รายตามลำดับ ทำให้อัตราความครอบคลุมการขึ้นทะเบียนรักษาผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 57.3 ในปี 2565 เป็นร้อยละ 85.5 ในปีพ.ศ. 2567 ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนด (&gt; ร้อยละ 85) ผู้รับบริการและเจ้าหน้าที่ประเมินความพึงพอใจอยู่ในระดับ “มากที่สุด” ในทุกด้าน<br /><strong>สรุป:</strong> นวัตกรรม KRASANG MODEL MMXA เป็นรูปแบบบริการเอกซเรย์เคลื่อนที่ที่มีประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำ และเหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชน สามารถเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดความแออัดและระยะเวลารอคอยในโรงพยาบาล เพิ่มอัตราการค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ และลดการแพร่กระจายเชื้อในชุมชน นวัตกรรมนี้จึงมีศักยภาพในการขยายผลเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ “End TB” ขององค์การอนามัยโลกและเป็นต้นแบบของการบริการสาธารณสุขเชิงรุกที่ยั่งยืนในอนาคต</p> ทาริกา สมนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 77 85 เนื้องอกโพรงจมูกชนิด Papilloma ในโรงพยาบาลมหาราชนคราราชสีมา : การทบทวนย้อนหลัง 10 ปี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279191 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> Papilloma เป็นเนื้องอกที่พบได้น้อยในกลุ่มเนื้องอกโพรงจมูกทั้งหมด แม้ไม่ใช่เนื้อร้ายแต่สามารถลุกลามไปอวัยวะข้างเคียงได้ ภาวะกลับเป็นซ้ำสูง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาล่าช้า <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิก ตลอดจนการรักษาและภาวะแทรกซ้อนของเนื้องอกโพรงจมูกชนิด Papilloma ในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา โดยศึกษาผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเนื้องอกโพรงจมูก Papilloma และได้รับการรักษาระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.2557 – กันยายน พ.ศ.2567 <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้เข้าร่วมการศึกษา 116 ราย อายุเฉลี่ย 53.15 ± 14.1 ปี เพศชาย 76 ราย (ร้อยละ 65.5) อาการแสดงส่วนใหญ่พบอาการคัดจมูกข้างเดียว (ร้อยละ 84.5) ลักษณะชิ้นเนื้อพบกลุ่ม Inverted Papilloma สูงที่สุด (ร้อยละ 88.8) ตำแหน่งการเกิดของเนื้องอกโพรงจมูกส่วนใหญ่พบบริเวณ Maxillary sinus (ร้อยละ 43.9) การผ่าตัดเนื้องอกโพรงจมูกเป็นการผ่าตัดโดย endoscopic endonasal approach (EEA) 81 ราย (ร้อยละ 69.8) และ EEA combined external approach 35 ราย (ร้อยละ 30.2) รายงาน Synchronous malignancy 4 ราย ส่วนใหญ่ไม่พบภาวะแทรก ซ้อนหลังจากผ่าตัดร้อยละ 93.1 ระยะเวลาติดตามหลังผ่าตัดโดยเฉลี่ย 19 เดือนหลังผ่าตัด<br /><strong>สรุป:</strong> Papilloma พบบ่อยในเพศชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี โดย Inverted papilloma เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ปัจจุบันการผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้องในโพรงจมูกยังคงเป็นมาตรฐานในการรักษา เนื่องจากเป็นเนื้องอกกลับเป็นซ้ำได้สูง การนัดติดตามผู้ป่วยหลังการผ่าตัดควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในระยะยาว</p> มัลลิกา แสงวารี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 87 95 ประสิทธิผลของแนวทางปฏิบัติการเริ่มและการหย่าออกซิเจนอัตราไหลสูงในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะหายใจลำบากจากการติดเชื้อทางเดินหายใจ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/278896 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงเป็นวิธีการช่วยหายใจแบบไม่รุกรานที่ได้รับการยอมรับในการรักษาผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะหายใจลำบากจากสาเหตุต่าง ๆ เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการลดอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจ และมีใช้เพิ่มขึ้นในโรงพยาบาลชุมชน แต่ยังขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับการเริ่มและการหย่า กุมารแพทย์จึงได้พัฒนาแนวทางปฏิบัติขึ้น <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลของแนวทางปฏิบัติการเริ่มและการหย่าออกซิเจนอัตราไหลสูง ในการลดระยะเวลาการใช้ออกซิเจนอัตราไหลสูง <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสังเกตแบบย้อนหลังในผู้ป่วยเด็กอายุ 1 เดือน ถึง 15 ปี ที่มีภาวะหายใจลำบากจากการติดเชื้อทางเดินหายใจและโรคหืดกำเริบที่ได้รับการรักษาด้วยออกซิเจนอัตราไหลสูง ในหอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่าง กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2567 โดยวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่ามัธยฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติ t-test และ Fisher's exact test และวิเคราะห์ประสิทธิผลโดยใช้สมการถดถอยพหุคูณ <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มที่ใช้แนวทางปฏิบัติ 79 ราย และกลุ่มที่ไม่ใช้แนวทางปฏิบัติ 135 ราย เพศ อายุ และน้ำหนัก ไม่แตกต่างกัน โรคที่วินิจฉัยต่างกัน ได้แก่ croup (ร้อยละ 7.6, 0, p = 0.002) bronchitis (ร้อยละ 20.3, 8.9, p = 0.021) pneumonia (ร้อยละ 48.1, 63, p = 0.045) หลังปรับตัวแปรด้วยสมการถดถอยพหูคูณ พบว่า กลุ่มที่ใช้แนวทางปฏิบัติลดระยะเวลาใช้ออกซิเจนอัตราไหลสูงได้ 11.4 ชั่วโมง (95% CI –20.68, -2.03, p = 0.017) ลดระยะเวลาหย่าออกซิเจนอัตราไหลสูงได้ 10.6 ชั่วโมง (95% CI –18.62, -2.61, p = 0.009) และลดระยะเวลานอนโรงพยาบาลได้ 15.6 ชั่วโมง (95% CI –28.09, -3.15, p = 0.014) <br /><strong>สรุป:</strong> แนวทางปฏิบัติการเริ่มและการหย่าออกซิเจนอัตราไหลสูงช่วยลดระยะเวลาการใช้ออกซิเจนอัตราไหลสูง และลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลได้</p> สามินี อาจนาเสียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 97 107 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรุนแรงของอาการและผลการรักษาในเด็กออทิสติก คลินิกพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/280917 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> โรคออทิสติกสเปกตรัมเป็นความผิดปกติทางพัฒนาการระบบประสาทที่มีความชุกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก องค์การอนามัยโลกรายงานว่ามีเด็ก 1 ใน 100 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก ในประเทศไทยมีเด็กออทิสติกประมาณ 1 ใน 161 คน การวินิจฉัยและการรักษาตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญอย่างมากต่อผลลัพธ์ในระยะยาว อย่างไรก็ตามยังพบว่าเด็กออทิสติกแต่ละรายมีความแตกต่างกันมากในเรื่องของความรุนแรงของอาการและการตอบสนองต่อการรักษา โดยเฉพาะในบริบทของโรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลทั่วไปที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและบุคลากร การศึกษาส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเน้นศึกษาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเมือง ทำให้ขาดข้อมูลจากโรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลทั่วไปซึ่งให้บริการเด็กออทิสติกส่วนใหญ่ของประเทศ<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับความรุนแรงของอาการและผลการรักษาในผู้ป่วยเด็กโรคออทิสติกสเปกตรัมที่มารับบริการที่คลินิกพัฒนาการ โรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังโดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยเด็กออทิสติกอายุ 1-15 ปี ที่เข้ารับการรักษาต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี ณ คลินิกพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ในช่วงปี พ.ศ. 2557-2568 รวม 78 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test และ Independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; 0.05<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 85.9) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความรุนแรงของอาการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุขณะเริ่มการรักษา โดยเด็กที่เริ่มรักษาเมื่ออายุมากกว่า 6 ปี มีแนวโน้มอาการรุนแรงกว่ากลุ่มเริ่มรักษาเร็วก่อน 6 ปี (p = 0.022) สำหรับผลการรักษา พบว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นเร็วคือ ความสม่ำเสมอในการเข้ารับบริการ (p = 0.044) และการปฏิบัติตามแนวทางการรักษาได้อย่างครบถ้วน สม่ำเสมอ (p = 0.012) <br /><strong>สรุป:</strong> การวินิจฉัยและเริ่มการรักษาตั้งแต่อายุน้อย ความต่อเนื่องในการรักษาและการปฏิบัติตามแนวทางการรักษาได้อย่างครบถ้วนสม่ำเสมอ เป็นปัจจัยที่ทำให้ความรุนแรงของตัวโรครุนแรงลดลง และผลการรักษาดีขึ้นได้ในทุกช่วงวัย ผลการศึกษานี้เน้นย้ำ ถึงความสำคัญของระบบการคัดกรองเชิงรุกและความร่วมมือของครอบครัวใน การดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องในระดับชุมชน</p> อัญชลี ลวดเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 121 129 อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่มีภาวะตีบตันใต้กล่องเสียงหลังใส่ท่อหายใจในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/280919 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การใส่ท่อหายใจในผู้ป่วยวิกฤตเป็นการรักษาชนิดหนึ่งในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อทางเดินหายใจได้ ภาวะตีบตันใต้กล่องเสียง เป็นภาวะแทรกซ้อนอย่างหนึ่ง ที่พบได้หลังถอดท่อหายใจ ที่ทำให้ผู้ป่วยหายใจเสียงดัง หายใจลำบาก หอบเหนื่อยและอาจต้องทำการผ่าตัดเจาะคออย่างเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เสียชีวิต ปัจจัยที่เป็นสาเหตุการเกิดภาวะตีบตันใต้กล่องเสียง ยังไม่เป็นที่สรุปแน่ชัด บางรายเกิดจากการใส่ท่อหายใจที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อกล่องเสียง การใส่ท่อหายใจหลายครั้ง การใส่ท่อหายใจนานมากกว่า 7 วัน การติดเชื้อบริเวณกล่องเสียงและทางเดินหายใจ ผู้ป่วยโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคกรดไหลย้อน เป็นต้น<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินอัตราการรอดชีวิตและค่ามัธยฐานระยะเวลารอดชีวิตของผู้ป่วยที่มีภาวะตีบตันใต้ กล่องเสียงหลังใส่ท่อหายใจ ในการติดตามผล 18 ปี และระบุปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกที่มีความสัมพันธ์ต่อการรอดชีวิต<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง จากเวชระเบียนผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลบุรีรัมย์ โดยเป็นผู้ป่วย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และใช้ Kaplan-Meier Method และ Cox Proportional Hazards Regression Model ค้นหาปัจจัยอิสระที่เกี่ยวข้องกับอัตราการรอดชีวิต<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยภาวะตีบตันใต้กล่องเสียงหลังใส่ท่อหายใจ จำนวน 46 ราย รักษาหายจำนวน 7 ราย (ร้อยละ 15.2) ต้องใส่ท่อเจาะคอระยะยาวจำนวน 23 ราย (ร้อยละ 50.0) และเสียชีวิตจำนวน 16 ราย (ร้อยละ 34.8) มัธยฐานระยะเวลาการรอดชีวิตเท่ากับ 1,185 วัน (เทียบเท่า 3.2 ปี ) อัตราการรอดชีวิต ณ 1 5 และ 10 ปี เท่ากับ ร้อยละ 73.9 39.1 และ 6.5 ตามลำดับ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นคือ โรคปอดอักเสบ (HR = 2.859) ในขณะที่ อายุ ความรุนแรงของการตีบ การเจาะคอ และระยะเวลาการใส่ท่อหายใจ ไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการรอดชีวิต <br /><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วยภาวะตีบตันใต้กล่องเสียงหลังใส่ท่อหายใจ มีอัตราการรอดชีวิตในเวลา 5 ปี เท่ากับร้อยละ 39.1 มัธยฐานระยะเวลาการรอดชีวิตเท่ากับ 1,185 วัน โรคปอดอักเสบเป็นปัจจัยพยากรณ์ที่ไม่ดีจึงควรพิจารณาเป็นพิเศษในการวางแผนการรักษา และการดูแลผู้ป่วยก่อนและหลังใส่ท่อหายใจที่ดีจะลดการเกิดภาวะตีบตันใต้กล่องเสียงได้ </p> บรรลือ อูรณการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 131 142 การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบติดเชื้อในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ของประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/278378 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบติดเชื้อเป็นภาวะที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงทั้งในขณะรักษาตัวในโรงพยาบาลในระยะยาวหลังจากติดเชื้อ เชื้อก่อโรคที่พบบ่อยในประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ Staphylococcus aureus (ร้อยละ 32.0) viridans group streptococci (ร้อยละ 18.0) enterococci (ร้อยละ 11.0) coagulase-negative staphylococcus (ร้อยละ 11.0) และ Streptococcus bovis (ร้อยละ 7.0) ภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบติดเชื้อมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตในโรงพยาบาลหลังการผ่าตัดอยู่ที่ร้อยละ 10.9 ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบติดเชื้อในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ของประเทศไทย<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาเชื้อก่อโรคที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบติดเชื้อ ลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วย และอัตราการเสียชีวิตหลังการผ่าตัดระหว่างปี พ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2565 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ของประเทศไทย<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การดำเนินการวิจัยเป็นรูปแบบศึกษาย้อนหลัง (Retrospective cohort study) ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบติดเชื้อในศูนย์ผ่าตัดหัวใจเปิด 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ และโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ระหว่างปี พ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2565<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> มีผู้ป่วยรวม 484 ราย อายุเฉลี่ย 51.1±16.2 ปี (ช่วง: 18–91 ปี) ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยเป็นเพศชาย มีผู้ป่วย 153 ราย (ร้อยละ 31.6) เข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัด โดยลิ้นหัวใจที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ได้แก่ ลิ้นหัวใจไมทรัลร้อยละ 46.9 ลิ้นหัวใจเอออร์ติกร้อยละ 29.3 ลิ้นหัวใจเอออร์ติกและไมทรัลร้อยละ 12.8 และลิ้นหัวใจไตรคัสปิดร้อยละ 6.0 และสามารถระบุชนิดของเชื้อก่อโรคได้ในผู้ป่วย 217 ราย (ร้อยละ 44.8) โดยเชื้อที่พบมากที่สุดได้แก่ Viridans group streptococci (ร้อยละ 26.7) Staphylococcus aureus (ร้อยละ 16.1) Streptococcus agalactiae (ร้อยละ 13.4) Streptococcus suis (ร้อยละ 11.1) Enterococcus faecalis (ร้อยละ 10.1) และ coagulase-negative staphylococci (ร้อยละ 6.0) ในจำนวนนี้ ผู้ป่วย 93 ราย (ร้อยละ 19.2) ได้รับยาปฏิชีวนะเพียงอย่างเดียว ผู้ป่วย 92 ราย (ร้อยละ 19.0) ปฏิเสธการผ่าตัด ผู้ป่วย 68 ราย (ร้อยละ 14.1) เสียชีวิตก่อนการผ่าตัด และผู้ป่วย 78 ราย (ร้อยละ 16.1) ถูกส่งตัวไปรักษาที่ศูนย์ตติยภูมิ โดยมีผู้ป่วย 153 ราย (ร้อยละ 31.6) ที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด อัตราการรอดชีวิตหลังการผ่าตัดอยู่ที่ร้อยละ 90.2<br /><strong>สรุป:</strong> เชื้อก่อโรคที่ทำให้เกิดภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ของประเทศไทยคือเชื้อ Viridans group streptococci ซึ่งสงสัยว่าจะมาจากพฤติกรรมการดูแลสุขภาพและสุขอนามัยช่องปากที่ไม่ดี ส่วนเชื้อที่น่าสนใจ ได้แก่ เชื้อ Streptococcus suis ที่สงสัยว่าจะมาจากพฤติกรรมการบริโภคเนื้อหมูดิบ และเชื้อ Enterococcus faecalis ที่สงสัยว่าจะมาจากสุขอนามัยในการใช้ห้องน้ำและปัจจัยด้านรายได้ อัตราการรอดชีวิตหลังการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับอัตราการเสียชีวิตทั่วโลก ปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดมากที่สุด ได้แก่ ภาวะช็อกจากภาวะหัวใจล้มเหลว การติดเชื้อรุนแรง และภาวะอวัยวะหลายส่วนล้มเหลว ผลการศึกษาเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบติดเชื้อในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ของประเทศไทย</p> วรัชญ์ ทักษิณาเจนกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 143 151 ประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ในโรงเรียนเบาหวานวิทยา อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/281016 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ปัจจุบันมีแนวทางดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อให้เข้าสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบ (diabetes remission) โดยมุ่งให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์วินิจฉัยเบาหวานโดยไม่ต้องใช้ยา ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของโปรแกรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดและเพื่อศึกษาระดับความรู้ ความเข้าใจ ในการดูแลตนเองผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยแบบ Retrospective Cohort กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ ≥18 ปี ที่รับบริการในศูนย์แพทย์ชุมชนอำเภอเมืองบุรีรัมย์ 3 แห่ง ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2567 – เมษายน พ.ศ.2568 จำนวน 54 ราย โปรแกรมฯประกอบด้วยกิจกรรมการให้ความรู้ ติดตามและประเมินผล ต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ เก็บข้อมูลก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Paired sample t-test<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง(ร้อยละ 68.5) อายุเฉลี่ย 55.0±4.9 ปี หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ค่าเฉลี่ย HbA1c ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 8.5% เป็น 7.6% (ลดลง 0.9%, p-value &lt;0.001) และพบว่ากลุ่มตัวอย่าง 6 รายจากทั้งหมด 54 รายเข้าสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบ(คิดเป็นร้อยละ 11.1) นอกจากนี้คะแนนความรู้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8.1 เป็น 11.1 คะแนน(คะแนนเต็ม 15 คะแนน p-value &lt; 0.001) <br /><strong>สรุป:</strong> โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดในโรงเรียนเบาหวานวิทยา อำเภอเมืองบุรีรัมย์ มีประสิทธิผลในการลด HbA1c และเพิ่มคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมถึงช่วยให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบได้ร้อยละ 11.1 ผลลัพธ์สนับสนุนการประยุกต์ใช้โปรแกรมเพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในสถานบริการอื่น</p> ศรัณยา ศิลากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 153 163 การศึกษาค่า ROX index เพื่อพยากรณ์ความสำเร็จของการรักษาด้วยออกซิเจนอัตราไหลสูงในผู้ป่วยเด็กโรคปอดติดเชื้อ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/281018 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ปอดติดเชื้อ (pneumonia) เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในเด็กทั่วโลก ภาวะหายใจลำบากเฉียบพลันจากปอดติดเชื้อ มักต้องได้รับการดูแลด้วยออกซิเจนอัตราไหลสูง (High-flow nasal cannula; HFNC) ผู้ป่วยบางรายไม่ตอบสนองต่อการรักษา การประเมินตัวชี้วัดที่สามารถทำนายผลลัพธ์ ตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญ โดยค่า Respiratory rate oxygenation index (ROX) index จะช่วยคัดกรองผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงล้มเหลวจาก HFNC ได้<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อหาค่า ROX index ที่เหมาะสมในการทำนายความสำเร็จของการรักษาด้วย HFNC ในผู้ป่วยเด็กโรคปอดติดเชื้อในโรงพยาบาลสตึก<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาแบบ retrospective observational study รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยเด็กโรคปอดติดเชื้อ อายุ 1 เดือน – 15 ปี ที่ได้รับการรักษาด้วย HFNC ระหว่างวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ ROC curve เพื่อประเมินความแม่นยำของค่า ROX index<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยจำนวน 175 ราย ประกอบด้วย กลุ่มรักษาสำเร็จ 167 ราย ร้อยละ 95.4 และกลุ่มล้มเหลว 8 ราย ร้อยละ 4.6 ค่า ROX index ของกลุ่มสำเร็จสูงกว่ากลุ่มล้มเหลวทุกช่วงเวลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ ROC curve พบว่าค่า ROX index ที่ 6 ชั่วโมง &gt; 4.7 มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในการรักษา ให้ค่า AUC 0.998, 95% CI เป็น 0.990–1.000, sensitivity ร้อยละ 98.2 และ specificity ร้อยละ 100<br /><strong>สรุป:</strong> ค่า ROX index ที่ 6 ชั่วโมงหลังเริ่ม HFNC เป็นตัวชี้วัดที่ดีที่สุด ในการทำนายความสำเร็จของ การรักษาในผู้ป่วยเด็กโรคปอดติดเชื้อ ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกและลดความล่าช้าในการใส่ท่อช่วยหายใจ</p> ฉันท์สินี สุนาวินวรรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 165 174 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรอดชีวิตในภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาล โดยหน่วยงานบริการการแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/280303 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาล เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญรวมทั้งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นทั่วโลก โดยมีอัตราการรอดชีวิตในระดับต่ำและแตกต่างกันตามระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency medical