วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal <p><strong>วารสารศูนย์อนามัยที่ 9</strong> เป็นวารสารวิชาการด้านการสร้างเสริมสุขภาพ อนามัยสิ่งแวดล้อม การสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่อยู่ใน<strong>ฐานข้อมูลการอ้างอิงวารสารไทย (Thailand Citation Index - TCI) กลุ่มที่ 2 (TCI Tier 2) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572</strong></p> <p>รับบทความวิจัย (Research Articles) บทความวิชาการหรือบทความทบทวน (Review or Academic Articles) และบทความพิเศษ (Special Articles) โดยบทความวิจัยและบทความวิชาการทุกบทความ ต้องได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและประเด็นทางวิชาการของบทความ สำหรับบทความพิเศษ เป็นรูปแบบการเชิญของวารสารและไม่ต้องรับการประเมิน</p> <p><strong>วารสารใช้ระบบการประเมินบทความแบบปกปิดทั้งสองด้าน (Double-Blinded Reviews)</strong> โดย<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer-Reviewers) จากหลากหลายสถาบัน <span style="text-decoration: underline;">อย่างน้อย 2-3 ท่านต่อบทความ</span></strong> โดยผู้ส่งบทความระบุจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่ต้องการให้ประเมิน (2 หรือ 3 ท่าน) ในหนังสือนำส่งบทความเพื่อรับการพิจารณา</p> <p>วารสารใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแวนคูเวอร์ (Vancouver Style) โดยสามารถศึกษารูปแบบการอ้างอิงได้จากเอกสารคำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับ <a title="คำแนะนำสำหรับผู้เขียน" href="https://drive.google.com/file/d/1sgBVTt06wiwq2laYSa5XeYCbBuUC5tWM/view?usp=share_link">ศึกษาคำแนะนำสำหรับผู้เขียน</a></p> <p>การตีพิมพ์มีค่าใช้จ่าย<strong>บทความละ 3,500 บาท </strong>โดยชำระค่าใช้จ่ายเมื่อบทความได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์แล้ว</p> <p>วารสารตีพิมพ์ 30 บทความในแต่ละฉบับ มีกำหนดออกปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน; ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม; ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม) ในรูปแบบออนไลน์ และแบบรูปเล่ม</p> th-TH <p>บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ประกฎในวารสารศูนย์อนามัยที่ 9 เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน&nbsp;บรรณาธิการ คณะผู้จัดทำ และศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา (เจ้าของ) ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย&nbsp;ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง&nbsp;</p> <p>ผลการพิจารณาของกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิถือเป็นที่สิ้นสุด คณะบรรณาธิการวารสารฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจแก้ไขข้อความให้ถูกต้องตามหลักภาษาและมีความเหมาะสม</p> <p>กองบรรณาธิการวารสารฯ ขอสงวนสิทธิ์มิให้นำเนื้อหาใด ๆ ของบทความ หรือข้อคิดเห็นใด ๆ ของผลการประเมินบทความในวารสารฯ ไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการ อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารศูนย์อนามัยที่ 9</p> DoctorSinsakchon@gmail.com (ดร.สินศักดิ์ชนม์ อุ่นพรมมี) DoctorSinsakchon@gmail.com (ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา) Sun, 14 Jun 2026 09:50:16 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปกวารสารศูนย์อนามัยที่ 9 ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280581 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280581 Mon, 23 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการพยาบาลแบบระบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยกิจกรรมการเล่นต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/279874 <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รูปแบบหนึ่งกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กวัยเรียนที่กำลังศึกษาประถมศึกษาปีที่ 4-6 ทั้งหมด โรงเรียนค่ายลูกเสือดงยาง ตำบลสวนกล้วย อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี จำนวน 48 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ได้รับโปรแกรมตามคู่มือการให้การพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้แก่เด็กวัยเรียนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ใช้เวลา 150 นาที ขั้นตอนการพยาบาล ดังนี้ ระยะที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพ ระยะที่ 2 การดำเนินการพยาบาล มีกิจกรรมให้ความรู้และให้การช่วยเหลือ ด้วยการเล่น 2 กิจกรรม และสมุดภาพการ์ตูนในเด็กวัยเรียน ระยะที่ 3 ระยะสิ้นสุดการพยาบาล เป็นระยะที่ผู้วิจัยทบทวนข้อควรปฏิบัติบางประการ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 หลังให้การพยาบาลเสร็จสิ้น ครั้งที่ 2 หลังให้การพยาบาลแล้ว 1 เดือน ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการทดสอบที</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลองพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ได้รับโปรแกรมการพยาบาลแบบระบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยกิจกรรมการเล่นสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ผลการวิจัยนี้ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมที่นำมาใช้กับเด็กวัยเรียนจะช่วยส่งเสริมให้เด็กวัยเรียนป้องกันโรคติดเชื้อโรคไวรัสโคโรนาได้อย่างถูกต้อง</p> วัลทณี นาคศรีสังข์, นงนุช เสือพูมี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/279874 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแผ่นแปะจากสารสกัดกระดูกไก่ดำและการทดสอบความพึงพอใจ ของอาสาสมัครที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/279854 <p>กระดูกไก่ดำ <em>(Justicia gendarussa</em> Burm.f.) ลักษณะลำต้นและกิ่งเป็นปล้องข้อคล้ายกระดูกไก่ มีฤทธิ์ในการต้านอักเสบ และลดอาการปวด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสารสกัดกระดูกไก่ดำเป็นแผ่นแปะเพื่อนำไปลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนและวัดระดับความพึงพอใจของอาสาสมัคร ทำการพัฒนาแผ่นแปะทั้งหมด 4 สูตร โดยใช้สารสกัดกระดูกไก่ดำที่หมักกับตัวทำละลายเอทานอล 95% ในความเข้มข้นต่างกัน จากนั้นทำการศึกษาระดับความพึงพอใจของอาสาสมัครในการใช้แผ่นแปะ โดยแบ่ง อาสาสมัคร 2 กลุ่ม โดยมีกลุ่มควบคุมการใช้แผ่นแปะยาพื้น และกลุ่มทดลองการใช้แผ่นแปะจากสารสกัดกระดูกไก่</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า แผ่นแปะยาพื้นสูตรที่ 2 ซึ่งใช้สารก่อเจลคือ HPMC 1% Gelatin 8% Glycerin 10% Tween80 0.5% Span60 0.62% Methyl 1% Menthol 1% Paraben 1% TEA 2% เป็นอัตราส่วนที่ดีที่สุด มีลักษณะทางกายภาพเป็นสีเขียว ค่า pH 8 ผลการประเมินความพึงพอใจของอาสาสมัคร ต่อแผ่นแปะยาพื้น ทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การพัฒนาแผ่นแปะจากสารสกัดกระดูกไก่ดำทั้งหมด 4 สูตร พบว่า แผ่นแปะสูตรที่ 2 ที่มีความเข้มข้นของสารสกัดที่ 1% (w/w) เป็นสูตรตำรับที่ดีที่สุด มีลักษณะเนื้อกึ่งแข็ง ไม่แยกชั้น มีสีเขียวเข้ม เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ตกตะกอน ยืดหยุ่นได้มาก จากนั้นนำไปทดสอบกับอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า ด้านการใช้งาน ด้านความปลอดภัย และด้านรูปลักษณะภายนอก มีความระดับความพึงพอใจระดับมาก</p> นันทิกานต์ พิลาวัลย์, ทัดษ์อักษร บัวศรี, สิตานันท์ นิลผาย, ปริชาติ พันธ์ชัย, กัญจนภรณ์ ธงทอง, ศิรินทิพย์ พรมเสนสา, ปภาภัสสร์ ธีระพัฒนวงศ์, เพชรรัตน์ รัตนชมภู, ศศลักษณ์ เสนสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/279854 Mon, 23 Feb 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กปฐมวัย อายุ 1-5 ปี ในจังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280017 <p>การวิจัยภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะทางประชากร 2) พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสม 3) ระดับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสม และ 4) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมของเด็กปฐมวัยอายุ 1-5 ปี ในจังหวัดนครราชสีมา ประชากรเป็นพ่อแม่-ผู้ปกครองของเด็กปฐมวัยอายุ 1-5 ปี ในปี 2567 มีจำนวน 165,076 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan สุ่มตัวอย่างตามระดับชั้นภูมิของอำเภอและตำบล สุ่มตัวอย่างแบบง่ายในหมู่บ้านตามเป้าหมายจำนวน 384 คน ตรวจสอบแบบสอบถามโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน หาคุณภาพของเครื่องมือโดยทดลองใช้แบบสอบถามที่มิใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาด้วยวิธีของ Cronbach มีค่าเท่ากับ 0.78 ผลการศึกษาพบว่า 1) บุคคลที่ดูแลเด็กเป็นแม่ร้อยละ 54.60 และมีโรคประจำตัวร้อยละ 28.90 พบโรคเบาหวานร้อยละ 12.70 การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายร้อยละ 31.70 อาชีพรับจ้างทั่วไปร้อยละ 35.90 รายได้ของครอบครัวเฉลี่ย 15,333.61 บาท/เดือน การเจริญเติบโตของเด็กอยู่ในภาวะสมส่วนร้อยละ 22.20 มีภาวะเริ่มอ้วน ร้อยละ 13.00 และอยู่ในภาวะอ้วนร้อยละ 11.30, 2) ในภาพรวม เด็กอายุ 1-3 ปีมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมร้อยละ 13.28 และในภาพรวม เด็กอายุ 4-5 ปี มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมร้อยละ 3.90, 3) กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมอยู่ในระดับต่ำ และ 4) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารเด็กปฐมวัยอายุ 1-5 ปี คือ อายุ การมีโรคประจำตัว ระดับการศึกษาของพ่อแม่-ผู้ปกครอง รายได้ต่อเดือน ความสัมพันธ์กับเด็กของพ่อแม่-ผู้ปกครอง จำนวนพี่น้อง การเป็นบุตรลำดับที่เท่าใดของพ่อแม่ และการเจริญเติบโตของเด็ก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 </p> ลาวรรณ ศรีสูงเนิน, พิสิษฐ์ ศิริรักษ์, คิรินทร์ ตั้งอำพรทิพย์, ชัยณรงค์ ตั้งอำพรทิพย์, เหมวรรณ แตงอ่อน, ประสิทธิรักษ์ เจริญผล, จุตินันท์ โตอ้น, สายพิณ อัครปัทมานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280017 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาคุณภาพอากาศภายในสถานที่ทำงาน: การตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่าย การวิเคราะห์แหล่งกำเนิด และการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยของพนักงานในอาคารสำนักงาน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280229 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพอากาศภายในอาคารสำนักงาน วิเคราะห์แหล่งกำเนิดของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยของพนักงานในอาคารเก่า (BD1) และอาคารใหม่ (BD2) ในกรุงเทพมหานคร เก็บตัวอย่างอากาศ 5 วัน โดยใช้วิธี U.S. EPA Method TO-15 และ TO-11A วิเคราะห์ด้วย GC/MS และ HPLC วิเคราะห์แหล่งกำเนิดด้วย PMF และประเมินความเสี่ยงตาม U.S. EPA ผลการศึกษาพบว่าอาคาร BD2 มีความเข้มข้น VOCs สูงกว่าอาคาร BD1 ถึง 2.6 เท่า (403.27 เทียบกับ 153.87 µg/m³) และตรวจพบ 48 เทียบกับ 36 ชนิด แหล่งกำเนิดหลัก 3 แหล่ง คือ สารทำความสะอาด วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ไม้ และสีทาอาคาร</p> <p>การประเมินความเสี่ยงพบว่าความเสี่ยงมะเร็งอยู่ในระดับยอมรับได้ โดย Formaldehyde มีค่า LCR สูงสุด (1.4×10<sup>-5</sup> ใน BD1 และ 3.6×10<sup>-5</sup> ใน BD2) อย่างไรก็ตาม Formaldehyde ในอาคาร BD2 มีค่า HQ เท่ากับ 1.29 สูงกว่าเกณฑ์ยอมรับได้ บ่งชี้ว่าพนักงานอาจได้รับผลกระทบต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงาน การศึกษาเน้นย้ำความจำเป็นในการจัดการคุณภาพอากาศอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในอาคารใหม่ ผ่านการควบคุมแหล่งกำเนิด ปรับปรุงระบบระบายอากาศ และเลือกใช้วัสดุที่ปล่อย VOCs ต่ำ เพื่อคุ้มครองสุขภาพพนักงานตามหลักอาชีวอนามัยอย่างยั่งยืน</p> ภีมภัทร จุกจันทร์, สราวุธ เทพานนท์, เพลินพิศ พงษ์ประยูร, จุฑารัตน์ แก้วบุญชู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280229 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียง ในอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280088 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียงในชุมชนและประเมินผลลัพธ์การใช้รูปแบบโดยบูรณาการความร่วมมือของภาคีเครือข่าย ใช้รูปแบบการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ขั้นตอนการวิจัยประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติการทดลองใช้ การสังเกต และการสะท้อนกลับ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียงและผู้ดูแลผู้สูงอายุจำนวน 33 ครอบครัว ในตำบลนครชัยศรีและตำบลบางกระเบา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก แบบตรวจสุขภาพช่องปาก แบบวัดระดับคราบจุลินทรีย์บนผิวฟัน และแบบวัดระดับคราบบนลิ้น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอ้างอิง Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ p=0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 5 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาบริบทของชุมชน ค้นหาผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง 2) วางแผนการดำเนินงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพของโรงพยาบาลและภาคีเครือข่ายท้องถิ่น 3) ดำเนินงานกิจกรรมการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากแก่อาสาสมัครและผู้ดูแลผู้สูงอายุ เยี่ยมบ้านตรวจสุขภาพช่องปาก เสริมพลังให้คำแนะนำและฝึกทักษะปฏิบัติจริงให้กับผู้สูงอายุและผู้ดูแลผู้สูงอายุ จัดช่องทางการประสานงานส่งต่อ และองค์กรท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณ 4) สังเกต ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และ 5) สรุปผลการดำเนินงานและสะท้อนกลับ ผลการประเมินรูปแบบฯ พบว่า พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ มีค่าเฉลี่ยระดับพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมมากขึ้นจาก 2.32±0.96 เป็น 3.57±1.02 (p&lt;0.001) ส่วนระดับคราบจุลินทรีย์บนตัวฟันและระดับคราบบนลิ้นของผู้สูงอายุ มีค่าเฉลี่ยลดลงจาก 1.85±0.98 เป็น 0.16±0.27 (p&lt;0.001) และ 1.80±0.39 เป็น 0.33±0.47 (p&lt;0.001) ตามลำดับ </p> อุดมพร ทรัพย์บวร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280088 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลการฝึกกิจกรรมแบบเฉพาะเจาะจงแบบเป็นวงจร (Task-oriented Circuit Training) ต่อความสามารถด้านการทรงตัว และการเดินในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280259 <p><strong>บทนำและวัตถุประสงค์:</strong> ความบกพร่องด้านการทรงตัวเป็นปัญหาสำคัญในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม การฝึกกิจกรรมแบบเฉพาะเจาะจงแบบเป็นวงจร (Task-oriented circuit training) เป็นแนวทางฟื้นฟูที่เน้นการฝึกซ้ำในกิจกรรมที่ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวัน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการฝึกดังกล่าวต่อความสามารถด้านการทรงตัว การเดิน และการดำเนินกิจวัตรประจำวันในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม (Randomized controlled trial) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 32 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 16 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม Task-oriented circuit training ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการฝึกกายภาพบำบัดแบบมาตรฐาน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ประเมินผลก่อนและหลังการทดลองด้วย Berg Balance Scale (BBS), การทดสอบ 10-Meter Walk Test (10MWT) และ Barthel Index วิเคราะห์ข้อมูลโดยปรับค่าพื้นฐานก่อนการทดลอง</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนน BBS สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean difference=7.34 คะแนน; 95%CI: 4.50-10.18; p&lt;0.001) ความเร็วในการเดินจาก 10MWT ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (Median difference=0.045 m/s; 95%CI: 0.006-0.083; p=0.024) และคะแนน Barthel Index สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (Mean difference=2.89 คะแนน; 95%CI: 1.94-3.83; p&lt;0.001)</p> <p><strong>สรุป:</strong> การฝึกกิจกรรมแบบเฉพาะเจาะจงแบบเป็นวงจรมีประสิทธิผลในการพัฒนาความสามารถด้านการทรงตัว การเดิน และการดำเนินกิจวัตรประจำวันในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้<br />ในงานฟื้นฟูทางคลินิกได้</p> เก้ากานดา เฮงบำรุง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280259 Mon, 06 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเข้ารับบริการทางทันตกรรมของหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา จังหวัดสุรินทร์: การวิเคราะห์จากเวชระเบียน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280097 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาอัตราการเข้ารับบริการทันตกรรมของหญิงตั้งครรภ์ที่ฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา (รพก.พนมดงรัก) และหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเข้ารับบริการทันตกรรม โดยใช้การวิเคราะห์จากเวชระเบียน กำหนดรายการข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ครั้งแรกใน รพก.พนมดงรัก ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 และเข้ารับบริการทันตกรรมที่ รพก.พนมดงรัก ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 จำนวน 189 รายการ โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ และการเข้ารับบริการทันตกรรม ด้วยสถิติ Chi-square หากละเมิดเงื่อนไขใช้สถิติ Fisher’s exact test ในการทดสอบ และหาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนครั้งที่ควรเข้ารับบริการทันตกรรมกับจำนวนครั้งที่มารับบริการทันตกรรมจริง ด้วยสถิติ Pearson’s correlation การศึกษาพบว่า หญิงตั้งครรภ์มีอัตราการรับบริการทันตกรรม ร้อยละ 35.4 โดยอายุครรภ์ที่เริ่มฝากครรภ์ จำนวนครั้งที่ได้รับการฝากครรภ์ที่ รพก.พนมดงรัก การได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากขณะตั้งครรภ์ การได้รับการนัดหมายให้เข้ารับบริการทันตกรรมระหว่างตั้งครรภ์ และการมีข้อมูลเลือดสามีหญิงตั้งครรภ์ มีความสัมพันธ์กับการเข้ารับบริการทันตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) และไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างจำนวนครั้งที่ควรเข้ารับการรักษาตามแผนการรักษาทางทันตกรรมขณะตั้งครรภ์และจำนวนครั้งที่ผู้ป่วยเข้ารับบริการทันตกรรมระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลดังกล่าวมาแล้ว สามารถต่อยอดการศึกษาเชิงปริมาณที่ลึกขึ้น เชิงคุณภาพ หรือทำโครงการเพื่อเพิ่มการเข้ารับบริการทันตกรรมของหญิงตั้งครรภ์ได้ต่อไป</p> ปวีร์ แก้ววิมลรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280097 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมเสริมพลังผู้สูงอายุในการดูแลเด็กปฐมวัยต่อการรับรู้ศักยภาพ การดูแล และพฤติกรรมสุขภาพของเด็กปฐมวัยในครอบครัวข้ามรุ่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280312 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองโดยใช้แบบแผนการวิจัยสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมพลังผู้สูงอายุในการดูแลเด็กปฐมวัยต่อการรับรู้ศักยภาพการดูแลของผู้ดูแลและพฤติกรรมสุขภาพของเด็กปฐมวัยในครอบครัวข้ามรุ่น กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่เป็นผู้ดูแลเด็กปฐมวัยในครอบครัว จำนวน 72 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 36 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม 8 สัปดาห์ ประกอบด้วย 4 โมดูล ได้แก่ 1) การเรียนรู้พัฒนาการเด็กผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ 2) การสาธิตและฝึกปฏิบัติทักษะการส่งเสริมพัฒนาการ 3) การสวมบทบาทสถานการณ์ และ 4) การวางแผนการดูแลหลานประจำวัน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินการรับรู้ศักยภาพการดูแลเด็กปฐมวัย และแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพของเด็กปฐมวัย ได้ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือตามสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ 0.93 และ 0.96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทีเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลอง และระหว่างกลุ่ม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ศักยภาพการดูแลเด็กปฐมวัยสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) และเด็กปฐมวัยที่ได้รับการดูแลจากผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001)</p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมเสริมพลังผู้สูงอายุเป็นแนวทางที่มีประสิทธิผลในการพัฒนาสมรรถนะการดูแลเด็กปฐมวัยและส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของเด็กในครอบครัวข้ามรุ่น ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพยาบาลชุมชนและการดูแลสุขภาพเด็กปฐมวัยในบริบทสังคมสูงวัยได้อย่างเหมาะสม</p> สุมาลา สว่างจิต, ณรงค์กร ชัยวงศ์, ณิชาภัทร มณีพันธ์, เวียงพิงค์ ทวีพูน, จักรกริช สนิทพจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280312 Tue, 19 May 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแล ต่อความรู้ ทัศนคติ และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในจังหวัดชัยภูมิ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280012 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความรู้ ทัศนคติ และทักษะการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ในกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลผู้สูงอายุ 2) ศึกษาความรู้ ทัศนคติ และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ในกลุ่มควบคุมก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรม และ 3) เปรียบเทียบความรู้ ทัศนคติ และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในทุกอำเภอในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน กลุ่มควบคุม 30 คน สุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยมี 2 ชุด คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง และ 2) แบบสอบถามสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติทดสอบที สถิติ Fisher’s exact test และสถิติ Shapiro-Wilk test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีความรู้ ทัศนคติ และทักษะ ดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt;0.001, 2) หลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มควบคุมมีความรู้ ทัศนคติ และทักษะไม่แตกต่างจากก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม และ 3) หลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีความรู้ ทัศนคติ และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในจังหวัดชัยภูมิ ดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt;0.001</p> ไพฑูรย์ วุฒิโส, อมรรัตน์ ผาละศรี, สุณี เชยชัยภูมิ, อิสระพงศ์ ถนัดค้า, ขวัญหทัย ยิ้มละมัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280012 Tue, 05 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันสำหรับดูแลมารดาหลังคลอด ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280323 <p>การวิจัยแบบวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโมบายแอปพลิเคชันสำหรับการดูแลมารดาหลังคลอดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย และ 2) ศึกษาประสิทธิผลและความพึงพอใจของผู้ใช้งาน กลุ่มตัวอย่างคือ มารดาหลังคลอดในจังหวัดสกลนคร จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้น แบบทดสอบความรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาแสดงผลเป็นค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลองด้วยค่าที (Paired t-test) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุ 21-30 ปี คิดเป็นร้อยละ 40 ระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 90 อาชีพรับจ้างทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 40 ความพึงพอใจต่อการพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันสำหรับดูแลมารดาหลังคลอดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการตรงความต้องการของผู้ใช้โปรแกรม โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.49±0.60) 2) ด้านการทำงานตามฟังก์ชันการทำงานโดยรวม อยู่ในระดับพึงพอใจมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.67±0.50) และ 3) ด้านเนื้อหาโดยรวม อยู่ในระดับพึงพอใจมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.74±0.48) และการศึกษาความพึงพอใจต่อการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับผู้ดูแลสุขภาพมารดาและทารกหลังคลอดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย โดยรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ภายหลังการใช้แอปพลิเคชันกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> สุวัลยา ศิริศิลป์, ชฎาพร ศรีสถาน, อนรรฆอร จิตต์เจริญธรรม, เพ็ญศิริ จันทร์แอ, จุฑาทิพย์ ศิริศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280323 Tue, 26 May 2026 00:00:00 +0700 ความฉลาดทางดิจิทัลและการบริหารความเปลี่ยนแปลงที่มีผล ต่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในจังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280565 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความฉลาดทางดิจิทัลและการบริหารความเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ในผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างคือผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 175 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุเชิงเส้นแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมีระดับความฉลาดทางดิจิทัล การบริหารความเปลี่ยนแปลง และองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ความฉลาดทางดิจิทัล และการบริหารความเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์ระดับสูงกับองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.715 และ r=0.786 ตามลำดับ, p&lt;0.001) ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุเชิงเส้นแบบขั้นตอนพบว่า ความฉลาดทางดิจิทัลด้านการใช้โปรแกรมดิจิทัลเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับงานประจำ การบริหารความเปลี่ยนแปลงด้านกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลง และด้านการสร้างวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลง สามารถร่วมกันพยากรณ์องค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ร้อยละ 68.1 (R<sup>2</sup>=0.681)</p> <p>ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัลและการบริหารความเปลี่ยนแปลงของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการกำหนดแนวทางพัฒนาผู้บริหาร เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้และยกระดับระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิอย่างยั่งยืน</p> ปิรันดร์ อานุภาพ, นพรัตน์ เสนาฮาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280565 Thu, 28 May 2026 00:00:00 +0700 คุณภาพชีวิตและปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุในสังคมสูงวัย จังหวัดจันทบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280644 <p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุในสังคมสูงวัย จังหวัดจันทบุรี กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 398 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามเขตการปกครองทั้ง 10 อำเภอ และสุ่มอย่างง่ายภายในแต่ละอำเภอจากผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบประเมินคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกฉบับย่อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 78.89) มีอายุอยู่ในช่วง 60-69 ปี (ร้อยละ 80.90) อายุเฉลี่ย 66 ปี (SD=5.32) การศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 46.98) สถานภาพสมรส (ร้อยละ 54.27) อาชีพรับจ้างทั่วไป (ร้อยละ 29.15) มีรายได้มากกว่า 5,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 45.98) คุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 79.40) มีค่าเฉลี่ย 3.37 (SD=0.84) โดยด้านสิ่งแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านจิตใจ ด้านสัมพันธภาพทางสังคม และด้านสุขภาพกายตามลำดับ ปัญหาสุขภาพพบว่า ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 77.39) ที่พบบ่อยที่สุดคือโรคความดันโลหิตสูง รองลงมาคือโรคเบาหวานร่วมกับโรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง ปัญหาสุขภาพ อื่น ๆ ที่พบ ได้แก่ อาการชาปลายมือปลายเท้า อาการปวดเมื่อย และการนอนไม่หลับ</p> <p>ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย หน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง ควรพัฒนาโปรแกรมและส่งเสริมการดูแลสุขภาพกายของผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง เช่น การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัย การป้องกันและควบคุมโรคเรื้อรัง และการฟื้นฟูสมรรถภาพ เป็นต้น เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้ดียิ่งขึ้น</p> ภัควรินทร์ ภัทรศิริสมบูรณ์, ณัฐรดา แฮคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280644 Sun, 14 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของบุคลากร ในสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280669 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของบุคลากรในสถานศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 187 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองโดยใช้สถิติเชิงอนุมาน Chi-square test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง 121 คน ร้อยละ 64.7 และเป็นเพศชาย 66 คน ร้อยละ 35.3 มีอายุ 46 ปีขึ้นไป 78 คน ร้อยละ 41.7 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับเหมาะสม 162 คน คิดเป็นร้อยละ 86.6 ไม่เหมาะสม 25 คน ร้อยละ 13.4 มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ไม่เหมาะสม 141 คน ร้อยละ 75.4 พฤติกรรมเหมาะสม 46 คน ร้อยละ 24.6</p> <p>การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์พบว่า เพศมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของบุคลากรในสถานศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนอายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน คณะ และตำแหน่งทางวิชาการ ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ซึ่งงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคในระยะยาว โดยมีการส่งเสริมให้มีพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสมต่อไป</p> ไพลิน อำไพ, จีระเดช อินทเจริญศานต์, สุจิตรา ทรงยินดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280669 Sun, 24 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยติดยาบ้า โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ณ ชุมชนกองขยะหนองแขม เขตหนองแขม จังหวัดกรุงเทพมหานคร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280812 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา พัฒนา และประเมินผลรูปแบบการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยเสพติดยาบ้าโดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลางรูปแบบใหม่ ที่บูรณาการร่วมกับการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (TTM CBTx model) ดำเนินการในชุมชนกองขยะหนองแขม ระหว่างพฤศจิกายน 2567 ถึงพฤศจิกายน 2568 โดยแบ่งการวิจัยเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ประเมินรูปแบบการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยเสพติดยาบ้าโดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลางแบบเดิม ผ่านการสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ป่วย และญาติหรือผู้นำชุมชน รวม 60 คน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ระยะที่ 2 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจากระยะที่ 1 เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนารูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับบริบท และระยะที่ 3 เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง นำรูปแบบการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพแบบใหม่ ไปใช้กับอาสาสมัครผู้ป่วย 23 คน ประเมินผลก่อนและหลังบำบัด 16 สัปดาห์ และติดตามผลต่อเนื่องอีก 8 สัปดาห์ โดยใช้แบบประเมินความเครียดและวัดคุณภาพชีวิต</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบเดิมมีจุดเด่นด้านการบำบัดแบบองค์รวมที่ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วม แต่มีข้อจำกัดด้านบุคลากร การจัดการข้อมูล และบริบทวัฒนธรรม เมื่อนำรูปแบบใหม่ไปทดลองใช้ พบว่า หลังการบำบัด 16 สัปดาห์ ผู้ป่วยมีความเครียดลดลงและคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ผลการติดตามที่ 8 สัปดาห์แสดงให้เห็นว่าสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยยังคงดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและคงที่ สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบใหม่นี้สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเลิกยาได้อย่างยั่งยืน โดยพบอัตราการไม่กลับไปเสพซ้ำสูงถึงร้อยละ 86.96</p> ธันวา บัวมหะกุล, รัชดาภรณ์ บัวมหะกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/280812 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 คำแนะนำสำหรับผู้เขียน ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2569) https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/282351 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/282351 Sun, 17 May 2026 00:00:00 +0700