วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ <p> </p> <p>วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ พยาบาลและเกี่ยวข้องด้านการสาธารณสุขทุกสาขา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการทำงานของบุคคลากรทางด้านสาธารณสุขและเป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิชาการทางด้านการแพทย์ พยาบาล และการสาธารณสุขทั้งในและนอก องค์กรสู่การสืบค้นแก่ผู้ที่สนใจ โดยจัดพิมพ์เป็นประจำทุกปี ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 (เดือน มกราคม – เมษายน) ฉบับที่ 2 (เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (เดือน กันยายน – ธันวาคม) โดยบทความมีการตรวจสอบและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-review) จำนวน 2 ท่านต่อ 1 บทความ เป็นแบบ <strong>Double blinded</strong> บทความทุกเรื่องจะถูกพิจารณากลั่นกรองโดยกองบรรณาธิการ</p> th-TH <p>วารสารนี้เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> mskh.journal@gmail.com (วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม) mskh.journal@gmail.com (โรงพยาบาลมหาสารคาม) Fri, 10 Jun 2022 10:21:10 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การนำสายเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติชนิดถาวรออก ผ่านทางหลอดเลือดดำด้วยการใช้เลเซอร์ เนื่องจากภาวะติดเชื้อจากการใส่เครื่อง ร่วมกับเปลี่ยนเป็นเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติแบบฝังไว้ในชั้นใต้ผิวหนังภายหลัง ในหน่วยตรวจสวนหัวใจ โรงพยาบาลศิริราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/252727 <p>ในผู้ป่วยโรคหัวใจที่เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดจังหวะชนิดอันตรายแก่ชีวิต (ventricular tachycardia , VT or Ventricular fibrillation ,VF) การรักษาที่ให้ผลดีที่สุด คือการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติชนิดถาวร (Automated Implantable Cardioverter-Defibrillator, AICD) <sup> </sup>เป็น class IA ตามคำแนะนำของแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว<sup>(2) </sup>โดยประกอบด้วยตัวเครื่องฝังบริเวณหน้าอกซ้ายใต้ชั้นไขมัน และตัวสายที่ต่อจากเครื่องจะผ่านเข้าไปฝังปลายสายในผนังหัวใจ อาจมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า ร้อยละ 5 โดยเฉพาะติดเชื้อ<sup>(1)</sup> ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย แพทย์จึงต้องผ่าตัดเพื่อเอาเครื่องและนำสายเดิมออกเพื่อป้องกันการติดเชื้อรุกรานไปสู่อวัยวะอื่นที่สำคัญโดยเฉพาะหัวใจ หากสายที่ฝังมาเป็นเวลานานแล้วการผ่าตัดนำสายออกโดยวิธีปกติอาจจะไม่สามารถดึงออกได้ จึงต้องมีการใช้พลังงานจากเลเซอร์เพื่อช่วยในการนำสายออกจากหัวใจได้ง่ายขึ้น เป็น Class I ตามคำแนะนำของ 2018 EHRA expert consensus statement on lead extraction<sup>(3,4)</sup><sup> </sup>หลังจากนั้นแพทย์อาจพิจารณาใส่เครื่องทางเลือกใหม่ โดยการใส่เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติแบบฝังไว้ในชั้นใต้ผิวหนังให้แก่ผู้ป่วยที่เรียกว่า Subcutaneous Implantable Cardioverter-Defibrillator, S-ICD เพื่อป้องกันและลดโอกาสการติดเชื้อไปสู่หัวใจ เป็น Class I ตามคำแนะนำของ 2017 AHA/ACC/HRS Guideline for Management of Patients With Ventricular Arrhythmias and the Prevention of Sudden Cardiac Death<sup>(5)</sup></p> ชัชญาภา ศรีพรม, ศุภลัคน์ กาญจนอุทัย, อานนท์ จันทะนุกูล, กนกอร ชำนาญ, อัจฉรา พุ่มสมบัติ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/252727 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 การประเมินผลการฝากครรภ์ ภาวะสุขภาพมารดาและทารก อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/255712 <p> <strong> วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อประเมินบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลการดำเนินการ เปรียบเทียบการฝากครรภ์ครบและไม่ครบตามเกณฑ์ กับภาวะสุขภาพของมารดา ทารก และน้ำหนักทารกแรกคลอด ตลอดจนสาเหตุของการฝากครรภ์ล่าช้าและไม่ครบตามเกณฑ์ของหญิงตั้งครรภ์ในอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร</p> <p><strong> รูปแบบและวิธีวิจัย </strong>: กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) บุคลากรซึ่งให้บริการฝากครรภ์ จำนวน 14 คน ซึ่งได้จากการเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง 2) หญิงตั้งครรภ์ชาวไทยที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหลังสวน รพ.สต. และคลินิกแพทย์ทุกแห่งในอำเภอหลังสวน และมาคลอดที่โรงพยาบาลหลังสวน จำนวน 208 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบบันทึกการตั้งครรภ์และภาวะสุขภาพ เก็บข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน 2564 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Chi-square test / Fisher’s Exact Test / Independent t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>หญิงตั้งครรภ์ร้อยละ 72.1 ฝากครรภ์ครั้งแรกภายใน 12 สัปดาห์ และร้อยละ 68.8 ฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์ มารดาหลังคลอดและบุตรมีภาวะสุขภาพดี ร้อยละ 94.7 และ 68.4 พบทารกที่คลอดโดยหญิงตั้งครรภ์ที่ฝากครรภ์ไม่ครบตามเกณฑ์มีสุขภาพผิดปกติมากกว่ากลุ่มที่ฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.036) แต่สุขภาพหญิงตั้งครรภ์ และน้ำหนักทารกแรกคลอดไม่มีความแตกต่างกัน (P-value &gt; 0.05) สาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้ฝากครรภ์ไม่ครบตามเกณฑ์คือ ไม่ทราบว่าควรมาฝากครรภ์กี่ครั้ง และไม่ทราบว่าตั้งครรภ์ และสาเหตุที่มาฝากครรภ์ล่าช้าคือ ไม่ทราบว่าตั้งครรภ์ และไม่ทราบว่าควรมาฝากครรภ์เมื่อไร</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> การฝากครรภ์ครั้งแรกภายใน 12 สัปดาห์ และฝากครรภ์ครบ 5 ครั้ง ของอำเภอหลังสวน ยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุข จึงควรดำเนินการพัฒนาระบบการฝากครรภ์ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อไป</p> ฐิติมา หาญสมบูรณ์ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/255712 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 Lymph node ratio เป็นปัจจัยการพยากรณ์โรคในมะเร็งเต้านม ที่ได้รับการผ่าตัดร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลือง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256077 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> ศึกษา prognostic value ของ LNR ในมะเร็งเต้านมที่รักษาในโรงพยาบาลขอนแก่น</p> <p><strong>วิธีการศึกษา </strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์ โดยการทบทวนข้อมูลผู้ป่วยจากเวชระเบียนผู้ป่วย <br />เก็บข้อมูลผู้ป่วยทั้งหมดที่วินิจฉัยว่ามะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ที่โรงพยาบาลขอนแก่น</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยทั้งหมดเป็นเพศหญิง อายุตั้งแต่ 34-78 ปี เฉลี่ย 51.49 +/- 9.87 ปี อัตราการรอดชีวิตเกิน 5 ปี เป็น 73.7% การศึกษานี้พบว่า Histological grade, HER-2 positive, LNR, N stage, M stage , Pathological stage , Adjuvant therapy, Endocrine therapy มีความสัมพันธ์กับ Overall survival อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ ER positive, PR positive, Lymph-vascular invasion, Resected margin positive, <br />T stage, Ki-67 ไม่มีความสัมพันธ์กับ Overall survival นอกจากนั้นกลุ่ม N1 พบ LNR ที่ cut-off point ที่ 0.15 สามารถบอก prognosis ได้ดีกว่า N stage.</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> LNR สัมพันธ์กับ overall survival ได้ดี ดังนั้นจึงเป็น independent prognostic factor ได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่ม N1</p> ตรี โคตรมี, ศศิกานต์ แก้วกันยา Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256077 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 Lymph node ratio เป็นปัจจัยการพยากรณ์โรคของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ได้รับการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลือง ในโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256076 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษา prognostic value ของ LNR ในมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่รักษาในโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong> วิธีการศึกษา </strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Analytic study by retrospective data collection) โดยการทบทวนข้อมูลทางคลินิกของผู้ป่วยจากเวชระเบียนผู้ป่วยและรายงานผลการตรวจทางพยาธิวิทยาในมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ได้รับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลมหาสารคาม ตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 - ธันวาคม 2558</p> <p><strong> ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ปัจจัยที่มีผลต่อ overall survival ของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ Resection margin status , N stage, M stage, Pathological stage, การได้รับ chemotherapy, การได้รับ radiation, การได้รับ combined chemotherapy and radiation และ LNR ปัจจัยที่ไม่มีผลต่อ overall survival ได้แก่ Histological grade, lymph-vascular invasion และ T stage และในกลุ่มที่ number node of examination น้อยกว่า 12 nodes พบว่า LNR สัมพันธ์กับ overall survival อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ N stage, M stage, Pathological stage ไม่สัมพันธ์กับ overall survival</p> <p><strong> สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> LNR มีความสัมพันธ์กับ overall survival ดังนั้นจึงใช้เป็น prognostic factor ที่ดีของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ node examination น้อยกว่า 12 nodes</p> ธวัชชัย กุลนันทนนท์ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256076 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบผลการรักษากระดูกต้นขาส่วนกลางหักระหว่าง Dynamic compression plate กับ Locking compression plate https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256351 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบผลการรักษาภาวะกระดูกต้นขาส่วนกลางหักที่ไม่มีชิ้น comminution หรือมีชิ้น comminution ขนาดเล็กระหว่าง dynamic compression plateกับlocking compression plate<strong> รูปแบบและวิธีวิจัย</strong> <strong>:</strong> ทำการศึกษาแบบย้อนหลัง (retrospective study) ในผู้ป่วยที่มีกระดูกต้นขาหักที่ได้รับการจัดกลุ่มอยู่ใน Winquist and Hansen classification 0 และ 1 ที่เข้ามารักษาในแผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลมหาสารคาม ตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 – 31 ธันวาคม 2563 จำนวน 121 ราย โดยศึกษาข้อมูลจากเวชระเบียน ฟิล์มเอกซเรย์ เพื่อเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดโดยวิธี ORIF with DCP กับ ORIF with LCP</p> <p><strong> ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> DCP พบ complication มากกว่า LCP อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.002) โดย DCP พบ complication 9 ราย แบ่งเป็น delayed union 5 ราย และfail plate 4 ราย ทั้ง 9 รายเป็นผู้ป่วยที่อยู่ใน Winquist and Hansen type 1 ส่วน LCP ไม่พบcomplicationเลยทั้ง type 0 และ type 1 DCP และ LCP มีค่าเฉลี่ยระยะเวลาที่พบ radiographic union ใกล้เคียงกัน คือ DCP 4.99 เดือน LCP 5.08 เดือน <br />(p-value = 0.607) เมื่อแยกพิจารณาตามกลุ่มย่อย พบว่าใน DCP ผู้ป่วย type 1 มีค่าเฉลี่ยระยะเวลาที่พบ radiographic union มากกว่า type 0 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ type0 4.36 เดือน type1 5.24 เดือน (p-value = 0.041) แต่ใน LCP ไม่พบความแตกต่าง</p> <p><strong> สรุปผล</strong><strong>การศึกษา </strong><strong>:</strong> ใน Winquist and Hansen classification type 1 การใช้ LCP มีความเหมาะสมกว่าการใช้ DCP เนื่องจากให้ผลการรักษาที่ดีกว่า ส่วนในกรณี Winquist and Hansen type 0 ทั้ง DCP และ LCP ให้ผลการรักษาไม่แตกต่างกัน</p> เนติ สาธิตสมิตพงษ์ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256351 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 เปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกของผลการเปลี่ยนแปลงมุมความลาดชันของกระดูกหน้าแข้งส่วนต้นภายหลังการผ่าตัดข้อเข่าเทียมชนิดทดแทนการทำงานของเอ็นไขว้หลัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/254073 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> มุมความลาดชันของกระดูกหน้าแข้งส่วนต้น (Posterior tibial slope; PTS) เป็นหนึ่งในแนวของกระดูกหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในแนวหน้า-หลังที่สำคัญ มีหลายงานวิจัยที่บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงของมุม PTS กับชีวกลศาสตร์ของข้อเข่าเทียมชนิดทดแทนการทำงานของเอ็นไขว้หลัง (PS-TKA) แต่ส่วนมากจะเป็นการศึกษาในแบบจำลองคอมพิวเตอร์ทำให้ในปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับมุม PTS ที่เหมาะสมและความสัมพันธ์ระหว่างมุมนี้กับผลลัพธ์ทางคลินิก ดังนั้นจึงได้จัดทำการศึกษานี้ขึ้นเพื่อศึกษาถึงผลของการเปลี่ยนแปลงของมุมดังกล่าวต่อผลลัพธ์ทางคลินิกในระยะสั้นของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด PS-TKA</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> การศึกษาแบบ retrospective cohort จำนวน 30 เข่า จากจำนวนผู้ป่วย 26 คน ช่วงอายุเฉลี่ย 64.3 ปี (53 ปี- 77 ปี) ที่ได้รับการผ่าตัดข้อเข่าเทียมชนิดทดแทนการทำงานของเอ็นไขว้หลังเป็นเวลา 1 ปี โดยได้เปรียบเทียบข้อมูลทั่วไปและข้อมูลที่เฉพาะกับข้อเข่า อาทิ มุม Hip-knee-ankle, มุมความลาดชันของกระดูกหน้าแข้งส่วนต้น, ค่าความเจ็บปวดตาม VAS ,มุมการเคลื่อนไหวของข้อเข่า, ค่าคะแนน KSS และ WOMAC</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>พบว่าค่าความเจ็บปวดตาม VAS, มุมการเคลื่อนไหวของข้อเข่าเทียมรวมทั้งค่าคะแนน KSS และ WOMAC ต่างดีขึ้นหลังการผ่าตัดข้อเข่าเทียมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทั้งสองกลุ่มการศึกษา หากเปรียบเทียบถึงขนาดการดีขึ้นระหว่างก่อนและหลังผ่าตัดจะพบว่าในกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงของมุม PTS&lt; 10 องศานั้นจะมีการดีขึ้นที่ มากกกว่าในทุกหัวข้อ โดยเฉพาะในค่าคะแนน WOMAC (46.8(27-60 SD 8.5) กับ 38.1(22-61SD 10.0)) ที่จะมีการดีขึ้นที่มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.02) อย่างไรก็ดีค่าความแตกต่างดังกล่าวนั้นกลับไม่มีความสำคัญทางคลินิกเนื่องจากมีค่าน้อยกว่าค่า MCID ของค่าคะแนน WOMAC</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>มุม PTS นี้น่าจะเป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ในการผ่าตัดข้อเข่าเทียม มุม PTS ที่เหมาะสมนั้นน่าจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับขนาดของมุมดังกล่าวก่อนการผ่าตัดโดยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดควรที่จะพยายามรักษาขนาดของมุมดังกล่าวให้ใกล้เคียงกับก่อนการผ่าตัดให้มากที่สุดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีในการผ่าตัด PS-TKA</p> บดินทร์ บุญทน Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/254073 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายความรุนแรงของการบาดเจ็บสมองในผู้ป่วยสมองบาดเจ็บ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/253705 <p><strong> วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายความรุนแรงของการบาดเจ็บสมองในผู้ป่วยสมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรงที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง <br /><strong> รูปแบบและวิธีวิจัย</strong> <strong>: </strong>การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย (correlational predictive study) จากผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า เพศ ตำแหน่งที่บาดเจ็บ คะแนนระดับความรู้สึกตัว (GCS) แรกรับ ผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองที่พบความผิดปกติ การผ่าตัดชนิด Decompressive craniectomy ภาวะเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน (Hypoxia) ภาวะ Hyperglycemia ภาวะไข้และภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำสามารถทำนายความรุนแรงของการบาดเจ็บสมอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยบาดเจ็บสมองที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลภายใน 72 ชั่วโมงหลังสมองได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมอุบัติเหตุ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์คัดเข้าศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 285 ราย เก็บข้อมูลโดยวิธีรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนโดยใช้แบบบันทึกข้อมูล ดังนี้ 1 วิเคราะห์ข้อมูลลักษณะกลุ่มตัวอย่างด้วยสถิติเชิงพรรณนา(Descriptive Statistics) และ 2 วิเคราะห์ปัจจัยทำนายความรุนแรงในผู้ป่วยบาดเจ็บที่สมองโดยใช้สถิติวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก(multiple logistic regression analysis)</p> <p><strong> </strong><strong>ผลการศึกษา :</strong> กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 285 ราย มีอายุระหว่าง 18-89 ปี อายุเฉลี่ย 45.73 (SD =19.70) เป็นเพศชาย ร้อยละ 81.80 ส่วนใหญ่สมองบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร ร้อยละ 63.90 และ ตกจากที่สูงหรือหกล้ม ร้อยละ 30.50 กลุ่มตัวอย่างสมองบาดเจ็บระดับปานกลาง ร้อยละ 49.80 และระดับรุนแรงร้อยละ 50.20 พบอัตราการเกิดความรุนแรงของการบาดเจ็บสมอง (คะแนน RTS ≤ 4 คะแนน) ร้อยละ 24.90 ปัจจัยทำนายความรุนแรงของการบาดเจ็บสมอง ได้แก่ Glasgow Coma Score แรกรับ 3-8 คะแนน (OR<sub>Adj</sub>=39.77; 95%CI: 14.04-112.65; p–value&lt;.001), ผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พบ Intracerebral hemorrhage (OR<sub>Adj</sub>=3.38; 95%CI=1.25-9.13:; p–value=.001), subarachnoid hemorrhage (OR<sub>Adj</sub>=2.94; 95%CI: 1.31-6.60; p–value=&lt;.0.01) และ O<sub>2</sub> sat แรกรับ 90% (OR<sub>Adj </sub>=8.74; 95%CI : 1.32-57.64 ; p–value</p> <p>=0.02)<br /><strong> สรุปผลการศึกษา : </strong>พยาบาลสามารถนำข้อมูลปัจจัยทำนายไปวางแผนดูแลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บ</p> ปลมา โสบุตร์, ณิชาภัตร พุฒิคามิน Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/253705 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจร่วมกับการติดเชื้อดื้อยา กรณีศึกษา 2 ราย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256566 <p> <strong>วัตถุประสงค์</strong> <strong>: </strong>เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจร่วมกับการติดเชื้อดื้อยา : กรณีศึกษา 2 ราย</p> <p> <strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> เปรียบเทียบกรณีศึกษาผู้ป่วย 2 ราย ที่มีภาวะปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจร่วมกับการติดเชื้อดื้อยา ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม แบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบประเมินภาวะสุขภาพโดยใช้กรอบแนวคิดแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน<sup>ุ</sup> และเวชระเบียนผู้ป่วยในวิธีการศึกษารวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต การสัมภาษณ์ผู้ป่วยและญาติ การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยโดยใช้รูปแบบการเขียนผลการศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบ ข้อมูลทั่วไป แบบแผนสุขภาพ การรักษา ข้อวินิจฉัยการพยาบาลตามรูปแบบของ NANDA และการพยาบาล ตั้งแต่แรกรับจนกระทั่งจำหน่าย </p> <p><strong> ผลการศึกษา</strong> <strong>:</strong> กรณีศึกษาทั้ง 2 รายเข้ารับการรักษาในหน่วยงานผู้ป่วยหนักอายุกรรม ผู้ป่วยมีภาวะฉุกเฉินจาก septic shock ทำให้ระบบหายใจและการไหลเวียนล้มเหลวจึงต้องใส่ท่อช่วยหายใจและเครื่องช่วยหายใจ ส่งผลให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน เกิดภาวะปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจร่วมกับติดเชื้อดื้อยา ส่งผลให้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจนาน 18 วันจึงจะสามารถจำหน่ายกลับบ้านได้ ดังนั้น พยาบาลที่ดูแลต้องเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับพยาธิสภาพ การดำเนินของโรค ความสามารถประเมินผู้ป่วย และให้การพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ตระหนักถึงการปฏิบัติตามแนวทางการการดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างถูกต้อง จึงช่วยให้ผู้ป่วยพ้นระยะช็อกและช่วยลดอุบัติการณ์การเกิด VAP รวมทั้งพยาบาลควรคำนึงถึงภาวะด้านจิตใจ และความต้องการของผู้ป่วยและญาติแต่ละราย ซึ่งจะทำให้เกิดความร่วมมือในการรักษาและดูแลสุขภาพต่อไป</p> เพิ่มพูน ศิริกิจ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256566 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 ผลการรักษามะเร็งเต้านมและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256093 <p><strong> วัตถุประสงค์</strong><strong> :</strong> ศึกษาผลการรักษาและปัจจัยที่เกี่ยวข้องมะเร็งเต้านมที่โรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong> รูปแบบและวิธีวิจัย</strong><strong> :</strong> รูปแบบการทำวิจัยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์โดยการทบทวนข้อมูลผู้ป่วยจากเวชระเบียนผู้ป่วยและรายงานผลการตรวจทางพยาธิวิทยาทางระบบคอมพิวเตอร์</p> <p><strong> ผลการศึกษา</strong><strong> :</strong> ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 148 ราย (ร้อยละ 99.3), อายุ 32-83 ปี เฉลี่ย 53.69 +/- 10.20 ปี Tumor size ขนาด 0.1-16 cm เฉลี่ย 3.67+/- 1.99 cm, Histological type ส่วนใหญ่เป็น Invasive ductal carcinoma , NOS จำนวน 140 ราย (ร้อยละ 94.0) Histological grade ; ส่วนใหญ่เป็น Grade 2 จำนวน 97 ราย (ร้อยละ 65.1), ER positive จำนวน 90 ราย (ร้อยละ 60.4), PR positive จำนวน 75 ราย (ร้อยละ 50.3), Her-2 positive จำนวน 54 ราย (ร้อยละ 36.2), Ki-67 (มากกว่า 15%) จำนวน 66 ราย (ร้อยละ 44.3), สถานะปัจจุบัน มีชีวิตอยู่ 86 ราย (ร้อยละ 57.7) , เสียชีวิต 63 ราย (ร้อยละ 42.3), 5-year survival ร้อยละ 63.8 , ปัจจัยที่เกี่ยวข้องของการรักษามะเร็งเต้านมที่สัมพันธ์กับ overall survival อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ PR positive , Her-2 positive , Ki-67 มากกว่า 15% , Presence of LVSI ,T stage , N stage , Pathological stage และ Endocrine therapy</p> <p><strong> สรุปผลการศึกษา</strong><strong> :</strong> การรักษามะเร็งเต้านมของโรงพยาบาลมหาสารคามได้ผลการรักษาเป็นไปตามมาตรฐานสากลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับการศึกษาก่อนหน้า เมื่อทราบผลการรักษาและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในมะเร็งเต้านมที่โรงพยาบาลมหาสารคามแล้ว แพทย์สามารถแนะนำผู้ป่วยรวมถึงพยากรณ์โรคได้ดีขึ้น โดยจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่มีโรคดังกล่าวที่รักษาที่โรงพยาบาลมหาสารคาม </p> ภฤศ อารีย์สว่างวงศ์ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256093 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 การพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการห้องปฏิบัติการและรายงานผลการตรวจทางพยาธิวิทยากายวิภาค https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/255835 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการพยาธิวิทยากายวิภาค ที่โรงพยาบาลมหาสารคามโดยความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามและโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> ภายหลังจากการใช้งานจริงพบว่าช่วยลดระยะเวลาในการทำงานและลดการทำงานลงหลายขั้นตอน, ช่วยลดความผิดพลาดในการออกผล, การรายงานผลมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น, ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ, ทำรายงานรายรับรายจ่ายและภาระงานของเจ้าหน้าที่และทำทะเบียนสิ่งส่งตรวจได้เป็นระบบมากขึ้น</p> <p><strong>อภิปราย :</strong> การพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการบริหารจัดการรายงานผลการตรวจทางพยาธิวิทยากายวิภาคนี้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดความผิดพลาดและจำนวนขั้นตอนในการทำงาน จัดทำรายงานที่สำคัญได้เป็นระบบและรวดเร็ว โดยรวมทั้งหมดทำให้ผู้ป่วยได้รับผลการตรวจที่ถูกต้อง รวดเร็ว และได้รับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป</p> มณฑ์สิริ จินาเพ็ญ, เกียรติสิน กาญจนวนิชกุล Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/255835 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 Hematological parameter ในการวินิจฉัยภาวะไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันในจังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256092 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> ศึกษาบทบาทของ Hematological parameter ในการวินิจฉัยภาวะไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันในจังหวัดมหาสารคาม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา </strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Analytic study by retrospective data collection) โดยการทบทวนข้อมูลผู้ป่วยจากเวชระเบียนผู้ป่วยและรายงานผลการตรวจทางพยาธิวิทยา</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> Hematological parameter ที่สัมพันธ์กับภาวะไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันได้แก่ RBG, HBG, HCT, RDW, NEUT, L/N ratio โดย RBG, HBG, HCT, NEUT ในกลุ่ม acute appendicitis มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และค่า RDW ในกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อนมีค่าสูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ MPV/PC ratio ในกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อนสูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> การศึกษานี้พบความสัมพันธ์ของ RDW กับกลุ่มที่มีภาวะไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน และพบความสัมพันธ์ของ MPV/PC ratio และ RDW กับกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน โดยค่าดังกล่าวน่าจะมีประโยชน์ช่วยในการวินิจฉัยภาวะไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันได้ต่อไป</p> รัฐ ศิริคะเณรัตน์ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256092 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์การให้ยาไฮโดรคอร์ติโซนและไทอะมีนในผู้ป่วยติดเชื้อเมลิออยโดสิสในกระแสเลือด ในโรงพยาบาลมุกดาหาร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256117 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>โรคติดเชื้อเมลิออยโดสิสในกระแสเลือด เป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงเพื่อศึกษาผลการใช้ยาไฮโดรคอร์ติโซนและไทอะมีน ในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเมลิออยโดสิสในกระแสเลือด&nbsp; เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังเชิงวิเคราะห์ ศึกษาข้อมูลในเวชระเบียนของผู้ป่วยติดเชื้อเมลิออยโดสิสในกระแสเลือด ที่ได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลมุกดาหาร ระหว่างวันที่&nbsp; 1 มกราคม 2563 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เปรียบเทียบกลุ่มที่ได้รับยาไฮโดรคอร์ติโซนและไทอะมีน กับกลุ่มที่ไม่ได้รับยา</p> <p>ผลการศึกษา ข้อมูลผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์วิจัย 90 ราย เป็นกลุ่มที่ได้รับยาไฮโดรคอร์ติโซนและไทอะมีนร่วมกับยาปฏิชีวนะ 46 ราย กลุ่มที่ไม่ได้ได้รับยาไฮโดรคอร์ติโซนและไทอะมีนโดยได้ยาปฏิชีวนะอย่างเดียว 44 ราย พบว่ากลุ่มที่ได้รับยา เป็นเพศชาย 28ราย (ร้อยละ60.9) อายุเฉลี่ย(SD) 56.8 (13.2) ปี โรคประจำตัวพบ เบาหวาน 31 ราย (ร้อยละ 67.4) อาการทางคลินิกที่พบร่วมมากที่สุดคือภาวะไตวายเฉียบพลัน 23 ราย (ร้อยละ50.0) กลุ่มที่ไม่ได้รับยา เป็นเพศชาย 24 ราย (ร้อยละ54.5) อายุเฉลี่ย(SD) 55.0 (12.9) ปี โรคประจำตัวพบ เบาหวาน 24 ราย (ร้อยละ54.5) อาการทางคลินิกที่พบร่วมมากที่สุดคือภาวะไตวายเฉียบพลัน 23 ราย (ร้อยละ52.3) กลุ่มที่ได้รับยามีผู้ป่วยเสียชีวิต 4 ราย (ร้อยละ8.7) กลุ่มที่ไม่ได้รับยามีผู้เสียชีวิต 11 ราย (ร้อยละ25.0) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .038)</p> <p>สรุป การได้รับยาไฮโดรคอร์ติโซนและไทอะมีน ร่วมกับยาปฏิชีวนะในการรักษา ผู้ป่วยติดเชื้อ<a href="https://www.google.com/search?rlz=1C1RLNS_thTH861TH861&amp;q=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%9F%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2&amp;spell=1&amp;sa=X&amp;ved=2ahUKEwiBr_uHuprtAhU373MBHaS9B24QkeECKAB6BAgMEDM">เมลิออยโดสิสในกระแสเลือด</a> สามารถลดอัตราการตายได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การติดเชื้อเมลิออยโดสิสในกระแสเลือด, เมลิออยโดสิส, ไฮโดรคอร์ติโซน, ไทอะมีน</p> ราชันย์ จันทร์อ่อน Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256117 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเกษตรกรที่มีความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ตำบลลาดพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/255894 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเกษตรกรที่มีความเสี่ยงต่อพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืช</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> การศึกษาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) ระหว่าง 1 เมษายน ถึง 1 พฤษภาคม 2561 กลุ่มตัวอย่างเป็น เกษตรกรจำนวน 305 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ประเมินความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชด้วยกระดาษทดสอบเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสสำเร็จรูป วิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติ การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี Binary logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้ชายร้อยละ 72.5 อายุเฉลี่ยเท่ากับ 52.9±9.1 ปี และทำการเพาะปลูกพืชเองร้อยละ 96.1 พฤติกรรมการป้องกันตัวเองจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 88.9 และพบความชุกของเกษตรกรเสี่ยงต่อพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ในระดับปกติ ปลอดภัย มีความเสี่ยง และ ไม่ปลอดภัย ร้อยละ 13.1, 43.0, 28.2 และ 15.7 ตามลำดับ และปัจจัยที่สัมพันธ์คือ รับจ้างเพาะปลูกและอื่นๆ OR=4.03(95%CI=1.07-15.19) และการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชOR=0.58(95%CI=0.36-0.93)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> การส่งเสริมการลดใช้และให้ความรู้ในการป้องกันสารเคมีกำจัดศัตรูพืชควรเน้นในกลุ่มที่รับจ้างปลูกและไม่ได้พ่นสารเคมีด้วยตัวเอง</p> สมบูรณ์ แพนสมบัติ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/255894 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 ผลการรักษาและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงใน โรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256069 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> ศึกษาผลการรักษาและปัจจัยที่สัมพันธ์ของ มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงในโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong><strong>รูปแบบและวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Analytic study by retrospective data collection) โดยเก็บข้อมูลผู้ป่วยและการรักษาจากเวชระเบียน เก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ตั้งแต่ 1 มกราคม 2556 - 31 ธันวาคม 2558</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong>&nbsp; อัตรารอดชีวิต 5 ปีอยู่ที่ร้อยละ 51.2 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ overall survival พบว่า Histological grade, Resection margin, N stage, M stage, Pathological stage, Chemotherapy, Radiation, Combined chemotherapy and radiation สัมพันธ์กับ overall survival อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&nbsp; นอกจากนั้นพบว่าอายุมากกว่า 60 ปี Lymph-vascular invasion, T stage ไม่สัมพันธ์กับ overall&nbsp; survival</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ผลการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงของโรงพยาบาลมหาสารคามเป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีผลการรักษาที่ดี</p> สัจจชน ช่างถม Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256069 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 ภาวะลิ้นหัวใจเทียมมีลิ่มเลือดอุดตัน : การวินิจฉัยและการรักษาในผู้ป่วยโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/253712 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาภาวะลิ้นหัวใจเทียมเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ทั้งการวินิจฉัย การรักษา และผลการรักษา<br /> <strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> โดยการทบทวนเวชระเบียนของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะลิ้นหัวใจเกิดลิ่มเลือดอุดตัน โดยเก็บข้อมูลลักษณะทั่วไปและสังคมประชากรของผู้ป่วยอาการ อาการแสดง ความรุนแรงของอาการ ตำแหน่ง ลิ้นหัวใจที่ติด วิธีการวินิจฉัย วิธีการรักษา ผลการรักษา และภาวะแทรกซ้อนของการรักษา<br /> <strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> พบผู้ป่วย 14 ราย ในช่วงเวลารวบรวมข้อมูล โดยการวินิจฉัยได้จาก -Thoracic Echocardiography 7 ราย และจาก Echocardiography ร่วมกับ Cine-Fluoroscopy 7 ราย ทุกรายเกิดใน ตำแหน่ง Mitral ได้รับการรักษาด้วย fibinolytic Agent 12 ราย ผ่าตัด 2 ราย โดยผลการรักษาพบว่า กลุ่ม ผ่าตัด 2 รายได้ผลดี กลุ่มได้ fibinolytic ได้ผลดี 9 ราย เสียชีวิต 2 ราย จากภาวะลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดสมอง และหัวใจวายและจำเป็นต้องผ่าตัดเพิ่มเติม 1 ราย</p> <p> <strong>สรุปผลการศึกษา : </strong>การวินิจฉัยภาวะลิ้นหัวใจติดทำได้โดย Echocardiography แต่ในรายที่การวินิจฉัยทำได้ยาก จึงใช้ Cine-Fluoroscopy มาช่วยวินิจฉัย ส่วนการรักษาการผ่าตัดจะได้ผลดีแต่ในภาวะที่การผ่าตัดทำได้ยาก fibinolytic Treatment ก็เป็นทางเลือกในการรักษา</p> สัมฤทธิ์ อัตตสิริลักษณ์ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/253712 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบันทึกทางการพยาบาลแบบชี้เฉพาะ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/254194 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>1. เพื่อพัฒนาระบบการบันทึกการวางแผนทางการพยาบาล 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลต่อแบบบันทึกทางการพยาบาล และ 3. เพื่อเพิ่มคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาล</p> <p><strong> รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>: </strong>การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development : R&amp;D) ศึกษาในประชากรที่เป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤตโรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น จำนวน 12 คน ทำการศึกษาจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบบันทึกการวางแผนทางการพยาบาลที่พัฒนาโดยผู้ศึกษา แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบตรวจสอบคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาลที่ครอบคลุมกระบวนการพยาบาล เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษานี้ได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน ได้ค่าดัชนีความตรงของเครื่องมือ (CVI) เท่ากับ 0.932 และค่าความความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) เท่ากับ 0.913 วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแตกต่างของความพึงพอใจของพยาบาล โดยใช้สถิติ Paired t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05</p> <p><strong> ผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>หอผู้ป่วยวิกฤตมีรูปแบบบันทึกการวางแผนทางการพยาบาลเป็นระบบและมีความเฉพาะเจาะจงกับผู้ป่วยแต่ละราย ความพึงพอใจต่อแบบบันทึกทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นทั้ง 3 ด้าน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.04, S.D. = 0.62) ด้านประโยชน์ต่อการวางแผนการพยาบาลผู้ป่วย ด้านเวลาและความสะดวกในการบันทึกและด้านความพึงพอใจของพยาบาลต่อระบบการบันทึกอยู่ในระดับมาก <br />(= 4.24, 3.80, 4.00 ตามลำดับ S.D. = 0.57, 0.98, 0.82 ตามลำดับ) ลดระยะเวลาในการบันทึกทางการพยาบาลได้เฉลี่ย 2.67 นาที คิดเป็น 27% คุณภาพของการบันทึกหลังการใช้แบบการบันทึกทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีค่าเฉลี่ย 84.13% มีค่า t-test -0.410 (p-value = 0.772)</p> <p><strong> สรุปผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>รูปแบบบันทึกการวางแผนทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นสามารถลดระยะเวลาในการบันทึก พยาบาลผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจ ในด้านคุณภาพบันทึกทางการพยาบาลยังต้องมีการพัฒนาระบบการจัดการข้อมูลทางการพยาบาลในระบบ HIS (Arcus air) ของโรงพยาบาล</p> สาวิตรี ใหมโบราณ, อาภัสรา พันขาม, นุชนาฏ แสนสุข Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/254194 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 ความพึงพอใจของบุคลากรที่ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการยุคโควิด 2019 สังกัดโรงพยาบาลมหาสารคาม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256699 <p><strong> วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของบุคลากรที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการของบุคลากรสังกัดโรงพยาบาลมหาสารคามที่ปฏิบัติงานในยุคโควิด 2019</p> <p><strong> วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>: </strong>เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถาม จากกลุ่มบุคลากรที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในสังกัดโรงพยาบาลมหาสารคาม ที่ปฏิบัติงานในยุคโควิด 2019 วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจด้วยค่าเฉลี่ยและร้อยละ</p> <p><strong> ผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>พบว่ามีข้าราชการที่ได้รับการบรรจุในสังกัดโรงพยาบาลมหาสารคาม ปี พ.ศ. 2563-2564 ทั้งหมด 10 ตำแหน่ง จำนวน 113 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 100 คน (ร้อยละ 88.50) มีตำแหน่งก่อนบรรจุเป็นประเภทพนักงานราชการ คิดเป็นร้อยละ 18.59 ประเภทพนักงานกระทรวงสาธารณสุข คิดเป็นร้อยละ 48.67 และประเภทลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน คิดเป็นร้อยละ 32.74 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเภทวิชาการ คิดเป็นร้อยละ 97.35 ตำแหน่งที่ได้รับการบรรจุส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ คิดเป็นร้อยละ 73.45 ระยะเวลา การทำงานแล้วหรือบรรจุใหม่ ค่าเฉลี่ย 2.61 ปี (S.D.=2.00) จากผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจด้านกระบวนการสรรหา คัดเลือก บรรจุ อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄=4.03, S.D.=0.75 ) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ระดับความพึงพอใจในตำแหน่งงานที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ อยู่ในระดับมาก (x̄=3.91, S.D.=0.85) และระดับความพึงพอใจในความก้าวหน้า ความมั่นคงในสายงานอาชีพ และคุณภาพชีวิตของข้าราชการที่ได้รับการบรรจุ อยู่ในระดับมาก (x̄=3.88, S.D.=0.80)</p> <p><strong> สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ระดับความพึงพอใจของบุคลากรที่ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการยุคโควิด 2019 สังกัดโรงพยาบาลมหาสารคาม โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่ได้รับความพึงพอใจในระดับมากเป็นลำดับแรกคือด้านตำแหน่งงานที่ได้รับแต่งตั้งให้เข้ารับราชการ (x̄=3.91,S.D.=0.85) รองลงมาคือ ด้านความก้าวหน้า ความมั่นคงในสายงานอาชีพ และคุณภาพชีวิตของข้าราชการ (x̄=3.88,S.D.=0.80 ) และด้านกระบวนการสรรหา การคัดเลือก บรรจุ (x̄=4.03,S.D.=0.75)</p> สุจิราพร ศรีตระการโกศล Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256699 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบการบริการเยี่ยมบ้านและการดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ของโรงพยาบาลมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/254603 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>ศึกษาสถานการณ์ปัญหาและพัฒนาระบบการบริการเยี่ยมบ้านและการดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong> : </strong>การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยผู้พัฒนาระบบ จำนวน 43 คน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูจำนวน 414 คน ในปี 2560 – 2562 มี 5 ขั้นตอน 1. สำรวจสภาพปัญหาและความต้องการ 2. ออกแบบกิจกรรม 3. ปฏิบัติเชิงทดลอง 4. ประเมินผลการปฏิบัติ 5. เผยแพร่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบ Friedman test และ Wilcoxon signed rank test และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> : มี 9 กระบวนการ คือ พัฒนาระบบการดูแลรักษาพยาบาลเชื่อมโยงกับเครือข่าย พัฒนาระบบการดูแลต่อเนื่อง พัฒนาการจัดบริการเชิงรุกในชุมชน พัฒนาการจัดระบบบริการเชิงรับ พัฒนาการสร้างเครือข่ายการดูแลที่เข็มแข็ง สร้างการมีส่วนร่วมและจัดบริการเชื่อมโยงกับชุมชน พัฒนาการประกันคุณภาพการพยาบาลชุมชน ทำคู่มือและเผยแพร่นวตกรรม ชุด “การมีส่วนร่วมในการพี่งตนเองด้านการฟื้นฟูสุขภาพ”</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> การวิจัยและพัฒนา พบความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองและการดูแลเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 89.76และร้อยละ 86.58 ความพึงพอใจต่อบริการเยี่ยมบ้านและต่อนวัตกรรม ระดับมาก - มากที่สุด ร้อยละ 93.79 และร้อยละ 97.24 การเปรียบเทียบคะแนน Barthel index of ADL ขณะจำหน่ายกับเมื่อครบ 6 เดือน พบแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ Asymp Sig 0.000</p> สุทธิรัตน์ บุษดี Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/254603 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพของ renal angina index เพื่อทำนายภาวะไตวายเฉียบพลันรุนแรง ในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรงและภาวะช็อกจากการติดเชื้อ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/254198 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>ศึกษาประสิทธิภาพของ renal angina index (RAI) เพื่อทำนายการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันรุนแรงในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรงและภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (severe sepsis-associated acute kidney injury, S-AKI)</p> <p><strong> รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>: </strong>การศึกษาแบบ cross-sectional study เก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียน ปี 2557-2563 ในผู้ป่วยเด็กอายุ 1 เดือน ถึง 15 ปี ที่วินิจฉัยภาวะติดเชื้อรุนแรง (severe sepsis) และภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (septic shock) ตามแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรงและภาวะช็อกจากการติดเชื้อของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ ที่หออภิบาลผู้ป่วยวิกฤติเด็กโรงพยาบาลหาดใหญ่ โดยเก็บข้อมูลแรกรับเพื่อประเมิน RAI กำหนด RAI<u>&gt;</u>8 [ANG(+)] และเก็บข้อมูลวันที่ 3 เพื่อประเมินภาวะไตวายเฉียบพลันรุนแรง(day3 S-AKI) ตามเกณฑ์ KDIGO 2012 ระยะ 2 และ 3</p> <p><strong> ผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ศึกษา 234 ราย ความชุกของ day3 S-AKI ร้อยละ 47.9 โดยกลุ่ม [ANG(+)] เกิด day3 S-AKI มากกว่ากลุ่ม [ANG(-)] (p&lt;0.001) ดังนั้น RAI<u>&gt;</u>8 เพิ่มความเสี่ยงของ day3 S-AKI พบว่าค่า RAI มี diagnostic OR 60.2 sensitivity ร้อยละ 98.2 specificity ร้อยละ 54.1 positive predictive value(PPV) ร้อยละ 66.3 negative predictive value(NPV) ร้อยละ 97.1 และ AUC=0.76</p> <p><strong> สรุปผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>ค่า RAI เป็นเครื่องมือที่มีความไวและความเป็นไปได้ในการใช้ทำนายภาวะไตวายเฉียบพลันรุนแรงในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรงและภาวะช็อกจากการติดเชื้อ</p> สุรัสวดี พิทักษ์ลิมนุวงศ์ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/254198 Sat, 30 Apr 2022 00:00:00 +0700