https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/issue/feed วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา 2026-09-30T20:14:53+07:00 Assoc. Prof. Dr.Pornchai Jullamate jnurse@nurse.buu.ac.th Open Journal Systems <p>คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสถาบันผลิตบุคลากรพยาบาลทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความรู้ทางการพยาบาลและเผยแพร่สู่สังคมวิชาชีพการพยาบาล จึงได้จัดทำวารสารคณะพยาบาลศาสตร์เพื่อเป็นสื่อในการเผยแพร่ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์แก่วิชาชีพการพยาบาลและบุคลากรทางสุขภาพ โดยวารสารฉบับแรกได้จัดทำขึ้นในปี พ.ศ. 2535 มีกำหนดออกปีละ ๓ ฉบับ และได้มีการพัฒนาและปรับปรุงอยู่ตลอดจนวารสารของคณะพยาบาลศาสตร์มีคุณภาพที่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานวารสารวิชาการระดับชาติ ที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) รวมทั้งได้รับคัดเลือกเข้าสู่ฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงภาษาไทยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและในโอกาสที่คณะฯ ครบรอบ 25 ปี งานวารสารจึงได้เพิ่มกำหนดการออกเป็นปีละ 4 ฉบับ โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2550 เป็นต้น</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/281504 ศาสตร์และศิลป์ในการบริหารยาทางปากในผู้ป่วยเด็ก: บทบาทสำคัญของพยาบาลในการสร้างความปลอดภัย 2026-09-10T17:19:21+07:00 ธเนษฐ เทียนทอง thanate.tie@cra.ac.th ภัทรวลัย เมืองทอง nspt22@hotmail.com <p> การบริหารยาทางปากในผู้ป่วยเด็กต้องคำนึงถึงความแตกต่างด้านสรีรวิทยา พัฒนาการ ความสามารถในการกลืน และความร่วมมือในการรับประทานยา ซึ่งอาจส่งผลต่อความถูกต้องของขนาดยาและความปลอดภัย บทความฟื้นฟูวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานและแนวทางปฏิบัติสำหรับพยาบาล ครอบคลุมการเลือกรูปแบบยา การตรวจสอบความเหมาะสมก่อนแบ่งหรือบดเม็ดยา การตวงยาน้ำด้วยหน่วยมิลลิลิตร (mL) และกระบอกตวงยาสำหรับรับประทาน (oral syringe) ตลอดจนการจัดท่า การป้อนยา และการสื่อสารตามช่วงวัยของเด็ก หลักฐานจากการทดลองตวงยาน้ำในผู้ปกครองชี้ว่าการใช้ถ้วยตวงและความไม่สอดคล้องของหน่วยบนฉลากกับอุปกรณ์เพิ่มความคลาดเคลื่อน พยาบาลจึงควรทวนสอบคำสั่งการรักษา เลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับปริมาตรยา และให้ผู้ดูแลสาธิตวิธีตวงและป้อนยาก่อนกลับบ้าน การดูแลดังกล่าวผสานการตรวจสอบความถูกต้องทางยาเข้ากับการสร้างความร่วมมือของเด็กและครอบครัว</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/278358 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในมารดาที่ได้รับการผ่าตัดคลอดแบบฉุกเฉิน 2025-11-07T10:51:29+07:00 นารีนุช นาคกรี 65910001@go.buu.ac.th สุพิศ ศิริอรุณรัตน์ supits@go.buu.ac.th ตติรัตน์ เตชะศักดิ์ศรี tatirat@buu.ac.th <p> การวิจัยเชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในมารดาที่ได้รับการผ่าตัดคลอดแบบฉุกเฉิน กลุ่มตัวอย่างคือ มารดาที่ได้รับการผ่าตัดคลอดแบบฉุกเฉินที่พักฟื้นในหอผู้ป่วยสูติกรรมของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในจังหวัดชลบุรี 2 แห่ง จำนวน 142 ราย ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคม พ.ศ. 2568 เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามประสบการณ์การคลอด แบบสอบถามความเหนื่อยล้า แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเองในการดูแลบุตร แบบสอบถามความเครียด แบบสอบถามการสนับสนุนจากครอบครัว แบบสอบถามการสนับสนุนทางการพยาบาล แบบสอบถามความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารก และแบบบันทึกระยะเวลาที่มารดาดูแลทารกครั้งแรก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกเฉลี่ยเท่ากับ 78.44 (SD = 5.71) โดยการรับรู้ความสามารถของตนเองในการดูแลบุตร (β = .35, p &lt; .001) ความเหนื่อยล้า (β = -.23, p = .003) และการสนับสนุนทางการพยาบาล (β = .15, p = .04) สามารถร่วมกันทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกได้ร้อยละ 23.9 (Adjusted R<sup>2</sup> = .239, F<sub>(3,138)</sub> = 15.80, p &lt; .001)</p> <p> ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดาในการดูแลบุตร ควบคู่กับการลดความเหนื่อยล้า และพัฒนาการสนับสนุนทางการพยาบาลอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในมารดาที่ได้รับการผ่าตัดคลอดแบบฉุกเฉิน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/281925 ประสบการณ์และมุมมองของผู้ดูแลต่อการจัดการแผลกดทับในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง: การศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลต่อเนื่อง 2026-08-13T19:10:06+07:00 ลำยอง นกหงษ์ lumyong518@gmail.com <p> แผลกดทับยังคงเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของคุณภาพการพยาบาลและความปลอดภัยของผู้ป่วย แม้จะมีแนวปฏิบัติทางคลินิกและอุปกรณ์ลดแรงกด แต่ในสังคมผู้สูงอายุที่มีจำนวนผู้ป่วยพึ่งพิงเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับช่องว่างของการดูแลต่อเนื่องระหว่างโรงพยาบาลและชุมชน ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลกดทับซ้ำอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ ญาติผู้ดูแลมักต้องเผชิญภาวะทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และเศรษฐกิจ โดยขาดการสนับสนุนที่เหมาะสม การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์และมุมมองของพยาบาลและญาติผู้ดูแลเกี่ยวกับการจัดการแผลกดทับ เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลต่อเนื่องที่สอดคล้องกับบริบทของโรงพยาบาลพนัสนิคม และประเมินผลตามตัวชี้วัดของโรงพยาบาล ผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 22 คน ประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 14 คน และญาติผู้ดูแล 8 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการบันทึกภาคสนาม ระยะเวลาเดือน กุมภาพันธ์ ถึง พฤษภาคม 2569 การวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แก่นสาระ</p> <p> ผลการศึกษาพบ 4 Themes หลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายเชิงระบบระหว่างมาตรฐานวิชาชีพกับข้อจำกัดหน้างาน 2) ภาระหลากมิติของผู้ดูแลทั้งกาย อารมณ์ และเศรษฐกิจ 3) ความรู้และการปฏิบัติที่คลาดเคลื่อน และ 4) ความต้องการระบบสนับสนุนและการพยาบาลต่อเนื่องที่ไร้รอยต่อ ผู้วิจัยได้สังเคราะห์สู่การสร้างพนัสโมเดลโดยเน้นการขับเคลื่อนผ่าน 5 องค์ประกอบหลัก: การเป็นหุ้นส่วนร่วมการดูแล ระบบการประเมินบแบบครบวงจร เครือข่ายการดูแลต่อเนื่อง การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร การสนับสนุนแบบองค์รวมซึ่งเป็นรูปแบบที่เสนอจากผลการศึกษาและอาจนำไปประเมินความเหมาะสมในบริบทที่ใกล้เคียงต่อไป</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/277438 Factors Associated With Breastfeeding Behavior Among Migrant Postpartum Mothers In Chonburi Province 2025-09-02T14:58:30+07:00 Nongnapat Sornhirun nongnapat.soch@gmail.com Siriwan Sangin siriwan_y2001@yahoo.com Chintana Wacharasin chintana@buu.ac.th <p> This correlational study aimed to examine the level of breastfeeding behavior among migrant postpartum mothers and the factors associated with breastfeeding behavior in Chonburi Province. The sample consisted of 125 migrant postpartum mothers selected through convenience sampling. Data were collected between December 2024 and May 2025. Data were collected using 7 structured questionnaires: 1) A Personal and obstetric information, 2) the breastfeeding Behavior Assessment form, 3) The Infant Feeding Intentions Questionnaire, 4) the Iowa Infant Feeding Attitude Scale, 5) the Group reference norm for breastfeeding, 6) the Breastfeeding Attrition Prediction Tool, and 7) the Breastfeeding Support from Nurses. The (Cronbach’s alpha) of the instruments were 0.71, 0.85, 0.74, 0.72, 0.75, and 0.87, respectively. Data were analyzed using descriptive statistics, Pearson’s correlation coefficient, and the point-biserial correlation coefficient</p> <p> The findings showed that breastfeeding behavior was at good level. Breastfeeding behavior was significantly positively correlated with perceived breastfeeding control (<em>r = .263, p </em><em>=.003</em>), breastfeeding support (<em>r = .220, p</em><em> =.015</em>), breastfeeding experience (<em>r = .219, p</em><em> =.015</em>), breastfeeding subjective norm (<em>r = .203, p </em><em>= .025</em>), and breastfeeding intention (<em>r = .197, p </em><em>=.029</em>). However, no significant relationship was found between breastfeeding attitude and breastfeeding behavior (<em>r = .072, p </em><em>= .429</em>).</p> <p> Findings suggested that enhancing perceived control, providing adequate support, and reinforcing positive social norms and intentions may improve breastfeeding behavior among migrant mothers. Culturally sensitive counseling and care are recommended to promote successful breastfeeding practices.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/281697 การศึกษาสมรรถนะผู้จัดการพยาบาลโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี 2026-09-10T17:28:04+07:00 กันยารัตน์ ม้าวิไล anfield.wia@gmail.com จิรภา แก้วใหญ่ jirapa.2509@gmail.com อรนิต สุวินทรากร suworanit@gmail.com วิริยา ศิลา pinoko.a@hotmail.com สุรเชฎฐ์ กุคำใส surachet.kks@gmail.com นภัสวริน พูลสวัสดิ์ napatwarin.kaew@gmail.com <p> ผู้จัดการพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการบริหารบุคลากร กำกับคุณภาพ และขับเคลื่อนการบริการพยาบาลให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพ การศึกษาสมรรถนะจึงเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการวางแผนพัฒนาผู้จัดการพยาบาลให้เหมาะสมกับบทบาทและบริบทขององค์กร การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะโดยรวมและรายด้านของผู้จัดการพยาบาล โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชจังหวัดสุพรรณบุรี ประชากรคือผู้จัดการพยาบาล ได้แก่ หัวหน้าหอผู้ป่วยและหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล จำนวน 41 คน ศึกษาประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาลของสภาการพยาบาล พ.ศ. 2568 จำนวน 26 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จำนวน และร้อยละ</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะผู้จัดการพยาบาลโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (=3.24, SD=0.52) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการพัฒนาตนเองมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (=3.46, SD=0.57) รองลงมาคือ ด้านการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (=3.29, SD=0.57) และด้านความเป็นผู้นำในการจัดการ (=3.28, SD=0.60) ตามลำดับ ในขณะที่ด้านการปฏิบัติทางการพยาบาลโดยใช้นวัตกรรม (=3.14, SD= 0.55) และด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและความรอบรู้ด้านสุขภาพ (=3.12, SD=0.60) มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนพัฒนาสมรรถนะผู้จัดการพยาบาลให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กร</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/279271 Comparing Self-Management Behaviors Between Employed And Non-Employed Women with Diet-Controlled Gestational Diabetes Mellitus 2026-01-29T16:38:47+07:00 Jiali Xu 65910072@go.buu.ac.th Tatirat Tachasuksri tatirat@buu.ac.th Punyarat Lapvongwatana punyarat.la@buu.ac.th <p> This study aimed to compare self-management behaviors (SMB) between employed and non-employed women with diet-controlled gestational diabetes mellitus (GDM) and to describe domain- and item-level patterns of SMB. A cross-sectional survey was conducted in the prenatal clinic of the Second Affiliated Hospital of Wenzhou Medical University. Using simple random sampling from the prenatal registration system, 160 women with diet-controlled GDM were recruited (89 employed, 71 non-employed). Sociodemographic and obstetric data were collected, and SMB was assessed using the 33-item GDM Self-Management Behavior Scale, which covers six domains. Descriptive statistics and independent-samples <em>t</em>-tests were used.</p> <p> The overall SMB score was 105.65 (SD = 22.60; range 57–152), indicating a moderate level in both groups. Total SMB scores did not differ significantly between employed and non-employed women (104.56 ± 23.36 vs 107.01 ± 21.70; <em>t</em>(158) = 0.681, <em>p</em> = 0.497). No significant group differences were found in any SMB domain (all <em>p</em> &gt; 0.05), although glucose monitoring showed the largest, non-significant difference (11.71 ± 4.41 vs 12.88 ± 4.17; <em>t</em> = −1.450, <em>p</em> = 0.149). Item-level analysis showed that employed women scored highest on daily vegetable intake and lowest on diet logging during glucose monitoring, whereas non-employed women scored highest on help-seeking when encountering SMB difficulties and lowest on progressively increasing exercise intensity.</p> <p> In conclusion, employment status was not associated with meaningful differences in overall SMB among women with diet-controlled GDM, and both groups demonstrated only moderate self-management. Nursing interventions should focus on the relatively weak domains of SMB, particularly exercise management and glucose-monitoring, among pregnant women with GDM.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/281679 ประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มีค่าโพแทสเซียม และฟอสฟอรัสสูง ในคลินิกโรคไตเรื้อรัง โรงพยาบาลหลังสวน จังหวัดชุมพร 2026-09-10T17:07:25+07:00 ดรุณี รักษาวงศ์ darunee150613@gmail.com <p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อน-หลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลและความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มีค่าโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มีโพแทสเซียมในเลือดมากกว่า 5.5 มิลลิโมล/ลิตร และฟอสฟอรัสสูงมากกว่า 4.5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 40 คน กลุ่มทดลองใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มีค่าโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูง ซึ่งประกอบด้วย 1) การประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย 2. การให้ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส 3. การให้บริการรักษาพยาบาล 4. การติดตามและให้กำลังใจผู้ป่วยเป็นระยะ กลุ่มเปรียบเทียบใช้รูปแบบเดิมที่เคยปฏิบัติ ประกอบด้วย 1) การให้บริการรักษาพยาบาล และ 2) การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม ดำเนินการเป็นเวลา 3 เดือน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการดูแลผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มีค่าโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูง แบบสอบถาม และแบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ การทดสอบทีอิสระ และการทดสอบทีคู่</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับรูปแบบการดูแล กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสลดลง 1.1 มิลลิโมล/ลิตร และ 1.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ตามลำดับ และ มีค่าต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับรูปแบบเดิมที่เคยปฏิบัติ 1.0 มิลลิโมล/ลิตร และ 0.9 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ตามลำดับ มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการควบคุมโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส และพฤติกรรมเกี่ยวกับการควบคุมโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส การรับประทานยาที่ดีขึ้น 1.1, 1.2, 4.9, 4.0 และ 1.0 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับรูปแบบแบบเดิมที่เคยปฏิบัติ 09, 1.0, 4.5, 5.4 และ 1.3 คะแนน ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) ทั้งนี้ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายในระดับมาก ร้อยละ 82.5</p> <p> ผลการศึกษาสนับสนุนศักยภาพของรูปแบบดังกล่าว และอาจพิจารณานำไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่ใกล้เคียงพร้อมติดตามและประเมินผลเพิ่มเติม</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/282001 ความทุกข์ใจจากโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง ความเชื่อมั่นในการจัดการโรคที่มีอิทธิพลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดอุตรดิตถ์ 2026-08-13T19:14:51+07:00 วิภาวรรณ นวลทอง wiphawan@unc.ac.th ภราดร ล้อธรรมมา paradon@unc.ac.th <p> การวิจัยเชิงพรรณนาความสัมพันธ์เชิงทำนายแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและความสัมพันธ์ระหว่างความทุกข์ใจจากโรคเบาหวาน ความเชื่อมั่นในการจัดการโรค พฤติกรรมการดูแลตนเอง กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเพื่อทดสอบบทบาทตัวแปรสื่อแบบอนุกรมของความเชื่อมั่นในการจัดการโรคและพฤติกรรมการดูแลตนเอง ในความสัมพันธ์ระหว่างความทุกข์ใจจากโรคเบาหวานกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยใช้ทฤษฎีการรับรู้ทางสังคมร่วมกับกรอบพฤติกรรมการดูแลตนเอง AADE7 เป็นกรอบแนวคิด กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 450 ราย จากหน่วยบริการสุขภาพ 3 ระดับ ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบวัดความทุกข์ใจจากโรคเบาหวาน (DDS-17) แบบวัดความเชื่อมั่นในการจัดการโรค (T-DMSES) และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง (SDSCA) ส่วนค่า HbA1c สืบค้นจากเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ Pearson และ PROCESS macro Model 6 ด้วยวิธี bootstrapping 5,000 รอบ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าความทุกข์ใจจากโรคเบาหวาน ความเชื่อมั่นในการจัดการโรค และพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยร้อยละ 41.1 มีความทุกข์ใจระดับสูง ค่า HbA1c เฉลี่ยร้อยละ 8.10 และควบคุมได้ตามเป้าหมายเพียงร้อยละ 24.7 ความทุกข์ใจมีความสัมพันธ์กับค่า HbA1c ผ่านความเชื่อมั่นในการจัดการโรคเพียงตัวเดียว (อิทธิพลทางอ้อม = 0.24, 95% Boot CI [0.14, 0.36]) และผ่านความเชื่อมั่นในการจัดการโรคกับพฤติกรรมการดูแลตนเองตามลำดับ (อิทธิพลทางอ้อม = 0.10, 95% Boot CI [0.05, 0.16]) ขณะที่เส้นทางผ่านพฤติกรรมการดูแลตนเองเพียงตัวเดียวไม่มีนัยสำคัญ อิทธิพลทางอ้อมรวมคิดเป็นร้อยละ 53.3 ของอิทธิพลรวม และความทุกข์ใจยังคงสัมพันธ์ทางตรงกับค่า HbA1c ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบตัวแปรสื่อบางส่วน แบบจำลองอธิบายความแปรปรวนของค่า HbA1c ได้ร้อยละ 26.8</p> <p> ผลการศึกษาชี้ว่าความเชื่อมั่นในการจัดการโรคเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงความทุกข์ใจกับพฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเป็นแบบภาคตัดขวางจึงไม่สามารถสรุปความเป็นเหตุเป็นผลได้ ผลการวิจัยใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาและทดลองใช้โปรแกรมการพยาบาลนำร่องที่เสริมสร้างความเชื่อมั่นในการจัดการโรคควบคู่กับการลดความทุกข์ใจจากโรคเบาหวานในคลินิกเบาหวาน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/282090 รูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุในโรงพยาบาล: การทบทวนวรรณกรรมแบบบูรณาการ 2026-08-25T16:05:21+07:00 สิริพร กิจจา siriporn@bnc.ac.th <p><strong> </strong>การป้องกันการพลัดตกหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุในโรงพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดอุบัติการณ์การพลัดตกหกล้มซ้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบ วิธีการดำเนินการ และผลลัพธ์ของรูปแบบ โปรแกรม หรือแนวทางการป้องกันการพลัดตกหกล้มซ้ำในผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล มีรูปแบบและวิธีการวิจัยเป็นการทบทวนวรรณกรรมแบบบูรณาการ โดยใช้กรอบแนวคิด PICO/PICo ในการคัดเลือกงานวิจัย ครอบคลุมการศึกษาเชิงพรรณนา เชิงสำรวจ เชิงคุณภาพ และเชิงทดลอง ดำเนินการตามแนวทางของ Whittemore and Knafl (2005) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การกำหนดปัญหา การค้นหาและคัดเลือกข้อมูล การประเมินคุณภาพ การวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอผลการทบทวน จากฐานข้อมูล MEDLINE Complete, CINAHL Complete, ThaiJO และ Google Scholar ในช่วงปี พ.ศ. 2559–2569 รวมทั้งสิ้น 1,119 เรื่อง คัดเลือกเข้าสู่การวิเคราะห์จำนวน 11 เรื่อง โดยประเมินคุณภาพด้วยเกณฑ์ของ Joanna Briggs Institute (2022) มีการตรวจสอบความถูกต้อง การประเมินค่า การสกัดข้อมูลโดยผู้วิจัย และมีการใช้ thematic analysis และ narrative synthesis/summary ในการสังเคราะห์ข้อมูล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุในโรงพยาบาล มีลักษณะเป็นการจัดการหลายปัจจัย ประกอบด้วย การประเมินความเสี่ยง การดูแลเฉพาะราย การจัดการปัจจัยเสี่ยง การให้ความรู้และการมีส่วนร่วม การจัดการสิ่งแวดล้อม การทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ และการดูแลต่อเนื่อง วิธีการดำเนินการมีความหลากหลายและควรปรับให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง ความสามารถ และบริบทของผู้สูงอายุ โดยเชื่อมโยงการดูแลตั้งแต่โรงพยาบาลก่อนจำหน่ายจนถึงหลังจำหน่าย ผลลัพธ์ครอบคลุมการเกิดหกล้มและหกล้มซ้ำ ความเสี่ยงต่อการหกล้ม การทรงตัว สมรรถภาพทางกาย ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน และความกลัวการหกล้ม ทั้งนี้ ควรนำองค์ประกอบที่สังเคราะห์ได้ไปประยุกต์ใช้ตามบริบทมากกว่าการใช้รูปแบบมาตรฐานเดียว</p> <p> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การป้องกันการพลัดตกหกล้มซ้ำในผู้สูงอายุควรดำเนินการภายใต้แนวคิดการดูแลแบบองค์รวมและบูรณาการหลายปัจจัย โดยพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการประเมิน วางแผน ประสานการดูแล และติดตามต่อเนื่องตั้งแต่โรงพยาบาลสู่บ้าน ควรนำองค์ประกอบที่สังเคราะห์ได้ไปพัฒนาและปรับใช้เป็นแนวทางการดูแลเฉพาะรายตามบริบทของหน่วยบริการ พร้อมส่งเสริมการติดตามหลังจำหน่าย และควรมีการศึกษาวิจัยเชิงทดลองเพื่อประเมินประสิทธิผลของแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นระบบ</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/280830 ปัจจัยทำนายความรู้สึกต่อความสามารถในการเป็นบิดามารดาหลังคลอดบุตรคนแรก 2026-04-07T10:12:56+07:00 ธิญาดา เวียงสิมา 65910069@go.buu.ac.th ปัญญรัตน์ ลาภวงศ์วัฒนา punyarat.la@buu.ac.th ตติรัตน์ เตชะศักดิ์ศรี tatirat@buu.ac.th <p> ความรู้สึกต่อความสามารถในการเป็นบิดามารดา (Parenting Sense of Competence: PSOC) เป็นตัวบ่งชี้สำคัญของความเชื่อมั่นของบิดามารดาในการดูแลบุตร การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย เพื่อศึกษาปัจจัยที่สามารถทำนายความรู้สึกต่อความสามารถในการเป็นบิดามารดาหลังคลอดบุตรคนแรก กลุ่มตัวอย่างคือบิดามารดาหลังคลอดบุตรคนแรก จำนวน 108 คู่ จากหอผู้ป่วยสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลในจังหวัดชลบุรี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยให้คู่บิดามารดาตอบแบบสอบถามร่วมกัน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ทัศนคติต่อการร่วมเลี้ยงดูบุตร ความเครียดต่อการเป็นบิดามารดา สัมพันธภาพระหว่างคู่สมรส ความรักใคร่ผูกพันระหว่างบิดามารดากับทารก การสนับสนุนจากครอบครัว และความรู้สึกต่อความสามารถในการเป็นบิดามารดา เครื่องมือมีค่าความเชื่อมั่นระหว่าง .80–.90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ย PSOC เท่ากับ 90.26 (SD = 4.27) อยู่ในระดับสูง ตัวแปรทั้ง 7 ตัวสามารถร่วมกันทำนาย PSOC ได้ร้อยละ 21.6 (R² = .216, F<sub>7,100 </sub>= 3.942, p &lt; .001) โดยสัมพันธภาพระหว่างคู่สมรส การสนับสนุนจากครอบครัว และความรักใคร่ผูกพันระหว่างบิดามารดาต่อทารกมีความสัมพันธ์ทางบวกกับ PSOC อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม มีเพียงตัวแปรสัมพันธภาพระหว่างคู่สมรสที่สามารถทำนาย PSOC ได้อย่างมีนัยสำคัญ (ꞵ = .306, t = 3.169, p &lt; .01)</p> <p> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สัมพันธภาพระหว่างคู่สมรสที่ดีจะนำไปสู่ระดับความรู้สึกมีความสามารถในการเป็นบิดามารดา (PSOC) ที่สูงขึ้น เนื่องจากคู่สมรสมีการสนับสนุนทางอารมณ์ซึ่งกันและกัน มีการแบ่งบทบาทการดูแลบุตร และการปรับตัวต่อบทบาทบิดามารดา ส่งผลให้บิดามารดาเกิดความมั่นใจ ความพึงพอใจ และการรับรู้ถึงความสามารถของตนในการเลี้ยงดูบุตร ดังนั้นการส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างคู่สมรสมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความมั่นใจของบิดามารดาในการเลี้ยงดูบุตร</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026