https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/issue/feed
วารสารวิจัยเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต
2026-05-01T00:00:35+07:00
กองบรรณาธิการวารสาร
parinyaporn.th@bcnr.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิจัยเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต รับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านการพยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน ทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ ผลงานวิจัยบทความทุกเรื่องจากได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 คน โดยใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ด้วยกระบวนการ Double-blind และผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันที่หลากหลายไม่อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้แต่ง กำหนดการตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และ ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/280273
ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3โรงพยาบาลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
2026-04-13T16:04:15+07:00
ชุติมา สีนวล
chutimaseenuan@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะไตเรื้องรังระยะที่ 3 ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3 โรงพยาบาลดำเนินสะดวกจำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มี ภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3 โดยใช้กรอบแนวคิดของเพนเดอร์ และแบบสอบถามการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และแบบเก็บรวบรวมข้อมูลด้านสุขภาพและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้สถิติการทบสอบค่าทีที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>คะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพหลังใช้โปรแกรมสูงกว่าก่อนใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>< 0.05) และระดับฮีโมโกลบินเอวันซีและระดับครีเอตินินหลังใช้โปรแกรมลดลงกว่าก่อนการใช้โปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>< 0.001) ซึ่งอัตราการกรองของไตหลังการใช้โปรแกรมเพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>< 0.001)</p> <p>จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าควรนำโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งโรคเบาหวาน และอื่น ๆ เช่นโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ผู้มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความตระหนักเกี่ยวกับโรค ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง</p> <p> </p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/279970
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่อความรู้ และทัศนคติเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
2026-04-15T12:15:24+07:00
นฤมล จันทร์สุข
drnaruemonjs@gmail.com
กาญจนาภรณ์ ทีฆะภรณ์
kanjanaphorn2026@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่อความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตอำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คน โดยกลุ่มควบคุมได้รับการเรียนการสอนสุขศึกษาตามปกติของโรงเรียน ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการให้ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าผ่านไลน์แอปพลิเคชัน เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการให้ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถามความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>< 0.001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>< 0.001)</p> <p>โปรแกรมการให้ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าผ่านไลน์แอปพลิเคชันมีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้และปรับทัศนคติที่เหมาะสมเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มวัยรุ่น</p> <p> </p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/274361
รูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี
2026-04-15T16:34:29+07:00
เรวดี โพธิ์รัง
rawadee@snc.ac.th
ชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง
chutikarn@snc.ac.th
จันทร์ฉาย มณีวงษ์
janchai@snc.ac.th
สุรีวรรณ แสวงหา
sureewan2019@snc.ac.th
ขวัญฤทัย ธรรมกิจไพโรจน์
khanreothai@snc.ac.th
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลในภาพรวมและรายชั้นปี และเปรียบเทียบรูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาล ระหว่างรายชั้นปีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลที่กำลังศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 – 4 ของคณะพยาบาลศาสตร์ที่กำลังศึกษาอยู่ในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ประจำปีการศึกษา 2566 ใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ จำนวน 220 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสำรวจสไตล์การเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>รูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลภาพรวมทุกชั้นปีส่วนใหญ่เป็นแบบนักไตร่ตรอง เมื่อจำแนกรายชั้นปีพบว่า พบว่า นักศึกษาชั้นปี 1 และ 2 มีรูปแบบการเรียนรู้นักไตร่ตรองมากที่สุด (M=3.62, SD= 0.40) และ (M=3.75, SD= 0.49) ตามลำดับ) นักศึกษาชั้นปี 3 มีรูปแบบการเรียนรู้นักกิจกรรมมากที่สุด (M=4.03, SD= 0.52) และนักศึกษาชั้นปี 4 มีรูปแบบการเรียนรู้นักปฏิบัติมากที่สุด (M=3.72, SD= 0.56) นอกจากนี้พบว่านักศึกษาต่างชั้นปีมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ดังนั้นผู้สอนควรจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาในแต่ละชั้นปี เพื่อเพิ่มศักยภาพของการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/278942
การศึกษาผลการประเมินประสิทธิภาพหน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขด้วย Total Performance Score: TPS เขตสุขภาพที่ 11 หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)
2026-04-14T20:17:04+07:00
ชิตชนินทร์ นิยมไทย
chitchaninn@gmail.com
<p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบแบบวิเคราะห์แนวโน้มย้อนหลัง โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ จากผลการประเมินประสิทธิภาพหน่วยบริการโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 11 จำนวน 82 แห่ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566–2568 เพื่อวิเคราะห์ผลการประเมินการบริหารประสิทธิภาพ หลังสถานการณ์โควิด-19 และเสนอแนวทางพัฒนาประสิทธิภาพด้านการบริหารการเงินการคลังของหน่วยบริการ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>ประสิทธิภาพการบริหารมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนหน่วยบริการที่ได้รับระดับคะแนนประเมิน TPS ดีมาก (Grade A) ในช่วงปีงบประมาณ 2567–2568 มีแนวโน้มลดลงเกือบครึ่งจากร้อยละ 26.8 เหลือร้อยละ 14.6 เช่นเดียวกับระดับดี (Grade B) และระดับพอใช้ (Grade C) ขณะที่ระดับต้องปรับปรุง (Grade D) และระดับไม่ผ่าน (Grade F) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566-2568 สะท้อนถึงการถดถอยของประสิทธิภาพการบริหารจัดการหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อความยั่งยืน 1) การปฏิรูปกลไกจัดสรรงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง 2) การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและพยากรณ์ความเสี่ยงทางการเงินอัจฉริยะ และ 3) การยกระดับสมรรถนะบุคลากรด้านการเงินการคลัง เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนของระบบสุขภาพในระดับเขตสุขภาพ</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/274634
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคไข้เลือดออกในภาคใต้ ประเทศไทย
2026-04-15T12:31:30+07:00
อิศรา ศิรมณีรัตน์
issara_sira@hotmail.com
ปัญจ์ปพัชรภร บุญพร้อม
issara_s@rmutt.ac.th
วีรชาติ ภักดี
issara_s@rmutt.ac.th
ยุวดี กวาตระกูล
issara_s@rmutt.ac.th
กรธัช โฆษิตโภคิน
issara_s@rmutt.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออุบัติการณ์การเกิดโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย การศึกษานี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 ถึง 2023 ข้อมูลที่ใช้ ในการศึกษาประกอบด้วยปัจจัยด้านอุตุนิยมวิทยา ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และปัจจัยด้านระบบสาธารณสุข การศึกษานี้ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนามาใช้บรรยายภาพรวมของการระบาด การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์ถดถอยพหุ ผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">1. น้ำฝน, ความชื้นสัมพัทธ์ และการอพยพ ส่งผลทางบวกต่ออุบัติการณ์การเกิดโรคไข้เลือดออก</span>ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย (p < 0.05)</p> <p><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">2. อุณหภูมิสูงสุดและอุณหภูมิต่ำสุด และความหนาแน่นของประชากรส่งผลทางลบต่อ</span>อุบัติการณ์การเกิดโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย (p < 0.05)</p> <p><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">3. สถานบริการไม่ส่งผลต่อต่ออุบัติการณ์การเกิดโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ</span>ไทย (p > 0.05)</p> <p>ผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้เร่งบูรณาการข้อมูลอุตุนิยมวิทยาร่วมกับฐานข้อมูลประชากรเพื่อพัฒนาระบบพยากรณ์โรคและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า โดยเน้นจัดสรรทรัพยากรไปยังพื้นที่รอยต่อที่มีการเคลื่อนย้ายประชากรสูง และเจ้าหน้าที่ควรใช้เกณฑ์ปริมาณน้ำฝนและความชื้นสัมพัทธ์เป็นดัชนีชี้วัดในการเริ่มมาตรการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์เชิงรุกก่อนเกิดการระบาดใหญ่ และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้วยการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังในกลุ่มประชากรเคลื่อนย้ายเพื่อสกัดกั้นการแพร่กระจายของเชื้อในระดับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> </p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/278752
เท้าหมุนหรรษาลดอาการชาในผู้ป่วยเบาหวาน
2026-04-15T16:13:00+07:00
กมลฉัตร ตาลเพช
netiya@snc.ac.th
กมลวรรณ ฉ่ำดุม
netiya@snc.ac.th
กิตติธนัญนภ ปานฑสูตร
netiya@snc.ac.th
ณัฐินี แตงทอง
netiya@snc.ac.th
ปภัสสรา สุขสวัสดิ์
netiya@snc.ac.th
สุพัฒธา ชื่นทิพย์
netiya@snc.ac.th
สุภัสสรา สุพรรณทอง
netiya@snc.ac.th
เนติยา แจ่มทิม
netiya12@gmail.com
ขวัญฤทัย ธรรมกิจไพโรจน์
netiya@snc.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมในการดูแลนวดเท้าเพื่อลดอาการชาที่เท้าและเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้งานนวัตกรรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 28 คน โดยใช้กรอบแนวคิดในสร้างนวัตกรรมจากทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม (Orem) ซึ่งเน้นที่ความสามารถและความตระหนักในการปฏิบัติตนในการดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดอาการชาที่เท้า และการป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่นที่อาจเกิดที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานได้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและนวัตกรรม ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกก่อนและหลังการใช้งานนวัตกรรม และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">1. นวัตกรรมมีลักษณะเป็นพลาสติกที่โครงสร้างมีความแข็งแรงและคงทน</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">2. ความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างต่อการทดลองใช้นวัตกรรม โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยความพึง</span>พอใจอยู่ในระดับมากทุกด้าน (M=2.92, <em>SD</em>=0.12) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านโครงสร้างของนวัตกรรม (M=2.97, <em>SD</em>=0.05) รองลงมา คือ ด้านประโยชน์และการใช้งานนวัตกรรม (M=2.88, <em>SD</em>=0.19) นวัตกรรม มีโครงสร้างและการออกแบบที่เหมาะสม วัสดุมีความแข็งแรง มีความสะดวกต่อการเคลื่อนย้าย และนวัตกรรมสามารถนำไปใช้งานได้จริง ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสบายเท้าและสามารถลดอาการชาที่เท้าลงได้</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/272121
ผลการฝึก Stack ขั้นพื้นฐานที่มีต่อการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวของระบบประสานสัมพันธ์ตา-มือ ของชมรมผู้สูงอายุ ตำบลสองแคว อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่
2026-04-28T18:50:04+07:00
พิมประภา อินต๊ะหล่อ
k_phon_@hotmail.com
อภิวันท์ โอนสูงเนิน
oapiwan@yahoo.com
ปรัชญา ชมสะห้าย
k_phon_@hotmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ผลการฝึก Stack ขั้นพื้นฐานต่อการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวของระบบประสานสัมพันธ์ตา-มือของผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุตำบลสองแคว อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบฝึก Stack ขั้นพื้นฐาน ระยะเวลาดำเนินการวิจัย 8 สัปดาห์ แบบทดสอบทักษะการประสานสัมพันธ์ตา–มือ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบค่าทีกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>ภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีทักษะการเคลื่อนไหวของระบบประสานสัมพันธ์ตา-มือ เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำ (ร้อยละ 50.00) เป็นระดับสูง (ร้อยละ 73.30) และมีความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมการฝึกในระดับสูงที่สุด (M = 4.90, <em>SD</em> = 0.31)</p> <p>ผลการวิจัยชี้ว่า การฝึก Stack ขั้นพื้นฐานเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมทักษะการประสานสัมพันธ์ตา-มือของผู้สูงอายุ ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวันและการป้องกันหกล้มจึงควรส่งเสริมการนำไปใช้ในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/277958
ความสัมพันธ์ระหว่างความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี
2026-04-15T15:47:18+07:00
ปภาวรินทร์ มวลสุข
jutamaseiw19602@gmail.com
อารยา ประเสริฐชัย
jutamaseiw19602@gmail.com
พาณี สีตกะลิน
jutamaseiw19602@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร และศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรีที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 159 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงเชิงพรรณนา ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไค-สแควร์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า</p> <p>ความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อยู่ในระดับปานกลาง รวมถึงการมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ และตำแหน่ง และความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูงกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี (r = .777) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ดังนั้นผู้ดูแลระบบ e-Claim ควรได้รับการฝึกอบรมการใช้ระบบให้เหมาะสมกับงานของ รพ.สต. มากยิ่งขึ้น เพื่อสามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยบันทึกข้อมูล ลดระยะเวลาการทำงาน และมีประสิทธิภาพต่อไป</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/274456
ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในตำบลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี
2026-04-15T20:18:01+07:00
อรดา วงษ์ไสว
wongsawaiorada@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลสามารถร่วมอธิบายคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในตำบลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุจำนวน 150 คน เลือกมาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล แรงสนับสนุนทางสังคมของผู้สูงอายุ มาตรการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ การรับรู้การเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .80, .86, .85, .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบง่าย ผลวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">ระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอยู่ในระดับดี (= 99.64 S.D.=12.10) แรงสนับสนุนทางสังคมระดับมาก (= 3.88 S.D.= 0.61) มาตรการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุระดับมาก (= 3.69 S.D.= 0.63 ) การรับรู้การเห็นคุณค่าในตนเองระดับมาก (= 4.31 S.D.= 0.55)</li> <li class="show">2. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศชาย รายได้เพียงพอต่อเดือนในปัจจุบัน ไม่มีโรคประจำตัว แรงสนับสนุนทางสังคม ได้แก่ ด้านอารมณ์ ด้านแรงงานสิ่งของเงินทองและบริการ ด้านข้อมูลข่าวสาร มาตรการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสุขภาพ ด้านสังคม ด้านสภาพแวดล้อม การรับรู้การเห็นคุณค่าในตนเอง ได้แก่ ด้านการมีความสำคัญ ด้านการมีอำนาจ ด้านการมีความสามารถ ด้านการมีคุณความดี มีความสัมพันธ์ทางบวก (r มีค่าระหว่าง .155 ถึง .698) กับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในตำบลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 001 ถึง p < .05</li> <li class="show">3. ตัวแปรที่มีอิทธิพลสามารถร่วมอธิบายคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้ดีที่สุด ได้แก่ การรับรู้การเห็นคุณค่าในตนเองด้านการมีคุณความดี การรับรู้การเห็นคุณค่าในตนเองด้านการมีความสามารถ มาตรการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านสุขภาพ มาตรการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านเศรษฐกิจ เพศชาย ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < .001 ถึง p = .004</li> </ol> <p> ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเพิ่มศักยภาพให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าในตนเอง เช่น จัดตั้งคลังปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน อาสาสมัครผู้สูงอายุประจำหมู่บ้าน จัดงานวันผู้สูงอายุ</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/282000
บทบรรณาธิการ
2026-05-01T00:00:35+07:00
ฝ่ายจัดการวารสาร RHQ
journal.rhq@gmail.com
2026-05-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี