https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/issue/feed วารสารวิจัยเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต 2026-08-21T15:21:30+07:00 กองบรรณาธิการวารสาร parinyaporn.th@bcnr.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต รับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านการพยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน ทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ ผลงานวิจัยบทความทุกเรื่องจากได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 คน โดยใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ด้วยกระบวนการ Double-blind และผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันที่หลากหลายไม่อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้แต่ง กำหนดการตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และ ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/280731 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ของหน่วยบริการสาธารณสุขในจังหวัดเพชรบุรี 2026-06-25T14:54:20+07:00 เศกสันต์ ชานมณีรัตน์ nongnaphat.ru@pi.ac.th นงณภัทร รุ่งเนย nongnaphat@bcnsurat.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยในรูปแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรคของกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) พัฒนาและประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การสำรวจสภาพปัจจุบัน การพัฒนารูปแบบ และการประเมินรูปแบบ โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากบุคลากรสาธารณสุข 342 คน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 คน สนทนากลุ่มผู้ปฏิบัติงาน 10 คน และให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินรูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้น 12 คน และเวทีประชาพิจารณ์ 123 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในกลุ่ม และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าสภาพการดำเนินงานและประสิทธิภาพการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนปัญหาเชิงระบบ ได้แก่ การขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน การมุ่งเน้นความครบถ้วนของเอกสารมากกว่าผลลัพธ์เชิงสุขภาพ ความซับซ้อนของขั้นตอน และการขาดกลไกพี่เลี้ยงสนับสนุนในระดับอำเภอ รูปแบบที่พัฒนาคือ “Initiate–P–D–C–A” บูรณาการกับ POLC ประกอบด้วย การวางแผนแบบใช้ข้อมูล มาตรฐานงาน การบริหารกำลังคน ระบบการเงินโปร่งใส ภาวะผู้นำ การติดตามประเมินผล และความยืดหยุ่นของการเข้าถึง ผลการประเมินพบว่ารูปแบบมีความเหมาะสมในระดับมาก (<em>M</em>= 3.84, <em>SD</em>= 0.11) โดยมีความเห็นพ้องต้องกันในระดับดี (ICC = 0.75) สรุปได้ว่า Initiate–P–D–C–A เป็นกลไกเตรียมความพร้อมเชิงระบบที่สำคัญต่อการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน กปท. ในจังหวัดเพชรบุรี</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/282773 การพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สำนักงานสาธารณสุขอำเภออัมพวา 2026-07-07T15:49:40+07:00 เจริญ จังหวัด changcharern@gmail.com นิพนธ์ เงินคงพันธ์ charern26@hotmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และความพึงพอใจต่อการตรวจคัดกรองและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กลุ่มตัวอย่างในการพัฒนารูปแบบ ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 14 คน ส่วนกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาประสิทธิผลและความพึงพอใจ ได้แก่ กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน โรคละ 176 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 88 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แนวทางสนทนากลุ่ม รูปแบบการจัดการศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แบบสอบถาม และแบบบันทึกภาวะสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ การทดสอบค่าที และช่วงความเชื่อมั่น 95% ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>รูปแบบการจัดการศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประกอบด้วย 1) การกำหนดบทบาทหน้าที่และบูรณาการการทำงาน 2) การพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และ อสม. 3) การวางแผนคัดกรองกลุ่มเสี่ยง 4) การดำเนินการคัดกรองและให้คำแนะนำ 5) การติดตามและเสริมพลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ 6) การประเมินผลและรายงานความก้าวหน้า หลังใช้รูปแบบดังกล่าว กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานมีพฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้น มีดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ระดับความดันโลหิต และระดับน้ำตาลในเลือดลดลง และดีขึ้น / ลดลงมากกว่ากลุ่มที่ใช้รูปแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; 0.05) และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 53.4</p> <p>ดังนั้นการพัฒนาศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจึงควรประยุกต์ใช้รูปแบบ ฯ ที่พัฒนาขึ้นให้ครอบคลุมทุกกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการ</p> 2026-07-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/283855 ประสิทธิผลของโปรแกรมสมาร์ตแคร์สมาร์ตคิดเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กก่อนวัยเรียนที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าในจังหวัดกาฬสินธุ์ 2026-08-21T15:21:30+07:00 ปนัดดา ภูบรรทัด panaddapoon@gmail.com สุทธีพร มูลศาสตร์ sumatchara.man@stou.ac.th สุมัจฉรา มานะชีวกุล sumatchara.man@stou.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสมาร์ตแคร์สมาร์ตคิดต่อพฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการเด็กของผู้ดูแลและต่อพัฒนาการเด็กก่อนวัยเรียนที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลและเด็กก่อนวัยเรียนที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าในจังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 64 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 32 คู่ โดยสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือการดำเนินการวิจัยคือโปรแกรมสมาร์ตแคร์สมาร์ตคิดเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า ระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการเด็กก่อนวัยเรียนสำหรับผู้ดูแล และแบบประเมินพัฒนาการเด็กก่อนวัยเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ การทดสอบของแมคนีมาร์ การทดสอบความแม่นยำของฟิชเชอร์และสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ดูแลในกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการเด็กก่อนวัยเรียนโดยรวมและรายด้านดีกว่าก่อนเข้าร่วม (t = -25.687, p &lt; .001) และดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (t = 14.407, p &lt; .001) และหลังเข้าร่วมโปรแกรม เด็กก่อนวัยเรียนกลุ่มทดลองมีสัดส่วนของเด็กที่มีพัฒนาการปกติในภาพรวมทุกด้านสูงกว่าก่อนเข้าร่วม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มทดลองมีสัดส่วนพัฒนาการปกติมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4 ด้าน ยกเว้นด้านการเคลื่อนไหวที่ไม่แตกต่างกัน</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี