วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH <p>วารสารการแพทย์ MJSSBH เป็นวารสารทางวิชาการด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการวิจัย รายงานผู้ป่วย บทความที่น่าสนใจอันเป็นองค์ความรู้ใหม่ ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี คือ ฉบับที่ 1 (มค.-เมย.)&nbsp; ฉบับที่ 2 (พ.ค. – ส.ค.)&nbsp; และฉบับที่ 3 (ก.ย. – ธ.ค.) และเผยแพร่ทาง website <a href="Https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/index">https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/index</a></p> <p>โดยปัจจุบันวารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ได้รับการยอมรับและผ่านการรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 และอยู่ในฐานข้อมูล TCI</p> th-TH nongnuchbr14@gmail.com (นงนุช รักชื่อดี) dechapon1960@gmail.com (เดชพล กุลัตถ์นาม) Fri, 29 Apr 2022 17:28:06 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยแสดงสาเหตุภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่ได้รับการวินิจฉัยล่าช้า ในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256961 <p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (ST elevation myocardial infarction, STEMI) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มีการเสียชีวิตในประชาชนทั่วไปการวินิจฉัยหลังจากเริ่มเจ็บหน้าอก ≥12 ชั่วโมง (late STEMI) ทำให้ระยะเวลาขาดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจนานมากขึ้นภาวะแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น การศึกษาปัจจัยที่สามารถแก้ไขได้ อาจลด late STEMI และอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะ late STEMI ที่ได้รับการพักรักษาที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์<br /><strong>รูปแบบการศึกษา:</strong> การศึกษาแบบ prognostic factor research รูปแบบ retrospectiveobservational cohort design ของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ขณะที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 ถึง วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2563 <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> สืบค้นข้อมูลลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจากเวชระเบียนโรงพยาบาลรวมถึงผลลัพธ์การรักษา วิเคราะห์หาปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยภาวะ late STEMI และพยากรณ์โรคในช่วงที่นอนโรงพยาบาลด้วย multivariable risk difference regression<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากผู้ป่วยทั้งหมด 619 คน พบว่ามี late STEMI 55 คน(ร้อบละ 8.9) และ Early STEMI 564 คน (ร้อยละ 91.1) ปัจจัยที่ทำให้วินิจฉัยได้ล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญคือ ผู้ป่วยมาพบแพทย์ช้า (adjustedrisk difference ร้อยละ 72.8) การวินิจฉัยผิด (adjustedrisk difference ร้อยละ 71.4) และการมาด้วยอาการอื่น ส่วนปัจจัยด้าน เพศ อายุ โรคเบาหวาน โรคเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดเดิม ยังไม่พบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ<br /><strong>สรุป:</strong> ปัจจัยหลักที่ทำให้วินิจฉัยได้ช้าของจังหวัดบุรีรัมย์คือ การที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ช้า และการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น<br /><br /></p> คีตะพงศ์ พงศ์ทิพากร, ณิชา พงศ์ทิพากร Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256961 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ผลการรักษาไทรอยด์เป็นพิษวิกฤติที่มีคะแนน Burch-Wartofsky score สูงและคะแนนปานกลางที่นอนโรงพยาบาลบุรีรัมย์ พ.ศ. 2559-2563 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256962 <p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะไทรอยด์เป็นพิษวิกฤติ มีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตสูงโดยปกติแพทย์จะใช้การประเมินผู้ป่วยโดยใช้ Burch-Wartofsky score (BWS) ที่ ≥45 คะแนน เพื่อเป็นเกณฑ์การวินิจฉัยไทรอยด์เป็นพิษวิกฤติแต่ยังไม่พบการศึกษาก่อนหน้าที่รายงานพยากรณ์โรคในผู้ป่วยที่มีคะแนน BWS ที่สูง (≥80 คะแนน) หรือปานกลาง (45-79 คะแนน) คาดการณ์ว่า BWS สูงน่าจะเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสมในการเฝ้าระวังการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการรักษา<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> ศึกษาเปรียบเทียบผลการรักษาและภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษวิกฤติที่มี BWS ปานกลางและสูง <br /><strong>รูปแบบศึกษา:</strong> การวิจัยเพื่อหาปัจจัยบ่งชี้รูปแบบ Retrospective cohort study ในผู้ป่วยอายุ 18-80 ปีที่ได้รับการวินิจฉัยหลักไทรอยด์เป็นพิษวิกฤติ และเข้ารับการรักษาในแผนกอายุรกรรมโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ระหว่างปี พ.ศ.2559-พ.ศ.2563 จำนวน 74 คน<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> สืบค้นข้อมูลผู้ป่วยจากฐานข้อมูลเวชระเบียนอิเลกทรอนิกส์ แบ่งผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษวิกฤติเป็นสองกลุ่ม โดยใช้ BWS ที่จุดตัดคะแนนสูง (≥80 คะแนน) และปานกลาง (≥45-79 คะแนน) สถิติที่ใช้วิเคราะห์เปรียบเทียบผลลัพธ์ของการรักษาด้วย Multivariable RiskRatio Regression<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษวิกฤติที่ตรงเกณฑ์ 74 ราย เป็นกลุ่มที่ BWS สูง 25 ราย และกลุ่มที่ BWS ปานกลาง 49 ราย อัตราส่วนหญิงต่อชายเป็น 2:1 อายุเฉลี่ย 49 ปี (±SD13.3) ผู้ป่วยในกลุ่มที่ BWS สูงมีโอกาสการเกิดการเสียชีวิตมากกว่า RR6.46 โอกาสใส่ท่อช่วยหายใจ RR2.52 โอกาสเข้ารับการรักษาใน ICURR 11.50 และโอกาสไตวายมากกว่า RR3.43<br /><strong>สรุป:</strong> BWS สูงมีความสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนที่มากกว่า BWS ปานกลาง จึงควรให้การดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะ thyroid storm ไม่ว่าคะแนนเท่าใดจัดเป็นภาวะฉุกเฉินที่ควรรักษาใน intermediate care หรือ intensive care แต่ในภาวะที่มีข้อจำกัด เช่น จำนวนเตียงจำกัด บุคลากรไม่เพียงพอ คะแนน BWS จึงสามารถนำมาใช้เพื่อลำดับการเข้ารักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติได้</p> สร้อยสุดา ราชกิจ Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256962 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทรวงอกไม่พบการขยับของเยื่อหุ้มปอดในการวินิจฉัยภาวะลมรั่วในโพรงเยื่อหุ้มปอด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256963 <p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะลมรั่วในโพรงเยื่อหุ้มปอด (pneumothorax) เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่พบได้บ่อย ที่ห้องฉุกเฉินและจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตโดยเฉพาะในรายที่อาการไม่คงที่ซึ่งวิธีวินิจฉัยที่ถือเป็นมาตรฐานของภาวะนี้คือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณทรวงอกแต่ในบริบทของโรงพยาบาลบุรีรัมย์จะใช้คลื่นเสียงความถี่สูงมาวินิจฉัยแทนเพราะมีความสะดวก รวดเร็วและบางครั้งไม่สามารถย้ายผู้ป่วยไปที่ห้องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ได้<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความแม่นยำในการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทรวงอกในการวินิจฉัยภาวะลมรั่วในโพรงเยื่อหุ้มปอดที่ห้องฉุกเฉิน<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็น Diagnostic accuracy researchรูปแบบ retrospective cross-sectional (case-control analogue) design ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะลมรั่วในโพรงเยื่อหุ้มปอด ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2561 ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 โดยการทบทวนเวชระเบียน จำนวน 128 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือผู้ป่วยที่มีภาวะ pneumothorax 41 คนและไม่มีภาวะ pneumothorax 87 คน หาดัชนีวินิจฉัยด้านความแม่นยำและค่าการทำนา การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทรวงอกในการวินิจฉัยภาวะลมรั่วในโพรงเยื่อหุ้มปอดเทียบกับเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณทรวงอกหรือการใส่สายระบายทรวงอกได้ลมซึ่งถือเป็นวิธีวินิจฉัยที่เป็นมาตรฐาน<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> การวินิจฉัยภาวะลมรั่วในโพรงเยื่อหุ้มปอดด้วยการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทรวงอกที่ห้องฉุกเฉินพบว่า Sensitivity ร้อยละ 75.6 (ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 9559.7-87.6), Specificity ร้อยละ 92 (ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 9584.1-96.7), Positive predictive values ร้อยละ 81.6 (ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 9565.7-92.3), Negative predictive values ร้อยละ 88.9 (ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 9580.5-94.5)<br /><strong>สรุป:</strong> การวินิจฉัยภาวะลมรั่วในโพรงเยื่อหุ้มปอดด้วยการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทรวงอกมีความแม่นยำสูงจึงเหมาะในการนำมาใช้ในห้องฉุกเฉินในกรณีเร่งด่วนที่ไม่สามารถส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณทรวงอกได้อย่างไรก็ตามการตรวจ Lung sliding อย่างเดียวนั้นอาจทำให้ความแม่นยำลดลง ถ้ามีโอกาสได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมอีกครั้งควรใช้ sign อื่นๆเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยภาวะลมรั่วในโพรงเยื่อหุ้มปอด</p> ศิริลักขณา รูขะจี Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256963 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ความวิตกกังวล ความเครียด และการป้องกันตนเองของประชาชนในหมู่บ้านที่ถูกสั่งปิดจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ในเขตอำเภอเมืองบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256968 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกที่ 3 -4 ของประเทศไทย พบระบาดเป็นกลุ่มก้อนในครอบครัว ชุมชน ภาครัฐได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมป้องกันการแพร่กระจาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสั่งปิดพื้นที่ห้ามเข้าออก ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพจิตใจเศรษฐกิจ สังคมของประชาชน <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความวิตกกังวล ความเครียด การป้องกันตนเองและผลกระทบที่เกิดขึ้น ของประชาชนในหมู่บ้านที่ถูกสั่งปิดจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 เขตอำเภอเมืองบุรีรัมย์ และ ศึกษาความสัมพันธ์และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเครียดระหว่างลักษณะทางประชากร (เพศ อายุ อาชีพ รายได้ การศึกษา) และความวิตกกังวล<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> ศึกษาแบบตัดขวาง เลือกเจาะจงหมู่บ้านที่ถูกสั่งปิดในตำบลบ้านยาง สวายจีกและหัววัว อำเภอเมือง บุรีรัมย์ คำนวณขนาดตัวอย่างได้ 125 คน สุ่มตัวอย่างแบบง่ายจากประชาชนในหมู่บ้านใช้แบบคัดกรองความวิตกกังวลแบบประเมินความเครียดของกรมสุขภาพจิต และแบบสอบถามการป้องกันตนเองที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้สถิติพรรณนา จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหาความสัมพันธ์ของลักษณะทางประชากรความวิตกกังวล กับความเครียด โดยใช้Correlation coefficient และ Simple regression<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบว่าส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลในระดับปานกลางและสูง ร้อยละ 51.2 และ ร้อยละ 27.2 มีความเครียดเล็กน้อยร้อยละ 52 เครียดปานกลางร้อยละ 36.8 ส่วนใหญ่มีการป้องกันตนเองจากไวรัสโคโรนา 2019 ในระดับดีร้อยละ 83.2 ผลกระทบที่ได้รับจากการถูกสั่งปิดหมู่บ้านที่พบส่วนใหญ่คือ ขาดรายได้ไม่ได้ทำงาน ร้อยละ 44.8 ไม่ได้ขายผลผลิตร้อยละ 23.2 เพศ อายุ อาชีพ รายได้ และการศึกษา ไม่มีความสัมพันธ์กับความเครียด แต่ความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์กับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r=0.6) และสามารถอธิบายความผันแปรของความเครียดได้ร้อยละ 33.1 (R2 = 0.3)<br /><strong>สรุป:</strong> ประชาชนส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลระดับปานกลางถึงสูง มีความเครียดเล็กน้อย มีการป้องกันตนเอง ความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อความเครียด การสั่งปิดหมู่บ้านส่งผลให้ประชาชนขาดรายได้ ดังนั้นควรมาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และเฝ้าระวังภาวะทางจิตใจที่จะเกิดขึ้นภายหลัง</p> นิภา สุทธิพันธ์, ทิตยาวดี อินทรางกูร Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256968 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับหญิงตั้งครรภ์ต่อน้ำหนักทารกแรกเกิด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256969 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> หญิงตั้งครรภ์ที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เพียงพอส่งผลให้ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักตามเกณฑ์มาตรฐาน<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อติดตามน้ำหนักทารกแรกเกิดและความรู้ด้านสุขภาพของมารดาที่ได้รับโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพ<br /><strong>รูปแบบการศึกษา:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> ประชากรคือ ทารกแรกเกิดจากมารดาที่ได้รับโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพจำนวน 31 คน ได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพตามปกติ จำนวน 30 คนและมารดาของทารกที่ได้รับโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ระหว่างตั้งครรภ์-หลังคลอด จำนวน 30 คนเครื่องมือการวิจัย คือ น้ำหนักทารกแรกเกิดจากเวชระเบียน และแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ สถิติที่ใช้ข้อมูลทั่วไป คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด เปรียบเทียบน้ำหนักแรกเกิดทารก independent sample t-test และเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพจากการวัดซ้ำ One way ANOVA with repeated measures<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> 1. น้ำหนักเด็กทารกแรกเกิดที่ได้รับโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพและได้รับโปรแกรมตามปกติ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01<br />2.มารดาที่ได้รับโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์-หลังคลอด มีความรอบรู้ด้านสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ภายหลังจากการใช้โปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพ จากการวัดครั้งที่ 1-3 เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01<br /><strong>สรุป:</strong> โปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพสามารถพัฒนาศักยภาพความรอบรู้ด้านสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น และส่งผลต่อน้ำหนักทารกแรกเกิดได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน<br /><br /></p> นงเยาว์ สุวานิช Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256969 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2ที่มารับบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองอรัญประเทศจังหวัดสระแก้ว https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256976 <p><strong>บทนำ:</strong> โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเรื้อรัง ที่ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ผู้ป่วยบางรายมี ภาวะแทรกซ้อนทางไต และจอประสาทตา รวมถึงมีแผลที่หายยากจากการเป็นโรคเบาหวาน สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบทำให้ความเป็นอยู่ของผู้ป่วยแตกต่างกัน รวมถึงการมาตามนัดหมาย วิธีการรับประทานยา พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ และภาวะซึมเศร้า ล้วนส่งผลกระทบถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ในผู้ป่วยเบาหวาน จะสามารถนำมาพัฒนาเพื่อการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงเพื่อเป็นข้อมูล ในการต่อยอดการวิจัยอื่นๆต่อไป<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตของ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2ที่มารับบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง อรัญประเทศ<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2ที่มารับบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2563 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563 โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 303 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป, แบบประเมินพฤติกรรมการใช้ชีวิต, แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 2Q9Q และแบบประเมิน WHOQOL-BREF-THAI วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และใช้สถิติเพียร์สันในการหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตโดยรวมระดับชีวิตกลางๆ ร้อยละ 58.4 และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตได้แก่ อายุ (r=-0.127 p-value = 0.027) ภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน(r=-0.166 p-value =0.004) ภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์เชิงลบ (r=-0.123 p-value =0.032)ในขณะที่ รายได้(r=0.205 p-value &lt;0.001) พฤติกรรมการใช้ชีวิต (r=0.152 p-value =0.008)พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <br /><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการที่ส่วนใหญ่ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว มีคุณภาพชีวิตโดยรวมระดับชีวิตกลางๆ ร้อยละ 58.4 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตได้แก่ อายุ รายได้ ภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานพฤติกรรมการใช้ชีวิต ภาวะซึมเศร้า</p> ธีร์ธวัช บรรลือคุณ, นฤมล พรมมาม Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256976 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะเลือดออกในสมองภายหลังการให้ยาสลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256977 <p><strong>บทนำ:</strong> โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบบ่อยเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 2 ของ ประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี และนำพาไปสู่ภาวะทุพพลภาพ การให้ยาสลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำใน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบที่มาใน 3-4.5 ชั่วโมง ช่วยลดอัตราตายและความพิการ อย่างไรก็ตามการให้ยา สลายลิ่มเลือดมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือเลือดออกในสมองซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตทั้งนี้การศึกษาในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก ข้อมูลยังมีความแตกต่างกันในแต่ละการศึกษา <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อภาวะเลือดออกในสมองภายหลังการให้ยาสลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน<br /><strong>รูปแบบศึกษา:</strong> การศึกษา Prognostic factor research รูปแบบ retrospective observational cohort design ที่กลุ่ม งานอายุรกรรม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบที่ได้รับยาสลายลิ่มเลือด ระหว่าง เดือน มกราคม พ.ศ.2559 ถึง เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2563 <br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> ค้นหาข้อมูลผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบที่ได้รับการรักษาด้วยยาสลายลิ่มเลือด บันทึกข้อมูลพื้นฐาน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลเอกเรย์คอมพิวเตอร์สมอง เปรียบเทียบ 2 กลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ไม่มีเลือดออกในสมองและกลุ่มที่มีเลือดออกในสมอง วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดเลือดออกในสมองด้วยสถิติ multivariable logistic regression<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จำนวนผู้ป่วย 655 ราย พบภาวะเลือดออกในสมองร้อยละ 15.4 (asymptomatic ICH ร้อยละ7.3, symptomatic ICH ร้อยละ8.1) อายุเฉลี่ย 64 ปี เพศชายร้อยละ 51.6 คะแนน NIHSS เฉลี่ย 11 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในสมองได้แก่ สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองชนิด Largeartery atherosclerosis เสี่ยง 6.80 เท่า (95%CI 1.57-29.45, p=0.010), Cardio embolism เสี่ยง 12.40 เท่า (95%CI 2.83-54.40, p=0.001), Other etiologies เสี่ยง 18.86 เท่า (95%CI 2.24-159.03, p=0.007) และ CT brain พบ early infarction เสี่ยง 2.98 เท่า (95%CI 1.75-5.09, p&lt;0.001) ส่วนอายุ โรคไขมันโลหิตสูง Systolic blood pressure คะแนน NIHSS ระดับเกล็ดเลือด ยังไม่พบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ<br /><strong>สรุป:</strong> ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบที่เกิดจาก Large artery atherosclerosis, Cardioembolism, Other etiologies และ ผู้ป่วยที่ CT brain พบ early infarction ควร counseling ให้ผู้ป่วยทราบถึงความเสี่ยงของ การเกิดเลือดออกในสมอง และยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในกรณีที่มีการให้ยาสลายลิ่มเลือด และต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่ได้รับยาสลายลิ่มเลือด</p> ลิสา กองเงิน Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256977 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 การพัฒนาสื่อวีดิทัศน์และผลการใช้สื่อในการให้ความรู้และทักษะการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะอ่อนแรงครึ่งซีกแก่ผู้ดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระบบกล้ามเนื้อข้อต่อและกระดูก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256978 <p><strong>บทนำ:</strong> การป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระบบกล้ามเนื้อข้อต่อและกระดูกสำหรับผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมองเป็นกิจกรรมพื้นฐานที่มีความจำเป็นต้องทำในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะต้นเกือบทุกราย ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของการดูแลผู้ป่วยในด้านนี้มีผลสำคัญต่อผลการฟื้นฟูสภาพในระยะยาว แต่ทว่าการให้สุขศึกษาด้วยการสอนแบบปากเปล่าที่ทำอยู่ทั่วไปยังมีข้อจำกัดในด้านการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนให้กับผู้รับการสอน อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถ่ายทอดความรู้ที่ไม่ครบถ้วนและไม่เหมือนกันทุกครั้งที่ทำการสอนอีกด้วย การใช้วีดิทัศน์เป็นสื่อการสอนเป็นวิธีการหนึ่งที่สะดวกและมีศักยภาพที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างทักษะในการดูแลผู้ป่วยได้ดี ผู้วิจัยได้จัดทำสื่อการสอนชนิดวีดิทัศน์ขึ้นเพื่อใช้ในการถ่ายทอดความรู้และภาพเคลื่อนไหวแนะนำการปฏิบัติจริงเกี่ยวกับการดูแลป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนด้านข้อ กระดูกและกล้ามเนื้อ แต่ยังไม่เคยได้มีการทดสอบประสิทธิภาพของสื่อการสอนนี้มาก่อน <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของวีดิทัศน์ให้ความรู้เบื้องต้นแก่ผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะอ่อนแรงครึ่งซีกก่อนกลับบ้านทั้งในด้านทฤษฎีและและทักษะการปฏิบัติจริง รวมถึงความพึงพอใจและข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงสื่อการสอนนี้ต่อไป<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็น Intervention research ในรูปแบบ one-group pretest-posttest design ทดสอบก่อนและหลังดูวีดิทัศน์ความยาว 7.53 นาที โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะอ่อนแรงครึ่งซีกในระยะแรกหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่1 มิถุนายน-31 สิงหาคม พ.ศ.2563 และ 15 มีนาคม – 22 เมษายน พ.ศ.2564 ผู้เข้าร่วมการศึกษาได้รับการทดสอบด้านทฤษฎีและด้านทักษะ โดยด้านทักษะจะถูกประเมินโดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังรับชมวีดิทัศน์โดยใช้สถิติ McNemar’s test สำหรับตัวแปรจัดกลุ่ม และ dependent t-test สำหรับตัวแปรต่อเนื่องที่มีการกระจายแบบปกติหลังการทดสอบความรู้และทักษะจะมีการประเมินความพึงพอใจของผู้ดูแลต่อวีดิทัศน์และรวบรวมข้อเสนอแนะ รวมถึงช่องทางที่ต้องการทบทวนเนื้อหาการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะอ่อนแรงครึ่งซีกในระยะหลังออกจากโรงพยาบาล<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> มีจำนวนผู้ดูแลที่เข้าร่วมการศึกษา 110 คน อายุเฉลี่ย 43 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 78.2) และบุตรของผู้ป่วย (ร้อยละ 54.6) ชีวิตประจำวันในครอบครัวใช้ภาษาไทยเป็นหลัก (ร้อยละ 54.6) หลังชมวีดิทัศน์พบว่าผู้ดูแล มีคะแนนรวม ความเข้าใจทางทฤษฎีเฉลี่ยก่อนและหลังรับชมวีดิทัศน์มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) คือค่าคะแนนก่อนและหลังการชมวีดิทัศน์เท่ากับ (mean±SD)8.6(±0.2) และ 9.5(±0.1) คะแนนตามลำดับ ในด้านผลการทดสอบด้านทักษะนั้น ผู้ดูแลสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องมากกว่าก่อนชมวีดิทัศน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) ทั้งในส่วนคะแนนการจัดท่านอนที่ได้คะแนนก่อนและหลังการดูวีดิทัศน์เท่ากับ (mean±SD)0.04(±0.03) และ 6.8(±0.2) คะแนนตามลำดับ คะแนนการขยับข้อเพื่อป้องกันข้อติดที่ได้คะแนนก่อนและหลังการดูวีดิทัศน์เท่ากับ (mean±SD)0.8(± 0.1)และ 6.0(±0.2) คะแนนตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการที่ผู้ดูแลสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องในภาคปฏิบัติคือระดับการศึกษา (p-value = 0.002) ทั้งนี้ผู้ดูแลส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อวีดิทัศน์และต้องการทบทวนความรู้ซ้ำที่บ้านผ่านช่องทางยูทูป (Youtube) รวมถึงต้องการเอกสารให้ความรู้ที่มีรูปขนาดใหญ่ชัดเจนมากกว่าเอกสารให้ความรู้แบบดั้งเดิม<br /><strong>สรุป:</strong> วีดิทัศน์ให้ความรู้เบื้องต้นแก่ผู้ดูแลก่อนกลับบ้าน ได้ผลในการเพิ่มความรู้ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะอ่อนแรงครึ่งซีกได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งในด้านความรู้ทั่วไปและทักษะการปฏิบัติจริง</p> อนัญญา อุทิศสัมพันธ์กุล Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256978 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มารับบริการที่โรงพยาบาลบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256979 <p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะซึมเศร้า (depression) เป็นภาวะทางจิตเวชที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรได้รับการคัดกรองและประเมินภาวะซึมเศร้า เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการที่เหมาะสมและวางแผนการดูแลรักษา หากสามารถป้องกันหรือรักษาภาวะซึมเศร้าได้ตั้งแต่ระยะแรก จะสามารถลดอุบัติการณ์การฆ่าตัวตาย ลดภาวะทุพพลภาพ แลเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังได้<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลบ้านด่าน<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาแบบวิเคราะห์ภาคตัดขวาง ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (Analytical cross-sectional study) กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รับบริการในคลินิกโรคไตเรื้อรัง แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลบ้านด่าน ในเดือนกันยายน พ.ศ.2564 ถึง ธันวาคม พ.ศ.2564 ทั้งหมด 183 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9 คำถาม (9Q) และแบบประเมินการฆ่าตัวตาย (8Q) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่ออธิบายความชุกรวมถึงใช้ Chi-square test และ Fisher Exact test ในการหาความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆกับภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt;0.05<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ความชุกของภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (9Q≥7) คิดเป็นร้อยละ 29 โดยสถานภาพ อาชีพ รายได้ต่อเดือน และระยะของโรคไตเรื้อรัง มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ส่วนเพศ อายุ อายุที่เริ่มเป็นโรคไต ระยะเวลาที่เป็นโรคไต โรคประจำตัวอื่น การได้รับการบำบัดทดแทนไต ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้า การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา ไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง<br /><strong>สรุป:</strong> ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีภาวะซึมเศร้า บุคลากรสาธารณสุขควรให้ความสำคัญในการคัดกรองและประเมินภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง นอกจากนี้สถานภาพ อาชีพ รายได้ต่อเดือน และระยะของโรคไตเรื้อรังมีผลต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วย ดังนั้นควรเน้นการเฝ้าระวัง ให้คำปรึกษา และให้การรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ศาสตรา เข็มบุบผา Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256979 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ความชุกและผลจากการได้รับยาไม่เหมาะสมในผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256980 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ปัจจุบันโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ผู้สูงอายุมักมีปัญหาโรคเรื้อรังและการได้รับยาหลายชนิดที่อาจจะไม่เหมาะสม ผู้ป่วยสูงอายุหลายรายมีภาวะรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยและยังได้รับยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic โดยในระยะยาวอาจส่งผลเสียตามมาได้<br /><strong>วิธีการเก็บข้อมูล:</strong> เป็นการศึกษาวิเคราะห์แบบตัดขวาง (cross-sectional analytic study) โดยทำการคัดกรองผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ณ แผนกผู้ป่วยนอก จำนวน 170 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาไม่เหมาะสม 56 คน กับกลุ่มที่ไม่ได้รับยา 114 คน จากนั้นให้ผู้ป่วยทำแบบทดสอบต่างๆ นำข้อมูลที่ได้มาแปลผลโดยโปรแกรมสำเร็จรูป ใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย (mean) มัธยฐาน (median) Fisher’s exact test,independent t-test, Mann-Whitney u test, bivariate analysis, multivariate logistic regression <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากผลการศึกษาพบว่า ความชุกของผู้ที่ได้รับยาไม่เหมาะสมร้อยละ 32.9(95% CI 25.8 – 40.1) กลุ่มที่ได้รับยาไม่เหมาะสมมีคะแนนเฉลี่ย MoCA ต่ำกว่า 20 เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.008) เมื่อนำมาวิเคราะห์ต่อด้วย multivariate logistic regression พบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่คะแนน MoCA น้อยกว่า 20 มีโอกาสที่จะได้รับยาไม่เหมาะสมสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยา 2.02 เท่า (adjusted odds ratio (aOR) = 2.02 (95% CI 0.95 – 4.30))<br /><strong>สรุปผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยและได้รับยาไม่เหมาะสมมีคะแนนการทำแบบทดสอบ MoCA ต่ำกว่าอีกกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทำให้มีโอกาสที่ผู้ป่วยจะดำเนินเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมซึ่งส่งผลเสียในระยะยาวต่อทั้งตัวผู้ป่วยเองและผู้ดูแล</p> อรรณพ บุญยอด Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256980 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 การวิจัยและพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าขาดผ่านกล้องวีดิทัศน์ที่เน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญโรงพยาบาลบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257102 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้าจะทำให้ข้อเข่าสูญเสียความมั่นคง ส่งผลในการประกอบกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจําวันการพยาบาลปริศัลยกรรมที่เน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญ แสดงผลลัพธ์การดูแลองค์ประกอบทั้งหมดของการใช้กระบวนการพยาบาล ครอบคลุมบุคลากรที่ให้การพยาบาล ต้องมีความรู้ ความสามารถในการประเมินเพื่อนำสู่ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล และเลือกปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายอย่างเหมาะสมเพื่อให้ผู้ป่วยมีความสุขสบายในระดับเท่ากับหรือมากกว่าก่อนผ่าตัด จากการทบทวนแนวทางการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าขาดผ่านกล้องวิดิทัศน์ในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ร่วมกันระหว่างสหสาขาวิชาชีพ พบว่ารูปแบบการพยาบาลแบบเดิมเน้นการช่วยและส่งเครื่องมือผ่าตัดไม่มีการประสานข้อมูลผู้ป่วยระหว่างหอผู้ป่วยและห้องผ่าตัดทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ป่วย เช่น ติดเชื้อที่แผลผ่าตัด เลื่อนผ่าตัดเนื่องจากเครื่องมือผ่าตัดไม่พร้อม การมีรอยกดทับจากการผ่าตัดเป็นเวลานาน ผู้ป่วยลงน้ำหนักโดยไม่ใช้ไม้ค้ำยันหลังผ่าตัด ส่งผลให้ต้องกลับมาผ่าตัดซ้ำ ระยะเวลาผ่าตัดยาวนานเพิ่มขึ้น<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าขาดผ่านกล้องวิดิทัศน์ (ACLR) ที่เน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญ โรงพยาบาลบุรีรัมย์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ดำเนินการระหว่าง 1 พฤษภาคม พ.ศ.2562 - 31 ตุลาคม พ.ศ.2564 มี 4 ขั้นตอน คือ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหา ประชากรได้แก่ แพทย์ผ่าตัด 2 คน พยาบาลหอผู้ป่วย 2 คน นักกายภาพบำบัด 1 คน แฟ้มประวัติผู้ป่วยผ่าตัด ACLR 337 แฟ้ม 2) การออกแบบและพัฒนารูปแบบการพยาบาล 3) การทดลองใช้รูปแบบการพยาบาล ประชากรได้แก่ พยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัด 50 คน ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัด ACLR โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2564 – 31 กรกฎาคม พ.ศ.2564 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม ได้แก่ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด ACLR ที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้แก่ ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด ACLR ที่ได้รับรูปแบบการพยาบาลที่เน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญ สุ่มตัวอย่างโดยวิธีเลือกแบบเจาะจงโดยเลือกสลับกันครั้งละ 1 คนระหว่าง 2 กลุ่ม 4) การประเมินผลลัพธ์และการปรับปรุงรูปแบบทางพยาบาล เก็บข้อมูลในขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์ใช้สังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์รูปแบบบริการพยาบาลที่มีอยู่เดิม โดยการประชุม Focus Group ทีมสหสาขาวิชาชีพ ส่วนขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบ ใช้วิธีการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental) เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบสังเกตทักษะวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS สถิติอนุมานใช้ Paired Samples t-test, Independent t-test, chi square test สถิติพรรณนาใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด ACLR ที่เน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญควรประกอบด้วย การพยาบาลระยะก่อน ขณะและหลังผ่าตัด โดยมีการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการผ่าตัดที่ปลอดภัยทั้ง 3 ระยะ คือ การจัดให้มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านโดยการให้ความรู้และฝึกอบรม การจัดทำคู่มือการพยาบาลผู้ป่วย การให้ความรู้ผู้ป่วยเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัด โดยเฉพาะการฟื้นฟูสมรรถนะหลังผ่าตัด ส่วนผลลัพธ์การใช้รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด ACLR ที่เน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญ พบว่า 1) ผู้ป่วยที่ได้รับรูปแบบการพยาบาลผ่าตัดที่เน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญมีความรู้ในการปฏิบัติตัวมากกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p˂0.001) และมีความพึงพอใจในบริการพยาบาลมากกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p˂0.001) 2) พยาบาลห้องผ่าตัดมีความรู้ในการให้การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด ACLR หลังใช้รูปแบบมากกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p˂0.001) 3) พยาบาลห้องผ่าตัดมีทักษะในการให้การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด ACLR หลังใช้รูปแบบเพิ่มขึ้นจากก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p˂0.001) 4) พยาบาลห้องผ่าตัดมีความพึงพอใจในรูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด ACLR ที่เน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 60.0 โดยมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจที่มีต่อประโยชน์โดยรวมของรูปแบบพยาบาลมากที่สุด (Mean 4.1) 5) ผู้ป่วยที่ได้รับรูปแบบการพยาบาลที่เน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญมีความปลอดภัยจากการผ่าตัดทั้ง 4 ด้าน คือการบาดเจ็บจากการจัดท่าผ่าตัด การบาดเจ็บจากการใช้เครื่องรัดห้ามเลือด การติดเชื้อที่แผลผ่าตัดและการเลื่อนผ่าตัดไม่แตกต่างกับผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ (p˂0.05) 6) ผู้ป่วยที่ได้รับรูปแบบการพยาบาลผ่าตัด ACLR ที่เน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญมีระยะเวลาผ่าตัดต่ำกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p˂0.001)<br /><strong>สรุปผลการศึกษา:</strong> รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าขาดผ่านกล้องวิดิทัศน์ที่เน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญที่พัฒนาขึ้น ช่วยลดระยะเวลาผ่าตัด ผู้ป่วยมีความรู้ในการปฏิบัติตัวในการผ่าตัดและมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น พยาบาลห้องผ่าตัดมีความรู้และทักษะในการพยาบาลผู้ป่วยเพิ่มขึ้น</p> วันเพ็ญ เส้นศูนย์, ยุพิน มารารัมย์ Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257102 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์การตั้งครรภ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของภาวะแท้งคุกคามในโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257104 <p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะแท้งคุกคามเป็นภาวะที่พบบ่อยในเวชปฏิบัติทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย และยังไม่มีการศึกษาภาวะนี้ในโรงพยาบาลมหาสารคาม<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> ศึกษาผลลัพธ์การตั้งครรภ์ของภาวะแท้งคุกคามและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะแท้งคุกคามในโรงพยาบาลมหาสารคาม<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์ โดยเป็นแบบ prospective comparative study เก็บข้อมูลโดยการทบทวนข้อมูลผู้ป่วยจากเวชระเบียนผู้ป่วย<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะแท้งคุกคามที่รักษาในโรงพยาบาลมหาสารคามจำนวน 101 ราย และกลุ่มควบคุมจำนวน 48 ราย, อายุมารดาอยู่ระหว่าง 15 - 39 ปี มีค่าเฉลี่ย 27.1 ± 5.8 ปี ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะแท้งคุกคามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ มีประวัติแท้งบุตรมาก่อน และตรวจพบการตั้งครรภ์ที่ไม่มีตัวอ่อน ผลลัพธ์การตั้งครรภ์ที่มีภาวะแท้งคุกคามคือ แท้งเอง 25 ราย (ร้อยละ 25.2) คลอดก่อนกำหนด 11 ราย (ร้อยละ 11.1) ภาวะน้ำเดินก่อนกำหนด 3 ราย (ร้อยละ 3.0) placenta previa 4 ราย (ร้อยละ 4.0) คลอดปกติ 19 ราย (ร้อยละ 19.2) ผ่าตัดคลอด 28 ราย (ร้อยละ 28.2) birth asphyxia 5 ราย (ร้อยละ 5.0) ทารกได้เข้ารักษาที่หอทารกป่วย 5 ราย (ร้อยละ 5.0) <br /><strong>สรุปผลการศึกษา:</strong> ผลลัพธ์การตั้งครรภ์ของภาวะแท้งคุกคามที่รักษาในโรงพยาบาลมหาสารคามอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากล และปัจจัยที่สัมพันธ์กับผลการรักษาของภาวะแท้งคุกคามที่รักษาในโรงพยาบาลมหาสารคามสอดคล้องกับการศึกษาก่อนหน้า ผลการศึกษานี้มีประโยชน์นำมาใช้ในการรักษาและให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น</p> วกุล ลัญจกรสิริพันธุ์ Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257104 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพของโคลชิซีนขนาดต่ำในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257107 <p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันสาเหตุหลักเกิดจากตะกอนหรือตะกรันในหลอดเลือดหัวใจมีการปริแตกกระตุ้นกระบวนการเกิดลิ่มเลือดทำให้อุดตันหลอดเลือดหัวใจตามมากระบวนการอักเสบมีส่วนร่วมสำคัญในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันถ้าค่า C-reactive protein (CRP) ยังสูงอยู่บ่งบอกว่ามีการอักเสบในร่างกายและมีโอกาสกลับเป็นซ้ำของโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตได้สูง โคลชิซีนเป็นยาต้านการอักเสบซึ่งมีข้อมูลว่าสามารถลดอุบัติการณ์การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจตีบได้<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของโคลชิซีนเปรียบเทียบกับยาหลอกในการลดกระบวนการอักเสบในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่ได้รับการทำหัตถการใส่สายสวนหัวใจเพื่อเปิดหลอดเลือดที่อุดตัน<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมแบบปกปิดสองทาง (Prospective, randomized , double blinded, placebo-controlled study) ในผู้ป่วยอายุ 18-80 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันและได้รับการทำหัตถการใส่สายสวนหัวใจเพื่อเปิดหลอดเลือดที่อุดตันในโรงพยาบาลสุรินทร์จำนวน 36 ราย สุ่มผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกได้ colchicine 0.6 มิลลิกรัมต่อวันและอีกกลุ่มได้ยาหลอกทั้งสองกลุ่มให้ยานาน 30 วัน ผู้ป่วยทุกรายได้รับ optimal medical treatment ดูความแตกต่างของค่า C-reactive protein การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย และผลข้างเคียงของยาโคลชิซีนกับยาหลอกโดยติดตามการวิจัยจนครบ 90 วัน<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยที่ได้โคลชิซีน 0.6 มิลลิกรัมต่อวัน เทียบกับยาหลอกไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของค่า C-reactive protein ตั้งแต่วันที่เริ่มการศึกษา วันที่ 3 14 และ 30 (p=0.96,0.52,0.59 และ 0.30, ตามลำดับ) รวมทั้งการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายในวันที่ 1 14 30 และ 90 ก็ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในทุกช่วงเวลาเช่นกัน (p=0.72,0.88,0.18 และ 0.29, ตามลำดับ) ผลข้างเคียงจากยาทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกัน<br /><strong>สรุป:</strong> จากการศึกษานี้ พบว่าการให้โคลชิซีนไม่สามารถลดการอักเสบ ในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่ได้รับการทำหัตถการใส่สายสวนหัวใจเพื่อเปิดหลอดเลือดที่อุดตันและไม่พบการเปลี่ยนแปลงของการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายเมื่อเทียบกับยาหลอก</p> ถาวร ชูชื่นกลิ่น Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257107 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 คุณค่าเชิงวินิจฉัยของอัลตราซาวด์ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257109 <p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันเป็นภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมในช่องท้องที่พบบ่อย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการยังไม่ชัดเจน การตรวจทางรังสีมีบทบาทในการช่วยวินิจฉัยภาวะนี้ รวมถึงเพื่อการแยกโรคอื่นๆที่อาจทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องน้อยด้านล่างขวาออกไป ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วมากขึ้น ปัจจุบันอัลตราซาวด์เป็นการตรวจที่นำมาใช้ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะไส้ติ่งอักเสบมากขึ้นเนื่องจากไม่มีปริมาณรังสี(radiation dose)<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความแม่นยำของการใช้อัลตราซาวด์เป็นเครื่องมือตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นสำหรับภาวะไส้ติ่งอักเสบ เปรียบเทียบกับผลที่พบในการผ่าตัดและพยาธิวิทยาและเพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพทางอัลตราซาวด์ที่พบในผู้ป่วยที่สามารถเห็นไส้ติ่งจากการตรวจ รวมถึงลักษณะที่พบร่วมอื่นๆในผู้ป่วยที่ปวดท้องด้านล่างขวา<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษา diagnostic accuracy research แบบย้อนหลังเชิงพรรณนา (retrospective cross-sectional design with population-based data collection) เก็บข้อมูลในผู้ป่วยที่ได้รับการส่งมาตรวจ อัลตราซาวด์ที่แผนกรังสีวิทยาโรงพยาบาลสุรินทร์แบบฉุกเฉินด้วยอาการปวดท้องน้อยด้านขวาล่าง หรือระบุว่าสงสัยไส้ติ่งอักเสบ ในระหว่าง 1 สิงหาคม พ.ศ.2563 ถึง 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 ผู้ป่วยทุกรายได้รับการติดตามต่อว่าได้รับการผ่าตัดหรือรักษาตามอาการโดยไม่ได้รับการผ่าตัดหากได้รับการผ่าตัด บันทึกผลพยาธิวิทยา ในรายที่ผลอัลตราซาวด์เป็นลบที่ไม่ได้ผ่าตัด เก็บข้อมูลสรุปวินิจฉัยผู้ป่วยก่อนกลับบ้าน และเก็บข้อมูลในรายที่มีการมาติดตามอาการหลังกลับบ้านภายในระยะเวลา 1 เดือน<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> อัลตราซาวด์มีความไวในการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบค่อนข้างต่ำเพียงร้อยละ 50(95% CI; 31.3-68.7)แต่มีความจำเพาะค่อนข้างสูงร้อยละ 95.7 (95% CI; 87.8-99.1)positive predictive valueร้อยละ 83.3(95% CI; 58.6-96.4) และnegative predictive valueร้อยละ81.5 (95% CI; 71.3-89.2) จากการอัลตราซาวด์ ไม่สามารถมองเห็นไส้ติ่งได้ร้อยละ 76.8เห็นไส้ติ่งมีขนาดมากกว่า 6 มิลลิเมตร ร้อยละ 18.2ไขมันในช่องท้องมี echogenicity เพิ่มขึ้น(echogenic fat) ร้อยละ 3มีน้ำในช่องท้องร้อยละ 12.1 และมีfluid collection ร้อยละ 6.1<br /><strong>สรุป:</strong> อัลตราซาวด์มีความจำเพาะสูงในผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ แต่มีความไวต่ำในการวินิจฉัยดังนั้น อัลตราซาวด์จึงมีประโยชน์ในผู้ป่วยรายที่มีอาการปวดท้องน้อยด้านล่างขวาและมีการวินิจฉัยจากอาการได้ไม่ชัดเจน ในรายที่ตรวจพบไส้ติ่งมีขนาดมากกว่า 6 มิลลิเมตร สามารถช่วยวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบได้และช่วยลดความเสี่ยงการได้รับรังสีจากการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในคนไข้กลุ่มนี้แต่ในผู้ป่วยที่ผลอัลตราซาวด์เป็นลบ ควรต้องพิจารณาร่วมกับอาการ การตรวจร่างกาย และอาจส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพิ่มเติมในกรณีที่ยังสงสัย นอกจากนี้อัลตราซาวด์ยังมีประโยชน์ในแง่ของการช่วยวินิจฉัยโรคอื่นที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยปวดท้องน้อยด้านล่างขวาที่ไม่ใช่ไส้ติ่งอักเสบ</p> จุฑารัตน์ นรเศรษฐ์สิงห์ Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257109 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาการเข้าถึงบริการทางการแพทย์หลัง 72 ชั่วโมง ของเด็กและวัยรุ่นหญิงที่ถูกกระทำชำเรา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256328 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ด็กและวัยรุ่นหญิงที่ถูกกระทำชำเรา จำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์โดยเร็วภายหลังเกิดเหตุเพื่อให้แพทย์ได้ตรวจร่างกายเก็บหลักฐานทางคดีพิจารณาให้ยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและยาป้องกันการตั้งครรภ์ ซึ่งยาจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และป้องกันการตั้งครรภ์ภายใน 72 ชั่วโมงและ 120 ชั่วโมงแรก<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์หลัง 72 ชั่วโมง ของเด็กและวัยรุ่นหญิง ภายหลังถูกกระทำชำเรา<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษา etiognostic research รูปแบบ retrospective cohort design ศึกษาในเด็กและวัยรุ่นหญิงที่ถูกกระทำชำเราและมารับบริการที่ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลสุรินทร์ ระหว่างปีงบประมาณ 2559-2563 ศึกษาข้อมูลจากเวชระเบียนและแบบบันทึกข้อมูลการช่วยเหลือเด็กและสตรีที่เข้ารับบริการศูนย์พึ่งได้ เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคล สิ่งแวดล้อม และลักษณะเหตุการณ์การกระทำชำเรา ระหว่างกลุ่มผู้เสียหายที่มาเข้ารับบริการหลัง 72 ชั่วโมง กับกลุ่มที่เข้ารับบริการภายใน 72 ชั่วโมง ภายหลังเกิดเหตุกระทำชำเราวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ปัจจัยด้วย univariableและ multivariable logistic regression<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ด็กและวัยรุ่นหญิงที่ถูกกระทำชำเรา จำนวน 221 ราย เข้ารับบริการที่ศูนย์พึ่งได้โรงพยาบาลสุรินทร์หลัง 72 ชั่วโมง 109 คน (ร้อยละ 49.3)และภายใน 72 ชั่วโมง 112 คน (ร้อยละ 50.7) พบปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าถึงบริการหลัง 72 ชั่วโมง คือ มีประวัติเคยถูกกระทำชำเรามาก่อน และถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวหลังกระทำชำเราในขณะที่เด็กอายุ ≤8 ปี จะเข้าถึงบริการภายใน 72 ชั่วโมงมากกว่ากลุ่มอายุอื่น<br /><strong>สรุป:</strong> เด็กที่มีประวัติเคยถูกกระทำชำเรามาก่อนและถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวหลังกระทำชำเราทีมสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ควรติดตามเสริมพลังแก่ผู้ที่ถูกกระทำชำเรา ครอบครัวและผู้ดูแลอย่างต่อเนื่องและจัดให้มีช่องทางติดต่อช่วยเหลือให้เข้าถึงบริการได้รวดเร็วหากถูกกระทำชำเราซ้ำอีก</p> อธิคม ใจกล้า, ปัฐมาพร ใจกล้า, สุติมา แซงบุญนาง Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/256328 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดปอดอักเสบติดเชื้อในโรงพยาบาลและปอดอักเสบติดเชื้อที่สัมพันธ์กับเครื่องช่วยหายใจ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257126 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> อัตราการเกิดปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจก่อให้เกิดผลกระทบหลายประการได้แก่ ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้นเกิดเชื้อจุลชีพดื้อยาต้องใช้ยาต้านจุลชีพเพิ่มขึ้นทำให้เกิดอัตราป่วยและอัตราตายที่สูงขึ้นรวมถึงทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการนอนโรงพยาบาลที่มากขึ้น<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงกับการเกิดปอดอักเสบติดเชื้อในโรงพยาบาลและปอดอักเสบติดเชื้อที่สัมพันธ์กับเครื่องช่วยหายใจในผู้ป่วย intensive care unit(ICU) เกินกว่า 48 ชั่วโมง<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบติดตามย้อนหลัง (Retrospective cohort study) โดยศึกษาในผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไปที่ได้รับการรักษาในหอผู้ป่วย ICU อายุรกรรมตั้งแต่ 48 ชั่วโมงขึ้นไปโดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 361 คนที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วย ICU แผนกอายุรกรรมในโรงพยาบาลศรีสะเกษดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2563 - กันยายน 2564 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยเวชระเบียนผู้ป่วยในและโปรแกรม Him-pro โรงพยาบาลศรีสะเกษ<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากการศึกษาพบว่าระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลของกลุ่มที่เกิดปอดอักเสบติดเชื้อและกลุ่มที่ไม่เกิดปอดอักเสบติดเชื้อมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ, โดยผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลน้อยกว่า 8 วันมีอุบัติการณ์การเกิดปอดอักเสบติดเชื้อในโรงพยาบาลและปอดอักเสบติดเชื้อที่สัมพันธ์กับเครื่องช่วยหายใจมากกว่าผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลมากกว่าหรือเท่ากับ 8 วันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ, ทำการศึกษาหาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติ Cox proportional hazard model พบว่าผู้ป่วยที่เป็น nephrotic syndrome เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นปอดติดเชื้อในโรงพยาบาลและปอดติดเชื้อที่สัมพันธ์กับเครื่องช่วยหายใจเป็น 9.7 เท่า (HR Adjusted HR9.7,95%CI 2.1-44.1) ผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นปอดติดเชื้อในโรงพยาบาลและปอดติดเชื้อที่สัมพันธ์กับเครื่องช่วยหายใจ1.9เท่า (HR (Adj)1.9, 95% CI 1.1-3.4) ผู้ป่วยที่มีโรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นปอดติดเชื้อในโรงพยาบาลและปอดติดเชื้อที่สัมพันธ์กับเครื่องช่วยหายใจ 1.8 เท่า (HR (Adj)1.8, 95% CI 1.1-2.9) การใช้ยากลุ่ม clindamycin ในขณะที่นอนในโรงพยาบาลจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปอดอักเสบติดเชื้อในโรงพยาบาลและปอดอักเสบติดเชื้อที่สัมพันธ์กับเครื่องช่วยหายใจ 1.8 เท่า (HR(Adj)1.8, 95% CI 1.2-2.7) การใช้ยากลุ่ม penicillin ในขณะที่นอนในโรงพยาบาลจะลดความเสี่ยงในการเกิดปอดอักเสบติดเชื้อในโรงพยาบาลและปอดอักเสบติดเชื้อที่สัมพันธ์กับเครื่องช่วยหายใจร้อยละ 43(HR(Adj)0.6, 95% CI 0.4-0.9) <br /><strong>สรุป:</strong> พบว่าผู้ป่วย nephroticsyndrome ผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดภาวะน้ำหนักเกินการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ clindamycinจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดปอดอักเสบติดเชื้อในโรงพยาบาลและปอดอักเสบติดเชื้อที่สัมพันธ์กับเครื่องช่วยหายใจในผู้ป่วยICU เกินกว่า 48 ชั่วโมง</p> จินดาพร ไชยโคตร Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257126 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 อุบัติการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดในการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณคอของมะเร็งศีรษะและคอในโรงพยาบาลศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257127 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอ (neck dissection) เป็นการผ่าตัดเพื่อรักษาการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองของมะเร็งบริเวณศีรษะและคอ ( head and neck cancer) นั่นคือมะเร็งชนิด squamous cell carcinoma ของอวัยวะบริเวณศีรษะและลำคอ ได้แก่ ริมฝีปาก จมูก ช่องปาก กล่องเสียง โพรงหลังจมูก (nasopharynx) คอหอยส่วนบน (oropharynx) และคอหอยส่วนล่าง (hypopharynx) รวมถึงมะเร็งไทรอยด์ชนิดต่างๆและมะเร็งต่อมน้ำลายชนิดต่างๆอีกด้วย เนื่องจากกายวิภาคบริเวณคอมีขนาดเล็กและมีอวัยวะที่สำคัญ (vital structure) อยู่ในบริเวณที่จะทำการผ่าตัดจำนวนมากดังนั้นปัจจัยที่ผู้ป่วยจะนำมาพิจารณาร่วมก่อนการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอ คือ ผลที่จะเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการผ่าตัด<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะแทรกซ้อนในการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอในผู้ป่วยมะเร็งบริเวณศีรษะและคอและวิธีการรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอที่พบได้ในโรงพยาบาลศรีสะเกษ<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษา แบบย้อนหลัง (Retrospective cohort study) โดยการหาข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยมะเร็งบริเวณศีรษะและคอที่เข้ารับการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอในโรงพยาบาล ศรีสะเกษตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 ถึงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2564 จำนวน 74 คนโดยนำข้อมูลที่ได้มาแปลผลและหาความสัมพันธ์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป STATA และ ใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (mean) มัธยฐาน (median) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation, SD) fisher exact test, chi-square และ T-test independent <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ในการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งบริเวณศีรษะและคอที่มาผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอจำนวน 74 คนระยะเวลาการผ่าตัดโดยเฉลี่ย 3.9 ±1.6 ชั่วโมง (mean ±SD) และระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลโดยเฉลี่ย 10.9 ±6.2 วัน(mean ±SD) ซึ่งจากการศึกษานี้พบว่า อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอคือร้อยละ 39.2 โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบมากที่สุดคือท่อน้ำเหลืองรั่ว (chyle leakage) ร้อยละ10.8 เส้นประสาทสมองและไขสันหลังคู่ที่ 11 บาดเจ็บ (spinal accessory nerve injury) พบร้อยละ 6.8 พบเลือดออกเลือดคั่งหลังการผ่าตัดร้อยละ 4.1 เส้นประสาทใบหน้าเป็นอัมพาตทำให้มุมปากตก (Marginal mandibular nerve injury) ร้อยละ 4.1 แผลติดเชื้อหรือแผลแยกร้อยละ 2.7 และปอดอักเสบหลังผ่าตัดร้อยละ 2.7 ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือเพศ (p-value =0.04) การรักษาที่เคยได้รับก่อนการผ่าตัดเช่นฉายแสงและเคยผ่าตัดที่คอมาก่อน (p-value = 0.015) การผ่าตัดที่ใช้ระยะเวลานาน (p-value &lt;0.001 ) การผ่าตัดแบบ radical neck dissection(p-value= 0.028 ) และ Neck stage (N ตาม TNM staging) โดยพบว่า N stage ที่สูงขึ้น สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value =0.016) <br /><strong>สรุป:</strong> อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอคือร้อยละ 39.2 โดยภาวะรั่วของท่อน้ำเหลืองที่คอ (chyle leakage) พบมากที่สุดคือร้อยละ 10.8 และปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอคือเพศ เคยได้รับการรักษาก่อนการผ่าตัด การผ่าตัดแบบ radical neck dissection N stage สูง และระยะเวลาการผ่าตัดที่นานขึ้น</p> ชญาดา เมืองแก้ว Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257127 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการอบรมพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการความเสี่ยงจากการทำงานของบุคลากร โรงพยาบาลบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257128 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การประเมินความเสี่ยงจากการทำงานของบุคลากรโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ปีงบประมาณ 2563 พบว่าสิ่งคุกคามสุขภาพของบุคลากรที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานมากเป็นอันดับแรกคือ ด้านคุณภาพอากาศ อันดับสอง คือด้านจิตวิทยาสังคม และอันดับสาม คือ ด้านการยศาสตร์ซึ่งงานอาชีวอนามัยความปลอดภัยและอนามัยสิ่งแวดล้อม ได้เยี่ยมประเมินความเสี่ยงเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี ทำให้จำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากสิ่งคุกคามลดน้อยลง แต่ผู้วิจัยมีความต้องการจะพัฒนางานและหาวิธีการดำเนินงานตามบริบทของโรงพยาบาล จึงได้ดำเนินการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำหน่วยงานของบุคลากรโรงพยาบาลบุรีรัมย์<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบ 1) ความรู้ 2) ความเสี่ยงของสิ่งคุกคามทางสุขภาพในโรงพยาบาล 7 ด้าน 3) สิ่งคุกคามสุขภาพด้วยเครื่องมือทางอาชีวสุขศาสตร์ และ 4) ประเมินความพึงพอใจ ก่อนและหลังเข้ารับการอบรมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำหน่วยงานของบุคลากรโรงพยาบาลบุรีรัมย์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบทดลองเบื้องต้น (Pre Experiment Research) กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรโรงพยาบาลบุรีรัมย์ที่เข้าอบรมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำหน่วยงานของบุคลากรโรงพยาบาลบุรีรัมย์ จำนวน 100 คน โดยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างจาก Program ซึ่งคำนวณหากลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตร Two dependent means ของ App N4Studies เครื่องมือที่ใช้ คือ 1) แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 5 ส่วน 2) แบบ RAH.01 3) แบบ RAH.02 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา (Descriptive statistic) ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติอนุมาน (Inferential statistic) ได้แก่ Dependent or Paired samples t-test <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> การอบรมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำหน่วยงานของบุคลากรโรงพยาบาลบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ด้านการจัดการความเสี่ยงจากการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังการอบรมความเสี่ยงของสิ่งคุกคามสุขภาพ7 ด้าน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับความดังเสียงเฉลี่ยและระดับอุณหภูมิความร้อนเฉลี่ยที่ตรวจวัดด้วยเครื่องมือทางอาชีวสุขศาสตร์หลังการอบรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับความเข้มแสงเฉลี่ยที่ตรวจวัดด้วยเครื่องมือทางอาชีวสุขศาสตร์ หลังการอบรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติความพึงพอใจของผู้เข้าอบรมอยู่ในระดับมาก <br /><strong>สรุป:</strong> การอบรมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำหน่วยงานของบุคลากรโรงพยาบาลบุรีรัมย์ทำให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำหน่วยงานมีความรู้ด้านการจัดการความเสี่ยงเพิ่มขึ้น สามารถจัดการความเสี่ยงของสิ่งคุกคามสุขภาพ 7 ด้านได้ดียิ่งขึ้น ผลการประเมินและการควบคุมความเสี่ยงจากสิ่งคุกคามสุขภาพจากการทำงานด้านแสง เสียง และอุณหภูมิความร้อนลดลง</p> ธฤตกวิน พันธุลี Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257128 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพของการเจาะคอน้อยกว่า 10 วันหลังใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยสมองบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257330 <p><strong>บทนำ:</strong> ผู้ป่วยสมองบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุไม่รู้สึกตัวต้องใส่เครื่องช่วยหายใจทางปาก ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเช่นภาวะปอดติดเชื้อ มีการศึกษาพบว่าการเจาะคอเร็วขึ้นสามารถช่วยในการหย่าเครื่องช่วยหายใจได้เร็วรวมถึงลดการติดเชื้อในปอดได้ แต่ยังไม่มีการศึกษาในประเทศไทย <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> ศึกษาระยะเวลาในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ (T-piece weaning) และอุบัติการณ์การเกิดปอดติดเชื้อ (Pneumonia) เมื่อผู้ป่วยได้รับการเจาะคอ (tracheostomy) ในระยะเวลาที่ต่างกัน<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษา Therapeutic research รูปแบบ Ambi-spective observational cohortdesign ในผู้ป่วยสมองบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุที่ได้รับการเจาะคอในระยะเวลาต่างกัน ตั้งแต่มกราคม 2562 ถึงมิถุนายน 2564 แบ่งกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการเจาะคอหลังใส่ท่อช่วยหายใจน้อยกว่า 10 วัน เทียบกับกลุ่มที่ได้รับการเจาะคอตั้งแต่ 10 วันขึ้นไป ศึกษาหาความแตกต่างของระยะเวลาหย่าเครื่องช่วยหายใจและอัตราการเกิด ปอดติดเชื้อ<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> มีผู้เข้ารับการศึกษา 100 คน เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการเจาะคอน้อยกว่า 10 วันจำนวน 47 คน เจาะคอตั้งแต่ 10 วันขึ้นไปจำนวน 53 คน เป็นเพศชาย 80% อายุเฉลี่ย 39 ปี ผู้ป่วยที่ได้รับการเจาะคอน้อยกว่า 10 วัน หย่าเครื่องช่วยหายใจได้เร็วกว่าเฉลี่ย 1.49 วันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และลดอัตราการเกิด pneumonia ลงได้ 21% โดยมี NNP (number needed to prevent) เท่ากับ 4.76<br /><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วยสมองบาดเจ็บรุนแรงที่ได้รับการใส่เครื่องช่วยหายใจทางปากควรได้รับการเจาะคอภายใน 10 วัน เนื่องจากจะทำให้หย่าเครื่องช่วยหายใจได้เร็วและลดการเกิดปอดติดเชื้อได้</p> ชุติมา ชัยช่วงโชค Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257330 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการวางแผนจำหน่ายแบบองค์รวมสำหรับผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบ โรงพยาบาลศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257331 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> การวางแผนจำหน่ายแบบองค์รวมสำหรับผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบ โรงพยาบาลศรีสะเกษเป็นการนำแนวคิดการดูแลตนเองของโอเร็มในส่วนของการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ และแนวคิดการวางแผนจำหน่ายแบบ D-METHOD มาบูรณาการโดยมีพยาบาลทำหน้าที่ขับเคลื่อนดำเนินงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีทั้งต่อผู้ป่วยและครอบครัว <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของการวางแผนจำหน่ายแบบองค์รวมต่อ 1) ความรู้และทักษะของผู้ดูแล 2) การกลับมารักษาซ้ำ 3) ค่าใช้จ่ายในการรักษา และ 4) ความพึงพอใจของผู้ดูแล<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) ศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ 1) ผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบอายุ 1 เดือน – 5 ปี 2) ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบ จำนวนกลุ่มละ 30 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบ่งกลุ่มตัวอย่าง ออกเป็น 2 กลุ่มๆละเท่าๆกัน กลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลโดยใช้การวางแผนจำหน่ายแบบองค์รวม กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ทำการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2564–มกราคม พ.ศ.2565 ณ หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม 2 โรงพยาบาลศรีสะเกษ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนจำหน่ายแบบองค์รวมสำหรับผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบ 2) แบบบันทึกการเก็บข้อมูลทั่วไป 3 ) แบบทดสอบความรู้ 4) แบบประเมินทักษะการดูแล 5) แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Independent t-test, Mann Whitney U test, Wilcoxon signed-rank test <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะด้านการดูแลเมื่อเด็กมีไข้ การดูแลเมื่อไอ มีน้ำมูกหรือเสมหะ การสังเกตอาการผิดปกติ และค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการรักษาน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อัตราการกลับมารักษาซ้ำในกลุ่มทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุม สำหรับค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการดูแลเรื่องยา การดูแลสิ่งแวดล้อม การดูแลเรื่องอาหาร พบว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <br /><strong>สรุป:</strong> ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษาครั้งนี้คือโรงพยาบาลควรสร้างแนวปฏิบัติที่มีมาตรฐานในการจำหน่าย แบบองค์รวมสำหรับผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบและพัฒนาให้ครอบคลุมในกลุ่มโรคสำคัญอื่นๆ</p> อารี ศุขแจ้ง, พัชรา เกษมสุข, จรินญา บุ้งทอง Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257331 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 การแบ่งประเภททางโมเลกุลของมะเร็งเต้านมที่รับการผ่าตัดในโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257332 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> มะเร็งเต้านมเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญอย่างหนึ่ง มีการศึกษาเรื่องการแยกประเภททางโมเลกุลของมะเร็งเต้านมทั้งในและต่างประเทศ แต่ผลที่ได้ยังมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และเชื้อชาติ จึงเป็นที่มาของการศึกษานี้<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาการแยกประเภททางโมเลกุลของมะเร็งเต้านมที่รับการผ่าตัด modified radical mastectomy ในโรงพยาบาลมหาสารคาม และพยากรณ์โรคในแต่ละประเภททางโมเลกุลของมะเร็งเต้านม<br /><strong>วัสดุและวิธีการ:</strong> รูปแบบการวิจัยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์ โดยการทบทวนข้อมูลผู้ป่วยจากเวชระเบียนผู้ป่วย จำนวน 110 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมที่รับการผ่าตัดร่วมกับการย้อม