วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ <p>วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา<br />ISSN 2630-0214 E-ISSN 2821-9899<br />กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม–สิงหาคม ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม<br />นโยบายของการตีพิมพ์ วารสารมีนโยบายตีพิมพ์รายงานวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Articles) ในด้านการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา</p> <p>นโยบายการประเมินบทความ<br />บทความที่จะตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อนหรือไม่อยู่ในระหว่างส่งไปตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น วารสารใช้ระบบการประเมินแบบ Double-blinded peer review บทความวิจัย (Research article) <br />และบทความวิชาการ (Review article) ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพของบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer reviewers) จากหลากหลายสถาบัน และมีความเชี่ยวชาญตรงสาขากับบทความ อย่างน้อย 2 ท่านขึ้นไปต่อบทความ วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ จำนวน 3,500 บาทต่อบทความ (ไม่สามารถขอคืนได้เนื่องจากวารสารฯ ได้ดำเนินกระบวนการเพื่อประเมินบทความ)<br />สั่งจ่ายบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขา xxxxx เลขบัญชี xxxxx (จะแจ้งให้ทราบเมื่อผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้นแล้ว) </p> <p>บุคลากรภายในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี สามารถขอยกเว้นค่าธรรมเนียมกรณีมีชื่อเป็นชื่อแรก </p> วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี th-TH วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา 2630-0214 ประสบการณ์และความหมายของการบริโภคอาหารและรับประทานยาเม็ด เสริมธาตุเหล็กของหญิงตั้งครรภ์ในจังหวัดตรัง: การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/274891 <p style="font-weight: 400;"><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> การให้ความรู้ด้านโภชนาการและการใช้ยาเสริมธาตุเหล็ก ปรับรูปแบบบริการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เพื่อช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยาเกี่ยวกับประสบการณ์ ความหมายและความเข้าใจของการบริโภคอาหารและรับประทานยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กของหญิงตั้งครรภ์เกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การศึกษาแบบเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยา ใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกกับหญิงตั้งครรภ์ 20 รายที่รับบริการฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลตรัง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงธีมแบบอุปนัย (inductive thematic analysis)</p> <p style="font-weight: 400;">วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง 20 รายที่มาฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลตรัง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระแบบอุปนัย</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>ผลการวิจัย:</strong> พบประสบการณ์และความหมายใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) พฤติกรรมการรับประทานยา เช่น การลืม การรับประทานที่ไม่ถูกต้องและผลข้างเคียง (2) พฤติกรรมการบริโภคอาหารตามความสะดวกและความชอบส่วนบุคคล (3) อิทธิพลของวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนา และ (4) อุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ เช่น ความกลัวขั้นตอนทางการแพทย์และปัญหาการนัดหมายที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>สรุปผล:</strong> ประสบการณ์และความเข้าใจการบริโภคอาหารและรับประทานยาเสริมธาตุเหล็กของหญิงตั้งครรภ์ถูกกำหนดโดยพฤติกรรม วัฒนธรรม และระบบบริการสุขภาพที่ซับซ้อน</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรเน้นให้ความรู้ด้านโภชนาการและการใช้ยาเสริมธาตุเหล็ก ปรับบริการสุขภาพให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลหญิงตั้งครรภ์อย่างยั่งยืน</p> ณทิพรดา บุญยง ทิพย์วรรณ บุณยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 8 3 1 11 การพัฒนาหุ่นแขนฝึกพันผ้ายืดแบบมีการส่งสัญญาณแรงกดวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/275601 <p><strong>บทนำ: </strong>การพันผ้าที่ถูกวิธีมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น Compartment Syndrome แต่การสอนแบบดั้งเดิมมักขาดข้อมูลป้อนกลับเชิงปริมาณที่แม่นยำและทันท่วงที งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหานี้</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวก่อนและหลัง ในกลุ่มอาจารย์พยาบาล 9 คน และนักศึกษาพยาบาล 45 คน นวัตกรรมประกอบด้วยหุ่นแขนจำลองที่ติดตั้งเซนเซอร์ส่งสัญญาณเตือนเมื่อแรงกดเกินค่าปลอดภัย เพื่อประเมินความเสี่ยงทางคลินิก เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามเพื่อวัดความรู้ ทักษะ และความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Wilcoxon signed-rank test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>อาจารย์มีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมในระดับสูงมาก (= 4.89, S.D. = 0.33) หลังการทดลอง นักศึกษามีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) และมีความพึงพอใจในระดับสูงมากเช่นกัน (= 4.88, S.D. = 0.33) ผลด้านทักษะแสดงให้เห็นพัฒนาการที่ชัดเจนตามชั้นปี โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ( = 2.19, SD = 0.78) ไปจนถึงชั้นปีที่ 3 ( = 2.79, SD = 0.41) ซึ่งสะท้อนว่านวัตกรรมนี้มีประโยชน์ต่อผู้เรียนทุกระดับ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>ระบบการฝึกทักษะที่ผสมผสานหุ่นแขนพันผ้ายืดแบบมีสัญญาณแรงกด เป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับอย่างสูง การให้ข้อมูลป้อนกลับที่แม่นยำและทันท่วงทีช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและพัฒนาทักษะการพันผ้าได้อย่างชัดเจน จึงมีข้อเสนอแนะให้บูรณาการนวัตกรรมนี้เข้ากับการเรียนการสอนในหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างทฤษฎีสู่การปฏิบัติที่ปลอดภัย และควรมีการวิจัยเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันประสิทธิผลในระยะยาวต่อไป</p> อมรรัตน์ อัครเศรษฐสกุล เปรมฤดี บริบาล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 8 3 12 24 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/275747 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การพัฒนาระบบบริการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว ได้รับการดูแลรักษาตามแนวทางการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อในกระแสเลือดภายใน 6 ชั่วโมงแรก ช่วยให้อัตราการเสียชีวิตลดลงได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อทบทวนและวิเคราะห์สถานการณ์ในการให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด 2) เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด 3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบก่อน-หลังการใช้ระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด&nbsp; 4) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอัตราการเกิด Septic Shock และ อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดก่อน-หลังการใช้ระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาวิจัยและพัฒนา (Research and Development) &nbsp;เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด จำนวน 42 ราย และทีมแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดที่พัฒนาขึ้นใหม่ 2) เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด และข้อคำถามสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent t-test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> ผลจากการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้อัตราการเกิด Septic Shock ลดลงจากร้อยละ 23.81 เหลือร้อยละ 9.50 แต่ไม่มีความแตกต่างทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05 และอัตราการเสียชีวิตลดลงจากร้อยละ 9.52 เหลือร้อยละ 0 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>ระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดที่พัฒนาขึ้นทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดได้รับการวินิจฉัยที่รวดเร็วขึ้น ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมตาม Six bundle sepsis ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลดลง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ควรติดตามประเมินผลและทบทวนระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดทุก 3 เดือน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด</p> <p>&nbsp;<strong>คำสำคัญ</strong> : 1) การพัฒนาระบบ 2) การติดเชื้อในกระแสเลือด 3) แนวทางการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อในกระแสเลือดภายใน 6 ชั่วโมงแรก 4) อัตราการเสียชีวิตผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด</p> <p>1 พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ งานผู้ป่วยใน โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร</p> <p><em>*Corresponding author E-mail : roojira061@gmail.com</em></p> <p>&nbsp;</p> รุจิรา กุลบุตร ทัศวรรณ คำหล้า มาริสา หมื่นจูม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 8 3 25 35 ผลการใช้โปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/276849 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การส่งเสริมสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลของพยาบาลวิชาชีพ ในการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน สามารถลดภาวะเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนต่อหญิงตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong>: เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมการปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลอุดรธานี</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong>: กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพ 20 คน ที่ให้การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน กลุ่มควบคุม 40 ราย และกลุ่มทดลองจำนวน 40 ราย ที่มารับบริการที่ห้องคลอดและหอผู้ป่วยครรภ์เสี่ยง โปรแกรมพัฒนาขึ้นตามแนวคิดของ Pronovost เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมีขั้นตอน 4 อย่าง (4Es model) เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามวัดความรู้ แบบสังเกตสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาล และเปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือดของหญิงตั้งครรภ์และทารกแรกเกิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ chi-square test </p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: พบว่าภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม คะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานของพยาบาลวิชาชีพเพิ่มขึ้นหลังการได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;.001) และคะแนนสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลของพยาบาลวิชาชีพเพิ่มขึ้นหลังการได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;.001)</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: การวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมส่งเสริมการปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานของพยาบาลวิชาชีพ สามารถลดภาวะเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนต่อหญิงตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong>: ควรพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานของพยาบาลวิชาชีพ ร่วมกับการใช้เทคโนโลยี เช่น การพัฒนาทักษะโดยใช้ simulation method หรือโปรแกรมอื่นๆ เพื่อส่งเสริมพัฒนาความรู้ของพยาบาลวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong> </strong></p> อริยา ศรีสองเมือง สุพัตรา ช่างทาพิน จิตตานันท์ ศรีสุวรรณ์ ทัศนีวรรณ กรุงแสนเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 8 3 36 49 การพัฒนาแนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคจอตาที่ได้รับการฉีดยาอวาสตินเข้าน้ำวุ้นลูกตา ในแผนกจักษุ โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/275891 <p><strong>บทนำ: </strong>แนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรคจอตาที่ได้รับการฉีดยาอวาสตินเข้าน้ำวุ้นลูกตา ทำให้พยาบาลวิชาชีพดูแลผู้ป่วยได้มาตรฐานอันเดียวกัน เพื่อลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยและให้ความร่วมมือในการรักษาได้ดีขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> 1) เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคจอตาที่ได้รับการฉีดยาอวาสตินเข้าน้ำวุ้นลูกตา โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร 2) เพื่อศึกษาผลการใช้แนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคจอตาที่ได้รับการฉีดยาอวาสตินเข้าน้ำวุ้นลูกตา โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร 3) เพื่อศึกษาระดับความวิตกกังวลของผู้ป่วยโรคจอตาที่ได้รับการฉีดยาอวาสตินเข้าน้ำวุ้นลูกตา</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> เป็นการศึกษาวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วย (CNPG) โรคจอตาที่ได้รับการฉีดยาอวาสตินเข้าน้ำวุ้นลูกตา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยาอวาสตินเข้าน้ำวุ้นลูกตา จำนวน 20 คน และพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรคจอตาที่ได้รับการฉีดยาอวาสตินเข้าน้ำวุ้นลูกตา 2) แบบประเมินการใช้แนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคจอตาที่ได้รับการฉีดยาอวาสตินเข้าน้ำวุ้นลูกตา 3) แบบประเมินความวิตกกังวลของผู้ป่วย 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อแนวปฏิบัติฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test</p> <p> <strong>ผลการวิจัย:</strong> 1) แนวปฏิบัติฯใช้เอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์ จำนวน 11 ฉบับ 2) พยาบาลวิชาชีพสามารถใช้แนวปฏิบัติฯได้ในระดับมาก 3) พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติฯในระดับมาก 4) ระดับความตกกังวลของผู้ป่วยก่อนใช้แนวปฏิบัติฯ อยู่ในระดับสูง หลังใช้แนวปฏิบัติฯอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p> <p> <strong>สรุปผล: </strong>แนวปฏิบัติฯที่พัฒนาขึ้น มีขั้นตอนที่ชัดเจน พยาบาลสามารถปฏิบัติตามได้ในระดับมาก ผู้ป่วยลดความวิตกกังวลจึงให้ความร่วมมือในการฉีดยาอวาสตินเข้าน้ำวุ้นลูกตาได้ดีขึ้น</p> <p> <strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรทบทวนแนวปฏิบัติฯร่วมกับจักษุแพทย์ทุก 1ปี เพื่อปรับปรุงเหมาะสมกับบริบทของหน่วยงาน</p> วิลาวัลณ์ เสนาคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 50 62 ผลของการพัฒนาระบบการดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง โรงพยาบาลบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/277493 <p><strong>บทนำ:</strong> โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคเรื้อรังทางระบบประสาทที่มีความรุนแรงซึ่งจำเป็นต้องได้รับการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อพัฒนาระบบการดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากร จำนวน 43 คน ผู้ดูแล จำนวน 72 คน และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 72 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย การปฏิบัติการของบุคลากรและผู้ดูแล วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> การดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง มี 13 กิจกรรม ดังนี้ 1) การดูแลทางเดินหายใจ 2) การเช็ดตัว 3) ดูแลการรับประทานอาหาร 4) ดูแลสุขภาพช่องปาก 5) การให้อาหารทางสายยาง 6) การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอ่อนแรง 7) การจัดท่าและการเคลื่อนไหว 8) การเดิน 9) การขึ้น-ลงบันได 10) การฟื้นฟูและการป้องกันแผลกดทับ 11) การดูแลผิวหนัง 12) ภาวะโภชนาการ และ 13) การดูแลจิตใจ หลังพัฒนาบุคลากรมีการปฏิบัติการโดยรวมอยู่ในระดับสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.01) ผู้ดูแลมีศักยภาพการดูแลผู้ป่วยโดยรวมอยู่ในระดับสูงเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.01) หลังการฟื้นฟูผู้ป่วยมีความรุนแรงของอาการอยู่ในระดับมากลดลงแตกต่างกับก่อนการฟื้นฟูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.01) และมีความสามารถในการเคลื่อนไหวอยู่ในระดับดีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.01)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>การดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง โดยผู้ดูแลได้รับการฝึกทักษะการฟื้นฟูสภาพ จึงทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่ผู้ป่วย</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> การนำระบบการดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางนี้ไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ</p> วัชรินทร์ อินกลอง อัจฉราพรรณ ทองทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 63 74 การพัฒนาแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด โรงพยาบาลหนองคาย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/278885 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การติดเชื้อปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ (VAP) เป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญในทารกแรกเกิดที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจทีส่งผลต่ออัตราป่วย การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกัน VAP คาดหวังผลลัพธ์ในการลดอุบัติการณ์ VAP</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย: </strong>เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด และศึกษาผลของการใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด </p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong>: วิจัยเชิงปฏิบัติการกลุ่มตัวอย่างได้แก่พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 10 คนและทารกแรกเกิดที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ จำนวน 14 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แนวปฏิบัติเพื่อลดการเกิดปอดอักเสบที่สัมพันธ์การใช้เครื่องช่วยหายใจ 2) เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบประเมินความรู้ของพยาบาล แบบสังเกตการปฏิบัติการพยาบาลตามแนวปฏิบัติและแบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา และการทดสอบ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: แนวปฏิบัติที่พัฒนาประกอบด้วย 5 กิจกรรม คือ 1) การลดออกซิเจนตาม protocol 2) การล้างมือ 7 ขั้นตอน 3) ป้องกันการสำลัก โดยจัดท่านอนศีรษะสูง 15-30 องศา 4) เปลี่ยนสายเครื่องช่วยหายใจทุก 14 วัน 5) Oral care โดยใช้นมแม่ หรือ 0.9 % NSS ในรายที่ไม่มีนมแม่ทุก 3 ชั่วโมง </p> <p><strong>สรุปผล</strong>: แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ 5 กิจกรรม สามารถใช้ปฏิบัติเป็นมาตรฐานในการป้องกันการเกิดปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิดอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong>: แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นมาตรฐานการพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด และสามารถปรับใช้ในหน่วยงานอื่นเพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย</p> เบญจวรรณ เครือเนตร วาสนา ขอนยาง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 75 90 ประสิทธิผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการหย่าเครื่องช่วยหายใจต่อความสำเร็จ ระยะเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจ และจำนวนวันนอนในหอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมและศัลยกรรมอุบัติเหตุ โรงพยาบาลลำพูน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/277851 <p><strong>บทนำ:</strong> แนวปฏิบัติการพยาบาลในการหย่าเครื่องช่วยหายใจที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดระยะเวลาในการใช้เครื่องช่วยหายใจและจำนวนวันนอนโรงพยาบาลได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การ</strong><strong>วิจัย</strong>: เพื่อศึกษาประสิทธิผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการหย่าเครื่องช่วยหายใจต่อความสำเร็จ ระยะเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจ และจำนวนวันนอนในหอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมและศัลยกรรมอุบัติเหตุ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง 2 กลุ่ม วัดหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ มี 2 กลุ่ม ประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 21 คน และผู้ป่วยหนักศัลยกรรมที่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ สุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 35 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวปฏิบัติการพยาบาลในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง แบบเก็บรวบรวมผลลัพธ์ แบบประเมินความเป็นไปได้ของการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลไปใช้ และแบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลไปใช้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ตรวจสอบความตรงทางเนื้อหา ได้ค่าเท่ากับ 1.0 ทดสอบความเชื่อมั่น ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาร์ครอนบาค อยู่ในช่วง 0.80 – 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Chi-square test และ Mann-Whitney U test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> ผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) ความสำเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจในกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการหย่าเครื่องช่วยหายใจสูงกว่ากลุ่มควบคุม (p &lt; .001) 2) ระยะเวลาในการหย่าเครื่องช่วยหายใจในกลุ่มทดลองสั้นกว่ากลุ่มควบคุม (p &lt; .001) 3) ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลโดยเฉพาะในหอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมของกลุ่มทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุม (p &lt; .001)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> การนำแนวปฏิบัติการพยาบาลในการหย่าเครื่องช่วยหายใจมาใช้ส่งผลให้ผู้ป่วยหนักศัลยกรรมและศัลยกรรมอุบัติเหตุมีอัตราความสำเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจที่สูงขึ้น ระยะเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจสั้นลง และระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลลดลง</p> โสภา ปัญโญใหญ่ พรธนา แก้วคำปา ยุพเรศ กาวี แสงอรุณ สุขสำราญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-31 2025-12-31 8 3 91 106