วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ
<p>วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา<br />ISSN 2630-0214 E-ISSN 2821-9899<br />กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม–สิงหาคม ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม<br />นโยบายของการตีพิมพ์ วารสารมีนโยบายตีพิมพ์รายงานวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Articles) ในด้านการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา</p> <p>นโยบายการประเมินบทความ<br />บทความที่จะตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อนหรือไม่อยู่ในระหว่างส่งไปตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น วารสารใช้ระบบการประเมินแบบ Double-blinded peer review บทความวิจัย (Research article) <br />และบทความวิชาการ (Review article) ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพของบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer reviewers) จากหลากหลายสถาบันและมีความเชี่ยวชาญตรงสาขากับบทความ อย่างน้อย 2 ท่านขึ้นไปต่อบทความ วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ จำนวน 3,500 บาทต่อบทความ (ไม่สามารถขอคืนได้เนื่องจากวารสารฯ ได้ดำเนินกระบวนการเพื่อประเมินบทความ)<br />สั่งจ่ายบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขา อุดรธานี เลขบัญชี 401-3-63405-8<br />(จะแจ้งให้ทราบเมื่อผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้นแล้ว) </p> <p>บุคลากรภายในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี สามารถขอยกเว้นค่าธรรมเนียมกรณีมีชื่อเป็นชื่อแรก </p>
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี
th-TH
วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา
2630-0214
-
ผลของโปรแกรมพยาบาลพี่เลี้ยงสำหรับพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/280564
<p><strong>บทนำ:</strong> แผลไหม้เป็นการบาดเจ็บของผิวหนังหรือเนื้อเยื่อที่ได้รับอันตรายจากการถูกความร้อน กระแสไฟฟ้า แรงเสียดทาน กัมมันตภาพรังสีหรือการสัมผัสสารเคมี สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย ดังนั้นต้องใช้ความรู้ ทักษะในการวางแผนการปฏิบัติการพยาบาลอย่างรอบด้านตั้งแต่ประเมินผู้ป่วยและครอบครัวในทุกมิติ<strong><br /></strong><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้และเปรียบเทียบสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพก่อนและหลังการใช้โปรแกรมพยาบาลพี่เลี้ยงสำหรับพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้<strong><br /></strong><strong>วิธีการดำเนินการวิจัย: </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้แผนกศัลยกรรมจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมพยาบาลพี่เลี้ยงสำหรับพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้ และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยแบบประเมินสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้ ของพยาบาลวิชาชีพ และแบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อโปรแกรมพยาบาลพี่เลี้ยง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Wilcoxon signed ranks test นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /><strong>ผลการวิจัย: </strong>สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพก่อนและหลังการใช้โปรแกรมพยาบาลพี่เลี้ยงสำหรับพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพหลังการใช้โปแกรมพยาบาลพี่เลี้ยงสูงกว่าก่อนใช้โปรแกรม<strong><br /></strong><strong>สรุปผลและข้อเสนอแนะ: </strong>รูปแบบพยาบาลพี่เลี้ยงเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มพูนความสามารถเฉพาะทางที่จำเป็นสำหรับการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้ และนำโปรแกรมพยาบาลพี่เลี้ยงสำหรับพยาบาลวิชาชีพไปใช้เพื่อเป็นแนวทางและพัฒนาความสามารถของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยต่อไป</p>
เชาวฤทธิ์ อรุณเลิศศิริ
ปานตา อภิรักษ์นภานนท์
