วารสารวิจัยเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ <p>วารสารวิจัยเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต รับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านการพยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน ทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ ผลงานวิจัยบทความทุกเรื่องจากได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 คน โดยใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ด้วยกระบวนการ Double-blind และผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันที่หลากหลายไม่อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้แต่ง กำหนดการตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และ ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> th-TH <p>บทความทีตีพิมพ์ในวารสารนี้ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี และผลงานวิชาการหรือวิจัยของคณะผู้เขียน ไม่ใช่ความคิดเห็นของบรรณาธิการหรือผู้จัดทํา</p> parinyaporn.th@bcnr.ac.th (กองบรรณาธิการวารสาร) parinyaporn.th@bcnr.ac.th (กองบรรณาธิการวารสาร) Mon, 13 Jul 2026 17:38:45 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ของหน่วยบริการสาธารณสุขในจังหวัดเพชรบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/280731 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยในรูปแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรคของกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) พัฒนาและประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การสำรวจสภาพปัจจุบัน การพัฒนารูปแบบ และการประเมินรูปแบบ โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากบุคลากรสาธารณสุข 342 คน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 คน สนทนากลุ่มผู้ปฏิบัติงาน 10 คน และให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินรูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้น 12 คน และเวทีประชาพิจารณ์ 123 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในกลุ่ม และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าสภาพการดำเนินงานและประสิทธิภาพการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนปัญหาเชิงระบบ ได้แก่ การขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน การมุ่งเน้นความครบถ้วนของเอกสารมากกว่าผลลัพธ์เชิงสุขภาพ ความซับซ้อนของขั้นตอน และการขาดกลไกพี่เลี้ยงสนับสนุนในระดับอำเภอ รูปแบบที่พัฒนาคือ “Initiate–P–D–C–A” บูรณาการกับ POLC ประกอบด้วย การวางแผนแบบใช้ข้อมูล มาตรฐานงาน การบริหารกำลังคน ระบบการเงินโปร่งใส ภาวะผู้นำ การติดตามประเมินผล และความยืดหยุ่นของการเข้าถึง ผลการประเมินพบว่ารูปแบบมีความเหมาะสมในระดับมาก (<em>M</em>= 3.84, <em>SD</em>= 0.11) โดยมีความเห็นพ้องต้องกันในระดับดี (ICC = 0.75) สรุปได้ว่า Initiate–P–D–C–A เป็นกลไกเตรียมความพร้อมเชิงระบบที่สำคัญต่อการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน กปท. ในจังหวัดเพชรบุรี</p> เศกสันต์ ชานมณีรัตน์ , นงณภัทร รุ่งเนย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/280731 Mon, 13 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สำนักงานสาธารณสุขอำเภออัมพวา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/282773 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และความพึงพอใจต่อการตรวจคัดกรองและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กลุ่มตัวอย่างในการพัฒนารูปแบบ ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 14 คน ส่วนกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาประสิทธิผลและความพึงพอใจ ได้แก่ กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน โรคละ 176 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 88 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แนวทางสนทนากลุ่ม รูปแบบการจัดการศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แบบสอบถาม และแบบบันทึกภาวะสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ การทดสอบค่าที และช่วงความเชื่อมั่น 95% ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>รูปแบบการจัดการศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประกอบด้วย 1) การกำหนดบทบาทหน้าที่และบูรณาการการทำงาน 2) การพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และ อสม. 3) การวางแผนคัดกรองกลุ่มเสี่ยง 4) การดำเนินการคัดกรองและให้คำแนะนำ 5) การติดตามและเสริมพลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ 6) การประเมินผลและรายงานความก้าวหน้า หลังใช้รูปแบบดังกล่าว กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานมีพฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้น มีดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ระดับความดันโลหิต และระดับน้ำตาลในเลือดลดลง และดีขึ้น / ลดลงมากกว่ากลุ่มที่ใช้รูปแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; 0.05) และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 53.4</p> <p>ดังนั้นการพัฒนาศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจึงควรประยุกต์ใช้รูปแบบ ฯ ที่พัฒนาขึ้นให้ครอบคลุมทุกกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการ</p> เจริญ จังหวัด, นิพนธ์ เงินคงพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/282773 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมสมาร์ตแคร์สมาร์ตคิดเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กก่อนวัยเรียนที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าในจังหวัดกาฬสินธุ์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/283855 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสมาร์ตแคร์สมาร์ตคิดต่อพฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการเด็กของผู้ดูแลและต่อพัฒนาการเด็กก่อนวัยเรียนที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลและเด็กก่อนวัยเรียนที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าในจังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 64 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 32 คู่ โดยสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือการดำเนินการวิจัยคือโปรแกรมสมาร์ตแคร์สมาร์ตคิดเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า ระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการเด็กก่อนวัยเรียนสำหรับผู้ดูแล และแบบประเมินพัฒนาการเด็กก่อนวัยเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ การทดสอบของแมคนีมาร์ การทดสอบความแม่นยำของฟิชเชอร์และสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ดูแลในกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการเด็กก่อนวัยเรียนโดยรวมและรายด้านดีกว่าก่อนเข้าร่วม (t = -25.687, p &lt; .001) และดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (t = 14.407, p &lt; .001) และหลังเข้าร่วมโปรแกรม เด็กก่อนวัยเรียนกลุ่มทดลองมีสัดส่วนของเด็กที่มีพัฒนาการปกติในภาพรวมทุกด้านสูงกว่าก่อนเข้าร่วม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มทดลองมีสัดส่วนพัฒนาการปกติมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4 ด้าน ยกเว้นด้านการเคลื่อนไหวที่ไม่แตกต่างกัน</p> ปนัดดา ภูบรรทัด, สุทธีพร มูลศาสตร์, สุมัจฉรา มานะชีวกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/283855 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบบริการสุขภาพช่องปากเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทันตกรรมของเครือข่ายสุขภาพ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/280283 <h2>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และสภาพปัญหาการเข้าถึงบริการทันตกรรมของประชาชนในเครือข่ายสุขภาพอำเภอหันคา 2) พัฒนาระบบบริการสุขภาพช่องปากโดยประยุกต์ใช้แนวคิด 6 เสาหลักของระบบสุขภาพ และ 3) ประเมินผลลัพธ์ของระบบบริการสุขภาพช่องปากที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ร่วมพัฒนาระบบ จำนวน 19 คน และประชาชนผู้รับบริการทันตกรรม จำนวน 100 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินผลระบบบริการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Wilcoxon Signed-Ranks Test ผลการวิจัย พบว่า</h2> <h2>1. สถานการณ์การเข้าถึงบริการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean= 3.47, SD= 0.57) มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ การบริหารจัดการและการเข้าถึงของกลุ่มวัยทำงานและกลุ่มเปราะบาง</h2> <h2> 2. ระบบบริการสุขภาพช่องปากที่พัฒนาขึ้นครอบคลุมการปรับปรุงระบบนัดหมายล่วงหน้า การจัดคลินิกนอกเวลา การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การเชื่อมโยงระบบสารสนเทศ และการบริหารทรัพยากรในเครือข่าย และประกาศใช้ธรรมนูญสุขภาพช่องปากเพื่อให้บริการเชิงรุกในกลุ่มเปราะบาง</h2> <h2>3. หลังการพัฒนา ตัวชี้วัดบรรลุเป้าหมายและมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; .001) ได้แก่ ผู้รับบริการในเวลาราชการและนอกเวลาเพิ่มขึ้น ระยะเวลารอคอยลดลง ความพร้อมอุปกรณ์และบันทึกข้อมูลครบถ้วนเพิ่มขึ้น ผู้รับบริการและบุคลากรมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น รวมถึงการออกหน่วยเชิงรุกในกลุ่มเปราะบางบรรลุเป้าหมายทุกกลุ่ม</h2> <h2>ผลการวิจัยแสดงว่า การพัฒนาระบบบริการสุขภาพช่องปากโดยการมีส่วนร่วมและการประยุกต์ใช้แนวคิดหกเสาหลัก สามารถเพิ่มการเข้าถึงบริการ ยกระดับคุณภาพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบบริการในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</h2> <p> </p> ทพญ.นพมาศ วิวัชรโกเศศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/280283 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยการรับรู้และแรงสนับสนุนทางสังคมของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภท ในอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/280503 <h2>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยด้านชีวสังคม การรับรู้ต่อโรคจิตเภท และแรงสนับสนุนทางสังคมของผู้ดูแล และพฤติกรรมการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภท 2) ระดับพฤติกรรมการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภท และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดังกล่าวกับพฤติกรรมการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส จำนวน 150 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามแต่ละชุดอยู่ระหว่าง .80 ถึง .82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย พบว่า</h2> <h2>กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 74.67 อายุ 40–49 ปี ร้อยละ 38.67 สถานภาพสมรส ร้อยละ 76.67 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 62.00 เป็นบิดามารดาของผู้ป่วย ร้อยละ 82.67 และมีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 62.66 การรับรู้ต่อโรคจิตเภทและแรงสนับสนุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 3.46 และ 3.16 ตามลำดับ) พฤติกรรมการรักษาด้วยยาอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.94) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการรักษาด้วยยามากที่สุดคือ แรงสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสาร (r = .41, p = .005) รองลงมาคือ แรงสนับสนุนด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพ (r = .32, p = .002) และแรงสนับสนุนด้านอารมณ์ (r = .27, p = .003) ตามลำดับ นอกจากนี้ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการกำเริบมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำ (r = .13, p = .02)</h2> <h2>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเสริมสร้างระบบสนับสนุนผู้ดูแล โดยเฉพาะด้านข้อมูลข่าวสารและการเข้าถึงบริการสุขภาพ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน</h2> <p> </p> น.พ.ซัมซุดดีน หามะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/280503 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนโรคความดันโลหิตสูงและความดันโลหิตของผู้สูงอายุ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/281195 <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนโรคความดันโลหิตสูงและความดันโลหิตของกลุ่มทดลองก่อนและหลังได้รับโปรแกรม และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุความดันโลหิตสูงที่มีความดันโลหิต ≥ 140/90 มิลลิเมตรปรอท คัดเลือกกลุ่มทดลองที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้าด้วยการสุ่มอย่างง่าย และเลือกกลุ่มเปรียบเทียบให้มีคุณลักษณะใกล้เคียงกันมากที่สุด กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือทดลองเป็นโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้สูงอายุความดันโลหิตสูงตามแนวคิดทฤษฎีความสามารถตนเอง เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถาม 2 ส่วน ได้แก่ (1) ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพ (2) พฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนโรคความดันโลหิตสูง 5 ด้าน ดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากัน คือ 1 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ .82 .93 .80 .98 และ .96 ตามลำดับ และ 2) เครื่องวัดความดันโลหิตดิจิทัล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติทดสอบที สถิติทดสอบวิลคอกซันซายน์แรงค์ สถิติทดสอบแมนวิทนีย์ยู และสถิติทดสอบแอนโควา ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนโรคความดันโลหิตสูง ด้านรับประทานอาหาร ด้านออกกำลังกาย ด้านรับประทานยา และด้านจัดการความเครียดสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและกลุ่มเปรียบเทียบ มีพฤติกรรมลดละเลิกสูบบุหรี่สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และมี ความดันโลหิตต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและกลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> </p> อวยพร วินทะไชย, วาริณี เอี่ยมสวัสดิกุล, วิไลวรรณ ทองเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/281195 Thu, 01 Oct 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/283826 <p>การวิจัยแบบผสมผสานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุฯ และ 2) ศึกษาปัจจัยความสำเร็จ ปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินงานระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประเมินผลตามรูปแบบ CIPP Model จำนวน 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ คณะอนุกรรมการ จำนวน 250 คน ผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 55 คน และผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 288 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 36 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ด้านบริบทมีนโยบาย “จังหวัดรักษ์สุขภาพ” ขับเคลื่อนผ่าน คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพ</span>ชีวิตระดับอำเภอ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ด้านปัจจัยนำเข้า คณะอนุกรรมการมีความรู้ระดับดี และการบริหารจัดการระดับมาก ด้านกระบวนการมีความเข้มแข็งด้านการเยี่ยมบ้านและการจัดทำแผนการดูแลรายบุคคลระดับดีเด่น ด้านผลผลิต ผู้สูงอายุมีความสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันดีขึ้น (ร้อยละ 23.30) และมีความพึงพอใจระดับมาก</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญ คือ ภาวะผู้นำของผู้บริหารท้องถิ่น ด้านปัญหา พบว่า ระบบ การบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อน</span></p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนว่าภาวะผู้นำของผู้บริหารเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุฯการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศจะลดความซ้ำซ้อนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน</p> สุทธนภ ศรีทอง, กิระพล กาละดี, ศศิธร ธนะภพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/283826 Sun, 11 Oct 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมต่อพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/281304 <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและความดันโลหิตของกลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรม และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิที่มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองระดับต่ำและปานกลาง มีความดันโลหิต ≥ 140/90 มิลลิเมตรปรอท คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้าศึกษาด้วยการสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มทดลอง แล้วเลือกกลุ่มเปรียบเทียบให้สองกลุ่มมีอายุและความดันโลหิตซิสโตลิกใกล้เคียงกัน กลุ่มละ 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1) โปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมองตามแนวคิดแบบจำลองพรีสีด-โพรสีด และ 2) แบบบันทึกพฤติกรรมรับประทานอาหารและออกกำลังกาย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) เครื่องวัดความดันโลหิตดิจิทัล และ 2) แบบสอบถามมี 3 ส่วน ได้แก่ (1) ข้อมูลส่วนบุคคล (2) ข้อมูลสุขภาพ และ (3) พฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมองด้านรับประทานอาหารและออกกำลังกาย มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากันคือ 1 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค .86 และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติทดสอบที และสถิติทดสอบแมนวิทนีย์ยู</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมองด้านรัประทานอาหารและออกกำลังกาย สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและกลุ่มเปรียบเทียบ มีความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิกต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและกลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> นายอนุชา สร้อยเป้า, วาริณี เอี่ยมสวัสดิกุล, วิไลวรรณ ทองเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/281304 Sun, 11 Oct 2026 00:00:00 +0700