วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ
<p>วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม เป็นวาสารวิชาการวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ พยาบาลและเกี่ยวข้องด้านการสาธารณสุขทุกสาขา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการทำงานของบุคคลากรทางด้านสาธารณสุขและเป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิชาการทางด้านการแพทย์ พยาบาล และการสาธารณสุขทั้งในและนอก องค์กรสู่การสืบค้นแก่ผู้ที่สนใจ </p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร</strong></p> <p> 1. วิทยาศาสตร์สุขภาพ <br /> 2. แพทยศาสตร์ (Medicine) <br /> 3. ทันตแพทยศาสตร์ (dentistry) <br /> 4. เภสัชศาสตร์ (pharmacy) <br /> 5. พยาบาลศาสตร์ (Nursing) <br /> 6. สาธารณสุขศาสตร์ (Health professions) <br /> 7. เทคนิคการแพทย์ (Medical technology) <br /> 8. กายภาพบำบัด (Physical Therapy) <br /> 9. รังสีเทคนิค (Radiological Technology) <br /> 10. สาขาวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p><strong>กระบวนการ </strong><strong>Peer Review Process</strong></p> <ul> <li>กองบรรณาธิการวารสาร ขอสงวนสิทธิ์ในการรับหรือปฏิเสธบทความเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review)</li> <li>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพ จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ และต่างหน่วยงาน/ต่างสถาบัน จำนวน 3 ท่าน <strong>โดยผู้ประเมินจะไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความ (Double blind)</strong> และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ</li> <li>กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตีพิมพ์ หรือ เพิกถอนบทความในขั้นตอนใด ๆ ได้ หากมีการตรวจพบข้อผิดพลาดด้านเนื้อหาและ/หรือจรรยาบรรณทางวิชาการของบทความนั้นโดยประจักษ์</li> </ul> <p><strong>ประเภทบทความที่สามารถลงตีพิมพ์</strong></p> <p> 1. นิพนธ์ต้นฉบับ (original article) ได้แก่ บทความที่เสนอผลงานใหม่ที่ได้จากการศึกษาวิจัยที่ยังไม่เคย ตีพิมพ์ในวารสาร หรือหนังสืออื่นๆ<br /> 2. รายงานผู้ป่วย (case report) เป็นรายงานผู้ป่วยที่น่าสนใจ เช่น การบาดเจ็บ, ความผิดปกติหรือโรคที่ พบได้ยาก และที่น่าศึกษา ใช้วิธีการนวัตกรรม หรือเครื่องมือใหม่ ในการรักษาผู้ป่วย ควรเขียนตามลำดับ ได้แก่ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ บทนำ (เหตุผลที่ทำการศึกษานี้รวมทั้งวัตถุประสงค์) รายงานผู้ป่วย (รวมถึงวัสดุและ วิธีการศึกษา) วิจารณ์สรุปอภิปรายผล และเอกสาร อ้างอิง<br /> 3. บทความพิเศษ (special article) เป็นบทความทางวิชาการที่เกี่ยวข้องทางด้านการแพทย์ทันตแพทย์ เภสัชกรรม พยาบาลการสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์อาจมีลักษณะเป็นบทวิเคราะห์วิจารณ์หรือ บทความทางด้านการบริหารที่เกี่ยวข้องและเห็นว่าเป็นประโยชน์<br /> 4. บทความวิชาการ (review article) ได้แก่ บทความที่ได้จากการรวบรวมนำเอาความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์ ในวารสารหรือหนังสือต่าง ๆ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์นำมาเรียบเรียงและ วิเคราะห์วิจารณ์หรือ เปรียบเทียบกันเพื่อให้เกิดความลึกซึ้งหรือเกิดความกระจ่างในเรื่องนั้นมากยิ่งขึ้น<br /> 5. ปกิณกะ (miscellany) เป็นบทความหรือสาระความรู้ได้แก่ บทความอื่น ๆ หรือรายงานที่เกี่ยวข้องกับ ด้านการแพทย์ สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่เป็นประโยชน์นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ หรือบทความที่ส่งเสริม ความเข้าใจอันดีต่อผู้ปฏิบัติงานทางด้านสาธารณสุข และผู้เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>กำหนดการออกวารสาร<br /></strong>จัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ <br /> ฉบับที่ 1 (เดือน มกราคม – เมษายน) <br /> ฉบับที่ 2 (เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม) <br /> ฉบับที่ 3 (เดือน กันยายน – ธันวาคม)<strong><br /></strong><em>*หมายเหตุ : วารสารเผยแพร่เฉพาะในเว็บไซต์ ไม่จัดพิมพ์รูปเล่ม</em></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> 1. บุคคลภายนอก จำนวน 4,000 บาท<br /> 2. บุคคลภายใน (โรงพยาบาลมหาสารคาม) จำนวน 1,500 บาท<br /><span style="color: red;">หมายเหตุ 1 :</span> เรียกเก็บเรียกเก็บค่าธรรมเนียมขอตีพิมพ์ก่อนส่งบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ<br /><span style="color: red;">หมายเหตุ 2 :</span> หากผู้เขียนดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมขอตีพิมพ์บทความแล้ว ทางวารสารฯ จะไม่คืนค่าธรรมเนียมตีพิมพ์ทุกกรณี</p> <p> </p>
Mahasarakham Hospital
th-TH
วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
1686-4417
<p>วารสารนี้เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลมหาสารคาม</p>
-
ผลของสเปรย์น้ำมันจตุไพรต่ออาการปวดหลังส่วนล่างในนักศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/278480
<p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาผลของสเปรย์น้ำมันจตุไพรต่ออาการปวดหลังส่วนล่างในนักศึกษาพยาบาล 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลที่ใช้สเปรย์น้ำมันจตุไพร</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>: </strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างได้รับการคัดเลือกมาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เกณฑ์คัดเข้า คือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง 2 - 6 คะแนน จำนวน 50 คน และสุ่มอย่างง่ายโดยการจับสลากเพื่อแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน และกลุ่มควบคุม 25 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย สเปรย์น้ำมันจตุไพรที่มีส่วนประกอบของน้ำมันเปลือกแค น้ำมันไพล น้ำมันยูคาลิปตัสและน้ำมันระกำ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความปวด และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความปวดหลังส่วนล่างลดลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยลดลงกว่ากลุ่มควบคุม 1.48 คะแนน ความพึงพอใจส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่างต่อสเปรย์น้ำมันจตุไพรอยู่ในระดับมากทั้งในด้านความปลอดภัย ด้านเนื้อหา และด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.76 4.60 และ 4.56 ตามลำดับ อีกทั้งในด้านความปลอดภัยพบว่าไม่พบอุบัติการณ์ของการแพ้ผลิตภัณฑ์</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>การศึกษา</strong> <strong>:</strong> การใช้สเปรย์น้ำมันจตุไพร สามารถลดอาการปวดหลังส่วนล่างในนักศึกษาพยาบาลได้</p>
อินทิรา รามศรี
ศุภรดา วงค์จำปา
อรกัญญา มีผล
อรจิรา ชุมเสนา
อรทัย ใจสูงเนิน
อริศรา เพชรศรี
อลิศรา พลล้ำ
อัจฉรา ค้อจันทา
อัยรดาร์ อุทัยแพน
อัษฎาวุธ ผามอินทร์
อาภรณ์ มาศเลิง
อารดา บินไธสง
อารียา งาสาร
อารีรัตน์ จันทมาลา
อุทัยวรรณ ไพรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
15
33
-
คุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่ใส่ฟันเทียมทั้งปากฐานอะคริลิก โรงพยาบาลเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/279440
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุที่ใส่ฟันเทียมทั้งปากฐานอะคริลิก และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุที่เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพ็ญ</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย :</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Descriptive cross–sectional study) เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก ผู้สูงอายุที่ใส่ฟันเทียมทั้งปากฐานอะคริลิก และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สูงอายุ จำนวน 121 คน ที่เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพ็ญได้ใส่ฟันเทียม 6 เดือน ถึง 5 ปี โดยใช้แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล การติดตามการใช้งานฟันเทียม การตรวจประเมินฟันเทียมทางคลินิกหลังการใช้งาน และแบบสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากดัชนี Oral impact on Daily Performance (OIDP) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบทวิภาค (Binary logistic regression) นำเสนอค่าความสัมพันธ์ในรูปแบบ Adjusted Odds Ratio (AOR) ช่วงความเชื่อมั่นที่ 95% ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05)</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> ปัจจัยการตรวจประเมินฟันเทียมที่มีความสัมพันธ์กับดัชนี OIDP อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การกลับไปพบทันตแพทย์ (AOR=0.29, 95% CI: 0.08–0.99, p-value=0.050) จำนวนฟันเทียมที่เคยใส่ (AOR=2.94, 95% CI: 1.14–7.59, p-value=0.026) การยึดอยู่ฟันเทียมล่าง (AOR=0.19, 95% CI: 0.06–0.64, p-value=0.007) และการสบฟัน (AOR=0.18, 95% CI: 0.04–0.82, p-value=0.026)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> การกลับไปพบทันตแพทย์ จำนวนฟันเทียมที่เคยใส่ การยึดอยู่ฟันเทียมล่าง และการสบฟันมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก ดังนั้นการตรวจติดตามและการดูแลคุณภาพของฟันเทียมอย่างสม่ำเสมอมีความจำเป็นในการวางแผนต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่ใช้ฟันเทียมทั้งปากฐานอะคริลิก</p>
วินิฐา สุวัตถิกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
34
52
-
การเปรียบเทียบดัชนีอัตราส่วนเอนไซม์ Aspartate Aminotransferase ต่อเกล็ดเลือด (APRI) และระดับ HBV DNA ในการคัดเลือกผู้ป่วยเพื่อเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280402
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อเปรียบเทียบสัดส่วนของผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์เริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสตับอักเสบบี ระหว่างกลยุทธ์การเริ่มยาตามเกณฑ์ Aspartate Aminotransferase to Platelet Ratio Index (APRI) > 0.5 และเกณฑ์อ้างอิงที่อาศัย HBV DNA level ≥ 2,000 IU/mL ร่วมกับค่า alanine aminotransferase (ALT) สูงกว่าค่าปกติ ในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง รวมทั้งประเมินสมรรถนะของ APRI ที่จุดตัดต่าง ๆ และเปรียบเทียบต้นทุนทางตรงของการตรวจทางห้องปฏิบัติการในแต่ละกลยุทธ์การคัดเลือกผู้ป่วย</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย :</strong> การศึกษาเชิงสังเกตแบบย้อนหลังในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังที่ยังไม่เคยได้รับการรักษา และมีข้อมูลทางห้องปฏิบัติการครบถ้วน ซึ่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลขอนแก่น ระหว่างปีพ.ศ. 2560–2568 การเข้าเกณฑ์เริ่มการรักษาถูกประเมินตามเกณฑ์ APRI > 0.5 และเกณฑ์อ้างอิงโดยเปรียบเทียบด้วยตารางไขว้แบบ 2×2 พร้อมคำนวณ sensitivity, specificity, positive predictive value (PPV), negative predictive value (NPV) และสัดส่วน overtreatment นอกจากนี้ มีการประเมิน ROC curve และเปรียบเทียบต้นทุนของกลยุทธ์ APRI-based, reference-based และ stepwise approach</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> ผู้ป่วยทั้งหมด 2,834 รายเข้าเกณฑ์การศึกษา การใช้ APRI > 0.5 เพิ่มสัดส่วนผู้เข้าเกณฑ์เริ่มการรักษาเป็นร้อยละ 50.1 เทียบกับร้อยละ 27.8 ตามเกณฑ์อ้างอิง โดยมีอัตราความไม่สอดคล้องร้อยละ 36.6 ค่า sensitivity ร้อยละ 74.4 specificity ร้อยละ 59.2 PPV ร้อยละ 41.3 และ NPV ร้อยละ 85.7 สัดส่วน overtreatment เท่ากับร้อยละ 58.7 และค่า AUC เท่ากับ 0.714 กลยุทธ์ APRI-based มีต้นทุนต่ำกว่าเกณฑ์อ้างอิงอย่างชัดเจน ขณะที่ stepwise approach ลดต้นทุนได้บางส่วนแต่ยังมี overtreatment ใกล้เคียงกัน</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> การใช้ APRI > 0.5 เป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงการรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังในบริบทที่ทรัพยากรจำกัด โดยให้ความไวสูงและช่วยลดภาระต้นทุนของระบบบริการสุขภาพ แม้จะมี overtreatment อยู่บ้างก็ตาม</p>
นันทิยา ศรีสองเมือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
53
73
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรองคุณภาพทางการพยาบาล (NQA) ตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาสารคาม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/282578
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรองคุณภาพทางการพยาบาล (NQA) ตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย :</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการโรงพยาบาลมหาสารคามจำนวน 168 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้แก่ 1) ปัจจัยส่วนบุคคล 2) ปัจจัยคัดสรร และ 3) การรับรอง NQA ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่านมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.93 และตรวจสอบความเที่ยงด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.96 0.94 และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> 1) การรับรอง NQA ตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาสารคามในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.28, SD = 0.56) 2) ปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับการรับรองคุณภาพทางการพยาบาล (NQA) ตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาสารคาม 3) ปัจจัยคัดสรรได้แก่ วัฒนธรรมองค์กรแบบปรับตัว การมีส่วนร่วม เทคโนโลยีสารสนเทศ และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (0.911, 0.896, 0.835, และ 0.808 ตามลำดับ, p < 0.001) 4) การมีส่วนร่วม วัฒนธรรมองค์กรแบบปรับตัว ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง อายุ และประสบการณ์การอบรมด้านการประเมินคุณภาพทางการพยาบาล สามารถร่วมกันพยากรณ์การรับรอง NQA ได้ร้อยละ 91.60 (R² = 0.916, p < 0.001)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> การมีส่วนร่วม วัฒนธรรมองค์กรแบบปรับตัว และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรในการรับรอง NQA ดังนั้น องค์กรพยาบาลควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ พัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง และสนับสนุนภาวะผู้นำทางการพยาบาล เพื่อยกระดับคุณภาพบริการพยาบาลสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน</p>
สุชัญญ์ญา เดชศิริ
สมปรารถนา ดาผา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
74
90
-
การพัฒนารูปแบบการให้ความรู้และคำปรึกษาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคานท์ในการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเพื่อผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ โรงพยาบาลมหาสารคาม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/282270
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลการใช้รูปแบบการให้ความรู้และให้คำปรึกษาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ออฟฟิเชียล (LINE Official Account: LINE OA) ในการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึก เพื่อผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ (ODS) </p> <p><strong>รูปแบบวิจัย :</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษาแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเพื่อผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ</p> <p>จำนวน 132 คน และวิสัญญีพยาบาล กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี โรงพยาบาลมหาสารคาม จำนวน 34 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์คัดเข้า ดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบการให้ความรู้และให้คำปรึกษาผ่าน LINE OA ชื่อบัญชี “คู่มือผู้ป่วยผ่าตัด” 2) แบบทดสอบการวัดความรู้ในการใช้รูปแบบฯ ของผู้ป่วย 3) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้รูปแบบฯ ของผู้ป่วย และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้รูปแบบฯ ของวิสัญญีพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> 1) รูปแบบการให้ความรู้และให้คำปรึกษาการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ ผ่าน LINE OA ประกอบด้วยวิดีโอ 1 เรื่อง และแผ่นภาพอินโฟกราฟฟิกให้ความรู้เกี่ยวกับโรคในการผ่าตัด จำนวน 6 โรค ให้ข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันไลน์ฯ แบบออนไลน์และการให้คำปรึกษาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ฯ ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านช่องทางสนทนาออนไลน์ 2) ผลการเปรียบเทียบความรู้ผู้ป่วยก่อนและหลังการใช้รูปแบบแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และ 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้ป่วยในการได้รับความรู้และให้คำปรึกษาผ่าน LINE OA อยู่ในระดับมากที่สุด (Mean=4.70, SD=0.46) 4) ผลศึกษาความพึงพอใจของวิสัญญีพยาบาลในการใช้งานรูปแบบอยู่ในระดับมาก (Mean=4.38, SD=0.57)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> รูปแบบการให้ความรู้และให้คำปรึกษาผ่าน LINE OA ในการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเพื่อผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ มีความเหมาะสมในยุคปัจจุบัน ผู้ป่วยเข้าถึงความรู้ได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว วิสัญญีพยาบาลประหยัดเวลาในการให้ความรู้และคำปรึกษา สามารถประเมินภาวะแทรกซ้อนหลังจากการได้รับการระงับความรู้สึกใน 24 ชั่วโมง ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้สามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง ส่งผลผู้ป่วยสามารถกลับสู่สภาวะเดิมได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความพึงพอใจที่สูงขึ้น</p>
ยุพาพิน ปักการะโต
เบญจมาศ ดวงคำน้อย
ภัชณีน พรหมอ้น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
91
111
-
การเปรียบเทียบประสิทธิผลของยาเคตามีนขนาดต่ำกับยาเดกซาเมทาโซน สำหรับป้องกันอาการหนาวสั่นหลังการระงับความรู้สึกเฉพาะส่วนทางไขสันหลัง ในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดแบบไม่เร่งด่วน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280309
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เปรียบเทียบประสิทธิผลของยา ketamine 0.25 มก./กก. กับ dexamethasone 4 มก. ในการป้องกันอาการหนาวสั่นหลังการระงับความรู้สึกทางไขสันหลัง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา :</strong> การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก ในผู้ป่วย ASA I-II, อายุ 18-65 ปี ผ่าตัดภายใต้การระงับความรู้สึกทางไขสันหลังจำนวน 135 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มควบคุมได้รับสารละลาย normal saline solution กลุ่ม K ได้รับยา ketamine 0.25 มก./กก. และกลุ่ม D ได้รับยา dexamethasone 4 มก. ให้ยาทางหลอดเลือดดำ ประเมินอาการหนาวสั่น การเปลี่ยนแปลงระบบไหลเวียนโลหิต ระดับความรู้สึกตัว และอาการคลื่นไส้อาเจียน ในระหว่างผ่าตัดและระยะพักฟื้น</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> พบอุบัติการณ์หนาวสั่นในกลุ่ม K ร้อยละ 20 และกลุ่ม D ร้อยละ 24.44 ทั้งสองกลุ่มพบต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ลดความเสี่ยงของการเกิดอาการหนาวสั่นได้ร้อยละ 69 และมีประสิทธิผลในการป้องกันใกล้เคียงกัน (RR = 1.06, 95% CI 0.47-2.43, P = 0.884) กลุ่ม K มีอาการง่วงซึมระดับเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงระบบไหลเวียนโลหิต และอาการคลื่นไส้อาเจียนไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> ยา ketamine ขนาดต่ำ 0.25 มก./กก. และ dexamethasone ขนาด 4 มก. มีประสิทธิผลใกล้เคียงกันในการป้องกันภาวะหนาวสั่น สามารถลดอุบัติการณ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับยาหลอก และไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง</p>
ชวนพิศ ค้าขาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
112
128
-
ความสัมพันธ์ของสายพันธุ์ Human papillomavirus และผลตรวจทางเซลล์วิทยา; เพื่อพัฒนาแนวทางในการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/282741
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของสายพันธุ์ Human papillomavirus (HPV) ชนิดความเสี่ยงสูงกับผลตรวจทางเซลล์วิทยาและผลการส่องกล้องคอลโปสโคป และนำผลการศึกษามาพัฒนาแนวทางการคัดกรอง การรายงานผล และการติดตามผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกของจังหวัดมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย :</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ประกอบด้วย 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาย้อนหลังเชิงวิเคราะห์จากข้อมูลสตรีอายุ 30 - 60 ปี ที่ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA test ณ โรงพยาบาลมหาสารคาม ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2566 วิเคราะห์ข้อมูลสายพันธุ์ HPV ผลตรวจ Liquid-based Cytology (LBC) และผลการส่องกล้องคอลโปสโคปด้วยโปรแกรมสถิติ SPSS ระยะที่ 2 นำผลการศึกษามาพัฒนาแนวทางการส่งตรวจ การรายงานผล และการติดตามผู้ที่มีผล HPV positive</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> ระยะที่ 1 พบว่า จากสตรีที่ได้รับการตรวจคัดกรองจำนวน 17,276 ราย พบ HPV positive ร้อยละ 11.1 ในกลุ่มที่มีข้อมูล LBC ครบ 480 ราย ผลตรวจ LBC พบความผิดปกติตั้งแต่ ASC-US ขึ้นไป ร้อยละ 5.0 HPV 58 สัมพันธ์กับ LBC ผิดปกติตั้งแต่ ASC- US ขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.038) ผู้ป่วยที่ได้รับการส่องกล้องคอลโปสโคป 155 ราย พบความแตกต่างของผลการตรวจระหว่าง HPV 16 และ HPV 18 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.013) โดย HPV 16 มีความสัมพันธ์กับ HSIL/CIN2-3 มากกว่า HPV 18 ขณะที่ HPV 18 มีสัดส่วนการพบมะเร็งปากมดลูกสูงกว่า นอกจากนี้ HPV 16 มีความไวสูงในการทำนาย HSIL/CIN2-3 (ร้อยละ 81.08) ส่วน HPV 18 มีความไว ความจำเพาะ และความแม่นยำสูงกว่าในการทำนายมะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 2 พัฒนาแนวทาง 1) แนวทางการส่งตรวจตามระดับความเสี่ยง 2) การรายงานผลโดยระบุสายพันธุ์ 3) การติดตามผู้ติดเชื้อโดยใช้ระบบดิจิทัล “HPV Care Track” พบว่า ผลการประเมินความเหมาะสมของแนวทางโดยผู้เชี่ยวชาญทุกด้านได้รับคะแนนอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่ามัธยฐานเท่ากับ 5.00 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เท่ากับ 0.00 - 1.00 การพัฒนานี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรายงานผลและการติดตามผู้ป่วย ทำให้สามารถติดตามผู้ติดเชื้อ HPV กลับมาตรวจหาความผิดปกติทางเซลล์วิทยาได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 77 แนวทางที่พัฒนาขึ้นมีความถูกต้องทางวิชาการ มีความชัดเจน สามารถนำไปใช้ในระบบบริการได้จริง และมีความเหมาะสมสำหรับใช้เป็นแนวทางการดูแลผู้ที่มีผล HPV DNA positive ในจังหวัดมหาสารคาม</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> HPV 58 มีความสัมพันธ์กับความผิดปกติทางเซลล์วิทยา ส่วน HPV 16 และ HPV 18 มีความสัมพันธ์กับรอยโรคระดับสูงและมะเร็งปากมดลูก ผลการศึกษาสนับสนุนการใช้ข้อมูล HPV genotype ในการประเมินความเสี่ยง พัฒนาระบบรายงานผล การส่งต่อ และการติดตามผู้ป่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในระดับพื้นที่</p>
อุมาพร ศรีมันตะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
129
146
-
การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจ โดยไม่ได้วางแผน ในหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/279950
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกในการป้องกันการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผนในหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีการ :</strong> การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนาดำเนินการตามหลักการพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกของสภาการวิจัยการแพทย์และสุขภาพแห่งชาติ ประเทศออสเตรเลีย (NHMRC) แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การพัฒนาแนวปฏิบัติ การนำแนวปฏิบัติไปใช้ และการประเมินผลแนวปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วยหนัก และผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวปฏิบัติการพยาบาล แบบสอบถามความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้แนวปฏิบัติ แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.89</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> แนวปฏิบัติการพยาบาลประกอบด้วย 8 หมวด ได้แก่ การให้ข้อมูลและการสื่อสาร การระบุขนาดและตำแหน่งของท่อช่วยหายใจ การตรวจสอบแรงดัน cuff และการยึดตรึงท่อช่วยหายใจ การประเมินความเสี่ยงการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน การผูกยึด การดูดเสมหะ การจัดการความปวด และการหย่าเครื่องช่วยหายใจ พยาบาลประเมินว่าแนวปฏิบัติง่ายต่อการใช้ ร้อยละ 97.52 และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ ร้อยละ 97.43 ความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.37, SD = 0.96) หลังการนำแนวปฏิบัติไปใช้กับผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจจำนวน 60 ราย ไม่พบอุบัติการณ์การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม สามารถนำไปใช้ในทางปฏิบัติได้จริง และช่วยเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย ควรกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานของหน่วยงาน</p>
สาลินี ถันชนนาง
รัชนี คชวงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
147
166
-
การพัฒนาระบบช่องทางด่วนพิเศษ (ACS Easy Pass Model) ต่อผลลัพธ์ทางคลินิกและระยะเวลาการเปิดหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280425
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลการให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันแบบช่องทางด่วนพิเศษ (ACS Easy Pass Model)</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย :</strong> เป็นการศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีความเสี่ยงสูงจำนวน 207 ราย ซึ่งเข้ารับการรักษาผ่านระบบช่องทางด่วนพิเศษที่ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ถึงเดือน กันยายน พ.ศ. 2566</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> ระบบบริการแบบช่องทางด่วนพิเศษ ผู้ป่วยจะได้รับการคัดกรองตามข้อบ่งชี้พร้อมแจ้งทีมห้องตรวจสวนหัวใจล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อถึงจุดนัดพบ และถูกส่งตัวเข้าห้องตรวจสวนหัวใจโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านห้องตรวจฉุกเฉิน จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีความเสี่ยงสูงหรืออยู่ในภาวะวิกฤตที่เข้ารับบริการส่วนใหญ่มีภาวะช็อกจากหัวใจ (ร้อยละ 32.4) และภาวะหัวใจหยุดเต้นที่ช่วยฟื้นคืนชีพได้ (ร้อยละ 28.5) ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเอสทียก (ร้อยละ 92.8) ด้านผลลัพธ์ทางคลินิกพบว่า ผู้ป่วยได้รับการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ ร้อยละ 87.9 พบภาวะช็อกจากหัวใจ ร้อยละ 27.1 ก้อนเลือดบริเวณจุดใส่สายสวน ร้อยละ 22.7 หัวใจเต้นผิดจังหวะ ร้อยละ 18.4 อัตราการเสียชีวิต ร้อยละ 16.9 และเวลามัธยฐานของวันนอนโรงพยาบาลอยู่ที่ 5 วัน (Q1, Q3 = 3, 9) เวลาเฉลี่ยที่เปิดหลอดเลือดหัวใจ 24 นาที (ต่ำสุด 5 นาที และสูงสุด 69 นาที)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> ระบบบริการแบบช่องทางด่วนพิเศษส่งผลดีต่อการเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็ว ช่วยลดระยะเวลาการเปิดหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบนี้จึงมีความเหมาะสมในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในสถานการณ์วิกฤต</p>
อรุณศรี แสนเมือง
จำเนียร พัฒนจักร
วรางคณา แสนนาม
ศิรินทร นาบุดดา
ประภัสสร ขจรพิพัฒน์
ชนัญญา กังก๋ง
บูรพา ปุสธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
167
182
-
ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อการป้องกันการกำเริบของโรคในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลมหาสารคาม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/282186
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองและอาการของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เพื่อป้องกันการกำเริบของโรค</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย :</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ใช้รูปแบบการวิจัยแบบหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่าง คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตามคุณสมบัติที่กำหนด คือ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มารับบริการ ณ คลินิกเฉพาะทาง สาขาอายุรกรรม โรงพยาบาลมหาสารคาม จำนวน 30 คน โดยใช้โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเอง ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ 1) การประเมินและเตรียมความพร้อม 2) การปฏิบัติการจัดการตนเองที่บ้าน และ 3) การติดตามและประเมินผลการจัดการตนเอง การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบค่าเฉลี่คะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองใช้สถิติ Paired T-test และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนการประเมินอาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (CAT Score) ใช้สถิติ Wilcoxon Signed Ranks Test</p> <p><strong>ผลการศึกษา : </strong>ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเอง พบว่า ผู้ป่วยมีคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองเพิ่มมากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) โดยมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 50.40 (SD = 7.96) เป็น 90.26 (SD = 5.95) และมีค่าอาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) โดยมีค่ามัธยฐานของ CAT Score ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม เท่ากับ 1.29 (IQR = 1.25 - 1.52) และภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมมีค่ามัธยฐาน เท่ากับ 1.12 (IQR = 1.01 - 1.16) </p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา : </strong>โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วย และช่วยลด CAT Score ซึ่งสะท้อนถึงการควบคุมอาการของโรคที่ดีขึ้น อันนำไปสู่การลดโอกาสการกำเริบของโรคได้</p>
ฐิติกาญจน์ ไวยพัฒน์
จีระวรรณ ศรีจันทร์ไชย
ปภังกร นิธิถิรวุฒิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
183
200
-
ผลการรักษาและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงในโรงพยาบาลชุมแพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/275634
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อหาค่าอัตราการรอดชีวิตที่ 1, 3 และ 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่ได้รับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลชุมแพ และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชีวิต</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย :</strong> การศึกษาย้อนหลังเชิงวิเคราะห์จากเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ระหว่างเดือนมกราคม 2559 ถึงธันวาคม 2562 ข้อมูลด้านประชากร สรีรวิทยา และพยาธิสภาพ ถูกนำมาวิเคราะห์ด้วย Kaplan-Meier survival curve และ Multivariable Cox Regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> มีผู้ป่วยรวม 69 ราย อายุเฉลี่ย 64 ปี เพศชายร้อยละ 49.3 ชนิดพยาธิวิทยาส่วนใหญ่เป็น adenocarcinoma (ร้อยละ 92.8) ระยะโรคที่พบมากที่สุดคือระยะที่ 3 (ร้อยละ 50.7) อัตราการรอดชีวิตที่ 1, 3 และ 5 ปี เท่ากับร้อยละ 82.6, 66.7 และ 60.9 ตามลำดับ การวิเคราะห์แบบ Univariable พบว่า lymph node ratio (LNR) (p=0.003) มีความสัมพันธ์กับการรอดชีวิต และ Multivariable Cox regression ยืนยันว่าอัตราส่วนต่อมน้ำเหลือง (Lymph Node Ratio; LNR) เป็นปัจจัยพยากรณ์อิสระ (adjusted HR 5.07; 95% CI 1.23–20.92; p=0.025) ส่วนปัจจัยอื่นไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> อัตราการรอดชีวิต 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่ผ่าตัดที่โรงพยาบาลชุมแพเท่ากับร้อยละ 60.9 ซึ่งใกล้เคียงกับรายงานระดับประเทศและต่างประเทศ โดยอัตราส่วนต่อมน้ำเหลือง (LNR) สำคัญที่มีผลต่อการพยากรณ์การรอดชีวิต การผ่าตัดที่มีการเลาะต่อมน้ำเหลืองอย่างเพียงพอและการระบุระยะโรคที่แม่นยำมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงผลการรักษา</p>
อภิชิต วิรัชพงศานนท์
สาลิณี รามัญอุดม
ดาราพร นิตยโรจน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
201
214
-
The rate of detecting colorectal neoplasia in patients who undergo fecal immunochemical test (FIT) screening with positive results at Khon Kaen Hospital.
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280336
<p><strong>Objective :</strong> To determine the detection rate of colorectal neoplasia by fecal immunochemical test (FIT) for colorectal cancer screening in average-risk individuals in Khon Kaen Province. Additionally, the study aims to determine the anatomical distribution of colorectal neoplasia.</p> <p><strong>Method :</strong> This retrospective study reviewed medical records of 431 average-risk individuals who tested positive with FIT between January 1, 2022, and December 31, 2022. All patients underwent colonoscopy. Patient demographics (age and sex), as well as colonoscopic findings, were analyzed to adenoma detection rate, cecal intubation rate, the location of tumors. Results were presented in terms of proportions and ratios.</p> <p><strong>Result :</strong> Out of the 431 FIT-positive patients, complete colonoscopy was achieved in 407 cases (94.43%), while 24 cases had incomplete procedures. Among those with complete colonoscopy, findings included: normal colonoscopy in 52.08% (212/407), tubular adenoma in 26.78% (109/407), advanced neoplastic polyps in 8.11% (33/407), and invasive cancer in 1.47% (6/407). Other findings were observed in 22.10% (90/407). The overall adenoma detection rate was 34.89% (142/407).</p> <p><strong>Conclusion :</strong> In average-risk individuals with a positive FIT result, colonoscopy revealed a colorectal neoplasia detection rate of 34.89%, with tubular adenoma being the most common lesion (26.78%). Invasive colorectal cancer was detected in 1.47% of cases, with the sigmoid colon being the most frequent tumor location (32.22%). These findings suggest that FIT-based screening followed by colonoscopy in FIT-positive individuals is effective in detecting colorectal adenomas and colorectal cancer.</p>
Thanapop Wisetmongkolchai
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
215
225
-
สถานการณ์มารดาตาย ปี 2563-2567 ในเขตสุขภาพที่ 7
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/279444
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์การตายของมารดา สาเหตุการตาย และความล่าช้า 3 ประการ (3-Delays) ที่เกี่ยวข้องกับการตายของมารดาในเขตสุขภาพที่ 7</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย :</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบศึกษาข้อมูลย้อนหลัง (Retrospective Descriptive Study) จากแบบรายงานการตายของมารดา (Confidential Enquiry: CE) และบันทึกการประชุมคณะกรรมการอนามัยแม่และเด็ก เขตสุขภาพที่ 7 ศึกษามารดาที่เสียชีวิตระหว่างตั้งครรภ์ ระยะคลอด และภายใน 42 วันหลังคลอด จำนวน 31 ราย ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 ถึงกันยายน พ.ศ. 2567 (ปีงบประมาณ 2563 - 2567) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกสาเหตุการตาย และแบบวิเคราะห์ความล่าช้า 3 ประการ ซึ่งพัฒนาจากแบบรายงานมาตรฐานของกรมอนามัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และอัตราส่วนการตายมารดา</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> ในช่วงเวลาศึกษาพบการเกิดมีชีพจำนวน 134,228 ราย อัตราส่วนการตายมารดาในปีงบประมาณ 2563–2567 เท่ากับ 26.30, 34.32, 19.80, 13.73 และ 21.07 ต่อการเกิดมีชีพแสนคน ตามลำดับ สาเหตุการตายทางตรงที่พบบ่อยที่สุดคือ ภาวะตกเลือดหลังคลอด (ร้อยละ 25.81) รองลงมาคือ ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด และ ภาวะความดันโลหิตสูงร่วมกับการตั้งครรภ์ (ร้อยละ 12.90 เท่ากัน) <br />ส่วนสาเหตุการตายทางอ้อมที่พบบ่อยที่สุดคือ ปอดอักเสบจากโรคติดเชื้อโควิด-19 (ร้อยละ 9.68) การวิเคราะห์ 3-Delays Model พบว่าความล่าช้าในการได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม (3-Delays) มีสัดส่วนสูงที่สุดในทุกปีของการศึกษา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 46.00 ในปี 2563 เป็นร้อยละ 68.00 ในปี 2567</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> อัตราส่วนการตายมารดาในเขตสุขภาพที่ 7 ยังคงสูงกว่าเป้าหมายระดับประเทศ โดยการตายส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ และสัมพันธ์กับความล่าช้าในการได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม (Delay-3) ผลการศึกษาสนับสนุนความจำเป็นในการพัฒนาระบบบริการสูติกรรมฉุกเฉินการทบทวนการตายมารดาเชิงระบบ และการยกระดับคุณภาพการดูแลในทุกระดับของเครือข่ายบริการ</p>
กรแก้ว ถิรพงษ์สวัสดิ์
อธิษฐาน สารินทร์
ธนิศรา นามบุญเรือง
จันทรัสม์ บุญลอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
226
242
-
การพัฒนารูปแบบการคัดกรองในกลุ่มที่มีอาการทางคลินิกสงสัยโรคหลอดเลือดสมองแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/282809
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ที่มีอาการทางคลินิกสงสัยโรคหลอดเลือดสมอง แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมหาสารคาม 2. ทดลองใช้รูปแบบการคัดกรองที่พัฒนาขึ้น และ 3. ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการคัดกรองในด้านความสามารถของพยาบาลในการปฏิบัติตามรูปแบบ ความพึงพอใจของผู้ใช้ และผลลัพธ์ทางคลินิกของการคัดกรอง</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย :</strong> การวิจัยเชิงพัฒนา (Developmental Research) นี้ดำเนินการภายหลังได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โรงพยาบาลมหาสารคาม แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ที่มีอาการทางคลินิกสงสัยโรคหลอดเลือดสมองในแผนกผู้ป่วยนอก โดยประยุกต์แนวคิด BEFAST ร่วมกับแนวทางการพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกของ NHMRC ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (IOC = 0.83) และทดสอบความเที่ยงด้วยวิธีการสังเกตร่วม (Inter-rater reliability = 0.85) ระยะที่ 2 ทดลองใช้รูปแบบการคัดกรองผู้ที่มีอาการทางคลินิก และระยะที่ 3 การประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ โดยนำไปใช้กับพยาบาลวิชาชีพ 20 คน และผู้ป่วย 30 คน ในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมหาสารคาม ประเมินความสามารถในการปฏิบัติตามรูปแบบ ความพึงพอใจของผู้ใช้ และผลลัพธ์การคัดกรอง ได้แก่ การระบุผู้ป่วย Fast Track ความถูกต้องของการคัดกรอง และอัตราอาการทรุดลงระหว่างรอตรวจ</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> รูปแบบการคัดกรองที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 หมวด พยาบาลมีความสามารถในการคัดกรองร้อยละ 92.40 มีความพึงพอใจต่อรูปแบบการคัดกรองร้อยละ 97.5 ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ 4.87 (SD = 0.42) อยู่ในระดับมากที่สุดผลลัพธ์ของรูปแบบการคัดกรองสามารถ Alarm fast trackในกลุ่มที่มีอาการทางคลินิกสงสัยโรคหลอดเลือดสมองได้ คิดเป็น ร้อยละ 30.00 โดยได้เข้ารับการรักษาต่อในหอผู้ป่วย ร้อยละ 3.33 ได้รับการส่งต่อไปแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินเพื่อรับการตรวจเร่งด่วน ร้อยละ 10.00 และได้รับการจัดลำดับคิวด่วนเพื่อรอรับการตรวจ ร้อยละ 16.67 พบอัตราการคัดกรองผิดพลาดร้อยละ 1.75 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 7.00 และไม่พบผู้ป่วยที่เกิดภาวะทรุดลงภายหลังการใช้รูปแบบการคัดกรอง</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> รูปแบบการคัดกรองในกลุ่มที่มีอาการทางคลินิกสงสัยโรคหลอดเลือดสมองที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ สะท้อนผลของการมีรูปแบบที่ชัดเจนและการใช้เครื่องมือที่สนับสนุนการคัดกรองอาการได้แม่นยำ สามารถลดความคลาดเคลื่อนในการประเมินความรุนแรงของผู้ป่วยได้</p>
มะรีวัล ไหลหาโคตร์
สุวคนธ์ ทองดอนบม
อุไรวรรณ ประเสริฐสังข์
อริสรา สิทธิจันทร์เสน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
243
266
-
การพัฒนาระบบติดตามผู้ป่วยที่มีผลคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติในคลินิกสูตินรีเวช โรงพยาบาลมหาสารคาม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/282279
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลระบบติดตามผู้ป่วยที่มีผลคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติในคลินิกสูตินรีเวช โรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย :</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินงานตามวงจร PAOR ศึกษาในผู้ป่วยที่มีผลคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติที่เข้ารับบริการในคลินิกสูตินรีเวช โรงพยาบาลมหาสารคาม ระหว่างเดือน มกราคม–ธันวาคม 2568 จำนวน 30 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก แบบบันทึกการติดตามผู้ป่วย แบบประเมินความพึงพอใจของบุคลากร และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (IOC = 0.75–1.00) และทดสอบความเชื่อมั่นของแบบทดสอบความรู้ด้วยสูตร KR-20 ได้ค่าเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> ระบบติดตามที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การจัดทำระบบทะเบียนผู้ป่วยรายบุคคล (2) การกำหนดระบบนัดหมายตามระดับความเสี่ยง (3) การติดตามเชิงรุกโดยพยาบาลนำทาง (Nurse Navigator) (4) การสื่อสารผ่านหลายช่องทาง (โทรศัพท์ และ Line Official Account/SMS) และ <br />(5) การบูรณาการการให้ความรู้แก่ผู้ป่วย ภายหลังการนำระบบไปใช้ พบว่าอัตราการขาดนัดของผู้ป่วยลดลงจากร้อยละ 55.7 ในปี 2567 เหลือเพียงร้อยละ 11.5 โดยมีอัตราการมาตามนัด/ตอบรับการติดตามร้อยละ 76.7 ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในระดับความรู้สูง (ร้อยละ 60.0) และภาพรวมมีคะแนนความรู้คิดเป็นร้อยละ 74.0 ของคะแนนเต็ม ด้านบุคลากรมีความพึงพอใจต่อระบบติดตามที่พัฒนาขึ้นในระดับมาก ( = 4.2)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามวงจร PAOR สามารถพัฒนาระบบติดตามผู้ป่วยเชิงรุกที่นำไปใช้ได้จริงในบริบทคลินิกสูตินรีเวช ช่วยลดอัตราการขาดนัดอย่างมีนัยสำคัญ และส่งเสริมการมารับบริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาติดตามในระยะยาวและขยายผลสู่ระบบบริการปฐมภูมิเพื่อความยั่งยืนต่อไป</p>
สุนันทา คณะมะ
นิตยา อามาตยบัณฑิต
บุญมี ภูด่านงัว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
267
285
-
การพัฒนาระบบจ่ายยาผู้ป่วยใน โรงพยาบาลมหาสารคาม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/267946
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> 1. เพื่อพัฒนาระบบจ่ายยาผู้ป่วยใน 2. เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาระบบ ได้แก่ ระยะเวลารอคอย รับยาและความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย :</strong> เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 31 มีนาคม 2567 แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนปฏิบัติ ระยะที่ 2 การดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติงานที่พัฒนาใหม่และประเมินผล และระยะที่ 3 การสรุป ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยในของโรงพยาบาลมหาสารคาม จำนวน 31 คน (เภสัชกร 12 คน เจ้าพนักงานเภสัชกรรม 9 คน เจ้าหน้าที่ห้องจ่ายยาผู้ป่วยใน 10 คน) ข้อมูลที่ เก็บรวบรวมได้แก่ ใบสั่งยาผู้ป่วยในช่วงก่อนและหลังการพัฒนาระบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบผลด้วยสถิติ Mann-Whitney U Test</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> การพัฒนาระบบประกอบด้วย 1) ปรับระบบการส่ง-รับออเดอร์และงานภายใน 2) ปรับปรุง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการจ่ายยา ผลการวิจัยพบว่า ระยะเวลารอคอยรับยาด่วนลดลงจาก 17.1+11.1 นาที เหลือ 10.8+6.7 นาที ระยะเวลารอคอยยากลับบ้านช่วงเร่งด่วน (10:30-13:00 น.) ลดลงจาก 40.7+17.6 นาที เหลือ 24.5+13.8 นาที อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01 และ p=0.02 ตามลำดับ) และความคลาดเคลื่อน ในการจ่ายยาลดลงจาก 1.43 เหลือ 0.55 ครั้งต่อ 1,000 วันนอนต่อเดือน</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> การพัฒนาระบบจ่ายยาผู้ป่วยในสามารถลดระยะเวลารอคอยรับยาด่วน ยากลับบ้าน และลด ความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยาลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
นฤมล คูณเจริญรัตน์
สถาพร ณ ราชสีมา
กาญจนาภรณ์ ตาราไต
รังสรรค์ ศรีสารคาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
286
303
-
การศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเมตตากรุณาต่อตนเองของบุคลากรโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/282614
<p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยการทำงาน กับระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองของบุคลากรโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>: </strong>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง โดยศึกษาในกลุ่มตัวอย่างบุคลากรโรงพยาบาลมหาสารคาม จำนวน 327 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบวัดความเมตตากรุณาต่อตนเองของบุคลากรโรงพยาบาลมหาสารคาม (α=0.828) และวิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์โดยใช้สถิติทดสอบไคสแควร์ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ p-value<0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างบุคลากรจำนวน 327 คน มีระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( x̄ =3.45, S.D.=0.56) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการให้ความใจดีต่อตนเองมีค่าเฉลี่ยสูงสุดซึ่งอยู่ในระดับสูง ( x̄ =3.59, S.D.=0.61) ขณะที่ด้านการเป็นมนุษย์ธรรมดามีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (x̄ =3.37, S.D.=0.62) สำหรับผลการทดสอบความสัมพันธ์พบว่า มีเพียงปัจจัยด้านอายุที่มีความสัมพันธ์กับระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (𝜒²=16.732, p<0.001) ในขณะที่ปัจจัยด้านเพศ การปฏิบัติงาน อายุการทำงาน และชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>การศึกษา</strong> <strong>:</strong> ภาพรวมความเมตตากรุณาต่อตนเองของบุคลากรโรงพยาบาลมหาสารคามอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเมตตากรุณาต่อตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมีเพียงปัจจัยเดียว คือ ปัจจัยด้านอายุ โดยกลุ่มบุคลากรช่วงอายุ 30-39 ปี มีสัดส่วนของผู้ที่มีความเมตตากรุณาต่อตนเองในระดับน้อยถึงปานกลาง จำนวนมากกว่ากลุ่มอายุอื่นอย่างชัดเจน</p>
ศศิธร โยธะบุรี
ภมรพรรณ์ ยุระยาตร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
304
320
-
การสอบสวนอุบัติเหตุหมู่ : กรณีรถตู้โดยสารส่วนบุคคลเสียหลักชนรถจักรยานยนต์ บริเวณสามแยกสัญญาณไฟจราจร อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/283154
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เนื่องจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14:46 น. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม ได้รับแจ้งเหตุอุบัติเหตุหมู่ กรณีรถตู้โดยสารส่วนบุคคลเสียหลักชนรถจักรยานยนต์ บริเวณสามแยกสัญญาณไฟจราจร ถนนทางหลวงหมายเลข 208 ขาเข้าเมืองมหาสารคาม ตำบลท่าสองคอน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม พบผู้เสียชีวิต 1 ราย และผู้บาดเจ็บ 13 ราย ทีมสอบสวนควบคุมโรค (JIT) อำเภอเมืองมหาสารคาม จึงลงพื้นที่สอบสวนเหตุการณ์ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อยืนยันวินิจฉัยการบาดเจ็บ ทราบคุณลักษณะทางระบาดวิทยา ทราบสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง และให้ข้อเสนอแนะมาตรการป้องกันควบคุมอุบัติเหตุ/การบาดเจ็บ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา :</strong> ศึกษาระบาดวิทยาเชิงพรรณนา โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วย สัมภาษณ์ผู้บาดเจ็บ บุคลากรทางการแพทย์ ทีมกู้ชีพ ทีมกู้ภัย ตำรวจ และผู้เห็นเหตุการณ์ สำรวจสภาพแวดล้อมจุดเกิดเหตุ วิเคราะห์สาเหตุและปัจจัยเกิดอุบัติเหตุด้วย Haddon Matrix Model</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> ผู้ประสบเหตุทั้งสิ้น 15 ราย โดยเป็นผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 13 ราย และไม่บาดเจ็บ 1 ราย สาเหตุหลักคาดว่าเกิดจากผู้ขับขี่รถตู้เร่งความเร็วเพื่อขึ้นเนิน ร่วมกับเส้นทางลงเนินสู่สามแยกสัญญาณไฟทำให้เบรกไม่ทัน ปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ป้ายหาเสียงและต้นไม้บดบังป้ายสัญญาณเตือน ลักษณะทางโค้งลาดชัน ไม่มี Rumble Strip และขาดเส้นขาวหยุดรถ ปัจจัยเสี่ยงด้านบุคคล ได้แก่ การไม่รัดเข็มขัดนิรภัยของผู้โดยสาร ข้อเสนอแนะ แขวงทางหลวงควรปรับปรุงทัศนวิสัยบริเวณจุดเกิดเหตุ ติดตั้ง Rumble Strip เส้นขาวหยุดรถ ป้ายจำกัดความเร็ว บังคับใช้กฎหมายความเร็วและการรัดเข็มขัดนิรภัย และนำผลการสอบสวนเสนอที่ประชุมศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) จังหวัดมหาสารคาม</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>กรณีรถตู้โดยสารส่วนบุคคลเสียหลักชนรถจักรยานยนต์ บริเวณสามแยกขาเข้าเมืองมหาสารคาม สาเหตุสำคัญคาดว่าเกิดจากการใช้ความเร็วบนทางลาดชันก่อนถึงสามแยก ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผู้โดยสารรถตู้ไม่รัดเข็มขัดนิรภัย</p> <p><strong>คำสำคัญ :</strong> อุบัติเหตุหมู่, รถตู้โดยสาร, รถจักรยานยนต์, การบาดเจ็บจากการจราจรทางถนน, สามแยกสัญญาณไฟ</p>
พัชรพร เดชบุรัมย์
ณัฐจิรา อัปปะมะโน
สมัย ทองพูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
23 2
321
339