วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH <p>วารสารการแพทย์ MJSSBH เป็นวารสารทางวิชาการด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการวิจัย รายงานผู้ป่วย บทความที่น่าสนใจอันเป็นองค์ความรู้ใหม่ ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี คือ ฉบับที่ 1 (มค.-เมย.) ฉบับที่ 2 (พ.ค. – ส.ค.) และฉบับที่ 3 (ก.ย. – ธ.ค.) และเผยแพร่ทาง website <a href="Https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/index">https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/index</a></p> <p>โดยปัจจุบันวารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ได้รับการยอมรับและผ่านการรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 และอยู่ในฐานข้อมูล TCI</p> <p>ISSN: 0857-2895 (print)<br />ISSN: 2730-2687 (online)</p> ห้องสมุดโรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ 10/1 ถนนหน้าสถานี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ 31000 th-TH วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ 0857-2895 บทบรรณาธิการ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/284316 เชาน์วัศ พิมพ์รัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 (1) (1) การวางแผนการรักษาทางทันตกรรมภายใต้การดมยาสลบในผู้ป่วยเด็ก โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดฟัลโลต์เตตระโลจี: รายงานกรณีศึกษา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/281551 <p> ฟัลโลต์เตตระโลจีเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียวที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจจากเชื้อในช่องปาก รายงานผู้ป่วยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการวางแผนและการรักษาทางทันตกรรมภายใต้การดมยาสลบในผู้ป่วยเด็กที่มีโรคดังกล่าว โดยการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ</p> <p> ผู้ป่วยเด็กชายไทยอายุ 4 ปี 3 เดือน มีโรคประจำตัวเป็นฟัลโลต์เตตระโลจีที่ยังไม่ได้รับการผ่าตัดแก้ไข ร่วมกับมีความผิดปกติของทวารหนัก ไต และระบบโลหิตวิทยา มาด้วยปัญหาฟันผุหลายซี่และไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา จึงวางแผนการรักษาแบบบูรณะทั้งปากภายใต้การดมยาสลบ โดยมีการประเมินความเสี่ยงร่วมกับกุมารแพทย์โรคหัวใจและวิสัญญีแพทย์ พร้อมทั้งให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจก่อนเริ่มหัตถการ การรักษาทางทันตกรรมประกอบด้วย อุดฟัน ครอบฟัน และถอนฟันหลายซี่ ไม่พบภาวะแทรกซ้อนระหว่างทำหัตถการ ในระยะพักฟื้นที่หอผู้ป่วย พบภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจ ส่งผลให้ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนเหลือร้อยละ 60 โดยสามารถตรวจจับและแก้ไขจนผู้ป่วยปลอดภัย</p> <p> ผลการรักษา สามารถกำจัดแหล่งติดเชื้อในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดหัวใจได้อย่างปลอดภัย การรักษาทันตกรรมภายใต้การดมยาสลบจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนของโรคและไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งนี้ต้องวางแผนและการดูแลผู้ป่วยร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการติดตามและส่งเสริมป้องกันโรคฟันผุตามแนวทางกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงฟันผุสูง</p> มัณฑนา มุสิกะพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 321 331 เนื้อเยื่อแกรนูเลชันบริเวณเหงือกฟันหน้าบนที่เลียนแบบไพโอจีนิกแกรนูโลมา : รายงานผู้ป่วย 1 ราย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/282195 <p> เนื้อเยื่อแกรนูเลชันที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อปลายรากฟันเรื้อรังอาจปรากฏเป็นก้อนเนื้อที่เหงือก และมีลักษณะคล้ายไพโอจีนิกแกรนูโลมา ซึ่งเป็นรอยโรคที่เกิดจากการตอบสนองของเนื้อเยื้อต่อสิ่งกระตุ้นทำให้หลอดเลือดเจริญมากผิดปกติ เช่น จากการระคายเคืองหรือการบาดเจ็บเฉพาะที่ของคราบจุลินทรีย์ หินปูน การเกิดการกระแทก ยาบางชนิด หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน พบได้บ่อยในช่องปากโดยเฉพาะบริเวณเหงือก การวินิจฉัยแยกโรคที่ถูกต้องจำเป็นต้องอาศัยการประเมินร่วมกันของอาการทางคลินิก ภาพถ่ายรังสี และผลการ ตรวจทางพยาธิวิทยา รายงานผู้ป่วยนี้นำเสนอกรณีก้อนเนื้อสีแดงคล้ำบริเวณเหงือกด้านริมฝีปากระหว่างฟันซี่ 11 และ 12 ลักษณะเป็นก้อนนูน นิ่ม ผิวเรียบ และมีเลือดออกง่ายเมื่อสัมผัส ผู้ป่วยไม่มีอาการปวด เบื้องต้นสงสัยรอยโรคชนิดไพโอจีนิกแกรนูโลมา อย่างไรก็ตามผลการตรวจทางพยาธิวิทยายืนยันว่าเป็นเนื้อเยื่อแกรนูเลชันจากการอักเสบที่สัมพันธ์กับทางเปิดระบายหนองของการติดเชื้อภายหลังการบาดเจ็บของฟันซี่ 12 ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการรักษารากฟันและติดตามผลการรักษาเป็นเวลา 6 เดือน ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติ ตรวจไม่พบก้อนเนื้อหรือรอยโรคซ้ำ เนื้อเยื้อเหงือกมีลักษณะปกติ ภาพถ่ายรังสีพบมีการหายของรอยโรคบริเวณปลายรากฟัน</p> กุลนารี บริสุทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 445 451 การศึกษา DETECT Stroke: การศึกษาภาคตัดขวางเกี่ยวกับความล่าช้าในการมารับการรักษาฉุกเฉินในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/283232 <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>การศึกษา DETECT (Delay Evaluation and Timely Emergency Care for Thrombolysis) มุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการมาถึงโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ไม่ได้รับการส่งต่อผ่านระบบ Fast Track ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยตระหนักว่าการมาถึงโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลลัพธ์การรักษาที่เหมาะสมในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความล่าช้าในการมาถึงโรงพยาบาลและวิเคราะห์ผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในพื้นที่ชนบทของประเทศไทย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาภาคตัดขวางในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 216 ราย ณ โรงพยาบาลสุรินทร์ ในช่วงปี พ.ศ. 2564 โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่มาถึงโรงพยาบาลเร็ว (&lt;4.5 ชั่วโมง n=92) กับกลุ่มที่มาถึงล่าช้า (≥4.5 ชั่วโมง n=124) การวิเคราะห์พหุตัวแปรได้ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ เศรษฐกิจสังคม การเดินทาง และพฤติกรรม</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ร้อยละ 57.4 ของผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลหลังช่วงเวลา 4.5 ชั่วโมง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการมาถึงโรงพยาบาลล่าช้า ได้แก่ ระดับการศึกษาที่ต่ำกว่า (OR 2.45, p=0.010) ระยะทางจากโรงพยาบาลที่ไกลกว่า (20.89±24.66 เทียบกับ 13.87±10.54 กม., p=0.011) การใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินมีความสัมพันธ์กับการมาถึงโรงพยาบาลที่เร็วกว่า โดยกลุ่มที่มาถึงเร็วมีอัตราใช้บริการการใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน <br />(<strong>Emergency Medical Services : </strong>EMS) ร้อยละ 17.4 เทียบกับ ร้อยละ 9.1 ในกลุ่มที่มาถึงล่าช้า (p=0.004) พฤติกรรมการรอดูอาการ (ร้อยละ 61.7 เทียบกับร้อยละ 41.0, p=0.008) ผู้ป่วยที่มาถึงโรงพยาบาลเร็วแสดงผลลัพธ์ด้านการทำหน้าที่ที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทั้งในดัชนีบาร์เทล (Barthel index) (เพิ่มขึ้น 8.35 คะแนน p=0.021) และคะแนนมาตรวัดแรนคิน (Modified Rankin scale) (ลดลง 0.52 คะแนน p=0.002)</p> <p><strong>สรุป: </strong>การศึกษานี้ระบุปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ 4 ประการที่ส่งผลต่อความล่าช้าก่อนถึงโรงพยาบาลในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในพื้นที่ชนบทของประเทศไทย ผลการศึกษาชี้แนะว่าการดำเนินการให้ความรู้แก่ชุมชนแบบมีเป้าหมาย การเพิ่มการเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ชนบท และการพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล อาจช่วยลดความล่าช้าก่อนถึงโรงพยาบาลและปรับปรุงผลลัพธ์การรักษาได้</p> สุรเชษฐ เอี่ยมธนะสินชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 277 286 ผลของโปรแกรมการสนทนาเสริมสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/280416 <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีการควบคุมโรคเบาหวานได้ไม่ดีมีปัญหาสุขภาพช่องปากทั้งโรคฟันผุ และโรคปริทันต์อักเสบที่มากกว่าปกติส่งผลต่อการสูญเสียฟันในช่องปากได้ </p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อประเมินผลโปรแกรมการสนทนาเสริมสร้างแรงจูงใจรายบุคคลต่อการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental study) โดย การเปรียบเทียบความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ทำการแบ่งกลุ่ม (allocation) ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) เป็นกลุ่มที่ได้รับการโปรแกรมการสนทนาเสริมสร้างแรงจูงใจรายบุคคล (กลุ่มทดลอง) และการให้ทันตสุขศึกษาแบบปกติ (กลุ่มควบคุม) เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565 โดยใช้แบบสอบถาม และการตรวจสุขภาพช่องปากใช้ระยะเวลา 3 เดือนในการเก็บข้อมูลก่อนและหลังการได้รับโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความแตกต่างด้วยการทดสอบที แมกนีมาร์ และไคสแควร์ </p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผลการวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม ภายในกลุ่มก่อนและหลังการให้ทันตสุขศึกษาของแต่ละกลุ่ม พบว่ามีเพียงค่าเฉลี่ยทัศนคติในกลุ่มควบคุมเท่านั้นที่ไม่แตกต่างจากก่อนการได้รับโปรแกรม และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองระหว่าง 2 กลุ่ม พบว่า กลุ่มทดลองมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ทั้งในด้าน ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมต่อกลุ่มควบคุม ส่วนในการเปรียบเทียบผลของการควบคุมคราบจุลินทรีย์โดยใช้ค่าดัชนีวัดคราบจุลินทรีย์ (O’Leary plaque index) ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมทั้ง 2 กลุ่มพบว่า ภายในกลุ่มทดลองเท่านั้นที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) </p> <p><strong>สรุป: </strong>ดังนั้นการปรับใช้โปรแกรมการสนทนาเสริมสร้างแรงจูงใจ (Motivational Interviewing)ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ทำให้ผู้ป่วยเกิดแรงจูงใจภายในและมีพันธะสัญญาที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองได้ดี และมีผลต่อประสิทธิภาพการแปรงฟันที่ดีขึ้นได้ </p> วิทธวัช แก้วบุดศา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 287 296 การศึกษาความสัมพันธ์และอำนาจทำนายระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพ ตามหลัก 3อ. ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/280141 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> นักศึกษาพยาบาลเป็นกลุ่มสำคัญที่มีบทบาทเป็นต้นแบบด้านสุขภาพแก่ประชาชน บริบทของสถาบันการศึกษาอาจมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้จึงมีความสำคัญเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมต่อไป</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> 1) เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2) เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมสุขภาพ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพ 4) เพื่อศึกษาอำนาจทำนายระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ.</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ จำนวน 110 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. ประยุกต์ใช้เครื่องมือของกองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.863 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2567 ถึง 30 กันนายน พ.ศ. 2567</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> 1) กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ. อยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ พบว่า มีความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพตามหลัก 3อ. อยู่ในระดับพอใช้ ทักษะการสื่อสารสุขภาพอยู่ในระดับดี ทักษะการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ ทักษะการจัดการตนเอง ทักษะการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ และทักษะการตัดสินใจเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องตามหลัก 3อ. อยู่ในระดับดีมาก 2) พฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. อยู่ในระดับดี 3) ทักษะการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ และทักษะการจัดการตนเองมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. ในระดับปานกลาง (r = 0.488, r = 0.549; p &lt; 0.001) ทักษะการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศและทักษะการสื่อสารสุขภาพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. ในระดับต่ำ (r = 0.324, r = 0.280; p &lt; 0.001) 4) ทักษะการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ และทักษะการจัดการตนเองร่วมกันทำนายพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. ได้ร้อยละ 37.9 (R2 = 0.379, R2 Adjusted = 0.342, F = 10.370, p &lt; 0.001)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะทักษะการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพร่วมกับทักษะการจัดการตนเอง เป็นปัจจัยสำคัญต่อพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. ของนักศึกษาพยาบาล ดังนั้นการพัฒนาทักษะดังกล่าวจึงเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม</p> ธัญนิสา ปริวันตัง ศิรินภา เพียงพอ สุดารัตน์ จันดา สุนันพา แก่ชุ่ม สุภาพร แสงบัวคำ สุริวิภา สุรสอน สุวรรณอัมพร โทขันธ์ อนิต้า อันซารี อุตม์ชญาน์ เรืองสุขสุด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 297 308 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสโลหิต https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/280325 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสโลหิต (Septic Shock) เป็นปัญหาด้านสุขภาพที่รุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง เป็นภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 30-50 เป็นสาเหตุสำคัญของการเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก (ICU) ทั่วโลก การวินิจฉัยและการรักษาที่ล่าช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงสามารถส่งผลให้อวัยวะล้มเหลวหลายระบบและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสโลหิต พัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสโลหิต และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสโลหิต หอผู้ป่วยหนักอายุรกรรมโรงพยาบาลสุรินทร์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ช่วงเวลา มกราคม-ธันวาคม พ.ศ. 2568 มีผู้ร่วมกระบวนการวิจัยคือ อายุรแพทย์ 5 คน พยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยหนัก อายุรกรรม จำนวน 16 คน ผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสโลหิต 45 ราย แบ่งการศึกษาเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 โดย 1) การทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยที่มีภาวะช็อก จากการติดเชื้อในกระแสโลหิต 45 ราย 2) สัมภาษณ์เชิงลึกแพทย์ 5 คน 3) สนทนากลุ่ม ผู้พัฒนาและใช้รูปแบบได้แก่พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 16 คน ระยะที่ 2 เดือน โดย ทบทวน งานวิจัยและหลักฐานเชิงประจักษ์และพัฒนารูปแบบการพยาบาล สนทนากลุ่มผู้พัฒนา ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบ ระยะที่ 4 ประเมินผล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้ จำนวน ค่าเฉลี่ย ร้อยละ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สถิติวิเคราะห์ใช้ Fisher’s Exact Test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ระยะที่ 1 แพทย์มีความเห็นว่าพยาบาลควรปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างถูกต้อง พยาบาลวิชาชีพเห็นว่าควรมีรูปแบบที่ชัดเจนและมีการกำกับติดตามการปฏิบัติตามรูปแบบการพยาบาลอย่างครบถ้วน ระยะที่ 2 ได้รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการ ติดเชื้อในกระแสโลหิต ระยะ ที่ 3 - 4 หลังการใช้รูปแบบ 3 เดือน พบว่า พยาบาลมีการใช้ Mews score ในการประเมินผู้ป่วย ร้อยละ 100 เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการพัฒนาโดยใช้ Fisher’s Exact Test จากการศึกษา พบว่า หลังการพัฒนา การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษามากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p = 0.03) การให้ยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษาได้มากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p = 0.01) การเกิด Extravasationน้อยกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p = 0.01) การเกิด Gangrene น้อยกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p = 0.03) อัตราความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้รูปแบบร้อยละ 92.6 (ระดับมาก)</p> <p><strong>สรุป:</strong> จากการดำเนินการวิจัยชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสโลหิต เป็นรูปแบบที่มีประสิทธิผล พยาบาลผู้ปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยมีความมั่นใจและปฏิบัติการพยาบาลอย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี ผลการวิจัยได้คุณภาพตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ดังนั้น ควรนำผลการศึกษานี้ไปใช้ทั้งด้านการบริการ การพัฒนารูปแบบและการวิจัย</p> พรประภา ออกแดง อุทัยวรรณ เนาว์พิริยวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 309 320 การศึกษาความแม่นยำของการตรวจวินิจฉัยทางเซลล์วิทยาด้วยการเจาะดูดด้วยเข็มขนาดเล็ก ในก้อนต่อมไทรอยด์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/283241 <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong><strong> </strong>มะเร็งไทรอยด์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาจึงสำคัญต่อการวางแผนรักษา โดยการเจาะดูดด้วยเข็มขนาดเล็ก (FNA) เป็นวิธีมาตรฐานเบื้องต้นที่ทำได้ง่าย รวดเร็ว และประหยัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อประเมินประสิทธิภาพการวินิจฉัยก้อนต่อมไทรอยด์ด้วยวิธี FNA ตามระบบบีเทสดาและพัฒนาคุณภาพการวินิจฉัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนาในผู้ป่วยที่มีก้อนต่อมไทรอยด์ซึ่งได้รับการทำ FNA และผ่าตัดรักษา ณ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567 โดยเปรียบเทียบผล FNA กับผลศัลยพยาธิวิทยาเพื่อวิเคราะห์หาค่าความไว ความจำเพาะ ค่าทำนายผลบวก ค่าทำนายผลลบ และความแม่นยำ</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์การศึกษาจำนวน 219 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 198 ราย (ร้อยละ 90.4) อายุเฉลี่ย 48.1 ± 15.8 ปี ขนาดก้อนเฉลี่ย 3.9 ± 2.2 เซนติเมตร พบก้อนที่ข้างซ้ายและข้างขวาในสัดส่วนที่ ร้อยละ 38.8 และ 38.4 ตามลำดับ ส่วนใหญ่เป็นก้อนเดี่ยว (ร้อยละ 67.1) และมีขนาดในช่วง 2-4 เซนติเมตร (ร้อยละ 43.8) ผลการศึกษาพบค่าความไว ความจำเพาะ ความแม่นยำ การทำนายเป็นบวก และการทำนายเป็นลบเท่ากับร้อยละ</p> <p><strong>สรุป: </strong>การทำ FNA ในโรงพยาบาลบุรีรัมย์มีความแม่นยำในการวินิจฉัยสำหรับการคัดกรองมะเร็งไทรอยด์เทียบเท่าและใกล้เคียงงานวิจัยก่อนหน้า สามารถนำมาใช้ประกอบร่วมในการดูแลรักษาผู้ป่วยทางคลินิกได้</p> ภีรฌา ศรนุวัตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 333 341 ผลการคัดกรองสมองเสื่อมต่อการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้สูงอายุ ที่มีโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ณ โรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/280709 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ผู้สูงอายุที่มีโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หากมีภาวะสมองเสื่อมพบร่วมกันอาจส่งผลต่อการควบคุมโรค ดังนั้น การคัดกรองสมองเสื่อมร่วมด้วย จึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลโรคเบาหวานแบบองค์รวม และอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลการคัดกรองสมองเสื่อมต่อการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้สูงอายุที่มีโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ณ โรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาข้อมูลย้อนหลังทางเวชระเบียนแบบ Retrospective cohort study ในผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 84 ราย แบ่งเป็นกลุ่มได้รับการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 28 และ 56 ราย ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Linear Mixed-Effects Model (LMM)</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง โดยกลุ่มที่ได้รับการคัดกรองมีอายุมัธยฐานสูงกว่ากลุ่มควบคุม [70 (66.3–78.3) vs 67 (63.0–74.8) ปี p &lt; 0.05] มีผลคัดกรอง TMSE ผิดปกติ (&lt;24 คะแนน) คิดเป็นร้อยละ 67.9 ในขณะที่ลักษณะพื้นฐานอื่นๆไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และผลการศึกษาไม่พบปฏิสัมพันธ์ของการคัดกรองสมองเสื่อมระหว่างกลุ่มและเวลาต่อการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F(1, 82)=1.359, p=0.247)</p> <p><strong>สรุป:</strong> การคัดกรองภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่พบความสัมพันธ์ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดได้ดี คือค่า baseline HbA1c ดังนั้น ผู้สูงอายุที่ควบคุมโรคเบาหวานไม่ได้ ควรได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินและปรับแผนการรักษาอย่างเหมาะสม </p> ฟ้าอินทร์ เทียนทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 343 352 ความสัมพันธ์และค่าจุดตัดของ Neutrophil to Lymphocyte Ratio (NLR) ในการพยากรณ์โรคไข้เลือดออกในผู้ป่วยเด็ก โรงพยาบาลเทพรัตน์ นครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/282260 <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>โรคไข้เดงกียังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในเด็ก โดยเฉพาะการเกิด Dengue Hemorrhagic Fever (DHF) ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนและความรุนแรงของโรค การค้นหาตัวชี้วัดทางห้องปฏิบัติการที่สามารถช่วยประเมินความรุนแรงของโรคได้ตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อหาค่าจุดตัดที่เหมาะสมและหาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลต่อลิมโฟไซต์ (NLR) ในการพยากรณ์ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง (retrospective study) ในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยโรคไข้เดงกี จำนวน 461 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลทางคลินิกและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการจากเวชระเบียน โดยค่า NLR คำนวณจากสัดส่วน neutrophil ต่อ total lymphocyte การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ Mann–Whitney U test, Chi-square test และ logistic regression ประเมินประสิทธิภาพของ NLR ในการพยากรณ์โรค DHF ด้วย receiver operating characteristic (ROC) analysis</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผู้ป่วยกลุ่ม DHF มีอายุเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่ม DF อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (10.20 ± 4.12 ปี เทียบกับ 8.50 ± 4.45 ปี) และพบสัดส่วนเพศหญิงสูงกว่า (ร้อยละ 50.0 เทียบกับร้อยละ 36.6) กลุ่ม DHF มีค่า median NLR สูงกว่ากลุ่ม DF [1.5 (0.9–2.7) เทียบกับ 1.3 (0.7–2.3)] และมีจำนวนเกล็ดเลือดต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนค่า NLR ที่จุดตัด ≥1.46 มีค่า AUC เท่ากับ 0.57 โดยมี sensitivity เท่ากับ 0.56 และ specificity เท่ากับ 0.57 ในการทำนาย DHF จากการวิเคราะห์แบบ multivariable logistic regression พบว่า NLR ≥1.46 มีความสัมพันธ์กับการเกิด DHF อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted OR 1.51, 95% CI: 1.01–2.26)</p> <p><strong>สรุป: </strong>ค่า NLR ที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับการเกิด DHF ในผู้ป่วยเด็กโรคไข้เดงกี อย่างไรก็ตาม ความสามารถของ NLR ในการจำแนก DHF อยู่ในระดับต่ำ จึงอาจมีข้อจำกัดในการใช้เป็นตัวทำนายเพียงตัวเดียวในทางคลินิก การประเมินร่วมกับข้อมูลทางคลินิกและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินความรุนแรงของโรคได้ดียิ่งขึ้น</p> พีรญา นิลชื่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 365 375 การพัฒนาระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/283765 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> จากการศึกษาปรากฎการณ์ระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลโรงพยาบาลบุรีรัมย์ พบว่าระบบการบริหารอัตรากำลังพยาบาลไม่ชัดเจน ทำให้จำนวนเวรเฉลี่ยและชั่วโมงเฉลี่ยการต่อสัปดาห์เกินที่สภาการพยาบาลกำหนด เกิดภาวะเหนื่อยล้าของพยาบาลและส่งผลต่อผลลัพธ์ การดูแลผู้ป่วยที่ไม่ได้ตามเป้าหมาย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> 1) เพื่อพัฒนาและศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ของระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลก่อนและหลังการพัฒนา 2) ศึกษาความพึงพอใจของหัวหน้าหอผู้ป่วยและพยาบาลวิชาชีพต่อระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลก่อนและหลังการพัฒนา</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนา มี 4 ขั้นตอนคือ 1) ขั้นเตรียมการและสำรวจสภาพปัญหาและความต้องการการบริหารอัตรากำลังพยาบาล 2) ขั้นการออกแบบและพัฒนาระบบ 3) การทดลองใช้ “ร่าง”ระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาล 4) ประเมินผลลัพธ์และปรับปรุงระบบที่พัฒนา ผู้ร่วมวิจัยเป็นบุคลากรทางการพยาบาลที่ปฏิบัติงานระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือน ธันวาคม พ.ศ.2568 ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยเฉพาะสาขาศึกษาจากประชากรทั้งหมดจำนวน 7 คน 2) หัวหน้าหอผู้ป่วยศึกษาจากประชากรทั้งหมดจำนวน 39 คน 3) พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 245 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square และ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ได้ระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลประกอบด้วย1) Input ได้แก่ นโยบายการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาล 2) Processได้แก่ ห้องเรียนหัวหน้า การนิเทศและการเพิ่มอัตรากำลัง 3) Output ได้แก่ ความปลอดภัยของผู้ป่วย การบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลและองค์กรพยาบาล เมื่อนำระบบที่พัฒนาไปใช้พบว่า 1) ด้านความปลอดภัยของผู้ป่วย ได้แก่อัตราความผิดพลาดในการบริหารยาและสารน้ำลดลงจาก 1.7 เหลือ 0.9 ต่อ 1000 วันนอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.006) อัตราการเกิดแผลกดทับลดลงจาก 3.3 เหลือ1.9 ต่อ1000 วันนอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value =0.000) อัตราการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจากการคาสายสวนปัสสาวะก่อนและหลังการพัฒนาไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value =0.123) 2) ด้านการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาล ได้แก่เวรการทำงานเฉลี่ยต่อเดือนลดลงจาก 33.5 เหลือ 31.9 เวรต่อเดือน ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์ของพยาบาลวิชาชีพลดลงจาก 58.5 เหลือ 55.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ร้อยละพยาบาลที่ปฏิบัติงาน 16 ชั่วโมงติดต่อกันต่อวันเกิน 2 วันต่อสัปดาห์ลดลงจากร้อยละ 4.4 เหลือร้อยละ 1.6 อัตราการเกิดเข็มทิ่มต่ำลดลงจากร้อยละ 6.1 เป็นร้อยละ 1.6 และคะแนนเฉลี่ยความเหนื่อยล้าในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพโดยรวมลดลงจาก 1.2 (SD=0.6) เหลือ 1.1 (SD=0.5) อย่างมีนัยสำคัญ ร้อยละ 6.4 เหลือร้อยละ 0.4 ส่วนคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของของหัวหน้าหอผู้ป่วยต่อระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังเพิ่มจาก 3.7 (SD=0.6) เป็น 4.1 (SD=0.4) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.017) สำหรับพยาบาลวิชาชีพเพิ่มจาก 3.3 (SD=0.6) เป็น 3.6 (SD=0.6) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.000)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังที่พัฒนาสามารถทำให้ผู้ป่วยปลอดภัยและบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลได้ดีขึ้นสามารถลดความเหนื่อยล้าในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพได้</p> สุกัญญา ศรีสง่า รัชนี ศรีโสภา นงลักษณ์ ตาทอง นาคินทร์ สดไสย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 377 391 ผลของนโยบายการบริหารจัดการด้านการวินิจฉัยโรคอย่างเหมาะสมต่อภาระงาน การใช้ยาต้านจุลชีพ และค่าใช้จ่าย: กรณีการงดระบุสายพันธุ์และความไวต่อยาของเชื้อ Coagulase-negative Staphylococci ที่สงสัยว่าเป็นการปนเปื้อนจากการเพาะเชื้อในเลือด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/280262 <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>การปนเปื้อนของเชื้อ Coagulase-negative Staphylococci (CoNS) จากการเพาะเชื้อในเลือด โดยเฉพาะกรณีพบเพียง 1 ขวด อาจนำไปสู่การรายงานผลระบุสายพันธุ์และความไวต่อยา (ID/AST) ที่ไม่จำเป็น และก่อให้เกิดการใช้ยาต้านจุลชีพเกินความจำเป็น การประยุกต์ใช้แนวคิด Diagnostic Stewardship โดยงดรายงานผล ID/AST ในกรณีที่สงสัยปนเปื้อน อาจช่วยลดภาระงานและค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อเปรียบเทียบการใช้ยา vancomycin และประเมินความคุ้มค่าด้านงบประมาณและภาระงานทางห้องปฏิบัติการ ก่อนและหลังการดำเนินนโยบายงดรายงานผล ID/AST</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง โดยใช้การเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังการดำเนินนโยบาย (before-and-after comparison) จากข้อมูลในระบบสารสนเทศห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Chi-square และการคำนวณ Relative Risk (RR) พร้อมช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>หลังการดำเนินนโยบาย สัดส่วนผู้ป่วยที่ได้รับยา vancomycin จากการตรวจพบเชื้อ CoNS เพียง 1 ขวด ลดลงจากร้อยละ 11.8 เป็นร้อยละ 5.2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (X<sup>2</sup> = 9.52, <em>p</em> = 0.002) โดยมีโอกาสได้รับยา vancomycin ลดลงร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนดำเนินนโยบาย (RR = 0.46; 95% CI: 0.31–0.68) ค่าใช้จ่ายในการวินิจฉัยเชื้อ CoNS ลดลงร้อยละ 75.1 พร้อมทั้งภาระงานของห้องปฏิบัติการลดลง และไม่พบการร้องขอให้ดำเนินการระบุชนิดเชื้อและทดสอบความไวต่อยา (ID/AST) เพิ่มเติมจากแพทย์ผู้รักษาในช่วงเวลาศึกษา</p> <p><strong>สรุป: </strong>การงดรายงานผล ID/AST ในเชื้อ CoNS ที่สงสัยว่าเป็นการปนเปื้อน เป็นแนวทาง Diagnostic Stewardship ที่มีประสิทธิภาพในการลดการใช้ยาต้านจุลชีพที่ไม่เหมาะสม ภาระงาน และค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล</p> อำไพ หวังวก เสาวรัตน์ ดีแก่ อังคณา บุญจวบ สุนีย์ ชยางศุ ชวลิต ชยางศุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 393 401 ความชุกของการติดเชื้อ High-risk Human Papillomavirus (HPV) และความผิดปกติของ เซลล์ปากมดลูกในสตรีจังหวัดบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/283870 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกคือการติดเชื้อ Human papillomavirus (HPV) การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA test ร่วมกับการตรวจทางเซลล์วิทยาช่วยเพิ่มความไวในการตรวจพบรอยโรคก่อนมะเร็ง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความชุกของการติดเชื้อ high-risk HPV และความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกในกลุ่มที่ติดเชื้อ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง (Retrospective descriptive study) โดยรวบรวมข้อมูลจากสตรีที่ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA test ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 รวมถึงผลการตรวจทางเซลล์วิทยาและการตรวจชิ้นเนื้อด้วยวิธี colposcopic biopsy โดยสรุปข้อมูลเป็นสถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> จำนวนผู้ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทั้งหมด 24,708 ราย มีผู้ติดเชื้อ high-risk HPV ทั้งหมด 1,477 ราย (ร้อยละ 6) ช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือ 41-50 ปี (ร้อยละ 39.8) โดยพบการติดเชื้อชนิด high-risk HPV non 16/18 มากที่สุด (ร้อยละ 71.5) ซึ่งในกลุ่มนี้มีความผิดปกติทางเซลล์วิทยาร้อยละ 14.1 และหากตรวจชิ้นเนื้อด้วยวิธี colposcopic biopsy พบว่ามีรอยโรคก่อนมะเร็ง คือ LSILและ HSIL ร้อยละ 4.2 และ 3.4 ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> การติดเชื้อ high-risk HPV non 16/18 เป็นสัดส่วนมากที่สุด และยังสามารถพบความผิดปกติของรอยโรคก่อนมะเร็งได้ทั้ง low-grade และ high-grade แสดงให้เห็นว่าการติดเชื้อในกลุ่มนี้ยังคงมีความสำคัญทางคลินิก</p> ศิริวรรณ เสียงสาว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 403 411 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรงพยาบาลสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/282887 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> โรคมะเร็งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้ดูแลในครอบครัวทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ ผู้ดูแลจึงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดความเครียดและมีคุณภาพชีวิตลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาระดับความเครียด คุณภาพชีวิต และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรงพยาบาลสุรินทร์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงความสัมพันธ์ (Correlational study) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง จำนวน 124 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความเครียดของกรมสุขภาพจิต (SPST-20) และแบบชี้วัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิตินอนพาราเมตริก ได้แก่ Spearman’s rank correlation coefficient, Mann–Whitney U test และ Kruskal–Wallis test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่มีความเครียดระดับสูง (ร้อยละ 51.6) และมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (83.9 ± 11.64) รายได้ต่อเดือนมีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับอ่อนกับคะแนนความเครียด (rs = -0.24, p = 0.006) และมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับคะแนนคุณภาพชีวิต (rs = 0.45, p &lt; 0.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ดูแลที่มีความเพียงพอของรายได้แตกต่างกันมีคะแนนความเครียดและคุณภาพชีวิตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) นอกจากนี้ คุณภาพชีวิตยังแตกต่างตามเพศ การมีโรคประจำตัว ระดับการศึกษา อาชีพ และความสัมพันธ์กับผู้ป่วย (p &lt; 0.05) ขณะที่อายุ การพักอาศัยร่วมกับผู้ป่วย ชั่วโมงการดูแลต่อวัน และสถานภาพสมรส ไม่พบความสัมพันธ์หรือความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่มีความเครียดอยู่ในระดับสูง และมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ รายได้ต่อเดือนและความเพียงพอของรายได้ มีความสัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตของผู้ดูแล ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการประเมินความเครียดและคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างต่อเนื่อง ทีมสุขภาพและพยาบาลวิชาชีพควรพัฒนาระบบคัดกรองความเครียด และจัดให้มีการสนับสนุนด้านจิตสังคมและเศรษฐกิจที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของผู้ดูแลและสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ศรีสุดา เสริมกล้า นิศากร กะการดี นฤมล สุวรรณรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 413 424 ประสิทธิผลของการติดคิเนซิโอเทปร่วมกับการออกกำลังกายแบบ Closed Kinematic Chain ต่ออาการปวดและสมรรถภาพการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม โรงพยาบาลลำดวน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/281217 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การรักษาด้วยการออกกำลังกายแบบ Closed Kinematic Chain (CKC) เป็นแนวทางหลักในการฟื้นฟูสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ในขณะที่การติดคิเนซิโอเทป (Kinesio Taping: KT) จะช่วยเสริมประสิทธิผลของการรักษา</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการติดคิเนซิโอเทปร่วมกับการออกกำลังกายแบบ Closed Kinematic Chain ต่อระดับอาการปวดและสมรรถภาพการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental study) ชนิด 2 กลุ่ม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม จำนวน 52 คน จากโรงพยาบาลลำดวน จังหวัดสุรินทร์ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง (KT ร่วมกับ CKC) และกลุ่มควบคุม (CKC เพียงอย่างเดียว) ระยะเวลา 4 สัปดาห์ ประเมินอาการปวดด้วย Visual Analog Scale (VAS) สมรรถภาพการเคลื่อนไหวด้วย Timed Up and Go Test (TUG) และช่วงพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อเข่า (ROM) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ paired t-test และ independent t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ทั้งสองกลุ่มมีอาการปวดลดลง สมรรถภาพการเคลื่อนไหวดีขึ้น และช่วงพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อเข่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติภายหลังการรักษา (p &lt; 0.001) โดยกลุ่ม CKC ร่วมกับ คิเนซิโอเทปมีคะแนนอาการปวด (VAS) ลดลงจาก 6.7 ± 1.1 เป็น 2.9 ± 0.9 คะแนน ช่วงพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อเข่า (ROM) เพิ่มขึ้นจาก 108.5 ± 8.3 เป็น 121.6 ± 7.6 องศา และค่า Timed Up and Go Test (TUG) ลดลงจาก 13.5 ± 2.1 เป็น 9.5 ± 1.8 วินาที ขณะที่กลุ่ม CKC เพียงอย่างเดียวมีคะแนนอาการปวด VAS ลดลงจาก 6.7 ± 1.2 เป็น 3.9 ± 1.0 คะแนน ช่วงพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อเข่าเพิ่มขึ้นจาก 107.9 ± 8.0 เป็น 116.7 ± 8.1 องศา และค่า TUG ลดลงจาก 13.4 ± 2.3 เป็น 10.9 ± 2.0 วินาที อย่างไรก็ตาม ไม่พบความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มทางสถิติ (p &gt; 0.05) แม้ว่ากลุ่ม CKC ร่วมกับคิเนซิโอเทปจะมีแนวโน้มให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ฉะนั้น ควรนำการออกกำลังกายแบบ CKC ไปพัฒนาเป็นโปรแกรมเพื่อลดอาการปวดและความสามารถในการเคลื่อนไหว</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> การฝึกแบบ Closed Kinematic Chain ทั้งเพียงอย่างเดียวและร่วมกับการติดคิเนซิโอเทป สามารถลดระดับอาการปวด เพิ่มสมรรถภาพการเคลื่อนไหว และเพิ่มช่วงพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อเข่าในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม การติดคิเนซิโอเทปร่วมกับการฝึกแบบ Closed Kinematic Chain ไม่ให้ผลแตกต่างจากการฝึกแบบ Closed Kinematic Chain เพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ธณเดช เจตน์ธนัตถ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 425 434 ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดแดงโป่งพองในช่องท้อง ในจังหวัดศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/282384 <p><strong>บทนำ: </strong>โรคหลอดเลือดแดงโป่งพองในช่องท้องมักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่หากเกิดภาวะแตกจะมีอัตราการเสียชีวิตสูง การคัดกรองด้วยคลื่นความถี่สูงสามารถช่วยตรวจพบโรคในระยะที่ยังไม่มีอาการ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความชุกของโรคในประเทศไทย โดยเฉพาะระดับจังหวัดยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาความชุกของภาวะหลอดเลือดแดงโป่งพองในประชากรจังหวัดศรีสะเกษอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จากโครงการคัดกรองด้วยคลื่นความถี่สูง และศึกษาปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการตรวจพบโรค</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังจากโครงการคัดกรอง ณ โรงพยาบาลศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ในประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดศรีสะเกษ ข้อมูลเชิงคุณภาพรายงานเป็นจำนวนและร้อยละ ข้อมูลเชิงปริมาณรายงานเป็นค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตรวจพบโรคด้วย Fisher’s exact test และรายงานค่า odds ratio พร้อมช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>มีผู้เข้ารับการคัดกรอง 191 ราย โดยมีข้อมูลครบถ้วน 190 ราย อายุเฉลี่ย 71.6 ± 5.56 ปี เป็นเพศชาย 94 ราย และเพศหญิง 96 ราย พบภาวะหลอดเลือดแดงโป่งพอง 3 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.5 ได้แก่ หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องตำแหน่ง infrarenal aorta โป่งพอง 1 ราย และหลอดเลือดแดงอีลิแอคโป่งพอง 2 ราย ไม่พบปัจจัยใดที่สัมพันธ์กับการตรวจพบโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>ความชุกของภาวะหลอดเลือดแดงโป่งพองในประชากรที่เข้ารับการคัดกรองในจังหวัดศรีสะเกษอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ แต่การคัดกรองด้วยคลื่นความถี่สูงสามารถช่วยตรวจพบผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการได้ และเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการวางแผนระบบคัดกรองและติดตามผู้ป่วยในพื้นที่</p> วุฒินี สูติชัยวรพงศ์ อธิษฐาน ศรีกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 435 444 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับการให้คำปรึกษาด้านยีนกลายพันธุ์เพื่อเพิ่มความรู้ด้านยีนกลายพันธุ์ และลดความวิตกกังวลในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกลุ่มเสี่ยงพบยีนกลายพันธุ์: การศึกษานำร่อง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/282230 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> มะเร็งเต้านมมีความสัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งซ้ำและก่อให้เกิดความวิตกกังวลในผู้ป่วย แม้ว่าการให้คำปรึกษาด้านยีนกลายพันธุ์อย่างเป็นระบบ จะมีส่วนช่วยลดความวิตกกังวลตลอดกระบวนการตรวจคัดกรอง แต่แนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานในประเด็นดังกล่าวยังคงมีข้อจำกัดในบริบทของประเทศไทย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลการทดลองใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับการให้คำปรึกษาด้านยีนกลายพันธุ์ ต่อความรู้และความวิตกกังวลในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีความเสี่ยงต่อการพบยีนกลายพันธุ์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลตามกรอบแนวคิดของ Soukup โดยดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ วิเคราะห์สถานการณ์ ทบทวนหลักฐานและพัฒนาแนวปฏิบัติ และทดลองใช้แนวปฏิบัติในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจำนวน 30 ราย ณ คลินิกมะเร็งและโรคทั่วไป โรงพยาบาลสุรินทร์ ประเมินผลโดยใช้แบบประเมินความรู้ด้านยีนกลายพันธุ์และแบบประเมินความวิตกกังวล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Friedman test และ Wilcoxon signed-rank test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้ พบว่า ก่อนได้รับคำปรึกษา คะแนนเฉลี่ย 14.5 ± 2.8 หลังได้รับคำปรึกษาทันที คะแนนเฉลี่ย 16.4 ± 1.8 และติดตามผล 1 เดือน คะแนนเฉลี่ย 18.2 ± 1.0 เมื่อเปรียบเทียบทั้ง 3 ระยะพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ² = 34.137, P&lt; 0.001) ส่วนคะแนนความวิตกกังวล พบว่า ก่อนได้รับคำปรึกษา คะแนนเฉลี่ย 38.4 ± 11.3 หลังได้รับคำปรึกษาทันที คะแนนเฉลี่ย 35.9 ± 11.6 และติดตามผล 1 เดือน คะแนนเฉลี่ย 24.8 ± 6.1 เมื่อเปรียบเทียบทั้ง 3 ระยะพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ² = 14.708, p = 0.001)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มความรู้ด้านยีนกลายพันธุ์และลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกลุ่มเสี่ยงต่อการพบยีนกลายพันธุ์ได้ อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีกลุ่มควบคุมเพื่อเปรียบเทียบและยืนยันประสิทธิผลของแนวปฏิบัติดังกล่าว</p> ธิยา นุสายรัมย์ บุษบา สมใจวงษ์ สุพันธ์ อุ่นใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 453 466 ความสัมพันธ์ระหว่างระดับอีโอซิโนฟิลในเลือดและการกำเริบของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/282597 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ ซึ่งมีอัตราการกำเริบ 150.91 ครั้งต่อ 100 ประชากร สาเหตุเกิดจากการอักเสบของหลอดลมขนาดเล็ก และพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการคงที่แต่มีระดับอีโอซิโนฟิลในเลือดสูง มีโอกาสเกิดการกำเริบสูงในอนาคต แต่การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับอีโอซิโนฟิลในเลือดกับการกำเริบยังมีผลการศึกษาที่แตกต่างกัน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับอีโอซิโนฟิลในเลือดกับการกำเริบของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ย้อนหลังจากเหตุไปหาผล โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ป่วยที่คลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลนครพนม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบว่ากลุ่มที่มีระดับอีโอซิโนฟิลในเลือด ≥ 300 เซลล์ต่อไมโครลิตรมีอัตราการกำเริบ และการมารักษาที่ห้องฉุกเฉินมากกว่า แต่อัตราการนอนรักษาในโรงพยาบาลไม่แตกต่างกันก่อนปรับปัจจัยกวน และเมื่อปรับปัจจัยกวนพบว่าอัตราการนอนรักษาในโรงพยาบาลมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แต่อัตราการใส่ท่อช่วยหายใจและการเสียชีวิตไม่แตกต่างกัน โดยระดับอีโอซิโนฟิลในเลือด ≥ 300 เซลล์ต่อไมโครลิตรสามารถทำนายโอกาสเกิดการกำเริบได้ มีความไวร้อยละ 66 ความจำเพาะร้อยละ 55 และ AUROC = 0.60 และจุดตัดที่เหมาะสมที่สุดของการศึกษานี้คือ ระดับอีโอซิโนฟิลในเลือด ≥ 339 เซลล์ต่อไมโครลิตร มีความไวร้อยละ 65 ความจำเพาะร้อยละ 62 และ AUROC = 0.63</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีระดับอีโอซิโนฟิลในเลือด ≥ 300 เซลล์ต่อไมโครลิตร มีอัตราการกำเริบ, การรักษาที่ห้องฉุกเฉิน และการนอนโรงพยาบาลมากกว่ากลุ่มควบคุม</p> ณรงค์เดช บุตรวร เกรียงไกร ประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 467 477 ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแล ของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/283163 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายที่ได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน ส่งผลให้ผู้ดูแลต้องรับภาระในการดูแลด้านร่างกาย จิตใจ และการจัดการอาการต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด การเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่ายจึงมีความสำคัญต่อคุณภาพการดูแลผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายก่อนและหลังได้รับโปรแกรมวางแผนจำหน่ายโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ และเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย ที่ได้รับโปรแกรมและได้รับการพยาบาลตามปกติ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดก่อนและหลังการทดลอง มีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 48 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Independent t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ภายหลังได้รับโปรแกรม คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -48.512, p &lt; 0.05) โดยคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลก่อนได้รับโปรแกรม เท่ากับ 41.8 คะแนน (SD = 3.17) และหลังได้รับโปรแกรม เท่ากับ 76.2 คะแนน (SD = 1.64)</p> <p><strong>สรุป:</strong> โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์สามารถส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรนำไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการสุขภาพเพื่อสนับสนุนการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน</p> กชพร สาระสิทธิ์ สุรีพร ธนศิลป์ ไฟซูน ฮาซาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 479 488 ประสิทธิผลของแอปพลิเคชั่นสุขภาพบนมือถือต่อการลดน้ำหนักและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในผู้ใหญ่ที่มีภาวะอ้วน: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/279819 <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>การลดน้ำหนักร้อยละ 5-10 ลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ แอปพลิเคชันสุขภาพบนมือถือ (mHealth) มีศักยภาพสูงเนื่องจากต้นทุนต่ำและเข้าถึงง่าย แต่ยังมีหลักฐานจำกัดและข้อสรุปที่ยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านพฤติกรรมการบริโภคและความเสี่ยงต่อโรคการกินผิดปกติ จึงจำเป็นต้องมีการประเมินอย่างเป็นระบบ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของแอปพลิเคชันสุขภาพบนมือถือในผู้ใหญ่ที่มีภาวะอ้วน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>ทบทวนวรรณกรรมตามแนวทาง PRISMA 2020 สืบค้นฐานข้อมูล PubMed ระหว่างปีค.ศ. 2015-2025 พบ 91 บทความ ได้การศึกษาแบบ RCT 9 ฉบับ (N=3,633) มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์อภิมาน 6 ฉบับ วิเคราะห์ค่าความแตกต่างเฉลี่ย (MD) ด้วยแบบจำลอง Random-effects และประเมินความเชื่อมั่นของหลักฐานด้วย Grading of Recommendations Assessment, Development and Evaluation (GRADE)</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มที่ใช้แอปพลิเคชันมีน้ำหนักลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุม -2.18 kg (95% CI: -3.47 to -0.89; p=0.001, I²=76%) และมีโอกาสลดน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 สูงกว่า 1.53 เท่า โดยแอปพลิเคชันที่ผสมผสานการออกกำลังกายและการจัดการอาหารร่วมกันมีประสิทธิภาพสูงกว่า (MD -2.84 kg) นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกายและลดพลังงานที่บริโภค ไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง และช่วยลดอาการของโรคการกินผิดปกติ (OR 0.51)</p> <p><strong>สรุป:</strong> แอปพลิเคชันสุขภาพบนมือถือมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยในการลดน้ำหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในผู้ใหญ่ที่มีภาวะอ้วนโดยมีระดับความเชื่อมั่นของหลักฐานปานกลาง (moderate certainty, GRADE)</p> กรวิกกา พัฒนะปราน จตุพล ภูวงษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 489 497 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับวัณโรคปอดดื้อยาหลายขนาน ณ โรงพยาบาลศรีสะเกษ: การศึกษาผู้ป่วย-กลุ่มควบคุมย้อนหลัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/282148 <p><strong>บทนำ: </strong>วัณโรคดื้อยาหลายขนานเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของไทยและทั่วโลก และมีแนวโน้มผู้ป่วยมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยรักษาวัณโรคมาก่อน และในคลินิกวัณโรคของโรงพยาบาลศรีสะเกษก็มีผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลานขนานรายใหม่ทุกๆปี การค้นหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดวัณโรคดื้อยาเพื่อนำมาค้นหาผู้ป่วยและรักษาได้เหมาะสมยิ่งขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนานในคลินิกวัณโรคโรงพยาบาลศรีสะเกษ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาแบบพรรณนาโดยเก็บข้อมูลย้อนหลัง (Retrospective descriptive study) ศึกษาจากแบบบันทึกข้อมูลวัณโรค และเวชระเบียนผู้ป่วยวัณโรคในปีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566- 31 ธันวาคม 2568</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผู้ป่วยวัณโรคทั้งหมด 176 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนาน 36 ราย ไม่ดื้อยา 140 ราย ผู้ป่วยที่มีประวัติเข้าเรือนจำเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนานถึง 19.69 เท่า (aOR = 19.69; 95%CI: 2.08-186.20, p &lt; 0.001) ผู้ป่วยที่มีประวัติการเคยเป็นวัณโรคมาก่อนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนาน 13.87 เท่า(aOR = 13.87; 95%CI: 4.76-40.39, p &lt; 0.001) ขณะที่ผู้ป่วยที่มีเสมหะตรวจเจอ AFB เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนาน 8.54 เท่า (aOR = 8.54; 95%CI: 1.89-38.63, p = 0.005)</p> <p><strong>สรุป: </strong>จากการศึกษานี้พบว่า การมีประวัติเข้าเรือนจำ, ประวัติการเคยเป็นวัณโรคมาก่อน และเสมหะตรวจเจอ AFB เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนาน</p> เมธาวุฒิ ชนะจะโปะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 499 509 ผลลัพธ์และความปลอดภัยของการให้ยา Streptokinase ขนาดครึ่งหนึ่งในผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด ST-segment Elevation ในเครือข่ายจังหวัดศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/281934 <p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI ในผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงต่ออัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อน แม้การให้ยาละลายลิ่มเลือด Streptokinase (SK) ขนาดมาตรฐาน (1,500,000 ยูนิต) จะมีประสิทธิภาพดี แต่สัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะเลือดออกในสมองที่สูงขึ้นในผู้ป่วยกลุ่มนี้ การใช้ยา SK ขนาดครึ่งหนึ่ง (750,000 ยูนิต) จึงถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัย แต่ข้อมูลเปรียบเทียบในบริบทประเทศไทยยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิก ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของการให้ยา SK ขนาดครึ่งหนึ่งเทียบกับขนาดมาตรฐานในผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะ STEMI ณ โรงพยาบาลศรีสะเกษ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยอายุ 70 ปีขึ้นไป ที่ได้รับยา SK ณ โรงพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึง 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ประเมินตัวชี้วัดหลักคืออัตราความสำเร็จในการเปิดหลอดเลือดที่ 60 นาที ตัวชี้วัดรองได้แก่ อุบัติการณ์เลือดออกรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี Propensity Score Matching (PSM) เพื่อลดปัจจัยรบกวน</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากผู้ป่วยทั้งหมด 98 ราย พบผู้ได้รับยา SK ขนาดครึ่งหนึ่งร้อยละ 37 ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มขนาดครึ่งหนึ่งมีอัตราการเปิดหลอดเลือดสำเร็จร้อยละ 62.9 เทียบกับกลุ่มขนาดมาตรฐานร้อยละ 54.3 (p = 0.467) ด้านความปลอดภัย พบอุบัติการณ์เลือดออกรุนแรงในกลุ่มขนาดครึ่งหนึ่งร้อยละ 8.3 ขณะที่กลุ่มขนาดมาตรฐานไม่พบอุบัติการณ์ดังกล่าว (p = 0.239) นอกจากนี้พบภาวะความดันโลหิตต่ำหลังได้รับยาในกลุ่มขนาดครึ่งหนึ่งน้อยกว่ากลุ่มขนาดมาตรฐาน (ร้อยละ 27.8 และ 50.0; p = 0.053) อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทั้งหมดไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป:</strong> ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการให้ยา SK ขนาดครึ่งหนึ่งและขนาดมาตรฐานในผู้ป่วยสูงอายุที่เป็น STEMI ณ โรงพยาบาลศรีสะเกษ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> วันฉัตร เหล่าสงวนเอก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 511 522 ปัจจัยที่มีผลต่อการคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่เท้าจากโรคเบาหวาน: สมรรถนะและอุปสรรคของบุคลากรทางการแพทย์ในเครือข่ายบริการสุขภาพโรงพยาบาลสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/282580 <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>ภาวะแทรกซ้อนที่เท้าจากโรคเบาหวานเป็นภาวะสำคัญ ที่อาจนำไปสู่การเกิดแผลเรื้อรัง การติดเชื้อ และการตัดเท้าหรือขา การคัดกรองความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าอย่างเป็นระบบ จึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพและความครอบคลุมของการคัดกรองอาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านความรู้ ทัศนคติ และความมั่นใจของบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนข้อจำกัดของระบบบริการและทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ ความมั่นใจ และอุปสรรคในการคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่เท้าจากโรคเบาหวานของบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลสุรินทร์และหน่วยบริการปฐมภูมิเครือข่าย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (cross-sectional descriptive study) ในบุคลากรทางการแพทย์ที่มีบทบาทในการคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่เท้าจากโรคเบาหวานของโรงพยาบาลสุรินทร์และหน่วยบริการปฐมภูมิเครือข่าย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามโดยข้อคำถามด้านความรู้อ้างอิงจากแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2566 ข้อคำถามด้านทัศนคติ ความมั่นใจ และอุปสรรค สร้างขึ้นตามบริบทของระบบบริการที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>บุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 87 คน เป็นเพศหญิง ร้อยละ 87.4 อายุเฉลี่ยเท่ากับ 41.1 ปี และ ร้อยละ 80.5 ยังไม่เคยได้รับการอบรมตามแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2566 มีคะแนนความรู้เฉลี่ยเท่ากับ 7.3 คะแนน (95% CI 6.91–7.61) จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยประเด็นที่ตอบถูกน้อยที่สุดคือ การใช้ <strong>10 </strong><strong>กรัม </strong>Monofilament เพื่อประเมินการสูญเสียการรับความรู้สึกที่เท้า ร้อยละ 25.3 และการจำแนกระดับความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้า ร้อยละ 44.8 ขณะที่ระดับความมั่นใจในการปฏิบัติงานที่ทุกหัวข้อต่ำกว่าร้อยละ 80 โดยเฉพาะการใช้ Monofilament และการจำแนกระดับความเสี่ยง แม้ว่าบุคลากรส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการคัดกรอง แต่ ร้อยละ 87.4 เห็นว่าภาระงานประจำและข้อจำกัดด้านเวลาเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการคัดกรอง</p> <p><strong>สรุป: </strong>บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลสุรินทร์และหน่วยบริการปฐมภูมิเครือข่ายมีความรู้เกี่ยวกับการคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่เท้าจากโรคเบาหวานในระดับค่อนข้างดีและมีทัศนคติเชิงบวกต่อการคัดกรอง อย่างไรก็ตาม ยังพบช่องว่างด้านสมรรถนะในการปฏิบัติงาน รวมถึงข้อจำกัดด้านภาระงาน เวลา ทรัพยากร และระบบบริการที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการคัดกรอง จึงควรมีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนอุปกรณ์และพัฒนาระบบบริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เท้าจากโรคเบาหวาน รวมถึงควรมีการศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อสำรวจประสบการณ์ มุมมอง และข้อจำกัดในการปฏิบัติงานของบุคลากร ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนการออกแบบระบบบริการและแนวทางพัฒนาศักยภาพที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่</p> ฉันฑมาศ ยิ้มประไพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 523 532 อัตราการยุติการใช้ยาฝังคุมกำเนิดก่อนครบกำหนดในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/284090 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การฝังยาคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพสูง แต่ผู้ใช้มักยุติก่อนกำหนดจากอาการข้างเคียง เช่น เลือดออกผิดปกติ ปวดบริเวณที่ฝัง ปัจจัยด้านอายุ และความต้องการมีบุตร ผู้วิจัยจึงศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยุติการใช้ยาฝังคุมกำเนิดก่อนกำหนดในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ เพื่อนำผลไปพัฒนาระบบบริการให้เหมาะสม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาอัตราการคงอยู่ของการใช้ยาฝังคุมกำเนิด และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยุติการใช้ก่อนครบกำหนด 3 ปี ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มารับบริการถอดยาฝังชนิด 3 ปี ณ โรงพยาบาลบุรีรัมย์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ย้อนหลัง ผู้รับบริการที่คลินิกวางแผนครอบครัวโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ที่มารับการยุติการใช้ยาฝังคุมกำเนิดชนิด 3 ปี ทั้งหมดในปี 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Chi-square, Fisher's Exact Test และ Logistic regression โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ที่เข้ารับบริการยุติการใช้ยาฝังคุมกำเนิดชนิด 3 ปี ในปี 2567 ทั้งหมด 328 คน มี 91 คน ยุติการใช้ก่อนกำหนด เป็นกลุ่มอายุน้อยกว่า 20 ปี จำนวน 47 คน (ร้อยละ 51.7) โดยอายุมีความสัมพันธ์กับการยุติการใช้ก่อนกำหนดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (OR 0.874 95% CI: 0.808 – 0.946; p &lt; 0.05) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือ อาการข้างเคียงมีเลือดออกผิดปกติ (ร้อยละ 39.6) อาการปวดบริเวณที่ฝัง (ร้อยละ 24.2) โดยกลุ่มวัยรุ่นยุติจากอาการไม่พึงประสงค์ทางกายภาพ กลุ่มผู้ใหญ่มีการถอดเนื่องจากต้องการมีบุตรร่วมด้วย</p> <p><strong>สรุป:</strong> อายุเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์มากที่สุดกับการยุติการใช้ยาฝังคุมกำเนิดก่อนกำหนด โดยกลุ่มวัยรุ่นเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงในการยุติการใช้ก่อนกำหนด โรงพยาบาลควรให้คำปรึกษา และติดตามอย่างใกล้ชิด โดยรักษาอาการข้างเคียงเบื้องต้น เพื่อเพิ่มอัตราการใช้ยาฝังคุมกำเนิดต่อเนื่อง</p> นันทพงศ์ พงศ์ทิพากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 533 542 ผลของการรายงานความไวของยา Ceftazidime/Avibactam ด้วยระบบ Sensititre ต่อความเหมาะสมในการใช้ยาและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยติดเชื้อ Carbapenem-Resistant Pseudomonas aeruginosa (CRPA) และ Carbapenem-Resistant Enterobacteriaceae (CRE) โรงพยาบาลศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/281449 <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>เชื้อ Carbapenem-resistant <em>Pseudomonas aeruginosa</em> (CRPA) และCarbapenem- resistant Enterobacteriaceae (CRE) เป็นปัญหาสำคัญของการดื้อยาปฏิชีวนะ การรักษามีข้อจำกัดและสัมพันธ์กับอัตราการตายสูง ยา Ceftazidime/Avibactam (CZA/AVI) เป็นทางเลือกสำคัญ แต่ประสิทธิภาพขึ้นกับ การรายงาMinimumInibitoryConcentration (MIC) ที่แม่นยำและทันเวลา</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> อย่างเหมาะสมและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยติดเชื้อ CRPA และ CRE</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาเปรียบเทียบแบบย้อนหลังในผู้ป่วยติดเชื้อCRPA และCRE ก่อนมีการรายงานค่า MIC</p> <p>(1 มกราคม-31 ธันวาคม พ.ศ. 2567) จำนวน 96 ราย และหลังมีการรายงานค่า MICด้วยเครื่อง Sensititre</p> <p>(1 มกราคม-31ธันวาคม พ.ศ. 2568) จำนวน 96 ราย วิเคราะห์สถิติ พรรณนา Chi-square/Fisher's exact test และ Multivariable logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ภายหลังมีการรายงานค่า MIC พบว่าการใช้ยา CZA/AVI เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.4 เป็น </p> <p>ร้อยละ 63.5 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 53.1) การใช้ยาอย่างเหมาะสม (Appropriate use) เพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 59.4 อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลลดลงจากร้อยละ 29.2 เหลือร้อยละ 11.5(<em>p</em>=0.004) (95% CI 1.48-6.85)และระยะเวลานอนโรงพยาบาลลดลงจาก 29.9 วันเป็น 26.5 วัน แต่ความแตกต่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ พบว่าค่า MIC ของ CZA/AVI เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับในการควบคุมเชื้ออย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (OR 0.9, 95% CI 0.8-0.9, <em>p</em>=0.031) อย่างไรก็ตามการศึกษานี้ไม่สามารถ ยืนยันได้ว่าการลดอัตราตายเกิดจากระบบรายงาน MIC โดยตรง แต่ค่า MIC มีความสัมพันธ์กับการควบคุมการติดเชื้อ โดยค่า MIC ที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับโอกาสควบคุมการติดเชื้อที่ลดลง จึงสนับสนุนว่าค่า MIC เป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่มีความหมายทางคลินิก ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยอื่นที่สัมพันธ์กับการตาย ส่วนค่าใช้จ่ายรวมทั้ง 2 ปีไม่แตกต่างกัน</p> <p><strong>สรุป:</strong> การรายงานผลความไวของยา CZA/AVI ด้วยค่า MIC โดยใช้เครื่อง Sensititre มี ความสำคัญต่อการใช้ยาอย่างเหมาะสมและมีความสัมพันธ์กับการควบคุมการติดเชื้อในผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยา CRPA และ CRE</p> พิฐชญาณ์ พงศ์ธารินสิริ ณัชชา แซ่เตียว สุริยา แก้วภูแห่ง คมเนตร สกุลธนะศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 543 553 การประเมินศักยภาพของ ChatGPT ในการพยากรณ์การเสียชีวิตของผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดในห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/282338 <p><strong>หลักการและเหตุผล</strong><strong>: </strong>ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) เป็นภาวะฉุกเฉินที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของ ChatGPT ในการพยากรณ์การเสียชีวิตของผู้ป่วย sepsis ในบริบทเวชปฏิบัติจริงของประเทศไทยยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อประเมินศักยภาพของ ChatGPT ในการพยากรณ์การเสียชีวิตภายใน 7 วัน และ 28 วันของผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่เข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษาครั้งนี้เป็น prospective study ในผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่เข้ารับการรักษา ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 จำนวน 272 ราย ข้อมูลทางคลินิกวันแรกถูกนำเข้าสู่ ChatGPT (GPT-4) ผ่าน structured prompt เพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงการเสียชีวิตภายใน 7 วันและ 28 วัน</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>จากผู้ป่วยทั้งหมด 272 ราย พบผู้เสียชีวิตภายใน 7 วัน จำนวน 12 ราย (ร้อยละ 4.4) และเมื่อครบ 28 วัน มีผู้เสียชีวิตสะสมรวม 26 ราย (ร้อยละ 9.6) ผู้ป่วยที่เสียชีวิตมีอายุเฉลี่ยสูงกว่า มีโรคร่วมมากกว่า และมีความรุนแรงของโรคมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพบภาวะ septic shock ความดันโลหิต systolic ต่ำ อัตราการหายใจสูง ค่าออกซิเจนปลายนิ้วต่ำ การใช้ยากระตุ้นความดันโลหิต และการได้รับสารน้ำภายใน 1 ชั่วโมงแรกมากกว่ากลุ่มรอดชีวิต (p&lt;0.05) ChatGPT สามารถพยากรณ์การเสียชีวิตภายใน 7 วันได้ด้วย sensitivity ร้อยละ 83.3 specificity ร้อยละ 53.5 PPV ร้อยละ 7.6 และ NPV ร้อยละ 98.6 โดยมีค่า AUROC เท่ากับ 0.684 (95% CI: 0.57–0.79) สำหรับการพยากรณ์การเสียชีวิตภายใน 28 วัน พบ sensitivity ร้อยละ 73.1 specificity ร้อยละ 56.1 PPV ร้อยละ 15.0 และ NPV ร้อยละ 95.2 โดยมีค่า AUROC เท่ากับ 0.646 (95% CI: 0.55–0.73)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ChatGPT มีความสามารถในการจำแนกผู้ป่วยที่เสียชีวิตและรอดชีวิตได้ โดยมีค่า AUROC เท่ากับ 0.684 สำหรับการพยากรณ์การเสียชีวิตภายใน 7 วัน และ 0.646 สำหรับการเสียชีวิตภายใน 28 วัน</p> ภัทรกันย์ แต้ภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 555 564 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับแอลกอฮอล์ในเลือดในผู้ขับขี่ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรในพื้นที่ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/281385 <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>อุบัติเหตุจราจรเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย โดยมีแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหลัก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านระดับแอลกอฮอล์ในเลือด (blood alcohol concentration, BAC) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดและปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับแอลกอฮอล์ในเลือดในผู้ขับขี่ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางย้อนหลังในผู้ขับขี่ที่เสียชีวิต โรงพยาบาลศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 71 ราย เก็บข้อมูลจากเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วย Mann-Whitney U test และ Chi-square หรือ Fisher’s exact test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>พบว่าระดับ BAC เฉลี่ยเท่ากับ 174.0 mg/dL (IQR 20.0–263.5) ร้อยละ 43.7 มีระดับ BAC ≥ 200 mg/dL โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ ได้แก่ เพศ เพศชายมีระดับ BAC มัธยฐานสูงกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญ (199.0 (86.8–270.0) mg/dL เปรียบเทียบกับ 5.0 (5.0–14.0) mg/dL, p-value = 0.0005) ช่วงเวลาเกิดอุบัติเหตุ กลางคืนมีระดับ BAC สูงกว่ากลางวันอย่างมีนัยสำคัญ (201.0 (102.5–263.5) mg/dL เปรียบเทียบกับ 19.0 (5.0–239.5) mg/dL, p-value = 0.045) และลักษณะคู่กรณี กลุ่มที่ไม่มีคู่กรณีมีระดับ BAC มัธยฐานสูงสุด (234.0 (149.0–285.5) mg/dL) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ชนกับยานพาหนะอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.021)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรส่วนใหญ่มีระดับ BAC สูง โดยเฉพาะกลุ่มเพศชาย ช่วงเวลากลางคืน และผู้ประสบอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้เป็นแนวทางสนับสนุนมาตรการป้องกันที่มุ่งเน้นกลุ่มเสี่ยงและช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงได้</p> สุมาส รื่นหรรษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 565 574 การศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการรักษาแผลเป็นหลุมสิวด้วยเลเซอร์ Fractional CO2 และปัจจัยทางคลินิกที่เกี่ยวข้องในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ การศึกษาเปรียบเทียบแบบแบ่งครึ่งหน้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/284225 <p>หลักการและเหตุผล: ปัจจุบันเลเซอร์ Fractional CO<sub>2</sub> เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมในการรักษาแผลเป็นหลุมสิว เนื่องจากให้ผลการรักษาที่ดีและมีผลข้างเคียงน้อย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการรักษาแผลเป็นหลุมสิวด้วยเลเซอร์ Fractional CO<sub>2</sub> ในโรงพยาบาลบุรีรัมย์</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และปัจจัยทางคลินิกที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์ของการรักษาแผลเป็นหลุมสิวด้วยเลเซอร์ Fractional CO<sub>2</sub>ในผู้ป่วยโรงพยาบาลบุรีรัมย์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงทดลองแบบแบ่งครึ่งใบหน้า (split-face comparative study) ในผู้ป่วยแผลเป็นหลุมสิว Fitzpatrick skin type III-IV 14 ราย ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โดยรักษาด้วยเลเซอร์ Fractional CO<sub>2</sub> เปรียบเทียบระหว่างใบหน้าที่ใช้พลังงานมาตรฐานและพลังงานสูง รวมทั้งหมด 3 ครั้ง ห่างกันทุก 4–6 สัปดาห์ ประเมินผลการรักษาด้วยคะแนน ECCA ภาพถ่ายทางคลินิก อาการไม่พึงประสงค์ และวิเคราะห์ปัจจัยทางคลินิกที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์การรักษา</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้เข้าร่วมวิจัย 14 ราย มีคะแนน ECCA เริ่มต้นของใบหน้าทั้งสองฝั่งใกล้เคียงกัน หลังการรักษาพบว่าฝั่งพลังงานสูงช่วยให้หลุมสิวดีขึ้นมากกว่าฝั่งควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีคะแนน ECCA ต่ำกว่าอย่างชัดเจน (61.8 ± 21.8 เทียบกับ 79.3 ± 28.5; paired t-test mean difference = -17.50, 95% CI: -26.68 ถึง -8.32; p = 0.001) นอกจากนี้ การวิเคราะห์ด้วย mixed-effects model พบว่าฝั่งพลังงานสูงมีอัตราการลดลงของคะแนน ECCA รวดเร็วกว่าฝั่งควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในการรักษาครั้งที่ 3 (interaction coefficient = -18.93; p = 0.001) โดยหลุมสิวชนิดคลื่น (Rolling scars) ตอบสนองดีที่สุด โดยไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและไม่พบปัจจัยทางคลินิกอื่นที่สัมพันธ์กับผลการรักษาอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p><strong>สรุป:</strong> การรักษาแผลเป็นหลุมสิวด้วยเลเซอร์ Fractional CO<sub>2</sub> ด้วยพลังงานสูง มีประสิทธิภาพในการรักษาหลุมสิวได้ดีกว่าการใช้พลังงานมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีความปลอดภัยสูงและไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง</p> ธัญรดี เงยวิจิตร อนุวัฒน์ ศานติยุกต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 575 586 ผลลัพธ์ทางคลินิกและต้นทุนการรักษาของการให้คีโตโรแลคทางหลอดเลือดดำหลังการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังส่วนเอว: การศึกษาแบบย้อนหลัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/283185 <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>การให้ ketorolac ทางหลอดเลือดดำเป็นส่วนหนึ่งของการระงับปวดแบบหลายวิธีภายหลังการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังส่วนเอว อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับผลลัพธ์ทางคลินิกและต้นทุนการรักษาในผู้ป่วยกลุ่มนี้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกและต้นทุนการรักษาระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับ ketorolac ทางหลอดเลือดดำภายหลังการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังส่วนเอวกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ ketorolac</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังโดยการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังส่วนเอว ณ โรงพยาบาลสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เปรียบเทียบผู้ป่วยที่ได้รับ ketorolac ทางหลอดเลือดดำขนาด 30 มิลลิกรัม ทุก 12 ชั่วโมง หลังผ่าตัด กับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ ketorolac ผลลัพธ์ที่ศึกษา ได้แก่ คะแนนความปวดหลังผ่าตัด การเสียเลือด ระยะเวลานอนโรงพยาบาล และต้นทุนการรักษา</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผู้ป่วยทั้งหมด 127 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับ ketorolac 82 ราย และกลุ่มควบคุม 45 ราย หลังปรับปัจจัยกวน ไม่พบความแตกต่างของคะแนนความปวดเฉลี่ยหลังผ่าตัด การเสียเลือดระหว่างผ่าตัด และปริมาณเลือดจากสายระบาย อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ได้รับ ketorolac มีระยะเวลานอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัดสั้นกว่า 0.88 วัน p = 0.049 และมีต้นทุนการรักษารวมต่ำกว่า 8,299 บาท p = 0.002 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป: </strong>การให้ ketorolac ทางหลอดเลือดดำระยะสั้นภายหลังการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังส่วนเอว ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของคะแนนความปวดหรือการเสียเลือด แม้พบระยะเวลานอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัดที่สั้นกว่าและต้นทุนการรักษาที่ต่ำกว่า แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวควรตีความด้วยความระมัดระวังเนื่องจากข้อจำกัดของการศึกษาแบบย้อนหลัง</p> ภูมิชาย สุวรักษ์สกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 587 595 สารบัญ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/284597 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 41 2 (1) (2)