https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/issue/feed
วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
2026-03-12T17:28:26+07:00
ดร.สินศักดิ์ชนม์ อุ่นพรมมี
DoctorSinsakchon@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารศูนย์อนามัยที่ 9</strong> เป็นวารสารวิชาการด้านการสร้างเสริมสุขภาพ อนามัยสิ่งแวดล้อม การสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่อยู่ใน<strong>ฐานข้อมูลการอ้างอิงวารสารไทย (Thailand Citation Index - TCI) กลุ่มที่ 2 (TCI Tier 2) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572</strong></p> <p>รับบทความวิจัย (Research Articles) บทความวิชาการหรือบทความทบทวน (Review or Academic Articles) และบทความพิเศษ (Special Articles) โดยบทความวิจัยและบทความวิชาการทุกบทความ ต้องได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและประเด็นทางวิชาการของบทความ สำหรับบทความพิเศษ เป็นรูปแบบการเชิญของวารสารและไม่ต้องรับการประเมิน</p> <p><strong>วารสารใช้ระบบการประเมินบทความแบบปกปิดทั้งสองด้าน (Double-Blinded Reviews)</strong> โดย<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer-Reviewers) จากหลากหลายสถาบัน <span style="text-decoration: underline;">อย่างน้อย 2-3 ท่านต่อบทความ</span></strong> โดยผู้ส่งบทความระบุจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่ต้องการให้ประเมิน (2 หรือ 3 ท่าน) ในหนังสือนำส่งบทความเพื่อรับการพิจารณา</p> <p>วารสารใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแวนคูเวอร์ (Vancouver Style) โดยสามารถศึกษารูปแบบการอ้างอิงได้จากเอกสารคำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับ <a title="คำแนะนำสำหรับผู้เขียน" href="https://drive.google.com/file/d/1sgBVTt06wiwq2laYSa5XeYCbBuUC5tWM/view?usp=share_link">ศึกษาคำแนะนำสำหรับผู้เขียน</a></p> <p>การตีพิมพ์มีค่าใช้จ่าย<strong>บทความละ 3,500 บาท </strong>โดยชำระค่าใช้จ่ายเมื่อบทความได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์แล้ว</p> <p>วารสารตีพิมพ์ 30 บทความในแต่ละฉบับ มีกำหนดออกปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน; ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม; ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม) ในรูปแบบออนไลน์ และแบบรูปเล่ม</p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278207
ผลของโปรแกรมการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจ ต่อความตั้งใจในการเลิกดื่มสุราในผู้ป่วยติดสุรา
2025-10-09T20:43:47+07:00
ศิริญพร บุสหงษ์
sirinporn@bcnsp.ac.th
เกษราภรณ์ เคนบุปผา
kedsaraporn@bcnsp.ac.th
โปรยทิพย์ สันตะพันธุ์
proithip_nurse@live.com
เพ็ญพักตร์ โอสถศรี
phenpak_nui@hotmail.com
จิราภรณ์ คำทา
jira.khumtha@gmail.com
<p>การศึกษาแบบกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่มวัดซ้ำนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจต่อความตั้งใจในการเลิกดื่มสุราในผู้ป่วยติดสุรา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยชาย อายุ 19-59 ปี ได้รับการวินิจฉัยโรคติดสุรา จำนวน 60 คน รับไว้รักษาในกลุ่มงานการพยาบาลจิตเวช สุรา และสารเสพติด โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ แบ่งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เก็บข้อมูลเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2568 เครื่องมือวิจัยมี 3 ส่วน ดังนี้ 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินความตั้งใจในการเลิกดื่มสุรา มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.93 และ 3) โปรแกรมการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจต่อความตั้งใจในการเลิกดื่มสุรา จำนวน 6 กิจกรรม ระยะเวลา 2 สัปดาห์ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.94 กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจต่อความตั้งใจในการเลิกดื่มสุรา กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวน 2 ทางแบบวัดซ้ำ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจต่อความตั้งใจในการเลิกดื่มสุรา มีคะแนนเฉลี่ยความตั้งใจในการเลิกดื่มสุราเพิ่มขึ้นชัดเจนในระยะก่อนการทดลองสู่ระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผล 2 สัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F=273.43, p<0.001) และพบว่า คะแนนความตั้งใจเลิกดื่มของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมโดยรวม (F=13.55, p<0.001) โปรแกรมฯ ดังกล่าวมีประสิทธิผลช่วยให้ผู้ป่วยติดสุรามีแรงจูงใจสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพในทางที่ดีขึ้น สามารถเลิกดื่มสุราได้ถาวรและลดการกลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาล </p>
2026-01-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278018
บทบาทของครอบครัวในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมกับเด็กวัยรุ่น
2025-09-30T22:38:55+07:00
ทิพย์นภา สาวันดี
tipnapa335@gmail.com
ธีรนุช ยินดีสุข
oohyinde74@gmail.com
ตรูตา มีธรรม
trutameetham@gmail.com
กมลชนก ไกรดิษฐ์
kamon.knote@gmail.com
ปภัสพร พันธ์จูม
paphatporn.p@rtu.ac.th
สุพิตรา เศลวัตนะกุล
supitra.s@rtu.ac.th
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาสถานการณ์บทบาทของครอบครัวในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมกับเด็กวัยรุ่น และวิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขของบทบาทของครอบครัวต่อการมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมกับเด็กวัยรุ่น โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมายครอบครัวไทย จำนวน 30 ราย รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า บทบาทหลักของครอบครัวในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กวัยรุ่น 6 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การเป็นแบบอย่างและผู้นำ ผู้ปกครองที่มีพฤติกรรมการออกกำลังกายเป็นประจำจะส่งผลให้เด็กวัยรุ่นเกิดการเลียนแบบ และสนใจในกิจกรรมทางกายมากขึ้น 2) การสนับสนุนและจูงใจ การให้กำลังใจที่เน้นกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์และการให้อิสระในการเลือกกิจกรรมส่งผลต่อการสร้างแรงจูงใจภายในที่ยั่งยืน 3) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคมให้เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย 4) การให้ความรู้และการศึกษา การให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์และความปลอดภัยในการออกกำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเข้าใจและแรงจูงใจ 5) การจัดการข้อจำกัดและอุปสรรค ครอบครัวที่ประสบความสำเร็จจะหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์และมีความยืดหยุ่น และ 6) การปรับตัวในยุคเทคโนโลยี การผสมผสานเทคโนโลยีกับกิจกรรมทางกายอย่างสร้างสรรค์สามารถเพิ่มความสนใจของเด็กวัยรุ่นได้</p> <p><strong>ผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้</strong> บทบาทครอบครัวในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมกับเด็กวัยรุ่นมีดังนี้ การพัฒนาตนเองเป็นแบบอย่าง การสร้างแผนกิจกรรมครอบครัว การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย การให้การสนับสนุนที่สมดุล และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ สำหรับสถานศึกษาและชุมชน ควรพัฒนาหลักสูตรการศึกษาครอบครัว จัดกิจกรรมครอบครัว และสร้างเครือข่ายครอบครัว</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278288
การพัฒนาแนวทางการมีส่วนร่วมในการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์
2025-10-14T15:33:41+07:00
วิชัย เจริญสุข
chai.charonesook@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการมีส่วนร่วมในการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ทำการศึกษาระหว่างธันวาคม 2565-พฤศจิกายน 2567 กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม 1) ภาคีเครือข่ายสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ 33 คน คัดเลือกแบบเจาะจง 2) อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ 75 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และ 3) ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 178 คน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ คือสถิติเชิงพรรณนา และการเปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพทำการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการมีส่วนร่วมในการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ที่พัฒนาขึ้น PARTICARE Model 6 องค์ประกอบ 1) การมีส่วนร่วม 2) การประเมินสภาพและความต้องการ 3) การพัฒนาและเสริมพลังอาสาสมัคร 4) การดูแลแบบทีมสหวิชาชีพ 5) การดำเนินงานและบูรณาการในชุมชน และ 6) การสะท้อนผล หลังการพัฒนาพบว่า อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุมีคะแนนเฉลี่ยการดูแลระยะยาว และการมีส่วนร่วมในการดูแลรยะยาวมากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.001) และผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตสูงกว่าก่อนการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.001) ดังนั้นกระบวนการดำเนินงานจากการเตรียมการ การพัฒนาแนวทางและศักยภาพและความรู้ของอาสาสมัครดูแล การนำแนวทางไปใช้จริงในพื้นที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงให้ได้รับการดูแลต่อเนื่อง ติดตามและประเมินผลสามารถเพิ่มคุณภาพการดูแลระยะยาว และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในพื้นที่</p>
2026-01-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278389
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะทางประชากรกับความตั้งใจคงอยู่ในงาน ของผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุในระบบการดูแลระยะยาวระดับชุมชนของประเทศไทย
2025-10-20T14:05:00+07:00
เฉลิมวุฒิ จันทรสวัสดิ์
chalermwut.ch@gmail.com
อวิรุทธ์ สิงห์กุล
awirut@yala.ac.th
อัญชลี พงศ์เกษตร
anpongkaset@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคุณลักษณะประชากรกับความตั้งใจคงอยู่ในงานของผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (Care manager: CM) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ CM ที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรของกรมอนามัย และปฏิบัติงานในระบบ Long-term care อย่างน้อย 2 ปี จำนวน 277 คน จาก 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศ โดยสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลในเดือนเมษายน 2568 ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ข้อคำถามมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 0.67-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Independent t-test และ One-way ANOVA ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เพศ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกันมีผลต่อความตั้งใจคงอยู่ในงานที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเพศชาย มีความตั้งใจคงอยู่ในงาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.14, SD=0.67) สูงกว่าเพศหญิง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.77, SD=0.68) (t=2.540, p=0.012) ผู้ที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี มีความตั้งใจคงอยู่ในงาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.12, SD=0.62) สูงกว่าผู้ที่มีระดับปริญญาตรีหรือต่ำกว่า (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.74, SD=0.69) (t=-3.520, p<0.001) และผู้ที่มีรายได้ต่อเดือน 50,000 บาทขึ้นไป มีความตั้งใจคงอยู่ในงานสูงกว่ากลุ่มรายได้น้อยกว่า (F=3.154, p=0.025) ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ในการวางแผนกลยุทธ์เพื่อธำรงรักษา CM โดยเฉพาะการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษา ความก้าวหน้าในสายงาน ค่าตอบแทน และการจัดหาวัสดุอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและความตั้งใจคงอยู่ในงานอย่างยั่งยืน</p>