service, EMS) ของแต่ละพื้นที่ แม้ในประเทศไทยจะมีการศึกษาในหลายโรงพยาบาล แต่ข้อมูลปัจจัยและผลลัพธ์การกู้ชีพเฉพาะพื้นที่ของโรงพยาบาลสุรินทร์ยังมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วย<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการรอดชีวิตจนออกจากโรงพยาบาล รวมถึงภาวะที่กลับมามีการไหลเวียนของเลือด การรอดชีวิตจนได้รับการนอนรักษาที่โรงพยาบาล และระดับการทำงานของระบบประสาทและสมองของผู้ป่วย ซึ่งนำส่งโดยหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลสุรินทร์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาแบบ Retrospective cohort study ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาล ซึ่งนำส่งโดยหน่วยงานบริการการแพทย์ฉุกเฉินทั้งหมดมารักษา ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลสุรินทร์ เป็นสถานพยาบาลแรก ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 – วันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2568 เก็บข้อมูลโดยการสืบค้นเวชระเบียน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อมูลโดยใช้การถดถอยพหุโลจิสติก (Multiple logistic regression analysis)<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> มีผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 292 ราย พบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับการรอดชีวิตจนออกจากโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การเกิดเหตุในพื้นที่ที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยของผู้ป่วย (aOR = 5.48, 95%CI: 1.34 - 22.32) การใช้ยา Amiodarone ก่อนถึงโรงพยาบาล (aOR = 35.56, 95%CI: 3.61 - 350.34) และการมาถึงห้องฉุกเฉินโดยมีชีพจร (aOR = 99.22, 95%CI: 8.59 - 1146.12) โดยมีผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลที่รอดชีวิตจนออกจากโรงพยาบาล 13 ราย (ร้อยละ 4.5) และมีระดับการทำงานของระบบประสาทและสมองที่ดี จำนวน 14 ราย (ร้อยละ 4.8)<br /><strong>สรุป:</strong> การรอดชีวิตของผู้ป่วยในบริบทของโรงพยาบาลสุรินทร์สัมพันธ์อย่างมากกับปัจจัยในระยะก่อนถึงโรงพยาบาล โดยเฉพาะการกู้ชีพที่รวดเร็วจนกลับมามีการไหลเวียนของเลือดตั้งแต่จุดเกิดเหตุหรือระหว่างนำส่ง ดังนั้น การพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพและการเพิ่มอัตราการมีผู้พบเห็นเหตุการณ์ที่สามารถกู้ชีพเบื้องต้นได้ทันที จึงเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย </p> พริมา บุญวีรบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 175 184 ผลลัพธ์ทางคลินิกของการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตชนิด Allogeneic ในผู้ป่วยเด็ก ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างปี พ.ศ. 2558–2568 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/278424 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากผู้บริจาค (Allogeneic hematopoietic stem cell transplantation: Allo-HSCT) เป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการหายขาดสำหรับโรคทางโลหิตวิทยารวมถึงโรคพันธุกรรมและมะเร็งของระบบเลือด <br /><strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ และภาวะแทรกซ้อนของการปลูกถ่ายการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากผู้บริจาคที่เป็นพี่น้องที่มี HLA ตรงกันในผู้ป่วยเด็ก ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการดูแลผู้ป่วยให้ได้มีประสิทธิภาพและมีอัตราการหายขาดได้ มาตรฐานระดับสากล<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง เก็บข้อมูลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการปลูกถ่าย Allo-HSCT ที่มี HLA-match 10/10 ตรงกันทั้งหมดกับผู้บริจาคที่เป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน (HLA-matched sibling donor) ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ระหว่างปี พ.ศ. 2558-2568 รวมทั้งสิ้น 18 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้านประชากร โรคที่ได้รับการรักษา ลักษณะของการปลูกถ่าย ภาวะแทรกซ้อน และผลลัพธ์ทางคลินิก<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 8.5 ปี (2–14 ปี) เป็นเพศชาย ร้อยละ 55.6 กลุ่มโรคที่ได้รับการรักษาแบ่งเป็น กลุ่มโรคมะเร็งเม็ดเลือดและไม่ใช่มะเร็ง ร้อยละ 50 แหล่งเซลล์ต้นกำเนิดส่วนใหญ่เป็น peripheral blood stem cells ร้อยละ 88.9 conditioning regimen ที่ใช้ได้แก่ myeloablative, Reduced Intensity และ Non Myeloablative ค่าเฉลี่ยจำนวน CD34+ cell เท่ากับ 5.05 ×106/kg และ Neutrophil engraftment เฉลี่ยที่ Day +12, ระยะเวลาเฉลี่ยในการเกิด Platelets engraftment D +21.5 พบ Acute GVHD (aGVHD) grade I-II ร้อยละ 33.3, ไม่พบ aGVHD grade II-IV Chronic GVHD ร้อยละ 11.1 Veno-Occlusive Disease( mild ) ร้อยละ 5.5 ผลการรักษาโดยรวมพบผู้ป่วยรอดชีวิตโดยไม่มีโรค (Disease Free survival) ร้อยละ 72.2 โรคกลับเป็นซ้ำในผู้ป่วยมะเร็งและเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง (relapse) ร้อยละ 27.8 ไม่มีรายใดเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการรักษาต่อราย ณ ช่วงที่นอนโรงพยาบาลอยู่ที่ 547,391 บาท การวิเคราะห์กลุ่มย่อยในผู้ป่วยโรคไม่ใช่มะเร็งรอดชีวิตและหายขาดจากโรค ร้อยละ 100 ในขณะที่กลุ่มโรคมะเร็ง มีอัตราการเสียชีวิตจากการกลับเป็นซ้ำของโรคสูงถึง ร้อยละ 55.