วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ <p>วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม เป็นวาสารวิชาการวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ พยาบาลและเกี่ยวข้องด้านการสาธารณสุขทุกสาขา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการทำงานของบุคคลากรทางด้านสาธารณสุขและเป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิชาการทางด้านการแพทย์ พยาบาล และการสาธารณสุขทั้งในและนอก องค์กรสู่การสืบค้นแก่ผู้ที่สนใจ </p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร</strong></p> <p> 1. วิทยาศาสตร์สุขภาพ <br /> 2. แพทยศาสตร์ (Medicine) <br /> 3. ทันตแพทยศาสตร์ (dentistry) <br /> 4. เภสัชศาสตร์ (pharmacy) <br /> 5. พยาบาลศาสตร์ (Nursing) <br /> 6. สาธารณสุขศาสตร์ (Health professions) <br /> 7. เทคนิคการแพทย์ (Medical technology) <br /> 8. กายภาพบำบัด (Physical Therapy) <br /> 9. รังสีเทคนิค (Radiological Technology) <br /> 10. สาขาวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p><strong>กระบวนการ </strong><strong>Peer Review Process</strong></p> <ul> <li>กองบรรณาธิการวารสาร ขอสงวนสิทธิ์ในการรับหรือปฏิเสธบทความเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review)</li> <li>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพ จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ และต่างหน่วยงาน/ต่างสถาบัน จำนวน 3 ท่าน <strong>โดยผู้ประเมินจะไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความ (Double blind)</strong> และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ</li> <li>กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตีพิมพ์ หรือ เพิกถอนบทความในขั้นตอนใด ๆ ได้ หากมีการตรวจพบข้อผิดพลาดด้านเนื้อหาและ/หรือจรรยาบรรณทางวิชาการของบทความนั้นโดยประจักษ์</li> </ul> <p><strong>ประเภทบทความที่สามารถลงตีพิมพ์</strong></p> <p> 1. นิพนธ์ต้นฉบับ (original article) ได้แก่ บทความที่เสนอผลงานใหม่ที่ได้จากการศึกษาวิจัยที่ยังไม่เคย ตีพิมพ์ในวารสาร หรือหนังสืออื่นๆ<br /> 2. รายงานผู้ป่วย (case report) เป็นรายงานผู้ป่วยที่น่าสนใจ เช่น การบาดเจ็บ, ความผิดปกติหรือโรคที่ พบได้ยาก และที่น่าศึกษา ใช้วิธีการนวัตกรรม หรือเครื่องมือใหม่ ในการรักษาผู้ป่วย ควรเขียนตามลำดับ ได้แก่ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ บทนำ (เหตุผลที่ทำการศึกษานี้รวมทั้งวัตถุประสงค์) รายงานผู้ป่วย (รวมถึงวัสดุและ วิธีการศึกษา) วิจารณ์สรุปอภิปรายผล และเอกสาร อ้างอิง<br /> 3. บทความพิเศษ (special article) เป็นบทความทางวิชาการที่เกี่ยวข้องทางด้านการแพทย์ทันตแพทย์ เภสัชกรรม พยาบาลการสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์อาจมีลักษณะเป็นบทวิเคราะห์วิจารณ์หรือ บทความทางด้านการบริหารที่เกี่ยวข้องและเห็นว่าเป็นประโยชน์<br /> 4. บทความวิชาการ (review article) ได้แก่ บทความที่ได้จากการรวบรวมนำเอาความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์ ในวารสารหรือหนังสือต่าง ๆ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์นำมาเรียบเรียงและ วิเคราะห์วิจารณ์หรือ เปรียบเทียบกันเพื่อให้เกิดความลึกซึ้งหรือเกิดความกระจ่างในเรื่องนั้นมากยิ่งขึ้น<br /> 5. ปกิณกะ (miscellany) เป็นบทความหรือสาระความรู้ได้แก่ บทความอื่น ๆ หรือรายงานที่เกี่ยวข้องกับ ด้านการแพทย์ สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่เป็นประโยชน์นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ หรือบทความที่ส่งเสริม ความเข้าใจอันดีต่อผู้ปฏิบัติงานทางด้านสาธารณสุข และผู้เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>กำหนดการออกวารสาร<br /></strong>จัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ <br /> ฉบับที่ 1 (เดือน มกราคม – เมษายน) <br /> ฉบับที่ 2 (เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม) <br /> ฉบับที่ 3 (เดือน กันยายน – ธันวาคม)<strong><br /></strong><em>*หมายเหตุ : วารสารเผยแพร่เฉพาะในเว็บไซต์ ไม่จัดพิมพ์รูปเล่ม</em></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> 1. บุคคลภายนอก จำนวน 4,000 บาท<br /> 2. บุคคลภายใน (โรงพยาบาลมหาสารคาม) จำนวน 1,500 บาท<br /><span style="color: red;">หมายเหตุ 1 :</span> เรียกเก็บเรียกเก็บค่าธรรมเนียมขอตีพิมพ์ก่อนส่งบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ<br /><span style="color: red;">หมายเหตุ 2 :</span> หากผู้เขียนดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมขอตีพิมพ์บทความแล้ว ทางวารสารฯ จะไม่คืนค่าธรรมเนียมตีพิมพ์ทุกกรณี</p> <p> </p> th-TH <p>วารสารนี้เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> mskh.journal@gmail.com (วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม) mskh.journal@gmail.com (โรงพยาบาลมหาสารคาม) Tue, 28 Apr 2026 09:45:05 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนารูปแบบการจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการทำงานแบบมีส่วนร่วมในบุคลากร งานจ่ายกลาง โรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/278382 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการทำงานแบบมีส่วนร่วมในบุคลากรงานจ่ายกลาง โรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพัฒนารูปแบบ ได้แก่ บุคลากรงานจ่ายกลาง และกลุ่มใช้รูปแบบ ได้แก่ คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เลือกแบบเฉพาะเจาะจง รวมจำนวน 66 คน ดำเนินการระหว่างเดือนเมษายน–กันยายน 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพและสภาพแวดล้อมการทำงาน และแบบสอบถามการรับสัมผัสสิ่งคุกคามสุขภาพจากการทำงาน ตรวจวัดสภาพแวดล้อมการทำงานด้วยเครื่องมืออาชีวสุขศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Wilcoxon signed-rank test</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> กลุ่มเป้าหมายจำนวน 46 คน เป็นเพศชายและเพศหญิงเท่ากัน อายุระหว่าง 45–59 ปีร้อยละ 47.8 (X=44.3, SD=8.9) อายุงานในงานจ่ายกลางอยู่ระหว่าง 5–10 ปี ร้อยละ 39.1 (X=9.2, SD=6.1) ผลการประเมินพบสิ่งคุกคามด้านเคมีอยู่ในระดับยอมรับไม่ได้ รูปแบบการจัดการความเสี่ยง MSKH Model ประกอบด้วย การเฝ้าระวังและติดตามความเสี่ยง (Monitoring) การค้นหาและชี้บ่งอันตราย (Survey) การสร้างองค์ความรู้ (Knowledge) และการควบคุมความเสี่ยง (Hazard Control) โดยการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานในการควบคุมความเสี่ยง ได้แก่ การทบทวนและจัดทำคู่มือการปฏิบัติการทำงานที่ปลอดภัย การปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน และการจัดอบรมด้านความปลอดภัยในการทำงาน ผลการประเมินคะแนนความรู้ก่อนและหลังการอบรมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001) ผลการจัดการความเสี่ยงฯ พบว่าสามารถลดระดับความเสี่ยงด้านเคมีอยู่ในระดับปานกลาง พบปัจจัยแห่งความสำเร็จคือการมีส่วนร่วมในการดำเนินการควบคุมความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการทำงานของบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>สรุปผลการศึกษา :</strong> รูปแบบการจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการทำงาน ประกอบด้วย การเฝ้าระวังและติดตามความเสี่ยง การค้นหาและชี้บ่งอันตราย การสร้างองค์ความรู้ และการควบคุมความเสี่ยงโดยการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานในการดำเนินกิจกรรมควบคุมความเสี่ยงฯ ตามสภาพปัญหาที่พบผลการจัดการความเสี่ยงพบว่าระดับความเสี่ยงทางสุขภาพจากการทำงานในบุคลากรงานจ่ายกลาง </p> กฤษดา น้อยสุวรรณา, จารุวรรณ วิโรจน์, ณัชชลิดา ยุคะลัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/278382 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคไข้หูดับในชุมชน ตำบลท่าตูม อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/279456 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนาและประเมินผลรูปแบบการป้องกันโรคไข้หูดับในชุมชนตำบลท่าตูม อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยใช้แนวคิดของ Kemmisและ McTaggartประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะศึกษาสถานการณ์ ระยะพัฒนา และระยะประเมินผล ระหว่างเดือนมีนาคม–กันยายน 2568 กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนอายุ 60 ปีขึ้นไป จากการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 297 คน และกลุ่มเป้าหมายคือคณะกรรมการพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคไข้หูดับ จำนวน 47 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แนวคำถามสนทนากลุ่ม และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา(ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติ Paired t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> บริบทพื้นที่ตำบลท่าตูมยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หูดับ และการดำเนินงานป้องกันโรคเดิมเป็นการดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพียงฝ่ายเดียว รูปแบบที่พัฒนาขึ้นจึงมุ่งเน้นการบูรณาการข้อมูล การคัดเลือกปัญหาสำคัญ การบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการใช้มาตรการที่เหมาะสมกับบริบทชุมชน ผ่านกิจกรรมหลัก 5 กิจกรรม ได้แก่ การอบรมให้ความรู้ การสร้างแกนนำ การบูรณาการหน่วยงาน การสร้างความตระหนักรู้ และการติดตามประมวลผล เกิดเป็นรูปแบบการป้องกันโรคไข้หูดับ “TATUM Model” ภายหลังการดำเนินงานพบว่าประชาชนและคณะกรรมการพัฒนารูปแบบมีค่าเฉลี่ยความรู้ เจตคติ พฤติกรรม และความพึงพอใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และไม่พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับในพื้นที่ในช่วงปี 2567–2568</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> รูปแบบการป้องกันโรคไข้หูดับที่พัฒนาขึ้นมีความชัดเจน เหมาะสมกับบริบทชุมชน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยปัจจัยแห่งความสำเร็จสำคัญ ได้แก่ การป้องกันโรคเชิงรุก การเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่อง และการติดตามประมวลผลอย่างเป็นระบบ ซึ่งเอื้อต่อความยั่งยืนของการป้องกันโรคในระดับชุมชน</p> ณัฐจิรา อัปปะมะโน, พัดชา หิรัญวัฒนกุล, จารุวรรณ วิโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/279456 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนน อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/279476 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินการใช้รูปแบบการดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนน อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะศึกษาสถานการณ์ ระยะพัฒนา และระยะประเมินผล ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์–กรกฎาคม 2568 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย คณะกรรมการแกนนำ 110 คน ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป 155 คน และประชาชนในเขตอำเภอนามน 100 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแนวคำถามสนทนากลุ่ม และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติ paired sample t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> อำเภอนามนมีปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมผู้ใช้ถนน สภาพถนน และระบบข้อมูลอุบัติเหตุแม้มีกลไกระดับอำเภอ แต่ยังขาดการบูรณาการเชิงระบบ การพัฒนารูปแบบใช้กระบวนการมีส่วนร่วมและดำเนินกิจกรรม 6 กิจกรรม ได้แก่ การอบรมให้ความรู้และทบทวนบทบาทหน้าที่ สร้างแกนนำ เพื่อสร้างความเข้าใจปัญหาและพลังการมีส่วนร่วมร่วมกัน สำรวจและแก้ไขจุดเสี่ยง ประชาสัมพันธ์รณรงค์ในชุมชนเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน พัฒนาระบบจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล และสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อน ติดตาม และสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า ความรู้ เจตคติ การมีส่วนร่วม และความพึงพอใจของประชาชนและคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนลดลงร้อยละ 46 และผู้เสียชีวิตลดจาก 2 ราย เหลือ 0 ราย ทั้งนี้ ความสำเร็จเกิดจากความร่วมมือของเครือข่าย การใช้ข้อมูลต่อเนื่อง และการสนับสนุนจากผู้นำท้องถิ่น นำไปสู่การจัดการความปลอดภัยทางถนนที่มีประสิทธิผลและยั่งยืน</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong> :</strong> การพัฒนารูปแบบการลดอุบัติเหตุทางถนนด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ทำให้เกิดการทำงานเชิงระบบและความร่วมมือของภาคีในพื้นที่ ผลลัพธ์สะท้อนประสิทธิผลของรูปแบบโดยจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตลดลง พร้อมทั้งเสริมศักยภาพเครือข่ายและการจัดการความปลอดภัย<br />ทางถนนอย่างยั่งยืน</p> เรืองยศ มุดนาเวท, พัดชา หิรัญวัฒนกุล, ณัชชลิดา ยุคะลัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/279476 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 บทบาทพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยเด็กวิกฤต: การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการพยาบาลของเวอร์จิเนีย เฮนเดอร์สัน และการดูแลแบบยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/278191 <p>การวางแผนจำหน่ายมีความสำคัญกับผู้ป่วยเด็กป่วยวิกฤตทั้งนี้เพื่อให้การดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤตมีประสิทธิภาพตั้งแต่เข้ารับบริการในหน่วยอภิบาลผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม และลดอัตราการกลับเข้ารับการรักษาซ้ำ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายกรอบการวางแผนการจำหน่ายผู้ป่วยเด็กกรณีศึกษา โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการพยาบาลของเวอร์จิเนีย เฮนเดอร์สัน ร่วมกับแนวคิดในการดูแลแบบยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง กำหนดเป็นกรอบในการวางแผนการจำหน่ายผู้ป่วยขณะที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในหน่วยอภิบาลผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเด็กและครอบครัวได้รับการดูแลตามกระบวนการพยาบาลที่มีมาตรฐาน มุ่งเน้นเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ความตั้งใจ ความรู้ ของผู้ป่วยเด็กและครอบครัวในทุกมิติของความผาสุกด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ</p> นิศาชล สังฆ์สุข, กนกจันทร์ เขม้นการ, กนกวรรณ เพชรสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/278191 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาและประเมินผลโปรแกรมการจัดการโภชนาการแบบมีส่วนร่วมต่อภาวะโภชนาการ และพฤติกรรมการบริโภคอาหารในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280009 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลโปรแกรมการจัดการโภชนาการแบบมีส่วนร่วมต่อภาวะโภชนาการและพฤติกรรมการบริโภคอาหารในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง จังหวัดมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ (มกราคม – กันยายน 2568) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่มารับบริการในหน่วยไตเทียม โรงพยาบาลมหาสารคาม คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า–คัดออก จำนวน 79 คน โปรแกรมการจัดการโภชนาการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Nutrition Care Model: PNCM)ซึ่งประกอบด้วย 1) การประเมินภาวะโภชนาการแบบหลายมิติ 2) การให้คำปรึกษาเฉพาะราย 3) การติดตามพฤติกรรม และ 4) การสะท้อนผลเพื่อพัฒนา เครื่องมือเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบประเมินภาวะโภชนาการ (serum albumin ดัชนีมวลกาย เส้นรอบวงแขน และการประเมินภาวะโภชนาการโดยรวม) และแบบวัดพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านและมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และการทดสอบเปรียบเทียบรายคู่ภายหลัง</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ภายหลังการดำเนินโปรแกรมการจัดการโภชนาการแบบมีส่วนร่วมครบทั้ง 2 วงรอบกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ย serum albumin เส้นรอบวงต้นแขนส่วนกลาง และดัชนีมวลกาย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (3.43 ± 0.57 กรัม/เดซิลิตร; 24.51 ± 2.99 เซนติเมตร; 24.42 ± 4.28 กิโลกรัม/ตารางเมตร; F = 9.485, p &lt; 0.001; F = 29.42, p &lt; 0.001; F = 23.25, p &lt; 0.001 ตามลำดับ) ในขณะที่คะแนนการประเมินภาวะโภชนาการเชิงอัตวิสัย (SGA) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 43.67, p &lt; 0.001) ซึ่งสะท้อนถึงภาวะโภชนาการที่ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนดำเนินโปรแกรม ภายหลังวงรอบที่ 1 และภายหลังวงรอบที่ 2</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong> :</strong> โปรแกรมการจัดการโภชนาการที่พัฒนาขึ้นผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมสามารถส่งเสริมภาวะโภชนาการและพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นรูปแบบการดูแลในหน่วยบริการที่มีบริบทใกล้เคียงกัน</p> บุญญาดา แสนมี, กชณากาญ ดวงมาตย์พล, ภัทรศรี พิมทา, รุจลิทร์ มีเพียร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280009 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมเตรียมความพร้อมอย่างมีแบบแผนต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความวิตกกังวลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกชนิดใส่เลนส์แก้วตาเทียม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280056 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> <strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเตรียมความพร้อมอย่างมีแบบแผนต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความวิตกกังวลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกชนิดใส่เลนส์แก้วตาเทียม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีการ </strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกชนิดใส่เลนส์แก้วตาเทียม จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมเตรียมความพร้อมอย่างมีแบบแผนต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความวิตกกังวลในผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกชนิดใส่เลนส์แก้วตาเทียม แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้ แบบวัดพฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบวัดความวิตกกังวล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมพบว่ากลุ่มทดลองมีความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองมากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ในขณะเดียวกัน กลุ่มทดลองมีคะแนนความวิตกกังวลน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมเตรียมความพร้อมอย่างมีแบบแผนต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความวิตกกังวลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกชนิดใส่เลนส์แก้วตาเทียมมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ ช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดี ตลอดจนช่วยลดความวิตกกังวล ควรนำไปขยายผลในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดตาชนิดอื่น และติดตามผลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว</p> อังคณา สุวรรณดิษฐ์, อนุชา ไทยวงษ์ , มลฤดี แสนจันทร์, สุภาวดี ปักสังคะเนย์, โลมฤทัย จริยามา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280056 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองในการควบคุมฟอสฟอรัสในอาหารของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/279786 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหา พัฒนา และประเมินผลของโปรแกรมการจัดการตนเองในการควบคุมฟอสฟอรัสในอาหารต่อพฤติกรรมสุขภาพและผลลัพธ์ทางห้องปฏิบัติการของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงจร กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือด ณ โรงพยาบาลมหาสารคาม จำนวน 31 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ระดับฟอสฟอรัสในเลือด &gt; 5.0 mg/dL อย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใน 3 เดือนก่อนเข้าร่วมโครงการ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ โปรแกรมการจัดการตนเองคู่มือภาพอาหาร และแบบประเมินพฤติกรรมฯ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC ≥ 0.80) และค่าความเที่ยง (Cronbach’s alpha = 0.85) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ paired t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> การศึกษาสถานการณ์ปัญหาในระยะที่ 1 พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการควบคุมฟอสฟอรัสในอาหารในระดับต่ำ และมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ส่งผลให้ระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายตามแนวทางการรักษา หลังการพัฒนาและดำเนินการตามโปรแกรมฯ ในระยะที่ 2 พบว่าคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 13.23 เป็น 14.13 คะแนน (p &lt; 0.001) และคะแนนพฤติกรรมการควบคุมฟอสฟอรัสในอาหารเพิ่มขึ้นจาก 4.11 เป็น 4.74 คะแนน (p &lt; 0.001) สำหรับผลลัพธ์ทางห้องปฏิบัติการ พบว่าระดับฟอสฟอรัสในเลือดลดลงจาก 5.72 ± 0.74 mg/dL เป็น 5.43 ± 0.49 mg/dL (p &lt; 0.001) และค่าผลคูณแคลเซียมและฟอสฟอรัสลดลงจาก 52.09 เป็น 48.42 mg²/dL² (p &lt; 0.001) นอกจากนี้ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมฯ ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.72, SD = 0.38)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong> :</strong> โปรแกรมการจัดการตนเองที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมความรู้และพฤติกรรมการควบคุมฟอสฟอรัสในอาหารของผู้ป่วยฟอกเลือด และส่งผลให้ค่าทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โปรแกรมดังกล่าวจึงมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการพยาบาลเพื่อสนับสนุน<br />การควบคุมฟอสฟอรัสในผู้ป่วยฟอกเลือดในหน่วยไตเทียมได้อย่างเหมาะสม</p> พรระวี บุญมาก, กชณากาญ ดวงมาตย์พล, พิกุล ศรีโยวงค์, วิชชุดา ชัยลิ้นฟ้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/279786 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการคัดกรองวัณโรคสำหรับกลุ่มเสี่ยงในชุมชน โรงพยาบาลเมยวดี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/278913 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> <strong>:</strong> 1) เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และสภาพปัญหาในการคัดกรองวัณโรคสำหรับกลุ่มเสี่ยงในชุมชน 2) เพื่อพัฒนาและประเมินผลของการใช้แนวทางการคัดกรองวัณโรคสำหรับกลุ่มเสี่ยงในชุมชน โรงพยาบาลเมยวดี</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีการ </strong><strong>:</strong> ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ 1) วิเคราะห์สถานการณ์และสภาพปัญหา 2) พัฒนาแนวทางการคัดกรองโดยดำเนินการ 2 วงรอบ และ 3) ประเมินผลการดำเนินการ การวิจัยดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม 2566 ถึงกันยายน 2567 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ทีมสหวิชาชีพ 22 คน และประชาชนกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม รวม 1,699 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามความรู้ แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบบันทึกผลการคัดกรองและแนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Paired t-test และ Wilcoxon Signed-Rank Test ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>อัตราการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58.00 เป็นร้อยละ 91.55 อัตราการค้นพบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่เพิ่มขึ้นจาก 16 ราย เป็น 24 ราย ระยะเวลาการเข้าสู่การรักษาลดลงจาก 18.4 วันเป็น 6.8 วัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = 5.24, p-value = 0.005) ความพึงพอใจของทีมสหวิชาชีพและกลุ่มเสี่ยงอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.73 และ 4.90 ตามลำดับ และคะแนนความรู้เรื่องวัณโรคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกองค์ประกอบ (p-value &lt; 0.05)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong> <strong>: </strong>แนวทางการคัดกรองวัณโรคที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการเพิ่มอัตราการคัดกรองการค้นพบผู้ป่วยรายใหม่ และลดระยะเวลาการเข้าสู่การรักษา</p> บังอร ชมเวียง, กำทร ดานา, อนุชา ไทยวงษ์, รัตนาวลี ภักดีสมัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/278913 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 การใช้ค่า Neutrophil-lymphocyte ratio และ platelet-lymphocyte ratio เพื่อพยากรณ์โรคในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/279230 <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">วัตถุประสงค์</span></strong> <strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">:</span></strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';"> <span lang="TH">เพื่อประเมินผลการใช้ค่าที่เหมาะสมของอัตราส่วนของนิวโทรฟิลต่อลิมโฟซัยต์ </span>(NLR) <span lang="TH">และอัตราส่วนของเกล็ดเลือดต่อลิมโฟซัยต์ </span>(PLR) <span lang="TH">ในการพยากรณ์โรคในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงก่อนที่จะได้รับการรักษา</span></span></p> <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">รูปแบบและวิธีการ </span></strong><strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">:</span></strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';"> <span lang="TH">การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง </span>(Retrospective Analytical study) <span lang="TH">ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่มีผลการตรวจวิเคราะห์ </span>Complete blood count (CBC) <span lang="TH">ก่อนเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลมหาสารคามระหว่างปี พ</span>.<span lang="TH">ศ</span>. 2566 <span lang="TH">ถึง พ</span>.<span lang="TH">ศ</span>. 2568 <span lang="TH">และกลุ่มคนปกติเป็นบุคลากรโรงพยาบาลมหาสารคามที่เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี </span>2568 <span lang="TH">วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสถิติ </span>GraphPad Prism<span lang="TH">และ </span>IBM-SPSS</span></p> <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">ผลการศึกษา</span></strong> <strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">: </span></strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; color: windowtext;">จากผู้ป่วย </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; color: windowtext;">157 <span lang="TH">ราย แบ่งกลุ่มด้วยผลการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาเป็นกลุ่มภาวะที่ไม่ใช่มะเร็ง </span>(Benign) 56 <span lang="TH">ราย ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงชนิด </span>Adenocarcinoma 101 <span lang="TH">ราย ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงมีค่า </span>Cut off <span lang="TH">ของ </span>NLR <span lang="TH">เท่ากับ </span>2.55 <span lang="TH">ด้วยความไวร้อยละ </span>64.4 <span lang="TH">ความจำเพาะร้อยละ </span>94.4 <span lang="TH"><br /></span>(AUC = 0.827, p&lt;0.001) <span lang="TH">ค่า </span>Cut off <span lang="TH">ของ </span>PLR <span lang="TH">เท่ากับ </span>212.0 <span lang="TH">ด้วยความไวร้อยละ </span>65.3 <span lang="TH">ความจำเพาะร้อยละ </span>90.5 (AUC = 0.794, p&lt;0.001) <span lang="TH">ผู้ป่วยกลุ่ม </span>Benign <span lang="TH">มีค่า </span>Cut off <span lang="TH">ของ </span>NLR <span lang="TH">เท่ากับ </span>3.15 <span lang="TH">ด้วยความไวร้อยละ </span>83.9 <span lang="TH">ความจำเพาะร้อยละ </span>97.5 (AUC = 0.951, p&lt;0.001) <span lang="TH">ค่า </span>Cut off <span lang="TH">ของ </span>PLR <span lang="TH">เท่ากับ </span>212.0 <span lang="TH">ด้วยความไวร้อยละ </span>83.9 <span lang="TH">ความจำเพาะร้อยละ </span>90.5 (AUC = 0.904, p&lt;0.001) <span lang="TH">ผู้ป่วยมะเร็ง </span>stage I <span lang="TH">มีค่า </span>NLR <span lang="TH">และ </span>PLR <span lang="TH">แตกต่างจาก </span>stage IV <span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญ </span>(p&lt;0.001)</span></p> <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">สรุปผลการศึกษา</span></strong> <strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">: </span></strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">ค่า </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">Cut off NLR<span lang="TH"> ที่ </span>2.55 <span lang="TH">และ </span>PLR <span lang="TH">ที่ </span>212.0 <span lang="TH">สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นดัชนีสำหรับการพยากรณ์โรคในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ </span>Adenocarcinoma <span lang="TH">ก่อนการรักษาและค่า </span>NLR <span lang="TH">และ </span>PLR <span lang="TH">มีความสัมพันธ์กับการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง</span></span></p> ปณัญพงศ์ ภูนาขาว, สุพรรณี หารคำ, ชวลิต สงครามยศ, ธนิน ฐิติพรรณกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/279230 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการระงับความรู้สึกด้วย Dexmedetomidine-Fentanyl กับ Midazolam-Fentanyl สำหรับหัตถการสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงจากภายนอกร่างกาย (ESWL): การทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมไปข้างหน้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/279693 <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">วัตถุประสงค์ </span></strong><strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">:</span></strong> <span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; color: windowtext;">เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; color: windowtext;">dexmedetomidine <span lang="TH">ร่วมกับ </span>fentanyl (Dex-Fen) <span lang="TH">และ </span>midazolam <span lang="TH">ร่วมกับ </span>fentanyl (MDZ-Fen) <span lang="TH">สำหรับการระงับความรู้สึกในการสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงจากภายนอกร่างกาย (</span>ESWL) <span lang="TH">ในด้านความพึงพอใจของผู้ป่วย คะแนนความปวด ระดับการระงับความรู้สึก การใช้ยาเสริม ผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต และภาวะแทรกซ้อน</span></span></p> <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">รูปแบบและวิธีวิจัย </span></strong><strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">:</span></strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';"> <span lang="TH">การศึกษาแบบ </span>prospective randomized controlled trial <span lang="TH">ในผู้ป่วย </span>90 <span lang="TH">ราย แบ่งเป็น </span>2 <span lang="TH">กลุ่มเท่า ๆ กัน กลุ่ม </span>Dex-Fen <span lang="TH">ได้รับ </span>dexmedetomidine 1 µg/kg <span lang="TH">ใน </span>15 <span lang="TH">นาที ตามด้วย </span>continuous infusion 0.2–0.7 µg/kg/h <span lang="TH">ร่วมกับ </span>fentanyl 1 µg/kg <span lang="TH">ส่วนกลุ่ม </span>MDZ-Fen <span lang="TH">ได้รับ </span>midazolam 0.05 mg/kg <span lang="TH">ร่วมกับ </span>fentanyl 1 µg/kg <span lang="TH">บันทึกค่าความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด ระดับความรู้สึกตัว และคะแนนความปวดระหว่างหัตถการ วิเคราะห์ข้อมูลแบบวัดซ้ำด้วย </span>mixed-effects models</span></p> <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">ผลการศึกษา </span></strong><strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">:</span></strong> <span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; color: windowtext;">สัดส่วนผู้ป่วยที่มีความพึงพอใจสูง (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; color: windowtext;">VAS ≥ 8) <span lang="TH">สูงกว่าในกลุ่ม </span>Dex-Fen <span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ </span>88.9 <span lang="TH">เทียบกับร้อยละ </span>60.0; adjusted OR 6.87, 95% CI 2.06–22.85; p = 0.002) <span lang="TH">คะแนนความพึงพอใจโดยรวมก็สูงกว่าเช่นกัน (</span>adjusted OR 3.93, 95% CI 1.69–9.59; p = 0.002) <span lang="TH">คะแนนความปวดเฉลี่ยโดยรวมไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่ม แต่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและเวลาอย่างมีนัยสำคัญ(</span>IRR 0.99 <span lang="TH">ต่อช่วงเวลา </span>15 <span lang="TH">นาที</span>, 95% CI 0.98–0.99; p &lt; 0.001) <span lang="TH">ระดับความรู้สึกตัว และระยะเวลาฟื้นตัวไม่แตกต่างกัน ไม่พบภาวะ </span>hypotension <span lang="TH">ทั้งสองกลุ่ม ส่วน </span>desaturation <span lang="TH">พบเฉพาะในกลุ่ม </span>MDZ-Fen <span lang="TH">และ </span>bradycardia <span lang="TH">พบมากกว่าในกลุ่ม </span>Dex-Fen <span lang="TH">แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</span></span></p> <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">สรุปผลการศึกษา</span></strong><strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';"> :</span></strong> <span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; color: windowtext;">Dexmedetomidine <span lang="TH">ร่วมกับ </span>fentanyl <span lang="TH">ให้ความพึงพอใจของผู้ป่วยสูงกว่า </span>midazolam <span lang="TH">ร่วมกับ </span>fentanyl <span lang="TH">และให้รูปแบบการเปลี่ยนแปลงของคะแนนความปวดตามเวลาที่ดีกว่า โดยไม่เพิ่มภาวะแทรกซ้อนที่มีนัยสำคัญทางคลินิกระหว่างการทำ </span>ESWL</span></p> ภาณุศาสน์ การเกษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/279693 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบบริการรับยาต้านไวรัสเอชไอวี ในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ณ คลินิกเอชไอวี โรงพยาบาลเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/278086 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อประเมินคุณภาพชีวิต พัฒนารูปแบบบริการรับยาต้านไวรัสเอชไอวี และประเมินผลลัพธ์รูปแบบบริการในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนาแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental design) สุ่มแบบเจาะจงในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ที่มีอาการคงที่ตามเกณฑ์การคัดเลือกเข้า ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 31 กรกฎาคม 2568 แบ่งเป็น 4 ระยะ โดยเก็บข้อมูลจาก 2 ส่วน คือ 1. ข้อมูลทั่วไปจากเวชระเบียน 2. ข้อมูลจากแบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิต WHOQOL-HIV-BREF ฉบับแปลภาษาไทย ทั้ง 6 ด้าน ระยะที่ 1 วิเคราะห์สถานการณ์ โดยการประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ระยะที่ 2 มีการพัฒนารูปแบบบริการรับยาต้านไวรัสที่เหมาะสม ระยะที่ 3 นำรูปแบบที่พัฒนามาใช้เก็บข้อมูล มีการใช้เครื่องมือและวิธีเก็บข้อมูลเช่นเดียวกับระยะแรก ระยะที่ 4 ประเมินผลลัพธ์รูปแบบบริการ ศึกษาเปรียบเทียบและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Chi-square test, F-test, ANOVA และประเมินความสัมพันธ์โดยใช้ Multiple Linear regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยทั้งหมด 345 ราย วัดผลรอบที่ 1 มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมคุณภาพชีวิต 111.50±18.27 คะแนน (คะแนนเต็ม 155) เมื่อพัฒนารูปแบบบริการเป็น 3 รูปแบบ คือ 1. รูปแบบปกติที่พบแพทย์ 160 ราย (ร้อยละ 46.38) 2. รูปแบบรับยากับเภสัชกร 144 ราย (ร้อยละ 41.74) และ 3. รูปแบบรับยาต่อเนื่องทางไปรษณีย์ 41 ราย (ร้อยละ 11.88) พบว่า รูปแบบรับยาต่อเนื่องทางไปรษณีย์มีคะแนนคุณภาพชีวิตสูงกว่ารูปแบบปกติที่รับยาโดยพบแพทย์ 4.45 คะแนน (95%CI; 3.94, 4.96) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P = 0.003) แต่พบว่ารูปแบบรับยากับเภสัชกรมีคะแนนคุณภาพชีวิตไม่แตกต่างจากรูปแบบปกติที่พบแพทย์ เมื่อควบคุมตัวแปรกวน</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong> :</strong> คุณภาพชีวิตในรูปแบบรับยาต่อเนื่องทางไปรษณีย์มีระดับที่สูงกว่ารูปแบบปกติที่รับยาโดยพบแพทย์และรูปแบบรับยากับเภสัชกร ดังนั้น รูปแบบรับยาต่อเนื่องทางไปรษณีย์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการนำไปปรับใช้ในคลินิกต่อไป</p> ภมร กงภูเวศน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/278086 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 การถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของนักศึกษาพยาบาลในการควบคุมการบริโภคยาสูบระดับครอบครัวและชุมชน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280653 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาประสบการณ์และบทเรียนจากการฝึกภาคปฏิบัติในการควบคุมการบริโภคยาสูบระดับครอบครัวและชุมชนของนักศึกษาพยาบาล</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา (Qualitative Descriptive Research) ผู้ให้ข้อมูลเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม ที่มีประสบการณ์ในการควบคุมยาสูบระหว่างฝึกปฏิบัติการพยาบาลชุมชน จำนวน 32 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก และบันทึกผลการเรียนรู้ประจำวัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> บทเรียนจากประสบการณ์ของนักศึกษาพยาบาลในการควบคุมยาสูบระดับครอบครัวและชุมชน ประกอบด้วย 5 ประเด็น ได้แก่ 1) บทเรียนจากสถานการณ์จริงเกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้นักศึกษาเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริโภคยาสูบในชุมชน 2) บทเรียนจากการประยุกต์ใช้หลัก 5A ในการควบคุมยาสูบ ทำให้นักศึกษารับรู้ถึงความสำคัญและประโยชน์ของหลัก 5A ที่สอดคล้องกับกระบวนการพยาบาลและสามารถประยุกต์ใช้ได้จริง 3) บทเรียนจากกระบวนการแสวงหากลวิธีในการสื่อสารสุขภาพทำให้นักศึกษาสามารถออกแบบกิจกรรมร่วมกับชุมชนได้อย่างหลากหลาย 4) บทเรียนจากการพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ ช่วยพัฒนาทักษะการสืบค้น การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ และ 5) บทเรียนจากปัญหาอุปสรรค ได้แก่ ข้อจำกัดด้านระยะเวลา ความไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งในหลัก 5A ขาดความมั่นใจในการให้คำปรึกษา และการไม่ได้รับความร่วมมือจากบางครอบครัว</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> บทเรียนทั้ง 5 ประเด็นสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางและข้อมูลในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาลชุมชน เพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้นักศึกษาพยาบาลมีสมรรถนะในการประเมิน วินิจฉัยปัญหา วางแผน ดำเนินการ และติดตามประเมินผลการควบคุมการบริโภคยาสูบระดับครอบครัวและชุมชนที่สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์จริงของพื้นที่</p> ดิษฐพล ใจซื่อ, ชนิดาภา วงศ์รักษา , ศุภกฤต สุริโย, กัญญาพัชร บัณฑิตถาวร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280653 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมฟื้นฟูผู้ป่วยผ่าตัดข้อสะโพกหัก โรงพยาบาลลำปาง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/278629 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของโปรแกรม ReHabHip 2022 และการรักษาทางกายภาพบำบัด (routine physical therapy)</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> การศึกษาวิจัยแบบกึ่งทดลองในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อสะโพกหักที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดและได้รับบริการฟื้นฟูในโรงพยาบาลลำปาง อาสาสมัคร 58 คน กลุ่มละ 29 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฟื้นฟู ReHabHip 2022 และกลุ่มควบคุมได้รับการรักษาทางกายภาพบำบัดที่ทำเป็นประจำ (routine physical therapy) ทั้งสองกลุ่มได้รับการตรวจประเมินโดยนักกายภาพบำบัดก่อนผ่าตัด หลังผ่าตัด และ 1 เดือนหลังจำหน่าย</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> กลุ่มทดลองมีพัฒนาการของผลลัพธ์ทางคลินิกดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ด้านความเจ็บปวด ด้านการเคลื่อนไหว CAS (p &lt; 0.001), BI (p &lt; 0.001), NMS (p &lt; 0.001, r = 0.76), TUG (p = 0.001, r = 0.42), Gait speed (p &lt; 0.001, r = 0.55) และแรงกล้ามเนื้อเหยียดเข่า รวมถึงแนวโน้มที่ดีของอาการกลัวการล้ม (Thai FES-17) </p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> โปรแกรม ReHabHip 2022 มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูสมรรถภาพในผู้ป่วยข้อสะโพกหักมากกว่าการรักษาทางกายภาพบำบัดที่ทำเป็นประจำ (routine physical therapy) ในด้านระดับการทำกิจวัตรประจำวัน สถานะของการเคลื่อนไหว ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล อาการกลัวล้ม ความคล่องตัวในการเดิน ความเร็วในการเดิน และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าในผู้ป่วยหลังผ่าตัดข้อสะโพก</p> เอกสิทธิ์ แก้วใบงาม, ชนินท์ ประคองยศ, คัทลียา อินทะยศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/278629 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของอุปกรณ์ชั่งตวงข้าวเหนียว ร่วมกับโปรแกรมติดตามระดับน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้าน ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานศูนย์บริการสาธารณสุข