วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ
<p>วารสารวิจัยเเละพัฒนาระบบสุขภาพเป็นวารสารที่ใช้เผยแพร่ผลงานวิชาการและผลศึกษาวิจัย ทางด้านการพัฒนาคุณภาพงานสาธารณสุขเเละคุณภาพชีวิตนำไปสู่ผู้ปฏิบัติงาน <br />บุคลากรทางด้านสาธารณสุข และทางการเเพทย์ ทั้งในระดับประเทศเเละระดับนานาชาติ รวมไปถึงประชาชนผู้ที่สนใจทั่วไป</p> <p>ISSN 3027-6845 (Print)</p> <p>ISSN 3027-6853 (Online)</p> <p> </p> <p> </p>
Research and Development Health System Journal/วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ
th-TH
วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ
3027-6845
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</span><span style="font-weight: 400;">บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักณอักษรจากวารสารศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทยก่อนเท่านั้น</span></p>
-
การพัฒนาการบริหารคลังเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/280836
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนากระบวนการ และประเมินประสิทธิภาพการบริหารคลังเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงพฤษภาคม 2568 ใน 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ปัญหา, วางแผน, ประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันคลังยาอัจฉริยะ, ปฏิบัติการ และประเมินผล กลุ่มตัวอย่างคือผู้รับผิดชอบงานบริหารเวชภัณฑ์ 27 คน จาก รพ.สต. 8 แห่ง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยตัวชี้วัด 4 ด้าน การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test, Chi-square และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> สถานการณ์ก่อนพัฒนาพบปัญหาหลักคือ การบันทึกข้อมูลไม่มีประสิทธิภาพ อัตราคงคลังเกินมาตรฐาน และเวชภัณฑ์ขาดคลัง กระบวนการพัฒนาเน้นการมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางและประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันเพื่อการสะท้อนข้อมูลย้อนกลับ หลังการพัฒนาพบว่าประสิทธิภาพการบริหารคลังดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกมิติ โดยอัตราคงคลังยาและเวชภัณฑ์มิใช่ยาลดลงจาก 3.29 เป็น 2.31 เดือน ($p=0.049$) และ 6.27 เป็น 4.77 เดือน ($p=0.013$) ตามลำดับ นอกจากนี้ จำนวนเวชภัณฑ์ขาดคลัง ความคลาดเคลื่อนของข้อมูล และมูลค่าเวชภัณฑ์หมดอายุลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ($p<0.05$)</p> <p><strong>สรุป:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับแอปพลิเคชันคลังยาอัจฉริยะ ช่วยให้การบริหารเวชภัณฑ์เป็นระบบและมีมาตรฐานมากขึ้น เสริมสร้างการทำงานเป็นทีมในระดับอำเภอ และลดความสูญเสียทางงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพคำสำคัญ: การบริหารคลังเวชภัณฑ์, วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม, แอปพลิเคชันคลังยาอัจฉริยะ, รพ.สต.</p>
ศุภวัฒน์ อิ่มเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
19 2
144
157
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.280836
-
ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการขับเคลื่อนโรงพยาบาลผู้สูงอายุวิถีไทยในรูปแบบโมเดลปลาบู่มหิดล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277541
<p>บทความนี้นำเสนอปัจจัยแห่งความสำเร็จในการขับเคลื่อนโรงพยาบาลผู้สูงอายุวิถีไทยในรูปแบบโมเดลปลาบู่มหิดล ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านสุขภาพที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์ วัฒนธรรมและ วิถีชีวิตความเป็นไทย และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับพระราชปณิธานในจอมพลเรือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สำหรับประโยชน์สุขแห่งมวลมนุษยชาติภายใต้แนวคิดปัจจัยกำหนดสังคมทางสุขภาพ</p> <p>กลไกสำคัญ ได้แก่ เครือข่ายชุมชน ครอบครัว และข้อมูลรายบุคคล เพื่อการวางแผนและดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยใช้กิจกรรมพื้นฐานภายใต้การใช้ข้อมูลพื้นฐานของแต่ละบุคคล ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จประกอบด้วย การสร้างต้นแบบและขยายผลในการดูแลผู้สูงอายุเชิงรุกที่สอดคล้องกับวิถีความเป็นไทย การบูรณาการสหวิชาชีพ และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสนับสนุนงบประมาณด้วยการระดมทุน ส่งผลให้การบริหารจัดการมีความมั่นคงและยั่งยืน</p> <p>โมเดลปลาบู่มหิดลจึงมิใช่เพียงมาตรการภายในโรงพยาบาล แต่เป็นระบบสุขภาพเชิงรุกที่บูรณาการสหวิชาชีพกับพลังชุมชนและภาครัฐ อันเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งชาติและสามารถขยายผลสู่พื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ศุภกฤต โสภิกุล
ชลธิชา แก้วอนุชิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
19 2
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.277541
-
อิทธิพลของปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลดงพยุง อำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/281580
<p>โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญในกาฬสินธุ์ มี อสม. เป็นกลไกหลักป้องกันโรคปฐมภูมิ หลักฐานอิทธิพลปัจจัยสังคมวัฒนธรรมต่อความรอบรู้สุขภาพของ อสม. ยังมีจำกัด วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความรอบรู้สุขภาพและพฤติกรรมป้องกันโรค อิทธิพลปัจจัยสังคมวัฒนธรรมต่อความรอบรู้สุขภาพ และความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันโรค วิธีการ: การวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง อสม. 92 คน ตำบลดงพยุง อำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์ สุ่มตัวอย่างแบบง่ายจากบัญชีรายชื่อ อสม. 105 คน เก็บข้อมูลมิถุนายน-ธันวาคม 2568 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การถดถอยพหุคูณ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (p-value < 0.05)</p> <p>ผลการวิจัย: อสม. มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับสูง (mean = 4.40, S.D. = 0.52) และพฤติกรรมการป้องกันโรคระดับสูง (mean = 4.45, S.D. = 0.50) ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมไม่มีอิทธิพลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ (R² = 0.017, p-value = 0.919) และไม่พบความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรค (r = 0.011, p-value = 0.917)</p> <p>สรุป: ผลการวิจัยบ่งชี้ปรากฏการณ์เพดานคะแนนและกลไกพันธะบทบาทหน้าที่ใน อสม.ที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพต่อเนื่อง ควรใช้การวิจัยรูปแบบหลายพื้นที่ที่มีความหลากหลายของความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอต่อการวิเคราะห์</p>
ภาณุวัฒน์ นันทรัศมี
ขจรศักดิ์ สีวาที
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
19 2
74
87
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.281580
-
ความสัมพันธ์ของสมุฏฐานการเกิดโรคตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย กับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ โรงพยาบาลเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/280861
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมุฏฐานการเกิดโรคตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยกับโรคภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลาง จำนวน 24 คน เข้ารับบริการที่คลินิกการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบความสัมพันธ์ด้วย x<sup>2</sup> test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ p-value < 0.05</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 70.8 อายุเฉลี่ย 68.08±5.99 ปีมีโรคประจำตัว ร้อยละ 54.2 และมีระยะเวลาการเกิดภาวะซึมเศร้า 0-5 ปี ร้อยละ 70.8 ด้านสมุฏฐาน พบว่า ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้ามีธาตุเจ้าเรือนกำเนิดเป็นธาตุไฟมากที่สุด ร้อยละ 37.5 รองลงมา คือธาตุน้ำ ร้อยละ 29.2 และธาตุดินกับธาตุลม ร้อยละ 16.7 เท่ากัน สำหรับอุตุสมุฏฐาน พบการเกิดโรคมากที่สุดในช่วงวสันตฤดู (ฤดูฝน) ร้อยละ 41.7 รองลงมา คือฃเหมันตฤดู (ฤดูหนาว) ร้อยละ 33.3 และคิมหันตฤดู (ฤดูร้อน) ร้อยละ 25.0 ผลการทดสอบค่า Chi-square เท่ากับ 13.362 และค่า p-value เท่ากับ 0.574 ซึ่งพบว่า ธาตุเจ้าเรือนกำเนิดทั้ง 4 ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า</p> <p>สรุปสมุฏฐานตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดในการประเมินและพัฒนาแนวทางดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้าอย่างเหมาะสมเฉพาะบุคคล</p>
สุณัฐฏา หนองห้าง
นฤวัตร ภักดี
รณชัย ภูวันนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
19 2
59
73
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.280861
-
การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง กรณีผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดใส่สายระบายน้ำในโพรงสมอง หอผู้ป่วยหนักศัลยกรรม โรงพยาบาลยโสธร
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278422