2026-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278434
ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะน้ำหนักเกินของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
2025-10-22T01:46:49+07:00
เขมิกา ณภัทรเดชานนท์
khemika9279@gmail.com
ภัควรินทร์ ภัทรศิริสมบูรณ์
phakwarin.ph@cpru.ac.th
วิภารัตน์ นิสาภัย
w_nisapai@hotmail.com
<p>ปัจจุบันภาวะน้ำหนักเกินในกลุ่มเยาวชนและนักศึกษามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตในระยะยาว การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะน้ำหนักเกินของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 214 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพจิต ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 และแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ ร้อยละ 77.6 ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 89.3 ไม่ออกกำลังกาย ร้อยละ 51.9 เคยสูบบุหรี่ ร้อยละ 5.10 เคยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 59.3 มีระดับสุขภาพจิตเท่ากับคนทั่วไป ร้อยละ 41.6 มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 89.8 ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะน้ำหนักเกินของนักศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ (β=0.199, p<0.004) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของภาวะน้ำหนักเกินได้ร้อยละ 3.9 (R<sup>²</sup>=0.039, p<0.05)</p> <p>ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพัฒนากิจกรรมและมาตรการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกิน โดยอาจพิจารณาความแตกต่างระหว่างเพศในการออกแบบโปรแกรม เช่น จัดกิจกรรมหรือแนวทางให้เหมาะสมกับเพศของนักศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมในกลุ่มนักศึกษา</p>
2026-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278484
ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพตนเอง ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับบริการสุขภาพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
2025-10-24T11:54:17+07:00
ณัฏฐากุล บึงมุม
natthakul@rtu.ac.th
สร้อย อนุสรณ์ธีรกุล
soianu@kku.ac.th
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับบริการสุขภาพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 82 ราย โดยใช้แบบสอบถามความรู้ ทดสอบด้วยค่าคูเดอร์-ริชาร์ดสันได้เท่ากับ 0.82 แบบสอบถามทัศนคติและพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ทดสอบด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้เท่ากับ 0.73 และ 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับดี ทัศนคติและพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพรายด้าน พบว่าด้านการจัดการสุขภาพและการพัฒนาทางจิตสังคมอยู่ในระดับดี ส่วนด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น อยู่ในระดับปานกลาง และพบว่าความรู้มีความสัมพันธ์ทางบวกกับทัศนคติ และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพด้านการจัดการสุขภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.318, p<0.01 และ r=0.262, p<0.05 ตามลำดับ) แต่ความรู้และทัศนคติไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในภาพรวมและรายด้านอื่น ๆ</p> <p>สรุป ทัศนคติและพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมยังอยู่ในระดับปานกลาง สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดในการนำความรู้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรม จึงเป็นข้อมูลสนับสนุนการจัดทำโปรแกรมการส่งเสริมทัศนคติและพฤติกรรมต่อไป</p>
2026-01-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278670
ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับในกลุ่มเสี่ยง อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร
2025-11-03T16:16:58+07:00
วิชา ไชยรา
wicha.sugarbee@gmail.com
กาญจนา วงษ์สวัสดิ์
kanjana_v@snru.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง โดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพการป้องกันพยาธิใบไม้ตับในกลุ่มเสี่ยง กลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มเสี่ยงพยาธิใบไม้ตับอายุระหว่าง 40-59 ปี อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร จำนวน 72 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 36 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับในกลุ่มเสี่ยง ระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน พิสัยระหว่างคลอไทล์ วิเคราะห์ข้อมูลสถิติอนุมาน ได้แก่ การเปรียบเทียบข้อมูลภายในกลุ่ม ใช้สถิติ Wilcoxon signed-rank test การเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างกลุ่ม ใช้สถิติ Mann-Whitney U test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การเปรียบเทียบภายในกลุ่ม กลุ่มทดลอง ก่อนและหลังทดลอง การรับรู้โอกาสเสี่ยง (z=-4.499, p-value<0.001) effect size=0.75 การรับรู้ความรุนแรง (z=-5.040, p-value<0.001) effect size=0.84 การรับรู้ประโยชน์การป้องกันและรักษาโรค (z=-3.911, p-value<0.001) effect size=0.65 การรับรู้อุปสรรค (z=-3.738, p-value<0.001) effect size=0.62 และพฤติกรรมการป้องกันโรค (z=-4.379, p-value<0.001) effect size=0.73 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ค่าขนาดอิทธิพล(effect size) มีขนาดใหญ่ ผลของการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันพยาธิใบไม้ตับในกลุ่มเสี่ยงมีประสิทธิภาพสามารถเพิ่มการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรค ควรนำโปรแกรมดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นที่มีกลุ่มเสี่ยงพยาธิใบไม้ตับ</p>
2026-02-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278689
การมีส่วนร่วมของชุมชนในการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคไวรัสโคโรนา 19 (COVID-19)
2025-11-04T11:34:12+07:00
อัมราภรณ์ ภู่ระย้า
ning20047@gmail.com
สมศักดิ์ โทจำปา
Somsakth@outlook.com
ศิริกนก กลั่นขจร
Sirikanokk@nu.ac.th
รุ่งทิวา บุญประคม
roongtivab@nu.ac.th
กิตติศักดิ์ คำภีระ
kittisakk@nu.ac.th
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 19 ใน ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ผู้ร่วมวิจัยคือบุคคลสำคัญในชุมชนรวม 50 คน และตัวแทนสมาชิกในครอบครัว 100 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามคุณลักษณะส่วนบุคคล และแบบสอบถามเกี่ยวกับโรคฯ ประกอบด้วย แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคฯ (ค่าความเชื่อมั่น 0.85) แบบสอบถามการรับรู้ความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคฯ (ค่าความเชื่อมั่น 0.89) และแบบสอบถามพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคฯ (ค่าความเชื่อมั่น 0.92) แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม และแบบสังเกต การวิจัยดำเนินการ 2 ระยะ ช่วงเดือนสิงหาคม 2564-มกราคม 2565 แต่ละระยะใช้ 4 ขั้นตอนคือ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ก่อนการพัฒนา ชุมชนมีปัญหาหลักคือประชาชนขาดความรู้เกี่ยวกับโรคฯ ขาดการรับรู้ความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคฯ มีพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคฯ ที่ไม่เหมาะสม 2) กิจกรรมการพัฒนา มุ่งเน้นไปที่การให้ความรู้ การสร้างการรับรู้ความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคฯ การพัฒนาพฤติกรรมการมีส่วนร่วมฯ และ 3) ภายหลังการพัฒนาพบว่า บุคคลสำคัญและตัวแทนสมาชิกในครอบครัวมีคะแนนเฉลี่ยทั้งด้านความรู้เกี่ยวกับโรคฯ การรับรู้ความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคฯ และพฤติกรรมการป้องกันโรคฯสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001)</p>
2026-01-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278735
ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการรับประทานอาหารของประชาชนวัยทำงาน ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านยวนแหล ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
2025-11-06T13:25:32+07:00
ภากร ช่วยสกุล
jameshpc11@hotmail.com
สุพัชชา ขับกล่อมส่ง
supatcha.kub@stou.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการรับประทานอาหาร และภาวะโภชนาการ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ และทัศนคติ กับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการรับประทานอาหาร กับภาวะโภชนาการของประชาชนวัยทำงานในเขตพื้นที่รับผิดชอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านยวนแหล ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช</p> <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง ประชากรคือประชาชนวัยทำงาน จำนวน 3,207 คน กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตรของเครซี่และมอร์แกน ได้จำนวน 394 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคสแควร์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=0.64, SD=0.14) ทัศนคติเกี่ยวกับการรับประทานอาหารอยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.81, SD=0.42) พฤติกรรมการรับประทานอาหารอยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.77, SD=0.43) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีดัชนีมวลกาย อยู่ในระดับปกติ ร้อยละ 40.92 ในขณะที่มีดัชนีมวลกายอยู่ในระดับน้ำหนักเกินและอ้วน ร้อยละ 59.90 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีรอบเอวอยู่ในระดับปกติ ร้อยละ 50.51 ในขณะที่มีรอบเอวเกินมาตรฐาน ร้อยละ 49.49 2) ระดับการศึกษา ความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) อายุ สถานภาพสมรส และอาชีพ มีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายและรอบเอว ในขณะที่ระดับการศึกษาและทัศนคติเกี่ยวกับการรับประทานอาหารมีความสัมพันธ์กับรอบเอว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-02-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278952
ประสิทธิผลของสื่อวีดิทัศน์ร่วมกับการให้ความรู้แบบ D-METHOD ต่อความรู้ และการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อในลูกตาสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก
2025-11-19T11:38:58+07:00
ลัลน์ลลิต ไชยโคตร
fangyong3978@gmail.com
พรพันธ์ ดาบพิมพ์ศรี
pornpan.dab@gmail.com
นันทภรณ์ ผาใต้
porn221219@gmail.com
นันทนา สว่างดี
Kukkik00988@gmail.com
นันตพร พนมวัฒนสิทธิ์
nantaponjane@gmail.com
อนุวัฒน์ สุรินราช
aoffsurinrach@snru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้และการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อในลูกตาสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก ก่อนและหลังได้รับสื่อวีดิทัศน์ร่วมกับการให้ความรู้แบบ D-METHOD กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคต้อกระจกและได้รับการผ่าตัดต้อกระจกที่เข้ารับการรักษาหอผู้ป่วยตา โรงพยาบาลสกลนคร จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการวิจัยคือ สื่อวีดิทัศน์ร่วมกับการให้ความรู้แบบ D-METHOD แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้และการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อในลูกตาสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก และแบบประเมินความพึงพอใจต่อสื่อวีดิทัศน์ร่วมกับการให้ความรู้แบบ D-METHOD ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านเนื้อหา จำนวน 3 ท่าน ซึ่งแบบทดสอบความรู้ แบบการปฏิบัติและแบบวัดความพึงพอใจต่อสื่อวีดิทัศน์มีค่าความตรงตามเนื้อหา 0.97, 0.97 และ 1.00 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.72, 0.92 และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบ Paired t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยของความรู้การป้องกันการติดเชื้อในลูกตาสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกหลังได้รับสื่อวีดิทัศน์ร่วมกับการให้ความรู้แบบ D-METHOD (𝑥̅=14.70, SD=1.57) สูงกว่าก่อนรับสื่อ (𝑥̅=13.56, SD=1.59) และค่าเฉลี่ยของการปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อในลูกตาสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก หลังได้รับสื่อวีดิทัศน์ร่วมกับการให้ความรู้แบบ D-METHOD (𝑥̅=71.97, SD=5.28) สูงกว่าก่อนรับสื่อ (𝑥̅=69.26, SD=6.75) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-01-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278876
ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณฝนกับอุบัติการณ์ของโรคไข้ดิน ในเขตสุขภาพที่ 9 ของประเทศไทย
2025-11-14T17:18:48+07:00
รังสฤษฎ์ สุนัน
rungsarit.sunan@gmail.com
ดรุณี รอดมา
darunee.r@ptu.ac.th
นฤนาท ยืนยง
narunart.y@ptu.ac.th
อนุรักษ์ บัวแก้ว
anurack.b@ptu.ac.th
<p>โรคไข้ดิน (Melioidosis) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปริมาณฝน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงปริมาณระหว่างปริมาณฝน กับจำนวนผู้ป่วยโรคไข้ดินรายเดือน ใน 4 จังหวัดของเขตสุขภาพที่ 9 (บุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครราชสีมา และสุรินทร์) การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสัมพันธ์ในรูปแบบการวิเคราะห์อนุกรมเวลาเชิงนิเวศ (Ecological time-series analysis) โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิรายเดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ถึง ธันวาคม 2567 (84 เดือน) ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยรวบรวมจากกองระบาดวิทยา และข้อมูลปริมาณฝนจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ การวิเคราะห์ใช้แบบจำลองเชิงเส้นนัยทั่วไป (Generalized linear model) และเลือกใช้แบบจำลอง Quasi-Poisson เนื่องจากข้อมูลมีปัญหา Overdispersion (การกระจายเกินเกณฑ์) อย่างรุนแรงในทุกจังหวัด ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณฝนสูงสุด (Maximum rainfall) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับจำนวนผู้ป่วยโรคไข้ดินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในจังหวัดนครราชสีมา (p=0.002) และ จังหวัดสุรินทร์ (p=0.001) โดยเมื่อปริมาณฝนสูงสุดเพิ่มขึ้น 1 มิลลิเมตร คาดว่าจำนวนผู้ป่วยในนครราชสีมาจะเพิ่มขึ้น 0.083% และในสุรินทร์เพิ่มขึ้น 0.178% อย่างไรก็ตาม ไม่พบความสัมพันธ์เชิงสถิติในจังหวัดบุรีรัมย์ (p=0.516) และจังหวัดชัยภูมิ (p=0.794)</p> <p>ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า ปัจจัยปริมาณฝนมีผลกระทบต่อการเกิดโรคไข้ดินแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่จึงมีข้อเสนอแนะให้ใช้ข้อมูลปริมาณฝนสูงสุดเพื่อสนับสนุนระบบเตือนภัยล่วงหน้าในจังหวัดนครราชสีมาและสุรินทร์ ส่วนในบุรีรัมย์และชัยภูมิเสนอให้มีการศึกษาปัจจัยแวดล้อมอื่นเพิ่มเติม เช่น ความชื้นสัมพัทธ์หรือลักษณะทางกายภาพของดิน</p>
2026-02-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278924
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่มีผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาและสุขภาพชุมชนของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครราชสีมา
2025-11-17T19:21:40+07:00
ธัญญารัตน์ กล้ากระโทก
somebody_baby_who@hotmail.com
นครินทร์ ประสิทธิ์
nakapr@kku.ac.th
จารุกิต ยาระษี
jarukit.y@kkumail.com
วรัญญู พอดี
warunyu.p@kkumail.com
อัมภาวรรณ นนทมาตย์
beebienonthamart@gmail.com
คนธ์พงษ์ คนรู้ชินพงศ์
khonpong@scphkk.ac.th
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่มีผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาและสุขภาพชุมชนของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่าง 107 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 แบบสอบถามองค์กรแห่งการเรียนรู้ และแบบสอบถามสมรรถนะการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาและสุขภาพชุมชน ผลการศึกษาพบว่าโดยภาพรวม ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และองค์กรแห่งการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.00, SD=0.42; <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.98, SD=0.54 ตามลำดับ) ในขณะที่ สมรรถนะการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภค อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.93, SD=0.47) และตัวแปรที่สามารถร่วมกันพยากรณ์สมรรถนะการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภค ได้แก่ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะการร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (B=0.132, p=0.170) ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ (B=0.312, p<0.001) องค์กรแห่งการเรียนรู้ด้านการมีแบบแผนความคิด (B=0.155, p=0.013) และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (B=0.176, p=0.022) ได้ร้อยละ 51 (R<sup>²</sup>=0.510) ผลการศึกษายืนยันว่าทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 หลายด้านร่วมกับองค์ประกอบขององค์กรแห่งการเรียนรู้มีบทบาทสำคัญต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะที่ตอบสนองต่อบริบทการทำงานด้านสาธารณสุขในระดับปฐมภูมิ</p>
2026-02-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278929
รูปแบบความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ: การทบทวนอย่างเป็นระบบ
2025-11-17T23:16:37+07:00
นิภา ลีสุคนธ์
nipa.le@dru.ac.th
จิตรประภา รุ่งเรือง
pairat834@gmail.com
กิติพงษ์ สอนล้อม
kittsorn@kku.ac.th
พรรณี บัญชรหัตถกิจ
pannee.ban@vru.ac.th
<p>การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบความเชื่อด้านสุขภาพ ต่อการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ โดยสืบค้นบทความจากฐานข้อมูล ScienceDirect, CINAHL, PubMed, Google Scholar, Scopus และ ThaiJO ระหว่างปี พ.ศ. 2564-2568 ใช้คำสำคัญตามกรอบ PICO ได้แก่ รูปแบบความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม และผู้สูงอายุ พร้อมประเมินคุณภาพงานวิจัยตามแบบประเมินของเฮลเลอร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า จากงานวิจัยที่ผ่านการคัดกรองจำนวน 10 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ใช้กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุในชุมชน โรงพยาบาล และชมรมผู้สูงอายุ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ จีน บราซิล และเวียดนาม งานวิจัยประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (HBM) ต่อพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มพบว่า เกือบทุกงานวิจัยรายงานผลเชิงบวก ทั้งด้านความรู้ การรับรู้ความรุนแรง ความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุ และพฤติกรรมป้องกันการหกล้ม โปรแกรมที่ผสานองค์ประกอบอื่นร่วมกับ HBM เช่น การสนับสนุนทางสังคม ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้าน ช่วยเพิ่มประสิทธิผลอย่างชัดเจน กลุ่มทดลองมีคะแนนด้านพฤติกรรมและความเชื่อสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05-0.001) สอดคล้องกับผลการศึกษาต่างประเทศที่ยืนยันว่า HBM ช่วยเสริมการพึ่งตนเอง และลดความกลัวการล้มในผู้สูงอายุ</p> <p>โดยสรุป การทบทวนนี้ชี้ให้เห็นว่า การประยุกต์แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับการสนับสนุนทางสังคมและการแทรกแซงหลายปัจจัย เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาแบบจำลองการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพ และสามารถปรับใช้ได้ในบริบทชุมชนไทยอย่างเหมาะสม</p>
2026-02-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/278829
ประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคูตัน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
2025-11-12T21:44:19+07:00
นวรัตน์ จันดาวงษ์
nawarat15@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคูตัน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบสอบถามเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด มีความเชื่อมั่นระหว่าง 0.76-0.83 ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือน มกราคม-มีนาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square, Paired sample t-test และ Independent t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เรื่องโรคเบาหวานและค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-8.38, p<0.05 และ t=-15.33, p<0.05 ตามลำดับ) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=5.42, p<0.05 และ t=4.32, p<0.05 ตามลำดับ) กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าก่อนการทดลองและต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-3.30, p<0.05 และ t=-0.90, p<0.05 ตามลำดับ) และกลุ่มทดลองมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.55, SD=0.49) ระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้นี้มีประสิทธิผลที่ดี ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด จึงควรนำระบบนี้ไปใช้ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอื่นต่อไป</p>
2026-03-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/279026
ความชุกของความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์สุขภาพดิจิทัลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพ ในเครือข่ายบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ จังหวัดกาฬสินธุ์
2025-11-24T20:54:02+07:00
ทักษิณา ไมยะปัน
thaksina.m@kkumail.com
นครินทร์ ประสิทธิ์
nakapr@kku.ac.th
ณฐกร นิลเนตร
nathakon.ni@buu.ac.th
จารุกิตต์ ยาระษี
Jarukit@kkumail.com
วรัญญู พอดี
warunyu.p@kkumail.com
อัมภาวรรณ นนทมาตย์
beebienonthamart@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม ปัจจัยการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง ปัจจัยความฉลาดทางดิจิทัล และปัจจัยแรงสนับสนุนทางสังคมจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการดำเนินงานยุทธศาสตร์สุขภาพดิจิทัลของพยาบาลวิชาชีพในเครือข่ายบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 277 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องมากกว่า 0.66 และความเที่ยงของแบบสอบถามทั้งชุด เท่ากับ 0.979 ใช้สถิติพรรณนาและ Multiple logistic regression ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการดำเนินงานยุทธศาสตร์สุขภาพดิจิทัลของพยาบาลวิชาชีพในเครือข่ายบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ จังหวัดกาฬสินธุ์อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 68.95 (95%CI:63.23-74.15) และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ ได้แก่ การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมระดับสูง (AOR=3.26, 95%CI:1.73-6.15, p<0.001) ความฉลาดทางดิจิทัลด้านการรักษาอัตลักษณ์ที่ดีของตนเองระดับสูง (AOR=2.44, 95%CI:1.26-4.72, p=0.008) และด้านการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมระดับสูง (AOR=3.77, 95%CI:1.84-7.74, p<0.001) และแรงสนับสนุนทางสังคมจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน ด้านทรัพยากรระดับสูง (AOR=2.01, 95%CI:1.03-3.93, p=0.040) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การยกระดับสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในเครือข่ายบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ต้องมีการส่งเสริมและบูรณาการทั้งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาทางด้านทักษะดิจิทัลตลอดจนให้การสนับสนุนทรัพยากรที่เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมของบุคลากรในการดำเนินงานยุทธศาสตร์สุขภาพดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/279174
ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง ต่อความรู้ ผลสัมฤทธิ์รายวิชา และการรับรู้ทักษะการตัดสินใจทางคลินิก ของนักศึกษาพยาบาล
2025-12-05T00:37:27+07:00
สุกัญญา บุรวงศ์
sukunya.bw@bru.ac.th
ณรงค์กร ชัยวงศ์
narongkorn.cha@bru.ac.th
รัชนี ผิวผ่อง
ratchaneepiwpong@bru.ac.th
เพิ่มพูล บุญมี
poempool.bm@bru.ac.th
นพมาศ พัดทอง
Noppamat.pt@bru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยใช้แบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อความรู้ ผลสัมฤทธิ์รายวิชา และการรับรู้ทักษะการตัดสินใจทางคลินิกของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ที่ลงทะเบียนรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 2 จำนวน 49 คน ในปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการวิจัยเป็นสถานการณ์จำลองเสมือนจริง 8 สถานการณ์ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ผ่านทดสอบ Alpha & Beta test และลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อควบคุมให้หุ่นจำลองเสมือนจริงขั้นสูงมีการเปลี่ยนแปลงตามฉากที่กำหนด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบวัดความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง มีค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (KR-20) เท่ากับ 0.70 และแบบประเมินการรับรู้ทักษะการตัดสินใจทางคลินิก มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความแตกต่างเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติทีคู่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ผลสัมฤทธิ์รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 2 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง มีระดับคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าผลสัมฤทธิ์รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 1 ที่จัดการเรียนการสอนด้วยวิธีอื่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และการรับรู้ทักษะการตัดสินใจทางคลินิกโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 4.30 (SD=0.68)</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/279183
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ต่อพฤติกรรมการป้องกันตนเอง จากฝุ่น PM2.5 ในผู้สูงอายุตอนต้น ตำบลคำพระ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ
2025-12-05T20:19:53+07:00
ยงยุทธ์ สุพล
Nohn2556@gmail.com
อารันตี บูงอปีแน
arrantee.bun@student.mahidol.edu
ชัญญานุช ผิวขำ
chanyanuch.piw@student.mahidol.edu
ทิพย์ธารา เกษแก้ว
thiptara.ket@student.mahidol.edu
กรกวรรษ ดารุนิกร
kornkawat.dar@mahidol.edu
<p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมต่อพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 ในผู้สูงอายุตอนต้น ตำบลคำพระ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยสูตรเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยประชากร 2 กลุ่มที่ไม่อิสระต่อกัน ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 22 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 ได้ค่า IOC เท่ากับ 0.76 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วย Paired sample t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุตอนต้น ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 86.36 มีอายุระหว่าง 60-69 ปี จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ร้อยละ 50 ภายหลังได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ผู้สูงอายุตอนต้นมีความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.001) ดังนั้น โปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 ในผู้สูงอายุตอนต้น จึงควรดำเนินการเสริมสร้างความรอบรู้นี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพและลดความเสี่ยงจากฝุ่น PM2.5 ในกลุ่มผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน</p>
2026-02-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/279132
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง เพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
2025-12-02T14:23:33+07:00
วรรวิษา สำราญเนตร
wanwisa@smnc.ac.th
นิตยา กออิสรานุภาพ
nittaya@smnc.ac.th
รัตนา เสนาหนอก
rattanapeaw2512@gmail.com
<p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการที่คลินิกโรคเรื้อรัง ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองสามัคคี อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน ประกอบด้วยกิจกรรมการให้ความรู้ การเรียนรู้จากการใช้ตัวแบบ การสาธิตและฝึกทักษะการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม และการชักจูงด้วยวาจา เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.77 และ 0.72 ตามลำดับ ทำการศึกษาทั้งหมด 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนและพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม ภายหลังได้รับโปรแกรมการการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=38.86, SD=1.01) สูงกว่าก่อนก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=34.93, SD=3.42) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001)</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/279575
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์การเรียนรู้ภายใต้การใช้สถานการณ์เป็นฐาน การเรียนการสอนของนิสิตพยาบาลชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์
2025-12-29T20:36:41+07:00
นิตยา ธีรวิโรจน์
nittaya.tee@gmail.com
ธัญญาสิริ ธันยสวัสดิ์
thanyasiri140955@gmail.com
พิงค์คำ พงศ์นภารักษ์
phingkump299@gmail.com
เพ็ญพิศ นุกูลสวัสดิ์
penpis.nu@gmail.com
<p>การสอนโดยใช้สถานการณ์เป็นฐานช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาได้ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์การเรียนรู้ภายใต้การใช้สถานการณ์เป็นฐาน ในการเรียนการสอนของนิสิตพยาบาลชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง คือนักศึกษาพยาบาลปีการศึกษา 2567 จำนวน 133 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้ มีค่า Reliability เท่ากับ 0.87 แบบประเมินทัศนคติ มีค่า Reliability เท่ากับ 0.98 และแบบประเมินความพึงพอใจ มีค่า Reliability เท่ากับ 0.99</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความรู้สูงสุดคือ ด้านการใช้ยาความเสี่ยงสูง High alert drug เขียนไว้ในใบ MAR ข้างขวดยา ก่อนเตรียมยาทุกครั้ง ร้อยละ100 ด้านทัศนคติมีคะแนนสูงสุดได้แก่ การแสดงพฤติกรรมเคารพให้เกียรติผู้อื่น (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.78, SD=0.56) และความพึงพอใจสูงสุด ด้านอาจารย์คอยแนะนำและสาธิตได้อย่างเข้าใจ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.62, SD=0.65) ผู้สนับสนุนการเรียน มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับผู้ที่มีอิทธิพลในการเรียนเป็นพยาบาล (r=0.34, p<0.01) และทัศนคติ มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับความพึงพอใจ (r=0.96, p<0.01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-03-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/279333
บทบาทของลูกจ้างระดับบริหารในการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในโรงพยาบาล
2025-12-15T15:12:59+07:00
สิทธิชัย สิทธิชัย สิงห์สุ
sittichai.s@ptu.ac.th
พีรณัฐ ผลวิชา
peeranat.p@ptu.ac.th
สุรัตน์ สุขประเสริฐ
surat.s@ptu.ac.th
พิทยา ไพบูลย์ศิริ
pittaya.p@ptu.ac.th
จิดาภา รมยะมาลี
jidapa.r@ptu.ac.th
นิลุบล วินิจสร
nilubon.w@ptu.ac.th
วริยา เคนทวาย
wiriya.ke@ksu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของลูกจ้างระดับบริหารในการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในโรงพยาบาล และเพื่อศึกษาแนวทางในการการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในในโรงพยาบาล</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า บทบาทของลูกจ้างระดับผู้บริหารในการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในโรงพยาบาลเป็นหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด โดยมีเป้าหมายให้องค์กรและพนักงานในโรงพยาบาลมีสุขภาพที่ดี มีความปลอดภัยในการทำงาน และแนวทางในการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในโรงพยาบาลพื้นฐานที่ดี ซึ่งประกอบด้วย การมีนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ชัดเจนจากผู้บริหาร กำหนดหน้าที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยในการทำงานของทุกคน กำหนดแผนงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มีการนำแผนงานไปปฏิบัติ มีการตรวจติดตามประเมินผล มีการปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาระบบการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยอย่างต่อเนื่อง</p> <p>ทั้งนี้การทำหน้าที่อย่างเคร่งครัดของผู้บริหารในการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และองค์กรมีการประยุกต์ใช้ แนวทางการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานในสถานประกอบกิจการในโรงงานพยาบาลที่ดี จะช่วยให้องค์กร ลดปัญหาด้านการเกิดอุบัติเหตุ อุบัติการณ์ และการเจ็บป่วยจากการทำงานของพนักงานในโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-02-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/279813
การพัฒนาห้องปลอดฝุ่นสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยในพื้นที่เขตเมือง
2026-01-11T11:22:02+07:00
เกศรา โชคนำชัยสิริ
siri.ketsara@gmail.com
สมบูรณ์ ศรีภู่
sirapatsornphabat@gmail.com
<p>ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเขตเมืองมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย การพัฒนาห้องปลอดฝุ่นมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและปรับปรุงห้องปลอดฝุ่นในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เพื่อลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก วิธีจัดทำห้องปลอดฝุ่น 1) การวางแผนและเลือกสถานที่ตามเกณฑ์มาตรฐาน 2) ปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อลดแหล่งกำเนิดฝุ่นทั้งภายในและภายนอก 3) ติดตั้งระบบฟอกอากาศ และเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ 4) จัดอบรมให้ความรู้แก่ครูพี่เลี้ยง ผู้ดูแลเด็ก และผู้ปกครอง และ 5) การประเมินผลผ่านการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก การทดสอบความรู้ และการเฝ้าระวังสุขภาพเด็ก</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ด้านความรู้ ผู้เข้าร่วมการอบรมมีคะแนนความรู้หลังการอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=13.17, SD=1.71) สูงกว่าก่อนการอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=10.04, SD=1.81) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05, 2) ด้านความพึงพอใจ พบว่าผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยมีความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ร้อยละ 68.4, 3) ด้านคุณภาพอากาศ พบว่าค่าเฉลี่ยของค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ภายในอาคารลดลงอย่างชัดเจน จาก 15.5 µq/m<sup>3</sup> เหลือเพียง 4.2 µq/m<sup>3 </sup>ภายหลังการปรับปรุงห้องปลอดฝุ่น และ 4) ด้านสุขภาพเด็ก พบว่าอัตราการเกิดอาการที่เกี่ยวเนื่องกับฝุ่นละอองภายใน 1 เดือน ลดลงจากร้อยละ 40.2 เหลือร้อยละ 38.2 และในรอบ 1 สัปดาห์ลดลงจาก ร้อยละ 34 เหลือร้อยละ 31 นอกจากนี้ อัตราการไปพบแพทย์และหยุดรักษาตามแพทย์แนะนำลดลง ร้อยละ 10.2</p>
2026-03-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม