https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/issue/feed วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา 2026-03-31T19:10:33+07:00 Assoc. Prof. Dr.Pornchai Jullamate jnurse@nurse.buu.ac.th Open Journal Systems <p>คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสถาบันผลิตบุคลากรพยาบาลทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความรู้ทางการพยาบาลและเผยแพร่สู่สังคมวิชาชีพการพยาบาล จึงได้จัดทำวารสารคณะพยาบาลศาสตร์เพื่อเป็นสื่อในการเผยแพร่ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์แก่วิชาชีพการพยาบาลและบุคลากรทางสุขภาพ โดยวารสารฉบับแรกได้จัดทำขึ้นในปี พ.ศ. 2535 มีกำหนดออกปีละ ๓ ฉบับ และได้มีการพัฒนาและปรับปรุงอยู่ตลอดจนวารสารของคณะพยาบาลศาสตร์มีคุณภาพที่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานวารสารวิชาการระดับชาติ ที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) รวมทั้งได้รับคัดเลือกเข้าสู่ฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงภาษาไทยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและในโอกาสที่คณะฯ ครบรอบ 25 ปี งานวารสารจึงได้เพิ่มกำหนดการออกเป็นปีละ 4 ฉบับ โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2550 เป็นต้น</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/277989 การสร้างความแปลกใหม่ผ่านกิจกรรมเพื่อจัดการความเบื่อหน่ายของผู้สูงอายุ ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบไปเช้า-เย็นกลับ : แบ่งปันประสบการณ์ 2026-03-09T13:33:15+07:00 ศุภกฤต จึงพิภานิชกุล supphakrit888@gmail.com โฆษิต ฉันทนารุ่งภักดิ์ kapook12.hk@gmail.com <p> ความเบื่อหน่ายที่เกิดในผู้สูงอายุแม้จะเป็นเพียงภาวะทางอารมณ์ แต่สามารถส่งผลกระทบทางลบต่อผู้สูงอายุที่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน โมโหร้าย เบื่ออาหาร และขาดแรงจูงใจในการใช้ชีวิต บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความเบื่อหน่ายที่มีในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบไปเช้า - เย็นกลับ (Day Care) และความสำคัญของการทำกิจกรรมในผู้สูงอายุ โดยอ้างอิงทฤษฎีความต้องการพื้นฐานทางจิตวิทยา (Self-Determination Theory) แนวคิดการกระตุ้นความรู้คิด (Cognitive stimulation : CS) และแนวคิดพฤฒพลัง (Active Aging) รวมถึงการแบ่งปันประสบการณ์ของผู้นิพนธ์ที่ได้จากการสังเกตถึงความเบื่อหน่าย<br />ของผู้สูงอายุใน Day Care การวิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้ของปัญหาความเบื่อหน่าย และแนวทางการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อจัดการปัญหา</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/276324 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันภาวะเบาหวานในสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 2025-07-03T18:21:02+07:00 สุพรรษา หีดมั่น supansa.hm@gmail.com ตติรัตน์ เตชะศักดิ์ศรี tatiratp@yahoo.com วรรณทนา ศุภสีมานนท์ suppasee@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ที่มาฝากครรภ์โรงพยาบาล 2 แห่ง ในจังหวัดชลบุรี จำนวน 160 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่พัฒนาและดัดแปลงจากแนวคิดความเชื่อด้านสุขภาพ ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ แบบสอบถามการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรงของโรค แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรค แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคในการป้องกันโรค แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม ได้ค่าดัชนีความตรงอยู่ในช่วง .86 ถึง 1.0 และค่าความเชื่อมั่นอยู่ในช่วง .74 ถึง .94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการป้องกันภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในระดับปานกลาง (M = 43.81, SD =7.68) การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค การรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรค การรับรู้อุปสรรคของการป้องกันโรค การรับรู้ความสามารถของตนเอง และการสนับสนุนทางสังคมสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ ร้อยละ 23 (R<sup>2</sup> = .230, F<sub>(6,160) </sub>= 7.630, p = .003) โดยการรับรู้ความสามารถของตนเองและการสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์มากที่สุด (β = .24, <em>p</em> = .003 และ β = .22, p = .005) พยาบาลควรส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันภาวะเบาหวาน โดยเพิ่มการรับรู้ความสามารถของตนเองและการสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อลดการเกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/279733 ประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ความรู้เพื่อการเตรียมความพร้อมก่อนกลับบ้านในผู้ป่วย ที่ได้รับการสวนหัวใจ 2026-03-10T15:23:57+07:00 สุนันท์ พรหมรอด sunan.promrod@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบ one-group pretest–posttest design มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบระดับความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองหลังสวนหัวใจก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม และ ประเมินความพึงพอใจต่อโปรแกรมการให้ความรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการสวนหัวใจ จำนวน 30 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองหลังสวนหัวใจ และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อโปรแกรม เก็บข้อมูลก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและหลังสิ้นสุดโปรแกรม 4 สัปดาห์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา และ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองอยู่ในระดับต่ำ (Mean = 8.10, SD = 2.40) หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองในระดับสูง(Mean = 13.30, SD = 1.40) และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลัง พบว่าคะแนนหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(29) = 9.49, p &lt; .001) นอกจากนี้ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมฯ ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยรวม = 4.65, SD = 0.44)</p> <p> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมการให้ความรู้เพื่อการเตรียมความพร้อมก่อนกลับบ้าน สามารถเพิ่มระดับความรู้และสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ป่วยที่ได้รับการสวนหัวใจได้อย่างมีประสิทธิผล จึงควรส่งเสริมให้นำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้ในคลินิกและพัฒนาต่อยอดในงานบริการพยาบาล</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/276051 ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังภายหลังสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2025-10-07T14:35:36+07:00 สุดารัตน์ จันทนวรานนท์ momaymaesudarat@gmail.com ปณิชา พลพินิจ ponpanicha@nurse.buu.ac.th ชุติมา ฉันทมิตรโอภาส chutimachantamit@hotmail.com <p> คุณภาพชีวิตเป็นเป้าหมายสำคัญในการรักษาและการจัดการโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จากภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จำนวน 125 ราย ที่มาติดตามอาการที่แผนกผู้ป่วยนอก คลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลในจังหวัดชลบุรี ระดับปฐมภูมิ และระดับทุติยภูมิ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินข้อมูลส่วนบุคคลและภาวะสุขภาพ การได้รับข้อมูลข่าวสาร การรับรู้ความรุนแรงของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต่อผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ความวิตกกังวล การรับรู้ความสามารถของตนเอง การสนับสนุนทางสังคม พฤติกรรมการจัดการตนเอง และแบบสอบถามการรับรู้ภาวะสุขภาพ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค ดังนี้ การได้รับข้อมูลข่าวสาร = .84 การรับรู้ความรุนแรงของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต่อผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง = .80 ความวิตกกังวล = .84 การรับรู้ความสามารถของตนเอง = .84 การสนับสนุนทางสังคม = .91 พฤติกรรมการจัดการตนเอง = .80 คุณภาพชีวิต = .81 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบ Enter</p> <p> ผลการการศึกษาพบว่า คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยรวมอยู่ในระดับดี (M = 65.47, SD = 13.01) การได้รับข้อมูลข่าวสาร การรับรู้ความรุนแรงของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ความวิตกกังวล การรับรู้ความสามารถของตนเอง การสนับสนุนทางสังคม พฤติกรรมการจัดการตนเอง สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ร้อยละ 53.9 (R<sup>2</sup> = .539, <em>p</em>&lt; .001) โดยการรับรู้ความรุนแรงของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นตัวแปรที่ทำนายได้มากที่สุด (β = .618, <em>p</em> &lt; .001) รองลงมาได้แก่ พฤติกรรมการจัดการตนเอง (β = .293, <em>p</em>&lt; .001) ความวิตกกังวล (β = .249, <em>p</em> &lt;.01) แรงสนับสนุนทางสังคม (β = .163, <em>p</em> &lt;.05) การรับรู้ความสามารถของตนเอง (β = .143, <em>p</em> &lt;.05) และการได้รับข้อมูลข่าวสาร (β = .126, <em>p</em> &gt;.05) ตามลำดับ </p> <p> ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เป็นบริบทจำเพาะของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต และป้องกันโรคอื่นๆได้ ทั้งโรคติดต่อทั่วไป โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำตามบริบทของแต่ละพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลยิ่งขึ้น</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/279102 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาระของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่กลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำ 2026-03-04T14:08:10+07:00 จีระภา นุ้ยนาพญา jeerapanuinapaya@gmail.com <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับภาระของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่กลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียด จำนวนชั่วโมงดูแลต่อวัน ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย และการรับรู้ภาวะสุขภาพกับภาระผู้ดูแล กลุ่มตัวอย่างเป็นญาติผู้ดูแลผู้ป่วย จำนวน 138 คน เลือกโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามสอบข้อมูลทั่วไปของผู้เข้าร่วมวิจัย แบบประเมินความเครียด แบบสัมภาษณ์การรับรู้ภาวะสุขภาพ และแบบวัดภาระในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของเพียรสัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลมีภาระในระดับปานกลาง (mean = 46.82, SD = 12.45) มีความเครียดในระดับปานกลาง และดูแลเฉลี่ยวันละกว่า 10.56 ชั่วโมงต่อวัน ผู้ป่วยมีคะแนนความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ต่ำ (mean = 6.50, SD = 2.12) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ความเครียด (r = .542, p &lt; .001) และจำนวนชั่วโมงในการดูแลต่อวัน (r = .413, p &lt; .001) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาระผู้ดูแล ในขณะที่ ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย (r = –.386, p &lt; .001) และการรับรู้ภาวะสุขภาพของผู้ดูแล (r = –.298, p = .001) มีความสัมพันธ์เชิงลบกับภาระผู้ดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่กลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำเผชิญกับภาระในการดูแล โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเครียดสูง ดูแลผู้ป่วยเป็นเวลานาน หรือดูแลผู้ป่วยที่มีความสามารถในการช่วยเหลือตนเองต่ำ ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาการพยาบาลเชิงสนับสนุน การจัดระบบการดูแลที่เหมาะสม และการออกแบบโปรแกรมลดภาระเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ดูแลในระยะยาว</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/278236 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองย่านยาว โรงพยาบาลตะกั่วป่า 2026-03-05T09:12:36+07:00 มณีรัตน์ ม่วงยิ้ม Jock2667@gmail.com กิตติพร เนาว์สุวรรณ Jock2667@gmail.com <p> การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วย และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบ โดยดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาเอกสารและการวิจัยเชิงคุณภาพ 2) พัฒนารูปแบบการดูแล GMSC Model และ 3) ศึกษาประสิทธิผลโดยใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลองสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ จำนวน 70 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 คน ระยะเวลา 12 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย GMSC Model แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ และการตรวจค่าน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) แบบสอบถามมีค่าความตรงตามเนื้อหา 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha = 0.827 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา paired t-test และ independent t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปีงบประมาณ 2566 จำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่ HbA1C ≥7% เพิ่มขึ้นร้อยละจากปีงบประมาณ 2565 เป็น 56.17 ปัญหาที่พบคือ รับประทานอาหารหวาน ขาดความรู้ในการเลือกรับประทานอาหาร รับประทานยาไม่ต่อเนื่อง วิตกกังวลเรื่องโรค มีความต้องการความช่วยเหลือจากทีมสหวิชาชีพ ต้องการความรู้และช่องทางในปรึกษา 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ GMSC Model ประกอบด้วย Goal Setting (การกำหนดเป้าหมาย Multidisciplinary team (ทีมสหวิชาชีพ) Social support (การสนับสนุนทางสังคม) และ Continuing Care (การติดตามดูแลต่อเนื่อง) 3) หลังใช้รูปแบบ กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นและระดับน้ำตาลสะสมในเลือดลดลง และดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;.001, .036)</p> <p> สรุปได้ว่า GMSC Model มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและลดระดับ HbA1C สามารถประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีทีมสหวิชาชีพ</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/276004 Factors Associated with Sexual Dysfunction among Men with Type 2 Diabetes Mellitus in Botswana 2025-07-03T18:29:18+07:00 Gaogakwe Ramaologa 65910019@go.buu.ac.th Khemaradee Masingboon khemaradee@nurse.buu.ac.th Niphawan Samartkit nsamartkit@gmail.com <p> This descriptive correlational study aimed to examine the prevalence of sexual dysfunction and its associated factors, including age, health status, diabetes duration, HbA1C, and couple satisfaction with sexual dysfunction among men with T2DM in Botswana. Engel’s Biopsychosocial Model served as the conceptual framework (Engel, 2012). Simple random sampling was used to recruit 200 men with T2DM attending an outpatient diabetes clinic in Botswana. The tools used included a demographic questionnaire, the Short Form-12 (SF-12), the Couples Satisfaction Questionnaire (CSQ-4), and the Changes in Sexual Functioning Questionnaire (CSFQ-14). Data were analyzed using descriptive statistics and Pearson correlation.</p> <p> Results revealed that 64.5% of participants had HbA1C levels ≥8%, indicating poor glycemic control (HbA1C ≥ 8%). 70 % (n = 140) of participants reported sexual dysfunction. Strong positive correlations were found with age (r = .547, p &lt; .001), and moderate correlations were observed for diabetic duration (r = .375, p &lt; .001). Weak positive correlations were observed with couple satisfaction (r = .189, p = .007), while negative correlations were observed with health status (r = - .235, p &lt; .001). However, no significant correlation was found between sexual dysfunction and HbA1c levels.</p> <p> Sexual dysfunction is highly prevalent among men with type 2 diabetes mellitus. Age, health status, diabetes duration, and couple satisfaction were significantly associated with sexual dysfunction. Healthcare interventions should focus on promoting overall health status, improving diabetes control, and providing couples counselling to enhance relationship quality, thereby improving sexual health outcomes in men with type 2 diabetes mellitus.</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/278385 ปัจจัยที่มีสัมพันธ์กับความเครียดของนักศึกษาพยาบาลในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง 2026-01-29T16:49:21+07:00 ทวีศักดิ์ กสิผล taweesukk@gmail.com ชนิกา เจริญจิตต์กุล chanika1919@gmail.com <p> การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียดของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างชั้นปีการศึกษา ผลการเรียน ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ความสัมพันธ์ในครอบครัว และรูปแบบการจัดการความเครียด กับคะแนนความเครียดของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลจำนวน 145 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างมีระบบ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบประเมินความเครียดสวนปรุง 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และค่าสหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่มีความเครียดระดับมาก (ร้อยละ 64.10) มีวิธีการจัดการความเครียดแบบมุ่งเน้นการจัดการปัญหา (ร้อยละ 44.83) และด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว พบว่าส่วนใหญ่มีการพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน (ร้อยละ 67.59) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ผลการเรียนมีความสัมพันธ์เชิงลบระดับต่ำกับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<strong>r<sub>s</sub></strong> = −.218, p &lt; .05) ขณะที่ความสัมพันธ์ในครอบครัวมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<strong>r<sub>s</sub></strong> = .35, p &lt; .05) ส่วนชั้นปีที่ศึกษา ค่าใช้จ่ายต่อเดือน และรูปแบบการจัดการความเครียดไม่พบความสัมพันธ์กับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; .05) โดยสรุป ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าผลการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นปัจจัยที่มีบทบาทต่อระดับความเครียดของนักศึกษาพยาบาล ซึ่งผลการวิจัยนี้จะช่วยให้หน่วยงานสถาบันการศึกษานำไปใช้วางแผนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีสำหรับนักศึกษาพยาบาล</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026