https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/issue/feed วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม 2026-08-23T10:47:00+07:00 ดร.สินศักดิ์ชนม์ อุ่นพรมมี DoctorSinsakchon@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารศูนย์อนามัยที่ 9</strong> เป็นวารสารวิชาการด้านการสร้างเสริมสุขภาพ อนามัยสิ่งแวดล้อม การสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่อยู่ใน<strong>ฐานข้อมูลการอ้างอิงวารสารไทย (Thailand Citation Index - TCI) กลุ่มที่ 2 (TCI Tier 2) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572</strong></p> <p>รับบทความวิจัย (Research Articles) บทความวิชาการหรือบทความทบทวน (Review or Academic Articles) และบทความพิเศษ (Special Articles) โดยบทความวิจัยและบทความวิชาการทุกบทความ ต้องได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและประเด็นทางวิชาการของบทความ สำหรับบทความพิเศษ เป็นรูปแบบการเชิญของวารสารและไม่ต้องรับการประเมิน</p> <p><strong>วารสารใช้ระบบการประเมินบทความแบบปกปิดทั้งสองด้าน (Double-Blinded Reviews)</strong> โดย<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer-Reviewers) จากหลากหลายสถาบัน <span style="text-decoration: underline;">อย่างน้อย 2-3 ท่านต่อบทความ</span></strong> โดยผู้ส่งบทความระบุจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่ต้องการให้ประเมิน (2 หรือ 3 ท่าน) ในหนังสือนำส่งบทความเพื่อรับการพิจารณา</p> <p>วารสารใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแวนคูเวอร์ (Vancouver Style) โดยสามารถศึกษารูปแบบการอ้างอิงได้จากเอกสารคำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับ <a title="คำแนะนำสำหรับผู้เขียน" href="https://drive.google.com/file/d/1sgBVTt06wiwq2laYSa5XeYCbBuUC5tWM/view?usp=share_link">ศึกษาคำแนะนำสำหรับผู้เขียน</a></p> <p>การตีพิมพ์มีค่าใช้จ่าย<strong>บทความละ 3,500 บาท </strong>โดยชำระค่าใช้จ่ายเมื่อบทความได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์แล้ว</p> <p>วารสารตีพิมพ์ 30 บทความในแต่ละฉบับ มีกำหนดออกปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน; ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม; ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม) ในรูปแบบออนไลน์ และแบบรูปเล่ม</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/284400 ปกวารสารศูนย์อนามัยที่ 9 ปีที่ 21 ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน 2570) 2026-08-23T10:37:37+07:00 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 doctorsinsakchon@gmail.com 2026-08-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/281339 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ของนิสิตพยาบาลในยุคดิจิทัล กรณีศึกษาในสถาบันพยาบาลแห่งหนึ่ง 2026-04-02T12:50:26+07:00 ทิพย์นราภรณ์ สังข์ศรีแก้ว thipnaraporn.su@western.ac.th อรศรี สุวิมล ora.suw@gmail.com <p>การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ของนิสิตพยาบาลในยุคดิจิทัล กรณีศึกษาในสถาบันพยาบาลแห่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างคือนิสิตพยาบาล จำนวน 230 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบความรู้ แบบสอบถามการรับรู้ข้อมูลสุขภาพดิจิทัล แบบสอบถามทัศนคติ และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (KR-20 และ Cronbach’s alpha coefficient) เท่ากับ 0.85, 0.93, 0.80 และ 0.92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ การทดสอบไคสแควร์ของเพียร์สัน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ระดับการรับรู้ข้อมูลสุขภาพดิจิทัลเพื่อการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ทัศนคติในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และระดับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 84.8, 82.2, 82.2 และ 93.0 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่า การรับรู้ข้อมูลสุขภาพดิจิทัลเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (r=0.493) และทัศนคติในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (r=0.500) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ของนิสิตพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ดังนั้น การส่งเสริมการรับรู้ข้อมูลสุขภาพดิจิทัลและการพัฒนาทัศนคติที่เหมาะสมต่อการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันโรคที่เหมาะสมในนิสิตพยาบาลในยุคดิจิทัล</p> 2026-08-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/281350 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของพระสงฆ์ในจังหวัดพิษณุโลก 2026-04-02T20:52:41+07:00 มธุรส เพ็ชรดี maturos.t9@hotmail.co.th พงศ์ปณต สมบูรณ์พงษ์กิจ phongpanot.hpc2@gmail.com ธนากร ฤทธิรอน tanagamritt@gmail.com <p>การศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของพระสงฆ์ และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอายุ จำนวนพรรษา ดัชนีมวลกาย ภาวะอ้วนลงพุง การเป็นพระคิลานุปัฏฐาก กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของพระสงฆ์ในจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่างได้แก่พระสงฆ์ จำนวน 1,108 รูป ที่มีข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ครบถ้วน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาระบบ Health Temple ของกรมอนามัย ซึ่งประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติทดสอบไค-สแควร์ </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ครบ 7 ด้าน ประกอบด้วย ด้านทันตกรรม/การดูแลช่องปาก ด้านการนอนหลับอย่างเพียงพอ ด้านการมีกิจกรรมทางกาย ด้านการฉันน้ำเปล่า ด้านการลด/หลีกเลี่ยงการฉันเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ด้านการฉันผักและผลไม้สด และด้านการไม่สูบบุหรี่/ไม่สูบยาเส้น ร้อยละ 11.0 โดยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ด้านทันตกรรม ร้อยละ 89.7 และด้านที่มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์น้อยที่สุดคือ ด้านการลด/หลีกเลี่ยงการฉันเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ร้อยละ 45.0 และ 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์พระสงฆ์ของกลุ่มตัวอย่างคือ จำนวนพรรษา ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งการสร้างความรอบรู้ด้านพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม เพื่อลดการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต และส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมเพื่อส่งเสริมให้พระสงฆ์มีสุขภาพที่ดีขึ้น</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/281878 พฤติกรรมจริยธรรมของนักศึกษา วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม 2026-04-27T16:12:50+07:00 นิตยา กออิสรานุภาพ nittaya@smnc.ac.th เนาวรัตน์ สิงห์สนั่น naovarat@smnc.ac.th <p>วิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 550 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และ 2) แบบสอบถามพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาล โดยผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมจริยธรรมของนักศึกษาภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.45, SD=0.06) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านกตัญญู กตเวที มีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงสุด มีพฤติกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.58, SD=0.06) ส่วนด้านอื่นๆ มีพฤติกรรมอยู่ในระดับมาก ด้านระเบียบวินัย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.43, SD=0.06) ด้านการปฏิบัติตามหน้าที่ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.43, SD=0.25) ด้านความสามัคคี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.45, SD=0.09) ด้านความเสียสละ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.31, SD=0.27) ด้านความมีสัจจะ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.49, SD=0.06) และด้านเจตคติต่อวิชาชีพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.44, SD=0.18) ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการเรียนการสอน และนำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรฯ เพื่อพัฒนาพฤติกรรมจริยธรรมของนักศึกษา</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/281920 ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ในสตรีกลุ่มวัยทำงาน อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 2026-04-28T23:10:24+07:00 ชยาพร ฟุ้งกระโทก cph65-11@scphub.ac.th นภาพร ห่วงสุขสกุล napaporn@scphub.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง (Breast Self-Examination: BSE) และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางสังคมกับการปฏิบัติ BSE ของสตรีวัยทำงาน กลุ่มตัวอย่างคือสตรีอายุ 20–59 ปี ที่อาศัยอยู่ในอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 418 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยมีแบบสอบถามทั้งหมด 3 ส่วน ประกอบด้วย 1) ข้อมูลคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง 2) ความรอบรู้เรื่องโรคมะเร็งเต้านม และ 3) พฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเองและค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ เท่ากับ 0.84 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามพฤติกรรม เท่ากับ 0.80</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สตรีวัยทำงานส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ คิดเป็นร้อยละ 54.3 ตรวจเป็นครั้งคราวร้อยละ 45.0 และตรวจน้อยมากเพียงร้อยละ 0.7 ปัจจัยส่วนบุคคล ที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ได้แก่ สถานภาพสมรส อาชีพและความรอบรู้ด้านสุขภาพ (p&lt;0.05) ในขณะที่อายุ ระดับการศึกษา และประวัติครอบครัวที่เคยป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยทางสังคมและลักษณะส่วนบุคคลบางประการมีอิทธิพลต่อการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีวัยทำงาน ดังนั้น การพัฒนาโครงการส่งเสริมสุขภาพควรมุ่งเน้นการสร้างแรงสนับสนุนทางสังคมและการพัฒนาทักษะการตรวจที่ถูกต้อง เพื่อเพิ่มความสม่ำเสมอในการตรวจและลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมในระยะยาว</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/282041 ปัจจัยทำนายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาปฏิบัติการพยาบาลชุมชน 2 ของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม 2026-05-03T15:04:27+07:00 วริศรา ปองทอง warisara.baitoey2540@gmail.com พุทธพร อ่อนคำสี puttaporn@webmail.npru.ac.th พนิตนันท์ แซ่ลิ้ม esther@webmail.npru.ac.th ศศิมา แหลมดีกล่ำ sasimapech@webmail.npru.ac.th วรางคณา ไชยวรรณ warangkanacha@pim.ac.th <p>การวิจัยเชิงพรรณนาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และปัจจัยทำนายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาคปฏิบัติในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลชุมชน 2 ของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 จำนวน 58 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบทวิภาค โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 87.93รองลงมาคือระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 12.07 โดยปัจจัยด้านครอบครัวมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (𝑥̅=4.56, SD=0.62) รองลงมาคือปัจจัยด้านคุณภาพและกระบวนการจัดการเรียนการสอน (𝑥̅=4.54, SD=0.54) และปัจจัยด้านคุณลักษณะเฉพาะของผู้เรียน (𝑥̅=4.37, SD=0.55) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่าปัจจัยด้านคุณลักษณะเฉพาะของผู้เรียนและปัจจัยด้านครอบครัวมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.01) ขณะที่ปัจจัยด้านคุณภาพและกระบวนการจัดการเรียนการสอน ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&gt;0.05) ผลการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบทวิภาคพบว่าปัจจัยด้านคุณลักษณะเฉพาะของผู้เรียนสามารถทำนายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (OR=8639.46, p=0.031) ขณะที่ปัจจัยด้านครอบครัวและปัจจัยด้านคุณภาพและกระบวนการจัดการเรียนการสอนไม่สามารถทำนายได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาครั้งนี้สถาบันการศึกษาสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมแรงจูงใจ ความมีวินัยในตนเอง และเจตคติที่ดีต่อการเรียนควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาล</p> 2026-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/282011 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่อาศัยอยู่ในเขตชุมชนเมือง 2026-05-01T15:58:59+07:00 เพชรลดา จันทร์ศรี petlada@smnc.ac.th นิตยา กออิสรานุภาพ nittaya@smnc.ac.th วรรวิษา สำราญเนตร, พย.ม. วรรวิษา สำราญเนตร, พย.ม. wanwisa@smnc.ac.th <p>วิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่อาศัยอยู่ในเขตชุมชนเมืองและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรับประทานยา ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่อาศัยอยู่ในเขตชุมชนเมือง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษาระดับปฐมภูมิในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 88 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและความเจ็บป่วย 2) แบบประเมินการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ 3) แบบประเมินความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ และ 4) ข้อมูลที่ได้จากเวชระเบียนผู้ป่วยโดยผู้วิจัยเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 54.76 ปี มีค่าเฉลี่ยของความร่วมมือในการรับประทานยาภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=6.17, SD=1.66) และพบว่าความเพียงพอของรายได้และระยะเวลาในการรักษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับความร่วมมือในการรับประทานยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.214, p&lt;0.05 และ r=0.224, p&lt;0.05) ตามลำดับ และความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ มีความสัมพันธ์ทางลบกับความร่วมมือในการรับประทานยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=-.213, p&lt;0.05) ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานยาโดยเน้นกลุ่มที่มีรายได้ต่ำหรือระยะเวลารักษาสั้น</p> 2026-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/282837 ผลของโปรแกรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือน ของประชาชนในพื้นที่ตำบลหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร 2026-06-08T17:03:06+07:00 ธัญญลักษณ์ พาลึก tanyalak.pa67@snru.ac.th ภูวสิทธิ์ ภูลวรรณ phoowasit@snru.ac.th จรินทร์ทิพย์ ชมชายผล Ketwadee_chom@snru.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนของประชาชนในพื้นที่ตำบลหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร กลุ่มตัวอย่างจำนวน 56 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 28 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 28 คน คัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบ 2 ขั้นตอน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือน และแบบสอบถามความรู้ ความตระหนักรู้ การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Wilcoxon Signed Rank Test และ Mann-Whitney U Test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ ความตระหนักรู้ การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) ซึ่งถือได้ว่าโปรแกรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนสามารถส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการบูรณาการความรู้ ความตระหนักรู้ และแรงสนับสนุนทางสังคม ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและการฝึกปฏิบัติจริง ช่วยให้ประชาชนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการคัดแยกขยะ และการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนในระดับครัวเรือนและชุมชน</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/282616 ประสิทธิผลของกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกในการลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน ของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร 2026-05-31T14:45:37+07:00 เรวดี สร้อยสนธิ์ revadee.so67@snru.ac.th นำพร อินสิน numporn@snru.ac.th ศศิวรรณ ทัศนเอี่ยม sasiwan@snru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกในการลดความเสี่ยงโรคเบาหวานของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการคัดกรองโรคเบาหวานและมีระดับน้ำตาลในเลือดระหว่าง 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อาศัยอยู่ในเขตอำเภอกุสุมาลย์ จำนวน 64 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 32 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือโปรแกรมกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก ระยะเวลา 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองจะได้รับกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกในการลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และ Independent t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ประโยชน์ในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t=3.43, p=0.001, t=6.99, p&lt;0.001 และ t=3.81, p&lt;0.001 ตามลำดับ) ส่วนคะแนนเฉลี่ยการรับรู้อุปสรรคในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน และระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t=-7.74, p&lt;0.001 และ t=-3.48, p&lt;0.001 ตามลำดับ) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการเรียนรู้เชิงรุกสามารถส่งเสริมการรับรู้และพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม รวมทั้งช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/282516 ปัจจัยที่มีผลต่อการมาฝากครรภ์ครั้งแรกหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ในหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลมหาสารคาม 2026-05-26T10:04:09+07:00 กัญยา ทูลธรรม kanya@smnc.ac.th นิตยา อามาตยบัณฑิต Arnittaya@gmail.com <p>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมาฝากครรภ์ครั้งแรกหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์และอัตราการมาฝากครรภ์ครั้งแรกหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ในหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงตั้งครรภ์อายุ 18 ปีขึ้นไปที่มาฝากครรภ์ครั้งแรกที่โรงพยาบาลมหาสารคามในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 จำนวน 145 ราย โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ และการมาฝากครรภ์ครั้งแรกหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ด้วยสถิติ Chi-square test หากละเมิดเงื่อนไขใช้สถิติ Fisher’s exact test ในการทดสอบ และและวิเคราะห์หลายตัวแปรโดยใช้สถิติ Logistic regression กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ p-value&lt;0.05 การศึกษาพบว่า