https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/issue/feed
วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
2026-05-05T12:00:38+07:00
ดร.สินศักดิ์ชนม์ อุ่นพรมมี
DoctorSinsakchon@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารศูนย์อนามัยที่ 9</strong> เป็นวารสารวิชาการด้านการสร้างเสริมสุขภาพ อนามัยสิ่งแวดล้อม การสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่อยู่ใน<strong>ฐานข้อมูลการอ้างอิงวารสารไทย (Thailand Citation Index - TCI) กลุ่มที่ 2 (TCI Tier 2) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572</strong></p> <p>รับบทความวิจัย (Research Articles) บทความวิชาการหรือบทความทบทวน (Review or Academic Articles) และบทความพิเศษ (Special Articles) โดยบทความวิจัยและบทความวิชาการทุกบทความ ต้องได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและประเด็นทางวิชาการของบทความ สำหรับบทความพิเศษ เป็นรูปแบบการเชิญของวารสารและไม่ต้องรับการประเมิน</p> <p><strong>วารสารใช้ระบบการประเมินบทความแบบปกปิดทั้งสองด้าน (Double-Blinded Reviews)</strong> โดย<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer-Reviewers) จากหลากหลายสถาบัน <span style="text-decoration: underline;">อย่างน้อย 2-3 ท่านต่อบทความ</span></strong> โดยผู้ส่งบทความระบุจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่ต้องการให้ประเมิน (2 หรือ 3 ท่าน) ในหนังสือนำส่งบทความเพื่อรับการพิจารณา</p> <p>วารสารใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแวนคูเวอร์ (Vancouver Style) โดยสามารถศึกษารูปแบบการอ้างอิงได้จากเอกสารคำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับ <a title="คำแนะนำสำหรับผู้เขียน" href="https://drive.google.com/file/d/1sgBVTt06wiwq2laYSa5XeYCbBuUC5tWM/view?usp=share_link">ศึกษาคำแนะนำสำหรับผู้เขียน</a></p> <p>การตีพิมพ์มีค่าใช้จ่าย<strong>บทความละ 3,500 บาท </strong>โดยชำระค่าใช้จ่ายเมื่อบทความได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์แล้ว</p> <p>วารสารตีพิมพ์ 30 บทความในแต่ละฉบับ มีกำหนดออกปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน; ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม; ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม) ในรูปแบบออนไลน์ และแบบรูปเล่ม</p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/279874
ผลของโปรแกรมการพยาบาลแบบระบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยกิจกรรมการเล่นต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
2026-01-13T22:22:19+07:00
วัลทณี นาคศรีสังข์
wantaneejo@ckr.ac.th
นงนุช เสือพูมี
nongnuch@ckr.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รูปแบบหนึ่งกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กวัยเรียนที่กำลังศึกษาประถมศึกษาปีที่ 4-6 ทั้งหมด โรงเรียนค่ายลูกเสือดงยาง ตำบลสวนกล้วย อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี จำนวน 48 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ได้รับโปรแกรมตามคู่มือการให้การพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้แก่เด็กวัยเรียนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ใช้เวลา 150 นาที ขั้นตอนการพยาบาล ดังนี้ ระยะที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพ ระยะที่ 2 การดำเนินการพยาบาล มีกิจกรรมให้ความรู้และให้การช่วยเหลือ ด้วยการเล่น 2 กิจกรรม และสมุดภาพการ์ตูนในเด็กวัยเรียน ระยะที่ 3 ระยะสิ้นสุดการพยาบาล เป็นระยะที่ผู้วิจัยทบทวนข้อควรปฏิบัติบางประการ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 หลังให้การพยาบาลเสร็จสิ้น ครั้งที่ 2 หลังให้การพยาบาลแล้ว 1 เดือน ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการทดสอบที</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลองพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ได้รับโปรแกรมการพยาบาลแบบระบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยกิจกรรมการเล่นสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ผลการวิจัยนี้ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมที่นำมาใช้กับเด็กวัยเรียนจะช่วยส่งเสริมให้เด็กวัยเรียนป้องกันโรคติดเชื้อโรคไวรัสโคโรนาได้อย่างถูกต้อง</p>
2026-04-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/279854
การพัฒนาแผ่นแปะจากสารสกัดกระดูกไก่ดำและการทดสอบความพึงพอใจ ของอาสาสมัครที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบน
2026-01-13T12:31:36+07:00
นันทิกานต์ พิลาวัลย์
nthkplw@udru.ac.th
ทัดษ์อักษร บัวศรี
65040222107@udru.ac.th
สิตานันท์ นิลผาย
65040222119@udru.ac.th
ปริชาติ พันธ์ชัย
65040222120@udru.ac.th
กัญจนภรณ์ ธงทอง
kanchanaporn2727@udru.ac.th
ศิรินทิพย์ พรมเสนสา
sirintip.pr@udru.ac.th
ปภาภัสสร์ ธีระพัฒนวงศ์
paphaphat.th@udru.ac.th
เพชรรัตน์ รัตนชมภู
petcharat.ra@udru.ac.th
ศศลักษณ์ เสนสุวรรณ
sasalaksensuwan@gmail.com
<p>กระดูกไก่ดำ <em>(Justicia gendarussa</em> Burm.f.) ลักษณะลำต้นและกิ่งเป็นปล้องข้อคล้ายกระดูกไก่ มีฤทธิ์ในการต้านอักเสบ และลดอาการปวด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสารสกัดกระดูกไก่ดำเป็นแผ่นแปะเพื่อนำไปลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนและวัดระดับความพึงพอใจของอาสาสมัคร ทำการพัฒนาแผ่นแปะทั้งหมด 4 สูตร โดยใช้สารสกัดกระดูกไก่ดำที่หมักกับตัวทำละลายเอทานอล 95% ในความเข้มข้นต่างกัน จากนั้นทำการศึกษาระดับความพึงพอใจของอาสาสมัครในการใช้แผ่นแปะ โดยแบ่ง อาสาสมัคร 2 กลุ่ม โดยมีกลุ่มควบคุมการใช้แผ่นแปะยาพื้น และกลุ่มทดลองการใช้แผ่นแปะจากสารสกัดกระดูกไก่</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า แผ่นแปะยาพื้นสูตรที่ 2 ซึ่งใช้สารก่อเจลคือ HPMC 1% Gelatin 8% Glycerin 10% Tween80 0.5% Span60 0.62% Methyl 1% Menthol 1% Paraben 1% TEA 2% เป็นอัตราส่วนที่ดีที่สุด มีลักษณะทางกายภาพเป็นสีเขียว ค่า pH 8 ผลการประเมินความพึงพอใจของอาสาสมัคร ต่อแผ่นแปะยาพื้น ทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การพัฒนาแผ่นแปะจากสารสกัดกระดูกไก่ดำทั้งหมด 4 สูตร พบว่า แผ่นแปะสูตรที่ 2 ที่มีความเข้มข้นของสารสกัดที่ 1% (w/w) เป็นสูตรตำรับที่ดีที่สุด มีลักษณะเนื้อกึ่งแข็ง ไม่แยกชั้น มีสีเขียวเข้ม เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ตกตะกอน ยืดหยุ่นได้มาก จากนั้นนำไปทดสอบกับอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า ด้านการใช้งาน ด้านความปลอดภัย และด้านรูปลักษณะภายนอก มีความระดับความพึงพอใจระดับมาก</p>
2026-02-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280017
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กปฐมวัย อายุ 1-5 ปี ในจังหวัดนครราชสีมา
2026-01-21T15:37:07+07:00
ลาวรรณ ศรีสูงเนิน
cnrtee@hotmail.com
พิสิษฐ์ ศิริรักษ์
Paveesiriruk@gmail.com
คิรินทร์ ตั้งอำพรทิพย์
beckabas@gmail.com
ชัยณรงค์ ตั้งอำพรทิพย์
teecnr@gmail.com
เหมวรรณ แตงอ่อน
hamawantangon@gmail.com
ประสิทธิรักษ์ เจริญผล
krueed77@gmail.com
จุตินันท์ โตอ้น
Aei78901@gmail.com
สายพิณ อัครปัทมานนท์
SaipinAkarapathamanunth@gmail.com
<p>การวิจัยภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะทางประชากร 2) พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสม 3) ระดับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสม และ 4) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมของเด็กปฐมวัยอายุ 1-5 ปี ในจังหวัดนครราชสีมา ประชากรเป็นพ่อแม่-ผู้ปกครองของเด็กปฐมวัยอายุ 1-5 ปี ในปี 2567 มีจำนวน 165,076 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan สุ่มตัวอย่างตามระดับชั้นภูมิของอำเภอและตำบล สุ่มตัวอย่างแบบง่ายในหมู่บ้านตามเป้าหมายจำนวน 384 คน ตรวจสอบแบบสอบถามโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน หาคุณภาพของเครื่องมือโดยทดลองใช้แบบสอบถามที่มิใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาด้วยวิธีของ Cronbach มีค่าเท่ากับ 0.78 ผลการศึกษาพบว่า 1) บุคคลที่ดูแลเด็กเป็นแม่ร้อยละ 54.60 และมีโรคประจำตัวร้อยละ 28.90 พบโรคเบาหวานร้อยละ 12.70 การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายร้อยละ 31.70 อาชีพรับจ้างทั่วไปร้อยละ 35.90 รายได้ของครอบครัวเฉลี่ย 15,333.61 บาท/เดือน การเจริญเติบโตของเด็กอยู่ในภาวะสมส่วนร้อยละ 22.20 มีภาวะเริ่มอ้วน ร้อยละ 13.00 และอยู่ในภาวะอ้วนร้อยละ 11.30, 2) ในภาพรวม เด็กอายุ 1-3 ปีมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมร้อยละ 13.28 และในภาพรวม เด็กอายุ 4-5 ปี มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมร้อยละ 3.90, 3) กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมอยู่ในระดับต่ำ และ 4) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารเด็กปฐมวัยอายุ 1-5 ปี คือ อายุ การมีโรคประจำตัว ระดับการศึกษาของพ่อแม่-ผู้ปกครอง รายได้ต่อเดือน ความสัมพันธ์กับเด็กของพ่อแม่-ผู้ปกครอง จำนวนพี่น้อง การเป็นบุตรลำดับที่เท่าใดของพ่อแม่ และการเจริญเติบโตของเด็ก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 </p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280229
การศึกษาคุณภาพอากาศภายในสถานที่ทำงาน: การตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่าย การวิเคราะห์แหล่งกำเนิด และการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยของพนักงานในอาคารสำนักงาน
2026-02-02T11:57:32+07:00
ภีมภัทร จุกจันทร์
peemapat.j@hotmail.com
สราวุธ เทพานนท์
sarawut.the@mahidol.ac.th
เพลินพิศ พงษ์ประยูร
plernpis_p@hotmail.com
จุฑารัตน์ แก้วบุญชู
jutarat.kea@mahidol.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพอากาศภายในอาคารสำนักงาน วิเคราะห์แหล่งกำเนิดของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยของพนักงานในอาคารเก่า (BD1) และอาคารใหม่ (BD2) ในกรุงเทพมหานคร เก็บตัวอย่างอากาศ 5 วัน โดยใช้วิธี U.S. EPA Method TO-15 และ TO-11A วิเคราะห์ด้วย GC/MS และ HPLC วิเคราะห์แหล่งกำเนิดด้วย PMF และประเมินความเสี่ยงตาม U.S. EPA ผลการศึกษาพบว่าอาคาร BD2 มีความเข้มข้น VOCs สูงกว่าอาคาร BD1 ถึง 2.6 เท่า (403.27 เทียบกับ 153.87 µg/m³) และตรวจพบ 48 เทียบกับ 36 ชนิด แหล่งกำเนิดหลัก 3 แหล่ง คือ สารทำความสะอาด วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ไม้ และสีทาอาคาร</p> <p>การประเมินความเสี่ยงพบว่าความเสี่ยงมะเร็งอยู่ในระดับยอมรับได้ โดย Formaldehyde มีค่า LCR สูงสุด (1.4×10<sup>-5</sup> ใน BD1 และ 3.6×10<sup>-5</sup> ใน BD2) อย่างไรก็ตาม Formaldehyde ในอาคาร BD2 มีค่า HQ เท่ากับ 1.29 สูงกว่าเกณฑ์ยอมรับได้ บ่งชี้ว่าพนักงานอาจได้รับผลกระทบต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงาน การศึกษาเน้นย้ำความจำเป็นในการจัดการคุณภาพอากาศอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในอาคารใหม่ ผ่านการควบคุมแหล่งกำเนิด ปรับปรุงระบบระบายอากาศ และเลือกใช้วัสดุที่ปล่อย VOCs ต่ำ เพื่อคุ้มครองสุขภาพพนักงานตามหลักอาชีวอนามัยอย่างยั่งยืน</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280088
การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียง ในอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
2026-01-26T16:14:09+07:00
อุดมพร ทรัพย์บวร
udp12@hotmail.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียงในชุมชนและประเมินผลลัพธ์การใช้รูปแบบโดยบูรณาการความร่วมมือของภาคีเครือข่าย ใช้รูปแบบการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ขั้นตอนการวิจัยประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติการทดลองใช้ การสังเกต และการสะท้อนกลับ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียงและผู้ดูแลผู้สูงอายุจำนวน 33 ครอบครัว ในตำบลนครชัยศรีและตำบลบางกระเบา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก แบบตรวจสุขภาพช่องปาก แบบวัดระดับคราบจุลินทรีย์บนผิวฟัน และแบบวัดระดับคราบบนลิ้น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอ้างอิง Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ p=0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 5 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาบริบทของชุมชน ค้นหาผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง 2) วางแผนการดำเนินงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพของโรงพยาบาลและภาคีเครือข่ายท้องถิ่น 3) ดำเนินงานกิจกรรมการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากแก่อาสาสมัครและผู้ดูแลผู้สูงอายุ เยี่ยมบ้านตรวจสุขภาพช่องปาก เสริมพลังให้คำแนะนำและฝึกทักษะปฏิบัติจริงให้กับผู้สูงอายุและผู้ดูแลผู้สูงอายุ จัดช่องทางการประสานงานส่งต่อ และองค์กรท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณ 4) สังเกต ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และ 5) สรุปผลการดำเนินงานและสะท้อนกลับ ผลการประเมินรูปแบบฯ พบว่า พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ มีค่าเฉลี่ยระดับพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมมากขึ้นจาก 2.32±0.96 เป็น 3.57±1.02 (p<0.001) ส่วนระดับคราบจุลินทรีย์บนตัวฟันและระดับคราบบนลิ้นของผู้สูงอายุ มีค่าเฉลี่ยลดลงจาก 1.85±0.98 เป็น 0.16±0.27 (p<0.001) และ 1.80±0.39 เป็น 0.33±0.47 (p<0.001) ตามลำดับ </p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280259
ผลการฝึกกิจกรรมแบบเฉพาะเจาะจงแบบเป็นวงจร (Task-oriented Circuit Training) ต่อความสามารถด้านการทรงตัว และการเดินในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก
2026-02-03T15:07:02+07:00
เก้ากานดา เฮงบำรุง
gaogarnda@gmail.com
<p><strong>บทนำและวัตถุประสงค์:</strong> ความบกพร่องด้านการทรงตัวเป็นปัญหาสำคัญในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม การฝึกกิจกรรมแบบเฉพาะเจาะจงแบบเป็นวงจร (Task-oriented circuit training) เป็นแนวทางฟื้นฟูที่เน้นการฝึกซ้ำในกิจกรรมที่ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวัน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการฝึกดังกล่าวต่อความสามารถด้านการทรงตัว การเดิน และการดำเนินกิจวัตรประจำวันในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม (Randomized controlled trial) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 32 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 16 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม Task-oriented circuit training ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการฝึกกายภาพบำบัดแบบมาตรฐาน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ประเมินผลก่อนและหลังการทดลองด้วย Berg Balance Scale (BBS), การทดสอบ 10-Meter Walk Test (10MWT) และ Barthel Index วิเคราะห์ข้อมูลโดยปรับค่าพื้นฐานก่อนการทดลอง</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนน BBS สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean difference=7.34 คะแนน; 95%CI: 4.50-10.18; p<0.001) ความเร็วในการเดินจาก 10MWT ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (Median difference=0.045 m/s; 95%CI: 0.006-0.083; p=0.024) และคะแนน Barthel Index สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (Mean difference=2.89 คะแนน; 95%CI: 1.94-3.83; p<0.001)</p> <p><strong>สรุป:</strong> การฝึกกิจกรรมแบบเฉพาะเจาะจงแบบเป็นวงจรมีประสิทธิผลในการพัฒนาความสามารถด้านการทรงตัว การเดิน และการดำเนินกิจวัตรประจำวันในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้<br />ในงานฟื้นฟูทางคลินิกได้</p>
2026-04-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280097
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเข้ารับบริการทางทันตกรรมของหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา จังหวัดสุรินทร์: การวิเคราะห์จากเวชระเบียน
2026-01-26T21:33:18+07:00
ปวีร์ แก้ววิมลรัตน์
pravee.kae@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาอัตราการเข้ารับบริการทันตกรรมของหญิงตั้งครรภ์ที่ฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา (รพก.พนมดงรัก) และหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเข้ารับบริการทันตกรรม โดยใช้การวิเคราะห์จากเวชระเบียน กำหนดรายการข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ครั้งแรกใน รพก.พนมดงรัก ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 และเข้ารับบริการทันตกรรมที่ รพก.พนมดงรัก ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 จำนวน 189 รายการ โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ และการเข้ารับบริการทันตกรรม ด้วยสถิติ Chi-square หากละเมิดเงื่อนไขใช้สถิติ Fisher’s exact test ในการทดสอบ และหาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนครั้งที่ควรเข้ารับบริการทันตกรรมกับจำนวนครั้งที่มารับบริการทันตกรรมจริง ด้วยสถิติ Pearson’s correlation การศึกษาพบว่า หญิงตั้งครรภ์มีอัตราการรับบริการทันตกรรม ร้อยละ 35.4 โดยอายุครรภ์ที่เริ่มฝากครรภ์ จำนวนครั้งที่ได้รับการฝากครรภ์ที่ รพก.พนมดงรัก การได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากขณะตั้งครรภ์ การได้รับการนัดหมายให้เข้ารับบริการทันตกรรมระหว่างตั้งครรภ์ และการมีข้อมูลเลือดสามีหญิงตั้งครรภ์ มีความสัมพันธ์กับการเข้ารับบริการทันตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างจำนวนครั้งที่ควรเข้ารับการรักษาตามแผนการรักษาทางทันตกรรมขณะตั้งครรภ์และจำนวนครั้งที่ผู้ป่วยเข้ารับบริการทันตกรรมระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลดังกล่าวมาแล้ว สามารถต่อยอดการศึกษาเชิงปริมาณที่ลึกขึ้น เชิงคุณภาพ หรือทำโครงการเพื่อเพิ่มการเข้ารับบริการทันตกรรมของหญิงตั้งครรภ์ได้ต่อไป</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280012
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแล ต่อความรู้ ทัศนคติ และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในจังหวัดชัยภูมิ
2026-01-21T11:57:50+07:00
ไพฑูรย์ วุฒิโส
g47377267@gmail.com
อมรรัตน์ ผาละศรี
pa-mornrat@hotmail.com
สุณี เชยชัยภูมิ
g47377267@gmail.com
อิสระพงศ์ ถนัดค้า
itsarapong@cpru.ac.th
ขวัญหทัย ยิ้มละมัย
k51030976@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความรู้ ทัศนคติ และทักษะการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ในกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลผู้สูงอายุ 2) ศึกษาความรู้ ทัศนคติ และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ในกลุ่มควบคุมก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรม และ 3) เปรียบเทียบความรู้ ทัศนคติ และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในทุกอำเภอในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน กลุ่มควบคุม 30 คน สุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยมี 2 ชุด คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง และ 2) แบบสอบถามสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติทดสอบที สถิติ Fisher’s exact test และสถิติ Shapiro-Wilk test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีความรู้ ทัศนคติ และทักษะ ดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.001, 2) หลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มควบคุมมีความรู้ ทัศนคติ และทักษะไม่แตกต่างจากก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม และ 3) หลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีความรู้ ทัศนคติ และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในจังหวัดชัยภูมิ ดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.001</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280581
ปกวารสารศูนย์อนามัยที่ 9 ปีที่ 20 ฉบับที่ 3
2026-02-23T16:45:10+07:00
วารสารศูนย์อนามัยที่ 9
DoctorSinsakchon@gmail.com
2026-02-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026