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.015) <br /><strong>สรุป:</strong> การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากพี่น้องที่มี HLA ตรงกันในผู้ป่วยเด็ก ณ โรงพยาบาลระดับภูมิภาค มีความสำเร็จของการรักษาที่ดี โดยเฉพาะในโรคไม่ใช่มะเร็งและไม่พบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และการเสียชีวิตจากกระบวนการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด</p> สุมลมาลย์ คล้ำชื่น ยุจินดา เล็กตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 185 195 ผลของสารทำความสะอาดฟันเทียมต่อประสิทธิภาพการขจัดคราบกาแฟและความหยาบพื้นผิวฐานฟันเทียมอะคริลิก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/278220 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ปัจจุบันมีการผลิตสารทำความสะอาดฟันเทียมรูปแบบโฟมออกขายในท้องตลาด ถือเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้ป่วย ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาประสิทธิภาพของสารดังกล่าวในการขจัดคราบสีและผลต่อความหยาบบนพื้นผิวฟันเทียม<br /><strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> เปรียบเทียบประสิทธิภาพการกำจัดคราบกาแฟและความหยาบของพื้นผิวฐานฟันเทียม อะคริลิก หลังการทำความสะอาดโดยการแปรงร่วมกับน้ำประปา น้ำยาล้างจาน โพลิเดนท์ และสารทำความสะอาดฟันเทียมชนิดโฟมฟูล์สไมล์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เตรียมอะคริลิก 48 ชิ้นแบ่งเป็น 4 กลุ่ม นำไปแช่กาแฟ 40 วัน จากนั้นนำไปแปรงทำความสะอาดร่วมกับน้ำประปา น้ำยาล้างจาน โพลิเดนท์และฟูล์สไมล์ ทำการวัดสีด้วยสเปคโทรคัลเลอร์ริมิเตอร์โปรก่อนและหลังแช่กาแฟ และหลังทำความสะอาด แล้วคำนวณค่า △E1 (ก่อนและหลังแช่กาแฟ) และ △E2 (หลังแช่กาแฟและหลังทำความสะอาด) การวัดความหยาบพื้นผิววัดด้วยเครื่องวัดความหยาบพื้นผิวแบบสัมผัส โดยวัดก่อนแช่กาแฟและหลังทำความสะอาด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจำแนกทางเดียวที่ระดับนัยสำคัญ 0.05<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบว่าฟูล์สไมล์ให้ค่าความต่างสีมากที่สุด รองลงมาคือโพลิเดนท์ น้ำยาล้างจานและน้ำประปา พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มยกเว้นฟูล์สไมล์กับโพลิเดนท์ สำหรับความหยาบพื้นผิวพบว่าโพลิเดนท์เกิดความหยาบมากที่สุด รองลงคือน้ำยาล้างจาน น้ำประปาและฟูล์สไมล์ แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ<br /><strong>สรุป:</strong> สารทำความสะอาดฟันเทียมรูปแบบโฟมมีประสิทธิภาพในการขจัดคราบสีและมีต่อความหยาบพื้นผิวน้อย สามารถเป็นทางเลือกหนึ่งในการทำความสะอาดฟันเทียมอะคริลิก </p> ศศิชานันท์ ธรรมกรบัญญัติ เมทินี วิวัฒนาสิทธิพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 197 205 ผลลัพธ์ทางคลินิกของการใช้ Sepsis Bundle ภายใน 1 ชั่วโมงแรกในผู้ป่วยห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลบัวใหญ่ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279954 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในแผนกฉุกเฉินและหน่วยดูแลผู้ป่วยวิกฤต<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลลัพธ์ทางคลินิกของการใช้ Sepsis Bundle ภายใน 1 ชั่วโมงแรกในผู้ป่วยห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลบัวใหญ่<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยรูปแบบ Retrospective study กลุ่มตัวอย่าง คือ เวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย Sepsis, Septic shock ที่มารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลบัวใหญ่ ทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไประหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563- 30 กันยายน พ.ศ. 2567 จำนวน 635 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับ Sepsis bundle complete จำนวน 204 คน และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับ Sepsis bundle incomplete จำนวน 431 คน วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปนำมาแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และผลลัพธ์ทางคลินิกของการใช้ Sepsis Bundle ภายใน 1 ชั่วโมงแรกในผู้ป่วยห้องฉุกเฉิน <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับ Sepsis bundle complete และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับ Sepsis bundle incomplete พบว่าระยะเวลานอนโรงพยาบาล (5.8+5.7; 5.9+5.7) อัตราการเสียชีวิตไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&gt;0.05) และความต้องการเข้า ICU <br />มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) <br /><strong>สรุป:</strong> การดูแลตามแนวทาง Sepsis Bundle ภายใน 1 ชั่วโมง อย่างครบถ้วนและทันท่วงทีในห้องฉุกเฉิน จะช่วยเพิ่มคุณภาพการดูแลและลดความรุนแรงของผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด</p> อมรรัตน์ วงศ์สุทธิรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 217 224 ระยะเวลารอดชีพของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักจากภาวะกระดูกเปราะบาง ที่รักษาด้วยการผ่าตัดเปรียบเทียบกับการไม่ผ่าตัดในกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุวัยปลาย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/281117 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> กระดูกสะโพกหักจากภาวะกระดูกเปราะบางในผู้สูงอายุมีอัตราการเสียชีวิตสูง การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาที่ช่วยเพิ่มการรอดชีพได้ แต่ผู้สูงอายุวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) มักมีโรคร่วมหลายระบบ ทำให้การตัดสินใจผ่าตัดมีความซับซ้อน <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาลักษณะของผู้ป่วยสูงอายุวัยปลายที่กระดูกสะโพกหัก เปรียบเทียบระยะเวลารอดชีพระหว่างการรักษาแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชีพ<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาแบบ Retrospective cohort study ในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักอายุ 80 ปีขึ้นไปที่เข้ารับการรักษาช่วงระยะเวลา 3 ปี โดยยกเว้นกระดูกหักจาก high energy หรือเคยกระดูกสะโพกหักมาก่อน <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักจากการศึกษานี้จำนวน 219 ราย รักษาด้วยการผ่าตัด 175 ราย กลุ่มผ่าตัดมี Median survival 1,722 วัน และ 1-year survival ร้อยละ 81.4 ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มไม่ผ่าตัดที่ 158 วัน และร้อยละ 43.2 ตามลำดับ (p &lt; 0.001) จากการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชีพ พบว่าการผ่าตัดเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการรอดชีพ โดยกลุ่มที่ไม่ได้รับการผ่าตัดมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเป็น 3.07 เท่าของกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัด (p &lt; 0.001)<br /><strong>สรุป:</strong> ผู้สูงอายุวัยปลายมักเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงจากการผ่าตัดสูง การผ่าตัดมีความสัมพันธ์ต่อการยืดระยะเวลารอดชีพของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยควรประเมินสุขภาพก่อนผ่าตัดอย่างเป็นระบบ เพื่อตัดสินใจวิธีรักษาที่เหมาะสมให้แก่ผู้ป่วย</p> นพดล เอกัคคตาจิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 225 233 ประสิทธิผลของสื่อวิดีทัศน์การให้ความรู้โรคลมชักสำหรับผู้ดูแลเด็กโรคลมชัก โรงพยาบาลบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/281365 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การสื่อสารความรู้เรื่องโรคลมชักในเด็กมีความสำคัญต่อความร่วมมือในการรักษาและผลลัพธ์ของการรักษา การใช้สื่อวิดีทัศน์การให้ความรู้โรคลมชักสำหรับผู้ดูแลเด็กโรคลมชักนับเป็นทางเลือกหนึ่งในการสื่อสารความรู้ความเข้าใจต่อโรคลมชักในเด็กแก่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลของสื่อวิดีทัศน์การให้ความรู้โรคลมชักต่อความรู้ในเรื่องโรคลมชักของผู้ปกครองของผู้ป่วย คลินิกโรคลมชักแผนกกุมารเวชกรรมโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ที่มารับบริการในเวลาราชการ และศึกษาระดับความพึงพอใจต่อสื่อวิดีทัศน์การให้ความรู้โรคลมชักสำหรับผู้ดูแลเด็กโรคลมชัก คลินิกโรคลมชัก โรงพยาบาลบุรีรัมย์ <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบ one group pretest-posttest design ประชากรคือผู้ปกครองของผู้ป่วยเด็กโรคลมชัก ที่มารับบริการที่คลินิกโรคลมชักในเวลาราชการ ณ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ในช่วงวันที่ 1-31 เดือนมกราคม พ.ศ. 2569 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ปกครองของผู้ป่วยเด็กโรคลมชักจำนวน 60 คน ที่คัดเลือกแบบเจาะจงและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้เรื่องโรคลมชัก 15 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ 10 ด้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Wilcoxon Signed-Rank Test <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบว่าคะแนนความรู้เฉลี่ยของผู้ปกครองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 8.2 เป็น 12.6 คะแนน (p &lt; 0.001) หลังรับชมสื่อวิดีทัศน์ และมีความพึงพอใจต่อ สื่อวิดีทัศน์ช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับโรคลมชักมากขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.60, SD = 0.62) รวมทั้งด้านเนื้อหา ความเข้าใจง่าย และความน่าสนใจของสื่อ <br /><strong>สรุป:</strong> สื่อวิดีทัศน์การให้ความรู้โรคลมชักมีประสิทธิผลในการเพิ่มพูนความรู้และสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กโรคลมชัก สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการให้ความรู้ในสถานบริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p> เพียงออ วัชรกุลดิลก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 235 245 อัตราป่วยตายและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตายของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STE-ACS (ST-Elevation Acute Coronary Syndrome) ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279936 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> อัตราป่วยตายของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STE-ACS (ST-Elevation Acute Coronary Syndrome) เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะความเสี่ยงต่างๆ ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ และภาวะอ้วน เป็นต้น และจากข้อมูลนี้พบว่าภายในเขตพื้นที่บริการของจังหวัดศรีสะเกษยังมีอัตราป่วยตายที่สูง แม้ว่าจะพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง การค้นหาปัจจัยเสี่ยงเพื่อควบคุม พัฒนา และลดอัตราป่วยตายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาอัตราป่วยตายและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตายของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STE-ACS (ST-Elevation Acute Coronary Syndrome) ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึง วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาย้อนหลังในรูปแบบ case control study โดยเก็บรวบรวมและทบทวนข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนและจากฐานข้อมูล Thai ACS registry (ฐานข้อมูลที่รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทย) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2566 ถึง วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568 <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STE-ACS (ST-Elevation Acute Coronary Syndrome) ทั้งหมด 451 ราย พบอัตราเสียชีวิตร้อยละ 16.2 (73 ราย) ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปี คิดเป็นร้อยละ 73.1 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการ ตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลช้ากว่า 12 ชั่วโมงหลังมีอาการ (late presentation) มีโอกาสเสียชีวิตเป็น 4.12 เท่า ของผู้ป่วยที่มารับบริการเร็วกว่า 12 ชั่วโมง (aOR=4.12, 95%CI 1.12 – 15.15, p = 0.033) ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเมื่อแรกรับมีโอกาสเสียชีวิตเป็น 3.39 เท่า ของผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเมื่อแรกรับ (aOR=3.39, 95%CI 1.01 – 11.34, p = 0.047) ผู้ป่วยที่ยังคงมีภาวะความดันโลหิตต่ำหลังทำหัตถการสวนหัวใจหรือได้รับยาละลายลิ่มเลือด มีโอกาสเสียชีวิตเป็น4.24 เท่า (aOR=4.24, 95%CI 1.08 – 16.63, p =0.038) และผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายและได้รับการฟอกไต (Dialysis) มีโอกาสเสียชีวิตเป็น 10.46 เท่า (aOR=10.46 ,95% CI 1.33-82.25, p = 0.026) นอกจากนี้ยังพบว่าการที่ผู้ป่วยได้รับการทำบอลลูนขดลวดหัวใจ (Percutaneous coronary intervention, PCI) มีโอกาสที่จะรอดชีวิตมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ทำ PCI ถึงร้อยละ 93 (aOR=0.069, 95% CI 0.01 – 0.28, p = 0.001)<br /><strong>สรุป:</strong> จากการศึกษานี้พบว่า ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ชนิด STE-ACS (ST-Elevation Acute Coronary Syndrome) ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ ยังมีอัตราป่วยตายที่สูง และการรับบริการที่ล่าช้าหลังเกิดอาการ ภาวะหัวใจล้มเหลวเมื่อแรกรับ ภาวะความดันโลหิตต่ำหลังทำหัตถการสวนหัวใจหรือได้รับยาละลายลิ่มเลือดและผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายและได้รับการฟอกไตเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตาย</p> อภิญญา บุญเกิ่ง คัทลียา ศรีสุธรรม ธัญญาภรณ์ โสรส มนศภรณ์ สมหมาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 247 255 ความถูกต้องของ APRI และ FIB-4 เทียบกับการทำคลื่นสะท้อนความถี่สูงเพื่อประเมินภาวะตับแข็งในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ในโรงพยาบาลปากช่องนานา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279907 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การใช้ APRI และ FIB-4 เปรียบเทียบกับการทำคลื่นเสียงความถี่สูงในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังที่ไม่พบตับแข็งได้ที่โรงพยาบาลชุมชนโดยไม่ต้องทำคลื่นเสียงความถี่สูงในโรงพยาบาลที่ไม่มีรังสีแพทย์ ส่งผลให้การรักษาไวรัสตับอักเสบซีรวดเร็ว และผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางเสียเวลาและค่าใช้จ่าย <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความถูกต้องในการใช้ APRI และFIB-4 ทดแทนการทำคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อประเมินภาวะตับแข็งในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ถูกคัดเลือกเข้าสู่การศึกษาแบบ Cross-sectional study ผู้ป่วยทุกรายได้รับการตรวจ Upper Abdomen Ultrasound โดยรังสีแพทย์ และนำผลการตรวจมาเปรียบเทียบกับค่าดัชนี APRI และ FIB-4 เพื่อประเมินภาวะตับแข็งและภาวะไม่มีตับแข็ง วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา นำเสนอเป็นความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างผลอัลตราซาวนด์กับค่าดัชนี APRI และ FIB-4 ใช้สถิติ Chi-square test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt;0.001<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังที่ไม่มีตับแข็ง พบว่ามีค่า APRI เฉลี่ยน้อยกว่า 1.5 และค่า FIB-4 Score เฉลี่ยน้อยกว่า 3.25 จำนวน 256 และ 245 รายตามลำดับ (ร้อยละ 85.3 และ 81.7) เปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังที่มีตับแข็ง พบว่ามีค่า APRI เฉลี่ยมากกว่า 1.5 และค่า FIB-4 Score เฉลี่ยมากกว่า 3.25 จำนวน 44 และ 55 รายตามลำดับ (ร้อยละ 14.7 และ 18.3) (p&lt;0.01 และ p&lt;0.001) <br /><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังที่ไม่มีตับแข็ง พบว่ามีค่า APRI เฉลี่ยน้อยกว่า 1.5 และค่า FIB-4 Score เฉลี่ยน้อยกว่า 3.25 สรุปการใช้ค่า APRI และ FIB-4 Score ใช้ทดแทนการตรวจ Upper Abdomen Ultrasound ได้</p> วุฒิพงษ์ อัศวเพชรกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 41 1 257 267