วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ
<p>วารสารวิจัยเเละพัฒนาระบบสุขภาพเป็นวารสารที่ใช้เผยแพร่ผลงานวิชาการและผลศึกษาวิจัย ทางด้านการพัฒนาคุณภาพงานสาธารณสุขเเละคุณภาพชีวิตนำไปสู่ผู้ปฏิบัติงาน <br />บุคลากรทางด้านสาธารณสุข และทางการเเพทย์ ทั้งในระดับประเทศเเละระดับนานาชาติ รวมไปถึงประชาชนผู้ที่สนใจทั่วไป</p> <p>ISSN 3027-6845 (Print)</p> <p>ISSN 3027-6853 (Online)</p> <p> </p> <p> </p>
Research and Development Health System Journal
th-TH
วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ
3027-6845
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</span><span style="font-weight: 400;">บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักณอักษรจากวารสารศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทยก่อนเท่านั้น</span></p>
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278122
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี 2) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 341 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและค่าความเชื่อมั่น การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ การวิจัยนี้ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกรกฎาคม ถึง สิงหาคม พ.ศ. 2568</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพของ อสม. โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.09, S.D. = 0.57) ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ 3อ. 2ส. (β = 0.139, p-value = 0.011) และแรงสนับสนุนทางสังคม (β = 0.123, p-value = 0.022) สามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพได้ ร้อยละ 27.1 (R<sup>2</sup> = 0.271,p-value < 0.05)</p> <p>หน่วยงานสาธารณสุขควรส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและสร้างแรงสนับสนุนทางสังคมให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อพัฒนาให้เป็นต้นแบบด้านสุขภาพในชุมชน</p>
ประสาทพร แก้วทอง
รัฐพล ศิลปะรัศมี1
ทัศพร ชูศักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-08
2026-01-08
18 3
295
308
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.278122
-
ผลของโปรเเกรมประยุกต์แนวคิดเกมมิฟิเคชันต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายของ นักเรียนประถมศึกษา ในจังหวัดสมุทรปราการ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/275445
<p>การไม่ออกกำลังกายในเด็กประถมศึกษายังคงเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว แม้ว่าการใช้แนวคิดเกมมิฟิเคชันจะได้รับการศึกษาต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยยังขาดงานวิจัยที่ประยุกต์ใช้แนวคิดนี้กับการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพในเด็กอย่างชัดเจน</p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมประยุกต์แนวคิดเกมมิฟิเคชันต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองเป็นเพศหญิง ร้อยละ 53.33 และเพศชาย ร้อยละ 46.66 ส่วนกลุ่มควบคุมเป็นเพศชาย ร้อยละ 56.66 และเพศหญิง ร้อยละ 43.33 ทั้งสองกลุ่มมีอายุเฉลี่ย 11 ปี กลุ่มทดลองไม่มีโรคประจำตัว ขณะที่กลุ่มควบคุมมีโรคประจำตัว ร้อยละ 13.33</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นจาก 9.97±3.17 เป็น 23.24±1.30 (t = 21.92, p-value < 0.001) หลังเข้าร่วมโปรแกรม และพฤติกรรมการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นจาก 34.13±4.62 เป็น 39.53±0.68 (t = 6.23, p-value < 0.001) แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมเกมมิฟิเคชันสามารถส่งเสริมความรู้และพฤติกรรมการออกกำลังกายในเด็กประถมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
จารุจินดา คำวิลานนท์
เอมอัชฌา วัฒนบุรานนท์
นิภา มหารัชพงศ์
ปาจรีย์ อับดุลลากาซิม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-11
2025-10-11
18 3
15
25
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.275445
-
ประสิทธิผลของระบบ และกลไกการรายงานโรคที่เฝ้าระวังทางระบาดวิทยา จังหวัดหนองบัวลำภู
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/276629
<p>การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบ และกลไกการรายงานโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อประเมินประสิทธิผลของระบบและกลไกที่พัฒนา เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ระหว่างวันที่ วันที่ 5 สิงหาคม 2567-วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์เชิงอนุมานใช้สถิติ Paired t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังทดลองใช้ระบบและกลไก เจ้าหน้าที่ระบาดวิทยามีคะแนนความรู้เกี่ยวกับระบบเฝ้าระวังโรคติดต่อทางระบาดวิทยา หลังทดลองมากกว่าก่อนทดลอง (Mean diff 2.27, 95% CI = 2.54-4.16) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และทัศนคติต่อการใช้งานระบบหลังทดลองมากกว่าก่อนทดลอง (Mean diff 3.94, 95% CI = 3.75-5.04) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>การพัฒนาระบบ และกลไกการรายงานโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว รู้ทันสถานการณ์โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในจังหวัดหนองบัวลำภู และกำหนดนโยบายในการวางแผนสนับสนุน การเฝ้าระวังโรคติดต่อ ตามบริบทในพื้นที่ให้เหมาะสม รวมถึงลดอัตราป่วย และอัตราตายที่ส่งผลกระทบทางสุขภาพ</p>
ณัฐญากร มอญขันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-20
2025-11-20
18 3
168
180
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.276629
-
การพัฒนาตำรับอาหารพื้นถิ่นเพื่อการดูแลสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานในจังหวัดนครพนม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/276016