immunohistochemistry (ER, PR, HER2, Ki-67) ในโรงพยาบาลมหาสารคาม ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2556 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2558 <br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ข้อมูลทั่วไปพบผู้ป่วยทั้งหมดเป็นเพศหญิง 110 ราย, อายุ 32-83 ปี เฉลี่ย 53.9+/- 10.5 ปี, ER positive ร้อยละ 61.8, PR positive ร้อยละ 50.9, HER-2 positive ร้อยละ 44.5, Ki-67 ตั้งแต่ ร้อยละ 1 ถึงร้อยละ 70, สถานะปัจจุบันมีชีวิตอยู่ร้อยละ 59.1, เสียชีวิตร้อยละ 40.9, Overall survival เฉลี่ย 2,082.1 +/- 937.4 วัน, Disease-free survival เฉลี่ย 2,261.2+/-904.9 วัน, 5-year survival ร้อยละ 66.4พบ Luminal A ร้อยละ 24.5, Luminal B ร้อยละ 40(Luminal B/HER2- ร้อยละ 16.4, Luminal B/HER2+ ร้อยละ 23.6), HER2-enriched ร้อยละ 20.9 และ Triple negative ร้อยละ 14.5 และพบว่า Overall survival ของแต่ละประเภท มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value = 0.001) โดย Luminal A มีค่าเฉลี่ยของ overall survival สูงที่สุด รองลงมาคือ Luminal B/HER2+, Luminal B/HER2-, Triple negative และ HER2-Enriched ตามลำดับ<br /><strong>วิจารณ์และสรุปผล:</strong> การศึกษาพบว่าการแบ่งประเภททางโมเลกุลของมะเร็งเต้านมในโรงพยาบาลมหาสารคาม พบประเภท Luminal B มากที่สุด รองลงมาคือ Luminal A, HER2-enriched และ Triple negative โดย Luminal A มี overall survival ดีที่สุด และ HER2-enriched มี overall survival แย่ที่สุด</p> ปกรณ์ เศรษฐ์กวีพัฒน์ Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257332 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 การประเมินประสิทธิภาพการจำแนกชนิดและการทดสอบความไวของเชื้อต่อยาต้านจุลชีพในตัวอย่างจากขวดเพาะเชื้อในเลือดโดยตรง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257334 <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>โลหิตเป็นพิษเหตุติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลการวินิจฉัยการติดเชื้อในกระแสเลือดได้รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ จึงมีความสำคัญต่อการรักษา รวมทั้งลดอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะและการเสียชีวิตของผู้ป่วย<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินประสิทธิภาพการจำแนกชนิดและการทดสอบความไวของเชื้อต่อยาต้านจุลชีพ ในตัวอย่างจากขวดเพาะเชื้อในเลือดโดยตรงด้วยเครื่องอัตโนมัติ เปรียบเทียบกับวิธีมาตรฐาน ในโรงพยาบาลสุรินทร์<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้ใช้ตัวอย่างจากผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสุรินทร์ ที่มีผลบวกจากการเพาะเชื้อในเลือดจำนวน 98 ตัวอย่าง ทำการจำแนกชนิดเชื้อและทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพ โดยใช้ตัวอย่างจากขวดเพาะเชื้อโดยตรงเปรียบเทียบกับวิธีมาตรฐานที่ใช้โคโลนีของเชื้อ<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบว่าการทดสอบการบ่งชี้ชนิดของเชื้อแบคทีเรียโดยการเตรียมตัวอย่างจากจากขวดเพาะเชื้อโดยตรงเมื่อเปรียบเทียบกับการเตรียมตัวอย่างตามวิธีมาตรฐานเป็นเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ จำนวน 66 ตัวอย่าง มีค่าความไว และค่าความเชื่อมั่น 95%CI เท่ากับ ร้อยละ 95.5 และร้อยละ 87.3-99.1 ตามลำดับ ขณะที่พบเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก จำนวน 32 ตัวอย่าง มีค่าความไว และค่าความเชื่อมั่น 95%CI เท่ากับ ร้อยละ 84.4 และ ร้อยละ 67.2-94.7 ตามลำดับ และเมื่อทำการทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพมีค่า Essential agreement (EA) และ Categorical agreement (CA) เท่ากับร้อยละ 98 และ 96.5 ตามลำดับ และมีความผิดพลาด ร้อยละ 3.5 สำหรับเชื้อแบคทีเรียแกรมลบเมื่อเทียบกับวิธีมาตรฐาน และมีค่า EA และ CA เท่ากับ ร้อยละ 94 มีอัตราความผิดพลาด ร้อยละ 5.6 สำหรับเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกเมื่อเทียบกับวิธีมาตรฐาน ระยะเวลาที่ใช้ในการบ่งชี้ชนิดของเชื้อและทดสอบความไวต่อยาจากขวดเพาะเชื้อในเลือดโดยตรง 10-16 ชั่วโมง และจากวิธีมาตรฐาน 34-40 ชั่วโมง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; 0.0001)<br /><strong>สรุป:</strong> การทดสอบการจำแนกชนิดเชื้อและการทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพโดยการเตรียมตัวอย่างจากขวดเพาะเชื้อในเลือดโดยตรง มีประสิทธิภาพและความไวสูง สำหรับการวินิจฉัยเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ ซึ่งใช้ระยะเวลาในเตรียมตัวอย่างจนถึงการรายงานผลลดลงจากวิธีมาตรฐานถึง 24 ชั่วโมง ส่งผลให้แพทย์สามารถวินิจฉัยการติดเชื้อในกระแสเลือดและให้การรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้</p> อำไพ หวังวก Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257334 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพของโครงการ Capture the Fracture ในการรักษากระดูกต้นขาหักบริเวณสะโพกแบบนอกเยื่อหุ้มข้อในผู้สูงอายุ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257335 <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ภาวะกระดูกต้นขาหักบริเวณสะโพกจากอุบัติเหตุในผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในการบาดเจ็บหลักของผู้ป่วยทางออร์โธปิดิกส์ เกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูง ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการรักษา รวมทั้งใช้ทรัพยากรในการรักษา และฟื้นฟูมาก ในประเทศไทยได้มีการจัดตั้งโครงการ capture the fracture เพื่อให้มีการผ่าตัดเร็วภายใน 72 ชั่วโมง (3 วัน) เพื่อลดปัญหาดังกล่าวและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการลดระยะเวลาในการลดเวลารอผ่าตัดจากโครงการ Capture the Fracture ในด้านการลดภาวะแทรกซ้อน ลดระยะเวลานอนโรงพยาบาล และลดค่าใช้จ่ายโดยรวมในการรักษา<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัย intervention research รูปแบบ retrospective observational cohort study รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยกระดูกข้อสะโพกหักจากอุบัติเหตุความรุนแรงต่ำ (low energy) อายุมากกว่า 50 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่ามีการหักบริเวณตำแหน่งนอกเยื่อหุ้มข้อและได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดยึดดามกระดูกในโรงพยาบาลสุรินทร์ตั้งแต่มกราคม 2561 ถึงมีนาคม 2564 ผู้ป่วยทุกรายได้รับการผ่าตัดยึดดามกระดูกด้วยอุปกรณ์ proximal femoral nail antirotaion (PFNA) โดยศัลยแพทย์กระดูกและข้อ คัดแยกผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหรือมีภาวะต้องรอการแก้ไขที่ทำให้ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ทันทีออก แบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดภายใน 3 วัน และกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดหลัง 3 วันติดตามระยะเวลานอนโรงพยาบาล ภาวะแทรกซ้อน และค่าใช้จ่ายในการรักษาวิเคราะห์เปรียบเทียบกลุ่มด้วย Chi-squared และ t-tests ปรับตัวแปรรบกวนด้วย multivariable analysis โดยหากค่า p น้อยกว่า0.05 ถือว่าข้อมูลมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> การศึกษาข้อมูลผู้ป่วยทั้งหมด 226 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดภายใน 3 วัน 105 ราย และกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดหลัง 3 วัน 121 ราย มีอายุตั้งแต่ 50-94 ปี อายุเฉลี่ย 77.5 ปี ด้านของวันนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล กลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดเร็ว (ใน 3 วัน) มีระยะเวลานอนโรงพยาบาลรวมสั้นกว่ากลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดช้า (หลัง 3 วัน) ชัดเจน (7.05 VS 13.15 วัน) โดยหากพิจารณาเฉพาะระยะเวลานอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัดกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดเร็วมีแนวโน้มที่จะกลับบ้านได้เร็วกว่า ด้านค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเร็วมีค่าใช้จ่ายในการรักษาทั้งหมดโดยรวมน้อยกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดช้าอย่างชัดเจน (60343 VS 74296 บาท) เช่นเดียวกับการลดค่าใช้จ่ายในการรักษาหลังหักค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัด ส่วนค่าใช้จ่ายระงับปวดในห้องผ่าตัด กลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดเร็วมีแนวโน้มค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า สำหรับภาวะแทรกซ้อน (complications) จากการเจ็บป่วยในระหว่างการรักษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเร็ว มีแนวโน้มการเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยรวมน้อยกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดช้า (9% VS 20%) โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ ทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ (UTI) แผลกดทับ(pressure sore) ลิ่มเลือดอุดตัน (VTE) ปอดอักเสบ (pneunonia) เมื่อปรับความแตกต่างพื้นฐานของกลุ่มให้เหมือนกันทางสถิติยังพบว่าระยะเวลานอนโรงพยาบาลและค่าใช่จ่ายในกลุ่มผ่าตัดเร็วมีค่าน้อยกว่าชัดเจน แม้ว่าภาวะแทรกซ้อนไม่ต่างกันทางสถิติ<br /><strong>สรุป:</strong> การผ่าตัดผู้ป่วยกระดูกข้อสะโพกหักเร็วตามโครงการ Capture the Fracture สามารถลดวันนอนโรงพยาบาล ลดค่าใช้จ่ายในการรักษารวมทั้งมีแนวโน้มในการลดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ทรงพล ตระกูลเงินไทย Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257335 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257540 เชาว์วัศ พิมพ์รัตน์ Copyright (c) 2022 วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/257540 Fri, 29 Apr 2022 00:00:00 +0700