มณีรัตน์ ภาคธูป
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
9 2
1
14
-
การพัฒนานวัตกรรมหมอนอัจฉริยะแจ้งเตือนพลิกตะแคงตัวเพื่อการดูแลแผลกดทับ สำหรับผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/280647
<p><strong>บทนำ:</strong> ปัญหาสำคัญที่มักพบในผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง คือ แผลกดทับ ที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงถึงชีวิตและสร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้มีแผลกดทับและญาติที่ดูแล และแผลกดทับยังสร้างภาระทางเศรษฐกิจต่อประเทศอย่างมาก<strong><br />วัตถุประสงค์: </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนานวัตกรรมหมอนอัจฉริยะสำหรับการป้องกันแผลกดทับ 2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้และทักษะการปฏิบัติของผู้ดูแล ก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างต่อนวัตกรรม<strong><br />วิธีการดำเนินการวิจัย: </strong>รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนาแบบกึ่งทดลอง วัดผลกลุ่มเดียวก่อนและหลังการทดลอง (ดำเนินการศึกษาระหว่าง ตุลาคม ถึง ธันวาคม 2568 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลและผู้ป่วยติดเตียงในจังหวัดราชบุรี จำนวน 15 คู่ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย หมอนอัจฉริยะรูปทรงตัวแอล แบบประเมินความรู้ ทักษะ และความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Wilcoxon signed-rank test<br /><strong>ผลการวิจัย: </strong>กลุ่มตัวอย่างภายหลังได้รับนวัตกรรม ผู้ดูแลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และทักษะการปฏิบัติ สูงกว่าก่อนการทดลอง (<em>M</em> = 9.67, <em>SD</em> = 0.62; <em>M</em> = 35.20, <em>SD</em> = 4.48) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>< .005 และ <em>p</em> < .001 ตามลำดับ)<strong><br />สรุปผลและข้อเสนอแนะ: </strong>ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ผู้ดูแลมีความรู้ ทักษะการปฏิบัติและมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมหมอนอัจฉริยะเพิ่มขึ้น การนำนวัตกรรมหมอนอัจฉริยะนี้สามารถนำไปใช้ในการดูแลและป้องกันแผลกดทับได้จริงและมีประสิทธิภาพ</p>
บรรณฑวรรณ หิรัญเคราะห์
ชุติมา มาลัย
ณัฐวุฒิ สังข์วรรณะ
ดลญา ท่านกเอี้ยง
ปภัสสร เกษาโร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
9 2
15
29
-
ผลของโปรแกรมการพัฒนาคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลปากช่องนานา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/281102
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การบันทึกทางการพยาบาลเป็นหลักฐานทางกฎหมายและรากฐานของการสื่อสารระหว่างทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย โดยเฉพาะในผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่เวลาและคุณภาพการบันทึกส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์การรักษา<strong><br />วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาลสำหรับผู้ป่วย Sepsis โดยเปรียบเทียบ คุณภาพการบันทึกระหว่างกลุ่มที่ได้รับและไม่ได้รับโปรแกรม<strong><br />วิธีการดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง ดำเนินการในหอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลปากช่องนานา กลุ่มตัวอย่างเป็นแบบบันทึกทางการ พยาบาลของผู้ป่วย Sepsis จำนวน 92 ฉบับ ได้จากการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มเปรียบเทียบและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 23 ฉบับ ก่อนและหลังใช้โปรแกรม โปรแกรมมีระยะเวลา 21 วัน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การอบรมให้ความรู้ 2) การฝึกปฏิบัติทางคลินิก และ 3) การนิเทศทางคลินิกโดยใช้โมเดลการโค้ชแบบโกรว์ (GROW coaching model) เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบตรวจสอบคุณภาพการบันทึกเวชระเบียนตามเกณฑ์ของ สปสช. และแบบประเมินการบันทึกตามแนวปฏิบัติการ พยาบาลเฉพาะโรค Sepsis ตรวจสอบการแจกแจงข้อมูลด้วย Shapiro-Wilk test และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Independent t-test และ Paired samples t-test ที่ระดับนัยสำคัญ .05<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> คะแนนคุณภาพการบันทึกตามเกณฑ์ทั่วไปของ สปสช. เพิ่มขึ้นภายในกลุ่มทั้งสองกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ แต่ระหว่าง กลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean difference = -0.95, <em>95% </em><em>CI</em>: -2.77 ถึง 0.85, <em>p </em>= .294) อย่างไรก็ตาม คะแนนคุณภาพการบันทึกตามแนวปฏิบัติการพยาบาลเฉพาะโรค Sepsis ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (Mean difference = 1.73, <em>95% </em><em>CI</em>: 0.19 ถึง 3.28, <em>p</em> = .028)<br /><strong>สรุปผลและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>โปรแกรมพัฒนาคุณภาพที่บูรณาการการให้ความรู้ การฝึกปฏิบัติ และการนิเทศด้วยโมเดลการโค้ช แบบโกรว์เป็นเวลา 21 วัน มีประสิทธิผลในการยกระดับคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาลตามแนวปฏิบัติการพยาบาลเฉพาะ โรค sepsis ควรนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาบุคลากรประจำปีและขยายผลสู่ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงอื่น ๆ การวิจัยใน อนาคตควรศึกษาความยั่งยืนในระยะยาวและผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางคลินิก</p>
ธนิดา สุขรมย์
สมหญิง จำปาปรีดา
เกศรินทร์ พรหมมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
9 2
30
41
-
การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือดในห้องผู้ป่วยหนักอายุรกรรม โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/281431
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง จึงจำเป็นต้องมีระบบการดูแลที่ชัดเจน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลระบบการดูแลผู้ป่วยช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือดห้องผู้ป่วยหนักอายุร</p> <p>กรรม โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์<strong><br />วิธีการดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ ผู้ร่วมวิจัย คือ พยาบาลวิชาชีพ 60 คน และ ผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด 57 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ ระบบการดูแลผู้ป่วยที่พัฒนาขึ้น แบบบันทึกการทบทวนเวชระเบียน แนวคำถามสนทนากลุ่ม แบบสังเกตการปฏิบัติงาน แบบประเมินบันทึกทางการพยาบาล และแบบวัดความรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ t-test, chi-square และ Fisher's exact test<strong><br /></strong><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ระบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นส่งผลต่อผลลัพธ์เชิงระบบ 2 ผลลัพธ์ ได้แก่ 1) ระบบการดูแลผู้ป่วย พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรู้ พฤติกรรมการปฏิบัติ และความสมบูรณ์ของการบันทึกทางการพยาบาลตามมาตรฐาน 7 ASPECTS of care ของพยาบาลเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .05) อัตราการได้รับยาปฏิชีวนะขนาดแรกของการรักษาภายใน 1 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 75.40 เป็นร้อยละ 89.50 และอัตราการเสียชีวิตลดลงจากร้อยละ 63.15 เหลือร้อยละ 43.85 และ 2) การนำระบบไปใช้ พบว่า พยาบาลสามารถนำระบบไปปฏิบัติจริงในบริบทวิกฤต และเกิดระบบขนส่งยาปฏิชีวนะเชิงรุกนอกเวลาราชการร่วมกับทีมสหวิชาชีพ และได้บทเรียนเชิงนโยบายว่า ควรกำหนดผู้รับผิดชอบระบบ พัฒนาสมรรถนะและการนิเทศทางคลินิก จัดระบบส่งมอบยาปฏิชีวนะที่รวดเร็ว และสนับสนุนทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง<br /><strong>สรุปผลและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ระบบที่พัฒนาช่วยให้กระบวนการดูแลผู้ป่วยวิกฤตมีความชัดเจน เพิ่มการเข้าถึงการรักษาที่สำคัญ และพบแนวโน้มอัตราการเสียชีวิตลดลง จึงควรประยุกต์ใช้ในห้องผู้ป่วยวิกฤตอื่น โดยขับเคลื่อนผ่านพยาบาลผู้จัดการรายกรณี การนิเทศทางคลินิก และการกำกับติดตามระบบยาและการบันทึกทางการพยาบาลอย่างต่อเนื่อง</p>
จุฑารัตน์ สุพรรณจิตวนา
ประภัสสร ควาญช้าง
ไวยพร พรมวงค์
จรูญศรี มีหนองหว้า
เบญจมาภรณ์ ชุมแสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
9 2
42
57
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ โดยประยุกต์ใช้เกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ จังหวัดอุดรธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/281790
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> เกณฑ์รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Management Quality Award; PMQA) เป็นเกณฑ์มาตรฐานระดับโลกและเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรสามารถประเมินองค์กรตนเอง นำไปสู่องค์กรสมรรถนะสูง<br /><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพโดยประยุกต์ใช้เกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ จังหวัดอุดรธานี<br /><strong>วิธีการดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา เก็บข้อมูลจากแบบบันทึกการประชุมทีมนำการพัฒนา 38 คน และแบบสอบถามบุคลากร 176 คน เป็นเครื่องมือที่ทีมวิจัยสร้างขึ้นค่าเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.89 วิเคราะห์โดยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ผลการพัฒนาได้รูปแบบการบริหารยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ จังหวัดอุดรธานี มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) โครงสร้างการดำเนินการ 2) การขับเคลื่อนงานแบบ Directing Integrate Program Teamwork (DIPT) คือ การอำนวยการ/สั่งการ การบูรณาการ การทำงานเป็นทีม และ มุ่งเน้นผลลัพธ์ 3) แผนงาน/โครงการ 4) นวัตกรรมการพัฒนาโปรแกรมบนเว็บไซต์ และ 5) การประเมินผล หลังพัฒนาบุคลากรมีส่วนร่วมในกระบวนการตามเกณฑ์ PMQA โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < 0.001) และความพึงพอใจต่อรูปแบบการบริหารแผนยุทธศาสตร์อยู่ในระดับสูง (4.78±0.46) ผลการประเมินคุณภาพองค์กรตามเกณฑ์ PMQA ปีงบประมาณ 2569 ได้คะแนน ร้อยละ 79.34 มากกว่าปีงบประมาณ 2568 ได้คะแนน ร้อยละ 77.11<strong><br />สรุปผลและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ผลที่ได้จากการพัฒนารูปแบบการบริหารยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพโดยประยุกต์ใช้เกณฑ์ PMQA ครั้งนี้ เป็นการบริหารยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผลลัพธ์ตามตัวชี้วัดเพิ่มขึ้น การศึกษานี้เสนอแนะว่า การบริหารยุทธศาสตร์สุขภาพโดยประยุกต์ใช้เกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องในระดับจังหวัดและอำเภอเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย</p>
สถิดาภรณ์ สุระถิตย์
อัปสร วงษ์ศิริ
อานันตยา พลสักขวา
ฉวีวรรณ ศรีดาวเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
9 2
58
73
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันในองค์กรของพยาบาล Gen Z โรงพยาบาลทั่วไป เขตสุขภาพที่ 8
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/282101
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ความผูกพันในองค์กรที่ลดลงของพยาบาลวิชาชีพ Gen Z เป็นความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่นำไปสู่เจตจำนงในการลาออกและบั่นทอนความมั่นคงของระบบสุขภาพ จึงจำเป็นต้องศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันในองค์กรเพื่อช่วยธำรงรักษาพยาบาลรุ่นใหม่อย่างตรงจุด<strong><br />วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาระดับความผูกพันในองค์กร ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านการจัดการองค์กรกับความผูกพันในองค์กร และศึกษาปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายความผูกพันในองค์กรของพยาบาลวิชาชีพ Gen Z โรงพยาบาลทั่วไป เขตสุขภาพที่ 8<strong><br />วิธีการดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพยากรณ์ (Predictive research) กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพ Gen Z อายุ 22–28 ปี ในโรงพยาบาลทั่วไป 5 แห่ง เขตสุขภาพที่ 8 จำนวน 192 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิและแบบมีระบบ เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม 3 ส่วน มีค่า CVI ระหว่าง 0.93–1.00 และค่าความเที่ยงระหว่าง 0.92–0.95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันในองค์กรของพยาบาลวิชาชีพ Gen Z ที่สามารถทำนายความผูกพันในองค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < 0.001) ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ และด้านความก้าวหน้าในอาชีพ (<em>β</em> = 0.326, <em>t </em>= 4.549, <em>p</em> < .001; <em>β</em> = 0.317, <em>t </em>= 5.505, <em>p</em> < .001; <em>β</em> = 0.309, <em>t</em> = 5.134, <em>p</em> < .001 ตามลำดับ) โดยตัวแปรทั้ง 3 สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความผูกพันในองค์กรได้ร้อยละ 69.4 (<em>R</em><em><sup>2</sup></em>=0.694)<strong><br />สรุปผลและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>สภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นปัจจัยที่ผู้บริหารควรส่งเสริมการมีส่วนร่วม และปรับปรุงระบบค่าตอบแทนพิเศษ (P4P) ให้โปร่งใสสะท้อนภาระงานจริง สร้างเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจน และวางแผนการบรรจุข้าราชการเพื่อสร้างความมั่นคงและธำรงรักษากำลังคนรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน</p>
นัยนา ธรรมเสนีย์
สมปรารถนา ดาผา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
9 2
74
85
-
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับทางร่วมกับการประยุกต์ใช้กรณีศึกษาต่อความรู้และคุณลักษณะการเรียนรู้แบบชี้นำตนเองของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ในหัวข้อการพยาบาลผู้สูงอายุที่มีกลุ่มอาการสูงอายุ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/282183
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> หัวข้อการพยาบาลผู้สูงอายุที่มีกลุ่มอาการสูงอายุมีเนื้อหาซับซ้อนและมีอาการแสดงคาบเกี่ยวกัน การบรรยายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการพัฒนาความรู้เชิงประยุกต์และคุณลักษณะการเรียนรู้แบบชี้นำตนเองของนักศึกษาพยาบาล<strong><br />วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบความรู้และคุณลักษณะการเรียนรู้แบบชี้นำตนเองของนักศึกษาพยาบาล ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับทางร่วมกับการประยุกต์ใช้กรณีศึกษา<strong> <br />วิธีการดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง ศึกษาในประชากรทั้งหมด คือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 74 คน จัดการเรียนรู้รวม 4 ชั่วโมงในช่วง 2 สัปดาห์ เก็บข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม พ.ศ. 2569 ด้วยแบบทดสอบความรู้แบบปรนัย 20 ข้อ และแบบวัดคุณลักษณะการเรียนรู้แบบชี้นำตนเอง 50 ข้อ 8 ด้าน ทั้งสองฉบับมีค่า I-CVI 0.67–1.00 และ S-CVI/Ave 0.91 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 (KR-20) และ 0.90 (แอลฟาของครอนบาค) ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired Samples t-test ที่ระดับนัยสำคัญ .05<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>คะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน (<em>M </em>= 13.12, <em>SD </em>= 2.24) เป็นหลังเรียน (<em>M</em> = 16.45, <em>SD</em> = 2.73) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ผลต่าง 3.33; <em>t</em>(73) = 7.186, <em>p </em>< .001, <em>Cohen’s d</em> = 0.84) คะแนนคุณลักษณะการเรียนรู้แบบชี้นำตนเองภาพรวมเพิ่มขึ้นจาก 175.14 (<em>SD</em> = 24.28) เป็น 208.68 (<em>SD </em>= 28.46) เช่นเดียวกัน (ผลต่าง 33.54; <em>t</em>(73) = 12.948, <em>p</em> < .001, <em>d</em> = 1.51) และคะแนนรายด้านสูงขึ้นครบทั้ง 8 ด้าน (<em>p</em> < .001)<strong><br />สรุปผลและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ภายหลังการจัดการเรียนรู้ นักศึกษาพยาบาลมีคะแนนความรู้และคุณลักษณะการเรียนรู้แบบชี้นำตนเองสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่มีกลุ่มควบคุม จึงยังไม่สามารถสรุปความเป็นเหตุเป็นผลได้ ควรนำรูปแบบนี้ไปใช้ในหัวข้อที่มีเนื้อหาซับซ้อน โดยเตรียมสื่อก่อนชั้นเรียน กรณีศึกษาที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และกิจกรรมสะท้อนคิด</p>
ชยพล ศิรินิยมชัย
อ้อฤทัย ธนะคำมา
วรวรรณ สุภาตา
วรณัน ธีร์สุดาพรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
9 2
86
99
-
ประสบการณ์การดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะธาลัสซีเมียของคู่สมรสและครอบครัวในบริบทชุมชน จังหวัดอุตรดิตถ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/282219
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์ก่อให้เกิดภาระการดูแลที่ซับซ้อนต่อคู่สมรสและครอบครัว อย่างไรก็ตามประสบการณ์การดูแลของครอบครัวในฐานะผู้ดูแลหลักยังไม่ได้รับการศึกษาเชิงลึกในบริบทชุมชนภาคเหนือตอนล่างของไทย<strong><br />วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะธาลัสซีเมียของคู่สมรสและครอบครัว รวมทั้งภาระทางอารมณ์และจิตใจ และความต้องการการสนับสนุนจากระบบบริการสุขภาพในบริบทชุมชน จังหวัดอุตรดิตถ์<strong><br />วิธีการดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงพรรณนา ตามแนวคิดของ Husserl คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลด้วยการสุ่มแบบเจาะจงร่วมกับการสุ่มแบบลูกโซ่ จำนวน 13 ราย เป็นคู่สมรสและสมาชิกครอบครัวที่มีบทบาทเป็นผู้ดูแลหลักของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะธาลัสซีเมีย อายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้าง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 วิเคราะห์ข้อมูลตามแนวคิดของ Colaizzi 7 ขั้นตอน และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูล การสนทนากับผู้ทรงคุณวุฒิ การพรรณนาเชิงลึก และบันทึกการสะท้อนคิดของผู้วิจัย<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบประสบการณ์การดูแล 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การรับรู้และทำความเข้าใจธาลัสซีเมียในฐานะผู้ดูแล (2) บทบาทการดูแลเชิงปฏิบัติที่ครอบครัวรับไว้ (3) ภาระทางอารมณ์และจิตใจของผู้ดูแล (4) การปรับตัวของครอบครัวในฐานะระบบโดยอาศัยเครือข่ายครอบครัวขยายและชุมชน และ (5) ความต้องการการสนับสนุนจากระบบสุขภาพที่ครอบครัวยังไม่ได้รับ<strong><br />สรุปผลและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ครอบครัวของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะธาลัสซีเมียเผชิญกับภาระการดูแลที่ซับซ้อนทั้งในมิติปฏิบัติ อารมณ์ และสังคม ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการแนวทางการสนับสนุนเพิ่มเติมจากระบบสุขภาพ พยาบาลควรพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลครอบครัวที่บูรณาการการประเมินความต้องการของผู้ดูแลอย่างเป็นระบบ รวมถึงพัฒนาช่องทางการสื่อสารทางการแพทย์ที่ครอบครัวสามารถเข้าถึงได้</p>
พัชชา สุดแดน
ผ่องศรี พุทธรักษ์
ธัญลักษณ์ มาเม่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
9 2
100
116
-
การพัฒนารูปแบบการจัดบริการตรวจเต้านมด้วยตนเองผ่านโปรแกรม BSE (BSE App) โดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/282288
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกได้มากที่สุดและเพิ่มโอกาสการรักษาส่งผลให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยสูงขึ้น จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ศึกษายังขาดการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากขาดความรู้และทักษะในการตรวจ<strong><br /></strong><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบการจัดบริการตรวจเต้านมด้วยตนเองผ่านโปรแกรม BSE (BSE App) โดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมทั้งการศึกษาผลลัพธ์ของโปรแกรม<strong><br /></strong><strong>วิธีการดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โดยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 140 คน และกลุ่มประชากรสตรีอายุตั้งแต่ 30-70 ปีทุกคน รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,303 คน ในพื้นที่ตำบลพระธาตุ บังพวน อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 - เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 เครื่องมือในงานวิจัย คือ รูปแบบการจัดบริการตรวจเต้านมด้วยตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันการตรวจเต้านมด้วยตนเอง (BSE) เก็บข้อมูลโดยใช้ แบบบันทึกจำนวนครั้งของการตรวจเต้านมในโปรแกรม (BSE App) และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ Paired samples t-test<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> จำนวนครั้งการตรวจเต้านมด้วยตนเองผ่านโปรแกรม BSE (BSE App) โดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ของกลุ่มตัวอย่างในปี พ.ศ. 2567 (หลังการพัฒนา) มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าปี พ.ศ. 2566 (ก่อนการพัฒนา) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t </em>= -5.45, <em>p</em> < .001) และผลความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดบริการ พบว่ามีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ 4.91 อยู่ในระดับมากที่สุดในภาพรวมทุกด้าน<strong><br /></strong><strong>สรุปผลและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>การพัฒนารูปแบบการจัดบริการตรวจเต้านมด้วยตนเองผ่านโปรแกรม BSE (BSE App) โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ส่งเสริมให้สตรีอายุ 30-70 ปี มีการตรวจเต้านมด้วยตนเองเพิ่มขึ้น ข้อเสนอแนะควรมีการขยายผลรูปแบบการบริการตรวจเต้านมด้วยตนเองผ่านโปรแกรม BSE ให้แก่บุคคลอื่น</p>
วาสนา หน่อสีดา
วิลาวรรณ ยังสีนาค
สมถวิล ศรีสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
9 2
117
130
-
ประสบการณ์การตั้งครรภ์ของมารดาอายุมากในอำเภอเมืองอุตรดิตถ์: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/282297
<p><strong>บทนำ:</strong> การตั้งครรภ์ของมารดาอายุมาก (≥35 ปี) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก แต่ประสบการณ์เชิงอัตวิสัยด้านการดูแลตนเอง การสนับสนุนทางสังคม และการเข้าถึงบริการสุขภาพในบริบทไทยยังมีข้อจำกัดทางความรู้อยู่มาก<strong><br />วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อสำรวจและบรรยายประสบการณ์การตั้งครรภ์ของมารดาอายุมากในอำเภอเมืองอุตรดิตถ์<strong><br />วิธีการดำเนินการวิจัย: </strong>การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนาครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูล 18 ราย คัดเลือกด้วยวิธีเจาะจงร่วมกับการประสานงานผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในฐานะผู้นำทาง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี Thematic analysis ตามแนวทาง 6 ขั้นตอนของ Braun และ Clarke<br /><strong>ผลการวิจัย: </strong>ผลการวิจัยพบ 4 Themes หลัก ได้แก่ (1) ความรู้สึกสองขั้วระหว่างความดีใจและความกลัว: ประสบการณ์การตั้งครรภ์ในมารดาอายุมาก ผู้ให้ข้อมูลทุกรายมีความยินดีปนความวิตกกังวลต่อความผิดปกติของโครโมโซมซึ่งคลี่คลายลงได้บางส่วนหลังได้รับผลตรวจคัดกรองที่แสดงความเสี่ยงต่ำ (2) การดูแลตนเองอย่างมุ่งมั่นท่ามกลางความเหนื่อยล้าของวัย มีแรงจูงใจสูงด้านโภชนาการแต่จำกัดด้านการออกกำลังกาย (3) เครือข่ายสนับสนุนที่มีสามีเป็นแกนกลางร่วมกับบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในฐานะผู้เชื่อมโยงระหว่างมารดากับระบบสุขภาพ และ (4) การเข้าถึงบริการฝากครรภ์: ทางเลือก อุปสรรค และความคาดหวังต่อระบบซึ่งอุปสรรคหลักคือการรอคิวนานและความเหนื่อยล้าทางกาย แม้ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่จะพึงพอใจต่อทัศนคติของบุคลากรสุขภาพ<strong><br />สรุปผลและข้อเสนอแนะ: </strong>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นความจำเป็นในการพัฒนาคลินิกฝากครรภ์เฉพาะสำหรับมารดาอายุมาก การเสริมสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสามีในกระบวนการฝากครรภ์อย่างเป็นระบบ</p>
จิราพร วิศิษฏ์โกศล
สิริกานดา สุขเกษม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
9 2
131
147