วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ
<p>วารสารวิจัยเเละพัฒนาระบบสุขภาพเป็นวารสารที่ใช้เผยแพร่ผลงานวิชาการและผลศึกษาวิจัย ทางด้านการพัฒนาคุณภาพงานสาธารณสุขเเละคุณภาพชีวิตนำไปสู่ผู้ปฏิบัติงาน <br />บุคลากรทางด้านสาธารณสุข และทางการเเพทย์ ทั้งในระดับประเทศเเละระดับนานาชาติ รวมไปถึงประชาชนผู้ที่สนใจทั่วไป</p> <p>ISSN 3027-6845 (Print)</p> <p>ISSN 3027-6853 (Online)</p> <p> </p> <p> </p>
Research and Development Health System Journal
th-TH
วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ
3027-6845
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</span><span style="font-weight: 400;">บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักณอักษรจากวารสารศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทยก่อนเท่านั้น</span></p>
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดชลบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277502
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดชลบุรี จำนวน 117 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุไม่เกิน 35 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทำงานในสายวิชาชีพ มีความยืดหยุ่นทางจิตใจในเกณฑ์ปกติ มีความคิดเห็นในระดับมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สภาพแวดล้อมในการทำงาน การแบ่งเวลา ลักษณะงานที่ได้รับความพึงพอใจในงาน ความก้าวหน้าในงาน และระบบบริหาร แต่ภาระงานอยู่ในระดับน้อย และความเครียดอยู่ในระดับน้อยและปานกลาง นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมีภาวะหมดไฟในการทำงาน ร้อยละ 28.21 <br />ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากความเครียดมาก (p-value < 0.001) ภาระงานมาก (p-value = 0.005) ความสัมพันธ์กับระหว่างบุคคลในที่ทำงานต่ำ (p-value = 0.016) และงานสายวิชาชีพ (p-value = 0.046)</p> <p style="font-weight: 400;">ดังนั้น ควรมีการปรับภาระงานให้เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน และพัฒนาระบบเฝ้าระวังความเครียดในบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ<br />ในการทำงาน</p> <p style="font-weight: 400;"> </p> <p> </p>
ภาสวุฒิ ภักดิบดี
สุริวิภา มั่งคั่ง
ปภัสสร โสมะเค็ง
กัมปนาท ฉายชูวงษ์
วีรพงศ์ มิตรสันเที๊ยะ
ธารินี ลีละทีป
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-03
2026-04-03
19 1
100
114
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.277502
-
รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุด้วยภูมิปัญญาไทย เทศบาลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/279369
<p>ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด ปี 2564 มีผู้สูงอายุ 60 และ 65 ปีขึ้นไป ร้อยละ 19.21 และ 14.1 ตามลำดับ จากการสำรวจชุมชนบ้านท่าม่วง พบผู้สูงอายุจำนวนมากมีอาการปวดและมีสมุนไพรท้องถิ่นเพื่อช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ ทีมวิจัยได้ดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุด้วยภูมิปัญญาไทยและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ทำการศึกษาใน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุ 50 คน และ อ.ส.ม. 32 คน เครื่องมือในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ประกอบด้วย แบบประเมินความปวด (Pain score) แบบประเมินความรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน Pair t-test</p> <p>ผลวิจัยวงรอบที่ 1 พัฒนารูปแบบจนกระทั่งได้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดการปวด แต่ยังขาดความรู้ด้านการบำบัดอาการปวด จึงเสริมการเรียนรู้แบบบัดดี้ในวงรอบที่ 2 ภายหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีอาการปวดลดลง (mean difference = 0.59; 95%CI: 0.57-0.60; p-value<0.001 ) มีระดับ ความรู้สูงขึ้น (mean difference = 18.17; 95%CI: 17.72-18.62; p-value<0.001) และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (mean = 4.80, SD = 1.43) รูปแบบนี้สามารถใช้ในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนได้</p> <p>จากผลการศึกษาที่ได้ ควรขยายการใช้ผลิตภัณฑ์ไปสู่พื้นที่อื่น และทดสอบประสิทธิผลเพิ่มเติมในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอาการปวดในบริบทที่หลากหลายขึ้น</p>
กิรณานันท์ สนธิธรรม
ทองมี ผลาผล
ธัญลักษณ์ ตั้งธรรมพิทักษ์
ปภัชญา คัชรินทร์
ชนิดาวดี สายืน
ชาติ ไทยเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-23
2026-04-23
19 1
200
214
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.279369
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเภทในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลหนองพอก อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277646
<p>ารดูแลผู้ป่วยจิตเภทในระดับชุมชนมักขาดความต่อเนื่อง เกิดการกำเริบซ้ำ และเพิ่มภาระต่อครอบครัว การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเภทในเขตบริการโรงพยาบาลหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด และประเมินผลต่อความพึงพอใจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ดำเนินการ 2 วงรอบ รวม 24 สัปดาห์ (ตุลาคม 2567-มีนาคม 2568) ศึกษาบริบทและปัญหาด้วยการทบทวนเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และสนทนากลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 63 คน จากนั้นร่วมพัฒนารูปแบบกับภาคีเครือข่ายและทดลองใช้กับผู้ป่วยจิตเภท 30 คน (คัดเลือกแบบเจาะจง) ประเมินก่อน-หลังด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจ 15 ข้อ และแบบวัดคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF-THAI 26 ข้อ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ paired t-test ผลการวิจัยได้รูปแบบการดูแลเอ็นพีเอช (NPH Care Model) ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การดูแลแบบเครือข่าย การเสริมสร้างพลังอำนาจ การพัฒนาศักยภาพ และการจัดการแบบบูรณาการ หลังดำเนินการคะแนนความพึงพอใจเพิ่มจาก 10.43±2.28 เป็น 13.50±1.22 (p-value < 0.001) และคะแนนคุณภาพชีวิตเพิ่มจาก 74.40±7.59 เป็น 92.06±3.74 (p-value < 0.001) สรุปว่า รูปแบบการดูแลเอ็นพีเอชช่วยยกระดับความต่อเนื่องของการดูแลโดยใช้เครือข่ายชุมชนเป็นฐานและเพิ่มผลลัพธ์รายงานโดยผู้ป่วย ควรขยายผลสู่พื้นที่ใกล้เคียงและติดตามประเมินผลระยะยาว</p> <p> </p>
วลัยลาลักษณ์ พลซื่อ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-03
2026-04-03
19 1
1
85
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.277646
-
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยภาวะถอนพิษสุรา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/275971
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้เป็น แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังทำการทดลองเพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะ และศึกษาระดับความพึงใจของพยาบาล หลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยภาวะถอนพิษสุรา กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะ แบบประเมินความพึงพอใจ หาความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้เท่ากับ 0.83 และ 0.90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยใช้สถิติ Paired t-test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) ก่อนได้รับโปรแกรมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 2.32, S.D.= 0.41) และ<br />หลังได้รับโปรแกรมอยู่ในระดับสูง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.66, S.D. = 0.19) 2) ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด <strong>(<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></strong>= 4.88, S.D.= 0.19)</p> <p> ดังนั้น จึงควรนำโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยภาวะถอนพิษสุรา ไปใช้ในโรงพยาบาลพื้นที่ทำวิจัย และโรงพยาบาลชุมชนอื่นๆ ที่มีบริบทใกล้เคียง</p>
นิภาพร กวดวงษา
นาฎนภา อารยะศิลปธร
จรินทร โคตพรม
พัชนี สมกำลัง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-03
2026-04-03
19 1
86
99
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.275971
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้สื่อดิจิทัลที่เป็นปัญหาในเด็กปฐมวัย
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/279409