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ความรู้และพัฒนาตำรับอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ระยะศึกษาสถานการณ์ คือ เจ้าหน้าที่วัฒนธรรมจังหวัดและปราชญ์ท้องถิ่น จำนวน 12 คน ระยะพัฒนาตำรับอาหาร คือ <br />นักโภชนากร 2 คน ผู้เชี่ยวชาญอาหารถิ่น 12 คน พยาบาล 7 คน นักเทคโนโลยีและออกแบบสิ่งพิมพ์ จำนวน 1 คน ระยะประเมินผล คือ ผู้ป่วยเบาหวาน 20 คน และบุคลากรทางสุขภาพ 10 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสังเคราะห์องค์ความรู้ แบบสรุปกิจกรรมสนทนากลุ่ม และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ความรู้ในการดูแลด้านอาหาร ได้แก่ การคำนวณสัดส่วนอาหาร <br />การประเมินภาวะโภชนาการ และพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การสาธิตการจัดอาหารต่อมื้อ <br />การค้นหาแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 2) ตำรับอาหารสุขภาพ ประกอบด้วย ปลาจุ่ม ต้มส้มปลา ลาบปลาปาก แจ่วฮ้อน หมกหม้อพวงไข่ นึ่งปลาเอือบ เมี่ยงไก่นึ่ง แกงอ่อมผักรวม หมกจ๊อ ซั้วไก่นา ซุปมะเขือ และแกงอ๋อมหวาย 3) กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อรูปแบบของตำรับอาหารในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.50, S.D. = 0.78) และมีความพึงพอใจต่อการนำไปใช้ประโยชน์ในระดับมากที่สุด(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.69, S.D. = 0.87) ความพึงพอใจโดยรวม ระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.60, S.D. = 0.83)</p> <p>ตำรับอาหารนี้ เป็นแนวทางส่งเสริมสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในพื้นที่จังหวัดนครพนม</p>
จรินทร โคตพรม
พัชนี สมกำลัง
นาฎนภา อารยะศิลปธร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-07
2025-11-07
18 3
125
138
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.276016
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานยุค 4.0 ของ อสม. อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278127
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการปฏิบัติงานยุค 4.0 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี 2) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานยุค 4.0 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี จำนวน 305 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอนใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การปฏิบัติงานยุค 4.0 อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.72, S.D.=0.97) ได้แก่ การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.07, S.D.=0.94) และการใช้แอฟพิเคชั่นสมาร์ทอสม. ในการส่งรายงาน อสม.1 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.98, S.D.=1.02) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานยุค 4.0 อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ความรู้ด้านการปฏิบัติงานยุค 4.0 (β = 0.117), ทัศนคติต่อการปฏิบัติงานยุค 4.0(β = 0.136), แรงจูงใจในการปฏิบัติงานยุค 4.0 (β = 0.476), อาชีพ (β = 0.097) และระยะเวลาการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (β = 0.130) ปัจจัยทั้งหมดสามารถร่วมกันพยากรณ์การปฏิบัติงานได้ร้อยละ 32.9 (R<sup>2</sup>= 0.329)</p> <p> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี ความรู้ด้านสุขภาพ และสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน</p>
รัชฎาภรณ์ บุญขาว
รัฐพล ศิลปะรัศมี
พรรณี บัญชรหัตถกิจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-08
2026-01-08
18 3
309
321
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.278127
-
คู่มือการออกกำลังกายผู้สูงอายุแบบประยุกต์เพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกาย : เทศบาลเมืองเขาสามยอด จังหวัดลพบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/275563
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาคู่มือการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุโดยใช้การออกกำลังกายแบบประยุกต์เพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกาย 2) เพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมตามคู่มือการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุโดยใช้การออกกำลังกายแบบประยุกต์เพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกายสำหรับผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุเพศชาย และเพศหญิง จำนวน 20 คน เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย ระยะเวลาดำเนินการวิจัย 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 1 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คู่มือการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุโดยใช้การออกกำลังกายแบบประยุกต์เพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกาย และแบบประเมินสมรรถภาพทางกายเพื่อลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยด้วยค่าที</p> <p>ผลการวิจัย 1) ได้คู่มือการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุโดยใช้การออกกำลังกายแบบประยุกต์เพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกาย มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.94 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา<br />ครอนบาค เท่ากับ 0.84<strong> </strong>2) ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุในแต่ละด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยของรายการทดสอบก่อนการทดลองที่มีความแตกต่างจาก<br />หลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ข้อเสนอแนะ ควรมีจัดกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับผู้สูงอายุในชุมชนอื่นๆ ต่อไป</p>
พงศธร ไพจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-11
2025-10-11
18 3
41
53
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.275563
-
ประสิทธิผลของการป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/276636
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการพัฒนาการป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงโดยประยุกต์หลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต ศึกษาในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานตามเกณฑ์การคัดเข้า จำนวน 30 ราย ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมินดัชนีสภาวะสุขภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาซ เท่ากับ 0.832 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา และ paired t-test</p> <p>พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 46-60 ปี ศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า อาชีพเกษตรกร มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่สูง มีพฤติกรรมการปฏิบัติตนตามหลักเวชศาสตร์<br />วิถีชีวิตโดยรวม อยู่ในระดับถูกต้องที่สุด (= 3.97, S.D. = 0.07) โดยการปฏิบัติตนด้านการนอนหลับที่มีคุณภาพ มีค่าสูงสุด อยู่ในระดับถูกต้องที่สุด ( = 4.00, S.D. = 0.01) ส่วนการจัดการความเครียด <br />มีค่าน้อยที่สุด อยู่ในระดับถูกต้องบ้าง (= 3.92, S.D. = 0.29) ประสิทธิผลของการพัฒนาการป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงโดยประยุกต์หลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตโดยเปรียบเทียบค่าดัชนีสภาวะสุขภาพก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม พบว่า ค่าดัชนีสภาวะสุขภาพก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการป้องกันโรคเบาหวานตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
หทัย ธาตุทำเล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-07
2025-11-07
18 3
139
153
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.276636
-
อุบัติการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการมองเห็นดีขึ้นในผู้ป่วยกระจกตาติดเชื้อที่รักษาแบบผู้ป่วยในในโรงพยาบาลอำนาจเจริญ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/276027
<p>กระจกตาติดเชื้อเป็นภาวะทางจักษุวิทยาที่สำคัญ เนื่องจากอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ของเชื้อ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมองเห็น<br />ที่ดีขึ้นในผู้ป่วยกระจกตาติดเชื้อซึ่งได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลอำนาจเจริญ โดยเป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นกระจกตาติดเชื้อ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 รวมจำนวน 70 ราย ประเมินการมองเห็นด้วย Snellen line และจำแนกผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มที่มีการมองเห็นดีขึ้น และกลุ่มที่มีการมองเห็นไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติ Chi-square และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า เชื้อราเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 60 ของผู้ป่วยทั้งหมด ผู้ป่วยร้อยละ 54.5 มีการมองเห็นดีขึ้นหลังการรักษา ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการมองเห็นที่ดีขึ้น ได้แก่ ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงเข้ารับการรักษาไม่เกิน 3 วัน (OR = 45.55, 95% CI: 2.43-854.69, p-value > 0.01)</p> <p>สรุป การเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีมีบทบาทสำคัญต่อผลลัพธ์ด้านการมองเห็นในผู้ป่วยกระจกตาติดเชื้อ ดังนั้น ควรส่งเสริมการวินิจฉัยและการรักษาในระยะเริ่มต้น เพื่อลดความเสี่ยงการสูญเสียการมองเห็นในระยะยาว</p>
จิราภรณ์ บุดดาวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-12
2026-01-12
18 3
276027
276027
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.276027
-
การประเมินและการจัดการผู้ป่วยกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278227
<p>กลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน (Acute respiratory distress syndrome : ARDS) เป็นภาวะรุนแรงที่คุกคามต่อชีวิต โดยมีลักษณะสำคัญ คือ การเกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันและรุนแรง <br />มีสาเหตุจากปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด การสำลัก และการบาดเจ็บรุนแรง ดังนั้น การประเมินและการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะดังกล่าวมีความสำคัญต่อการวางแผนการดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที การประเมินทางการพยาบาลโดยการซักประวัติอย่างละเอียด ติดตามสัญญาณชีพอย่างต่อเนื่อง การประเมินสภาพปอดและการใช้เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว การตรวจวิเคราะห์ก๊าซในเลือดแดง และกำหนดแนวทางการรักษา</p> <p>การดูแลผู้ป่วย ARDS ต้องมีการทำงานร่วมกันของสหสาขาวิชาชีพ โดยมีบทบาทของพยาบาลเป็นองค์ประกอบสำคัญ เป้าหมายหลักของการดูแล คือ (1) การเพิ่มประสิทธิภาพการให้ออกซิเจนและการระบายอากาศ และ (2) การลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ดังนั้น การพยาบาล ประกอบด้วย การให้ออกซิเจนเสริม การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการใช้เครื่องช่วยหายใจ การบริหารจัดการการให้สารน้ำอย่างระมัดระวัง การจัดท่านอนคว่ำ และการส่งเสริมการเคลื่อนไหวหรือการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ พยาบาลควรร่วมมือกับทีมสุขภาพในการประเมินข้อบ่งชี้ของการใช้ยาที่เหมาะสม เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา รวมถึงการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและครอบครัวอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับโรค แนวทางการรักษา และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพการดูแลโดยรวม</p>
ลัดดา พลพุทธา
บุณยดา วงค์พิมล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-08
2026-01-08
18 3
322
335
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.278227
-
ผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรู้และทัศนคติ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้พืชกระท่อม ในเกษตรกร ตำบลเขาพังไกร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/275592
<p>การวิจัยนี้เป็นการทดลองกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรู้และทัศนคติในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้พืชกระท่อมในเกษตรกร ตำบลเขาพังไกร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกร 40 คน ที่คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูล 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนเข้าร่วม หลังเข้าร่วม 8 สัปดาห์ และระยะติดตาม 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และโปรแกรมสร้างเสริมความรู้และทัศนคติฯ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม และโปรแกรมสร้างเสริมความรู้และทัศนคติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired-Samples T-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนซ้ำ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 40 คน เป็นเพศชายร้อยละ 70.0 เมื่อเปรียบเทียบผลในแต่ละช่วง พบว่า ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมเสี่ยง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 <br />โดยพบว่า หลัง 12 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างมีความรู้อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 100.0 ทัศนคติและพฤติกรรมเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 92.5 ร้อยละ 87.5 ตามลำดับ</p> <p>สรุปได้ว่า โปรแกรมมีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้ ปรับทัศนคติ และลดพฤติกรรมเสี่ยงโดยอาศัยการสร้างความรู้และความตระหนักผ่านกระบวนการสุขศึกษา อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้มีข้อจำกัด ได้แก่ ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ ขนาดกลุ่มตัวอย่างเล็ก มาจากพื้นที่เดียว และระยะติดตามสั้น</p>
จีรารัตน์ อุ่นเพ็ญ
อัษฎาวุฒิ โยธาสุภาพ
สิริยาพร จันทร์ชู
วริสา สง่าพาโชค
อาทิตยา เหลืองประเสริฐ
ลักษมี บัวสัมฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-11
2025-10-11
18 3
96
110
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.275592
-
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรุนแรงของภาวะภูมิไวเกินในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดกลุ่ม Taxane
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277404
<p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรุนแรงของภาวะภูมิไวเกิน เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนและบันทึกทางการพยาบาลของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 135 ราย ได้จากการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้หลักการคัดเลือกประชากรทั้งหมดที่เข้าเกณฑ์การศึกษาตามคุณสมบัติที่กำหนด วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Simple logistic regression และ Multiple logistic regression</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ความชุกของระดับความรุนแรง พบ ระดับ I และ II คิดเป็นร้อยละ 45.93 และ 54.07 ตามลำดับ จำแนกระดับความรุนแรงตามเกณฑ์ Common Terminology Criteria for Adverse Events (CTCAE) วิเคราะห์สถิติถดถอยพหุลอจิสติกส์ พบ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ ได้แก่ อายุ (OR<sub>adj</sub> = 3.58; 95% CI = 1.32-9.75) ประวัติการแพ้ยา (OR<sub>adj</sub> = 5.53; 95% CI = 2.00-15.27) จำนวนรอบของการรักษา (OR<sub>adj</sub> = 7.27; 95% CI = 2.70-19.55) ความเข้มข้นของยาเคมีบำบัดที่ได้รับ (OR<sub>adj</sub> = 7.22; 95% CI = 2.09-24.96) และปริมาณยาเคมีบำบัดที่ได้รับขณะเกิดภาวะภูมิไวเกิน (OR<sub>adj</sub> = 6.99; 95% CI = 2.07-23.58)</p> <p>ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาแนวทางการคัดกรองและเฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะภูมิไวเกิน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการบริหารยาเคมีบำบัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
กัมพล อินทรทะกูล
ปิยรัตน์ ภาคลักษณ์
รัศมิ์สุนันท์ จันทรภักดี
อนุชา ดวงแก้ว
นภัสสร ยอดทองดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-07
2025-12-07
18 3
P195
208
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.277404
-
ประสิทธิผลของการรับสื่ออินโฟกราฟิกตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน ผ่านเว็บไซต์ในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการถูกรังแกและการรังแกผู้อื่น ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/276087
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการรับสื่ออินโฟกราฟิกตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนผ่านเว็บไซต์ในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันถูกรังแกและรังแกผู้อื่นของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อายุระหว่าง 13-16 ปี จำนวน 39 คน ซึ่งได้รับสื่ออินโฟกราฟิกผ่านเว็บไซต์โดยการเรียนรู้ด้วยตนเอง จำนวน 3 เนื้อหาสาระ เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติค่าทีแบบจับคู่</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยของเจตคติต่อพฤติกรรมการป้องกันถูกรังแกและรังแกผู้อื่น (M = 3.43, S.D. = 0.35) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงในการป้องกันถูกรังแกและรังแกผู้อื่น (M = 3.89, S.D. = 0.46) การรับรู้การควบคุมพฤติกรรมการป้องกันถูกรังแกและรังแกผู้อื่น (M = 3.77, S.D. = 0.31) และความตั้งใจทำพฤติกรรมการป้องกันถูกรังแกและรังแกผู้อื่น (M = 4.10, S.D. = 0.33) สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) และมีระดับความพึงพอใจสื่ออินโฟกราฟิกผ่านเว็บไซต์โดยภาพรวม (M = 3.84, S.D. = 0.30) อยู่ในระดับสูง</p> <p>สรุปได้ว่า การรับสื่ออินโฟกราฟิกตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนผ่านเว็บไซต์ในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันถูกรังแกและรังแกผู้อื่น มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงตามองค์ประกอบของทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนของนักเรียน</p>
อภิรักษ์ ตรียวง
สิริยาพร นิติคุณเกษม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-30
2025-11-30
18 3
181
194
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.276087
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการใช้สื่อดิจิทัลกับเด็กปฐมวัย จังหวัดร้อยเอ็ด
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278489
<p>การใช้สื่อดิจิทัลไม่เหมาะสมส่งผลกระทบทางด้านร่างกาย จิตใจ และพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันผลกระทบดังกล่าว การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการใช้สื่อดิจิทัลกับเด็กปฐมวัย จังหวัดร้อยเอ็ด การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางในผู้ปกครองเด็กปฐมวัย 236 คน ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ในช่วงมีนาคม ถึง พฤษภาคม 2564 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติกในการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการใช้สื่อดิจิทัลกับเด็กปฐมวัย</p> <p>กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 83.05 มีส่วนร่วมในการใช้สื่อดิจิทัล ปานกลาง-มาก ร้อยละ 47.46 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ เพศ (OR = 2.94, 95% CI: 1.38-2.67, p-value = 0.005) อายุ ลดลงทุกๆ 1 ปี (OR = 1.07, 95% CI: 1.05-1.09, p-value = 0.024) และระดับการศึกษา โดยเมื่อใช้การศึกษาระดับประถมศึกษาเป็นกลุ่มอ้างอิง พบว่า มัธยมศึกษา (OR = 0.66, 95% CI: 0.32-1.33, p-value = 0.148) และ การศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป (OR = 2.55, 95% CI: 1.08-5.99, p-value = 0.032) </p> <p>ปัจจัยที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลในการใช้งานสื่อดิจิทัลของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยเพื่อให้เกิดการใช้สื่อดิจิทัลได้อย่างเหมาะสมในกลุ่มเด็กปฐมวัย</p>
เอื้อมพร สุ่มมาตย์
สัจจวรรณฑ์ พวงศรีเคน
ปาริชาติ อาษาธง
วารีรัตน์ วรรณโพธิ์
รักษ์สุดา ชูศรีทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-17
2025-12-17
18 3
209
222
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.278489
-
การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเพื่อยกระดับการจัดการ องค์กรสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 2
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/275730
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาแบบการประเมินผลหลายขั้นตอน ดำเนินการใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ โดยใช้แบบสอบถามกับบุคลากรสาธารณสุข จำนวน 416 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจากการทบทวนวรรณกรรมและการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 10 คน โดยใช้แนวคิด M-PWR เป็นกรอบในการพัฒนารูปแบบ SMART-DT ระยะที่ 3 ทดสอบประสิทธิผลของรูปแบบด้วยการวิจัยกึ่งทดลองแบบ One Group Pre-Post Test Design เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการใช้รูปแบบกับบุคลากรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย จำนวน 30 คน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเพื่อยกระดับการจัดการองค์กรสาธารณสุข ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การใช้ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ 2) การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารงานและให้บริการ 3) การพัฒนาทักษะดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของบุคลากร 4) การสร้างระบบแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ และ 5) การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานด้วยเครื่องมือดิจิทัล และดำเนินงานผ่านแผนงานการนำไปปฏิบัติด้วยปัญญาประดิษฐ์จังหวัดสุโขทัย การทดสอบประสิทธิผลของรูปแบบก่อนและหลังการใช้รูปแบบ เวลาเฉลี่ยในการทำงานที่มีความซ้ำซ้อน ความพึงพอใจของบุคลากร ทักษะดิจิทัลของบุคลากรและทัศนคติต่อการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
ทรรศนีย์ บุญมั่น
ธัญญารัตน์ สิทธิวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-11
2025-10-11
18 3
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.275730
-
ความคาดหวังและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2566) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277576
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวังและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2566) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารทางการพยาบาล หัวหน้าพยาบาล หัวหน้าหอผู้ป่วย และผู้แทน จำนวน 14 คน ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแนวคำถามการสนทนากลุ่มเป็นคำถามปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ความคาดหวังประกอบด้วย 1) ความคาดหวังต่อบัณฑิต ได้แก่ เก่งดีมีความรู้ เป็นคนดีมีคุณธรรม และนักปฏิบัติที่ดี 2) ความคาดหวังต่อหลักสูตร ประกอบด้วย ส่งเสริมทักษะด้านภาษาอังกฤษและไอที เน้นวิเคราะห์ภาวะสุขภาพของผู้รับบริการเชื่อมโยงบริบทผู้ป่วย บูรณาการศาสตร์การใช้ชีวิตประจำวัน สร้างการพยาบาลในสังคมพหุวัฒนธรรม ให้ความสำคัญรากเหง้าศาสตร์ด้านการพยาบาล และเน้นการสื่อสารเชิงวิชาชีพ</p> <p>ดังนั้น หลักสูตรควรเน้นพัฒนาความรู้คู่คุณธรรมจัดการเรียนการสอนที่เน้นการใช้ทักษะภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้ ให้ความสำคัญ</p>
ธัญลักษณ์ ตั้งธรรมพิทักษ์
อติญา โพธิ์ศรี
วิวินท์ ปุรณะ
ลัดดา พลพุทธ
ปาริชาติ อาษาธง
สุรีพร ศรีโพธิ์อุ่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 3
223
236
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.277576
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยโดยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/276279
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยโดยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ศึกษาจากประชากร คือ เด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลดอนฉิมพลี จำนวน 35 คน โปรแกรมประกอบด้วย การให้ความรู้และฝึกทักษะผู้ปกครองและให้ผู้ปกครองทำกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่บ้านเป็นเวลา 1 เดือน และประเมินพัฒนาการเด็ก 2 ครั้ง ก่อนหลังเข้าร่วมโปรแกรม เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมของผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยและแบบประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยจากคู่มือ DSPM วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ McNemar’s test และ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นหลังเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value = 0.001 และผู้ปกครองมีความรู้ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยเพิ่มขึ้นหลังเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value < 0.001 และผู้ปกครองมีพฤติกรรมในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยเพิ่มขึ้นหลังเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value < 0.001</p> <p>ข้อเสนอแนะ โปรแกรมนี้มีกิจกรรมที่สำคัญ คือ โรงเรียนพ่อแม่ แผนกิจกรรมร่วมกับเด็กและการยืมนิทาน จึงทำให้เด็กมีพัฒนาการดีขึ้น และผู้ปกครองมีความรู้และพฤติกรรมส่งเสริมพัฒนาการดีขึ้น</p>
ดวงนภา ปงกา
กิระพล กาละดี
วรางคณา จันทร์คง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-10
2025-11-10
18 3
154
167
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.276279
-
ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจของผู้สูงอายุโรคเรื้อรังในชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278491
<p>โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม การวิจัยนี้เป็นเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจของผู้สูงอายุ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ ตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคเรื้อรังในชุมชน อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 130 ราย ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Pearson’s correlation coefficient</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 75.74 อายุ (SD =7.97) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 82.30 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจในระดับสูง และความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.61, p-value < 0.01)</p> <p>ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุให้ครอบคลุมทุกทักษะ เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างยั่งยืน และศึกษาปัจจัยทำนายความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มเติม เพื่อใช้เป็นแนวทางสร้างโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพในอนาคต</p>
กุมาลีพร ตรีสอน
ปภัชญา คัชรินทร์
ศตวรรษ อุดรศาสตร์
อรทัย พงษ์แก้ว
ปลมา โสบุตร
โชติระวี อินจำปา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-12
2026-01-12
18 3
350
363
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.278491
-
ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการตนเองกับความเครียดของ ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในเขตเทศบาลชุมชนเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/275932
<p>โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่อาจนำไปสู่ความพิการ ความเครียด และอัตราการเสียชีวิตสูง หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การศึกษาเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (2) ระดับการจัดการตนเองของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และ (3) ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการตนเองกับความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในชุมชนเทศบาลเมือง อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี จำนวน 94 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเครียด และแบบประเมินการจัดการตนเอง วิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Pearson’s correlation coefficient </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอยู่ในระดับต่ำ ระดับการจัดการตนเองของผู้ดูแลอยู่ในระดับมาก และการจัดการตนเองของผู้ดูแลมีความสัมพันธ์<br />ทางลบกับระดับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p-value < 0.01 (r = -0.576) โดยมีข้อเสนอแนะว่า ควรมีการศึกษาการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความเครียด ตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อนำมามาวางแผนในการจัดการตนเองของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง</p>
โสฬส พิรักษา
ศักดิ์มงคล เชื้อทอง
ปาริชาติ ทาเผือก
เปรมฤทัย ด่านสวัสดิ์
จินห์จุฑา ภู่แพร
ชนากานต์ โตยิ่ง
ชมพูนุช ดีเฉย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-20
2025-10-20
18 3
69
81
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.275932
-
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันภาวะพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/277959
<p>การพลัดตกหกล้มเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในผู้สูงอายุ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันภาวะพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน กลุ่มตัวอย่าง 365 คน เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยชุมชนมีส่วนร่วม เก็บข้อมูลภาวะสุขภาพ ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมต่อการหกล้ม ประเมินสมรรถภาพทางกายด้วย Timed Up and Go Test (TUGT) และแบบประเมิน Thai Falls Risk Assessment Test (Thai-FRAT) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพรรณนาและ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การป้องกันการพลัดตกหกล้มสำหรับผู้สูงอายุในชุมชน ประกอบด้วย3 รูปแบบ ได้แก่ 1) กลุ่มเสี่ยงทุกกลุ่ม 2) กลุ่มเสี่ยงสูง 3) กลุ่มเสี่ยงสูงมาก ผลการประเมินหลังการใช้รูปแบบฯ พบว่า การประเมินสมรรถภาพทางกายด้วย Time Up and Go Test เวลาลดลง จาก 10.13 ± 3.99 เป็น 9.71 ± 4.19 วินาที (p-value < 0.001) และผู้ที่ความเสี่ยงต่อการหกล้มตามแบบประเมิน Thai-FRAT ลดลงจากร้อยละ 24.4 เป็นร้อยละ 18.4 (p-value < 0.001) ซึ่งรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันภาวะพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการลดการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุได้ แต่ยังต้องพัฒนาเพื่อแก้ไขปัจจัยด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในการป้องกันการหกล้มอย่างยั่งยืน</p>
สดุดี ภูห้องไสย
กัญญา จันทร์พล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 3
252
265
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.277959
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะอ้วนในวัยเรียน และวัยผู้ใหญ่ กับภาวะความดันโลหิตสูง ในวัยผู้ใหญ่: เขตสุขภาพที่ 7
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/275044
<p>ภาวะอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง การศึกษาระยะยาวเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะอ้วนในวัยเด็กต่อความดันโลหิตสูงในวัยผู้ใหญ่ในประเทศไทยยังมีจำกัด การวิจัยแบบ retrospective cohort ครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะอ้วนในวัยเด็กกับความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงในวัยผู้ใหญ่ ดำเนินการศึกษาในเขตสุขภาพที่ 7 โดยเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่อายุ 30 ปีขึ้นไป จำนวน 5,110 คน ที่สามารถระลึกถึงรูปร่างในวัยประถมศึกษา และไม่เคยได้รับการวินิจฉัยความดันโลหิตสูง เก็บข้อมูลสัดส่วนร่างกาย พฤติกรรมสุขภาพ และความดันโลหิต วิเคราะห์ด้วย Multiple Logistic Regression กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value < 0.05</p> <p>กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง 54.3% อายุเฉลี่ย 53.1±11.9 ปี อ้วนในวัยเด็ก 6% และอ้วนในปัจจุบัน 29.9% ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มที่อ้วนทั้งวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่มีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง 2.44 เท่า (95%CI:1.55-3.86) กลุ่มอ้วนเฉพาะวัยเด็ก 2.43 เท่า (95%CI:1.51-3.92) และกลุ่มอ้วนเฉพาะวัยผู้ใหญ่ 1.74 เท่า (95%CI:1.41-2.16) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่เคยอ้วน นอกจากนี้ การบริโภคผักไม่เพียงพอ และการดื่มแอลกอฮอล์ยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>ภาวะอ้วนในวัยเด็กส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว การป้องกันโรคอ้วนตั้งแต่วัยเด็กจึงควรเป็นยุทธศาสตร์หลักของระบบสาธารณสุข พร้อมทั้งพัฒนาระบบติดตามสุขภาพระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ</p>
กัญญา จันทร์พล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-11
2025-10-11
18 3
26
40
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.275044
-
ความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองในกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลนาเสียว อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/276312
<p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดังกล่าวและแนวทางการป้องกันมะเร็งเต้านม กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 113 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและทดสอบความเชื่อมั่น โดยด้านความรู้ ด้วยวิธี KR-20 เท่ากับ 0.81 ด้านทัศนคติและพฤติกรรม ด้วยวิธี Cronbach’s Alpha เท่ากับ 0.82 และ 0.78 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง อยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 10.41, 4.30 และ 14.46 ตามลำดับ ความรู้มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.137, p-value < 0.05) ขณะที่ทัศนคติมีความสัมพันธ์เชิงบวก ในระดับปานกลาง (r = 0.56, p-value < 0.05) แนวทางการป้องกัน ได้แก่ ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ การตรวจเต้านมสม่ำเสมอ การเสริมสร้างความรู้ ความตระหนักร่วมกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องและเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ นำผลการวิจัยไปพัฒนาแนวทางการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและส่งเสริมการตรวจเต้านมในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
จิรัชญา เหล่าคมพฤฒาจารย์
สิริกร ถนอมธรรม
ธิติรัตน์ เหล่าคมพฤฒาจารย์
เดือนเพ็ญ ไชยโสดา
กนกทิพย์ สีกวาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-21
2025-12-21
18 3
237
251
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.276312
-
ประสิทธิผลของการใช้โปรแกรม Mental Health Check in & E-mail Alert ภายใต้การบริหารจัดการสุขภาพจิต โดยคณะอนุกรรมการสุขภาพจิต (คณะอนุกรรมการประสานงานเพื่อการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสุขภาพจิต) ระดับจังหวัดมหาสารคาม ปี พ.ศ. 2564-2567
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/279242
<p>วิจัยและพัฒนานี้วัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์, เปรียบเทียบการทดลอง, ประเมินผลกระทบ และขยายผลโปรแกรม Mental Health Check in & E-mail Alert ภายใต้การบริหารระบบบริการสุขภาพจิต โดยคณะอนุกรรมการสุขภาพจิต โดยใช้สถิติ Person Chi-Square, Spearman Rank Correlation, Fisher’s Exact Test , Odds Ratio (OR), Wilcoxon Sign Rank Test, Mann-Whitney U Test</p> <p>ผลวิจัย พบ ระบบเศรษฐกิจและการป่วยด้วยโรคเรื้อรังมีผลต่อปัญหาสุขภาพจิตลดลง แต่โรคจิตเวชและยาเสพติดสัมพันธ์กับสุขภาพจิตเชิงผกผัน เช่น ผู้ป่วยทางจิตดื่มสุราและใช้สารเสพติด มีพลังใจลดลง 6.504 เท่า เครียด 15.909 เท่า ซึมเศร้า 55.652 เท่า เสี่ยงฆ่าตัวตาย 52.196 เท่า หลังทดลองใช้โปรแกรมฯ ร่วมกับเครื่องมือวิจัย CHAR-FIG พบว่า กลุ่มทดลองแตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต (p-value < 0.05) โดยมีพลังใจมากกว่า ที่ค่า Z = -6.444 เครียดน้อยกว่าที่ค่า Z = -6.390 ซึมเศร้าน้อยกว่าที่ค่า Z = -6.943 และเสี่ยงฆ่าตัวตายน้อยกว่าที่ค่า Z = -7.651 ต่อมาขยายผลและบูรณาการกับอำเภอสุขภาพดี สถานีสุขภาพใจ และ TO BE NUMBER ONE-YC-HERO ครอบคลุมทั้งจังหวัด</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัย การดูแลสุขภาพกายคู่จิตทุกกลุ่มวัย แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยาเสพติด นำสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับสุขภาพ (Health related Quality of Life: HQOL) ได้</p>
นวลปรางค์ ดวงสว่าง
วัฒนะ ศรีวัฒนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-12
2026-01-12
18 3
336
349
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.279242
-
ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไขมันในเลือดผิดปกติในบุคลากร โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/275934
<p>ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยบุคลากรทางการแพทย์มีความเสี่ยงเป็นพิเศษจากลักษณะการทำงาน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไขมันในเลือดผิดปกติในบุคลากรโรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ใช้ข้อมูลจากการตรวจสุขภาพประจำปี พ.ศ. 2567 ของบุคลากร 210 คน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติก กำหนดภาวะไขมันในเลือดผิดปกติตามเกณฑ์ NCEP ATP III</p> <p>ผลการศึกษา พบ ความชุกของภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ร้อยละ 66.7 โดย Total Cholesterol และ LDL-Cholesterol มีค่าผิดปกติ ร้อยละ 54.3 และ 58.1 ตามลำดับ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ 39 ปีขึ้นไป (OR = 1.89, 95% CI: 1.05-3.40, p-value = 0.033) และตำแหน่งคนงานเทียบกับผู้ปฏิบัติงานด้านการรักษาพยาบาล (OR = 1.86, 95% CI: 1.13-3.12, p-value = 0.040) ส่วนปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา ระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ดัชนีมวลกาย และระดับเอนไซม์ตับ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value > 0.05)</p> <p>สรุปว่า ความชุกของภาวะไขมันในเลือดผิดปกติอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ อายุ 39 ปีขึ้นไป และตำแหน่งงานประเภทคนงาน ควรพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพที่มุ่งเน้นกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้เป็นพิเศษเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด</p>
สุริยะ เครือจันต๊ะ
ชญานันท์ นันทเพชร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-11
2025-10-11
18 3
82
95
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.275934
-
การพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านยาในโรงพยาบาลในจังหวัดกาฬสินธุ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/278050
<p>การศึกษานี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานความปลอดภัยด้านยาในโรงพยาบาลจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยแบ่งกระบวนการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การศึกษาประเมินปัญหาและโอกาสพัฒนา ระยะที่ 2การพัฒนาแนวทางขับเคลื่อนภายใต้รูปแบบ “C-G-C-C-IT-M model” และระยะที่ 3 การประเมินประสิทธิผลการพัฒนา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังการพัฒนาด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-rank Test และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ (Content Analysis)</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ระยะแรกปัญหาสำคัญที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ได้แก่ งานเภสัชกรรมปฐมภูมิ งานบริบาลผู้ป่วยใน และการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยมีอุปสรรคเชิงระบบจากการกำหนดนโยบายที่ไม่ชัดเจนและข้อจำกัดด้านทรัพยากร ภายหลังการขับเคลื่อนตามแนวทางที่พัฒนา พบว่า คะแนนเฉลี่ยการประเมินมาตรฐานความปลอดภัยด้านยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) จาก 1.28 เป็น 3.08 คะแนน โดยเฉพาะในด้านการจัดการระบบยาและคลังเวชภัณฑ์</p> <p>ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยเห็นควรให้มีการขยายผลการนำแนวทางดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลทุกแห่ง พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสารสนเทศให้มีความพร้อมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หน่วยงานส่วนกลางควรพิจารณาทบทวนเกณฑ์มาตรฐานการประเมินให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่และระดับศักยภาพของโรงพยาบาลแต่ละระดับ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการดำเนินงานด้านความปลอดภัยของผู้ป่วย</p>
อรนิฏา ธารเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-08
2026-01-08
18 3
266
280
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.278050
-
ผลของโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ สำหรับอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/275378
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุสำหรับอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ ประชากรในการศึกษา จำนวน 40 คน ตัวอย่างเป็นอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ จำนวน 34 คน โดยใช้แบบสอบถาม 3 ส่วน โดยเข้าร่วมโปรแกรม 3 ครั้ง (6 สัปดาห์) ได้แก่ ครั้งที่ 1 การเตรียมความพร้อม ครั้งที่ 2 การฝึกประสบการณ์เพิ่มพูนสมรรถนะฯ (4 สัปดาห์) และครั้งที่ 3 การประเมินผลและสะท้อนผล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา และ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ด้านความรู้ในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุหลังโปรแกรม (M = 28.13, S.D. = 0.47) สูงกว่าก่อนโปรแกรม (M = 22.38, S.D.= 3.95) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value < 0.001 และด้านสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ ก่อนและหลังโปรแกรม พบว่า คะแนนสมรรถนะเฉลี่ยหลังโปรแกรม(M = 227.93, S.D. = 8.11) สูงกว่าก่อนโปรแกรม (M = 187.34, S.D. = 22.18) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value < 0.001</p> <p>ข้อเสนอแนะ ควรมีนำไปใช้ในเครือข่ายหน่วยบริการอื่นๆ และพัฒนาสมรรถนะด้านการประเมินและการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน Fast Track เพื่อให้ได้รับการรักษาแบบเร่งด่วนและป้องกันภาวะคุกคามต่อชีวิต</p>
วัชรา เลิศแก้ว
ธวัชชัย ยืนยาว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-11
2025-10-11
18 3
1
14
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.275378
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น: การศึกษาแบบภาคตัดขวาง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/276558
<p>การวิจัยนี้เป็นเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นแห่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยท้องถิ่นแห่งหนึ่ง จำนวน 384 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น และการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาหาร้อยละค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านความรู้ ได้แก่ เพศ (AOR = 2.22; 95% CI: 1.29-3.82) นักศึกษาที่เคยได้รับความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า (AOR = 1.92; 95% CI: 1.00-3.62) ด้านทัศนคติ ได้แก่ นักศึกษาที่มีผู้ปกครองหย่าร้างหรือแยกกันอยู่มีทัศนคติเชิงบวกต่อบุหรี่ไฟฟ้า (AOR = 3.92; 95% CI: 1.91-8.04) นักศึกษาที่พักหอพักนอกมหาวิทยาลัย (AOR = 0.36; 95% CI: 0.19-0.69) พักที่บ้านตนเอง <br />(AOR = 0.13; 95% CI: 0.04-0.47) และผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน (AOR = 0.21; 95% CI: 0.09-0.48) มีทัศนคติเชิงลบต่อบุหรี่ไฟฟ้า</p> <p>การส่งเสริมโปรแกรมให้ความรู้ด้านสุขภาพ และการรณรงค์แบบเพื่อนช่วยเพื่อน อาจเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักศึกษาในประเทศไทย</p>
บุณยดา วงค์พิมล
ธัญลักษณ์ หวังมวนกลาง
ศตวรรษ อุดรศาสตร์
ลัดดา พลพุทธา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-08
2026-01-08
18 3
281
294
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.276558
-
ผลของโปรแกรม 3Rs ต่อความรู้ แรงจูงใจ และพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอย ครัวเรือนของประชาชนตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/275994
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม 3Rs ต่อความรู้ แรงจูงใจ การรับรู้ความสามารถตนเอง พฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยครัวเรือน และปริมาณขยะมูลฝอยครัวเรือนของประชาชนตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ตัวแทนครัวเรือน ประกอบด้วย กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 50 คน ศึกษาช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2567 กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม 3Rs ที่ผู้วิจัยได้นำหลัก 3Rs มาออกแบบโดยใช้ทฤษฎีการให้ข้อมูลข่าวสาร การสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะ และทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเอง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบบันทึกปริมาณขยะมูลฝอยครัวเรือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test, Independent t-test และ Repeated-Measures ANOVA</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม 3Rs กลุ่มทดลองมีความรู้ แรงจูงใจ การรับรู้ความสามารถตนเอง และพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยครัวเรือนตามหลัก 3Rs ดีขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) หลังเข้าร่วมโปรแกรม 3Rs และระยะติดตามผล กลุ่มทดลองมีปริมาณขยะมูลฝอยครัวเรือนลดลงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและลดลงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001)</p> <p>ดังนั้น จึงควรประยุกต์ใช้หลักการดังกล่าวให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อลดปริมาณ<br />ขยะมูลฝอยครัวเรือนและชุมชนในอนาคต</p>
วิริญจ์ชนก พงษ์นิล
สรญา แสนมาโนช
ปิยพร แผ้วชำนาญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-11
2025-10-11
18 3
10.64962/rdhsj.v18i3.2025.275994