วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ <p>วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม เป็นวาสารวิชาการวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ พยาบาลและเกี่ยวข้องด้านการสาธารณสุขทุกสาขา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการทำงานของบุคคลากรทางด้านสาธารณสุขและเป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิชาการทางด้านการแพทย์ พยาบาล และการสาธารณสุขทั้งในและนอก องค์กรสู่การสืบค้นแก่ผู้ที่สนใจ </p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร</strong></p> <p> 1. วิทยาศาสตร์สุขภาพ <br /> 2. แพทยศาสตร์ (Medicine) <br /> 3. ทันตแพทยศาสตร์ (dentistry) <br /> 4. เภสัชศาสตร์ (pharmacy) <br /> 5. พยาบาลศาสตร์ (Nursing) <br /> 6. สาธารณสุขศาสตร์ (Health professions) <br /> 7. เทคนิคการแพทย์ (Medical technology) <br /> 8. กายภาพบำบัด (Physical Therapy) <br /> 9. รังสีเทคนิค (Radiological Technology) <br /> 10. สาขาวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p><strong>กระบวนการ </strong><strong>Peer Review Process</strong></p> <ul> <li>กองบรรณาธิการวารสาร ขอสงวนสิทธิ์ในการรับหรือปฏิเสธบทความเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review)</li> <li>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพ จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ และต่างหน่วยงาน/ต่างสถาบัน จำนวน 3 ท่าน <strong>โดยผู้ประเมินจะไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความ (Double blind)</strong> และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ</li> <li>กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตีพิมพ์ หรือ เพิกถอนบทความในขั้นตอนใด ๆ ได้ หากมีการตรวจพบข้อผิดพลาดด้านเนื้อหาและ/หรือจรรยาบรรณทางวิชาการของบทความนั้นโดยประจักษ์</li> </ul> <p><strong>ประเภทบทความที่สามารถลงตีพิมพ์</strong></p> <p> 1. นิพนธ์ต้นฉบับ (original article) ได้แก่ บทความที่เสนอผลงานใหม่ที่ได้จากการศึกษาวิจัยที่ยังไม่เคย ตีพิมพ์ในวารสาร หรือหนังสืออื่นๆ<br /> 2. รายงานผู้ป่วย (case report) เป็นรายงานผู้ป่วยที่น่าสนใจ เช่น การบาดเจ็บ, ความผิดปกติหรือโรคที่ พบได้ยาก และที่น่าศึกษา ใช้วิธีการนวัตกรรม หรือเครื่องมือใหม่ ในการรักษาผู้ป่วย ควรเขียนตามลำดับ ได้แก่ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ บทนำ (เหตุผลที่ทำการศึกษานี้รวมทั้งวัตถุประสงค์) รายงานผู้ป่วย (รวมถึงวัสดุและ วิธีการศึกษา) วิจารณ์สรุปอภิปรายผล และเอกสาร อ้างอิง<br /> 3. บทความพิเศษ (special article) เป็นบทความทางวิชาการที่เกี่ยวข้องทางด้านการแพทย์ทันตแพทย์ เภสัชกรรม พยาบาลการสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์อาจมีลักษณะเป็นบทวิเคราะห์วิจารณ์หรือ บทความทางด้านการบริหารที่เกี่ยวข้องและเห็นว่าเป็นประโยชน์<br /> 4. บทความวิชาการ (review article) ได้แก่ บทความที่ได้จากการรวบรวมนำเอาความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์ ในวารสารหรือหนังสือต่าง ๆ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์นำมาเรียบเรียงและ วิเคราะห์วิจารณ์หรือ เปรียบเทียบกันเพื่อให้เกิดความลึกซึ้งหรือเกิดความกระจ่างในเรื่องนั้นมากยิ่งขึ้น<br /> 5. ปกิณกะ (miscellany) เป็นบทความหรือสาระความรู้ได้แก่ บทความอื่น ๆ หรือรายงานที่เกี่ยวข้องกับ ด้านการแพทย์ สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่เป็นประโยชน์นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ หรือบทความที่ส่งเสริม ความเข้าใจอันดีต่อผู้ปฏิบัติงานทางด้านสาธารณสุข และผู้เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>กำหนดการออกวารสาร<br /></strong>จัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ <br /> ฉบับที่ 1 (เดือน มกราคม – เมษายน) <br /> ฉบับที่ 2 (เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม) <br /> ฉบับที่ 3 (เดือน กันยายน – ธันวาคม)<strong><br /></strong><em>*หมายเหตุ : วารสารเผยแพร่เฉพาะในเว็บไซต์ ไม่จัดพิมพ์รูปเล่ม</em></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> 1. บุคคลภายนอก จำนวน 4,000 บาท<br /> 2. บุคคลภายใน (โรงพยาบาลมหาสารคาม) จำนวน 1,500 บาท<br /><span style="color: red;">หมายเหตุ 1 :</span> เรียกเก็บเรียกเก็บค่าธรรมเนียมขอตีพิมพ์ก่อนส่งบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ<br /><span style="color: red;">หมายเหตุ 2 :</span> หากผู้เขียนดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมขอตีพิมพ์บทความแล้ว ทางวารสารฯ จะไม่คืนค่าธรรมเนียมตีพิมพ์ทุกกรณี</p> <p> </p> th-TH <p>วารสารนี้เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> mskh.journal@gmail.com (วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม) mskh.journal@gmail.com (โรงพยาบาลมหาสารคาม) Tue, 30 Dec 2025 16:35:59 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อการเพิ่มการรับรู้สมรรถนะแห่งตน พฤติกรรมการป้องกันภาวะโลหิตจางและระดับฮีมาโตคริตในหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ในแผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/274476 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อการเพิ่มการรับรู้สมรรถนะแห่งตน พฤติกรรมป้องกันภาวะโลหิตจาง และระดับฮีมาโตคริตของหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์และพบภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง คำนวณขนาดตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการรับรู้สมรรถนะแห่งตน พฤติกรรมป้องกันภาวะโลหิตจาง และระดับฮีมาโตคริต โดยออกแบบเป็นการทดลองแบบสองกลุ่มอิสระ กลุ่มละ 38 คน กลุ่มตัวอย่างได้จากการคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ที่พบภาวะโลหิตจางในแผนกฝากครรภ์และยินยอมเป็นอาสาสมัคร ทำการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการให้สุขศึกษาตามปกติ ผลการทดลองเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังด้วยแบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน พฤติกรรมป้องกันโลหิตจาง และระดับฮีมาโตคริต โดยใช้สถิติ Paired t-test สำหรับการเปรียบเทียบภายในกลุ่ม และ Independent t-test สำหรับการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> เมื่อเปรียบเทียบก่อน-หลังการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีการเพิ่มขึ้นของค่าเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตน พฤติกรรมป้องกันภาวะโลหิตจาง และระดับฮีมาโตคริตในระยะหลังการทดลองมากขึ้น และค่าเฉลี่ยระยะหลังทดลองในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.01) โดยเฉพาะการบริโภคอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง การเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยการดูดซึมธาตุเหล็ก การหลีกเลี่ยงอาหารที่ขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก และการรับประทานยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก ส่วนในกลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&gt;0.05)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> โปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนสามารถส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนและเพิ่มพฤติกรรมป้องกันโลหิตจาง และส่งผลให้ระดับฮีมาโตคริตเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ และควรนำไปเป็นทางเลือกในการส่งเสริมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์เพื่อลดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และควรติดตามผลระยะยาว หรือเปรียบเทียบกับวิธีทางเลือกอื่น ๆ เพื่อศึกษาความมีประสิทธิภาพในระยะยาวต่อไป</p> เพ็ญศรี เฉยฉิว, บุญมี ภูด่านงัว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/274476 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการกลับมามีสัญญาณชีพ (ROSC) ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาล (OHCA) โดยเครือข่ายกู้ชีพโรงพยาบาลมหาสารคาม อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277334 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการช่วยฟื้นคืนชีพผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลโดยเครือข่ายกู้ชีพโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบเก็บข้อมูลผู้ป่วยย้อนหลัง (Retrospective Analytic Study) ผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลที่ได้รับการช่วยฟื้นคืนชีพโดยเครือข่ายกู้ชีพโรงพยาบาลมหาสารคาม โดยศึกษาผู้ป่วย 110 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 และนำมาวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ผู้ป่วย 56 ราย (ร้อยละ 50.9) ประสบความสำเร็จในการกลับมามีสัญญาณชีพ อายุเฉลี่ย 62.2 ปี (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 15.1) โรคประจำตัวที่พบมากที่สุด คือ โรคความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 41.8) การตอบสนองฉุกเฉินและการรักษาพบว่าเวลาตอบสนองภายใน 8 นาทีร้อยละ 20.9 ในด้านภาวะหัวใจ หยุดเต้น พบว่าเป็นการหยุดเต้นที่มีผู้พบเห็นเหตุการณ์ร้อยละ 73.6 ได้รับการทำ CPR โดยผู้พบเห็นเหตุการณ์ร้อยละ 21.8 และได้รับการใช้เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติร้อยละ 2.7 ผู้ป่วยมีจังหวะไฟฟ้าหัวใจที่สามารถช็อกได้ร้อยละ 30.0 และได้รับการกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าร้อยละ 25.5 ได้รับยาอะมิโอดาโรน ร้อยละ 24.5 และได้รับยา 7.5% โซเดียมไบคาร์บอเนตร้อยละ 10.9 สาเหตุของการหยุดเต้นของหัวใจที่พบได้บ่อยในกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ภาวะพร่องออกซิเจน (ร้อยละ 91.8)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> คลื่นไฟฟ้าหัวใจที่สามารถกระตุ้นด้วยไฟฟ้า การใช้เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ และการที่มีผู้พบเห็นเหตุการณ์ขณะผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น เป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการช่วยฟื้นคืนชีพผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลโดยเครือข่ายกู้ชีพโรงพยาบาลมหาสารคามอย่างมีนัยสำคัญ</p> อนันตเดช วงศรียา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277334 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการพัฒนาศักยภาพสมองของผู้สูงอายุที่มีสมรรถภาพสมองบกพร่องระยะต้น ในชุมชน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277862 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดและความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง ในการทำกิจวัตรประจำวัน (ADL) ของผู้สูงอายุที่มีสมรรถภาพสมองบกพร่องระยะต้น ก่อน–หลังเข้าร่วมโปรแกรม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย : </strong>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง ศึกษาความเป็นไปได้ของโปรแกรมกระตุ้นศักยภาพสมองด้านการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยในชุมชน จำนวน 50 ราย โดยใช้โปรแกรมกระตุ้นศักยภาพสมองด้านการรู้คิด กลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมกระตุ้นศักยภาพสมองด้านการรู้คิดครั้งละ 90–120 นาที จำนวน 6 ครั้ง จัดเดือนละ 2 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2 สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 3 เดือนต่อเนื่องกัน</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> พบว่า คะแนนเฉลี่ยการรู้คิดของผู้สูงอายุกลุ่มตัวอย่างในระยะก่อนทดลองเท่ากับ 22.80 (SD = 9.03) และระยะหลังทดลองเท่ากับ 36.76 (SD = 13.64) ส่วนความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง ในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุในระยะก่อนทดลองเท่ากับ 18.44 (SD = 0.54) และระยะหลังทดลองเท่ากับ 19.62 (SD = 0.63) ซึ่งสูงกว่าระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.005)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> การใช้โปรแกรมเพิ่มศักยภาพสมอง (Training of Executive Function, Attention, Memory and Visuospatial Function: TEAM-V) ในผู้สูงอายุที่มีสมรรถภาพสมองบกพร่องระยะต้น มีผลช่วยเพิ่มค่าคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการรู้คิดสูงขึ้นกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และช่วยเพิ่มความสามารถในการช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยในชุมชนได้จริง</p> ภัชชนก เดชชวพงษ์, วิศรุดา ตีเมืองซ้าย, สุนันต์ทา พิลุน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277862 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้มีคุณภาพมาตรฐานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง จังหวัดสมุทรสาคร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277486 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาการพัฒนาและประเมินผลระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้มีคุณภาพมาตรฐานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ในหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดสมุทรสาคร</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย :</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่าง คือบุคลากร จำนวน 138 คน เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ได้แก่ ความรู้เรื่องการพัฒนาคุณภาพ ปฏิบัติการพัฒนา และการมีส่วนร่วมในการพัฒนา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon signed-rank test และ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> ผลการพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้มีคุณภาพมาตรฐาน โดยใช้กระบวนการพัฒนาคุณภาพแบบบูรณาการ แบ่งตามขั้นตอน PDSA ดังนี้ การจัดทำแผน (Plan) พบปัญหาการดำเนินงานที่ผ่านมา ได้แก่ 1) ผู้ปฏิบัติงานยังขาดองค์ความรู้มาตรฐานการพัฒนาคุณภาพหน่วยบริการปฐมภูมิ 2) ขาดการสร้างเสริมการมีส่วนร่วม 3) ไม่มีระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิที่มีคุณภาพมาตรฐาน และ 4) ขาดระบบการประเมินผลที่ชัดเจน การปฏิบัติการ (Do) โดยจัดอบรมการพัฒนาคุณภาพบริการเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจแนวทางการพัฒนาคุณภาพหน่วยบริการปฐมภูมิ จำนวน 10 ด้าน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Study) ประสบการณ์ดำเนินงาน และการสะท้อนผล (Action) พบว่าหลังพัฒนาบุคลากร มีคะแนนความรู้เรื่องการพัฒนาคุณภาพหน่วยบริการปฐมภูมิโดยรวม การปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพหน่วยบริการปฐมภูมิโดยรวม และ มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพโดยรวม อยู่ในระดับสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) และด้านผู้รับบริการมีความพึงพอใจต่อผู้ให้บริการโดยรวมอยู่ในระดับสูง (3.81±1.26)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> ผลที่ได้จากการพัฒนานี้ทำให้หน่วยบริการปฐมภูมิสามารถผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพและมาตรฐานหน่วยบริการได้เพิ่มขึ้น</p> สุคนธ์ ปัญจพงษ์, ภารดี ศิริวรรณ์, วารุณี พันธุ์สมุทร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277486 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพของการใช้ผง vancomycin โรยในแผลผ่าตัดใส่โลหะยึดตรึงกระดูกสันหลังระดับอก-เอว ในชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อหลังผ่าตัด: การศึกษาย้อนหลัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276675 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> <strong>:</strong> เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอัตราการติดเชื้อหลังผ่าตัดใส่โลหะยึดตรึงกระดูกสันหลังระดับอก-เอว ระหว่างกลุ่มที่ได้รับผง Vancomycin โรยในแผลและกลุ่มควบคุม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีการ </strong><strong>:</strong> การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบ Retrospective cohort study ในผู้ป่วย 144 ราย ที่เข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลังระดับอก-เอว โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ได้รับผง vancomycin โรยในแผล (n=72) และกลุ่มควบคุม (n=72) เปรียบเทียบลักษณะพื้นฐาน ผลลัพธ์ทางคลินิก และอัตราการติดเชื้อระหว่างกลุ่ม ใช้การวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Chi-square test, t-test และ Mann-Whitney U test รวมถึงการใช้ Propensity Score Matching (PSM) เพื่อควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>กลุ่มที่ได้รับผง vancomycin มีอัตราการติดเชื้อแผลผ่าตัด (ร้อยละ 1.39) น้อยกว่ากลุ่มควบคุม (ร้อยละ 25.0) อย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.01) หลังจากทำ PSM อัตราการติดเชื้อในกลุ่ม vancomycin เท่ากับร้อยละ 0 ขณะที่กลุ่มควบคุมเท่ากับร้อยละ 23.1 (p&lt;0.01)</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>สรุปผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>การใช้ผง Vancomycin โรยในแผลผ่าตัดมีประสิทธิภาพในการลดการติดเชื้อหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังระดับอก-เอว และอาจเป็นแนวทางเสริมในการป้องกันการติดเชื้อหลังผ่าตัดในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง</p> พุทธภูมิ สุจารีกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276675 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276062 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> <strong>:</strong> เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน พฤติกรรมสุขภาพ ต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีการ </strong><strong>:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์แบบพยากรณ์ของความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน พฤติกรรมสุขภาพ ต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล ตำบลขามใหญ่ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปกลุ่มติดสังคม ที่อาศัยอยู่ในเขตตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 90 คน ใช้การสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สูงอายุ แบบประเมินคัดกรองผู้สูงอายุตามความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน (Barthel Activities of Daily Living : ADL) แบบสัมภาษณ์ด้านพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ และแบบวัดคุณภาพชีวิตฉบับย่อชุดภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI) วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สูงอายุ โดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด-ต่ำสุด และวิเคราะห์ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม โดยใช้สถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุ (Multiple linear regression)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 66.7 อายุอยู่ในช่วง 60–89 ปี ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันคะแนนอยู่ในช่วง 14–20 คะแนน พฤติกรรมสุขภาพในชีวิตประจำวันโดยรวมในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีการปฏิบัติอย่างเป็นประจำ (x̅ = 2.83, SD = 5.66) อำนาจการทำนายของความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และพฤติกรรมด้านสุขภาพ สามารถร่วมทำนายคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมได้ร้อยละ 22.6 (R² = 0.226, p &lt; 0.001)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และพฤติกรรมด้านสุขภาพ สามารถร่วมทำนายคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมได้ ควรนำปัจจัยความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และพฤติกรรมด้านสุขภาพไปพัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม โดยใช้การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน</p> ณัชชา ตระการจันทร์, พรรณงาม วรรณพฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276062 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์ของการขยายเส้นเลือดฟอกไตล้มเหลวผ่านทางสายสวนในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/275689 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> <strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการรักษาเส้นเลือดฟอกไตล้มเหลวด้วยการขยายเส้นเลือดผ่านทางสายสวน อุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนระหว่างและหลังการขยายเส้นเลือด และระยะเวลาการใช้งานของเส้นเลือดฟอกไตหลังการรักษา 2 ปี ของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีการ </strong><strong>:</strong> การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา (Retrospective descriptive study) โดยการทบทวนข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เข้ารับการรักษาเส้นเลือดฟอกไตล้มเหลวด้วยการขยายเส้นเลือดผ่านทางสายสวน ณ ห้องตรวจสวนหัวใจ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ <br />ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2564 และติดตามผลหลังการรักษาต่อเนื่อง 2 ปี</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>ผู้ป่วย ESRD ที่เข้ารับการรักษาเส้นเลือดฟอกไตล้มเหลวมีจำนวนทั้งหมด 170 คน เพศชาย 106 คน (ร้อยละ 62.4) อายุเฉลี่ย 61.8 ± 11.5 ปี ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ย 22.6 ± 4.2 ผู้ป่วยส่วนมากมีภาวะโรคร่วม ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคอื่น ๆ จำนวนการทำหัตถการ PTA ทั้งหมด 282 ครั้ง อัตราความสำเร็จของการขยายเส้นเลือดฟอกไตล้มเหลวผ่านทางสายสวนร้อยละ 96.1 พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง (major complication) ร้อยละ 2.1 พบมากที่สุด คือ หลอดเลือดแดงฉีกหรือแตก ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท และภาวะหัวใจล้มเหลว ตามลำดับ และภาวะแทรกซ้อนไม่รุนแรง (minor complication) ร้อยละ 13.8 พบมากที่สุด คือ หลอดเลือดดำฉีกหรือแตก การฉีกแยกของชั้นเยื่อบุด้านในของหลอดเลือดดำ และการแตกหรือฉีกขาดของบอลลูนระหว่างการขยายเส้นเลือด ตามลำดับ การติดตามผลหลังการรักษาต่อเนื่อง 2 ปี พบว่าระยะเวลารวมในการใช้งานเส้นเลือดฟอกไตหลังการขยายเส้นเลือดผ่านสายสวนตั้งแต่เข้ารับการรักษาครั้งแรกเฉลี่ย 24.6 ± 26.4 เดือน</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เข้ารับการรักษาเส้นเลือดฟอกไตล้มเหลวด้วยการขยายเส้นเลือดผ่านทางสายสวน พบว่าอัตราความสำเร็จของหัตถการอยู่ในระดับสูง โดยมีอุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนระหว่างและหลังการขยายเส้นเลือดในระดับต่ำ ระยะเวลาการคงอยู่ของเส้นเลือดฟอกไต<br />หลังการรักษายังคงใช้งานได้ต่อเนื่องในช่วง 2 ปีหลังการรักษา สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของการรักษา<br />ด้วยการขยายเส้นเลือดผ่านทางสายสวนในผู้ป่วยกลุ่มนี้</p> ชาริยา บำรุงศิริ, เบญจมาพร อุทัยวี, คุณนิธิ พลหล้า , จิตรดา อึ้งประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/275689 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลโนนสูง: การติดตามระยะยาว 10 ปี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276848 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> <strong>:</strong> : เพื่อศึกษาความชุกของภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระดับ HbA1c รวมถึงปัจจัยทางคลินิกอื่น ๆ กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่ได้รับการดูแล<br />ในโรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีการ </strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (retrospective cohort study) ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 146 ราย ที่เข้ารับการรักษาและติดตามอาการในโรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างปี พ.ศ. 2557 ถึง พ.ศ. 2566 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก (logistic regression)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>พบว่าผู้ป่วยจำนวน 30 ราย (ร้อยละ 20.5) มีภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน <br />โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบมากที่สุด ได้แก่ ภาวะไตเสื่อมจากเบาหวาน (ร้อยละ 50.0) รองลงมาคือจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน (ร้อยละ 43.3) แผลเบาหวานที่เท้า และภาวะปลายประสาทเสื่อม (ร้อยละ 10.0) <br />การวิเคราะห์แบบพหุปัจจัยพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิก (DBP) ที่ลดลง (Adjusted OR = 0.87), น้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FPG) ที่สูงขึ้น (Adjusted OR = 1.02), ระดับไขมันดี (HDL) ที่ต่ำ (Adjusted OR = 0.89) และค่าการทำงานของไต (eGFR) ที่ลดลง (Adjusted OR = 0.94)</p> <p><strong> </strong><strong>สรุปผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>การเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FPG) ที่สูง ระดับไขมันดี (HDL) ที่ต่ำ ความดันโลหิตไดแอสโตลิก (DBP) ที่ลดลง <br />และการทำงานของไต (eGFR) จึงควรมีการติดตามและควบคุมปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนและลดผลกระทบในระยะยาว</p> ปิยวรรณ ตั้งกิจจากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276848 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276231 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> <strong>:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีการ </strong><strong>:</strong> การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม โดยการสัมภาษณ์และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเก็บข้อมูลเชิงปริมาณเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพ ของผู้สูงอายุ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพโดยการจัดอภิปรายกลุ่ม (Focus group discussion) ระยะที่ 3 นำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้กับผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมในตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยรูปแบบประกอบด้วยกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 4 ประเมินผลรูปแบบกิจกรรมและความพึงพอใจรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม กลุ่มเป้าหมาย เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม 90 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 24 คน ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณข้อมูลทั่วไป คุณภาพชีวิต พฤติกรรมสุขภาพ และความพึงพอใจวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนานําเสนอค่าจํานวน ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน (Min, Max)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>ระยะที่ 1 พบว่าปัญหาการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม คือ ผู้สูงอายุมีความรู้ในการดูแลสุขภาพแต่ขาดการตรวจสุขภาพ ชุมชนไม่มีแนวทางการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่ชัดเจน การจัดบริการสุขภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำหนดแนวทางตามความต้องการในการส่งเสริมสุขภาพ มีปฏิทินในการจัดกิจกรรม โดยมีผู้นำชุมชนและ อสม. เป็นผู้นำในการทำกิจกรรม ระยะที่ 3 นำรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุมาทดลองใช้กับผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมในตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีองค์ประกอบคือ สร้างจิตสำนึก ไม่ต้องยึดติดเวลา โดยการจัดรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุประกอบด้วยกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพ 4 ด้าน ดังนี้ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม มีกิจกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 4 หลังการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุมีพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพปฏิบัติเป็นประจำ คุณภาพชีวิตภาพรวมอยู่ในระดับดี ร้อยละ 88.20 และความพึงพอใจของการใช้รูปแบบระดับมากที่สุด (Mean = 4.69, SD = 0.42)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้ผู้สูงอายุได้รับการส่งเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ส่งผลให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดี</p> พรรณงาม วรรณพฤกษ์, ณัชชา ตระการจันทร์, จารวี คณิตาภิลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276231 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบอัตราการรอดชีพในการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกข้อสะโพก (PFNA) หรือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมของกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ ก่อนและหลังกระดูกหัก 72 ชั่วโมง ในโรงพยาบาลบางประอิน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277134 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> <strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบอัตราการรอดชีพและปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชีพของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกข้อสะโพก (PFNA) หรือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมของกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ ภายใน 72 ชั่วโมง และมากกว่า 72 ชั่วโมง</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีการ </strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (retrospective cohort) ในผู้ป่วยอายุ ≥ 60 ปี ที่ได้รับการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกข้อสะโพก (PFNA) หรือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจากภาวะกระดูกสะโพกหัก ณ โรงพยาบาลบางปะอิน ระหว่างปี พ.ศ. 2561–2565 รวม 140 ราย จำแนกตามระยะเวลาผ่าตัดเป็น 2 กลุ่ม (≤ 72 ชั่วโมง และ &gt; 72 ชั่วโมง)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>กลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดหลัง 72 ชั่วโมงมีอายุเฉลี่ยและค่าดัชนีโรคร่วม (Charlson Comorbidity Index) สูงกว่ากลุ่มที่ผ่าตัดภายใน 72 ชั่วโมงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มที่ผ่าตัดล่าช้าสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 28.57 เทียบกับร้อยละ 12.86, p = 0.022) และมีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยรวมสูงกว่า (ร้อยละ 28.57 เทียบกับร้อยละ 8.57, p = 0.002) ผู้ป่วยในกลุ่มที่ผ่าตัดภายใน 72 ชั่วโมงยังมีคะแนนกิจวัตรประจำวัน (ADL) ที่สัปดาห์ที่ 6 และ 12 สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ด้วยสถิติถดถอยพหุตัวแปรไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญระหว่างระยะเวลาการผ่าตัดกับการรอดชีวิต (Adjusted HR = 0.54, 95% CI: 0.19–1.52, p = 0.240)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>แม้ว่าผลการวิเคราะห์แบบ Multiple Cox Regression จะไม่แสดงความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างการผ่าตัดภายใน 72 ชั่วโมงกับอัตราการเสียชีวิต แต่พบว่าการผ่าตัดในช่วงเวลาดังกล่าวสัมพันธ์กับอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต่ำกว่า และการฟื้นตัวของการทำงานของข้อสะโพกดีกว่าเมื่อเทียบกับการผ่าตัดที่ล่าช้า ดังนั้นจึงควรพิจารณาส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกข้อสะโพก (PFNA) หรือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมภายใน 72 ชั่วโมง ภายใต้เงื่อนไขที่สามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัยและไม่มีข้อห้ามทางคลินิก</p> จตุรงค์ บำรุงเชาว์เกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277134 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพ ท้องถิ่นหรือพื้นที่ เขตอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277621 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> <strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นหรือพื้นที่ เขตอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีการ </strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือ คณะกรรมการกองทุน จำนวน 150 คน จาก 16 กองทุน ในอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม 3 ส่วน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (CVI = 0.96) และความเชื่อมั่น (α = 0.88) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>ผลการประเมินพบว่าประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนฯ ปัจจัยทั้งสามด้าน ได้แก่ บุคลากร ( = 4.38) ทรัพยากร ( = 4.33) และกระบวนการ ( = 4.44) อยู่ในระดับสูงมากและมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) โดยปัจจัยด้านบุคลากรมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงที่สุด (R = 0.904) รองลงมาคือปัจจัยด้านทรัพยากร (R = 0.838) และปัจจัยด้านกระบวนการ (R = 0.824) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่ามีเพียงปัจจัยด้านบุคลากรที่มีความสัมพันธ์ต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>ประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นหรือพื้นที่ เขตอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะปัจจัยด้านบุคลากรที่มีอิทธิพลสำคัญที่สุดต่อผลการดำเนินงาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ควบคู่กับการจัดสรรทรัพยากรและระบบติดตามที่โปร่งใส ถือเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน</p> กนกกณิศ ภุชงค์ปทุมมาส, พีรวิชญ์ สุวรรณเวลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277621 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276843 <p>โรคหลอดเลือดสมองซ้ำ (Recurrent stroke) เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีแนวโน้มการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ ได้แก่ 1) ปัจจัยที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น อายุ เพศ และประวัติครอบครัว 2) ปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การมีกิจกรรมทางกาย การไม่สูบบุหรี่ และงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ร่วมกับควบคุมโรคร่วมต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ ดังนั้น การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองซ้ำจึงจำเป็นต้องอาศัยการพยาบาลที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในกระบวนการดูแลผู้ป่วยจากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแลผ่านการใช้สื่อมัลติมีเดียโมบายแอปพลิเคชัน และระบบสุขภาพทางไกล ซึ่งช่วยเสริมสร้างความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย 2) การฝึกทักษะให้กับผู้ดูแลผู้ป่วยผ่านสื่อดิจิทัลแบบมีปฏิสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูแลผู้ป่วยในชีวิตประจำวัน และ 3) การประเมินความเสี่ยง การติดตาม และประเมินผลการรักษา ด้วยเทคโนโลยีพยาบาลทางไกล และแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ จากหลักฐานเชิงประจักษ์พบว่า เทคโนโลยีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ และสามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะยาว</p> สุนันทา เดชบุญ, มาลินี มาลัย, ศราวุฒิ สอดศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276843 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277215 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้มุ่งพัฒนารูปแบบการจัดการโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม โดยเน้นการเสริมสร้างศักยภาพในการดูแลตนเอง เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินการในอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ระหว่างวันที่ 13 มกราคม ถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2568 กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 160 คน คัดกรองด้วยแบบประเมิน Oxford Knee Score และ Modified WOMAC Score การดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์และบริบทของผู้สูงอายุในชุมชนผ่านแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม เพื่อสำรวจพฤติกรรม ปัญหา และความต้องการ 2) พัฒนารูปแบบส่งเสริมการจัดการตนเองโดยจัดกิจกรรมกลุ่มแบบมีส่วนร่วมระยะเวลา 4 สัปดาห์ ประกอบด้วยการให้ความรู้การฝึกปฏิบัติ และการสะท้อนประสบการณ์ ดำเนินการโดยพยาบาลเวชปฏิบัติและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 3) ทดลองใช้และประเมินผลโดยเก็บข้อมูลก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมด้วยแบบสอบถามด้านความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และการจัดการตนเอง รวมทั้งสัมภาษณ์เชิงลึก และติดตามผลภายหลัง</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 80.62) อายุระหว่าง 60–79 ปี ผลการคัดกรองพบว่าร้อยละ 33.75 มีอาการข้อเข่าเสื่อมระดับเริ่มต้น และร้อยละ 9.37 อยู่ในระดับปานกลาง หลังการใช้รูปแบบการจัดการโรคข้อเข่าเสื่อมที่พัฒนาขึ้นใน 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) การประเมินและคัดกรองอาการข้อเข่าด้วย OKS และ WOMAC (2) การเสริมพลังผู้สูงอายุผ่านการให้ความรู้ การออกกำลังกายเฉพาะข้อเข่า และการปรับพฤติกรรมสุขภาพ (3) การดูแลแบบมีส่วนร่วมของพยาบาลเวชปฏิบัติ อสม. และครอบครัว เพื่อสนับสนุนการติดตามต่อเนื่อง และ (4) ระบบติดตามความก้าวหน้าและประเมินผลซ้ำ ผลลัพธ์หลังดำเนินรูปแบบพบว่า ผู้สูงอายุมีคะแนนความรู้ พฤติกรรมการจัดการตนเอง ความสามารถในการใช้ข้อเข่าและคะแนน OKS/WOMAC ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งมีอาการปวดลดลงและมีความมั่นใจในการดูแลตนเองเพิ่มขึ้น</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong> :</strong> คลื่นไฟฟ้าหัวใจที่สามารถกระตุ้นด้วยไฟฟ้า การใช้เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ และการที่มีผู้พบเห็เหตุการณ์ขณะผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น เป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการช่วยฟื้นคืนชีพผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลโดยเครือข่ายกู้ชีพโรงพยาบาลมหาสารคามอย่างมีนัยสำคัญ</p> ประสงค์ ชั้วจำเริญ, วิศรุดา ตีเมืองซ้าย, รัศมี เกตุธานี, พวงแก้ว สาระโภค ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277215 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการเสริมพลังอำนาจต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276200 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 23 คน กลุ่มควบคุม 23 คน เครื่องมือแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ มีค่าความเชื่อมั่น 0.87 เครื่องมือที่ใช้ทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจ โดยมี 5 กิจกรรม 6 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างของสัดส่วนระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ด้วยสถิติ Chi-square และ Fisher’s exact test เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมสุขภาพ ก่อน และหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมโดยใช้การทดสอบค่าทีแบบอิสระ</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> กลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ &lt; 0.05 (t = 1.950, p (2-tailed) = 0.003)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong> :</strong> โปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจสามารถปรับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง บุคลากรทางด้านสาธารณสุขสามารถนำโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจมาประยุกต์ใช้ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง</p> จารวี คณิตาภิลักษณ์, พรรณงาม วรรณพฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276200 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริการพยาบาลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) ในการจัดการสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ โรงพยาบาลมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276910 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนารูปแบบการบริการพยาบาลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) ในการจัดการสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ โรงพยาบาลมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) เตรียมการวิเคราะห์สถานการณ์ 2) การพัฒนารูปแบบการดูแลรักษาแบบผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) และ 3) การประเมินผล ในระหว่างเดือนกรกฎาคม 2566 - กันยายน 2567 ผู้ร่วมวิจัยประกอบด้วยผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ในเขตอำเภอเมืองมหาสารคาม จำนวน 30 คน และผู้ให้การดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) โรงพยาบาลมหาสารคาม จำนวน 20 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้คือ รูปแบบการบริการพยาบาลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น แบบบันทึกข้อมูล แบบทดสอบ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired Sample t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> รูปแบบการบริการพยาบาลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) ในการจัดการสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ โรงพยาบาลมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม คือ ติดตามผู้ป่วยด้วย Line Application ให้ความรู้ คำแนะนำ ติดตามพฤติกรรมการจัดการสุขภาพตนเอง และการกินยา โดยเจ้าหน้าที่กลุ่มงานการพยาบาลชุมชนให้การดูแลรักษาแบบผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) โรงพยาบาลมหาสารคาม หากผู้ป่วยยังไม่สามารถควบคุมระดับความดันได้ พยาบาลช่วยผู้ป่วยทบทวนเพื่อหาสาเหตุและส่งเสริมให้ญาติช่วยดูแล และแพทย์พิจารณาปรับยาให้เหมาะสม เมื่อผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับความดันได้ดีขึ้น แพทย์พิจารณาจำหน่ายได้ ภายหลังการดำเนินการผู้ป่วยมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 27.81, p &lt; 0.001) มีพฤติกรรมการจัดการตนเองดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 27.97, p &lt; 0.001) นอกจากนี้ยังพบว่าค่าความดันโลหิตซิสโตลิก และไดแอสโตลิกลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 10.09, p &lt; 0.001 และ t = 5.37, p &lt; 0.001 ตามลำดับ) โดยผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการบริการพยาบาลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( x̄ = 3.93, SD = 0.12)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong> :</strong> รูปแบบการบริการพยาบาลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งในด้านการเพิ่มพูนความรู้การส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเอง การควบคุมค่าความดันโลหิต และยังได้รับความพึงพอใจจากผู้ป่วย<br />ในระดับสูง</p> ขวัญเรือน แก้วเฮ้า, บังอร ศรีป้อง, สรรพสิทธิ์ แก้วเฮ้า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276910 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีภาวะหายใจลำบาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277690 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> ศึกษาสถานการณ์การพัฒนารูปแบบ และประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการพยาบาลทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีภาวะหายใจลำบาก</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ 30 คน ทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีภาวะหายใจลำบาก 30 คน และผู้ดูแลหลัก 30 คน เครื่องมือคือ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบบันทึกทางคลินิก แบบประเมินรูปแบบการพยาบาล แบบประเมินสมรรถนะการปฏิบัติ แบบทดสอบความรู้และความพึงพอใจของผู้ดูแลหลัก รวมทั้งแบบประเมิน Respiratory Distress Score และนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ 1) แบบแผนและมาตรฐานการพยาบาล 2) การพัฒนาสมรรถนะพยาบาล 3) การพัฒนาความสามารถของผู้ดูแลหลัก 4) การดูแลต่อเนื่อง และ 5) การนิเทศพยาบาล หลังการพัฒนาพบว่า การประเมินภาวะหายใจลำบาก (RD Score) ถูกต้องเพิ่มขึ้นร้อยละ 90 อุบัติการณ์ทารกอาการทรุดลงต้องส่งต่อลดลง (p &lt; 0.05) สมรรถนะพยาบาล และความรู้ทักษะของผู้ดูแลหลัก เพิ่มขึ้น (p &lt; 0.05 และ p &lt; 0.001) การปฏิบัติตามแนวทางอยู่ในระดับสูงมาก ร้อยละ 98.28 ความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 95.28) ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ อัตราการเสียชีวิตจำนวนวันนอน และค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> การพัฒนารูปแบบการพยาบาลด้านมาตรฐานการปฏิบัติ สมรรถนะพยาบาล ศักยภาพผู้ดูแลหลัก ระบบการดูแลต่อเนื่อง และการนิเทศพยาบาล มีกุญแจสู่ความสำเร็จที่สำคัญ คือ “P-NICU MODEL” สามารถยกระดับคุณภาพการพยาบาลทารก เพิ่มความปลอดภัย และลดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> รสสุคนธ์ ปริพล, จีระวรรณ ศรีจันทร์ไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277690 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการฉีดยาเข้าข้อเข่าในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276566 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาระงับปวดแบบที่ฉีดโดยวิธี intra-articular injection แบบ peri-articular injection และ single-shot intra-articular injection เพื่อลดอาการปวดภายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ในคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาไปข้างหน้าแบบ prospective randomized controlled trial เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างในแง่ของความปวดของคนไข้หลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม โดยแบ่งคนไข้<br />ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าออกเป็นสองกลุ่ม จำนวน 60 คน (60 เข่า) กลุ่มแรกคือ คนไข้ที่ได้รับการฉีดยาโดยวิธีฉีดเข้ากล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบ ๆ ข้อเข่า และกลุ่มที่สองคือ คนไข้ที่ได้รับการฉีดยาโดยวิธีฉีดเข้าข้อเพียงครั้งเดียวหลังจากเย็บปิดแผล การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณแบบวัดซ้ำ</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> การประเมินระดับความรุนแรงของโรคข้อเสื่อมทั้ง 2 กลุ่ม ด้วยแบบประเมินทั้ง 3 รูปแบบ (Oxford Knee Score, WOMAC, IKDC) ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน พบว่า คะแนนเฉลี่ยระดับความรุนแรง<br />ของโรคข้อเสื่อมทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกัน และผลการเปรียบเทียบระดับอาการปวด (Pain score) ในระยะหลังผ่าตัด 24, 48, 72 ชั่วโมง ระหว่างกลุ่ม peri-articular injection และ single-shot intra-articular injection พบว่า กลุ่ม single-shot intra-articular injection มีระดับอาการปวด (Pain score) น้อยกว่ากลุ่ม peri-articular injection แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> การฉีดยาแบบวิธี single-shot intra-articular injection สามารถลดอาการปวดภายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ดีกว่าแบบ peri-articular injection</p> ปวิทย์ ยวงเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276566 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมร่วมกับการติดตามทางโทรศัพท์ในผู้ป่วยวาร์ฟาริน ณ โรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276868 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> ศึกษาผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมร่วมกับการติดตามทางโทรศัพท์ต่อค่าแข็งตัวของเลือดและคะแนนความรู้เรื่องการใช้ยาวาร์ฟารินในผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจผ่านระบบการแพทย์ทางไกล</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi–experimental design) ชนิดกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการให้ความรู้ ศึกษาในผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟารินร่วมกับการตรวจผ่านระบบการแพทย์ทางไกล และได้รับยาจากการส่งยาทางไปรษณีย์ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2567 – มกราคม 2568 โดยผู้ป่วยได้รับการให้บริบาลเภสัชกรรมร่วมกับการติดตามทางโทรศัพท์โดยเภสัชกร ทำการประเมินผู้ป่วยที่มีค่าการแข็งตัวของเลือด (INR) เข้าสู่เป้าหมาย โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ McNemar’s test รวมทั้งคะแนนความรู้เรื่องการใช้ยาวาร์ฟารินก่อนและหลังการให้บริบาลทางเภสัชกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Wilcoxon signed-rank test</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยที่ได้รับบริการผ่านระบบการแพทย์ทางไกลและสามารถติดตามทางโทรศัพท์ได้จำนวน 30 คน ผลลัพธ์คือ ผู้ป่วยมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ก่อนและหลังการบริบาลทางเภสัชกรรมร่วมกับการติดตามทางโทรศัพท์ เท่ากับ 6.60±1.73 และ 8.97±1.13 พบว่าผู้ป่วยมีคะแนนความรู้เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .001) ด้านของการควบคุมระดับไอเอ็นอาร์ให้เข้าสู่เป้าหมายพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่มีค่าไอเอ็นอาร์อยู่ในช่วงเป้าหมาย (2.0–3.5) หลังการบริบาลเภสัชกรรมร่วมกับการติดตามผู้ป่วยทางโทรศัพท์เพิ่มมากขึ้นจาก 19 คน (ร้อยละ 63.33) เป็น 24 คน (ร้อยละ 80.00) แต่ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.180)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> จากการศึกษานี้พบว่าการบริบาลทางเภสัชกรรมร่วมกับการติดตามผู้ป่วยทางโทรศัพท์ทำให้ผู้ป่วยมีคะแนนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาวาร์ฟารินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีทำให้จำนวนผู้ป่วยที่มีค่าไอเอ็นอาร์อยู่ในช่วงเป้าหมายเพิ่มมากขึ้น</p> ชวิกา ฤกษ์สรรเสริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/276868 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วมสำหรับเด็ก อายุ 2-5 ปี ที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277835 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาเปรียบเทียบพัฒนาการและความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กอายุ 2-5 ปีที่พัฒนาการสงสัยล่าช้า และเปรียบเทียบทักษะการเลี้ยงดูของผู้ปกครองก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมพัฒนาการและการสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เด็กอายุ 2-5 ปี ที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า จำนวน 325 คน ผู้ปกครอง จำนวน 325 คน ระยะเวลาการวิจัยเดือนมกราคม 2566–มกราคม 2567 จัดกิจกรรมตามโปรแกรมการส่งเสริมพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม (Triple-P) ได้แก่ กิจกรรมสร้างสายใย กิจกรรมสร้างวินัย กิจกรรมสร้างเด็กเก่ง 1 กิจกรรมสร้างเด็กเก่ง 2 โดยแต่ละกิจกรรมใช้เวลา 1.30–2 ชั่วโมง จัดห่างกันครั้งละ 2 สัปดาห์รวม 8 สัปดาห์</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> เมื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังได้รับโปรแกรม พบว่า ก่อนเข้าโปรแกรมเด็กมีค่าคะแนนความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในระดับปกติ คิดเป็นร้อยละ 59.38 และหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีค่าคะแนนความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 52.61 ผู้ปกครองมีทักษะการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32.92 เป็นร้อยละ 54.46 และด้านพัฒนาการเด็ก พบว่า เด็กส่วนใหญ่มีพัฒนาการสมวัย คิดเป็นร้อยละ 88.62 และพบพัฒนาการสงสัยล่าช้า คิดเป็นร้อยละ 11.38</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong> :</strong> หลังจากการใช้โปรแกรมการส่งเสริมพัฒนาการและการสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม (Triple-P) พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพัฒนาการสมวัยและความฉลาดทางอารมณ์เพิ่มขึ้นและผู้ปกครองมีทักษะการเลี้ยงดูเด็กดีขึ้นกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ</p> สุนันต์ทา พิลุน, วิศรุดา ตีเมืองซ้าย, ภัชชนก เดชชวพงษ์, วันสุ ทวีคณะโชติ โพธิภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277835 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้องแบบเปิด ในโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277051 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> การศึกษาครั้งนี้ เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้องแบบเปิด ในโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> การศึกษานี้เป็นวิจัยแบบกึ่งทดลอง 2 กลุ่มเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง (Quasi experimental, Pretest-posttest research design) โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) กลุ่มละ 15 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลผู้ป่วยผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้องแบบเปิด ประกอบด้วย กิจกรรมการให้ความรู้เกี่ยวกับโรค การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด และการดูแลตนเองภายหลังผ่าตัดที่โรงพยาบาลและที่บ้าน โดยการเยี่ยมผู้ป่วยระยะก่อนผ่าตัดและหลังผ่าตัดโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย ก่อนและหลังการทดลอง มีค่าความเชื่อมั่น 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบใช้สถิติเชิงอนุมาน Independent t-test และ paired t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้องแบบเปิดหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับมากที่สุดเท่ากับ 4.85กลุ่มควบคุมอยู่ในระดับปานกลางเท่ากับ 3.40 ซึ่งแปลผลว่ากลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt;0.001) สรุปได้ว่า โปรแกรมการให้ข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้องแบบเปิดทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีขึ้น</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong> :</strong> การใช้โปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้องแบบเปิดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้องแบบเปิดดีขึ้นมากกว่าการดูแลตามปกติ สามารถนำไปประยุกต์ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดอื่น ๆ ตั้งแต่ก่อนผ่าตัดระยะผ่าตัด ระยะหลังผ่าตัดและการติดตามการดูแลต่อเนื่อง</p> ปานนาถ สุวรรณพงษ์, ประยูร จำปาปี, นงเยาว์ มีเทียน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277051 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความไวของการทดสอบสารสังกะสีในช่วงเวลาหลังกระทำชำเราและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/275870 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อทราบความไวการทดสอบหาสารสังกะสี (Zn) ในการคัดกรองน้ำอสุจิ เปรียบเทียบกับแอซิดฟอสฟาเทส (AP) และศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> เลือกผลการตรวจพิสูจน์น้ำอสุจิย้อนหลัง กรณีหญิงถูกกระทำชำเราซึ่งรู้เวลาถูกกระทำและไม่มีประวัติถุงยางอนามัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ McNemar, Pearson Chi-square, Fisher’s exact, Mann-Whitney U test, Cohen’s Kappa test, Cochran Q test และ Linear-by-Linear Association กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> กรณีตรวจพบตัวอสุจิปรากฏว่า ความไวของ Zn อยู่ที่ร้อยละ 11.14 ในภาพรวม ด้อยกว่า AP ในทุกช่วงเวลาและภาพรวม (P &lt; 0.05) และความไวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลา 48 ชม. (P &lt; 0.05) ปัจจัยที่มีนัย ต่อการตรวจพบ Zn ได้แก่ อายุที่มากขึ้นของหญิง (P = 0.001) เวลารับการตรวจที่สั้นกว่า (P &lt; 0.001) การไม่ทำความสะอาดอวัยวะเพศ (P = 0.004) และประวัติการถูกข่มขืน (P = 0.001)</p> <p><strong> </strong><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> การทดสอบ Zn มีความไวต่ำและด้อยกว่าการตรวจ AP อย่างชัดเจน ไม่เหมาะกับการคัดกรองน้ำอสุจิ การตรวจ AP เพียงอย่างเดียวสามารถคัดกรองน้ำอสุจิได้แทบไม่ต่างกับการใช้ทั้งสองการทดสอบ การมารับการตรวจที่รวดเร็วและไม่ทำความสะอาดเพิ่มอัตราการตรวจพบ Zn และ AP ได้</p> ปภาณุ สุทธิประสิทธิ์, อริญช์ภัสร์ ชัยเมือง, นวรัตน์ อายุยืน, นริศรา กล้ายุทธ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/275870 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 เปรียบเทียบคุณภาพสเมียร์สารน้ำร่างกายที่เตรียมโดยการเติมฟอสเฟตบัฟเฟอร์ก่อนนำไปปั่นเหวี่ยง กับการเตรียมด้วยวิธีการปั่นเหวี่ยงแบบเดิม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277886 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพสเมียร์สารน้ำในร่างกายที่ย้อมสี Wright-Giemsa ระหว่างตัวอย่างที่เตรียมโดยการเติมฟอสเฟตบัฟเฟอร์ก่อนนำไปปั่นเหวี่ยงกับวิธีการปั่นเหวี่ยงแบบเดิม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยแบบ Cross-sectional study จากการวิเคราะห์ตัวอย่างสารน้ำในร่างกาย (Body fluid analysis) ระหว่าง 1 เมษายน 2567 ถึง 30 ธันวาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ correlation (r)</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ตัวอย่างสารน้ำ 55 ตัวอย่าง ประกอบด้วยสารน้ำจากช่องเยื่อหุ้มปอด 20 ตัวอย่าง (ร้อยละ 36.36) สารน้ำจากช่องเยื่อหุ้มท้อง 26 ตัวอย่าง (ร้อยละ 47.27) สารน้ำจากน้ำไขข้อ 4 ตัวอย่าง (ร้อยละ 7.27) และสารน้ำจากน้ำล้างไตทางเยื่อบุช่องท้อง 5 ตัวอย่าง (ร้อยละ 9.09) พบว่าสเมียร์ที่เตรียมจากทั้งสองวิธีให้ปริมาณเซลล์และค่าการนับแยกชนิดของเซลล์ที่สอดคล้องกัน โดยวิธีการเติมฟอสเฟตบัฟเฟอร์ให้สเมียร์ที่มีคุณภาพของเซลล์ รูปร่างลักษณะ การเรียงตัว ขนาด และความชัดเจนของขอบเขตเซลล์ดีกว่าวิธีเดิม และมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> วิธีการเตรียมสเมียร์สารน้ำในร่างกายโดยการเติมสารฟอสเฟตบัฟเฟอร์ก่อนนำไปปั่นเหวี่ยงทำให้คุณภาพสเมียร์ในการวินิจฉัยแยกชนิดเซลล์ได้ดีกว่าการเตรียมด้วยวิธีการปั่นเหวี่ยงแบบเดิม</p> สุรมนตรี อุปจันโท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277886 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700