อัตราการมาฝากครรภ์ครั้งแรกหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ในหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลมหาสารคาม เท่ากับร้อยละ 20.00 และปัจจัยที่มีผลต่อการมาฝากครรภ์ครั้งแรกหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ คือ ความเพียงพอของรายได้และรายจ่ายของครอบครัวต่อเดือน (aOR 0.063, 95%CI 0.009-0.442, p=0.005) ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปต่อยอดการศึกษาเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่ลึกขึ้น และทำโครงการเพื่อส่งเสริมการมาฝากครรภ์ครั้งแรกภายใน 12 สัปดาห์ต่อไป</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/282677 ประสิทธิผลของการบำบัดทางจิตสังคมต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติก: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ 2026-06-02T16:54:45+07:00 ชัยวัฒน์ วันช่วย chaiwatrama014809@gmail.com สุดาพร สถิตยุทธการ sudaporn.st@chula.ac.th <p>การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบของการบำบัดทางจิตสังคมและสังเคราะห์ผลลัพธ์ของการบำบัดทางจิตสังคมต่ออาการออทิสติกในเด็กออทิสติก สืบค้นงานวิจัยจากฐานข้อมูล PubMed, CINAHL Complete, ClinicalKey for Nursing, ScienceDirect และ ProQuest ในช่วงปี ค.ศ. 2015-2025 โดยใช้แนวทางของสถาบันโจแอนนาบริกส์ พบงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 12 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบคัดกรองงานวิจัย แบบประเมินคุณภาพ และแบบสกัดข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการแสดงค่าความถี่และร้อยละ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การบำบัดทางจิตสังคม แบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1) การบำบัดโดยครอบครัวมีส่วนร่วม 2) การพัฒนาทักษะทางสังคมและการสื่อสาร และ 3) การบำบัดผ่านกิจกรรมทางกายและกิจกรรมสร้างสรรค์ โปรแกรมส่วนใหญ่มีขั้นตอนคล้ายคลึงกัน คือ การประเมินก่อนการบำบัด การดำเนินกิจกรรม และการติดตามผล ผลลัพธ์ทางคลินิกพบว่า ผลลัพธ์หลัก ได้แก่ 1) ความรุนแรงของอาการออทิสติกโดยรวม จำนวน 6 จาก 8 เรื่อง (ร้อยละ 75.00) รายงานว่าอาการลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ทักษะด้านสังคมและการสื่อสาร จำนวน 10 จาก 11 เรื่อง (ร้อยละ 90.91) มีพัฒนาการดีขึ้น และ 3) พฤติกรรมซ้ำๆ จำนวน 5 จาก 6 เรื่อง (ร้อยละ 83.33) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผลลัพธ์รอง พบว่า ความเครียดของผู้ปกครอง คุณภาพชีวิตครอบครัว พฤติกรรมการปรับตัว การนอนหลับ พัฒนาการด้านภาษา และทักษะการคิดเชิงบริหารมีแนวโน้มดีขึ้น ดังนั้น การบำบัดทางจิตสังคมมีแนวโน้มช่วยลดอาการออทิสติก ควรนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลและการดูแลเด็กออทิสติก โดยเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวและการบำบัดในบริบทชีวิตจริง</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/282581 ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพต่อการปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษา ของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จังหวัดอุบลราชธานี 2026-05-29T12:40:50+07:00 เพ็ญศรี จิตต์จันทร์ phenjit989@gmail.com ณัฐนวียาน์ จิตต์จันทร์ ora_2516@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพต่อการปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษาของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-4 จำนวน 50 ราย คัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด และจับคู่ให้มีความคล้ายคลึงกันแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพตามแนวคิดของเพนเดอร์ จำนวน 8 สัปดาห์ กิจกรรมประกอบด้วยการให้ความรู้เรื่องโรคไตเรื้อรัง การช่วยลดปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษา การพัฒนาทักษะในการเลือกและปรุงอาหาร การจำกัดน้ำดื่ม การรับประทานยาและการติดตามเยี่ยมบ้าน กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Independent t-test และ Paired-t test โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มทดลอง (Mean=78.28, SD=1.45) มีค่าเฉลี่ยคะแนนการปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษาสูงกว่ากลุ่มควบคุม (Mean=47.52, SD=2.95) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ &lt;0.001 ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-4 มีการปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษา ซึ่งจะช่วยชะลอการเสื่อมของไตและชะลอเวลาในการบำบัดทดแทนไตได้</p> 2026-09-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/282983 ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามการรับรู้ของนักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2026-06-11T23:14:14+07:00 พรนภา รัตนพันธ์ Name@Email.com ชลธิชา ยังวารี Name@Email.com ชุติมา พลาหาญ Name@Email.com พันธาคุณ ขันศรี Name@Email.com ศศิธร ปัททุม Name@Email.com สมิตานัน ภูษา Name@Email.com สวรส นามวงษา Name@Email.com ณรงค์กร ชัยวงศ์ narongkorn_chai54@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามการรับรู้ของนักศึกษาและ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามการรับรู้ของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 1-4 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 125 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบสอบถามการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียน และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามการรับรู้ของนักศึกษา ได้ค่าความเที่ยงของเครื่องมือ เท่ากับ 0.95 และ 0.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีระดับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.05, SD=0.50) และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามการรับรู้อยู่ในระดับมาก (Mean=3.56, SD=0.62) และ 2) การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามการรับรู้ของนักศึกษาอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (r=0.56, p&lt;0.001)</p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนมีบทบาทสำคัญ ต่อการส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ดังนั้น สถาบันการศึกษาควรสนับสนุน และส่งเสริมการใช้ อย่างมีวิจารณญาณและจริยธรรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนรู้และศักยภาพของผู้เรียนให้ดียิ่งขึ้น</p> 2026-09-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/283280 ปัจจัยแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 2026-06-25T13:04:44+07:00 เกศรา โชคนำชัยสิริ siri.ketsara@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง จำนวน 215 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.899 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.50, SD=0.524) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านปริมาณงาน รองลงมาคือ ด้านเวลาในการทำงาน และด้านค่าใช้จ่าย สำหรับปัจจัยแรงจูงใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.38, SD=0.515) โดยด้านความสำเร็จของงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ปัจจัยค้ำจุนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.43, SD=0.519) โดยด้านความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นมีค่าเฉลี่ยสูงสุด นอกจากนี้ ปัจจัยแรงจูงใจมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิภาพในการทำงานในระดับสูงมาก (r=0.804) และปัจจัยค้ำจุนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิภาพในการทำงานในระดับสูงมาก (r=0.818) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การส่งเสริมแรงจูงใจในการทำงานและการพัฒนาปัจจัยค้ำจุนภายในองค์กร โดยเฉพาะด้านความสำเร็จของงาน ความรับผิดชอบ การได้รับการยอมรับนับถือและความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร จะช่วยสนับสนุนให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> 2026-09-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/283364 ปัญหาของชุมชนในการดูแลและช่วยเหลือเด็กที่ได้รับประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ ตำบลชานุมาน อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ 2026-06-30T23:36:35+07:00 มงคลฤทธิ์ มณีเลิศ mmongkolrit@gmail.com ไพรินทร์ ยอดสุบัน pairin.yod@mahidol.ac.th ชฎารัตน์ สุขสิริวรรณ chadarat.suk@mahidol.ac.th <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาของชุมชนในการดูแลและช่วยเหลือเด็กที่ได้รับประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ ระยะเวลาศึกษา 1 เดือน ผู้ให้ข้อมูลเลือกแบบเจาะจงจำนวน 59 คน ประกอบด้วย 6 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ดูแลในครอบครัวเด็กที่ได้รับประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครูโรงเรียนประถมศึกษา องค์กรท้องที่ และแกนนำภาคประชาชน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการศึกษาเอกสารและข้อมูลทุติยภูมิ การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบปัญหาใน 5 มิติ ดังนี้ 1) ด้านสังคม ได้แก่ เด็กเข้าไม่ถึงสิทธิ์หรือสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ชุมชนขาดระบบสนับสนุนทางสังคม เด็กขาดโอกาสทางการศึกษา การตีตราทางสังคมและทัศนคติเชิงลบ และครอบครัวมีความเปราะบาง 2) ด้านสุขภาพ ได้แก่ ชุมชนขาดระบบการดูแลปัญหาสุขภาพจิตเด็ก ขาดระบบการคัดกรองและเฝ้าระวังที่ต่อเนื่อง ขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง และเด็กมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม 3) ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ครอบครัวมีความยากจน มีภาระหนี้สิน ขาดความมั่นคงทางอาชีพ และขาดเงินทุนในการประกอบอาชีพ 4) ด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ สภาพที่อยู่อาศัยแออัดและไม่เหมาะสมต่อการเลี้ยงดูเด็ก ขาดพื้นที่สร้างสรรค์และปลอดภัย และ 5) ด้านการเมืองการปกครอง ได้แก่ ขาดนโยบายและแผนงานที่ชัดเจนในระดับท้องถิ่น ขาดการบูรณาการในการทำงาน มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ กฎหมาย และขาดกลไกการกำกับติดตามผล ข้อค้นพบนี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่ชุมชนต้องบูรณาการความร่วมมือ พัฒนาศักยภาพกลไกในพื้นที่ และจัดตั้งระบบการดูแลและช่วยเหลือเด็กที่ได้รับประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่อย่างยั่งยืน</p> 2026-09-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/283375 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพและความร่วมมือในการใช้ยา ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลชุมชน จังหวัดสกลนคร 2026-07-01T18:36:23+07:00 ประริเนตร เดชวรวาทิน prarinet82558@gmail.com เวหา เกษมสุข weha.kas@mahidol.ac.th อิสรีย์ฐิกา ชัยสวัสดิ์ จันทร์ส่องสุข isareethika.jay@mahidol.edu ไพรินทร์ ยอดสุบัน Pairin.yod@mahidol.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 310 คน ที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลอากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร กำหนดขนาดตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power 3.1.9.2 และคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และแบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยา (Morisky Medication Adherence Scale: MMAS-8) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ 48.60±9.51 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยความร่วมมือในการใช้ยา 5.78±1.74 คะแนน 2) ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความร่วมมือในการใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.355, p&lt;0.001) และ 3) องค์ประกอบความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้ง 6 ด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความร่วมมือในการใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยด้านการตัดสินใจมีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r=0.377, p&lt;0.001) รองลงมา คือ การจัดการตนเอง (r=0.360, p&lt;0.001) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ดังนั้น หน่วยบริการสุขภาพควรพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะทักษะการตัดสินใจและการจัดการตนเอง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ยาและสนับสนุนการควบคุมโรคเบาหวานอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-09-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/283290 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความภาคภูมิใจในตนเอง และความผูกพันต่อชุมชน ในการปฏิบัติงานฉุกเฉิน ของอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ที่ปฏิบัติงานในจังหวัดนครปฐม 2026-06-26T10:37:09+07:00 ปัณณทัต พุทธรักษา punnathat0099@gmail.com สิรีธร ทองนุช Sireethorn@scphkk.ac.th พนมพร แก้วมูล Dek_c666e@hotmail.co.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความภาคภูมิใจในตนเองและความผูกพันต่อชุมชน การปฏิบัติงานฉุกเฉิน ของอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ที่ปฏิบัติงานในจังหวัดนครปฐม และศึกษา ความภาคภูมิใจในตนเองและความผูกพันต่อชุมชนที่มีความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติงานฉุกเฉินของอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ที่ปฏิบัติงานในจังหวัดนครปฐม โดยเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 159 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 63 ปีสูงสุด รายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากที่สุด 5,001-12,000 บาท ระดับการศึกษามากที่สุด ไม่ได้เรียนหนังสือ ระยะเวลาในการปฏิบัติงานฉุกเฉิน สูงสุด 30 ปี และต่ำสุด 2 ปี ความภาคภูมิใจในตนเอง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.35), ความผูกพันต่อชุมชน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=3.90) ความสัมพันธ์ระหว่างความภาคภูมิใจในตนเองกับการปฏิบัติงานฉุกเฉิน (r=0.519) มีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันต่อชุมชนกับการปฏิบัติงานฉุกเฉิน (r=0.563) มีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> 2026-09-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/282693 ความรู้และสมรรถนะการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง จังหวัดบุรีรัมย์ 2026-06-03T17:22:31+07:00 เพ็ญพิศ นุกูลสวัสดิ์ penpis.nu@gmail.com ธัญญาสิริ ธันยสวัสดิ์ thanyasiri140955@gmail.com <p>การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้และสมรรถนะการใช้ยาอย่างสมเหตุผลของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างคำนวณโดยใช้โปรแกรม G*Power กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ค่าอำนาจการทดสอบเท่ากับ 0.80 และค่าขนาดอิทธิพล 0.30 ได้กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 111 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความรู้และแบบสอบถามสมรรถนะการใช้ยาอย่างสมเหตุผล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1-4 มีระดับความรู้มีคะแนนเฉลี่ย อยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=3.43, SD=0.53) และสมรรถนะการใช้ยาอย่างสมเหตุผลอยู่ในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.29, SD=0.81) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างชั้นปี พบว่า ระดับความรู้และสมรรถนะไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ความรู้และสมรรถนะการใช้ยาอย่างสมเหตุผลมีความสัมพันธ์ทางบวกในทุกชั้นปีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.865, p&lt;0.01) โดยเฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ปีที่ 3 และปีที่ 4 ซึ่งมีความสัมพันธ์ในระดับสูง สะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรสามารถพัฒนาสมรรถนะด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลของนักศึกษาได้ในระดับสูงและมีความสม่ำเสมอทุกชั้นปี แต่ยังควรเสริมสร้างความรู้เชิงลึก ควบคู่กับการฝึกคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจทางคลินิก เนื่องจากความรู้มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับสมรรถนะ การพัฒนาความรู้จึงมีแนวโน้มที่จะส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับสมรรถนะในการใช้ยาอย่างสมเหตุผลของนักศึกษาพยาบาล ซึ่งจะนำไปสู่การดูแลผู้ป่วยที่ปลอดภัยและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น</p> 2026-09-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/283131 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันการใช้พืชกระท่อมในนักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี 2026-06-19T11:56:24+07:00 อนุตา วรรณฑา anuta1146@gmail.com รัชนี สิงสถาน ratchanee251145@gmail.com สิริสุดา วงษ์ใหญ่ sirisuda@scphub.ac.th คณัฐวุฒิ หลวงเทพ kanatthawut@scphub.ac.th <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งแบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ทัศนคติ และพฤติกรรมป้องกันการใช้พืชกระท่อมในนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม และ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันการใช้พืชกระท่อม กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาที่กำลังศึกษาในวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวนทั้งสิ้น 207 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามด้วยตนเองรูปแบบ Google form วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงได้แก่ พรรณนาร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานได้แก่ Chi-square test และ Spearman’s correlation กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 (p&lt;0.05)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมป้องกันการใช้พืชกระท่อมของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดมโดยภาพรวมมีพฤติกรรมป้องกันการใช้พืชกระท่อมอยู่ในระดับสูงมาก โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันการใช้พืชกระท่อม ได้แก่ สาขาวิชาที่กำลังศึกษา (p&lt;0.05) การถูกชักชวนให้ใช้พืชกระท่อม (p&lt;0.05) ความรู้เกี่ยวกับพืชกระท่อม (p&lt;0.05) คะแนนอยู่ในระดับปานกลางการมีความรู้ที่ถูกต้องต่อการใช้พืชกระท่อมก็จะมีผลทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อการใช้พืชกระท่อม ทัศนคติ คือ การรับรู้โอกาสเสี่ยง (p&lt;0.05) การรับรู้ความรุนแรง (p&lt;0.05) และการรับรู้ประโยชน์ในการป้องกัน (p&lt;0.05) เกิดจากการขาดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลกระทบของพืชกระท่อมในระยะยาว หรืออาจเกิดจากการที่บางคนยังไม่เคยมีประสบการณ์กับผลกระทบทางอารมณ์โดยตรงจากการใช้พืชกระท่อม</p> <p>ข้อเสนอแนะควรนำปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ ได้แก่ ความรู้ ทัศนคติและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ไปใช้ในการพัฒนาโปรแกรม และออกแบบการศึกษาในรูปแบบของการศึกษากึ่งทดลองเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พืชกระท่อมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพต่อไป</p> 2026-09-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม