วารสารวิจัยเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ
<p>วารสารวิจัยเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต รับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านการพยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน ทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ ผลงานวิจัยบทความทุกเรื่องจากได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 คน โดยใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ด้วยกระบวนการ Double-blind และผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันที่หลากหลายไม่อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้แต่ง กำหนดการตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และ ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p>
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
th-TH
วารสารวิจัยเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต
2985-2331
<p>บทความทีตีพิมพ์ในวารสารนี้ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี และผลงานวิชาการหรือวิจัยของคณะผู้เขียน ไม่ใช่ความคิดเห็นของบรรณาธิการหรือผู้จัดทํา</p>
-
การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือด: กรณีศึกษา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/277116
<p>การศึกษารายกรณีครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด โดยคัดเลือกผู้ป่วยที่มีการเจ็บป่วยที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทั้งพยาบาลและทีมสหวิชาชีพ โดยพยาบาลต้องบูรณาการแนวทางการดูแลผู้ป่วยและกระบวนการพยาบาล 5 ขั้นตอน ได้แก่ การประเมินภาวะสุขภาพ การวินิจฉัย การพยาบาล การวางแผนการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาล และการประเมินผลการพยาบาล ผลการพยาบาล พบว่า</p> <p>การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤตในห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน ประกอบด้วย 1) ผู้ป่วยมีภาวะขาดเลือด ไปเลี้ยงสมองเฉียบพลันเนื่องจากเกิดการตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง 2) ผู้ป่วยมีภาวะมีโพแทสเซียมในเลือดต่ำเนื่องจากรับประทานอาหารได้น้อย 3) ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติเนื่องจากได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ 4) ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุพลัดตกเตียงเนื่องจากช่วยเหลือตนเองได้น้อย และ 5) ผู้ป่วยและญาติมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคที่รุนแรงขึ้นเนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินโรคและการรักษา ระยะส่งต่อเน้นดูแลภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน การป้องกันภาวะเลือดออกผิดปกติ และการป้องกันอุบัติเหตุ ส่วนระยะฟื้นฟูเน้นการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง</p> <p>ดังนั้นการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือดจึงควรเฝ้าระวังภาวะเลือดออกผิดปกติที่เป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่พบบ่อยและเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย</p> <p> </p>
รังสิมา สุวรรณศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
5 3
141
155
-
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเลิกบุหรี่ของผู้ป่วยโดยการมีส่วนร่วมของสหวิชาชีพ โรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/275654
<p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์สูบบุหรี่ของผู้ป่วยและการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการเลิกบุหรี่ของผู้ป่วยโดยการมีส่วนร่วมของสหวิชาชีพ พัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมการเลิกบุหรี่ของผู้ป่วยโดยการมีส่วนร่วมของสหวิชาชีพโรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา กลุ่มตัวอย่าง คือ 1) สหวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักจิตวิทยา 2) ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ 27 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สนทนากลุ่ม แบบสอบถาม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>รูปแบบการส่งเสริมการเลิกบุหรี่ของผู้ป่วยโดยการมีส่วนร่วมของสหวิชาชีพ ประกอบด้วย <br />ประเมินพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การส่งต่อผู้ป่วย ประเมินความพร้อมในการเลิกสูบบุหรี่ ระดับการเสพติดนิโคติน การให้คำแนะนำแบบกระชับโดยสหวิชาชีพ การบันทึกข้อมูล และการติดตามผล</p> <p>หลังการใช้รูปแบบ พบว่า สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ 5 คน ลดจำนวนมวนบุหรี่ที่สูบต่อวัน 22 คน และระดับการเสพติดนิโคตินลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <.05) ระดับความพร้อมอยู่ในระยะเตรียมพร้อมในการเลิกสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น และระดับความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบอยู่ระดับมากที่สุด (4.26 ± 0.60 คะแนน)</p> <p>ดังนั้นหน่วยบริการด้านสุขภาพควรดำเนินการช่วยเลิกสูบบุหรี่โดยการมีส่วนร่วมของสหวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถลด ละ เลิกการสูบบุหรี่ได้อย่างสำเร็จ</p>