<p>ในปัจจุบัน เด็กปฐมวัยมีแนวโน้มเข้าถึงสื่อดิจิทัลตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลที่เป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลที่เป็นปัญหาในเด็กปฐมวัย และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย จำนวน 240 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า เด็กปฐมวัยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลอยู่ในระดับปกติ คิดเป็นร้อยละ 63.33 ขณะที่ร้อยละ 36.67 อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการใช้สื่อดิจิทัลที่เป็นปัญหา ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลที่เป็นปัญหา ได้แก่ ระดับความรู้ของผู้ปกครอง (Adjusted OR = 1.87, 95% CI: 1.05-3.33; p-value = 0.034) ระยะเวลาการใช้สื่อของเด็ก (Adjusted OR = 6.12, 95% CI: 1.64-22.64; p-value = 0.007) การปฏิบัติตนของผู้ปกครองในการใช้สื่อดิจิทัลกับเด็กปฐมวัย (Adjusted OR = 2.80, 95% CI: 1.5-5.04; p-value = 0.001) และระดับการรับรู้ของผู้ปกครองเกี่ยวกับการใช้สื่อดิจิทัล (Adjusted OR = 2.07, 95% CI: 1.15-3.77; p-value = 0.016)</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมความรู้และการกำกับดูแลการใช้สื่อดิจิทัลของผู้ปกครอง เพื่อป้องกันพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลที่เป็นปัญหาในเด็กปฐมวัย</p>
วารีรัตน์ วรรณโพธิ์
รักษ์สุดา ชูศรีทอง
ปาริชาติ อาษาธง
เอื้อมพร สุ่มมาตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-18
2026-04-18
19 1
157
170
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.279409
-
ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานต่อความสามารถแก้ปัญหาทางการพยาบาลและความพึงพอใจในวิชาการรักษาโรคเบื้องต้นของนักศึกษาพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277735
<p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษาพยาบาลหลังเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning: PBL) กับเกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 ในรายวิชาการรักษาโรคเบื้องต้น และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้แบบ PBL การวิจัยใช้รูปแบบ one-group posttest-only design กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 112 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) คู่มือการจัดการเรียนการสอนแบบ PBL เรื่องแนวทางการวินิจฉัยกลุ่มอาการที่พบบ่อย 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษา ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.96 เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ one-sample t-test และสถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 20.04 จากคะแนนเต็ม 25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) โดยมีนักศึกษาผ่านเกณฑ์ร้อยละ 97.32 นอกจากนี้ ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้แบบ PBL โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.51) โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และการลงมือปฏิบัติจริง ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีผลต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา</p>
วัลรี ทรายสมุทร
ประภาพร สุวรรณกูฏ
จารุณี จันทร์เปล่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-16
2026-04-16
19 1
130
142
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.277735
-
พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของนักศึกษาปริญญาตรี หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต ภายใต้สถานการณ์โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/276296
