วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu
<p>คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสถาบันผลิตบุคลากรพยาบาลทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความรู้ทางการพยาบาลและเผยแพร่สู่สังคมวิชาชีพการพยาบาล จึงได้จัดทำวารสารคณะพยาบาลศาสตร์เพื่อเป็นสื่อในการเผยแพร่ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์แก่วิชาชีพการพยาบาลและบุคลากรทางสุขภาพ โดยวารสารฉบับแรกได้จัดทำขึ้นในปี พ.ศ. 2535 มีกำหนดออกปีละ ๓ ฉบับ และได้มีการพัฒนาและปรับปรุงอยู่ตลอดจนวารสารของคณะพยาบาลศาสตร์มีคุณภาพที่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานวารสารวิชาการระดับชาติ ที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) รวมทั้งได้รับคัดเลือกเข้าสู่ฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงภาษาไทยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและในโอกาสที่คณะฯ ครบรอบ 25 ปี งานวารสารจึงได้เพิ่มกำหนดการออกเป็นปีละ 4 ฉบับ โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2550 เป็นต้น</p>th-THวารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา0858-4338การส่งเสริมบทบาทพยาบาลวิชาชีพในการป้องกันการกลับเป็นโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ: แนวทางเชิงระบบและการปฏิบัติ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/276560
<p> โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และเพิ่มภาระต่อระบบบริการสุขภาพ ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองยังมีความเสี่ยงสูงที่จะกลับเป็นซ้ำได้ การป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมองจึงเป็นภารกิจสำคัญของทีมสุขภาพ โดยเฉพาะพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งมีบทบาทโดยตรงในทุกขั้นตอนของการดูแลหลังเกิดโรค ทั้งในด้านการประเมินความเสี่ยง การให้คำแนะนำด้านสุขภาพ การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม เช่น การควบคุมความดันโลหิต การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต พยาบาลยังมีบทบาทสำคัญในการประสานการดูแลต่อเนื่องกับหน่วยบริการปฐมภูมิและครอบครัว ติดตามอาการของผู้ป่วยผ่านการเยี่ยมบ้าน โทรศัพท์ หรือเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน รวมทั้งให้กำลังใจและสนับสนุนผู้ป่วยและครอบครัวทางด้านจิตสังคม เพื่อเสริมพลังในการดูแลตนเองอย่างยั่งยืน บทความนี้นำเสนอแนวคิดและบทบาทของพยาบาลวิชาชีพในหลากหลายมิติ ที่มีความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาล และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพของพยาบาลในระบบสุขภาพเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>หฤษฎ์ เซี่ยงหว็องวิปรัชญา เทศทองวัลย์พร วรพรพงษ์ชนัญชิดาดุษฎี ทูลศิริพัชราภรณ์ โภโค
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-302025-12-30334103113Factors Related to Depression Among Elderly Patients with Pressure Ulcers in Wenzhou, China
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/275359
<p> This study aimed to describe post-PU depression and to investigate the factors related to post-PU depression among elderly patients with pressure ulcers in Wenzhou, China. A simple random sampling method was used to recruit the sample of 128 elderly patients with PU in the Second Affiliated Hospital of Wenzhou Medical University. Research instruments included Demographic questionnaire, the Appraisal of Self-care Agency Scale-Revised (ASAS-R), the Beck Depression Inventory-II (BDI-II), the mental health literacy scale (MHLS) and the Multidimensional Scale of Perceived Social Support (MSPSS). Data collected from July to December, 2023. Descriptive statistics and Pearson’s product moment correlation were used to analyze the data.</p> <p> The results revealed that the sample had mild depression (18.75%) and severe depression (5.47%). For correlation analysis, depression after pressure ulcer was significantly correlated with social support (<em>r </em>= -.439, <em>p </em>< .001) and self-care ability (<em>r </em>= -.465, <em>p </em>< .001). While mental health literacy was not significantly correlated with depression after pressure ulcer.</p> <p> These findings suggest that Nurses and other health care providers should apply these study results to develop interventions or programs aimed at reducing the incidence of depression in patients with pressure ulcers by focusing on social support and self-care ability.</p>Linmin ZhugeChanandchidadussadee Toonsiri
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-302025-12-30334112Factors Influencing Uptake of Cervical Cancer Screening among Women in Wenzhou, China
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/275637
<p> This study aimed to examine the uptake of cervical cancer screening and to determine if knowledge of cervical cancer, perceived threat of cervical cancer, perceived benefits of cervical cancer screening, perceived barriers to cervical cancer screening, and self-efficacy about the uptake of cervical cancer screening could predict the uptake of cervical cancer screening among women in Wenzhou, China. A simple random sampling technique was used to recruit 240 individuals, who came to check up on their health at two Physical Examination Centers of one hospital in Wenzhou, China. Research instruments included the demographic data questionnaire, the Chinese version of the cervical cancer prevention knowledge questionnaire with the KR 20 of .76, the Chinese version of the cervical cancer screening belief scale including perceived threat, perceived benefit, perceived barrier, and the Chinese version of the cervical cancer screening self-efficacy scale, with Cronbach’s alpha values of .86, .72, .91, and .96 respectively. Descriptive statistics and binary logistic regression were used to analyze the data. </p> <p> Results revealed that 63.3% of the participants had been screened for cervical cancer. The logistic regression model including all five independent variables explained approximately 27.2% of the variance in cervical cancer screening (Nagelkerke R<sup>2</sup> = .272). Perceived barriers (Odds Ratio [OR] = 0.885, 95% Confidence Interval [CI]: 0.807-0.971, <em>p</em> <.05) and self-efficacy (OR = 1.060, 95% CI: 1.038-1.083, <em>p</em> < .001) were the strongest contributors to this prediction. </p> <p> The results indicate that perceived barriers and self-efficacy are significant factors influencing the decision to undergo cervical cancer screening. These findings can be applied to develop strategies promoting cervical cancer screening among women in the future.</p>Siyuan XiongKhemaradee MasingboonNiphawan Samartkit
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-302025-12-303341327ปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/277519
<p> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในนักศึกษาพยาบาลจากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง โดยกลุ่มตัวอย่างเป็น นักศึกษาพยาบาล ในปีการศึกษา2568 จำนวน 210 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามทั่วไป 2) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 3) แบบประเมินความเครียด 4) แบบประเมินการรับรู้ความสามารถของตนเอง 5) แบบประเมินการรับรู้ความแข็งแกร่งในชีวิต และ 6) แบบประเมินความรู้สึกหลากหลายมิติเกี่ยวกับความช่วยเหลือทางสังคม มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.93, 0.90, 0.87, 0.95 และ 0.93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัย พบว่า ความเครียด และการรับรู้ความแข็งแกร่งในชีวิต เป็นปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายความแปรปรวนของภาวะซึมเศร้าในนักศึกษาพยาบาลได้ร้อยละ 65.80 (R² = 0.658) (p < .001) โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ความเครียด (<em>β</em> = .721, <em>p</em> < .001) การรับรู้ความแข็งแกร่งในชีวิต (<em>β</em> = -.244, <em>p</em> < .001) ดังนั้น อาจารย์พยาบาลและผู้เกี่ยวข้อง ควรพัฒนากิจกรรมที่มุ่งเน้นการลดระดับความเครียดควบคู่กับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิต เพื่อลดภาวะซึมเศร้าให้กับนักศึกษากลุ่มนี้</p>ชลธิชา ชลสวัสดิ์กัลนิกา แสงชัยสุลี ทองวิเชียร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-302025-12-303342839ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองต่อพฤติกรรมการควบคุมโรคหอบหืดของเด็กวัยเรียน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/275962
<p> โรคหอบหืดเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อทุกช่วงวัยโดยเฉพาะเด็กวัยเรียน เด็กวัยเรียนจึงควรได้รับการส่งเสริมการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง เพื่อให้มีพฤติกรรมการควบคุมโรคที่ดี วัตถุประสงค์ของวิจัยนี้ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองต่อพฤติกรรมการควบคุมโรคหอบหืดของเด็กวัยเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด และผู้ดูแลหลัก เข้ารับการรักษาที่คลินิกโรคหอบหืด โรงพยาบาล 2 แห่ง ในจังหวัดระยอง คัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด สุ่มอย่างง่ายเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 21 ราย ด้วยการจับฉลาก กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง ตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของแบนดูรา กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 2 ส่วน คือโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองต่อพฤติกรรมการควบคุมโรคหอบหืดของเด็กวัยเรียน และแบบสอบถามพฤติกรรมการควบคุมโรคของเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลองเด็กวัยเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมโรคหอบหืดสูงกว่ากลุ่มควบคุม (Z = 5.24, p = .001) และสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = 4.01, p=.001) จากผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะว่า พยาบาลสามารถนำโปรแกรมนี้ไปใช้ส่งเสริมให้เด็กวัยเรียนมีพฤติกรรมการควบคุมโรคหอบหืดได้ด้วยตนเอง เพื่อลดการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้</p>สหัทยา พรหมมานฤมล ธีระรังสิกุลจินตนา วัชรสินธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-302025-12-303344052ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการจัดการความรู้กับการยอมรับการจัดการความรู้ของบุคคลากร คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/278818
<p> การจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการ การเรียนการสอน และการพัฒนาบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะคณะพยาบาลศาสตร์ที่ต้องพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง การวิจัยเชิงพรรณนาแบบสหสัมพันธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการจัดการความรู้ ระดับการยอมรับการจัดการความรู้ของบุคลากร และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพ KM กับการยอมรับของบุคลากร การศึกษาดำเนินการตลอดปีการศึกษา 2567 โดยสำรวจข้อมูลผ่านแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 88 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้น แบบสอบถามจัดส่งในระบบออนไลน์ (Google Forms) ใช้เวลา 15–20 นาทีต่อแบบ ข้อมูลที่ได้จะถูกเข้ารหัสแทนชื่อเพื่อรักษาความลับ จากนั้นนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s r)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าคุณภาพ KM โดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (M = 4.23, SD = 0.71) ทุกมิติ ขณะที่การยอมรับ KM โดยรวมอยู่ในระดับสูง (M = 4.11, SD = 0.71) และมิติจูงใจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด นอกจากนี้ พบความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างทุกมิติของคุณภาพ KM กับการยอมรับ KM อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .42–.69; p < .001) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพ KM ที่ดีมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการยอมรับของบุคลากร โดยความสัมพันธ์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง จึงสรุปได้ว่ากระบวนการ KM ที่ชัดเจน เหมาะสม และดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยอมรับและการนำ KM ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอภาคข้อเสนอแนะเชิงบริหารควรมุ่งเน้นการพัฒนาระบบ e-Learning ที่ตอบสนองความต้องการของบุคลากร พร้อมทั้งจัดเวทีชุมชนการเรียนรู้ (Community of Practice) ของบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน</p>อโนชา ทัศนาธนชัยโสรัตน์ วงศ์สุทธิธรรมวรรณรัตน์ ลาวังกาญจนา พิบูลย์วิภา วิเสโสตฤณ ศิริพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-302025-12-303345365ประสิทธิผลของโปรแกรมการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นไลน์หลักการและเทคนิคการพยาบาลสำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/273408
<p> การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นไลน์หลักการและเทคนิคการพยาบาลต่อผลสัมฤทธิ์และพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง สำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 จำนวน 64 ราย สุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยการจับฉลากแบบไม่คืนที่ ยินดีให้ความร่วมมือในการวิจัย จำนวน 64 คน ปีการศึกษา 2565 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ แบบวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ตรวจสอบความเชื่อมั่นโดยหาค่า KR-20 ของแบบทดสอบ ได้ค่า 0.80 และค่าสัมประสิทธิิ์อัลฟาของครอนบาคของแบบวัด ได้ค่า = 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล หาความถี่ ร้อยละ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ พฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลักและเทคนิคการพยาบาลและพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมด้วยสถิติ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลักและเทคนิคการพยาบาลและพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นไลน์หลักการและเทคนิคการพยาบาล พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองหลังการทดลอง (<em>M</em> = 11.13, <em>SD</em> = 3.36; <em>M</em> = 4.52, <em>SD</em> = 4.09) สูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมออนไลน์ (<em>M</em> = 5.23, <em>SD</em> = 1.82; <em>M</em> = 4.57, <em>SD</em> = 0.38) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p < .001 สรุปว่า ควรนำโปรแกรมการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นไลน์หลักการและเทคนิคการพยาบาลไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมการเรียนของนักศึกษาพยาบาล</p>กรวรรณ ผมทองสุขุมาล แสนพวงอรนุช ประดับทอง ธิดารัตน์ คณึงเพียร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-302025-12-303346675การพัฒนาสื่อการเรียนรู้แบบเกมมิฟิเคชันเพื่อการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิต สำหรับนักศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/277402
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อเกมมิฟิเคชันเรื่องการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตสำหรับนักศึกษาพยาบาลและศึกษาการรับรู้ของนักศึกษาต่อองค์ประกอบของสื่อเกมมิฟิเคชันเรื่องการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิต กระบวนการพัฒนาสื่อ 5 ระยะ คือ 1) การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ (Analysis) 2) การออกแบบสื่อ (Design) โดยประยุกต์แนวคิดกระบวนการเกม 3) การพัฒนาและสร้างต้นแบบสื่อ (Development) 4) การนำไปใช้ในสถานการณ์จริง (Implementation) และ 5) การประเมินผล (Evaluation) โดยประเมินการรับรู้ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ต่อองค์ประกอบของการออกแบบเกมคอมพิวเตอร์ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ได้กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาพยาบาลจำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัยประกอบด้วย สื่อเกมมิฟิเคชันเรื่องการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตในผู้สูงอายุ และแบบประเมินการรับรู้ของผู้เล่นต่อองค์ประกอบการออกแบบเกมคอมพิวเตอร์ ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.959 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สื่อเกมมิฟิเคชันที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ ส่วนแนะนำกติกาและการเล่นเกม ส่วนเกมเทคนิคการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิต และส่วนเกมฝึกปฏิบัติการให้คำปรึกษาในสถานการณ์สมมติ ผลการประเมินการรับรู้ของนักศึกษาต่อองค์ประกอบของสื่อเกมมิฟิเคชันเรื่องการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิต พบว่า นักศึกษามีการรับรู้ต่อองค์ประกอบของเกมในระดับสูง (Mean = 4.23, SD = 0.38) โดยองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านเนื้อหาและการเล่าเรื่องของเกม (Mean = 4.35, SD = 0.66) รองลงมาคือ องค์ประกอบด้านกฎและกติกาของเกม (Mean = 4.42, SD = 0.61) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสื่อที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบในการออกแบบที่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิจัยเป็นข้อมูลที่สำคัญในการปรับปรุงสื่อการเรียนรู้เรื่องการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตเพื่อส่งเสริมให้เกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง</p>อังศณา คล้ายสุขนันทภัค ชนะพันธ์เนตดา วงศ์ทองมานะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-302025-12-303347689Factors Associated with Health-Related Quality of Life among Breast Cancer Patients Receiving Postoperative Chemotherapy in Hangzhou, China
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/275987
<p> This cross-sectional correlational study aimed to describe health-related quality of life (HRQoL) and to examine the relationships between symptom experience, social support, and HRQoL among postoperative breast cancer patients receiving chemotherapy in Hangzhou, China. 130 participants were recruited through simple random sampling from the Cancer Daycare Center of Sir Run Run Shaw Hospital in Hangzhou, China. Data were collected using a demographic information questionnaire and three validated Chinese-language scales including the Memorial Symptom Assessment Scale, the Perceived Social Support Scale, and the Functional Assessment of Cancer Therapy–Breast (FACT-B). Data were analyzed by using descriptive statistics and Pearson’s correlation.</p> <p>Results showed that the mean HRQoL score was 93.45 (SD = 19.56). Symptom experience had a moderate negative correlation with HRQoL (r = -.558, p < .01). While social support had a moderate positive correlation with HRQoL (r = .556, p < .01)</p> <p> The findings suggest that improving symptom management and enhancing social support may help promote better HRQoL among postoperative breast cancer patients undergoing chemotherapy.</p>Ye SongKhemaradee MasingboonNiphawan Samartkit
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-302025-12-3033490102