พัฒนี ศีตะจิตต์
อาภรณ์ ยิ้มเนียม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-28
2025-11-28
5 3
1
13
-
การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยการมีส่วนร่วม ของชุมชน ตำบลบางนกแขวก จังหวัดสมุทรสงคราม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/274059
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน 2) พัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน 3) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างมี 3 กลุ่ม คือ 1) ผู้ร่วมพัฒนารูปแบบ จำนวน 14 คน 2) ผู้ดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 6 คน และ 3) ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงจำนวน 40 คน เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง แบบสอบถามวัดการรับรู้ความสามารถของผู้ดูแลและแบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง คือผู้ดูแลไม่เพียงพอ ไม่มีประสิทธิภาพและขาดระบบการจัดการอย่างมีส่วนร่วมในชุมชน 2) รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน คือ ACCELA model ประกอบด้วย Attitude: การสร้างทัศนคติเชิงบวก Collaboration: การร่วมมือของเครือข่ายชุมชน Communication: การสื่อสารที่ดี Empower: การสร้างพลังอำนาจในตน Literacy: การเสริมสร้างความรอบรู้ด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และ Achievement: การบรรลุความสำเร็จตามเป้าหมาย 3) ผลการใช้รูปแบบ พบว่า ผู้ดูแลมีการรับรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นในการดูแลผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ผลการวิจัยแสดงว่า รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพผู้ดูแลโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน สามารถพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลและเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง</p>
สุดประนอม สมันตเวคิน
อรนุช เชาว์ปรีชา
หนึ่งฤทัย โพธิ์ศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-02
2025-12-02
5 3
14
29
-
การพัฒนาระบบการจำแนกประเภทผู้ป่วยในโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/276873
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนาระบบ และประเมินผลการใช้ระบบการจำแนกประเภทผู้ป่วยใน โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์การจำแนกประเภทผู้ป่วยใน 2) การพัฒนาระบบการจำแนกประเภทผู้ป่วยใน 3)การนำระบบการจำแนกผู้ป่วยในไปใช้จริงในหอผู้ป่วย และ 4) การประเมินผลลัพธ์ของการพัฒนาระบบการจำแนกประเภทผู้ป่วยในที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง เป็นหัวหน้าหอผู้ป่วยใน 11 คน พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยใน 72 คน และเวชระเบียนผู้ป่วยใน 865 แฟ้ม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสำรวจความคิดเห็น แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการตรวจเวชระเบียนการจำแนกประเภทผู้ป่วยในและแบบบันทึกการตรวจการแยกประเภทผู้ป่วยใน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการจัดกลุ่มเนื้อหา เปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังการพัฒนาใช้สถิติ Chi - Square Test ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>ระบบการจำแนกประเภทผู้ป่วยในด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (HOSxP) หลังการใช้ระบบจำแนกประเภทผู้ป่วยในที่พัฒนาขึ้น พยาบาลวิชาชีพจำแนกประเภทผู้ป่วยในได้ถูกต้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>< 0.001) บันทึกการพยาบาลและบริหารเตียงได้สอดคล้องกับประเภทผู้ป่วย จัดอัตรากำลังแต่ละเวรได้เหมาะสม</p> <p>ดังนั้นจึงควรนำระบบการจำแนกประเภทผู้ป่วยในด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (HOSxP) ที่พัฒนาขึ้นมาใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพการจำแนกประเภทผู้ป่วยในต่อไป</p>
นันทพร พลีบัตร
จิรภา องอาจ
จันทร์ฉาย ทองโปร่ง
สาวิตรี ยอมิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-17
2025-12-17
5 3
30
43
-
ปัญหาและความต้องการความรู้การปฐมพยาบาลผู้สูงอายุในผู้ดูแลผู้สูงอายุ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/276864
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์วิจัยเพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการความรู้การปฐมพยาบาลผู้สูงอายุในผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุเขตเทศบาลบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 5 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แนวคำถามเชิงคุณภาพ สนทนากลุ่ม และสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์แก่นสาระ ผลวิจัย พบว่า</p> <p>ปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับความรู้ด้านการปฐมพยาบาลผู้สูงอายุในผู้ดูแลผู้สูงอายุ มี 4 ธีม ได้แก่ 1) ประสบการณ์ในการดูแลผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น เวียนศีรษะ บ้านหมุน หกล้ม และชัก เป็นต้น 2) ความรู้และทักษะปฐมพยาบาลที่มีอยู่ เช่น การทำแผลขนาดเล็ก วัดความดันโลหิต เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว และการสังเกตอาการผิดปกติ 3) ความต้องการด้านความรู้ในการปฐมพยาบาลผู้สูงอายุ เช่น การปฐมพยาบาลในปัญหาที่พบจริงการอบรมที่เน้นการปฏิบัติจริง การจัดอบรมกลุ่มเล็ก หรืออบรมโดยผู้สอนที่คุ้นเคย เป็นต้น และ 4) ความคาดหวังในการพัฒนาความรู้: ผู้ดูแลผู้สูงอายุทุกคนควรได้รับโอกาสเข้าร่วมอบรมผู้ดูแล โดยเน้นรูปแบบแบบลงมือฝึกทักษะการปฐมพยาบาลด้วยตัวเองเพื่อให้ทำเป็น ก่อนที่จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาล</p> <p>ดังนั้นข้อมูลจากการวิจัยครั้งนี้จะสามารถนำไปใช้ประกอบเป็นข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบหลักสูตรอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่เหมาะสมกับสถานการณ์และความต้องการเฉพาะของผู้ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดสมุทรปราการ </p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p>
แสงหล้า พลนอก
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-17
2025-12-17
5 3
44
57
-
ผลของโปรแกรมสติบำบัดต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/276797
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสติบำบัดต่อภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับการรักษา ณ คลินิกโรคเบาหวาน โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร จังหวัดชัยนาท ระหว่างเดือนธันวาคม 2567 – เดือนเมษายน 2568 เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มเปรียบเทียบและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 23 คน กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสติบำบัด ระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมสติบำบัด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9Q ของกรมสุขภาพจิต วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้า (7.56±2.10 และ 13.61±2.49; p<0.001) ต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (7.56±2.10 และ 12.98±2.34; p<0.001)</p> <p>ดังนั้น ควรมีการนำโปรแกรมสติบำบัดไปประยุกต์ใช้กับสถานบริการสาธารณสุขในบริบทพื้นที่ใกล้เคียงกัน เพื่อลดอาการซึมเศร้าและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย</p>
ภัทรวดี ศรีนวล
นฤมล จันทร์สุข
ชวนนท์ จันทร์สุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
5 3
58
70
-
ปัจจัยทำนายผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชาชนที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ในจังหวัดราชบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/278071
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัจจัยทำนายผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชาชนในจังหวัดราชบุรี การวิจัยเชิงปริมาณเป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในจังหวัดราชบุรี จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล, ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, พฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และผลลัพธ์ทางสุขภาพ ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 ,0.71 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยโลจิสติกทวิ ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับสูง (ร้อยละ 90.5) มีพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับปานกลาง (ร้อยละ 51.9) และระดับสูง (ร้อยละ 48.1) อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ไม่ดี (ร้อยละ 87.1) ซึ่งนิยามจากการมีโรคประจำตัว, มีประวัติการติดเชื้อโควิด-19 หรือมีดัชนีมวลกายไม่ปกติ และปัจจัยทำนายพบว่า พฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเป็นปัจจัยเดียวที่สามารถทำนายผลลัพธ์ทางสุขภาพได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .05)</p> <p>จากการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญในการนำไปสู่การมีผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดี</p>
