https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/issue/feed วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม 2024-04-25T15:52:08+07:00 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม mskh.journal@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม เป็นวาสารวิชาการวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ พยาบาลและเกี่ยวข้องด้านการสาธารณสุขทุกสาขา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการทำงานของบุคคลากรทางด้านสาธารณสุขและเป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิชาการทางด้านการแพทย์ พยาบาล และการสาธารณสุขทั้งในและนอก องค์กรสู่การสืบค้นแก่ผู้ที่สนใจ </p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร</strong></p> <p> 1. วิทยาศาสตร์สุขภาพ <br /> 2. แพทยศาสตร์ (Medicine) <br /> 3. ทันตแพทยศาสตร์ (dentistry) <br /> 4. เภสัชศาสตร์ (pharmacy) <br /> 5. พยาบาลศาสตร์ (Nursing) <br /> 6. สาธารณสุขศาสตร์ (Health professions) <br /> 7. เทคนิคการแพทย์ (Medical technology) <br /> 8. กายภาพบำบัด (Physical Therapy) <br /> 9. รังสีเทคนิค (Radiological Technology) <br /> 10. สาขาวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p><strong>กระบวนการ </strong><strong>Peer Review Process</strong></p> <ul> <li>กองบรรณาธิการวารสาร ขอสงวนสิทธิ์ในการรับหรือปฏิเสธบทความเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review)</li> <li>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพ จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ และต่างหน่วยงาน/ต่างสถาบัน จำนวน 3 ท่าน <strong>โดยผู้ประเมินจะไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความ (Double blind)</strong> และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ</li> <li>กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตีพิมพ์ หรือ เพิกถอนบทความในขั้นตอนใด ๆ ได้ หากมีการตรวจพบข้อผิดพลาดด้านเนื้อหาและ/หรือจรรยาบรรณทางวิชาการของบทความนั้นโดยประจักษ์</li> </ul> <p><strong>ประเภทบทความที่สามารถลงตีพิมพ์</strong></p> <p> 1. นิพนธ์ต้นฉบับ (original article) ได้แก่ บทความที่เสนอผลงานใหม่ที่ได้จากการศึกษาวิจัยที่ยังไม่เคย ตีพิมพ์ในวารสาร หรือหนังสืออื่นๆ<br /> 2. รายงานผู้ป่วย (case report) เป็นรายงานผู้ป่วยที่น่าสนใจ เช่น การบาดเจ็บ, ความผิดปกติหรือโรคที่ พบได้ยาก และที่น่าศึกษา ใช้วิธีการนวัตกรรม หรือเครื่องมือใหม่ ในการรักษาผู้ป่วย ควรเขียนตามลำดับ ได้แก่ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ บทนำ (เหตุผลที่ทำการศึกษานี้รวมทั้งวัตถุประสงค์) รายงานผู้ป่วย (รวมถึงวัสดุและ วิธีการศึกษา) วิจารณ์สรุปอภิปรายผล และเอกสาร อ้างอิง<br /> 3. บทความพิเศษ (special article) เป็นบทความทางวิชาการที่เกี่ยวข้องทางด้านการแพทย์ทันตแพทย์ เภสัชกรรม พยาบาลการสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์อาจมีลักษณะเป็นบทวิเคราะห์วิจารณ์หรือ บทความทางด้านการบริหารที่เกี่ยวข้องและเห็นว่าเป็นประโยชน์<br /> 4. บทความวิชาการ (review article) ได้แก่ บทความที่ได้จากการรวบรวมนำเอาความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์ ในวารสารหรือหนังสือต่าง ๆ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์นำมาเรียบเรียงและ วิเคราะห์วิจารณ์หรือ เปรียบเทียบกันเพื่อให้เกิดความลึกซึ้งหรือเกิดความกระจ่างในเรื่องนั้นมากยิ่งขึ้น<br /> 5. ปกิณกะ (miscellany) เป็นบทความหรือสาระความรู้ได้แก่ บทความอื่น ๆ หรือรายงานที่เกี่ยวข้องกับ ด้านการแพทย์ สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่เป็นประโยชน์นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ หรือบทความที่ส่งเสริม ความเข้าใจอันดีต่อผู้ปฏิบัติงานทางด้านสาธารณสุข และผู้เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>กำหนดการออกวารสาร<br /></strong>จัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ <br /> ฉบับที่ 1 (เดือน มกราคม – เมษายน) <br /> ฉบับที่ 2 (เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม) <br /> ฉบับที่ 3 (เดือน กันยายน – ธันวาคม)<strong><br /></strong><em>*หมายเหตุ : วารสารเผยแพร่เฉพาะในเว็บไซต์ ไม่จัดพิมพ์รูปเล่ม</em></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> จำนวน 4,000 บาท</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/266426 บทบาทของพยาบาลในการป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยวิกฤตทางศัลยกรรมระบบประสาท 2023-12-21T15:14:50+07:00 วุฒิชัย สมกิจ copywuttichai@gmail.com วไลพร ปักเคระกา walai.pp@gmail.com ธนิศรา นามบุญเรือง tnamboonruang@gmail.com รุ่งนภา ธนูชาญ rungnapa.icu@gmail.com สุชัญญ์ญา เดชศิริ suchanya@gmail.com นิศมา แสนศรี nisama@gmail.com จีรพร อินนอก janejiraintrarak@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อนำเสนออุบัติการณ์เกิดแผลกดทับ กลไกทางสรีรวิทยาการเกิดแผลกดทับ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยวิกฤตทางศัลยกรรมระบบประสาท การดูแลและป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมระบบประสาท รวมถึงบทบาทของพยาบาลในการป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยวิกฤตทางศัลยกรรมระบบประสาท โดยการรวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ ความรู้จากหลักฐานเชิงประจักษ์ นำเสนอในรูปแบบบทความวิชาการ เพื่อให้หน่วยงานหรือพยาบาลสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตทางศัลยกรรมระบบประสาทต่อไป</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/266098 ลักษณะความผิดปกติในภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกและปัจจัยทางคลินิกของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากโควิด-19 ในโรงพยาบาลมหาสารคาม 2024-01-25T10:07:08+07:00 พนิตอนงค์ สมสุข panitanong.mskh@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> :</strong> เพื่อศึกษาลักษณะความผิดปกติในภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากโควิด-19 และปัจจัยทางคลินิกในโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย</strong><strong> :</strong> เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง (retrospective study) โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนภาพของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคโควิด-19 และได้รับการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกในโรงพยาบาลมหาสารคาม ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 ถึง 31 ธันวาคม 2564</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> พบผู้ป่วยทั้งหมด 30 ราย เป็นเพศชาย 17 ราย (56.7%) และเพศหญิง 13 ราย (43.3%), อายุเฉลี่ย 60.6± 10.7 ปี, โรคประจำตัวที่พบมากที่สุดคือ โรคเบาหวาน 21 ราย (70.0%), ลักษณะความผิดปกติที่พบในภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกส่วนใหญ่คือ mixed ground-glass opacities (GGO) and consolidation 14 ราย (46.7%), pure ground-glass opacities (GGO) 13 ราย (43.3%), พบความผิดปกติทั้งสองข้างของปอด (bilateral involvement) 28 ราย (93.3%), พบที่บริเวณปอดส่วนล่างเด่น (lower zone predominance) 17 ราย (56.7%), พบการกระจายตัวของรอยโรคที่บริเวณขอบชายปอด (peripheral distribution) 26 ราย (86.7%), คะแนนความรุนแรงของความผิดปกติในภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT severity score) เฉลี่ย 16.5 ±5.7, ปัจจัยค่า CRP สัมพันธ์กับระดับความรุนแรงของ CT severity score และพบว่าค่าคะแนน CT severity score ≥ 18 สัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>=0.005)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> ลักษณะความผิดปกติของภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากโควิด-19 ในการศึกษาครั้งนี้สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ในต่างประเทศ และภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกสามารถช่วยประเมินการกระจายของรอยโรคและพยากรณ์ความรุนแรงของโรคได้</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/266467 อัตราตายและปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บในช่องท้องแบบไม่มีแผลทะลุ ในโรงพยาบาลมุกดาหาร 2024-01-08T13:10:23+07:00 พงศ์พิพัฒน์ คุณะชัย tomkoona66@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาอัตราตายและปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการบาดเจ็บในช่องท้องแบบไม่มีแผลทะลุ ในโรงพยาบาลมุกดาหาร</p> <p><strong>วิธีการศึกษา </strong><strong>: </strong>การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา (Retrospective descriptive study) ประชากรที่ใช้ศึกษา คือ กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุในช่องท้องแบบไม่มีแผลทะลุ ถูกนำส่งมายังห้องฉุกเฉิน และมีชีวิตรอดได้เข้ารับการรักษาต่อในโรงพยาบาลมุกดาหาร ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ถึง 30 กันยายน 2566 คำนวณขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตรประมาณค่าสัดส่วนประชากรกลุ่มเดียวได้จำนวน 104 ราย รวบรวมข้อมูลจากแฟ้มเวชระเบียน วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test, Independent t-test และ Mann-Whitney U test และใช้สถิติการถดถอยโลจิสติก</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุในช่องท้องแบบไม่มีแผลทะลุ จำนวน 104 ราย อัตราการเสียชีวิต <br />ร้อยละ 5.8 (6 ราย) โดยส่วนใหญ่อายุเฉลี่ยน้อยกว่า 34 ปี อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ ระบบการบาดเจ็บร่วมที่พบมากที่สุดคือกระดูกรยางค์หัก ส่วนอวัยวะในช่องท้องที่ได้รับบาดเจ็บมากที่สุดคือตับ เมื่อวิเคราะห์รายตัวแปรพบปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บในช่องท้องแบบไม่มีแผลทะลุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ การใส่ท่อช่วยหายใจตั้งแต่แรกรับ (OR=8.80, 95%CI=1.56-49.58, p =0.014), คะแนนการรู้สึกตัว (GCS score) (OR=0.69, 95%CI=0.54-0.88, <br />p =0.003), ภาวะแทรกซ้อน (OR=37.20, 95%CI=5.45-254.02, p &lt;0.001) และค่าไบคาร์บอเนตในเลือด <br />(-HCO<sub>3</sub>) (OR=0.70, 95%CI=0.53-0.91, p =0.008) อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์หลายตัวแปรโดยใช้ Multiple logistic regression พบว่า ไม่มีตัวแปรที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บในช่องท้องแบบไม่มีแผลทะลุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บในช่องท้องแบบไม่มีแผลทะลุเท่ากับร้อยละ 5.8 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์หาปัจจัยร่วมหลายตัวแปร ยังไม่พบปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้บาดเจ็บในช่องท้องแบบไม่มีแผลทะลุ ควรทำการศึกษาเพิ่มเติมในจำนวนประชากรที่มากขึ้น</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/266952 การทำฟันเทียมทั้งปากในผู้ป่วยสันเหงือกแบน : รายงานผู้ป่วย 2024-01-30T09:30:19+07:00 กัญญวัลย์ ศรีสวัสดิ์พงษ์ kikydody@gmail.com <p>การรักษาผู้ป่วยที่ไม่มีฟันในช่องปาก คือการทดแทนฟันที่สูญเสียไปด้วยฟันเทียมทั้งปาก ผู้ป่วยที่สูญเสียฟันไปเป็นเวลานาน พบว่ามีสันเหงือกที่แบน ซึ่งเกิดจากกระดูกเบ้าฟันมีการสลายตัวมาก ส่งผลต่อการยึดอยู่และเสถียรภาพของฟันเทียมที่ไม่ดี แม้ว่าในปัจจุบันมีการนำรากฟันเทียมมาช่วยในการยึดฟันเทียมทั้งปาก แต่ผู้ป่วยบางกลุ่มไม่สามารถผ่าตัดฝังรากเทียมได้ ดังนั้นเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้งานฟันเทียมทั้งปากในการบดเคี้ยวอาหารได้ดี การออกเสียงพูด และเพื่อความสวยงาม จำเป็นต้องเพิ่มการยึดอยู่และเสถียรภาพให้กับฟันเทียมทั้งปาก โดยการขยายขอบเขตของฐานฟันเทียมให้มากที่สุด ทำให้เกิดการผนึกขอบโดยรอบ รายงานผู้ป่วยนี้ได้นำเสนอวิธีการทำฟันเทียมทั้งปากในผู้ป่วยสันเหงือกแบน โดยลดจำนวนครั้งในการมารับการรักษาแต่ยังคงยึดขั้นตอนพื้นฐานของการทำฟันเทียมทั้งปากไว้ เพื่อให้การยึดอยู่และเสถียรภาพที่ดี โดยการดัดแปลงใช้ฐานของแท่นกัดเป็นถาดพิมพ์เฉพาะบุคคลแบบเลือกใช้แรงกดเฉพาะตำแหน่ง ทำให้สามารถปั้นขอบ พิมพ์แบบขั้นสุดท้าย หาความสัมพันธ์ในศูนย์ของขากรรไกรบนและล่าง และบันทึกการสบในศูนย์ได้ในการนัดรักษาครั้งเดียว ภายหลังการใส่ฟันเทียมทั้งปากพบว่า ผู้ป่วยสามารถใช้งานฟันเทียมได้เป็นอย่างดี</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/266451 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกตามระดับความรุนแรงฉุกเฉิน 2024-01-09T11:41:47+07:00 อุไรวรรณ ประเสริฐสังข์ uraiwan_mskh@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกตามระดับความรุนแรงฉุกเฉินแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>: </strong>เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2565 ถึงมิถุนายน 2566 <br />กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพ แผนกผู้ป่วยนอกเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 8 คน และผู้ป่วยนอกในเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเมษายน 2566 จำนวน 380 คน เครื่องมือที่ใช้คือ 1. รูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกตามระดับความรุนแรงฉุกเฉิน ประกอบด้วย เกณฑ์ แนวทาง และคู่มือการคัดกรองโดยประยุกต์จากกระบวนการคัดกรอง MOPH ED Triage 2. แบบบันทึกข้อมูลการคัดกรอง 3. แบบประเมินความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>พบว่า 1. รูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกตามระดับความรุนแรงฉุกเฉิน กำหนดการคัดกรองผู้ป่วยเป็น 5 ประเภท คือ (1) ผู้ป่วยวิกฤต (2) ผู้ป่วยฉุกเฉิน (3) ผู้ป่วยเร่งด่วน (4) ผู้ป่วยไม่เร่งด่วน (5) ผู้ป่วยทั่วไป 2. ผลของการพัฒนารูปแบบ พบว่าคัดกรองถูกต้อง ร้อยละ 89.21 คัดกรองต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 2.89 คัดกรองสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 7.89 ความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้รูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄=4.72, SD=0.52)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา : </strong>รูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกตามระดับความรุนแรงฉุกเฉินที่ได้พัฒนานี้ช่วยให้การคัดกรองมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิผลในการนำไปใช้ในแผนกผู้ป่วยนอก</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/265835 การพยาบาลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย: กรณีศึกษา 2 ราย 2024-01-08T13:14:47+07:00 สุริยา ศิริสุข psychiatricnursecare@gmail.com อโณทัย บับภาวัน anotai@gmail.com ณัฏฐาภรณ์ เบ้าเรือง nuttaporn@gmail.com ขวัญชนก เอกตาแสง kwanchanok@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาผลของการใช้กระบวนการพยาบาลผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยจิตเวช</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีการศึกษา</strong><strong> : </strong>การศึกษาเปรียบเทียบผู้ป่วยจำนวน 2 ราย โดยการเลือกผู้ป่วยแบบเจาะจง รวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วย การสัมภาษณ์ผู้ป่วยและญาติ การสังเกตและการใช้แบบประเมินความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย (M.I.N.I. Suicide) แบบประเมินความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายในผู้ป่วยที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลจิตเวช (PISRA-12) และแบบประเมินอาการทางจิตแบบสั้น (BPRS) ก่อน-หลัง การใช้กระบวนการพยาบาล ระหว่างวันที่ 9 ถึง วันที่ 23 เดือนกันยายน พ.ศ. 2566 วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบผลตามกระบวนการพยาบาล</p> <p><strong>ผลการศึกษา : </strong>กรณีศึกษาทั้ง 2 ราย เข้ารับการรักษาครั้งที่ 1 กรณีศึกษาที่ 1 มาด้วยด้วยอาการหูแว่วเสี่ยงสั่งให้ฆ่าตัวตาย ระแวงกลัวคนมาทำร้าย และพยายามฆ่าตัวตาย 1 ครั้ง ด้วยวิธีผูกคอตาย ส่วนกรณีศึกษาที่ 2 มาด้วยอาการมีความคิดหลงผิด ระแวงกลัวคนมาฆ่า ร้องไห้ไม่สมเหตุผล และพยายามฆ่าตัวตาย 2 ครั้ง ด้วยวิธีการวิ่งให้รถชน และนอนให้รถยนต์เหยียบ ได้ประเมินและวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพจิตและปัญหาสุขภาพด้านร่างกาย กำหนดข้อวินิจฉัยการพยาบาลและปฏิบัติการพยาบาลตามระยะการเจ็บป่วยของโรค (staging) ในระยะ Acute phase ของกรณีศึกษาที่ 1 ได้แก่ (1) เสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมฆ่าตัวตายซ้ำ เนื่องจากมีหูแว่วเสียงสั่งให้ฆ่าตัวตาย (2) เสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าว เนื่องจากมีอาการทางจิตระดับรุนแรง (3) เสี่ยงต่อการเกิดภาวะถอนพิษสุรารุนแรง เนื่องจากหยุดดื่มสุรา ในระยะ Acute phase ของกรณีศึกษาที่ 2 ได้แก่ (1) เสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมฆ่าตัวตายซ้ำ เนื่องจากมีประวัติพยายามฆ่าตัวตาย (2) เสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวต่อผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีอาการทางจิตหลงผิดคิดว่าคนมาปองร้าย และ (3) มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ สำหรับในระยะ Recovery phase ของกรณีศึกษาทั้ง 2 ราย มีจำนวน 2 ข้อ ที่คล้ายกัน ได้แก่ (1) เสี่ยงต่อการกลับมารักษาซ้ำ เนื่องจากมีความรู้ไม่เพียงพอเกี่ยวกับโทษของยาเสพติด/การจัดอาการข้างเคียงของยาต้านอาการทางจิต/สัญญาณเตือนของอาการทางจิตกำเริบ/สัญญาณเตือนของการฆ่าตัวตาย (2) แบบแผนการแก้ปัญหาไม่เหมาะสม เนื่องจากใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบหุนหันพลันแล่น/ไม่ระมัดระวัง และหลีกหนี กรณีศึกษาทั้งสองรายได้รับการรักษาและได้รับการจำหน่ายกลับบ้านอย่างปลอดภัย รวมระยะเวลาในการอยู่รักษา 14 วัน</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong> : </strong>การพยาบาลผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย พยาบาลวิชาชีพที่ดูแลจำเป็นต้องมีความรู้ <br />มีทัศนคติที่ดี และมีทักษะในการพยาบาลที่ตรงตามปัญหาในทุกระยะการเจ็บป่วยของโรค (staging) เพื่อเกิดความปลอดภัยและไม่มีพฤติกรรมการฆ่าตัวตายซ้ำ</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/267483 การพัฒนาสื่อวีดิทัศน์สำหรับพยาบาลวิชาชีพเพื่อการป้องกันและควบคุมการเกิดทารกกลุ่มอาการดาวน์ ในหญิงตั้งครรภ์ เขตสุขภาพที่ 7 ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 2024-02-05T13:20:10+07:00 ธนิศรา นามบุญเรือง thanis.mskh@gmail.com กรแก้ว ถิรพงษ์สวัสดิ์ kornkaew@gmail.com ลัดดา ดีอันกอง ladda@gmail.com อธิษฐาน สารินทร์ atitthan@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อพัฒนาสื่อวีดิทัศน์และศึกษาประสิทธิผลของสื่อวีดิทัศน์สำหรับพยาบาลวิชาชีพ<br />เพื่อการป้องกันและควบคุมการเกิดทารกกลุ่มอาการดาวน์ในหญิงตั้งครรภ์ เขตสุขภาพที่ 7 ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 </p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>: </strong>การวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหาและ<br />ความต้องการ 2) พัฒนาสื่อวีดิทัศน์ 3) นำสื่อวีดิทัศน์ไปใช้เพื่อตรวจสอบประสิทธิผล ในกลุ่มพยาบาลวิชาชีพ 20 คน และหญิงตั้งครรภ์ 120 คน และ 4) ประเมินผลปรับปรุงแก้ไข และยืนยันคุณภาพ เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูล แนวคำถามการสนทนากลุ่ม แบบประเมินคุณภาพของสื่อวีดิทัศน์ด้านเนื้อหาและเทคโนโลยี แบบประเมินทักษะการปฏิบัติและแบบประเมินความพึงพอใจต่อวีดิทัศน์ เก็บข้อมูลในช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 ถึงมิถุนายน 2565 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, Chi-square test, Paired-t-test และวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>1) สื่อวีดิทัศน์มีเนื้อหา 8 เรื่อง 2) หลังการเรียนรู้สื่อวีดิทัศน์พบว่าคะแนนเฉลี่ยทักษะการปฏิบัติของพยาบาลวิชาชีพสูงกว่าก่อนการเรียนรู้สื่อวีดิทัศน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001)<br />หญิงตั้งครรภ์ได้รับการคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์สูงกว่าก่อนการเรียนรู้สื่อวีดิทัศน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br />(p&lt;.001) และพยาบาลวิชาชีพส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อคุณภาพของสื่อวีดิทัศน์ด้านเนื้อหาและเทคโนโลยี ระดับดีมากร้อยละ 90.0, 85.0 ตามลำดับ และมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจต่อสื่อวีดิทัศน์ระดับมากที่สุด <br />( x̅= 3.44, SD = 0.41)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>การศึกษา</strong><strong> : </strong>ควรนำสื่อวีดิทัศน์ฯ ที่พัฒนาขึ้นไปใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อให้เกิดการเรียนรู้<br />ช่วยให้เข้าใจกระบวนการส่งผลให้หญิงตั้งครรภ์เข้าถึงบริการการคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์มากยิ่งขึ้น</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/266395 การเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกายในผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการล้ม โรงพยาบาลท่าหลวง จังหวัดลพบุรี 2024-01-09T09:54:34+07:00 จรีวรรณ ทองประ jareewan.7@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกายในผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีการวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi experimental research design) โดยการคัดผู้สูงอายุจำนวน 60 คนแบ่งกลุ่มทดลอง 30 คนและกลุ่มควบคุม 30 คน ในกลุ่มทดลองได้รับการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายที่ต่อเนื่องสัปดาห์ละ 2 วัน เป็นเวลา 6 สัปดาห์ เท่ากับทำการฝึก 12 ครั้ง ในกลุ่มควบคุมเป็นการให้การส่งเสริมเพื่อป้องกันการล้มตามการบริการของคลินิกผู้สูงอายุ ทุกคนจะได้รับการทดสอบการทรงตัวโดยการ Five time sit to stand test (FST) และ Time Up and Go test (TUGT) ติดตามผล <br />6 สัปดาห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ t-test แบบ Dependent และระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองด้วย t-test แบบ Independent</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ผู้สูงอายุกลุ่มที่ได้รับการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายและกลุ่มควบคุมที่ได้รับการรักษาตามมาตรฐาน พบว่าหลังการฝึก เวลาของ FST ลดลงน้อยกว่า 12 วินาที และเวลาในการทดสอบ TUGT น้อยกว่า 13 วินาที อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) ทั้งสองกลุ่ม และ เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่าเวลาค่าความแตกต่างของFST ลดลงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) แต่เวลาค่าความแตกต่างของ TUGT <br />ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกออกกำลังกายเพื่อป้องกันการล้มส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสามารถทำให้การทรงตัวสามารถทำได้ดีขึ้นป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/267493 การพัฒนารูปแบบการจัดการตนเองเพื่อป้องกันภาวะพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม 2024-02-14T10:13:45+07:00 วิศรุดา ตีเมืองซ้าย wisuda.tee@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาสถานการณ์ การพัฒนารูปแบบและผลการพัฒนารูปแบบการจัดการตนเอง<br />เพื่อป้องกันภาวะพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong>: เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับแนวคิดการจัดการตนเองของ Creer (2000) ผู้ร่วมวิจัยคือผู้สูงอายุเสี่ยงหกล้ม 268 คน ผู้จัดการดูแลผู้สูงอายุและผู้ดูแลผู้สูงอายุ 50 คน รวม 318 คนดำเนินการวิจัยเดือนตุลาคม 2565 ถึงกันยายน 2566 เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสัมภาษณ์ผู้สูงอายุในการจัดการตนเองเพื่อป้องกันภาวะพลัดตกหกล้ม แบบคัดกรองภาวะหกล้ม แบบประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม แบบประเมินการทรงตัวของผู้สูงอายุ (Timed Up and Go Test : TUGT) สมุดประจำตัวสำหรับผู้สูงอายุบันทึกกิจกรรมการดูแลตนเองและแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-Test และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> : สถานการณ์ปัญหาผู้สูงอายุยังมีการหกล้มจากการใช้ชีวิตประจำวัน กิจกรรมการป้องกันการหกล้มมีบางพื้นที่ รูปแบบการป้องกันการหกล้มยังไม่ชัดเจน ไม่มีแนวทางการส่งต่อการรักษา รวมถึงผู้สูงอายุคิดว่ายังไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา หลังพัฒนาเกิดรูปแบบคือ “SMART WALK model”พบว่าระยะเวลาการเดิน 3 เมตร ไปกลับ (TUGT) ของผู้สูงอายุมีค่าเฉลี่ยลดลงจาก 14.28 เป็น 11.42 วินาที ความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ADL) ของผู้สูงอายุมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 14.79 เป็น 16.01 ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและบริเวณบ้าน พฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ และความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ADL) ก่อนและหลังการพัฒนาพบว่ามีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <br />(<em>p-value</em>&lt;0.05)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong> : การป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุต้องมีการประเมินความเสี่ยงให้ครอบคลุม สร้างความรอบรู้ทั้งในผู้สูงอายุ ญาติผู้ดูแล และอสม. มีทีมสหวิชาชีพสนับสนุนฝึกทักษะออกกำลังกายในกลุ่มแกนนำ เพื่อดูแลผู้สูงอายุในชุมชนต่อไป</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/267530 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก 0-5 ปี ที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม 2024-02-05T13:33:04+07:00 สุนันต์ทา พิลุน sunanthapilun@gmail.com วิศรุดา ตีเมืองซ้าย wisaruda@gmail.com นวลละออง สุขมารมย์ naunraoong@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 0–5 ปี ที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าด้วยการ มีส่วนร่วมของชุมชน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย</strong> : เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) พื้นที่ศึกษาคือหน่วยบริการปฐมภูมิ จำนวน 20 แห่ง ผู้ร่วมดำเนินการวิจัยจำนวน 156 คน คือ เด็ก 0-5 ปีที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า 58 คน ผู้ปกครองเด็ก 58 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 20 คน อสม.20 คน การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย 1. ระยะเตรียมการ 2. ระยะพัฒนา และ 3. ระยะประเมินผล ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนธันวาคม 2564-พฤศจิกายน 2565 เก็บรวมรวมข้อมูลจากเวชระเบียน และฐานข้อมูล HDC เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) แบบประเมินพฤติกรรมที่เป็นปัญหาด้านการคิดเชิงบริหารในเด็กปฐมวัย (EF) แบบประเมินเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก (DSPM) และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาด้วยค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong> :</strong> 1) ระยะเตรียมการ ผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุยังขาดความรู้ความเข้าใจและไม่มีทักษะ ในการส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสม และผู้ดูแลให้เด็กเล่นโทรศัพท์และดูโทรทัศน์แทนการเล่นกับเด็ก 2) ระยะดำเนินการ มีกิจกรรมสำคัญ 6 กิจกรรม 1. วิเคราะห์สถานการณ์ค้นหาปัญหา 2. ประชุมคืนข้อมูลและหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน 3. อบรมครู ก เรื่องทักษะการคิดเพื่อชีวิตที่สำเร็จ (EF) 4. จัดกิจกรรม Triple-P ให้แก่ผู้ปกครองและเด็ก 5. ติดตามพัฒนาการเด็กแบบ 3 เส้า 6.ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ3) ระยะประเมินผล พบว่า ข้อมูลด้านความฉลาดทางอารมณ์เด็กหลังการพัฒนามีคะแนนเฉลี่ยด้าน EQ ในภาพรวมสูงกว่าก่อนการพัฒนาคือ เพิ่มจาก 44.86 เป็น 50.98 และด้านทักษะด้านการคิดเชิงบริหารของเด็ก (EF) พบว่าก่อนการพัฒนาส่วนใหญ่มีพัฒนาการ EF ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางคิดเป็นร้อยละ 34.48 และหลังการพัฒนาเด็กมีค่า EF เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับดีมากคิดเป็นร้อยละ 53.45 และจากการประเมินด้วย DSPM พบว่า เด็กส่วนใหญ่มีพัฒนาการกลับมาสมวัย คิดเป็นร้อยละ 93.10</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> จากการศึกษาได้รูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 0–5 ปี ที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าประกอบด้วย 6 กิจกรรมดำเนินงานภายใต้ชื่อ Triple-p Model และด้านความฉลาดทางอารมณ์เด็กปฐมวัยพบว่า หลังการพัฒนามีคะแนนเฉลี่ยในภาพรวมสูงกว่าก่อนการพัฒนาคือเพิ่มจาก 44.86 เป็น 50.98 และด้านทักษะด้านการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย (EF) พบว่าก่อนการพัฒนาส่วนใหญ่มีพัฒนาการ EF ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางคิดเป็นร้อยละ 34.48 และหลังการพัฒนาเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 53.45 พัฒนาการเด็กที่สงสัยล่าช้า และจากการประเมินด้วย DSPM พบว่า เด็กส่วนใหญ่มีพัฒนาการกลับมาสมวัย คิดเป็นร้อยละ 93.10 และร้อยละ 6.90 ยังมีพัฒนาการสงสัยล่าช้า</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/265867 การผ่าตัดข้อเข่าเทียมด้วยโปรแกรมฟื้นตัวเร็วหลังผ่าตัดช่วยลดวันนอนโรงพยาบาล โรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดชัยภูมิ 2024-01-10T10:08:50+07:00 ธานินทร์ จินดามาตย์ taninjindamart2517@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>: เพื่อศึกษาผลการดูแลรักษาผู้ป่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมรูปแบบช่วยผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว หลังผ่าตัด ERAS protocol ในการลดวันนอนโรงพยาบาลในโรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดชัยภูมิ</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong>: เป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง เปรียบเทียบผลการรักษาผู้ป่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมระหว่างการดูแลผู้ป่วยแบบมาตรฐาน Standard protocol ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2564 ถึง 30 กันยายน 2565 กับการดูแลผู้ป่วยวิธีช่วยฟื้นตัวเร็วหลังผ่าตัด ERAS protocol ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 2566 ในโรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ ปัจจัยศึกษาได้แก่ เพศ, อายุ, ระยะเข่าเสื่อม, ASA Classification, ความเจ็บปวดเฉลี่ยหลังผ่าตัดวันที่ 1 และ 2, ระดับองศางอเข่าหลังผ่าตัดวันที่ 1 และ 2, วันนอนโรงพยาบาลและค่าใช้จ่าย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ Mann-Whitney U test, Chi-square กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ p-valve <u>&lt;</u>0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong>: ปัจจัยศึกษาความเจ็บปวดเฉลี่ยหลังผ่าตัดวันที่ 1 และ 2, องศางอเข่าหลังผ่าตัด วันที่ 1 และ 2, วันนอนโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายมีค่า p-valve <u>&lt;</u>0.05 ซึ่งแสดงว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong>: ERAS protocol ช่วยลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด ผู้ป่วยกายภาพบำบัดได้ดีและเร็วขึ้น วันนอนโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายลดลง</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/266407 การศึกษาต้นทุนต่อหน่วยบริการรักษาพยาบาล ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปีงบประมาณ 2562 2024-03-01T11:30:33+07:00 ชาริยา บำรุงศิริ chabam@kku.ac.th วรกานต์ จันทนุช vorakarn@gmail.com อรวรรณ หงคำเมือง orawan@gmail.com ภัทรริณี อนันต์สุวรรณชัย pattarinee@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อหาต้นทุนต่อหน่วยบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน และเปรียบเทียบต้นทุนต่อหน่วยบริการรักษาพยาบาลกับอัตราการจ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลตามเกณฑ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRGs)</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>: </strong>การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา(Retrospective descriptive study) ศึกษาต้นทุนค่าใช้จ่ายในการให้บริการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ โดยใช้หลักเกณฑ์ต้นทุนทางบัญชีในมุมมองของผู้ให้บริการ ช่วงปีงบประมาณ 2562</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>ต้นทุนรวมโดยตรงของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ ปีงบประมาณ 2562ทั้งสิ้น 1,418,610,675.61 บาทต้นทุนต่อหน่วยบริการผู้ป่วยนอกเท่ากับ 3,873.62 บาทต่อครั้ง และผู้ป่วยในตามเกณฑ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (ไม่รวมค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์การแพทย์) เท่ากับ 17,089.82 บาทต่อวันนอน (Adj.RW) และศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ ได้รับเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอกที่ใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพในเขตจังหวัดขอนแก่นต่ำกว่าต้นทุนต่อหน่วยการบริการร้อยละ 37.43 และประเภทผู้ป่วยในตามเกณฑ์ DRGs ต่ำกว่าต้นทุนต่อหน่วยการบริการจากสิทธิ์สวัสดิการของกรมบัญชีกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสิทธิบัตรประกันสุขภาพนอกและในเขตสุขภาพที่ 7 ร้อยละ 62.19, 56.17 และ 33.91 ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>ต้นทุนต่อหน่วยบริการของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯแตกต่างกับโรงพยาบาลศูนย์ทั่วไป และศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯได้รับอัตราการจ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลไม่เพียงพอกับต้นทุนต่อหน่วยการบริการจริง จึงควรนำมาวางแผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณในอนาคตเพื่อความมั่นคงทางการเงิน</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/265588 การพัฒนาระบบการป้องกันการติดเชื้อในหอผู้ป่วยโควิด Cohort ward ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 โรงพยาบาลปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ 2024-02-06T11:46:58+07:00 สุนีย์ ยวนกูล 01peenee01@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อในหอผู้ป่วยโควิด-19 Cohort ward ต่อระดับความรู้ความเข้าใจในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคโควิด-19และระดับความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน</p> <p><strong> รูปแบบและวิธีการวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยแบบพรรณนา (Descriptive research) ซึ่งมี 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การค้นหาและคัดกรองผู้ป่วยที่ตึกผู้ป่วยนอก 2) การให้การรักษาทางการพยาบาลในหอผู้ป่วย Cohort ward <br />3) การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้านและการดูแลต่อเนื่อง และ 4) การกำกับทบทวนกิจกรรมทางการพยาบาลการป้องกันการติดเชื้อในการทำหัตถการสำหรับผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ สถิติที่ใช้ในการศึกษาเป็นสถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย ร้อยละ</p> <p><strong>ผลการศึกษา : </strong>กลุ่มประชากรเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคโควิด-19 จำนวน 350 รายเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและ คปสอ.ปะคำผู้ปฏิบัติงานการป้องกันการติดเชื้อ จำนวน 72 ราย พบว่าผู้ป่วยที่เข้ารับบริการรักษาในหอผู้ป่วย Cohort ward มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 เฉลี่ยอยู่ในระดับเข้าใจและปฏิบัติได้ ระดับความพึงพอใจในการให้บริการของเจ้าหน้าที่หอผู้ป่วย Cohort ward เฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ต่อแนวปฏิบัติป้องกันการติดเชื้อเฉลี่ยอยู่ระดับปานกลาง</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> จากผลการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในหอผู้ป่วย Cohort ward นั้นส่งเสริมให้ผู้ป่วยโควิด-19 มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลตนเองหลังการจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 สามารถนำแนวทางปฏิบัติดังกล่าวไปใช้ในการปฏิบัติงานได้ซึ่งทำให้มีความปลอดภัยแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานและสร้างสุขภาวะที่ดีของประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/267577 ผลของโปรแกรมการดูแลตนเองและการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลมหาสารคาม 2024-02-15T11:07:27+07:00 พูนทรัพย์ สมกล้า n_aae9@hotmail.com สร้อยสุดา ครองปัญญา soisuda@gmail.com วริดา นามเชียงใต้ warida@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลตนเองและการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 คลินิกนิเบาหวาน โรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>วิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong>ผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 30 รายที่มารับการรักษา ด้วยภาวะน้ำตาลในเลือดสูง HbA1C &gt; 9 ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ –31พฤษภาคม2565เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไปแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองเกี่ยวกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย สื่อการสอนผู้ป่วยเบาหวาน เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด สมุดประจำตัวผู้ป่วยเบาหวาน โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยการแจกแจงความถี่และร้อยละ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired sample t-test และวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ภายหลังได้รับโปรแกรมการดูแลตนเองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการดูแลตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลที่เกาะติดเม็ดเลือดแดงของกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมการดูแลตนเอง ต่ำกว่า ก่อนการได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>โปรแกรมการดูแลตนเองและการมีส่วนร่วมของครอบครัวสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/266170 การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง: กรณีศึกษา 2024-01-17T14:34:35+07:00 อัชฌาณัฐ วังโสม atchanat.wangsom@gmail.com วิลาวัลย์ อุดมการเกษตร wilawan@gmail.com วันเพ็ญ ชำนาญธรรม wanpen@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อประเมินการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมและส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้รับการสนับสนุนทางสังคมอย่างเหมาะสม</p> <p><strong>รูปแบบการศึกษา :</strong> ประเมินการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จำนวน 1 ราย ที่เข้ารับการตรวจติดตามอาการ ณ คลินิกโรคปอด โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา รวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วย สัมภาษณ์ผู้ป่วยและญาติตามแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมแบบพหุมิติ วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้รับการสนับสนุนทางสังคมอย่างเหมาะสม</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> ผู้ป่วยเพศชาย อายุ 76 ปี สถานภาพสมรสเป็นหม้าย พักอาศัยอยู่กับบุตรชายและครอบครัว ผู้ป่วยมีประวัติเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังนาน 10 ปี รักษาไม่ต่อเนื่อง สามารถทำกิจกรรมประจำวันทั่วไปได้เอง แต่รู้สึกเหนื่อยง่ายเมื่อต้องทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก จำเป็นต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือจากบุคคลรอบข้าง คะแนนการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมภาพรวมอยู่ในระดับน้อย (21 คะแนน) โดยการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมจากบุคลากรทางการแพทย์ (26 คะแนน) มีคะแนนสูงสุด การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมจากสมาชิกในครอบครัว (21 คะแนน) และการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อน (18 คะแนน) ตามลำดับ การส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับการสนับสนุนทางสังคมจากสมาชิกครอบครัว เพื่อนและบุคลากรทางการแพทย์เพื่อการดูแลเอาใจใส่ การช่วยประเมินอาการผิดปกติ การให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม และช่วยเหลือด้านอุปกรณ์เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> การประเมินการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมและการส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับการสนับสนุนทางสังคมอย่างเหมาะสมแต่ละราย เป็นบทบาทที่สำคัญของพยาบาลเพื่อการดูแลแบบองค์รวม ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพที่ดีขึ้น</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/267579 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โรงพยาบาลมหาสารคาม 2024-02-15T10:57:15+07:00 มะลิ เนื่องวงษา malinueng1136@gmail.com นิศมา แสนศรี nisama@gmail.com อักษ์ศรา กะการดี aksara@gmail.com นันท์ชญาน์ นฤนาทธนาเสฏฐ์ nanchaya@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การจัดระบบการดูแลแบบประคับประคอง เพื่อพัฒนาระบบการดูแลแบบประคับประคอง ในโรงพยาบาลมหาสารคาม โดยใช้แนวคิดวงจรพัฒนาของเดมมิ่ง 4 ขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ในผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย และควรได้รับการดูแลแบบประคับประคองทุกราย ที่มีค่าคะแนน การแบ่งระดับผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (PPS) 10-70% และยินยอมเข้าร่วมการวิจัย จำนวน 60 ราย ช่วงเวลาที่ศึกษา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 – 31 กรกฎาคม 2566</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง 2) แบบสังเกตพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง 3) แบบสอบถามความพึงพอใจผู้ให้บริการ และแบบสอบถามความ พึงพอใจของครอบครัว&nbsp; ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน และทดสอบความเชื่อมั่นโดยการหา Cronbach’s Alpha Coefficient ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.86, 0.96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)</p> <p>ผลการศึกษา ระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในระยะสุดท้าย ประกอบด้วย คู่มือการดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยระยะสุดท้าย ระบบการส่งต่อผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากโรงพยาบาลสู่ชุมชนในเครือข่าย ด้านผู้ป่วยได้รับการดูแลครอบคลุมองค์รวมมากขึ้น ความพึงพอใจของครอบครัวต่อการดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.66, SD ± .715) ด้านด้านบุคลากรภายหลังการพัฒนาระบบบุคลากรมีความสุขเพิ่มขึ้นจาก 70.78% เป็น 95.42% และความรู้สึกมีคุณค่าเพิ่มขึ้น จาก 78.42% เป็น 97.26% สอดคล้องกับข้อมูลเชิงคุณภาพซึ่งพบว่า บุคลากรรู้สึกมีความสุขที่เกิดทีมและเครือข่ายในการดูแลผู้ป่วยที่บ้านร่วมกัน ผลการ สรุปว่า การพัฒนาระบบการดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยระยะสุดท้าย ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้รับบริการ ดังนั้นควรนำระบบดังกล่าวไปกำหนดเป็นนโยบายในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยให้มีทีมสหวิชาชีพมีส่วนร่วม&nbsp; เพื่อให้เกิดการดูแลที่มีมาตรฐานในอนาคตต่อไป</p> 2024-04-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม