https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/issue/feed
วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ
2026-04-22T14:21:08+07:00
ดร.สุภัทรา สามัง
supattrasamung@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารวิจัยเเละพัฒนาระบบสุขภาพเป็นวารสารที่ใช้เผยแพร่ผลงานวิชาการและผลศึกษาวิจัย ทางด้านการพัฒนาคุณภาพงานสาธารณสุขเเละคุณภาพชีวิตนำไปสู่ผู้ปฏิบัติงาน <br />บุคลากรทางด้านสาธารณสุข และทางการเเพทย์ ทั้งในระดับประเทศเเละระดับนานาชาติ รวมไปถึงประชาชนผู้ที่สนใจทั่วไป</p> <p>ISSN 3027-6845 (Print)</p> <p>ISSN 3027-6853 (Online)</p> <p> </p> <p> </p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277735
ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานต่อความสามารถแก้ปัญหาทางการพยาบาลและความพึงพอใจในวิชาการรักษาโรคเบื้องต้นของนักศึกษาพยาบาล
2026-04-22T14:13:59+07:00
วัลรี ทรายสมุทร
swanree@hotmail.com
ประภาพร สุวรรณกูฏ
prapa.suvarn@hotmail.com
จารุณี จันทร์เปล่ง
penguin760@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษาพยาบาลหลังเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning: PBL) กับเกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 ในรายวิชาการรักษาโรคเบื้องต้น และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้แบบ PBL การวิจัยใช้รูปแบบ one-group posttest-only design กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 112 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) คู่มือการจัดการเรียนการสอนแบบ PBL เรื่องแนวทางการวินิจฉัยกลุ่มอาการที่พบบ่อย 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษา ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.96 เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ one-sample t-test และสถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 20.04 จากคะแนนเต็ม 25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) โดยมีนักศึกษาผ่านเกณฑ์ร้อยละ 97.32 นอกจากนี้ ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้แบบ PBL โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.51) โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และการลงมือปฏิบัติจริง ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีผลต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา</p>
2026-04-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/276296
พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของนักศึกษาปริญญาตรี หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต ภายใต้สถานการณ์โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง
2025-12-01T08:55:57+07:00
แก้วใจ มาลีลัย
kaewjai@scphub.ac.th
<p>โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรค COVID-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งลดระดับความรุนแรงจากโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง การป่วยติดเชื้อติดต่อทางการหายใจ และยังคงพบมีผู้ป่วยติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต ภายใต้สถานการณ์โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน และสาขาวิชาทันตสาธารณสุข จำนวน 150 คน เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสอบถาม เก็บข้อมูลแบบออนไลน์ระหว่างวันที่ 9-20 ตุลาคม 2565 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ<br />เชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ค่าเฉลี่ย และ Chi Square</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 90.67 อายุเฉลี่ย 20.30 ปี ได้รับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน 5,171.33 บาท ส่วนใหญ่เรียนสาขาวิชาทันตสาธารณสุข ร้อยละ 54.67 ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 96.00 เคยป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ร้อยละ 53.33 ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 ร้อยละ 100 พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระดับสูง ร้อยละ 92.00 พฤติกรรมที่ปฏิบัติเป็นประจำ คือ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องพบปะผู้คน ร้อยละ 79.33 สาขาวิชาที่เรียนไม่มีความพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (p-value = 0.791)</p>
2026-04-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/279369
รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุด้วยภูมิปัญญาไทย เทศบาลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-01-25T16:35:25+07:00
กิรณานันท์ สนธิธรรม
chart@reru.ac.th
ทองมี ผลาผล
chart@reru.ac.th
ธัญลักษณ์ ตั้งธรรมพิทักษ์
chart@reru.ac.th
ปภัชญา คัชรินทร์
chart@reru.ac.th
ชนิดาวดี สายืน
chart@reru.ac.th
ชาติ ไทยเจริญ
chart@reru.ac.th
<p>ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด ปี 2564 มีผู้สูงอายุ 60 และ 65 ปีขึ้นไป ร้อยละ 19.21 และ 14.1 ตามลำดับ จากการสำรวจชุมชนบ้านท่าม่วง พบผู้สูงอายุจำนวนมากมีอาการปวดและมีสมุนไพรท้องถิ่นเพื่อช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ ทีมวิจัยได้ดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุด้วยภูมิปัญญาไทยและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ทำการศึกษาใน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุ 50 คน และ อ.ส.ม. 32 คน เครื่องมือในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ประกอบด้วย แบบประเมินความปวด (Pain score) แบบประเมินความรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน Pair t-test</p> <p>ผลวิจัยวงรอบที่ 1 พัฒนารูปแบบจนกระทั่งได้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดการปวด แต่ยังขาดความรู้ด้านการบำบัดอาการปวด จึงเสริมการเรียนรู้แบบบัดดี้ในวงรอบที่ 2 ภายหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีอาการปวดลดลง (mean difference = 0.59; 95%CI: 0.57-0.60; p-value<0.001 ) มีระดับ ความรู้สูงขึ้น (mean difference = 18.17; 95%CI: 17.72-18.62; p-value<0.001) และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (mean = 4.80, SD = 1.43) รูปแบบนี้สามารถใช้ในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนได้</p> <p>จากผลการศึกษาที่ได้ ควรขยายการใช้ผลิตภัณฑ์ไปสู่พื้นที่อื่น และทดสอบประสิทธิผลเพิ่มเติมในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอาการปวดในบริบทที่หลากหลายขึ้น</p>
2026-04-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277945
การป้องกันควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลหนองระฆัง อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์
2026-02-15T19:31:32+07:00
อังสุมารินทร์ ไชยราช
jeaweaw@hotmail.com
พิมพา ประทิพย์เนตร
jeaweaw@hotmail.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participation Action Research : PAR) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการป้องกัน ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในระดับตำบลเฉพาะกรณีโรงเรียนที่ยินดีเข้าร่วมวิจัย โดยการประชาคม ดำเนินการกับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่ม (Focus Group) 33 คน คัดเลือกเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling ) จากผู้นำชุมชน อบต. อสม. ครู ตัวแทนหมู่บ้าน และกลุ่มตอบแบบสัมภาษณ์ 71 คน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสนทนากลุ่ม (Focus Group) และข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสัมภาษณ์ มีกระบวนการวิจัย 4 ระยะ คือ 1) ระยะก่อนปฏิบัติการ 2) ระยะปฏิบัติการ 3) ระยะดำเนินกิจกรรมตามแผน 4) ระยะประเมินผล</p> <p>ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง 71 คน พบว่า บุคคลในครอบครัวของนักเรียนสูบบุหรี่ร้อยละ 59.2 เพื่อนในกลุ่มนักเรียนมีพฤติกรรมสูบบุหรี่ร้อยละ 46.5 ก่อนปฏิบัติอัตราการสูบบุหรี่นักเรียนร้อยละ 8.4 ลดลงเหลือร้อยละ 5.6 กิจกรรมที่ดำเนินร่วมกันแบ่งเป็นการให้ความรู้และรณรงค์ผ่านสื่อหน้าเสาธง กิจกรรมกีฬาเครือข่าย “เพื่อนดูแลเพื่อน” แผนเผชิญเหตุและนโยบายโรงเรียนสีขาวในโรงเรียน การสอดส่องร้านค้า ติดป้ายห้ามสูบบุหรี่ อบรมและทำข้อตกลงชุมชน พร้อมคำขวัญ “ตำบลหนองระฆังไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” และการให้ความรู้ ติดตามพฤติกรรมของครอบครัว ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่าการประสานความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และครอบครัวสามารถลดอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญและยั่งยืน</p>
2026-05-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277422
การพัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ป่วย CAPD แบบไร้รอยต่อในระบบบริการปฐมภูมิ โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน พื้นที่อำเภอเลิงนกทา
2025-12-07T19:44:29+07:00
ปัณณธร สายพฤกษ์
pannathorn2010@gmail.com
ประเสริฐ ประสมรักษ์
prasert.pra@mahidol.edu
วาสนา นิมิตร
Prasert.pra@mahidol.edu
กนกฉัตร สมชัย
kanokchatsomchai@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบบริการดูแลผู้ป่วย CAPD แบบไร้รอยต่อในระบบบริการปฐมภูมิ โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน พื้นที่อำเภอเลิงนกทา ศึกษาประชากรในกลุ่มญาติที่ดูแลและผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องทุกราย จำนวน 69 คน ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงสิงหาคม 2568 ดำเนินการตามกระบวนการ PAOR เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามในกลุ่มผู้ป่วยและผู้ดูแล ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 และ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วย paired Sample t-test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ระบบดูแลผู้ป่วย CAPD ไร้รอยต่อขับเคลื่อนด้วย 4 กลไกหลัก ได้แก่ การพัฒนาระบบและบุคลากร, การเชื่อมโยงระบบส่งต่อและสื่อสาร, การบูรณาการฐานข้อมูล และการกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายหลังใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความรู้ ทักษะในการดูแลเพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001)มีภาวะแทรกซ้อนลดลง และญาติที่ดูแลมีความรู้ ทักษะในการดูแลคุณภาพชีวิต และมีส่วนร่วมในการดูแลเพิ่มจากก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) โดยมีขนาดผลกระทบระดับปานกลางขึ้นไปทั้งสองกลุ่ม</p> <p>สรุปได้ว่า ผลการพัฒนาระบบบริการดูแลผู้ป่วย CAPD แบบไร้รอยต่อทำให้ตัวชี้วัดหลักดีขึ้นทุกด้าน จึงควรนำไปขยายผลในโรงพยาบาลที่มีอายุรแพทย์และศูนย์ไตที่พร้อม</p>
2026-04-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/279409
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้สื่อดิจิทัลที่เป็นปัญหาในเด็กปฐมวัย
2026-04-22T14:05:23+07:00
วารีรัตน์ วรรณโพธิ์
fin-o-pe@hotmail.com
รักษ์สุดา ชูศรีทอง
Ruksuda.cho@reru.ac.th
ปาริชาติ อาษาธง
Ruksuda.cho@reru.ac.th
เอื้อมพร สุ่มมาตย์
Ruksuda.cho@reru.ac.th
<p>ในปัจจุบัน เด็กปฐมวัยมีแนวโน้มเข้าถึงสื่อดิจิทัลตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลที่เป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลที่เป็นปัญหาในเด็กปฐมวัย และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย จำนวน 240 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า เด็กปฐมวัยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลอยู่ในระดับปกติ คิดเป็นร้อยละ 63.33 ขณะที่ร้อยละ 36.67 อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการใช้สื่อดิจิทัลที่เป็นปัญหา ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลที่เป็นปัญหา ได้แก่ ระดับความรู้ของผู้ปกครอง (Adjusted OR = 1.87, 95% CI: 1.05-3.33; p-value = 0.034) ระยะเวลาการใช้สื่อของเด็ก (Adjusted OR = 6.12, 95% CI: 1.64-22.64; p-value = 0.007) การปฏิบัติตนของผู้ปกครองในการใช้สื่อดิจิทัลกับเด็กปฐมวัย (Adjusted OR = 2.80, 95% CI: 1.5-5.04; p-value = 0.001) และระดับการรับรู้ของผู้ปกครองเกี่ยวกับการใช้สื่อดิจิทัล (Adjusted OR = 2.07, 95% CI: 1.15-3.77; p-value = 0.016)</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมความรู้และการกำกับดูแลการใช้สื่อดิจิทัลของผู้ปกครอง เพื่อป้องกันพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลที่เป็นปัญหาในเด็กปฐมวัย</p>
2026-04-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277954
การพัฒนาและการประเมินประสิทธิผลของอุปกรณ์ยึดแผ่นรับภาพสำหรับการถ่ายภาพรังสี บริเวณเข่าและขา โรงพยาบาลนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
2026-04-22T14:21:08+07:00
สุดาลักษณ์ จันทรเจริญ
phadoongsit@smnc.ac.th
วรวุฒิ ภูมินา
phadoongsit@smnc.ac.th
วิศรุต ศรีสว่าง
phadoongsit@smnc.ac.th
ผดุงศิษฎ์ ชำนาญบริรักษ์
phadoongsit@smnc.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของอุปกรณ์ยึดแผ่นรับภาพสำหรับการถ่ายภาพรังสีบริเวณเข่าและขา กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้ป่วยที่มารับการถ่ายภาพรังสีบริเวณเข่าและขา โรงพยาบาลนาดูน จำนวน 30 คน และนักรังสีการแพทย์ จำนวน 2 คน เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะวางแผน ระยะปฏิบัติ ระยะสังเกต และระยะสะท้อนผลดำเนินการระหว่าง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึง เดือนกันยายน พ.ศ. 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลการถ่ายภาพรังสี แบบประเมินคุณภาพภาพถ่ายรังสี และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า อุปกรณ์ยึดแผ่นรับภาพที่พัฒนาขึ้นมีลักษณะเป็นฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 40×50 เซนติเมตร สูง 5 เซนติเมตร ผลิตจากอะคริลิกใส ไม้อัด และท่อพีวีซี มีน้ำหนักรวม 2.8 กิโลกรัม และต้นทุนการผลิต 756 บาท ภายหลังการใช้อุปกรณ์ อัตราการถ่ายภาพซ้ำลดลงจากร้อยละ 23.33 เหลือร้อยละ 6.67 คุณภาพของภาพถ่ายรังสีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน (p-value < 0.05) ระยะเวลาในการถ่ายภาพรังสีลดลงจากเฉลี่ย 5.01 นาที เหลือ 3.05 นาที (p-value < 0.001) และความพึงพอใจของผู้ป่วยอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>สรุปได้ว่า อุปกรณ์ยึดแผ่นรับภาพที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการเพิ่มคุณภาพการถ่ายภาพรังสี ลดการถ่ายภาพซ้ำ และลดระยะเวลาการให้บริการ เหมาะสมสำหรับนำไปใช้ในโรงพยาบาลชุมชน</p>
2026-04-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277453
การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุเชิงบูรณาการจากชุมชน สู่โรงพยาบาลแบบไร้รอยต่อ (กรณีศึกษา)
2025-09-15T20:02:59+07:00
เอกพงษ์ ตั้งกิตติเกษม
awaken_kim@hotmail.com
กรภัทร อาจวานิชชากุล
ackegood@gmail.com
สุภาพร ปานิเสน
skuldi@yahoo.com
วิจิตย์ ทองแสน
skuldi@yahoo.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุเชิงบูรณาการจากชุมชนสู่โรงพยาบาลแบบไร้รอยต่อ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ 2) พัฒนารูปแบบฯ 3) การนำรูปแบบฯไปใช้ 4) การประเมินผล เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยากมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุภายในหมู่บ้านมากที่สุด รองลงมา คือ อยากมีอุปกรณ์ช่วยพยุงขณะลุกนั่งหรือเดิน อยากมีรายได้เสริมเพื่อลดภาระลูกหลาน ส่วนรูปแบบฯ นั้น ได้เชื่อมโยงกิจกรรมใน 3 มิติ คือ มิติความมั่นคง มิติการมีส่วนร่วมกับสังคม <br />มิติสุขภาพและระบบบริการ ภายใต้การขับเคลื่อนการทำงานของ 4 เสาหลัก คือ ภาคประชาชน องค์การบริหารส่วนตำบล โรงพยาบาลชุมชน และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และภายหลังการใช้รูปแบบฯ พบว่า ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต (p-value < 0.001) และมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง จากรูปแบบดังกล่าวที่ได้ผสานรอยต่อระหว่างชุมชนกับภาคีเครือข่ายสามารถตอบสนองความต้องการในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุครอบคลุมทุกด้าน ทำให้คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุได้ดีขึ้น การนำเอารูปแบบฯไปใช้ในพื้นที่อื่น ควรคำนึงถึงความแตกต่างของบริบทของแต่ละพื้นที่ด้วย</p>
2026-04-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/279493
การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วยเทคนิคทินเลเยอร์โครมาโทกราฟีสมรรถนะสูงและการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของข่า ขมิ้นชัน และไพล
2026-04-22T14:14:09+07:00
จริยา แก้วคำภา
naruwat.pa@rmuti.ac.th
กอบกุล นงนุช
naruwat.pa@rmuti.ac.th
ภานิชา พงศ์นราทร
naruwat.pa@rmuti.ac.th
รณชัย ภูวันนา
ronnachai.pw@rmuti.ac.th
นฤวัตร ภักดี
naruwat.pa@rmuti.ac.th
<p>ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และมีการใช้พืชสมุนไพรในการแพทย์แผนไทยอย่างยาวนาน โดยเฉพาะพืชในวงศ์ Zingiberaceae ได้แก่ ข่า (<em>Alpinia galanga</em> (L.) Willd.) ขมิ้นชัน (<em>Curcuma longa</em> L.) และไพล (<em>Zingiber cassumunar</em> Roxb.) ซึ่งมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลายพิมพ์ทางเคมีของสมุนไพรทั้งสามชนิดด้วยเทคนิคทินเลเยอร์โครมาโทกราฟีสมรรถนะสูง (HPTLC) และประเมินฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH ผลการศึกษาพบว่า ขมิ้นชันมีปริมาณสารสกัดหยาบสูงที่สุด (21.48%) รองลงมา คือ เหง้าไพล (10.36%) และเหง้าข่า (7.09%) การวิเคราะห์ HPTLC ที่ความยาวคลื่น 254 และ 366 นาโนเมตร พบตำแหน่ง spot ที่สอดคล้องกับสารมาตรฐาน ได้แก่ ตำแหน่งที่ 1 bisdemethoxycurcumin (R<sub>f</sub> = 0.35) ตำแหน่งที่ 2 demethoxycurcumin (R<sub>f</sub> = 0.44) และตำแหน่งที่ 3 curcumin (R<sub>f</sub> = 0.57) แสดงถึงการมีสารในกลุ่ม curcuminoids สำหรับการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ พบว่า เหง้าข่าแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 0.1285 mg/ml เหง้าขมิ้นชันมีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 0.0409 mg/ml และเหง้าไพลมีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 0.1283 mg/ml สรุปผลการศึกษา สมุนไพรข่า ขมิ้นชัน และไพล มีสารสำคัญในกลุ่ม curcuminoids และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยขมิ้นชันมีฤทธิ์ดีที่สุด ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพในอนาคต</p>
2026-04-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278331
การพัฒนารูปแบบการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดแบบมีส่วนร่วมของชุมชน จังหวัดกาฬสินธุ์
2026-02-12T20:38:18+07:00
นันทพร ศรีเมฆารัตน์
nantaporn098@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดแบบมีส่วนร่วมของชุมชน และประเมินผลการใช้งาน ดำเนินการ 4 ระยะ คือ วิเคราะห์สถานการณ์, ออกแบบรูปแบบ, ทดลองใช้ และประเมินผล กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 20-36<sup>+6</sup> สัปดาห์ 30 คน และ อสม. 62 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป การมีส่วนร่วม ความรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย: สถานการณ์พบอัตราคลอดก่อนกำหนดเพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 14.8 สาเหตุหลักจากหญิงตั้งครรภ์ขาดความรู้และพฤติกรรมที่ถูกต้อง รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเน้นบทบาท อสม.ในการประเมินความเสี่ยง วางแผนดูแล ติดตามเยี่ยมบ้าน และประสานการส่งต่อ หลังการทดลอง พบว่า อสม. มีส่วนร่วมในระดับดี (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.23) หญิงตั้งครรภ์มีคะแนนเฉลี่ยความรู้ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 1.78) และคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเอง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.33) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p-value < 0.01 และ p-value < 0.001 ตามลำดับ) และผลการประเมินภาวะเสี่ยงโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 100</p> <p>สรุป: รูปแบบการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดโดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและการติดตามเยี่ยมอย่างเป็นระบบ ช่วยเพิ่มความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของหญิงตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277468
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดบริโภคความเค็มของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านโนนศิลาเลิง อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์
2025-12-07T20:35:42+07:00
จันทิมา นาถ้ำพลอย
supasin.copy@gmail.com
ศุภศิลป์ ดีรักษา
supasin.copy@gmail.com
<p>ความดันโลหิตสูงสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคเค็ม งานวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลดบริโภคความเค็มในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโนนศิลาเลิง แบ่งระยะการศึกษา ดังนี้ ระยะที่ 1 วิเคราะห์ปัญหาเพื่ออธิบายระดับความเค็มและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กลุ่มตัวอย่าง 119 คน และระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง 34 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกความดันโลหิตและการวัดระดับความเค็ม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและกระบวนการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมานเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย (Paired t-tests) และสถิติเพื่อวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ระยะที่ 1 ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่เพศหญิง ร้อยละ 72.27 อายุเฉลี่ย 64.06 ปี ส่วนใหญ่มีความรู้ ทัศนคติ ระดับสูงและพฤติกรรมระดับปานกลาง การประเมินบริโภคอาหารรสเค็มปานกลางถึงมาก ร้อยละ 90.75 และควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ ร้อยละ 34.45 และระยะที่ 2 การทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้ 8 สัปดาห์ พบว่า ค่าคะแนนความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการลดบริโภคความเค็มหลังการเรียนรู้ดีขึ้น ส่วนระดับความเค็มในอาหาร และความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p-value < 0.05) ข้อเสนอแนะ คือ ควรนำรูปแบบไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง</p>
2026-04-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278667
ประสิทธิผลของโปรแกรมการรับรู้ความสามารถของตนเองเพื่อป้องกันอาการภูมิแพ้ของเด็กวัยเรียนที่เป็นโรคจมูกอักเสบ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19
2026-04-22T14:05:35+07:00
การัณญา กาญจนอรุโณทัย
Karunyakan@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้และพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้ของเด็กวัยเรียนที่เป็นโรคจมูกอักเสบ 2) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม และ 3) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กวัยเรียนที่เป็นโรคจมูกอักเสบ จำนวน 30 คน คัดเลือกโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัย คือ โปรแกรมการรับรู้ความสามารถของตนเองเพื่อป้องกันอาการภูมิแพ้ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้เกี่ยวกับโรค และ<br />แบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติทดสอบ Paired Sample T Test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้อยู่ในระดับสูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) สะท้อนว่า โปรแกรมการรับรู้ความสามารถของตนเอง ส่งผลให้เด็กมีความรู้ที่ถูกต้องและ<br />ปรับพฤติกรรมในการเลี่ยงสิ่งกระตุ้นได้ นำไปสู่การควบคุมอาการโรคจมูกอักเสบได้</p> <p>ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมให้เด็กที่เป็นโรคจมูกอักเสบเข้าร่วมกิจกรรมที่ช่วยลดอาการ เช่น การล้างจมูกและการใช้ยาพ่นจมูกอย่างถูกวิธี ภายใต้โปรแกรม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลตนเองลดความรุนแรงและความถี่ของอาการ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กให้ดียิ่งขึ้น</p>
2026-04-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277502
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดชลบุรี
2026-02-09T19:54:04+07:00
ภาสวุฒิ ภักดิบดี
65201302029@scphc.ac.th
สุริวิภา มั่งคั่ง
65201302043@scphc.ac.th
ปภัสสร โสมะเค็ง
65201302024@scphc.ac.th
กัมปนาท ฉายชูวงษ์
kampanart@scphc.ac.th
วีรพงศ์ มิตรสันเที๊ยะ
weeraphong@scphc.ac.th
ธารินี ลีละทีป
tharinee@scphc.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดชลบุรี จำนวน 117 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุไม่เกิน 35 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทำงานในสายวิชาชีพ มีความยืดหยุ่นทางจิตใจในเกณฑ์ปกติ มีความคิดเห็นในระดับมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สภาพแวดล้อมในการทำงาน การแบ่งเวลา ลักษณะงานที่ได้รับความพึงพอใจในงาน ความก้าวหน้าในงาน และระบบบริหาร แต่ภาระงานอยู่ในระดับน้อย และความเครียดอยู่ในระดับน้อยและปานกลาง นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมีภาวะหมดไฟในการทำงาน ร้อยละ 28.21 <br />ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากความเครียดมาก (p-value < 0.001) ภาระงานมาก (p-value = 0.005) ความสัมพันธ์กับระหว่างบุคคลในที่ทำงานต่ำ (p-value = 0.016) และงานสายวิชาชีพ (p-value = 0.046)</p> <p style="font-weight: 400;">ดังนั้น ควรมีการปรับภาระงานให้เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน และพัฒนาระบบเฝ้าระวังความเครียดในบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ<br />ในการทำงาน</p> <p style="font-weight: 400;"> </p> <p> </p>
2026-04-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278774
แนวทางการดำเนินงานตำบลต้นแบบการจัดการสุขภาพเพื่อการป้องกัน ควบคุม โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี: มุมมองประชาสังคม จังหวัดเลย
2026-02-18T09:48:13+07:00
บุญมา สุนทราวิรัตน์
isntisnt@gmail.com
รุ่งนภา ประยูรศิริศักดิ์
isntisnt@gmail.com
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความชุกของโรคพยาธิใบไม้ตับ และศึกษาแนวทางการดำเนินงานตำบลต้นแบบการจัดการสุขภาพเพื่อการป้องกัน ควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในมุมมองประชาสังคม จังหวัดเลย โดยวิจัยเอกสาร ตรวจความชุกไข่พยาธิในปลา ตรวจพยาธิในกลุ่มเสี่ยง 4,200 คน คัดกรองมะเร็งท่อน้ำดี 1,400 คน เสนอข้อมูลต่อภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาตำบลต้นแบบการจัดการสุขภาพเพื่อการป้องกันควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ดำเนินการตำบลต้นแบบ และประเมินผล เก็บขอมูล พฤษภาคม-กันยายน 2568</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความชุกของพยาธิใบไม้ตับ คือการกินปลาดิบ 20 เรื่องอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำ 11 เรื่อง ความชุกของไข่พยาธิในปลา ร้อยละ 16.67 ผลการคัดกรองพยาธิใบไม้ตับในกลุ่มเสี่ยง พบอุบัติการณ์ ร้อยละ 4.65 และผลการอัลตร้าซาวด์กลุ่มเสี่ยง พบผิดปกติ ร้อยละ 33.71 เสนอข้อมูลต่อภาคประชาสังคมเพื่อร่วมกำหนดแนวทางการดำเนินงานตำบลต้นแบบการจัดการสุขภาพเพื่อการป้องกัน ควบคุม โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี</p> <p>แนวทางการดำเนินงานตำบลต้นแบบการจัดการสุขภาพเพื่อการป้องกันควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในมุมมองประชาสังคม สามารถลดอุบัติการณ์พยาธิใบไม้ตับในกลุ่มเสี่ยงและคาดหวังลดความเสี่ยงของอุบัติการณ์มะเร็งท่อน้ำดีได้ในระยะยาว</p>
2026-04-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277646
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเภทในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลหนองพอก อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด
2025-10-12T15:28:39+07:00
วลัยลาลักษณ์ พลซื่อ
anousith.s@kkumail.com
<p>ารดูแลผู้ป่วยจิตเภทในระดับชุมชนมักขาดความต่อเนื่อง เกิดการกำเริบซ้ำ และเพิ่มภาระต่อครอบครัว การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเภทในเขตบริการโรงพยาบาลหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด และประเมินผลต่อความพึงพอใจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ดำเนินการ 2 วงรอบ รวม 24 สัปดาห์ (ตุลาคม 2567-มีนาคม 2568) ศึกษาบริบทและปัญหาด้วยการทบทวนเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และสนทนากลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 63 คน จากนั้นร่วมพัฒนารูปแบบกับภาคีเครือข่ายและทดลองใช้กับผู้ป่วยจิตเภท 30 คน (คัดเลือกแบบเจาะจง) ประเมินก่อน-หลังด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจ 15 ข้อ และแบบวัดคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF-THAI 26 ข้อ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ paired t-test ผลการวิจัยได้รูปแบบการดูแลเอ็นพีเอช (NPH Care Model) ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การดูแลแบบเครือข่าย การเสริมสร้างพลังอำนาจ การพัฒนาศักยภาพ และการจัดการแบบบูรณาการ หลังดำเนินการคะแนนความพึงพอใจเพิ่มจาก 10.43±2.28 เป็น 13.50±1.22 (p-value < 0.001) และคะแนนคุณภาพชีวิตเพิ่มจาก 74.40±7.59 เป็น 92.06±3.74 (p-value < 0.001) สรุปว่า รูปแบบการดูแลเอ็นพีเอชช่วยยกระดับความต่อเนื่องของการดูแลโดยใช้เครือข่ายชุมชนเป็นฐานและเพิ่มผลลัพธ์รายงานโดยผู้ป่วย ควรขยายผลสู่พื้นที่ใกล้เคียงและติดตามประเมินผลระยะยาว</p> <p> </p>
2026-04-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/275971
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยภาวะถอนพิษสุรา
2025-09-21T12:54:03+07:00
นิภาพร กวดวงษา
nadnapa_a@npu.ac.th
นาฎนภา อารยะศิลปธร
nadnapa_a@npu.ac.th
จรินทร โคตพรม
nadnapa_a@npu.ac.th
พัชนี สมกำลัง
nadnapa_a@npu.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้เป็น แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังทำการทดลองเพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะ และศึกษาระดับความพึงใจของพยาบาล หลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยภาวะถอนพิษสุรา กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะ แบบประเมินความพึงพอใจ หาความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้เท่ากับ 0.83 และ 0.90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยใช้สถิติ Paired t-test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) ก่อนได้รับโปรแกรมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 2.32, S.D.= 0.41) และ<br />หลังได้รับโปรแกรมอยู่ในระดับสูง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.66, S.D. = 0.19) 2) ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด <strong>(<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></strong>= 4.88, S.D.= 0.19)</p> <p> ดังนั้น จึงควรนำโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยภาวะถอนพิษสุรา ไปใช้ในโรงพยาบาลพื้นที่ทำวิจัย และโรงพยาบาลชุมชนอื่นๆ ที่มีบริบทใกล้เคียง</p>
2026-04-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/279095
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะส่วนบุคคลกับทัศนคติในการดูแลสุขภาพ ของนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
2026-01-22T14:14:36+07:00
เกษศราภรณ์ บัวคำทุม
Gluaykluay2@gmail.com
แก้วใจ มาลีลัย
kaewjai@scphub.ac.th
<p>การวิจัยเชิงสำรวจแบบตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะส่วนบุคคลกับทัศนคติในการดูแลสุขภาพของนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์แห่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์แห่งหนึ่ง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 339 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค มีเท่ากับ 0.84 เก็บข้อมูลแบบสอบถามออนไลน์ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 ถึง 10 ธันวาคม 2567 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล สถิติที่ใช้หาความสัมพันธ์ คือ Chi-square</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง ร้อยละ 61.36 อายุเฉลี่ยเท่ากับ 20.71 ปี ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 95.58 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 6,583 บาทต่อเดือน ทัศนคติในการดูแลสุขภาพอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 61.36 คุณลักษณะส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับระดับทัศนคติในการดูแลสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ โรคประจำตัว (X<sup>2</sup>= 8.211, p-value = 0.016)</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ภาวะสุขภาพส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กับทัศนคติในการดูแลสุขภาพของนักศึกษา ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนานโยบายด้านสุขภาพและโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพที่มุ่งเสริมสร้างทัศนคติด้านสุขภาพเชิงป้องกัน และส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืนในระดับมหาวิทยาลัย</p>
2026-05-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์