วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu <p>คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสถาบันผลิตบุคลากรพยาบาลทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความรู้ทางการพยาบาลและเผยแพร่สู่สังคมวิชาชีพการพยาบาล จึงได้จัดทำวารสารคณะพยาบาลศาสตร์เพื่อเป็นสื่อในการเผยแพร่ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์แก่วิชาชีพการพยาบาลและบุคลากรทางสุขภาพ โดยวารสารฉบับแรกได้จัดทำขึ้นในปี พ.ศ. 2535 มีกำหนดออกปีละ ๓ ฉบับ และได้มีการพัฒนาและปรับปรุงอยู่ตลอดจนวารสารของคณะพยาบาลศาสตร์มีคุณภาพที่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานวารสารวิชาการระดับชาติ ที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) รวมทั้งได้รับคัดเลือกเข้าสู่ฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงภาษาไทยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและในโอกาสที่คณะฯ ครบรอบ 25 ปี งานวารสารจึงได้เพิ่มกำหนดการออกเป็นปีละ 4 ฉบับ โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2550 เป็นต้น</p> th-TH jnurse@nurse.buu.ac.th (Assoc. Prof. Dr.Pornchai Jullamate) jnurse@nurse.buu.ac.th (Ekkarin Sama) Tue, 30 Jun 2026 23:42:41 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินและน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นระหว่างการฟอกเลือดในผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/276903 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินและน้ำหนักตัวระหว่างการฟอกเลือดในผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จำนวน 50 ราย สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 25 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการพยาบาลตามปกติ ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนธันวาคม 2566 ถึงเดือนมีนาคม 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกิน และแบบบันทึกน้ำหนักตัว วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ สถิติฟิชเชอร์ สถิติ Wilcoxon Signed Rank Test และ Mann-Whitney U test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินหลังได้รับโปรแกรมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -4.20, p &lt; .001) และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -4.97, p &lt; .001) น้ำหนักตัวเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นระหว่างการฟอกเลือดของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -3.01, p = .003) แต่ไม่แตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบ (Z = -1.57, p = .116) ผลการศึกษานี้สนับสนุนว่าโปรแกรมการจัดการตนเองช่วยให้ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินได้</p> จิรายุทธ คำลุน, สายฝน ม่วงคุ้ม, เขมารดี มาสิงบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/276903 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Factors Influencing Preventive Health Behaviors for Cannabis Use among Vocational Students https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/276948 <p> Cannabis use among adolescents is an increasing public health concern, particularly among vocational students who may be vulnerable to substance-related risk behaviors. This predictive correlational cross-sectional study examined preventive health behaviors related to cannabis use among vocational students and investigated the predictive roles of mental health literacy, family connectedness, optimism, and psychological flexibility. The study was conducted between April to June 2024 among 299 vocational students in Chonburi Province, Thailand. Data were collected using six self-report questionnaires assessing demographic characteristics, mental health literacy, family connectedness, optimism, psychological flexibility, and preventive health behaviors for cannabis use. Descriptive statistics and multiple linear regression analyses were used to analyze the data.</p> <p> The findings showed that the mean score for preventive health behaviors related to cannabis use among participants was 59.47 (SD = 21.89). Mental health literacy, family connectedness, optimism, and psychological flexibility significantly predicted preventive health behaviors related to cannabis use, jointly accounting for 34.5% of the variance (R² = .345, <em>F</em>(4, 294) = 38.64, p &lt; .001). Mental health literacy was the strongest (β = .32, p &lt; .001), whereas psychological flexibility was the weakest (β = .12, p &lt; .05).</p> <p> The findings highlight the importance of mental health literacy, family connectedness, optimism, and psychological flexibility in influencing preventive health behaviors related to cannabis use among vocational students. These results may inform the development of nursing and mental health interventions designed to strengthen preventive health behaviors and reduce cannabis use risk among adolescents.</p> Nathan T-athitsakul, Pornpat Hengudomsub, Pornpan Srisopa ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/276948 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบและทดสอบประสิทธิผลของการให้คำปรึกษาแบบรายบุคคล เพื่อส่งเสริมสุขภาพผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรงพยาบาลแม่ลาว สังกัดสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดเชียงราย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/278233 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการให้คำปรึกษาแบบรายบุคคลเพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยดำเนินการ 2 ระยะ ได้แก่ ระยะการพัฒนา และระยะการทดลองใช้และประเมินผล กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มจำนวน 10 คน กลุ่มทดลองจำนวน 18 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 18 คน เครื่องมือ ได้แก่ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม รูปแบบการให้คำปรึกษา แบบบันทึกสุขภาพ (ระดับเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4) และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบอิสระ</p> <p> ผลการวิจัยระยะการพัฒนา พบว่า ได้รูปแบบการให้คำปรึกษาแบบรายบุคคลที่มี 5 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างสัมพันธภาพ การตกลงร่วมกัน การสำรวจและทำความเข้าใจปัญหา การวางแผนสุขภาพ และการประเมินผล ระยะการทดลองใช้ พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าระดับเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 (ค่าเฉลี่ย = 399.44, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 114.02) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (ค่าเฉลี่ย = 319.38, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 80.54) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.20)</p> <p> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า รูปแบบดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในคลินิกเอชไอวีของหน่วยบริการสุขภาพ เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องและยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง</p> กฤติกา ชนประชา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/278233 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการฝึกปฏิบัติการประเมินภาวะสุขภาพในสถานการณ์จำลอง แบบผสมต่อความรู้และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/278616 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการฝึกปฏิบัติการประเมินภาวะสุขภาพในสถานการณ์จำลองแบบผสมต่อความรู้และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาล โดยกลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จำนวน 62 คน ที่สมัครใจเข้าร่วมงานวิจัยนี้ มีเครื่องมือวิจัยแบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ สถานการณ์จำลองแบบผสมสำหรับการฝึกปฏิบัติ ซึ่งเป็นการผสานการใช้ผู้ป่วยจำลองร่วมกับอุปกรณ์ฝึกทักษะเฉพาะส่วน โดยผู้วิจัยพัฒนาขึ้นและผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา พร้อมปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะก่อนนำไปใช้จริง และ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดความรู้เกี่ยวกับการประเมินภาวะสุขภาพ ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาในระดับฉบับ (S-CVI) เท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่น (KR-20) เท่ากับ .729 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลต่อกิจกรรมการฝึกปฏิบัติการจำลองแบบผสม ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (S-CVI) เท่ากับ .99 และค่าความเชื่อมั่นภายใน (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ .939 ตามลำดับ</p> <p> การวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนความรู้ก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติใช้สถิติ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลองแบบผสม นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 มีคะแนนความรู้หลังการฝึกสูงกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>p</em> &lt; .001) ภาพรวมความพึงพอใจของนักศึกษาหลังการฝึกปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.66, <em>SD</em> = 0.63) โดยด้านผู้เอื้ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ( = 4.75, <em>SD</em> = 0.54) และประโยชน์และการนำไปใช้ ( = 4.75, <em>SD</em> = 0.56) มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองแบบผสมช่วยเพิ่มพูนความรู้ด้านการประเมินภาวะสุขภาพของนักศึกษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิผล และได้รับความพึงพอใจในระดับสูง เหมาะสมต่อการนำไปบูรณาการในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลที่เกี่ยวข้อง</p> ธวัชชัย เขื่อนสมบัติ, ธานี ธรรมรัตน์, ธัญทิพย์ คลังชำนาญ, รัชดาพร ไพบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/278616 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบและพัฒนาแบบจำลองระบบการไหลเวียนเลือดของเด็กที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางสำหรับฝึกทักษะหัตถการดูแลสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางของนักศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/281428 <p> การวิจัยเชิงออกแบบและพัฒนา (Design and Development Research: DDR) ร่วมกับการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest design) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของหุ่นจำลองระบบไหลเวียนเลือดเด็กต้นแบบต่อทักษะปฏิบัติการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาล โดยบูรณาการแนวคิดการคิดเชิงออกแบบและทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Kolb (2015) ภายใต้ความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญฝ่ายช่างไฟฟ้ากำลัง กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 จำนวน 30 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) หุ่นจำลองระบบไหลเวียนเลือดเด็กต้นแบบที่เน้นความเสมือนจริงด้านกายวิภาคและระบบท่อแรงดัน 2) คู่มือปฏิบัติการรูปแบบ E-book และ 3) แบบประเมินทักษะปฏิบัติการพยาบาลการล้างและหล่อสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง ซึ่งเครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (IOC = 0.67–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.76 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเป็นหุ่นจำลอง 2 รูปแบบตามตำแหน่งการคาสายสวน ได้แก่ ตำแหน่งหลอดเลือดดำคอและตำแหน่งหลอดเลือดดำใต้กระดูกไหปลาร้า โดยมีระบบท่อจำลองเชื่อมต่อกับสายสวนจริงช่วยให้ผู้เรียนฝึกทักษะการล้างและหล่อสายสวนได้อย่างเป็นรูปธรรม และ 2) คะแนนเฉลี่ยทักษะปฏิบัติหลังทดลอง (Mean = 34.73, S.D. = 1.61) สูงกว่าก่อนทดลอง (Mean = 18.63, S.D. = 2.78) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 35.133, p &lt; .001, 95% CI = [15.163, 17.037]) ซึ่งมิติที่มีผลต่างคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ ด้านเทคนิคปลอดเชื้อ สรุปได้ว่าชุดนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ประกอบด้วยแบบจำลองร่วมกับสื่อสนับสนุนทำให้คะแนนทักษะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า สถาบันการศึกษาพยาบาลควรนำชุดนวัตกรรมนี้ไปบูรณาการในรายวิชาปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มทักษะหัตถการให้แก่ผู้เรียนในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยก่อนฝึกปฏิบัติงานจริง</p> ศุภวรรณ พิมพ์พยอม, ธนัชฌา ภัยพยบ, กนกพร คองกุ่ย, ขวัญจิรา อุไรวรรณ์, ธีรศักดิ์ เฉลิมพล, นภัสสร หอมขจร, นาถตยา เสาวมาลย์, บุลากร เดชใกล้, ชนิดาภรณ์ วงค์ชมภู, ดลระวี ภาวะโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/281428 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสมรรถนะภาวะผู้นำทางการพยาบาลของ หัวหน้าหอผู้ป่วยในยุคประเทศไทย 4.0: กรณีศึกษาโรงพยาบาลในภาคตะวันออก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/279892 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะภาวะผู้นำทางการพยาบาลของหัวหน้าหอผู้ป่วยที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์สาธารณสุข 20 ปีในยุคประเทศไทย 4.0 ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้บริหารทางการพยาบาล จำนวน 12 คน ที่ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก คัดเลือกตามคุณสมบัติตามที่กำหนด เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะภาวะผู้นำทางการพยาบาลที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์สาธารณสุข 20 ปีมีดังนี้ 1) ยุทธศาสตร์ด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเลิศ ประกอบด้วยองค์ประกอบด้านความรู้ 5 รายการ องค์ประกอบด้านทักษะ 6 รายการ องค์ประกอบด้านคุณลักษณะพื้นฐาน 3 รายการ และ องค์ประกอบด้านประสบการณ์ 1 รายการ 2) ยุทธศาสตร์ด้านบริการเป็นเลิศ ประกอบด้วยความรู้ 7 รายการ องค์ประกอบด้านทักษะ 11 รายการ องค์ประกอบด้านคุณลักษณะพื้นฐาน 3 รายการ และ องค์ประกอบด้านประสบการณ์ 2 รายการ 3) ยุทธศาสตร์ด้านบุคลากรเป็นเลิศ ประกอบด้วย องค์ประกอบด้านทักษะ 8 รายการ และองค์ประกอบด้านคุณลักษณะพื้นฐาน 1 รายการ และ 4)ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการเป็นเลิศ ประกอบด้วย องค์ประกอบด้านความรู้ 1 รายการ องค์ประกอบด้านทักษะ 7 รายการ องค์ประกอบด้านคุณลักษณะพื้นฐาน 2 รายการ และ องค์ประกอบด้านประสบการณ์ 1 รายการ</p> <p> การศึกษานี้นำเสนอกรอบสมรรถนะภาวะผู้นำทางการพยาบาลของหัวหน้าหอผู้ป่วยในยุคประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบริหารทางการพยาบาลและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในการสรรหา การพัฒนา และการประเมินบนพื้นฐานของสมรรถนะ</p> สหัทยา รัตนจรณะ, ชนัญชิดาดุษฎี ทูลศิริ, ประภัสสร มนต์อ่อน, ปราณี ภู่ให้ผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/279892 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ประสบการณ์การจัดการยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรังหลายโรคในชุมชน จังหวัดอุตรดิตถ์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/281234 <p> การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การจัดการยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรังหลายโรคในชุมชน จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยใช้แนวทาง Interpretive Phenomenological Analysis (IPA) คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 14 คน ซึ่งได้รับการวินิจฉัยโรคเรื้อรัง 2 โรคขึ้นไปและได้รับยาอย่างน้อย 5 รายการต่อวัน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างและวิเคราะห์ข้อมูลตามแนวทาง IPA 6 ขั้นตอน ตรวจสอบความน่าเชื่อถือตามเกณฑ์ของ Lincoln และ Guba</p> <p> ผลการวิจัยพบประเด็นหลัก 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ภาระและความท้าทายในการจัดการยา ซึ่งครอบคลุมความซับซ้อนของสูตรยา ผลข้างเคียงที่รบกวนชีวิต และภาระทางเศรษฐกิจ 2) การรับรู้และทัศนคติต่อการใช้ยา ที่ประกอบด้วยการยอมรับที่ค่อยเป็นค่อยไป ความกังวลต่อผลระยะยาว และความเชื่อด้านการแพทย์พื้นบ้าน 3) กลยุทธ์การจัดการยาด้วยตนเอง ที่แสดงให้เห็นความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจโดยอิสระของผู้ป่วย และ 4) เครือข่ายสนับสนุนและปฏิสัมพันธ์กับระบบสุขภาพ ที่เน้นบทบาทสำคัญของครอบครัว ความสัมพันธ์กับบุคลากรสุขภาพ และอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ</p> <p> จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการจัดการยาเป็นกระบวนการเชิงรุกที่ซับซ้อน พยาบาลวิชาชีพควรบูรณาการการประเมินประสบการณ์การจัดการยาในบริบทชีวิตจริงของผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการพยาบาล เพื่อสนับสนุนการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในระดับชุมชน</p> อรุณรัตน์ พรมมา, นัยนา แก้วคง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/281234 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการดำรงบทบาทของมารดาที่ทำงานนอกบ้าน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/277713 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยแบบหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการดำรงบทบาทมารดาของมารดาที่ทำงานนอกบ้าน กลุ่มตัวอย่างคือ มารดาที่มีบุตรอายุ 4-6 เดือนที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิถึงระดับตติยภูมิที่มีผู้มาใช้บริการมากที่สุดในชลบุรี จำนวน 135 ราย ระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน พ.ศ. 2568 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความสำเร็จในการดำรงบทบาทมารดา ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ภาวะสุขภาพของมารดา ความขัดแย้งในบทบาท ความเครียด พื้นฐานอารมณ์ของทารก และการสนับสนุนทางสังคม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและถดถอยพหุคูณแบบนำเข้า </p> <p> ผลการศึกษา พบว่ามารดาที่ทำงานนอกบ้านมีความสำเร็จในการดำรงบทบาทมารดาเท่ากับ 101.16 ระดับมาก ปัจจัยที่มีอิทธิพลคือความขัดแย้งในบทบาท (ß=-.543,p&lt;.001) ภาวะสุขภาพของมารดา (ß=.267,p&lt;.001) ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (ß=.157,p&lt;.001) ความเครียด (ß=-.077,p=.009) การสนับสนุนทางสังคม (ß=.061,p=.048) และพื้นฐานอารมณ์ของทารก (ß=.057,p =.020) สามารถร่วมกันทำนายความสำเร็จในการดำรงบทบาทมารดาได้ร้อยละ 92.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R<sup>2</sup>=925,p&lt;.05) </p> <p> ผลการศึกษามีข้อเสนอแนะว่า ควรมีการประเมินปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการดำรงบทบาทมารดาของมารดาที่ทำงานนอกบ้าน และจัดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความสำเร็จในการดำรงบทบาทมารดา เช่น การให้สุขศึกษา การให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลบุตร เป็นต้น</p> ณัฐธิดา สมสวาท, ศิริวรรณ แสงอินทร์, จินตนา วัชรสินธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/277713 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะสับสนเฉียบพลันของผู้ป่วยสูงอายุหลังผ่าตัดช่องท้อง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/279629 <p> ภาวะสับสนเฉียบพลันเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้สูงอายุที่เข้ารับการผ่าตัดช่องท้องและทำให้เสี่ยงต่อการเกิดผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ไม่ดี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของภาวะสับสนเฉียบพลันและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความปวด คุณภาพการนอนหลับ และการสนับสนุนทางสังคมกับการเกิดภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุหลังผ่าตัดช่องท้อง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุที่เข้ารับการผ่าตัดช่องท้องแบบวางแผนล่วงหน้า จำนวน 115 ราย คัดเลือกตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและภาวะสุขภาพ แบบทดสอบสมรรถภาพสมองของไทย แบบประเมินความปวด แบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน<br /> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 52.2 อายุเฉลี่ย 67.2 ปี (SD = 6.65) ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ร้อยละ 47.8 และมะเร็งลำไส้ตรง ร้อยละ 35.7 ได้รับการผ่าตัดแบบ Low anterior resection ร้อยละ 39.1 และ Hemicolectomy ร้อยละ 27 กลุ่มตัวอย่างมีภาวะสับสนเฉียบพลัน ร้อยละ 37.4 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ภาวะสับสนเฉียบพลันมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความปวด (rs= .206, p = .027) และคุณภาพการนอนหลับ (rs = .322, p &lt; .001) แต่มีความสัมพันธ์ทางลบกับการสนับสนุนทางสังคม (rs = –.365, p &lt; .001) <br /> ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย ได้แก่ พยาบาลควรประเมินภาวะสับสนเฉียบพลันของผู้สูงอายุที่เข้ารับการผ่าตัดช่องท้องอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกรับไว้จนกระทั่งจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล และควรพัฒนาโปรแกรมเพื่อป้องกันภาวะสับสนเฉียบพลันของผู้สูงอายุที่เข้าผ่าตัดในโรงพยาบาลจากปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ถนอมจิต ถนอมศิริ, อาภรณ์ ดีนาน, วารินทร์ บินโฮเซ็น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/279629 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้แนวปฏิบัติการทำความสะอาดช่องปากต่อสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยสูงอายุที่ได้รับการผ่าตัดใบหน้าและช่องปาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/279815 <p> ผู้ป่วยสูงอายุหลังผ่าตัดใบหน้าและช่องปากมีความเสี่ยงต่อการสะสมคราบจุลินทรีย์และภาวะแทรกซ้อนในช่องปาก การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง (Quasi-experimental two-group pretest-posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติการทำความสะอาดช่องปากต่อสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยสูงอายุที่ได้รับการผ่าตัดใบหน้าและช่องปาก กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยสูงอายุที่ได้รับการผ่าตัดใบหน้าและช่องปากที่รักษาอยู่ที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะและตกแต่ง จำนวน 70 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 35 คน ช่วงเวลาเก็บข้อมูล 1 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการดูแลสุขภาพช่องปาก แบบประเมินสภาพช่องปาก แนวปฏิบัติการดูแลสุขภาพช่องปาก และคู่มือการดูแลสุขภาพช่องปาก เครื่องมือดำเนินการวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC = 0.67 - 1.00) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon signed-rank test และ Mann-Whitney U test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองที่ใช้แนวปฏิบัติการทำความสะอาดช่องปากมีคะแนนสุขภาพช่องปาก (OAG) แตกต่างจากกลุ่มควบคุมที่ไม่ใช้แนวปฏิบัติฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนเท่ากับ 8.57 (S.D. = 1.59) ส่วนกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 13.34 (S.D. = 3.14) และ 2) ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสุขภาพช่องปากแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยคะแนนเฉลี่ยลดลงจาก 15.89 (S.D. = 1.13) เหลือ 8.57 (S.D. = 1.59) สรุปได้ว่าการใช้แนวปฏิบัติการทำความสะอาดช่องปากช่วยส่งเสริมและพัฒนาภาวะสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยสูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะคือควรนำแนวปฏิบัติฯนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยเฉพาะโรคทางคลินิกต่อไป</p> สุรีรัตน์ ณ วิเชียร, ศรีวิมล สราศิริ, สุภาพร เกตุสาคร, นัทธมน สาระพินธุ, ภาริณี โพธิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/279815 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700