<p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research designs) ใช้รูปแบบของซูคัพ (Soukup, 2000) วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ รวมถึงความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงกรณีผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดใส่สายระบายน้ำในโพรงสมอง ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดใส่สายระบายน้ำในโพรงสมอง จำนวน 45 ราย หอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมโรงพยาบาลยโสธร วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา ความถี่, ร้อยละ, ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) การคงไว้ซึ่งการควบคุมเลือดที่ไปเลี้ยงสมองให้เพียงพอ 2) การคงไว้ซึ่งการไหลเวียนของน้ำไขสันหลังให้เพียงพอ 3) ติดตามสัญญาณเตือนภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง 4) การคงไว้ซึ่งการระบายอากาศ 5) สังเกตอาการผิดปกติภายหลังถอดสายระบายน้ำไขสันหลังออกจากโพรงสมอง พยาบาลสามารถปฏิบัติตามแนวปฏิบัติได้ทุกคน ไม่พบอุบัติการณ์การเกิดภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง และมีคะแนนความพึงพอใจพยาบาลมีระดับพอใจมากที่สุด ( = 3.75, S.D. = 0.17) ข้อเสนอ พบแนวปฏิบัติที่บุคลากรพยาบาล สามารถนำไปปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน เพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ป่วยและช่วยลดอัตราการเกิดภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง</p>
ธิติมา โคตรพันธ์
ดวงพร วัฒนเรืองโกวิท
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
19 2
1
15
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.278422
-
การพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเอง ในผู้ป่วยสูงอายุกระดูกสะโพกหักหลังผ่าตัดและผู้ดูแล : การศึกษานำร่อง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/281999
<p>ภาวะกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุส่งผลให้เกิดความพิการและการเสียชีวิต การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาความเป็นไปได้ของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถตนเองโดยมีผู้ดูแลสนับสนุนสำหรับผู้ป่วยสูงอายุหลังผ่าตัดกระดูกสะโพกหัก ดำเนินการ 2 ระยะ คือ <br />1) พัฒนาโปรแกรมตามทฤษฎีแบนดูราร่วมกับการทบทวนวรรณกรรม ครอบคลุมระยะก่อนผ่าตัด หลังผ่าตัด และหลังจำหน่าย ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน (CVI = 0.96) และ 2) ทดลองเบื้องต้นกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลัง ในผู้ป่วย 5 ราย และผู้ดูแล 5 ราย ณ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ระยะเวลา 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Wilcoxon signed-rank test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า หลังได้รับโปรแกรม ผู้ป่วยมีคะแนนความมั่นใจในการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 25.2 (S.D. = 3.42) เป็น 34.4 (S.D. = 8.87) (p-value < 0.05) ความกลัวการหกล้มลดลงจาก60 (S.D. = 2.00) เป็น 49 (S.D. = 5.52) (p-value < 0.05) ความสามารถในการเคลื่อนไหว (TUG) เฉลี่ย 30 วินาที (S.D. = 5.83) สำหรับผู้ดูแล พบว่า คะแนนความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจาก 19.4 (S.D. = 5.59) เป็น 29.0 (S.D. = 2.73) (p-value < 0.05) โดยทั้งสองกลุ่มมีความพึงพอใจระดับสูงมาก</p> <p>สรุปได้ว่า โปรแกรมนี้มีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการดูแลตนเอง ลดความกลัวการหกล้ม สนับสนุนการฟื้นฟูสภาพ และเพิ่มความมั่นใจของผู้ดูแล ทั้งนี้ควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลต่อไป</p>
อรนุช มหาหงส์
วิภาวดี โพธิโสภา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
19 2
115
129
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.281999
-
การรับรู้สมรรถนะแห่งตนและแรงสนับสนุนทางสังคมที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดตราด
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/280899
<p>การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนและแรงสนับสนุนทางสังคมกับพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดตราด กลุ่มตัวอย่างจำนวน 431 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และทดสอบความสัมพันธ์ด้วยสถิติไคสแควร์ และ Fisher’s Exact test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขส่วนใหญ่มีการรับรู้สมรรถนะแห่งตน แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับเพศและอายุ (p-value < 0.05) การรับรู้สมรรถนะแห่งตนโดยรวมและทุกมิติ ได้แก่ มิติระดับความยาก มิติความมั่นใจ และมิติการแผ่ขยาย มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) นอกจากนี้ แรงสนับสนุนทางสังคมโดยรวม รวมถึงการสนับสนุนด้านอารมณ์ ด้านข้อมูลข่าวสาร และด้านทรัพยากร มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05)</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนควบคู่กับการสนับสนุนทางสังคมของอสม. อาจช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชนได้</p>
กานต์พิชชา เลิกดี
เอมอัชฌา วัฒนบุรานนท์
นิภา มหารัชพงศ์
ปาจรีย์ อับดุลลากาซิม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
19 2
88
101
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.280899
-
ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดระดับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือด หัวใจ ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278677
<p>การศึกษากึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดระดับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการ แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ (CV risk score 10-30%) จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน กลุ่มควบคุม 30 คน ดำเนินการระหว่างเดือน เมษายน-กันยายน 2568 เครื่องมือ<br />ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพฤติกรรมความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเปรียบเทียบก่อนหลังด้วย Paired t-test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มทดลองส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 56.7 มีอายุเฉลี่ย 52.13 ปีโรคร่วมอื่นๆ ได้แก่ โรคหัวใจ คิดเป็นร้อยละ 83.3 สำหรับกลุ่มควบคุม ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 66.7 มีอายุเฉลี่ย 51.86 ปี โรคร่วมอื่นๆได้แก่ โรคหัวใจ คิดเป็นร้อยละ76.7 หลังการทดลองกลุ่มทดลองมี BMI (ดัชนีมวลกาย) และ CV risk (ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ) ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 การติดตามผล 6 เดือน หลังการทดลอง กลุ่มทดลอง มี<strong>ค่า </strong>BMI (ดัชนีมวลกาย) และFPG (น้ำตาลในเลือด) ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05</p> <p>การประยุกต์ใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถนำแนวคิดการจัดการรายบุคคลไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆ ในโรงพยาบาลได้</p>
สุภลักษณ์ ง้วนพันธุ์
ปิยาภรณ์ พงษ์ประยูร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
19 2
45
58
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.278677
-
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบต้านแรงต่อการฟื้นตัวหลังคลอดและภาวะซึมเศร้าในมารดาหลังคลอดปกติ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/282363
<p>ภาวะหลังคลอดเป็นช่วงสำคัญสำหรับมารดาที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตสังคม การวิจัยกึ่งทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบต้านแรงต่อการฟื้นตัวหลังคลอดและภาวะซึมเศร้าของมารดาหลังคลอดปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาหลังคลอดปกติ จำนวน 60 ราย เลือกตัวอย่างแบบต่อเนื่อง (Consecutive Sampling) แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบต้านแรง กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการออกกำลังกายแบบต้านแรงการประเมินการฟื้นตัวหลังคลอด แบบประเมินภาวะซึมเศร้าหลังคลอด และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ independent t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของการฟื้นตัวหลังคลอดดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) และมีคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าหลังคลอดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) ความพึงพอใจต่อโปรแกรมโดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 4.63 คะแนน (S.D. = 0.49)</p> <p>โปรแกรมการออกกำลังกายแบบต้านแรงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลมารดาหลังคลอด ส่งเสริมการฟื้นตัวและลดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
วิเนตรา แน่นหนา
ภรรวษา จันทศิลป์
นิภาพรรณ มณเฑียรฑิราลัย
นุจรินทร์ เพ่งพิศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-09
2026-09-09
19 2
241
255
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.282363
-
การพัฒนารูปแบบการบำบัดบุหรี่โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน จังหวัดอุดรธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/280922
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบำบัดบุหรี่ รวมทั้งพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการบำบัดบุหรี่โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะศึกษาสถานการณ์ กลุ่มตัวอย่าง 396 คน ระยะพัฒนาและทดลองใช้รูปแบบ 2 วงรอบ กลุ่มทดลอง 320 คน ภาคีเครือข่าย 96 คน ระยะประเมินผล ดำเนินการ กันยายน 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 เครื่องมือวิจัยคือรูปแบบการบำบัดบุหรี่ เวลา 12 สัปดาห์ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ (IOC = 0.92, KR-20 = 0.82, Cronbach's alpha = 0.74 และ 0.81) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired Samples t-test</p> <p>ผลการวิจัย ก่อนทดลองกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ระดับน้อย ทัศนคติระดับปานกลาง การมีส่วนร่วมระดับน้อย รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ แนวคิดการมีส่วนร่วม 6 ชุดกิจกรรม (การจัดตั้งคณะกรรมการ การคืนข้อมูลและกำหนดกติกาชุมชน การรณรงค์ เทคนิค 5A-5R-5Dการสนับสนุนโดยครอบครัว ระบบติดตามผ่านกลุ่มไลน์) และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายครอบครัว หลังทดลองใช้รูปแบบ กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ ทัศนคติ การมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) โดยผู้สูบบุหรี่ ร้อยละ 51.20 ลดปริมาณการสูบลง ร้อยละ 31.90 ไม่สูบบุหรี่ต่อเนื่องตลอดการวิจัย</p> <p>รูปแบบนี้มีแนวโน้มช่วยเพิ่มศักยภาพชุมชนในการสนับสนุนการลดและเลิกบุหรี่ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้กลุ่มเปรียบเทียบและติดตามผลระยะยาว</p>
อัมพร ศรีกุลวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
19 2
158
172
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.280922
-
ความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สุขภาพดิจิทัลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278890
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สุขภาพดิจิทัลและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สุขภาพดิจิทัลของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข จำนวน 223 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีความเที่ยงเท่ากับ 0.979 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ใช้สถิติ Multiple Logistic Regression ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สุขภาพดิจิทัลอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 72.20 (95% Cl: 65.92-77.71) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สุขภาพดิจิทัล ได้แก่ การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง ด้านวัฒนธรรมระดับสูง (AOR = 8.19, 95% CI : 3.51-19.12, p-value < 0.001) ความฉลาดทางดิจิทัล ด้านทักษะในการรักษาอัตลักษณ์ที่ดีของตนเองระดับสูง (AOR = 3.78,95% CI : 1.74-8.25, p-value = 0.001) และแรงสนับสนุนทางสังคมจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน ด้านทรัพยากรระดับสูง (AOR = 2.79, 95% CI : 1.14-6.86, p-value = 0.025)</p> <p>หน่วยงานสามารถนำผลการวิจัยที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาบุคลากรเพื่อเสริมสร้างทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ที่สอดคล้องกับความต้องการของบุคคลากร อันจะนำไปสู่การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อประชาชน</p>
ทักษิณา ไมยะปัน
นครินทร์ ประสิทธิ์
ณฐกร นิลเนตร
จารุกิตต์ ยาระษี
วรัญญู พอดี
อัมภาวรรณ นนทมาตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
19 2
30
44
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.278890
-
การวินิจฉัยและการดูแลรักษาภาวะแสบร้อนในช่องปากร่วมกับภาวะน้ำลายน้อยในผู้สูงอายุ : รายงานผู้ป่วย 1 ราย
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/283303
<p>อาการแสบร้อนในช่องปากเป็นภาวะปวดประสาทเรื้อรังในช่องปากที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างรุนแรง รายงานผู้ป่วยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 78 ปี ที่มารับการรักษาในคลินิกทันตกรรม ด้วยอาการแสบร้อนในช่องปากอย่างรุนแรงมานาน 8 เดือน ร่วมกับภาวะน้ำลายน้อยและช่องปากแห้ง โดยไม่พบรอยโรคหรือการฝ่อลีบของปุ่มลิ้น </p> <p>การตรวจทางห้องปฏิบัติการพบภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กอย่างรุนแรง การส่องกล้องทางเดินอาหาร ไม่พบจุดเลือดออกเรื้อรัง จึงสรุปสาเหตุเกิดจากการขาดสารอาหารและการดูดซึม<br />ที่บกพร่องตามวัย ผู้ป่วยได้รับยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กและกรดโฟลิก ร่วมกับการฝึกนวดต่อมน้ำลาย และงดการจ่ายยาควบคุมอาการเจ็บปวดทางระบบประสาท </p> <p>ผลการรักษา พบว่า อาการแสบร้อนในช่องปากหายไปอย่างสมบูรณ์ภายในระยะเวลา 3 เดือน ค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและระดับเฟอริตินกลับสู่เกณฑ์ปกติ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า อาการแสบร้อนในช่องปากสามารถเป็นอาการแสดงแรกของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กแม้ว่าจะไม่พบความผิดปกติของเยื่อบุช่องปากก็ตาม การวินิจฉัยแยกโรคที่ถูกต้องร่วมกับการรักษาที่สาเหตุสามารถนำไปสู่การหายของโรคได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องใช้ยาควบคุมระบบประสาท</p>
ศรัญญา จิรธนานันท์
ศิฏฆะรินทร์ ฤทธิศิรินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-10
2026-09-10
19 2
256
270
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.283303
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุติดสังคม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/280951
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุติดสังคมในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอนจำนวน 300 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณวิธี Enter กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า มีผู้ตอบแบบสอบถาม 297 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 63.0 อายุเฉลี่ย 67.40 ปี และมีโรคประจำตัว ร้อยละ 61.3 โดยโรคความดันโลหิตสูงพบมากที่สุด ด้านภาวะพฤฒพลังส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง พฤติกรรมสุขภาพ และความรอบรู้ด้านสุขภาพที่อยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะพฤฒพลังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ พฤติกรรมสุขภาพ, ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, การเป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ, ความเพียงพอของรายได้ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน โดยตัวแปรต้นทั้งหมดร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของภาวะพฤฒพลังได้ ร้อยละ 46.7 (R<sup>2</sup> = 0.467, F = 20.740, p-value < 0.001) ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์และการจัดการความเครียด ควบคู่กับการพัฒนาชมรมผู้สูงอายุให้เป็นพื้นที่เรียนรู้เชิงรุก รวมถึงสนับสนุนนโยบายสร้างรายได้ที่เหมาะสมกับวัย เพื่อคงไว้ซึ่งภาวะพฤฒพลังอย่างยั่งยืนในพื้นที่ต่อไป</p>
พรทิพย์ รัตนพรม
ขนิษฐา นาคเกลี้ยง
เฌอลินญ์ สิริเศรษฐ์ภพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
19 2
16
29
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.280951
-
นวัตกรรม “สายรัดสัมผัสสุข” ลดอาการปวดหลังในกลุ่มวัยผู้ใหญ่
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/279368
<p>การศึกษาเชิงกึ่งทดลองนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลการใช้นวัตกรรมสายรัดสัมผัสสุขต่อระดับความปวดหลังในผู้ใหญ่ก่อนและหลังการใช้ ผู้เข้าร่วมการวิจัยประกอบด้วยผู้ใหญ่ที่มีอาการปวดหลังจำนวน 30 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติ ด้วยการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วยนวัตกรรมสายรัดสัมผัสสุข และแบบสอบถามประเมินความปวดมาตรฐาน ข้อมูลได้รับการวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบ t-test แบบจับคู่</p> <p>ผลการวิจัย แสดงให้เห็นว่า คะแนนความปวดหลังเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างก่อนการใช้นวัตกรรมสายรัดสัมผัสสุขอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 5.43, S.D. = 1.04) หลังจากการใช้นวัตกรรม คะแนนความปวดเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญไปอยู่ในระดับเล็กน้อย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 2.60, S.D. = 0.67) การวิเคราะห์ทางสถิติแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของคะแนนความปวดหลังเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้เข็มขัดที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 (t = 12.51, p-value < 0.001, Cohen’s d = 2.284) ผลการวิจัยเหล่านี้บ่งชี้ว่าอาการปวดหลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากใช้นวัตกรรมสายรัดสัมผัสสุข นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาเพิ่มเติมในเชิงพาณิชย์ในอนาคต</p>
อาทิตยา แสนกิ่ว
ชัชวาล โคสมบูรณ์
ภิตินันท์ อัครอมรศักดิ์
กตัญชลี ศรีโคตร
อารดา นามถมทอง
วิราวรรณ ศรีเศษ
สาคร อินโท่โล่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
19 2
102
114
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.279368
-
การพัฒนาโปรแกรม “อสม. พานับคาร์บ” เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภค ในกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/283324
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์สภาพปัญหาพฤติกรรมการบริโภคอาหาร (2) พัฒนาโปรแกรม “อสม. พานับคาร์บ” (3) ประเมินผลโปรแกรมต่อความรู้และพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 32 คน กลุ่มเสี่ยงเบาหวาน 36 คน ดำเนินการเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน 2569 เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่ม แบบสอบถามความรู้ พฤติกรรม และความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มเสี่ยงมีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ร้อยละ 58.33 ดื่มเครื่องดื่มรสหวาน4-5 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 66.67 มีความรู้การนับคาร์บอยู่ในระดับต่ำ โปรแกรม อสม. “พานับคาร์บ ประกอบด้วย การสร้างความรู้การนับคาร์บ ฝึกอ่านฉลาก คำนวณคาร์บจากอาหารจริง เยี่ยมบ้านโดย อสม. ติดตามผ่านกลุ่มไลน์ หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 11.94±2.08 คะแนน เป็น 17.62±1.31 คะแนน และพฤติกรรมการบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 2.86±0.39 คะแนน เป็น 4.18±0.37 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) ความพึงพอใจต่อโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.71, S.D. = 0.21) โปรแกรม อสม. “พานับคาร์บ”มีประสิทธิผลในการส่งเสริมความรู้ พฤติกรรมการบริโภคอาหารสามารถประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการสุขภาพและชุมชนเพื่อป้องกันโรคเบาหวานได้</p>
วรพจน์ ประทีป
สุนารี หอมจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-08
2026-09-08
19 2
227
240
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.283324
-
การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยใช้ Thai CVD Risk Score ในชุมชนมุสลิม อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/281162
<p>โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น โดยเฉพาะในกลุ่มมุสลิมที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมบริโภคตามบริบทวัฒนธรรม การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอีก 10 ปีข้างหน้า และศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยงในชาวมุสลิม อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้รับบริการในคลินิกโรคเรื้อรัง 210 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง โดยใช้แบบประเมิน Thai CVD Risk Score (ค่าความเที่ยง 0.80) วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยาย และสหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 64.3 อายุ 51-60 ปี ร้อยละ 85.2มีดัชนีมวลกายเฉลี่ย 29.43 kg/m² โดยมีโรคไขมันในเลือดสูงเป็นโรคประจำตัวมากที่สุด ร้อยละ 57.1 ผลการประเมินความเสี่ยง พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 42.9 ค่าเฉลี่ยความเสี่ยงรวมอยู่ที่ร้อยละ 20.02 แม้ส่วนใหญ่ไม่สูบบุหรี่ ร้อยละ 71.9 แต่ความเสี่ยงยังคงสูงเนื่องจากโรคประจำตัวและภาวะอ้วนลงพุง</p> <p>ข้อเสนอแนะ ควรจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิมเพื่อปรับพฤติกรรมความเสี่ยง พร้อมดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อหาสาเหตุเฉพาะบริบท และติดตามดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันโรคในระยะยาว</p>
ปรางค์ จักรไชย
สุมณฑา มั่งมี
พนารัตน์ ศาสนสุพินธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-04
2026-09-04
19 2
187
189
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.281162
-
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมการจัดการสุขภาพสำหรับสตรีที่เป็นเบาหวานในขณะตั้งครรภ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/280433
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพสำหรับสตรีที่เป็นเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ โดยประยุกต์กรอบแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพในการออกแบบกิจกรรม เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้<br />ทางสุขภาพ คู่มือการดูแลตนเอง และแผนการให้ความรู้สำหรับพยาบาล เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความรอบรู้ทางสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์ ค่า CVI ของเครื่องมือ 0.84-1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความรอบรู้ทางสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพเท่ากับ 0.63 และ 0.60 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษา ได้โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับสตรีที่เป็นเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ ประกอบด้วย การให้ความรู้แบบรายบุคคล ฝึกปฏิบัติการคำนวณพลังงานและกำหนดเมนูอาหาร และติดตามระดับน้ำตาลในเลือด ผลการทดลองใช้ พบว่า พยาบาลปฏิบัติตามกิจกรรมได้ครบถ้วน และสตรีตั้งครรภ์ มีระดับความรอบรู้ทางสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม 74.20 ±17.03, 88.50 ±10.82 ตามลำดับ) คะแนนการจัดการตนเองและพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้น (31.80 ±6.03 เทียบกับ 37.00 ±6.80) และระดับน้ำตาลในเลือดลดลง(134.30 ±30.52 เทียบกับ 107.00 ±21.39)</p> <p>ข้อเสนอแนะ ควรนำโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพที่พัฒนาไปประยุกต์ใช้และศึกษาผลด้วยการวิจัยเชิงทดลองก่อนนำไปใช้ในงานเพื่อดูแลสตรีที่เป็นเบาหวานในขณะตั้งครรภ์</p>
รุ่งเทวินทร์ สัมพันธ์
สุรีพร ศรีโพธิ์อุ่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-04
2026-09-04
19 2
173
186
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.280433
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/276175
<p>การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 213 คน จากการสุ่มหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง ร้อยละ 69 มีอายุเฉลี่ย 64.11 ปี (S.D. = 8.81)มีพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมระดับปานกลาง (M = 2.67, S.D. = 0.49) โดยเพศ อายุ ดัชนีมวลกาย ความรู้เกี่ยวกับโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค การรับรู้ความสามารถ และการสนับสนุนทางสังคม สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้ร้อยละ 33 (R<sup>2</sup> = 0.33, p-value < 0.001) ตัวแปรที่สามารถทำนายพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) ได้แก่ ดัชนีมวลกาย และการรับรู้ความสามารถ การสนับสนุนทางสังคม และการรับรู้ประโยชน์</p> <p>ผลจากการศึกษาครั้งนี้เสนอว่า ควรพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพให้ผู้ป่วยควบคุมดัชนีมวลกาย ร่วมกับส่งเสริมการรับรู้ความสามารถและประโยชน์ในการปฏิบัติพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อม พร้อมให้การสนับสนุนทางสังคม เพื่อให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีพฤติกรรมที่เหมาะสม</p>
อุไรวรรณ ทองอร่าม
นิภา มหารัชพงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-07
2026-09-07
19 2
199
212
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.276175
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลบึงโขงหลง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/281357
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลบึงโขงหลง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 157 คน แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ทุกข้อมีค่าความสอดคล้องมากกว่า 0.67 เก็บข้อมูลเดือนสิงหาคม ถึงเดือนตุลาคม 2566 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน กรณีข้อมูล<br />แจกแจงปกติใช้ สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และกรณีข้อมูลแจกแจงไม่ปกติใช้ สถิติสหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ใช้การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกอย่างง่าย</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุที่ไม่ได้แปรงฟันก่อนเข้านอนทันที มีคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากที่ไม่ดีเป็น 2.63 เท่าของผู้สูงอายุที่แปรงฟันก่อนนอนแล้วเข้านอนทันที (95%CI = 1.10-6.25, <br />p-value = 0.027) จำนวนฟันคู่สบมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับน้อยกับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความผิดพลาดไม่เกินร้อยละ 5 (r<sub>s</sub> = - 0.204, p-value = 0.010) ควรรณรงค์ให้ผู้สูงอายุแปรงฟันก่อนนอนแล้วเข้านอนทันที และผลักดันนโยบายการใส่ฟันเทียมหรือการรักษารากฟัน เพื่อคงจำนวนฟันคู่สบให้เพียงพอต่อการเคี้ยวอาหาร เพิ่มคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก</p>
ปรียานุช นามพิกุล
เปรมฤดี ศรีสังข์ เปรมฤดี ศรีสังข์
ศุภาพิชญ์ แสงอรุณ
วิริยา มูลพิศูจน์
พรนุภา ริกำแง
ยลดา ศรียางนอก
ปริญญาพร ศรีแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-16
2026-09-16
19 2
213
226
10.64962/rdhsj.v19i2.2026.281357