<p>โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรค COVID-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งลดระดับความรุนแรงจากโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง การป่วยติดเชื้อติดต่อทางการหายใจ และยังคงพบมีผู้ป่วยติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต ภายใต้สถานการณ์โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน และสาขาวิชาทันตสาธารณสุข จำนวน 150 คน เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสอบถาม เก็บข้อมูลแบบออนไลน์ระหว่างวันที่ 9-20 ตุลาคม 2565 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ<br />เชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ค่าเฉลี่ย และ Chi Square</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 90.67 อายุเฉลี่ย 20.30 ปี ได้รับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน 5,171.33 บาท ส่วนใหญ่เรียนสาขาวิชาทันตสาธารณสุข ร้อยละ 54.67 ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 96.00 เคยป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ร้อยละ 53.33 ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 ร้อยละ 100 พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระดับสูง ร้อยละ 92.00 พฤติกรรมที่ปฏิบัติเป็นประจำ คือ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องพบปะผู้คน ร้อยละ 79.33 สาขาวิชาที่เรียนไม่มีความพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (p-value = 0.791)</p>
แก้วใจ มาลีลัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-03
2026-04-03
19 1
1
13
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.276296
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วยเทคนิคทินเลเยอร์โครมาโทกราฟีสมรรถนะสูงและการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของข่า ขมิ้นชัน และไพล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/279493
<p>ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และมีการใช้พืชสมุนไพรในการแพทย์แผนไทยอย่างยาวนาน โดยเฉพาะพืชในวงศ์ Zingiberaceae ได้แก่ ข่า (<em>Alpinia galanga</em> (L.) Willd.) ขมิ้นชัน (<em>Curcuma longa</em> L.) และไพล (<em>Zingiber cassumunar</em> Roxb.) ซึ่งมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลายพิมพ์ทางเคมีของสมุนไพรทั้งสามชนิดด้วยเทคนิคทินเลเยอร์โครมาโทกราฟีสมรรถนะสูง (HPTLC) และประเมินฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH ผลการศึกษาพบว่า ขมิ้นชันมีปริมาณสารสกัดหยาบสูงที่สุด (21.48%) รองลงมา คือ เหง้าไพล (10.36%) และเหง้าข่า (7.09%) การวิเคราะห์ HPTLC ที่ความยาวคลื่น 254 และ 366 นาโนเมตร พบตำแหน่ง spot ที่สอดคล้องกับสารมาตรฐาน ได้แก่ ตำแหน่งที่ 1 bisdemethoxycurcumin (R<sub>f</sub> = 0.35) ตำแหน่งที่ 2 demethoxycurcumin (R<sub>f</sub> = 0.44) และตำแหน่งที่ 3 curcumin (R<sub>f</sub> = 0.57) แสดงถึงการมีสารในกลุ่ม curcuminoids สำหรับการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ พบว่า เหง้าข่าแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 0.1285 mg/ml เหง้าขมิ้นชันมีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 0.0409 mg/ml และเหง้าไพลมีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 0.1283 mg/ml สรุปผลการศึกษา สมุนไพรข่า ขมิ้นชัน และไพล มีสารสำคัญในกลุ่ม curcuminoids และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยขมิ้นชันมีฤทธิ์ดีที่สุด ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพในอนาคต</p>
จริยา แก้วคำภา
กอบกุล นงนุช
ภานิชา พงศ์นราทร
รณชัย ภูวันนา
นฤวัตร ภักดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-03
2026-04-03
19 1
115
129
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.279493
-
การพัฒนาและการประเมินประสิทธิผลของอุปกรณ์ยึดแผ่นรับภาพสำหรับการถ่ายภาพรังสี บริเวณเข่าและขา โรงพยาบาลนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277954
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของอุปกรณ์ยึดแผ่นรับภาพสำหรับการถ่ายภาพรังสีบริเวณเข่าและขา กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้ป่วยที่มารับการถ่ายภาพรังสีบริเวณเข่าและขา โรงพยาบาลนาดูน จำนวน 30 คน และนักรังสีการแพทย์ จำนวน 2 คน เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะวางแผน ระยะปฏิบัติ ระยะสังเกต และระยะสะท้อนผลดำเนินการระหว่าง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึง เดือนกันยายน พ.ศ. 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลการถ่ายภาพรังสี แบบประเมินคุณภาพภาพถ่ายรังสี และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า อุปกรณ์ยึดแผ่นรับภาพที่พัฒนาขึ้นมีลักษณะเป็นฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 40×50 เซนติเมตร สูง 5 เซนติเมตร ผลิตจากอะคริลิกใส ไม้อัด และท่อพีวีซี มีน้ำหนักรวม 2.8 กิโลกรัม และต้นทุนการผลิต 756 บาท ภายหลังการใช้อุปกรณ์ อัตราการถ่ายภาพซ้ำลดลงจากร้อยละ 23.33 เหลือร้อยละ 6.67 คุณภาพของภาพถ่ายรังสีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน (p-value < 0.05) ระยะเวลาในการถ่ายภาพรังสีลดลงจากเฉลี่ย 5.01 นาที เหลือ 3.05 นาที (p-value < 0.001) และความพึงพอใจของผู้ป่วยอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>สรุปได้ว่า อุปกรณ์ยึดแผ่นรับภาพที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการเพิ่มคุณภาพการถ่ายภาพรังสี ลดการถ่ายภาพซ้ำ และลดระยะเวลาการให้บริการ เหมาะสมสำหรับนำไปใช้ในโรงพยาบาลชุมชน</p>
สุดาลักษณ์ จันทรเจริญ
วรวุฒิ ภูมินา
วิศรุต ศรีสว่าง
ผดุงศิษฎ์ ชำนาญบริรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-03
2026-04-03
19 1
43
55
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.277954
-
การพัฒนาระบบบริการการดูแลผู้ป่วย CAPD แบบไร้รอยต่อในระบบบริการปฐมภูมิ โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน พื้นที่อำเภอเลิงนกทา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277422
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบบริการดูแลผู้ป่วย CAPD แบบไร้รอยต่อในระบบบริการปฐมภูมิ โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน พื้นที่อำเภอเลิงนกทา ศึกษาประชากรในกลุ่มญาติที่ดูแลและผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องทุกราย จำนวน 69 คน ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงสิงหาคม 2568 ดำเนินการตามกระบวนการ PAOR เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามในกลุ่มผู้ป่วยและผู้ดูแล ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 และ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วย paired Sample t-test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ระบบดูแลผู้ป่วย CAPD ไร้รอยต่อขับเคลื่อนด้วย 4 กลไกหลัก ได้แก่ การพัฒนาระบบและบุคลากร, การเชื่อมโยงระบบส่งต่อและสื่อสาร, การบูรณาการฐานข้อมูล และการกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายหลังใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความรู้ ทักษะในการดูแลเพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001)มีภาวะแทรกซ้อนลดลง และญาติที่ดูแลมีความรู้ ทักษะในการดูแลคุณภาพชีวิต และมีส่วนร่วมในการดูแลเพิ่มจากก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) โดยมีขนาดผลกระทบระดับปานกลางขึ้นไปทั้งสองกลุ่ม</p> <p>สรุปได้ว่า ผลการพัฒนาระบบบริการดูแลผู้ป่วย CAPD แบบไร้รอยต่อทำให้ตัวชี้วัดหลักดีขึ้นทุกด้าน จึงควรนำไปขยายผลในโรงพยาบาลที่มีอายุรแพทย์และศูนย์ไตที่พร้อม</p>
ปัณณธร สายพฤกษ์
ประเสริฐ ประสมรักษ์
วาสนา นิมิตร
กนกฉัตร สมชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-03
2026-04-03
19 1
28
42
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.277422
-
การพัฒนารูปแบบการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดแบบมีส่วนร่วมของชุมชน จังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278331
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดแบบมีส่วนร่วมของชุมชน และประเมินผลการใช้งาน ดำเนินการ 4 ระยะ คือ วิเคราะห์สถานการณ์, ออกแบบรูปแบบ, ทดลองใช้ และประเมินผล กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 20-36<sup>+6</sup> สัปดาห์ 30 คน และ อสม. 62 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป การมีส่วนร่วม ความรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย: สถานการณ์พบอัตราคลอดก่อนกำหนดเพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 14.8 สาเหตุหลักจากหญิงตั้งครรภ์ขาดความรู้และพฤติกรรมที่ถูกต้อง รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเน้นบทบาท อสม.ในการประเมินความเสี่ยง วางแผนดูแล ติดตามเยี่ยมบ้าน และประสานการส่งต่อ หลังการทดลอง พบว่า อสม. มีส่วนร่วมในระดับดี (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.23) หญิงตั้งครรภ์มีคะแนนเฉลี่ยความรู้ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 1.78) และคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเอง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.33) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p-value < 0.01 และ p-value < 0.001 ตามลำดับ) และผลการประเมินภาวะเสี่ยงโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 100</p> <p>สรุป: รูปแบบการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดโดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและการติดตามเยี่ยมอย่างเป็นระบบ ช่วยเพิ่มความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของหญิงตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
นันทพร ศรีเมฆารัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-23
2026-04-23
19 1
186
199
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.278331
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุเชิงบูรณาการจากชุมชน สู่โรงพยาบาลแบบไร้รอยต่อ (กรณีศึกษา)
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277453
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุเชิงบูรณาการจากชุมชนสู่โรงพยาบาลแบบไร้รอยต่อ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ 2) พัฒนารูปแบบฯ 3) การนำรูปแบบฯไปใช้ 4) การประเมินผล เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยากมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุภายในหมู่บ้านมากที่สุด รองลงมา คือ อยากมีอุปกรณ์ช่วยพยุงขณะลุกนั่งหรือเดิน อยากมีรายได้เสริมเพื่อลดภาระลูกหลาน ส่วนรูปแบบฯ นั้น ได้เชื่อมโยงกิจกรรมใน 3 มิติ คือ มิติความมั่นคง มิติการมีส่วนร่วมกับสังคม <br />มิติสุขภาพและระบบบริการ ภายใต้การขับเคลื่อนการทำงานของ 4 เสาหลัก คือ ภาคประชาชน องค์การบริหารส่วนตำบล โรงพยาบาลชุมชน และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และภายหลังการใช้รูปแบบฯ พบว่า ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต (p-value < 0.001) และมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง จากรูปแบบดังกล่าวที่ได้ผสานรอยต่อระหว่างชุมชนกับภาคีเครือข่ายสามารถตอบสนองความต้องการในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุครอบคลุมทุกด้าน ทำให้คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุได้ดีขึ้น การนำเอารูปแบบฯไปใช้ในพื้นที่อื่น ควรคำนึงถึงความแตกต่างของบริบทของแต่ละพื้นที่ด้วย</p>
เอกพงษ์ ตั้งกิตติเกษม
กรภัทร อาจวานิชชากุล
สุภาพร ปานิเสน
วิจิตย์ ทองแสน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-03
2026-04-03
19 1
56
70
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.277453
-
ประสิทธิผลของโปรแกรมการรับรู้ความสามารถของตนเองเพื่อป้องกันอาการภูมิแพ้ของเด็กวัยเรียนที่เป็นโรคจมูกอักเสบ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278667
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้และพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้ของเด็กวัยเรียนที่เป็นโรคจมูกอักเสบ 2) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม และ 3) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กวัยเรียนที่เป็นโรคจมูกอักเสบ จำนวน 30 คน คัดเลือกโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัย คือ โปรแกรมการรับรู้ความสามารถของตนเองเพื่อป้องกันอาการภูมิแพ้ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้เกี่ยวกับโรค และ<br />แบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติทดสอบ Paired Sample T Test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้อยู่ในระดับสูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) สะท้อนว่า โปรแกรมการรับรู้ความสามารถของตนเอง ส่งผลให้เด็กมีความรู้ที่ถูกต้องและ<br />ปรับพฤติกรรมในการเลี่ยงสิ่งกระตุ้นได้ นำไปสู่การควบคุมอาการโรคจมูกอักเสบได้</p> <p>ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมให้เด็กที่เป็นโรคจมูกอักเสบเข้าร่วมกิจกรรมที่ช่วยลดอาการ เช่น การล้างจมูกและการใช้ยาพ่นจมูกอย่างถูกวิธี ภายใต้โปรแกรม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลตนเองลดความรุนแรงและความถี่ของอาการ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กให้ดียิ่งขึ้น</p>
การัณญา กาญจนอรุโณทัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-16
2026-04-16
19 1
143
156
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.278667
-
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดบริโภคความเค็มของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านโนนศิลาเลิง อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277468
<p>ความดันโลหิตสูงสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคเค็ม งานวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลดบริโภคความเค็มในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโนนศิลาเลิง แบ่งระยะการศึกษา ดังนี้ ระยะที่ 1 วิเคราะห์ปัญหาเพื่ออธิบายระดับความเค็มและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กลุ่มตัวอย่าง 119 คน และระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง 34 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกความดันโลหิตและการวัดระดับความเค็ม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและกระบวนการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมานเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย (Paired t-tests) และสถิติเพื่อวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ระยะที่ 1 ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่เพศหญิง ร้อยละ 72.27 อายุเฉลี่ย 64.06 ปี ส่วนใหญ่มีความรู้ ทัศนคติ ระดับสูงและพฤติกรรมระดับปานกลาง การประเมินบริโภคอาหารรสเค็มปานกลางถึงมาก ร้อยละ 90.75 และควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ ร้อยละ 34.45 และระยะที่ 2 การทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้ 8 สัปดาห์ พบว่า ค่าคะแนนความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการลดบริโภคความเค็มหลังการเรียนรู้ดีขึ้น ส่วนระดับความเค็มในอาหาร และความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p-value < 0.05) ข้อเสนอแนะ คือ ควรนำรูปแบบไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง</p>
จันทิมา นาถ้ำพลอย
ศุภศิลป์ ดีรักษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-03
2026-04-03
19 1
14
27
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.277468
-
แนวทางการดำเนินงานตำบลต้นแบบการจัดการสุขภาพเพื่อการป้องกัน ควบคุม โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี: มุมมองประชาสังคม จังหวัดเลย
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278774
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความชุกของโรคพยาธิใบไม้ตับ และศึกษาแนวทางการดำเนินงานตำบลต้นแบบการจัดการสุขภาพเพื่อการป้องกัน ควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในมุมมองประชาสังคม จังหวัดเลย โดยวิจัยเอกสาร ตรวจความชุกไข่พยาธิในปลา ตรวจพยาธิในกลุ่มเสี่ยง 4,200 คน คัดกรองมะเร็งท่อน้ำดี 1,400 คน เสนอข้อมูลต่อภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาตำบลต้นแบบการจัดการสุขภาพเพื่อการป้องกันควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ดำเนินการตำบลต้นแบบ และประเมินผล เก็บขอมูล พฤษภาคม-กันยายน 2568</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความชุกของพยาธิใบไม้ตับ คือการกินปลาดิบ 20 เรื่องอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำ 11 เรื่อง ความชุกของไข่พยาธิในปลา ร้อยละ 16.67 ผลการคัดกรองพยาธิใบไม้ตับในกลุ่มเสี่ยง พบอุบัติการณ์ ร้อยละ 4.65 และผลการอัลตร้าซาวด์กลุ่มเสี่ยง พบผิดปกติ ร้อยละ 33.71 เสนอข้อมูลต่อภาคประชาสังคมเพื่อร่วมกำหนดแนวทางการดำเนินงานตำบลต้นแบบการจัดการสุขภาพเพื่อการป้องกัน ควบคุม โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี</p> <p>แนวทางการดำเนินงานตำบลต้นแบบการจัดการสุขภาพเพื่อการป้องกันควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในมุมมองประชาสังคม สามารถลดอุบัติการณ์พยาธิใบไม้ตับในกลุ่มเสี่ยงและคาดหวังลดความเสี่ยงของอุบัติการณ์มะเร็งท่อน้ำดีได้ในระยะยาว</p>
บุญมา สุนทราวิรัตน์
รุ่งนภา ประยูรศิริศักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-23
2026-04-23
19 1
171
185
10.64962/rdhsj.v19i1.2026.278774