วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ <p> </p> <p>วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ พยาบาลและเกี่ยวข้องด้านการสาธารณสุขทุกสาขา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการทำงานของบุคคลากรทางด้านสาธารณสุขและเป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิชาการทางด้านการแพทย์ พยาบาล และการสาธารณสุขทั้งในและนอก องค์กรสู่การสืบค้นแก่ผู้ที่สนใจ โดยจัดพิมพ์เป็นประจำทุกปี ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 (เดือน มกราคม – เมษายน) ฉบับที่ 2 (เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (เดือน กันยายน – ธันวาคม) โดยบทความมีการตรวจสอบและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-review) จำนวน 3 ท่านต่อ 1 บทความ เป็นแบบ <strong>Double blinded</strong> บทความทุกเรื่องจะถูกพิจารณากลั่นกรองโดยกองบรรณาธิการ</p> th-TH <p>วารสารนี้เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> mskh.journal@gmail.com (วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม) mskh.journal@gmail.com (โรงพยาบาลมหาสารคาม) Mon, 19 Sep 2022 10:05:51 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การศึกษาพฤกษเคมีเบื้องต้นและฤทธิ์การต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดสะแกนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/254311 <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาฤทธิ์ทางพฤกษเคมีและฤทธิ์การยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย <em>Staphylococcus aureus</em> ของสารสกัดส่วนสดและแห้งของกิ่ง เปลือก ผล และใบสะแกนา (<em>Combretum quadrangulare</em> kurz.)</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย : </strong>เป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) โดยนำสารสกัดส่วนสดและแห้งของ กิ่ง เปลือก ผล และใบสะแกนา ที่สกัดด้วยเอทานอล 95% ตรวจสอบหาสารพฤกษเคมี และทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ <em>Staphylococcus aureus</em> ด้วยวิธี Disc diffusion และ Broth dilution วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ One-Way ANOVA</p> <p><strong>ผลการศึกษา : </strong>เมื่อนำสารสกัดส่วนสดและแห้งมาตรวจสอบสารพฤกษเคมีเบื้องต้นพบว่า สารสกัดส่วนสดและแห้งของกิ่ง เปลือก ผล และใบ พบสารพฤกษเคมีที่แตกต่างกัน แต่พบสารพฤกษเคมีที่เหมือนกัน คือ ฟลาโวนอยด์ ซาโปนิน และแทนนิน การทดสอบฤทธิ์การยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ด้วยวิธี Disc diffusion พบว่าสารสกัดจากสะแกนาสามารถยับยั้งเชื้อ <em>S. aurues</em> ได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่สารสกัดจากส่วนแห้งมีโซนการยับยั้งได้ดีกว่าส่วนสด โดยสารสกัดจากส่วนแห้งดีที่สุดคือกิ่ง มีค่าเฉลี่ยของบริเวณโซนใสเท่ากับ 20.00±0.50 มิลลิเมตร มีค่าความเข้มข้นต่ำที่สุดที่สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (Minimal inhibitory concentration, MIC) เท่ากับ 1.95 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ค่าความเข้มข้นต่ำที่สุดที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (Minimal bactericidal concentration, MBC) เท่ากับ 3.91 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร สารสกัดจากส่วนสดที่มีโซนการยับยั้งดีที่สุดคือผลสด มีค่าเฉลี่ยของบริเวณโซนใสเท่ากับ 15.00±0.00 มิลลิเมตร มีค่า MIC เท่ากับ 1.95 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร และค่า MBC เท่ากับ 3.91 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา : </strong>จากผลของการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสะแกนามีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ ซึ่งในอนาคตอาจนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาฤทธิ์ทางพฤกษเคมีและฤทธิ์การยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย <em>Staphylococcus aureus</em> ของสารสกัดส่วนสดและแห้งของกิ่ง เปลือก ผล และใบสะแกนา (<em>Combretum quadrangulare</em> kurz.)</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย : </strong>เป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) โดยนำสารสกัดส่วนสดและแห้งของ กิ่ง เปลือก ผล และใบสะแกนา ที่สกัดด้วยเอทานอล 95% ตรวจสอบหาสารพฤกษเคมี และทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ <em>Staphylococcus aureus</em> ด้วยวิธี Disc diffusion และ Broth dilution วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ One-Way ANOVA</p> <p><strong>ผลการศึกษา : </strong>เมื่อนำสารสกัดส่วนสดและแห้งมาตรวจสอบสารพฤกษเคมีเบื้องต้นพบว่า สารสกัดส่วนสดและแห้งของกิ่ง เปลือก ผล และใบ พบสารพฤกษเคมีที่แตกต่างกัน แต่พบสารพฤกษเคมีที่เหมือนกัน คือ ฟลาโวนอยด์ ซาโปนิน และแทนนิน การทดสอบฤทธิ์การยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ด้วยวิธี Disc diffusion พบว่าสารสกัดจากสะแกนาสามารถยับยั้งเชื้อ <em>S. aurues</em> ได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่สารสกัดจากส่วนแห้งมีโซนการยับยั้งได้ดีกว่าส่วนสด โดยสารสกัดจากส่วนแห้งดีที่สุดคือกิ่ง มีค่าเฉลี่ยของบริเวณโซนใสเท่ากับ 20.00±0.50 มิลลิเมตร มีค่าความเข้มข้นต่ำที่สุดที่สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (Minimal inhibitory concentration, MIC) เท่ากับ 1.95 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ค่าความเข้มข้นต่ำที่สุดที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (Minimal bactericidal concentration, MBC) เท่ากับ 3.91 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร สารสกัดจากส่วนสดที่มีโซนการยับยั้งดีที่สุดคือผลสด มีค่าเฉลี่ยของบริเวณโซนใสเท่ากับ 15.00±0.00 มิลลิเมตร มีค่า MIC เท่ากับ 1.95 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร และค่า MBC เท่ากับ 3.91 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา : </strong>จากผลของการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสะแกนามีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ ซึ่งในอนาคตอาจนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพได้</p> จรินยา ขุนทะวาด, ฉัตรลดา หงษ์วิลัย, ศิรินทิพย์ พรมเสนสา, นฤวัตร ภักดี, ภานิชา พงศ์นราทร, พงศธร ทองกระสี, ฉัตรชนก นุกูลกิจ, ทัณฑิกา แก้วสูงเนิน, เพ็ญศิริ จันทร์แอ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/254311 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 ผลการประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินแบบเสริมพลังเพื่อพัฒนาอัตลักษณ์บัณฑิต ของนักศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/255825 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> :</strong> เพื่อศึกษาผลการประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินแบบเสริมพลังเพื่อพัฒนา อัตลักษณ์บัณฑิตของนักศึกษาพยาบาล</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้ มีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย 1) อาจารย์พยาบาล ได้แก่ ผู้บริหาร อาจารย์ผู้สอน และพยาบาลพี่เลี้ยง จำนวน 55 คน และ 2) นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 จำนวน 115 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) รูปแบบการประเมินแบบเสริมพลังเพื่อพัฒนาอัตลักษณ์บัณฑิต 2) แบบประเมิน<br />อัตลักษณ์บัณฑิต 3) แบบวัดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานเพื่อพัฒนาอัตลักษณ์บัณฑิต และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการประยุกต์ใช้รูปแบบดังกล่าว การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> <strong>ผลการศึกษา :</strong> พบว่า นักศึกษาพยาบาลมีระดับคะแนนคุณลักษณะอัตลักษณ์บัณฑิตทั้งภาพรวมและรายด้าน (ด้านจิตบริการ การคิดเชิงวิเคราะห์ และการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการ) สูงกว่าก่อนการทดลองใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อาจารย์ผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานเพื่อพัฒนาอัตลักษณ์บัณฑิตสูงกว่าก่อนการทดลองใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานเพื่อพัฒนาอัตลักษณ์บัณฑิตของนักศึกษาพยาบาลจากการประยุกต์ใช้รูปแบบในระดับมาก </p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> รูปแบบการประเมินแบบเสริมพลังเพื่อพัฒนาอัตลักษณ์บัณฑิตของนักศึกษาพยาบาล มีผลต่อการพัฒนาอัตลักษณ์บัณฑิตของนักศึกษาพยาบาลที่ชัดเจนทุกด้าน</p> เจียมจิต โสภณสุขสถิตย์ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/255825 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 ภาวะ re-displacement ในกระดูกเรเดียสส่วนปลายหักที่รักษาด้วยวิธีอนุรักษ์นิยม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในโรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258049 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>ศึกษาภาวะ re-displacement และปัจจัยที่สัมพันธ์กับกระดูกเรเดียสส่วนปลายหักที่รักษาด้วยวิธีอนุรักษ์นิยมในโรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย</p> <p><strong>วิธีการดำเนินการวิจัย </strong><strong>: </strong>รูปแบบการวิจัย (Research design) เป็นการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Analytic study by retrospective data collection) โดยการทบทวนข้อมูลผู้ป่วยจากเวชระเบียนผู้ป่วยทางระบบคอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะกระดูกเรเดียสส่วนปลายหัก ที่รักษาในโรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2561- 31 ธันวาคม 2564</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> จากการศึกษาผู้ป่วยทั้งหมด 91 ราย พบว่าอายุอยู่ระหว่าง 16-89 ปี, ส่วนสูง 140-178 เซนติเมตร, น้ำหนัก 35-97 กิโลกรัม, ข้างที่หักข้างซ้ายมากกว่าเล็กน้อย 51.6%, ส่วนใหญ่ถนัดข้างขวา 95.6%, กลไกการบาดเจ็บเป็นแบบ Low energy 82.4%, ประเภทของกระดูกหักเป็นแบบ Bending fracture 72.5%, การรักษาทั้งหมดเป็นการรักษาด้วยวิธีอนุรักษ์นิยมโดยการใส่เฝือก ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ Re-displacement ที่ระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ภายหลังจากการรักษา และที่ระยะเวลา 4-5 สัปดาห์ภายหลังจากการรักษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติประกอบไปด้วย Unacceptable alignment, Associated ulnar fracture , Residual post-reduction displacement, Dorsal comminution, และมีอาการปวดหลังการรักษา และอายุเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ในผู้ป่วยสูงอายุที่มี displacement ใน post reductionและ dorsal comminution จากภาพภาพถ่ายทางรังสี มีโอกาสเกิด re-displacementมากขึ้น ดังนั้นในกลุ่มนี้จึงควรพิจารณาติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการเกิด re-displacement หลังการเข้าเฝือก หรือพิจารณารับการรักษาด้วยการผ่าตัด</p> ทศพร อัครแสง Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258049 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 รูปแบบการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติดโดยชุมชุมเป็นศูนย์กลาง : กรณีศึกษาในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256337 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาสภาพปัญหา บริบทของการบำบัดยาเสพติดในชุมชน พัฒนารูปแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ใช้เสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย</strong> : การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) โดยใช้แนวคิดของ Kemmis และ Mctaggart (1988) ระยะเวลาวิจัย 1 มิถุนายน 2561–31 ธันวาคม 2563 ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มเป้าหมายและผู้ร่วมวิจัยได้แก่ ผู้ใช้ยาเสพติด 21 คน แกนนำชุมชน 15 คน ตัวแทนแกนนำครอบครัว 24 คน อาสาสมัครสาธารณสุข 11 คน ผู้รับผิดชอบงานยาเสพติดใน อบต. 1 คน ใน รพ.สต 2 คน ครูและพัฒนาชุมชน 2 คน ตำรวจในพื้นที่ 2 คน รวม 78 คน</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> : พบว่า ปี 2561 มีผู้ใช้ยาเสพติดรับการบำบัดคิดเป็นร้อยละ 23.07 ผู้ติดยามีอาการทางจิตสร้างความเดือดร้อนไม่ได้รับการดูแล 2 ราย ยาเสพติดถูกนำเข้ามาโดยกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ปี 2562 นำปัญหามาวิเคราะห์และหาแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง พบผู้ใช้ยาเสพติดคิดเป็นร้อยละ 37.50 ผู้ติดยาที่มีอาการทางจิตได้รับการดูแล 1 ราย จาก 2 ราย ปี 2563 นำปัญหามาพัฒนาตามแนวคิดการบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง (CBTx) ใช้กระบวนการชุมชนเข้มแข็ง 9 ขั้นตอน ร่วมกับกระบวนการบำบัดในชุมชน 4 ขั้นตอน และมาตรการของชุมชน บำบัดฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติด 21 ราย พบว่า ผู้ใช้ยาเสพติดเปิดเผยตนเองเข้ารับการบำบัด 19 ราย คิดเป็นร้อยละ 90.47 (ต้องโทษจำคุก 2 ราย) ผู้ติดยาที่มีอาการทางจิตทุกรายได้รับการรักษา ผ่านเกณฑ์ตัวชี้วัดคุณภาพของกระทรวงสาธารณสุข ผู้ผ่านการบำบัดทุกคนไม่กลับไปเสพซ้ำและมีคุณภาพชีวิตที่ดี</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>การศึกษา</strong> : การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง ชุมชนต้องมีความพร้อมในการเข้าร่วมกระบวนการทุกขั้นตอน ชุมชนเป็นเจ้าของสามารถตรวจสอบได้ เป็นวิธีการบำบัดที่แทรกแซงชีวิตประจำวันปกติน้อยกว่าการรักษาอื่นๆ ได้รูปแบบของการบำบัดรักษาที่ตรงกับความต้องการของชุมชนและเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่</p> นิตยา ฤทธิ์ศรี , สุกัญญา วัฒนประไพจิตร , ศุภลักษณ์ จันหาญ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256337 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 ความชุกและอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดแบบรุนแรงและแบบที่มีภาวะช็อก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258193 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความชุก อัตราการเสียชีวิต และปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดแบบรุนแรงและแบบที่มีภาวะช็อก</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย</strong>: การศึกษาเชิงพรรณนาแบบวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังในผู้ป่วยเด็กอายุ 1 เดือนถึง 15 ปีที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดแบบรุนแรงและแบบที่มีภาวะช็อก และเข้ารักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตเด็กโรงพยาบาลมหาสารคาม ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 ถึง 31 ธันวาคม 2563 โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และหาปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตด้วยสถิติ multiple logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>จากผู้ป่วยเด็กในหอผู้ป่วยวิกฤตเด็กทั้งหมด 592 ราย พบผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดแบบรุนแรงและแบบที่มีภาวะช็อกจำนวน 52 ราย ความชุกเท่ากับร้อยละ 8.8 มีโรคประจำตัวร้อยละ 61.5 ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อจากชุมชนร้อยละ 82.7 ตำแหน่งที่มีการติดเชื้อมากที่สุดคือ ระบบทางเดินหายใจ (ร้อยละ 57.7) มีหลักฐานการติดเชื้อร้อยละ 25 เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ <em>E. coli</em> (ร้อยละ 7.7) มีอวัยวะทำงานผิดปกติ 2ระบบขึ้นไปร้อยละ 92.3 การรักษาส่วนใหญ่ได้รับยาปฏิชีวนะภายใน 60 นาทีร้อยละ 76.9 ผลการรักษาบรรลุเป้าหมายการรักษาภายใน 6 ชั่วโมงแรกร้อยละ 57.7 มีปัสสาวะออกตามเป้าหมายร้อยละ 90.4 อัตราการเสียชีวิตร้อยละ 28.8 ปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือ การได้รับการรักษาจนบรรลุเป้าหมายการรักษาภายใน 6 ชั่วโมงแรก (Adjusted OR 0.05, 95%CI 0.00-0.76, p-value 0.032)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ความชุกของภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดแบบรุนแรงและแบบที่มีภาวะช็อกในเด็กพบร้อยละ 8.8 และยังมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงถึงร้อยละ 28.8 การได้รับการรักษาจนบรรลุเป้าหมายการรักษาภายใน 6 ชั่วโมงแรกอาจจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดแบบรุนแรง, ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดแบบที่มีภาวะ</p> ประภาพรรณ วีระศิริ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258193 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้สูงอายุที่ทำผ่าตัดกระดูกสะโพก ในโรงพยาบาลสิงห์บุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256947 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> :</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้สูงอายุที่ทำผ่าตัดกระดูกสะโพก โรงพยาบาลสิงห์บุรี</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยแบบศึกษาย้อนหลังเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่ทำผ่าตัดกระดูกสะโพกจำนวน 73 ราย ระหว่างเดือนตุลาคม 2561 ถึง กันยายน 2563 ใช้แบบบันทึกข้อมูลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยโลจิสติก</p> <p> <strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็น 13.72 เท่า (OR = 13.72, 95% CI 2.31, 81.38) ของผู้สูงอายุที่ทำผ่าตัดกระดูกสะโพกที่มีอายุ 60 – 69 ปี ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมมากกว่า 4 โรคมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็น 8.47 เท่า (OR = 8.47 , 95% CI 1.57, 45.60) ของผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมน้อยกว่า 4 โรค ผู้ป่วยที่มีฮีโมโกลบิน (Hb) มากกว่า 10% มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนลดลงร้อยละ 87 ผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกาย ≥ 30 มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็น 40.46 เท่า (OR = 40.46, 95% CI 2.08, 784.39) ของผู้สูงอายุที่มีดัชนีมวลกาย ≤ 24.9</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong> : อายุ จำนวนโรคร่วม ฮีโมโกลบิน และดัชนีมวลกาย เป็นปัจจัยที่ร่วมกันทำนายภาวะแทรกซ้อนในผู้สูงอายุที่ทำผ่าตัดกระดูกสะโพกได้ร้อยละ 54 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05</p> ปราณี มีหาญพงษ์, สุนีย์รัตน์ บุญศิลป์, ศศิธร รุจนเวช , กรรณิการ์ ฉัตรดอกไม้ไพร Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/256947 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 ปัญหาและความต้องการการบันทึกทางการพยาบาลในโรงพยาบาลสุทธาเวช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258191 <p><strong> วัตถุประสงค์</strong><strong> :</strong> เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการการบันทึกทางการพยาบาลในโรงพยาบาลสุทธาเวช</p> <p><strong> วิธีการศึกษา</strong> : เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาล 27 คน แพทย์ 4 คน และแฟ้มประวัติของผู้ป่วย 30 แฟ้ม ศึกษาในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสุทธาเวช เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบประเมินคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาล มีค่า Interrater Reliability <u>&gt;</u> .8 2) แนวคำถามในการสนทนากลุ่ม และ 3) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong> ผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>ผลการวิจัยมีดังนี้</p> <ol> <li>ปัญหาของการบันทึกทางการพยาบาล พบว่า 1) การประเมินคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาล</li> </ol> <p>ส่วนใหญ่ทุกข้อมีคะแนนอยู่ในระดับ 1 คือ ข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ชัดเจน และไม่ได้ใจความ (<u>&gt;</u> ร้อยละ 80) <br />2) จากการสนทนากลุ่ม พบประเด็นปัญหา 4 ประเด็น เกี่ยวกับแบบฟอร์มการบันทึกทางการพยาบาล คือ 1) วิธีการเขียนแบบบันทึก 2) ความสามารถในการเขียนบันทึก 3) การประเมินผล และ 4) การตรวจสอบ</p> <ol start="2"> <li>ความต้องการการบันทึกทางการพยาบาล พบว่า พยาบาลต้องการ 1) พัฒนาศักยภาพ</li> </ol> <p>การเขียนบันทึกทางการพยาบาล โดยให้มีผู้เชี่ยวชาญมาสอนวิธีการเขียนที่ถูกต้อง มีคู่มือการเขียนบันทึกการพยาบาล 2) ปรับปรุงแบบฟอร์มการบันทึกทางการพยาบาล และ 3) มีระบบการประเมิน และ 4) มีการตรวจสอบ <strong> </strong></p> <p><strong> สรุปผลการศึกษา :</strong> จากผลการวิจัยบ่งชี้ว่า พบปัญหาการบันทึกทางการพยาบาลของหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสุทธาเวช ดังนั้นทางผู้บริหารทางการพยาบาลควรมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาลตามปัญหาและความต้องการการบันทึกทางการพยาบาล โดยให้พยาบาลมีส่วนร่วมในการดำเนินการ </p> ปาลิตา พูลเพิ่ม, นงเยาว์ มีเทียน, อภิญญา วงศ์พิริยโยธา Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258191 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบการรักษามะเร็งลำไส้ตรงระยะลุกลามเฉพาะที่ที่ได้รับการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดกับการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258054 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> ศึกษาผลการรักษามะเร็งลำไส้ตรงระยะลุกลามเฉพาะที่ (Locally Advanced Rectal cancer) <br />ที่ได้รับการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (Pre-operative concurrent chemoradiation) เทียบกับการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัด (Post-operative concurrent chemoradiation)และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา </strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Analytic study by retrospective data collection) โดยเก็บข้อมูลผู้ป่วยและการรักษาจากเวชระเบียน ฐานข้อมูลการวางแผนการฉายรังสี (Eclipse Treatment Planning System) และการสอบถามอาการทางโทรศัพท์ จากผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ตรงระยะลุกลามเฉพาะที่เฉพาะที่ (Locally Advanced Rectal cancer) ที่ได้รับการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (Pre-operative concurrent chemoradiation) เทียบกับการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัด (Post-operative concurrent chemoradiation) ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2560 - 31 ธันวาคม 2563</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> 1. การศึกษานี้พบว่าการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (Pre-operative concurrent chemoradiation) เทียบกับการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัด (Post-operative concurrent chemoradiation) ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในแง่ผลการรักษาทั้ง Loco<br />regional control, Disease free survival และ overall survival 2. ปัจจัยด้าน อายุ, เพศ, ระยะของโรค <br />(T stage, N stage), Tumor Grade, Resected margin status, Lympho-vascular invasion status, Surgery procedure, CEA level ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับ Loco-regional control, Disease free survival และ overall survival มีเพียง Resected margin status ที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับ Disease free survival อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3. กลุ่มที่ได้รับการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (Pre-operative concurrent chemoradiation) พบภาวะแทรกซ้อนทางระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Toxicity) ต่ำกว่าในกลุ่มที่ได้รับการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัด (Post-operative concurrent chemoradiation) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่พบความแตกต่างของภาวะแทรกซ้อนทางโลหิตวิทยา (Hematologic Toxicity) และระบบผิวหนัง (Dermatologic Toxicity) 4. นอกจากนี้ยังพบอัตราการตอบสนองต่อการรักษาอย่างสมบูรณ์ (Pathological Complete Response) ในกลุ่มได้รับการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (Pre-operative concurrent chemoradiation) สูงถึง 20%</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> จากการศึกษา ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในแง่ผลการรักษาและปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาในกลุ่มที่ได้รับการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (Pre-operative concurrent chemoradiation) เทียบกับการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัด (Post-operative concurrent chemoradiation) ซึ่งอาจจะต้องอาศัยจำนวนผู้ป่วยและระยะเวลาการติดตามการรักษาที่มากขึ้น ในกลุ่มที่ได้รับการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (Pre-operative concurrent chemoradiation) <br />พบภาวะแทรกซ้อนทางระบบทางเดินอาหารต่ำกว่าซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยอื่นๆและยังพบว่าอัตราการตอบสนองต่อการรักษาอย่างสมบูรณ์ (Pathological Complete Response) อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเมื่อเทียบกับการศึกษาที่ผ่านมา</p> พิชญดา ดารุนิกร, อรทัย สืบเมือง Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258054 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 การศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมีย ในโรงพยาบาลหนองคาย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258809 <p>&nbsp;</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> <strong>:</strong> เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมียในโรงพยาบาลหนองคาย</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ </strong><strong>:</strong> รูปแบบการทำวิจัยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์โดยผู้ป่วยและผู้ปกครองตอบแบบสอบถาม PedsQL ที่แปลเป็นภาษาไทย จำนวนรวม 66 ราย โดยประกอบด้วยผู้ป่วย 33 ราย และผู้ปกครอง 33 ราย</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> <strong>:</strong> จากการตอบแบบสอบถามของทั้งผู้ป่วยและผู้ปกครองพบว่าของผู้ป่วยมีคะแนนเฉลี่ยปัจจัยด้านสังคมสูงที่สุด ตามมาด้วยปัจจัยด้านโรงเรียน ปัจจัยด้านร่างกาย และปัจจัยด้านอารมณ์ตามลำดับ ในขณะที่ปัจจัยด้านต่างๆ ของผู้ปกครองพบว่าปัจจัยด้านร่างกายมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ตามมาด้วยปัจจัยด้านสังคม ปัจจัยด้านอารมณ์ และปัจจัยด้านโรงเรียนตามลำดับ</p> <p>คุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ ทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและต่อผู้ปกครองเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเพศ, อายุ, การเจริญเติบโต, ระดับชั้นการศึกษาของผู้ป่วย, ความเพียงพอของรายได้ของผู้ปกครอง ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาอื่นๆ พบว่าสอดคล้องกัน</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> &nbsp;การศึกษานี้พบว่าคะแนนคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่สอดคล้องกับการศึกษาก่อนหน้า และพบว่าไม่มีปัจจัยใดที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและผู้ปกครอง</p> รัชดาพร ปุยนุเคราะห์ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258809 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกาย ในองค์กรแพทย์ โรงพยาบาลมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258192 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาการพัฒนาใช้รูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายในองค์กรแพทย์ โรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: การวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยใช้แนวคิดของ Kemmis &amp; McTaggart และทฤษฎีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แบ่งระยะการวิจัยเป็น 3 ระยะ คือ 1) ระยะเตรียมการ 2) ระยะดำเนินการ และ3) ระยะประเมินผล เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสำรวจข้อมูลพฤติกรรมการออกกำลังกายวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha coefficient เท่ากับ 0.94 และ 2) รูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายที่พัฒนาขึ้นเอง ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (IOC) เท่ากับ 0.87 เก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจำนวน 74 คน ระยะเวลาศึกษาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ถึง เดือนพฤษภาคม 2565 เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการใช้รูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายที่พัฒนาขึ้น โดยใช้สถิติ paired T-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับขั้นความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ที่ขั้นเริ่มปฏิบัติ ร้อยละ 44.6 ใช้เวลาออกกำลังกายเฉลี่ย 50.06 นาที/ ครั้ง หรือ 3.43 ครั้ง/ สัปดาห์ <br />วิธีออกกำลังกายส่วนใหญ่ คือ การเดิน ร้อยละ 48.6 หลังการใช้รูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรม<br />การออกกำลังกายที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างมีลำดับขั้นความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการออกกำลังกาย กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการออกกำลังกาย การรับรู้สมรรถนะแห่งตนเกี่ยวกับการออกกำลังกาย ความสมดุลยภาพในการตัดสินใจในการออกกำลังกายและดัชนีมวลกายเฉลี่ย แตกต่างกับระยะก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong>: รูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายที่พัฒนาจากทฤษฎีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการออกกำลังกายและควรขยายผลการศึกษาไปยังสหสาขาวิชาชีพอื่นและส่งเสริมสุขภาพในประเด็นอื่น ๆ</p> ลัดดาวัลย์ บูรณวรศิลป์ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258192 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยวิกฤตทางศัลยกรรมระบบประสาท https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258576 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาการเกิดแผลกดทับและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยวิกฤตทางศัลยกรรมระบบประสาท</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: เป็นการศึกษาเชิงบรรยายแบบวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยวิกฤตทางศัลยกรรมระบบประสาท ที่เข้ารับการรักษา ณ หอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมและหอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมอุบัติเหตุ โรงพยาบาลมหาสารคาม ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 125 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนโดยใช้แบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Chi-square</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: 1) กลุ่มตัวอย่างเกิดแผลกดทับ ร้อยละ 24.8 มีความรุนแรงของแผลกดทับระดับ 2 <br />ร้อยละ 67.74 และระดับ 1 ร้อยละ 25.81 2) โรคร่วมเบาหวาน (χ2 = 6.30, p = .012)โรคร่วมที่เกี่ยวกับหลอดเลือด (χ2 = 21.49, p = &lt;.001) การสูบบุหรี่ (χ2 = 8.77, p = .003) อุณหภูมิกายสูง (χ2 = 5.46, p = .019) ระดับโปรตีนอัลบูมินในเลือด (χ2 = 5.06, p = .025) ภาวะซีด (χ2 = 8.02, p = .005) ปัญหาการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ (χ2 = 4.36, p = .037) และการได้รับยากระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดเลือด (χ2 = 17.23, p = &lt;.001) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยวิกฤตทางศัลยกรรมระบบประสาท</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong>: ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลกดทับในผู้ป่วยวิกฤตทางศัลยกรรมระบบประสาท ได้แก่ โรคร่วมเบาหวาน โรคร่วมเกี่ยวกับหลอดเลือด สูบบุหรี่ อุณหภูมิกายสูง ระดับโปรตีนอัลบูมินในเลือดต่ำ ภาวะซีด ปัญหาการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ และได้รับยากระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดเลือด ดังนั้นในการวางแผนการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตทางศัลยกรรมระบบประสาทจึงควรคำนึงถึงปัจจัยดังกล่าวข้างต้น</p> วไลพร ปักเคระกา, นิสากร วิบูลชัย, วุฒิชัย สมกิจ, จีรพร อินนอก, สิรินารถ ประพาศพงษ์ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258576 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 ผลการใช้รูปแบบการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นโดยใช้ครอบครัวเป็นฐาน อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/257970 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยใช้ครอบครัวเป็นฐานในอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม และศึกษาปัญหา อุปสรรค ในการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น </p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ปกครองที่มีบุตรวัยรุ่นอายุระหว่าง 10-19 ปี จำนวน 30 คน ประชุมระดมสมองร่วมกัน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ และแบบประเมินความพึงพอใจในการใช้แบบประเมินความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ ทดสอบความเที่ยงของเครื่องมือโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค มีค่าเท่ากับ 0.76 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์อยู่ในระดับน้อย จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 66.66 ระดับปานกลาง จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 16.67 ความเสี่ยงสูง จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 16.67 ความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการป้องกันการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.90, S.D = .31 ) ปัญหาอุปสรรคการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ได้แก่ การส่งเสริมกิจกรรมนันทนาการร่วมกัน ความเป็นอิสระในการคิดการตัดสินใจ การเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรม</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>รูปแบบการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นโดยใช้ครอบครัวเป็นฐาน จังหวัดนครพนม สามารถนำมาใช้ประเมินความเสี่ยงการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาได้ทันท่วงที</p> วิสัย คะตา, พัชนี สมกำลัง, นาฎนภา อารยะศิลปะธร Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/257970 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและการปรับตัวของมารดาหลังคลอดครั้งแรก และมารดาหลังคลอดครั้งหลัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/255364 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาความชุกของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและการปรับตัวของมารดาหลังคลอดครั้งแรกและมารดาหลังคลอดครั้งหลัง </p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาศึกษาในมารดาหลังคลอด 48-72 ชั่วโมง จำนวน 129 คน เป็นมารดาหลังคลอดครั้งแรก 58 คน มารดาหลังคลอดครั้งหลัง 71 คน ที่มาคลอดที่โรงพยาบาลพังโคน จังหวัดสกลนคร และโรงพยาบาลหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง พฤศจิกายน พ.ศ.2564 โดยใช้แบบประเมินภาวะซึมเศร้าหลังคลอด Edinburgh Postpartum Depression Scale และแบบประเมินการปรับตัวต่อการเป็นมารดาหลังคลอด แบบสอบสอบถามทั้ง 2 ชุดเป็นมาตรวัด 4 ระดับ โดยให้มารดาหลังคลอดตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบสถิติด้วยไค-สแควร์</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> มารดาหลังคลอดครั้งแรกมีความชุกของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดร้อยละ 3.4 ส่วนมารดาครรภ์หลังคลอดครั้งหลังพบร้อยละ 12.7 แต่พบว่าไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ส่วนระดับการปรับตัวต่อการเป็นมารดาในภาพรวมทั้ง 2 กลุ่ม ส่วนใหญ่ปรับตัวได้ในระดับปานกลาง ส่วนการปรับตัวด้านการรับรู้การเป็นมารดาว่าเป็นภาวะวิกฤต พบว่าทั้ง 2 กลุ่มส่วนใหญ่ปรับตัวในระดับสูง การปรับตัวด้านความรู้สึกต่อการพัฒนาตนเอง และการปรับตัวด้านความสามารถและความเข้าใจบทบาท ส่วนใหญ่ปรับตัวได้ในระดับปานกลาง การปรับตัวทั้ง 2 กลุ่มในภาพรวมและรายด้านทั้ง 3 ด้านไม่แตกต่างกันทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ความชุกภาวะซึมเศร้าหลังคลอดของมารดาหลังคลอดครั้งหลังมากกว่ามารดาหลังคลอดครั้งแรกถึง 3 เท่า ดังนั้น การดูแลมารดาหลังคลอดครั้งหลังจึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลทางด้านจิตใจของมารดาหลังคลอดครั้งหลังมากขึ้น</p> สร้อย อนุสรณ์ธีรกุล, สุภาพักตร์ หาญกล้า, อัญชลี อ้วนแก้ว, กิ่งแก้ว สิทธิ, ธรรมวรรณ์ บูรณสรรค์ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/255364 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 บทบาทของผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กตามคู่มือ DSPM https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258107 <p> เด็กคืออนาคตของชาติ การที่เด็กจะเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้นั้น การปูพื้นฐานในช่วงแรกของชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญโดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านสมอง การที่เด็กที่มีพัฒนาการที่ดี จะส่งผลให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และปรับตัวได้ดี มีความยืดหยุ่น สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ดีกว่าเด็กที่มีพัฒนาการที่ล่าช้า พัฒนาการของเด็กปฐมวัยจึงเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดในการสร้างรากฐานของชีวิตและจิตใจ เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ <br />5 ปี มีความสำคัญต่อการพัฒนาสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสมบูรณ์ พัฒนาการที่ผิดปกติจะส่งผลกระทบต่อการเสียโอกาสที่จะมีพัฒนาการก้าวหน้าตามวัย ทำให้เป็นภาระต่อครอบครัวและสังคม ผู้ปกครองคือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด เป็นผู้ช่วยในการดูแลเลี้ยงดูเด็กให้เจริญเติบโตแข็งแรงตามวัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ผู้ปกครองจึงมีบทบาทที่สำคัญมากในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงวัยแรกของชีวิต บทความวิชาการฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของผู้ปกครอง ในการประเมินพัฒนาการเด็กโดยใช้คู่มือ DSPM ซึ่งเป็นคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย เพื่อให้ผู้ปกครองได้มีความตระหนัก ใส่ใจ และมองเห็นถึงความสำคัญของการประเมินพัฒนาการบุตรหลาน เพื่อให้บุตรหลานมีพัฒนาการที่ดี สมวัยตามเกณฑ์ สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขสืบไป</p> สิทธิพงศ์ ปาปะกัง Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258107 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 ผลการรักษามะเร็งลำไส้ตรงและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258056 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> ศึกษาผลการรักษามะเร็งลำไส้ตรงและปัจจัยที่สัมพันธ์กับผลการรักษาในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> รูปแบบการวิจัย (Research design) เป็นการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Analytic study by retrospective data collection) โดยเก็บข้อมูลผู้ป่วยและการรักษาจากเวชระเบียน ฐานข้อมูลการวางแผนการฉายรังสี (Eclipse Treatment Planning System) และการสอบถามอาการทางโทรศัพท์ เก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ตรงตั้งแต่ มกราคม 2554 - ธันวาคม 2564</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ผลการศึกษาพบว่า Serum CEA มากกว่า 2.5 ng/dL, Post op CMT, Post-op CCRT, Tumor grade, Stage, Resection margin, สัมพันธ์กับ overall survival อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและพบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับ Disease free survival ได้แก่ Serum CEA &gt; 2.5 ng/dL , Pre-op CCRT, Post-op CCRT, Post-op CMT, Surgery, Tumor grade, T stage, Resection margin สัมพันธ์กับ disease free survival อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอัตรารอดชีวิต 2 ปี เป็นร้อยละ 76.0 อัตรารอดชีวิต 5 ปี เป็นร้อยละ 13.0</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> จากผลการศึกษานี้ทำให้ทราบว่าผลการรักษามะเร็งลำไส้ตรงที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ยอมรับได้ และนอกจากนั้นทราบถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับ overall survival และ disease free survival นำไปสู่การเลือกการรักษาที่ดียิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรงที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ดต่อไป</p> สุขนิตย์ พรหมรับ Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258056 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและความวิตกกังวลต่อ COVID-19 ในผู้ที่มาเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่แผนกผู้ป่วยนอก อำเภอเมือง มหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258184 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> <strong>:</strong> เพื่อศึกษาความชุกของความเครียดและความวิตกกังวลต่อไวรัส COVID-19 และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในผู้ที่มาเข้ารับบริการทางการแพทย์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา </strong><strong>:</strong> ศึกษาแบบตัดขวาง (Cross sectional study) ในผู้ที่มาเข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก ในสถานพยาบาลจำนวน 21 แห่ง เกณฑ์การคัดเข้าสู่การศึกษาได้แก่ ผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไปที่มาเข้ารับการบริการที่สถานพยาบาลที่กำหนดและสมัครใจเข้าร่วมการวิจัย เกณฑ์การคัดออกจากการศึกษาได้แก่ผู้ที่มีความบกพร่องด้านการสื่อสาร และผู้ที่มีโรคประจำตัวด้านสุขภาพจิต</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้เข้าร่วมการศึกษา 404 ราย พบความชุกของผู้ที่มีระดับความเครียดมากและระดับความเครียดมากที่สุด 6.19% ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดได้แก่ สถานภาพสมรส และสมาชิกในครอบครัวเคยติดโควิด ความชุกของความวิตกกังวลต่อไวรัส COVID-19 ในระดับมาก 11.63% ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลต่อไวรัส COVID-19 ได้แก่ อาชีพที่ต้องพบกับคนจำนวนมาก และความเพียงพอของรายได้</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ความชุกของความเครียดในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงต้นของการแพร่ระบาด แต่ความวิตกกังวลต่อไวรัส COVID-19 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง จึงควรเฝ้าระวังโดยเฉพาะในประชากรที่ได้รับผลกระทบและประชากลุ่มเสี่ยงตามปัจจัยที่ศึกษาพบเพื่อจะช่วยให้สามารถให้การดูแลช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วขึ้น</p> อาคม ทิวทอง Copyright (c) 2022 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/258184 Mon, 29 Aug 2022 00:00:00 +0700