ชิตสุภางค์ ทิพย์เที่ยงแท้
ชลธิชา บุญศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
5 3
71
84
-
การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเข้มงวด ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/277233
<p>การวิจัยครั้งนี้การเป็นวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเข้มงวดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน กลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน ศึกษาในโรงพยาบาลบางแพ ระยะเวลาในการจัดรูปแบบ 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ทดลอง คือ รูปแบบการจัดการตนเอง เครื่องที่ใช้ประเมินผล คือ แบบประเมินผลลัพธ์ทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Repeated Measures ANOVA และ Independent t-test ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>หลังการใช้รูปแบบ ฯ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีค่าน้ำตาลในเลือดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F=4.956, <em>p</em>=.030) ค่าเฉลี่ยน้ำตาลในเลือดของกลุ่มทดลอง เท่ากับ 143.167 กลุ่มควบคุม เท่ากับ 161.567 สามารถอธิบายความแตกต่างได้ ร้อยละ 7.9 (<em>η</em><em><sup> 2</sup></em>=.079) ค่าเฉลี่ยน้ำตาลในเลือดของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกันในสัปดาห์ที่ 8 (F= 5.151, <em>p</em>= .027) ร้อยละ 8.2 (<em>η</em><em><sup> 2</sup></em>=.082) และสัปดาห์ที่ 12 (F= 8.917, <em>p</em>= .004) ร้อยละ 13.3 (<em>η</em><em><sup> 2</sup></em>=.133) โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสมหลังเข้าร่วมรูปแบบ เท่ากับ 6.8 (<em>SD</em>=.86) ก่อนเข้าร่วมรูปแบบ เท่ากับ 7.27 (<em>SD</em>=1.09) ผู้ป่วยเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ 5 คน (ร้อยละ 16.67) ลดปริมาณยาเบาหวานลง 11 คน (ร้อยละ 36.67)</p> <p>ดังนั้น การส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีการปรัรบเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสมอย่างยั่งยืน ทีมสหวิชาชีพควรนำรูปแบบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p>
นิศาชล ศรีหริ่ง
กนกอร รุ่งสว่าง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
5 3
85
100
-
ปัญหา ความต้องการ และคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุในช่วงชีวิตวิถีใหม่ ในจังหวัดราชบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/273379
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา ความต้องการและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในจังหวัดราชบุรีในช่วงชีวิตวิถีใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ จ.ราชบุรี จำนวน 345 คน สุ่มตัวอย่างแบบ Stratified random sampling และ Quota sampling เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ปัญหา ความต้องการและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ วิเคราะห์ความเชื่อมั่นโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาก เท่ากับ 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณา โดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์ของคุณภาพชีวิตกับปัญหาและความต้องการด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ Pearson Correlation ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 60.9) มีอายุ 60-69 ปี (ร้อยละ 58.3) ในช่วงชีวิตวิถีใหม่ มีปัญหา3อันดับแรก คือ ความเพียงพอของรายได้ (ร้อยละ 8.1) สภาพร่างกายเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน (ร้อยละ 7.5) และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ(ร้อยละ 6.4 ) และมีความต้องการ 3 อันดับ คือการรักษาพยาบาลจากภาครัฐ (ร้อยละ 69.0) เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ (ร้อยละ 44.9) และการได้รับข่าวสารเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การดูแล และการฟื้นฟูสภาพร่างกาย (ร้อยละ 44.6) คุณภาพชีวิตโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับสูง โดย 3 อันดับแรก คือพึงพอใจที่พักอาศัยปัจจุบัน (<em>M</em>=4.38, <em>SD</em>=.63) พึงพอใจในสิ่งอำนวยความสะดวกภายในที่พักอาศัยเพื่อใช้ชีวิตที่เหมาะสม (<em>M</em>=4.37, <em>SD</em>=.54) และพึงพอใจในการใช้ชีวิตปัจจุบัน (<em>M</em>=4.34, <em>SD</em>=.53) และพบว่า คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กับปัญหา และความต้องการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01</p>
นุจรี ฮะค่อม
สุภาณี แก้วธำรงค์
ดารณี ทองสัมฤทธิ์
ชวนนท์ อิ่มอาบ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
5 3
101
114
-
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการใช้ยาของผู้สูงอายุในมหาวิทยาลัยผู้สูงอายุแห่งหนึ่ง ในจังหวัดปทุมธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/277639
<p>การวิจัยแบบความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับพฤติกรรมการใช้ยาของผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และ 2) ศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการใช้ยาของผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับโรคและการใช้ยา ความเชื่อด้านสุขภาพ ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง และการสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่าง คือ สูงอายุที่เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยผู้สูงอายุลำลูกกา เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับโรคและการใช้ยา แบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพ ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการใช้ยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการใช้ยาในระดับดี (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">= 43.50, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 2.70) </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ตัวแปรที่สามารถทำนายพฤติกรรมการใช้ยาของผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับโรคและการใช้ยา ความเชื่อด้านสุขภาพ และความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">β</em><span style="font-size: 0.875rem;">= 426; </span><em style="font-size: 0.875rem;">β</em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.217; </span><em style="font-size: 0.875rem;">β</em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.216, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;"><.001) และการสนับสนุนทางสังคม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">β</em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.119, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">< .05) โดยทั้ง 4 ปัจจัย สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการใช้ยาได้ร้อยละ 64.0 (Adjusted R²= .630, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">< .001)</span></p> <p>ผลการศึกษาเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ยาโดยเน้นการสร้างความรู้ การส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพ การเพิ่มความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง และการสนับสนุนทางสังคม</p>
จินตนา เด่นสันติกุล
สุพรรณี ใจดี
ศิริวรรณ ตุรงค์เรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
5 3
115
127
-
ผลของการใช้ท่าโยคะภาวนาต่อการลดความเครียดในหญิงตั้งครรภ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/272152
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองเพื่อศึกษาผลของการใช้โยคะภาวนาต่อการลดความเครียดในขณะตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เป็นหญิงตั้งครรภ์ อายุตั้งแต่ 19 ปี อายุครรภ์ระหว่าง 20 - 32 สัปดาห์ จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับการฝึกโยคะภาวนาร่วมกับการพยาบาลตามปกติ การฝึกโยคะภาวนาประกอบด้วยการฝึกท่าโยคะและเทคนิคการหายใจ ซึ่งการฝึกท่าโยคะประกอบด้วย 4 ท่า ได้แก่ ท่าบริหารคอ ท่าบริหารบ่าและไหล่ ท่าเปิดเส้นแขน เส้นมือ และเส้นนิ้ว ท่าบริหารข้อเท้า ข้อเข่า และข้อสะโพก ส่วนเทคนิคการหายใจ ได้แก่ การฝึกหายใจ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ คู่มือการฝึกโยคะภาวนา แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบวัดการรับรู้ความเครียด ซึ่งมีค่าความเที่ยงโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .70 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการทดสอบที ผลวิจัยพบว่า</p> <p>คะแนนเฉลี่ยความเครียดของกลุ่มทดลองภายหลังการทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-4.10, p<.01) และต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=4.50, p<.01)</p> <p>จากผลการวิจัยครั้งนี้เสนอแนะว่าพยาบาลวิชาชีพประจำหน่วยฝากครรภ์สามารถให้ความรู้แก่หญิงตั้งครรภ์ในการดูแลตนเองโดยการฝึกโยคะภาวนาเพื่อช่วยลดความเครียดโดยปรับให้เหมาะกับบริบท</p> <p> </p>
รัศมี ศรีนนท์
วิมลมาส ติ่งบุญ
อมรรัตน์ สว่างเกตุ
นวภัสร์ มุ่งหมาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
5 3
128
140
-
บทบรรณาธิการ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/279652
ปริญญาภรณ์ ธนะบุญปวง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
5 3