วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ <p>วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา<br />ISSN 2630-0214 E-ISSN 2821-9899<br />กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม–สิงหาคม ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม<br />นโยบายของการตีพิมพ์ วารสารมีนโยบายตีพิมพ์รายงานวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Articles) ในด้านการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา</p> <p>นโยบายการประเมินบทความ<br />บทความที่จะตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อนหรือไม่อยู่ในระหว่างส่งไปตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น วารสารใช้ระบบการประเมินแบบ Double-blinded peer review บทความวิจัย (Research article) <br />และบทความวิชาการ (Review article) ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพของบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer reviewers) จากหลากหลายสถาบันและมีความเชี่ยวชาญตรงสาขากับบทความ อย่างน้อย 2 ท่านขึ้นไปต่อบทความ วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ จำนวน 3,500 บาทต่อบทความ (ไม่สามารถขอคืนได้เนื่องจากวารสารฯ ได้ดำเนินกระบวนการเพื่อประเมินบทความ)<br />สั่งจ่ายบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขา อุดรธานี เลขบัญชี 401-3-63405-8<br />(จะแจ้งให้ทราบเมื่อผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้นแล้ว) </p> <p>บุคลากรภายในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี สามารถขอยกเว้นค่าธรรมเนียมกรณีมีชื่อเป็นชื่อแรก </p> วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี th-TH วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา 2630-0214 ประสิทธิผลของรูปแบบการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในระยะที่ 1 ของการคลอดต่อระดับความปวด และพฤติกรรมการเผชิญความเจ็บปวดในผู้คลอดวัยรุ่นครรภ์แรก โรงพยาบาลหนองคาย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/274404 <p><strong>บทนำ: </strong>โรงพยาบาลรัฐบาลส่วนใหญ่ให้ญาติเฝ้าผู้คลอดได้บางเวลาในห้องคลอด เนื่องจากมีพื้นที่จำกัด ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ พยาบาลจึงเป็นผู้มีหน้าที่หลักในการดูแลสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในระยะที่ 1 ของการคลอดให้แก่ผู้คลอด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อเปรียบเทียบระดับความปวด และพฤติกรรมการเผชิญความปวดของผู้คลอดวัยรุ่นครรภ์แรกกลุ่มที่ได้รับรูปแบบการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในระยะที่ 1 ของการคลอดโดยพยาบาลกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>เป็นวิจัยกึ่งทดลอง 2 กลุ่ม วัดก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้คลอดวัยรุ่นครรภ์แรก แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 20 คน เกณฑ์คัดเข้า คือ อายุ 13–19 ปี ตั้งครรภ์เดี่ยว อายุครรภ์ 37–42 สัปดาห์ ทารกมีศีรษะเป็นส่วนนำ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน เครื่องมือทดลอง คือรูปแบบการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในระยะที่ 1 ของการคลอด เครื่องมือรวบรวมข้อมูล 2 ชุดเป็นแบบประเมินระดับความปวดและพฤติกรรมการเผชิญความปวดในระยะที่ 1 ของการคลอด ตรวจสอบค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (IOC) ได้ 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นได้ 0.86 และ 0.90 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Repeated Measurement Analysis of Variance Least Significant Difference</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ระดับความปวดของผู้คลอดวัยรุ่นครรภ์แรก ที่ได้รับรูปแบบการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในระยะที่ 1 ของการคลอดโดยพยาบาลกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติไม่แตกต่างกัน ส่วนพฤติกรรมการเผชิญความเจ็บปวดของผู้คลอดทั้งกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองไม่แตกต่างกันในการประเมินครั้งที่ 1 แต่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในการประเมินครั้งที่ 2 และ 3 (p &lt;.001)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>รูปแบบการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในระยะที่ 1 ของการคลอด มีส่วนทำให้ผู้คลอดวัยรุ่นครรภ์แรกมีพฤติกรรมการเผชิญความเจ็บปวดที่เหมาะสม</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> เป็นแนวทางในการพัฒนาพยาบาลห้องคลอดในการให้การพยาบาลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการประสานงานระหว่างแผนกฝากครรภ์ ห้องคลอด และหอผู้ป่วยหลังคลอดเพื่อจัดการพยาบาลแบบสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้คลอดวัยรุ่นครรภ์แรกปรับตัวสู่บทบาทการเป็นผู้คลอดได้อย่างเหมาะสม</p> ทองวัน สุนทร ศิรินันท์ ชัยภูมิ อัจฉรา อาสน์ปาสา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-22 2026-04-22 9 1 1 12 ปัจจัยทำนายความรุนแรงของโรคแบคทีเรียกินเนื้อในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา หอผู้ป่วยศัลยกรรม โรงพยาบาลอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/279949 <p><strong>บทนำ: </strong>โรคแบคทีเรียกินเนื้อเป็นภาวะติดเชื้อรุนแรงที่ลุกลามเร็วและมีอัตราการเสียชีวิตสูง จึงจำเป็นต้องศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคเพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงและวางแนวทางการรักษาที่เหมาะสม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และทำนายความรุนแรงของโรคแบคทีเรียกินเนื้อในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>เป็นการศึกษาภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยด้วยโรคแบคทีเรียกินเนื้อที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยศัลยกรรมชายและศัลยกรรมหญิง โรงพยาบาลอุดรธานี จำนวน 64 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใชแบบสอบถาม ข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรุนแรงของโรค แบบประเมินความรู้และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคแบคทีเรียกินเนื้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคแบคทีเรียกินเนื้อที่สามารถทำนายความรุนแรงของโรคแบคทีเรียกินเนื้อได้อย่างนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt; 0.05) ได้แก่ สถานภาพสมรส อาชีพ สาเหตุของการติดเชื้อ ความรู้เรื่องโรคแบคทีเรียกินเนื้อและพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย (OR=0.08, 95% CI: 0.01-0.52, p = 0.01, OR= 7.35,7.81, 95% CI: 0.01-0.44, P=0.01, OR =11.46, 95% CI: 1.99-65.89, p = .01, OR = 13.85, 95% CI: 2.42-79.34, p = 0.01, OR = 3.94, 95% CI: 1.05-14.81, p = 0.04)</p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> การประเมินความรุนแรงของโรคแบคทีเรียกินเนื้อมีความสำคัญเพื่อใช้เป็นข้อมูลในวางแผนการดูแลรักษาให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรง</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรมีการวิจัยเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันประสิทธิผลในระยะยาวต่อไป</p> สิริอร ข้อยุ่น กฤษยา ไกรโสดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 9 1 13 24 ศตวรรษิกชนคนร้อยปีที่เมืองเลย: อายุยืนยาวอย่างมีสุข https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/281080 <p><strong>บทนำ: </strong>การศึกษาชาติพันธุ์วรรณนาของศตวรรษิกชน วิถีชีวิตสุขภาพและปัจจัยกำหนดสุขภาพ เพื่อได้แนวทางให้มีอายุยืนยาว ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาชาติพันธุ์วรรณนา วิถีชีวิต และ ปัจจัยกำหนดสุขภาพของศตวรรษิกชนคนจังหวัดเลย </p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>วิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา วิถีชีวิต ปัจจัยกำหนดสุขภาพ ศตวรรษิกชน จังหวัดเลย ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ศตวรรษิกชน จำนวน 6 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสังเกต และเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันคล้ายการฝังตัวในครอบครัว เพื่อการเรียนรู้และมุมมองทัศนะคนในการตรวจสอบสามเส้า การสรุป ตีความ การวิเคราะห์เนื้อหา สรุปผลการถอดบทเรียนเป็นเอกสาร คืนข้อมูลเพื่อการยืนยันความถูกต้อง </p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ศตวรรษิชนคนเมืองเลยมีลักษณะพันธุกรรมที่ไม่ปรากฏโรคเรื้อรัง มีรูปร่างผอม ค่าดัชนีมวลกาย&lt; 18 กก./ม2 อารมณ์ดี ชอบอาหารพื้นบ้านไขมันต่ำ รับประทานผลไม้ตามฤดูกาล หวานน้อย กินกล้วยสุกกับข้าวเหนียว ครอบครัวอบอุ่น สิ่งแวดล้อมดี ไม่มีมลพิษ อากาศดีมีลมพัดจากภูเขา พึ่งพาระบบบริการสุขภาพต่ำ ทำงานกลางแจ้งตามวิถีเกษตรกร ไม่พบประวัติการออกกำลังกาย ศตวรรษิกชนหญิงชอบกินหมากพลู ศตวรรษิกชนชายดื่มสุราและสูบยามวน</p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> วิถีชีวิตและปัจจัยกำหนดสุขภาพคือหัวใจสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาวะ การส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสมช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรนำปัจจัยกำหนดสุขภาพไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น โดยปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับบริบทชุมชน เพื่อสร้างแนวทางให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน </p> บุญมา สุนทราวิรัตน์ รุ่งนภา ประยูรศิริศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 9 1 25 37 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลการเตรียมผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะสำหรับ ผู้ป่วยเลือดออกในสมอง ห้องผ่าตัด โรงพยาบาลตติยภูมิ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/280668 <p><strong>บทนำ: </strong>การผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะในผู้ป่วยเลือดออกในสมองเป็นหัตถการที่มีความซับซ้อนและเสี่ยงสูง ห้องผ่าตัด โรงพยาบาลตติยภูมิ พบปัญหาความล่าช้าและไม่พร้อมของการจัดเตรียมเครื่องมือ และยังขาดแนวปฏิบัติที่ชัดเจน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาปัญหา พัฒนา และทดสอบประสิทธิผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลการเตรียมผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะสำหรับผู้ป่วยเลือดออกในสมอง ห้องผ่าตัด โรงพยาบาลตติยภูมิ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยและพัฒนา นี้แบ่งเป็น 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่างในระยะทดสอบประกอบด้วยผู้ป่วย 50 คน (กลุ่มควบคุม 25 คน กลุ่มทดลอง 25 คน) และพยาบาลห้องผ่าตัด 25 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแนวปฏิบัติฯ แบบประเมินประสิทธิภาพ และแบบประเมินความพึงพอใจ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC=0.67-1.00) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบข้อมูลด้วยสถิติ Chi-square test, Mann-Whitney U test และ Wilcoxon Signed Ranks Test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>1) ปัญหาหลักคือความล่าช้าในการเตรียมอุปกรณ์ (10-15 นาที) และการต้องหยิบอุปกรณ์เพิ่ม (ร้อยละ 80) 2) ได้แนวปฏิบัติรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (QR code) 3) หลังใช้แนวปฏิบัติฯ ประสิทธิภาพการเตรียมความพร้อมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.01) ระยะเวลาเตรียมเครื่องมือลดลงจาก 18.12 เหลือ 11.32 นาที อุบัติการณ์ความไม่ปลอดภัยเป็นศูนย์ พยาบาลมีความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติในระดับมากที่สุด (Mean=4.76, S.D.=0.44)</p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย: </strong>แนวปฏิบัติฯ ที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาในการเตรียมเครื่องมือผ่าตัดได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งเสริมความปลอดภัยและเป็นมาตรฐานเดียวกัน</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรนำแนวปฏิบัติไปใช้ในการปฐมนิเทศพยาบาลหมุนเวียน และพัฒนาเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน ประจำห้องผ่าตัด</p> นงเยาว์ เที่ยงทอง ยุพาพร ภู่นุช สาวิตรี ลิ้มกมลทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 9 1 38 53 ผลของการใช้โปรแกรมการบำบัดมุ่งหาทางออกแบบครั้งเดียวต่อภาวะซึมเศร้า ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/279478 <p><strong>บทนำ: </strong>ภาวะซึมเศร้าเป็นปัญหาสำคัญที่พบได้ในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งต้องรับภาระงานชุมชนสูงและมีความเครียดจากบทบาทหลายด้าน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดมุ่งหาทางออกแบบครั้งเดียวต่อระดับภาวะซึมเศร้าของอสม.</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง (One-group pretest–posttest design) กลุ่มตัวอย่างเป็นอสม. 30 คนที่มีระดับซึมเศร้าเล็กน้อยถึงปานกลางคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการบำบัดมุ่งหาทางออกแบบครั้งเดียว แบบสอบถามภาวะซึมเศร้า PHQ-9 เก็บข้อมูล 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนการบำบัด หลังการบำบัด2สัปดาห์ และระยะติดตามผล 1 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Wilcoxon Signed Rank Test เนื่องจากข้อมูลมีการแจกแจงแบบไม่เป็นโค้งปกติ</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>พบว่าคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าลดลงหลังการบำบัด 2 สัปดาห์ และลดลงต่อเนื่องในระยะติดตามผล 1 เดือนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.001</p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย: </strong>โปรแกรมการบำบัดมุ่งหาทางออกแบบครั้งเดียวเป็นแนวทางที่เหมาะสมและมีประสิทธิผลในการลดภาวะซึมเศร้าในอสม. หลังการบำบัด 2 สัปดาห์และคงอยู่ในระยะเวลา 1 เดือน</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานสาธารณสุขระดับชุมชนโดยใช้ทรัพยากรน้อยและควรขยายผลสู่พื้นที่อื่นหรือศึกษาด้วยงานวิจัยแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมต่อไป</p> ดาวรรณ หาญคําเถื่อน พรทิพย์ ธรรมวงค์ ศิริลักษณ์ รัตนดวง รณิดา เหล็งบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 9 1 54 67 การพัฒนาแนวปฏิบัติการเฝ้าระวังผู้ป่วยวิกฤตเพื่อป้องกันอาการทรุดลง ระหว่างนำส่งภายในโรงพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/280602 <p><strong>บทนำ: </strong>การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตภายในโรงพยาบาลเป็นกระบวนการที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน การพัฒนาแนวปฏิบัติที่เป็นระบบและสอดคล้องกับบริบทหน่วยบริการจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการเฝ้าระวังผู้ป่วยวิกฤตเพื่อป้องกันอาการทรุดลงระหว่างการนำส่งภายในโรงพยาบาลมหาสารคาม</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาจากเวชระเบียนผู้ป่วยวิกฤตที่มีการเคลื่อนย้ายภายในโรงพยาบาล จำนวน 134 ฉบับ ระยะที่ 2 พัฒนาแนวปฏิบัติการเฝ้าระวัง และระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินผลแนวปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ หัวหน้าหอผู้ป่วยและพยาบาลวิชาชีพในขั้นตอนการพัฒนาแนวปฏิบัติ จำนวน 15 คน พยาบาลวิชาชีพและเจ้าหน้าที่กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน จำนวน 23 คน และผู้ป่วยวิกฤตที่มีคะแนน Modified Early Warning Score (MEWS) ตั้งแต่ 4 คะแนนขึ้นไปและมีการเคลื่อนย้ายภายในโรงพยาบาล จำนวน 139 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ระหว่างเดือนเมษายน–พฤษภาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>หลังใช้แนวปฏิบัติการเฝ้าระวังผู้ป่วยวิกฤต อุบัติการณ์ผู้ป่วยทรุดลงอย่างไม่คาดคิดลดลง โดยพบอาการทรุดก่อนนำส่งร้อยละ 2.16 คะแนนเฉลี่ยสมรรถนะการเฝ้าระวังของผู้ให้บริการสูงกว่าก่อนใช้แนวปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = −10.04, p &lt; 0.001) การปฏิบัติตามแนวปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจต่อรูปแบบการใช้แนวปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (mean = 4.19, SD = 0.65) </p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย: </strong>แนวปฏิบัติฯที่พัฒนาขึ้น มีขั้นตอนที่ชัดเจน เหมาะสมต่อการนำไปใช้จริงในบริบทโรงพยาบาล ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและความพร้อมของบุคลากรในการเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงระหว่างการนำส่ง ลดความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาลด้านความปลอดภัยของผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรขยายผลการใช้แนวปฏิบัติไปยังทุกหน่วยงาน จัดอบรมต่อเนื่อง ติดตามประเมินผลระยะยาว และพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังผู้ป่วยวิกฤตอย่างยั่งยืน</p> วิเชียน คุณโน ปรมาภรณ์ คลังพระศรี สุนิตย์ สุวรรณมิตร ณัฐวุฒิ สุริยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 9 1 68 84 การพัฒนาและประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลในเวลาราชการ ของสถานบริการสุขภาพจิตและจิตเวชเด็กและวัยรุ่นโดยใช้หลักการ GROW Model ร่วมกับ Proctor’s Model https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/279091 <p><strong>บทนำ: </strong>การนิเทศทางการพยาบาลของผู้ตรวจการพยาบาลในเวลาราชการยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลในเวลาราชการ ประเมินผลลัพธ์และระดับประโยชน์ของการนิเทศ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลักคือ การวางแผนเพื่อไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น การลงมือปฏิบัติการตามแผน การสังเกตการณ์ และการสะท้อนกลับ ดำเนินการ 2 วงรอบ โดยกิจกรรมหลัก ที่ 1 และ 2 ใช้หลักการนิเทศของ GROW model ร่วมกับ Proctor’s model ประชากรเป็นพยาบาลวิชาชีพระดับหัวหน้าหอผู้ป่วยและหัวหน้างาน 7 คน วัดผลด้วยแบบประเมินความครอบคลุมในการใช้กระบวนการพยาบาล แบบประเมินคุณภาพของสาระและภาษาในการบันทึกทางการพยาบาล สมุดบันทึกรายงานการนิเทศ ฐานข้อมูลความเสี่ยง และฐานข้อมูลข้อร้องเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่และร้อยละ</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>1) รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลในเวลาราชการมี 3 ขั้นตอนคือ วางแผนการนิเทศ ดำเนินการนิเทศ และประเมินผลการนิเทศ 2) ผลลัพธ์การนิเทศ ด้านจำนวนอุบัติการณ์ความเสี่ยงระดับ D ขึ้นไปอยู่ในระดับต้องปรับปรุง จำนวนข้อร้องเรียนพฤติกรรมบริการอยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดหวัง ความครอบคลุมในการใช้กระบวนการพยาบาลมีร้อยละ 80-85 จัดอยู่ในระดับเกินกว่าที่คาดหวัง ระดับความถูกต้องครบถ้วนตามเกณฑ์การประเมินบันทึกทางการพยาบาลอยู่ในระดับปานกลาง - สูง และจำนวนผลงานวิชาการที่ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอมี 21 เรื่อง จัดอยู่ในระดับดีเด่น 3 ) ส่วนประโยชน์ของการนิเทศอยู่ในระดับมีประโยชน์มากที่สุด ร้อยละ 71.4 </p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย: </strong>รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลในเวลาราชการโดยใช้หลักการ GROW Model ร่วมกับ Proctor’s Model ช่วยให้ผู้รับการนิเทศได้รับประโยชน์มากที่สุด การนิเทศเป็นระบบ ก่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านคุณภาพงานพยาบาล และผู้รับการนิเทศรับรู้ประโยชน์ของการนิเทศในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรนำรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลในเวลาราชการโดยใช้หลักการ GROW Model ร่วมกับ Proctor’s Model ไปใช้ในงานประจำ</p> สุนทรี ศรีโกไสย พรทิพย์ ธรรมวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 9 1 85 98 การพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเสริมพลังครอบครัวในการจัดการแผลกดทับ สำหรับผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/277726 <p><strong>บทนำ: </strong>การเสริมพลังครอบครัวในการจัดการแผลกดทับจะช่วยส่งเสริมการหายและป้องกันการเกิดแผลกดทับใหม่ของผู้ป่วยติดเตียงได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเสริมพลังครอบครัวในการจัดการแผลกดทับ สำหรับผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือผู้ป่วยติดเตียงและผู้ดูแลกลุ่มละ 29 คน ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ 1) วิเคราะห์สถานการณ์ 2) พัฒนารูปแบบฯ 3) ศึกษาประสิทธิผล และ 4) นำไปใช้ ระยะเวลา 6 เดือน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบการเสริมพลังครอบครัว 2) แบบประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ 3) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 4) แบบประเมินการรับรู้พลังอำนาจ 5) แบบประเมินการปฏิบัติ 6) แบบประเมินความพึงพอใจ และ 7) เครื่องมือประเมินการหายหรือความก้าวหน้าของแผลกดทับ ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.0 และค่าความเชื่อมั่นอยู่ในช่วง .80 ถึง .91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา สถิติที และไคสแควร์</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>รูปแบบการเสริมพลังครอบครัวในการจัดการแผลกดทับในชุมชนช่วยการส่งเสริมการรับรู้พลังอำนาจทำให้ผู้ดูแลมีความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการดูแล สามารถประเมินความเสี่ยงได้ครบถ้วนร้อยละ 96.55 และมีความพึงพอใจร้อยละ 92.87 ในด้านประสิทธิผลพบว่าหลังการใช้รูปแบบฯ ผู้ดูแลมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้พลังอำนาจ ในการจัดการแผลกดทับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -31.011 p &lt; .001) และอัตราการไม่เกิดแผลกดทับใหม่ หรืออัตราการหายของแผลกดทับเดิมอย่างน้อย 1 ระดับของผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ² =28.077a p &lt; .05)</p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย: </strong>รูปแบบการเสริมพลังครอบครัวในการจัดการแผลกดทับช่วยเพิ่มการรับรู้พลังอำนาจของผู้ดูแล ส่งผลให้สามารถป้องกันและส่งเสริมการหายของแผลกดทับสำหรับผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> สามารถนำรูปแบบการเสริมพลังครอบครัวในการจัดการแผลกดทับในไปใช้ในการดูแลเพื่อป้องกันและดูแลแผลกดทับในชุมชน และการวิจัยในอนาคตควรเพิ่มระยะเวลาทดลองใช้เพื่อประเมินผลลัพธ์ทางคลินิกในระยะยาว</p> นิตยา มลอยู่พะเนา สุณิสา คำประสิทธิ์ ชุลีกร ทาทอง จรรยา จันทะบับภาศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 9 1 99 110 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดื่มสุราของผู้ป่วยสูงอายุโรคเรื้อรัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/NHEJ/article/view/280592 <p><strong>บทนำ: </strong>การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นพฤติกรรมสุขภาพส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคเรื้อรัง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ป่วยสูงอายุโรคเรื้อรัง และศึกษาความสัมพันธ์และอำนาจทำนายระหว่างความรู้ ทัศนคติ ปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ป่วยสูงอายุโรคเรื้อรัง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปที่เข้ารับการรักษาในแผนกอายุรกรรมของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จำนวน 90 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง คำนวนด้วย G power คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แบบสอบถามทัศนคติต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และแบบสอบถามพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องมือมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ ได้ค่า 0.82, 0.87 และ 0.85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ผู้สูงอายุมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลาง (M = 12.84, SD = 2.31) มีทัศนคติในระดับปานกลาง (M = 3.21, SD = 0.54) และมีพฤติกรรมการดื่มในระดับต่ำ (M = 2.08, SD = 0.63) ความรู้มีความสัมพันธ์เชิงลบกับพฤติกรรมการดื่ม (r = -0.31, p &lt; .01) ขณะที่ทัศนคติมีความสัมพันธ์เชิงบวก (r = 0.36, p &lt; .01) และเพศมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มอย่างมีนัยสำคัญ (χ² = 6.70, p &lt; .05) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ความรู้ (β = -0.31, p = .006) ทัศนคติ (β = -0.36, p = .003) และเพศ (β = 0.24, p = .037) สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการดื่มได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 32.4 (R² = 0.324)</p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย: </strong>ความรู้ ทัศนคติ เพศความรู้ ทัศนคติ และเพศเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> หน่วยงานด้านสุขภาพควรส่งเสริมกิจกรรมให้ความรู้และปรับเปลี่ยนทัศนคติที่เหมาะสมเกี่ยวกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มผู้สูงอายุโรคเรื้อรัง เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงและส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว</p> วัชรีวงศ์ หวังมั่น สุขุมาล แสนพวง อรนุช ประดับทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 9 1 111 122