เทศบาลเมืองวารินชำราบ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/278279 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลของอุปกรณ์ชั่งตวงข้าวเหนียวร่วมกับโปรแกรมติดตามระดับน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้านต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การควบคุมน้ำหนักตัว และการควบคุมขนาดเส้นรอบเอวในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ที่ยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 อำเภอวารินชำราบ จำนวน 101 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง คือ กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมดูแลรักษาเบาหวานโดยใช้อุปกรณ์ชั่งตวงข้าวเหนียว และการติดตามระดับน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้าน ร่วมกับการดูแลรักษาเบาหวานตามมาตรฐานทั่วไป จำนวน 49 คน และกลุ่มควบคุม คือ กลุ่มที่ได้รับการดูแลรักษาเบาหวานตามมาตรฐานทั่วไป จำนวน 52 คน ติดตามค่าระดับน้ำตาลในเลือดสะสม (HbA1c) น้ำหนักตัว และเส้นรอบเอว ก่อนและหลังเข้าร่วมวิจัยเป็นระยะเวลา 180 วัน</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> HbA1c เฉลี่ยหลังการทดลองของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ 1.29% (95% CI 0.90–1.70) น้ำหนักตัวเฉลี่ยหลังการทดลองต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบเพียง 0.94 กิโลกรัม (95% CI 0.21–2.10) และเส้นรอบเอวเฉลี่ยหลังการทดลองต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ 2.68 เซนติเมตร (95% CI 1.80–3.55)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> อุปกรณ์ชั่งตวงข้าวเหนียวร่วมกับโปรแกรมติดตามระดับน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้านสามารถลด HbA1c และเส้นรอบเอวได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอยู่ในระดับที่มีความหมายทางคลินิกจึงเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ที่ควรนำมาใช้ในผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มเติมจากการดูแลรักษาเบาหวานตามมาตรฐานเพียงอย่างเดียว</p> คณิต ธิติเชษฐตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/278279 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยแบบบูรณาการ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280253 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>1) ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางในพื้นที่ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม 2) พัฒนารูปแบบการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยแบบบูรณาการ 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบการฟื้นฟูที่พัฒนาขึ้น</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2566 ถึงกันยายน 2567 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางจำนวน 30 คน ญาติผู้ดูแล บุคลากรทีมสหวิชาชีพ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง จำนวน 30 คน ญาติผู้ดูแล และทีมสหวิชาชีพ คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (Barthel Index) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ (EQ-5D-5L) และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ Paired t-test และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> 1) สถานการณ์และปัญหาการฟื้นฟูผู้ป่วยประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านผู้ป่วยและครอบครัวที่มีข้อจำกัดด้านความรู้และภาระการดูแล ด้านระบบบริการที่ขาดความต่อเนื่องและการบูรณาการ และด้านชุมชนที่มีส่วนร่วมจำกัด 2) รูปแบบการฟื้นฟูที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การบูรณาการการแพทย์แผนไทยร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน และการจัดระบบบริการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน 3) ภายหลังการใช้รูปแบบ พบว่าผู้ป่วยมีคะแนนความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) โดยเฉพาะด้านการเคลื่อนไหว การเคลื่อนย้าย และการดูแลตนเอง นอกจากนี้ คะแนนคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ พบว่า ปัญหาในมิติสุขภาพทั้ง 5 มิติสุขภาพ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ทุกมิติ โดยเฉพาะด้านความเจ็บปวดและด้านจิตใจ</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> โปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนสามารถส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และเพิ่มพฤติกรรมป้องกันโลหิตจาง และส่งผลให้ระดับฮีมาโตคริตเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ และควรนำไปเป็นทางเลือกในการส่งเสริมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์เพื่อลดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และควรติดตามผลระยะยาว หรือเปรียบเทียบกับวิธีทางเลือกอื่น ๆ เพื่อศึกษาความมีประสิทธิภาพในระยะยาวต่อไปรูปแบบการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยแบบบูรณาการสามารถพัฒนาสมรรถภาพในการดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิผล และมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการสุขภาพระดับชุมชน</p> วิศรุต ศรีสว่าง, พิทักษ์พงษ์ พรรณพราว, ศิริพร ปินะถา, พวงเพชร สีหาบูราณ, ผดุงศิษฏ์ ชำนาญบริรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280253 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประเมินระบบการจัดการสารเคมีและวัตถุอันตรายในโรงพยาบาล : กรณีศึกษาโรงพยาบาลมหาสารคาม โดยใช้แบบประเมิน ESPReL Checklist https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277633 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ผลการประเมินระบบการจัดการสารเคมีและวัตถุอันตราย ในโรงพยาบาลมหาสารคาม ตามรายการสำรวจสภาพความปลอดภัยตามระบบมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ (ESPReL Checklist) ของสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.)</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ หน่วยงานที่มีผลการประเมินความเสี่ยงด้านสารเคมีอยู่ในระดับที่ยอมรับไม่ได้ จำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่ งานเภสัชกรรมการผลิต งานจ่ายกลาง งานพยาธิวิทยาและกายวิภาคและงานนิติเวช ทำการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม 2568 โดยใช้แบบประเมินสภาพความปลอดภัยตามระบบมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการวิจัยในประเทศไทย (ESPReL Checklist) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ร้อยละของคะแนนที่ได้เปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน และวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้คะแนนการประเมินมีค่าน้อยกว่าร้อยละ 75 เพื่อค้นหาช่องว่างของความปลอดภัย (Gap Analysis) และเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการยกระดับความปลอดภัยของหน่วยงานเป็นลำดับถัดไป</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ระดับความปลอดภัยด้านการจัดการสารเคมีและการจัดการของเสียในโรงพยาบาล จากการประเมินด้วย ESPReL Checklist พบว่าความปลอดภัยอยู่ในระดับเสี่ยงที่ต้องได้รับการแก้ไข เมื่อพิจารณารายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบด้านความปลอดภัย เพื่อวิเคราะห์หาช่องว่างความปลอดภัย (Gap Analysis) พบว่าองค์ประกอบส่วนใหญ่มีค่าคะแนนต่ำกว่าร้อยละ 75.00 ได้แก่ การจัดการสารเคมีงานเภสัชกรรมการผลิต ร้อยละ 67.27งานพยาธิวิทยาและกายวิภาค ร้อยละ 43.64งานจ่ายกลาง ร้อยละ 41.82 และงานนิติเวช ร้อยละ 29.09 ค่าคะแนนการจัดการของเสีย งานเภสัชกรรมการผลิต ร้อยละ 62.07 งานนิติเวช ร้อยละ 48.23 งานพยาธิวิทยาและกายวิภาค ร้อยละ 44.84 และงานจ่ายกลาง ร้อยละ 41.38</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ระดับความปลอดภัยด้านการจัดการสารเคมีและการจัดการของเสียในโรงพยาบาลอยู่ในระดับเสี่ยงที่ต้องได้รับการแก้ไข เมื่อวิเคราะห์หาช่องว่างความปลอดภัย (Gap Analysis) พบว่าองค์ประกอบส่วนใหญ่มีค่าคะแนนต่ำกว่าร้อยละ 75.00 ซึ่งต้องดำเนินการแก้ไข ได้แก่ การจัดการข้อมูลความปลอดภัย การเคลื่อนย้ายสารเคมี และการลดการเกิดของเสีย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านการจัดการสารเคมีและของเสียในโรงพยาบาลให้ได้มาตรฐาน</p> สุภาวินี จันทิชัย, จินดาวัลย์ วิบูลย์อุทัย, วิศิษฎ์ ทองคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/277633 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้โปรแกรมสมาธิบำบัด SKT เพื่อลดความปวดและความวิตกกังวล ในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นในหอผู้ป่วยหนักศัลยกรรม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280246 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมสมาธิบำบัดเพื่อลดความปวดและความวิตกกังวลในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกทางเดินอาหารส่วนต้น</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษากึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น เข้ารับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยหนักศัลยกรรม โรงพยาบาลมหาสารคาม ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 เลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 40 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมสมาธิบำบัด และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการทำสมาธิบำบัด แบบประเมินความปวด และแบบประเมินความวิตกกังวล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Wilcoxon signed-rank test และ Mann–Whitney U test</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> กลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานคะแนนความปวดหลังทดลอง (IQR = 0.00) ต่ำกว่าก่อนทดลอง (IQR = 1.00) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = -3.99, p&lt;0.050) และมีค่ามัธยฐานคะแนนความวิตกกังวลหลังทดลอง (IQR = 3.75) ต่ำกว่าก่อนทดลอง ( IQR = 6.75) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = -3.92, p&lt;0.050) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานคะแนนความปวดหลังทดลอง ( IQR = 0.00) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (IQR = 1.75) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = -3.22, p&lt;0.050) และกลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานของคะแนนความวิตกกังวลหลังทดลอง (IQR = 3.75) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (IQR = 7.75) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = -5.42, p&lt;0.050)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> การใช้โปรแกรมสมาธิบำบัดมีประสิทธิภาพในการช่วยบรรเทาความปวดและความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกทางเดินอาหารส่วนต้น และสามารถนำไปใช้ในการดูแลแบบไม่ใช้ยา เพื่อเสริมการพยาบาลมาตรฐานในหอผู้ป่วยวิกฤตได้ โดยช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย เบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บปวด และปรับสภาพจิตใจให้สงบ ส่งผลให้ความวิตกกังวลลดลงและเกิดความสมดุลทางอารมณ์มากขึ้น</p> ปัณภัทสรณ์ วัดเข้าหลาม, อาริยา สอนบุญ, ณรงค์ศักดิ์ ภูกงลี, สุชัญญ์ญา เดชศิริ, ราตรี จันทะจิต, จุฑารัตน์ ไชยสงเมือง, นภชนก รักษาเคน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280246 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบคัดกรองผู้ป่วยนอกแผนกหู คอ จมูก โรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280143 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ พัฒนา และประเมินผลระบบคัดกรองผู้ป่วยนอกแผนกหู คอ จมูก โรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนาประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะวิเคราะห์สถานการณ์ ระยะพัฒนา และระยะประเมินผล ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม-ธันวาคม 2568กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 3 คน และผู้ป่วย 370 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความพึงพอใจ และประเมินความถูกต้องของการคัดกรอง (Triage Accuracy) เป็นร้อยละของ Correct, Under และ Over Triage วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบข้อมูลก่อน–หลังการพัฒนา(เชิงพรรณนา)</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ระยะที่ 1 พบว่าการคัดกรองยังเป็นไปในแนวทางเดียวกันและมีอัตรา Under Triage สูงระยะที่ 2 เกิดระบบการคัดกรองเฉพาะแผนกหู คอ จมูก (ENT) ที่เป็นรูปธรรมและชัดเจน สามารถปฏิบัติได้จริง ตั้งชื่อว่า E-N-T Modelประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ (1) คู่มือการคัดกรองเฉพาะแผนกหู คอ จมูก (ENT-specific triage manual: E) (2) แบบบันทึกผลการคัดกรอง (Note form: N) (3) ระบบการจำแนกระดับความเร่งด่วนที่ปรับปรุงใหม่ (Triage: T) ระยะที่ 3 พบว่าการคัดกรองมีความแม่นยำ ร้อยละ 96.49 โดยกลุ่มสีขาวถูกต้องร้อยละ 100 และกลุ่มสีเหลืองมี Under Triage ร้อยละ 28.57 และ Over Triage ร้อยละ 8.57 ระยะเวลารอคอยเฉลี่ยของผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองอยู่ที่ 31 นาที ความพึงพอใจของพยาบาลอยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก และผู้ป่วยอยู่ในระดับสูงมาก (ค่าเฉลี่ย 4.55–4.85) โดยเฉพาะด้านความเชื่อมั่นในระบบและมารยาทของเจ้าหน้าที่</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> การพัฒนาคู่มือคัดกรองเฉพาะทางมีแนวโน้มช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองและความพึงพอใจของผู้รับบริการและผู้ให้บริการ อย่างไรก็ตาม ควรพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่องเพื่อลดอัตรา Under Triage ในกลุ่มผู้ป่วยสีเหลือง และปรับปรุงสภาพแวดล้อมบริการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น</p> วรรณนงค์ ติวสร้อย, นิตยา อามาตยบัณฑิต, อนุชา ไทยวงษ์ , มลฤดี แสนจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/280143 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700