วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC <p>วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี (The Journal of Boromarajonani College of Nursing, Suphanburi) มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการในรูปแบบงานวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาการพยาบาล การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการศึกษาด้านพยาบาลและสุขภาพ และสนับสนุนให้บุคลากรในกระทรวงสาธารณสุขมีการพัฒนาผลงานวิจัยที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งเป็นฐานข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี และคณาจารย์ท่านอื่นๆในวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> netiya@snc.ac.th (ผศ.ดร.เนติยา แจ่มทิม) netiya@snc.ac.th (ผศ.ดร.เนติยา แจ่มทิม) Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การศึกษาสมรรถนะจำเป็นและแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้ดูแลที่เป็นญาติผู้ป่วยติดเตียงเพื่อ ป้องกันการเกิดแผลกดทับ: การศึกษาเชิงคุณภาพ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281706 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะจำเป็นสำหรับ ผู้ดูแลที่เป็นญาติของผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว เก็บข้อมูลโดยการสัมภา ษณ์เชิงลึก (In-dept Interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยติดเตียง จำนวน 7 ราย ประกอบด้วย แพทย์ อาจารย์พยาบาล พยาบาล และผู้ช่วยพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (content analysis) ด้วย โปรแกรม QDA miner lite</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลที่เป็นญาติจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคและการดูแลผู้ป่วยติดเตียง มีทัศนคติ เชิงบวกต่อการดูแลผู้ป่วยติดเตียง มีทักษะในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการดูแลกิจวัตรประจำวัน รวมถึง ความสามารถในการสื่อสารและการใช้ทรัพยากรสนับสนุน โดยแนวทางการพัฒนาสมรรถนะควรเน้นการฝึกปฏิบัติจริง การใช้สื่อการสอนที่หลากหลาย และการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ข้อเสนอแนะ สามารถนำไปใช้ในการออกแบบโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะผู้ดูแลที่เป็นญาติผู้ป่วยติดเตียงต่อไป</span></p> ลัญชนา เพิ่มพูล, สมคิด ปราบภัย, ธริสรา จิรเสถียรพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281706 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตของผู้ดูแลผู้ป่วยทางจิตโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดสุพรรณบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281708 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตของผู้ดูแลผู้ป่วยทางจิตโรงพยาบาล ชุมชน จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบวัด 2 กลุ่ม ก่อน หลัง และติดตามผล 1 เดือน กลุ่มตัวอย่างผู้ดูแลผู้ป่วย ทางจิต จำนวน 60 คน สุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความ แข็งแกร่งในชีวิต ระยะเวลาดำเนินการวิจัย 4 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ โปรแกรมได้รับการตรวจสอบ เชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (IOC = 0.90) หาค่าความเชื่อมั่นด้วยการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบากได้ เท่ากับ .85 และวัดผลด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางใจของกรมสุขภาพจิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การ วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีบรอนเฟอร์โรนี</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยความเข้มแข็งทางใจในระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล 1 เดือน ระหว่างกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( </span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">&lt; .001) โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความเข้มแข็งทางใจ ระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และระยะติดตามผล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( </span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">&lt; .001) ควรนำโปรแกรม เสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตไปใช้ในการช่วยเหลือผู้ดูแลผู้ป่วยทางจิตมีความเข้มแข็งทางใจ สามารถเผชิญปัญหาอย่าง สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป</span></p> อรวัลย์ เมฆเคลื่อน, ปวิดา โพธิ์ทอง, เสาวลักษณ์ ศรีโพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281708 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจ ทัศนคติ และความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรม ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ ของสตรีมุสลิมในจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281719 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ปัญหาสุขภาพของสตรีมุสลิมพบภาวะอ้วนและโรคเรื้อรัง การปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์มีคว ามเกี่ยวข้อ งกับ แรงจูงใจ ทัศนคติ ความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรม และการศึกษาพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ในสตรีมุสลิมยังมีอยู่น้อย การวิจัยหา ความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ แรงจูงใจ ทัศนคติ และความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรม ของสตรีมุสลิม 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจ ทัศนคติ และความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรม กับพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ของ สตรีมุสลิม และ 3) ศึกษาแรงจูงใจ ทัศนคติ และความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรม ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ของสตรี มุสลิม ประชากรเป็นสตรีมุสลิมวัยเจริญพันธุ์ มีภูมิลำเนาในจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก วิธีดำเนินการวิจัย โดยประสานงานเก็บข้อมูลในชุมชนมุสลิม คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*power และเผื่อการสูญหายเลือกตัวอย่างแบบ เจาะจงจำนวน 400 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ แรงจูงใจในการปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ ทัศนคติในการปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ และความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ ตรวจสอบความตรงข องทุก แบบสอบถามพบ IOC &gt; 0.67 ทุกข้อ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ 0.876, 0.878, 0.781 และ 0.831 ตามลำดับ วิเคราะห์สถิติพรรณนา สถิติอ้างอิงวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันและการถดถอยแบบพหุคูณ</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย 1. สตรีมุสลิมมีพฤติกรรมการเจริญพันธุ์เฉลี่ยในระดับมาก (M= 3.625, </span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">= 0.605) แรงจูงใจในการปฏิบัติ พฤติกรรมการเจริญพันธุ์มีคะแนนอยู่ในระดับมาก (M = 3.790, </span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">= 0.679) ความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ และ ทัศนคติในการปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์มีคะแนนอยู่ในระดับปานกลาง (M.=3.480, </span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">= 0.581 และ M=3.479, </span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">= 0.566) 2. แรงจูงใจ ทัศนคติ และความตั้งใจในการปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลาง กับพฤติกรรมการเจริญพันธุ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ </span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&lt; .01 (r = 0.410, Sig.= .000; r = 0.460, Sig.= .000 และ r = 0.546, Sig.= .000 เรียงตามลำดับ) 3. ความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์และทัศนคติในการปฏิบัติพฤติกรรมการ เจริญพันธุ์สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ P&lt; .01 โดยสามารถทำนายได้ ถูกต้องร้อยละ 35.5 สมการทำนายรูปคะแนนมาตรฐานดังนี้</span></p> <p><span class="fontstyle3">&nbsp; &nbsp; &nbsp;Y</span><span class="fontstyle4">ˆ </span><span class="fontstyle0">= .481 ความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ ** + .153 ทัศนคติในการปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ **</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;บุคลากรสาธารณสุขควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน เสริมแรงจูงใจ สร้างทัศนคติทางบวกต่อ พฤติกรรมการเจริญพันธุ์ บูรณาการบทบัญญัติอิสลามร่วมกับรณรงค์ให้สตรีมุสลิมเกิดความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ที่ ดีต่อไป</span> </p> ศุภามณ จันทร์สกุล, ชนินทร์ จักรภพโยธิน, คชารัตน์ ปรีชล, บุญส่ง สุประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281719 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารและ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในสตรีตั้งครรภ์ ณ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281722 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้เป็นแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารก่อนและหลังทดลอง และเปรียบเทียบสัดส่วนจำนวนสตรีตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ระหว่างการตั้งครรภ์และเมื่อสิ้นสุดโปรแกรมระหว่าง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีดัชนีมวลกายก่อนการตั้งครรภ์ปกติและไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่มารับบริการแผนก ฝากครรภ์ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี ระยะเวลาศึกษาตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2568 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติเกณฑ์การคัดเข้า จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 23 คน ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการ รับรู้ความสามารถของตนเองร่วมกับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มควบคุม 23 คน ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างเดียว แบ่ง ตามช่วงอายุครรภ์ ดังนี้ 20-24, 24-28, 28-32, 32-36 และ 37-40 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม ข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร (Cronbach’s alpha = 0.760) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Independent t-test, Chi-square test, Mann–Whitney U test, Paired sample t-test, และ Wilcoxon matched pair sign rank test</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารด้านแบบแผนการรับประทานอาหารและวิธีการ เตรียมอาหารหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&lt;0.05) ส่วนชนิดของอาหารที่ รับประทานก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&gt;0.05) สำหรับค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการ บริโภคอาหารด้านแบบแผนการรับประทานอาหาร วิธีการเตรียมอาหาร และชนิดของอาหารที่รับประทานก่อนและหลังเข้าร่วม โปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&gt;0.05) กลุ่มทดลองมีสัดส่วนจำนวน สตรีตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักตัวระหว่างการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ในครั้งที่ 4 และ 5 หลัง เข้าร่วมโปรแกรมมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&lt;0.05) แต่สัดส่วนจำนวนสตรีตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์เมื่อสิ้นสุดโปรแกรมของกลุ่ม ตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&gt;0.05)</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมมีแนวโน้มช่วยให้สตรีตั้งครรภ์มีแนวโน้มเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค อาหาร ดังนั้น สามารถนำโปรแกรมมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการพยาบาล เพื่อช่วยส่งเสริมให้สตรีตั้งครรภ์มีพฤติกรรมการบริโภค อาหารเหมาะสมและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์</span> </p> ธนธรณ์ เรืองศรี, ทิวาวรรณ เทพา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281722 Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีภาวการณ์รู้คิดบกพร่องเล็กน้อย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281733 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของผู้สูงอายุในประเทศไทยส่งผลให้เกิดความท้าทายด้านสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะปัญหาภาวการณ์รู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild cognitive impairment: MCI) ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและมีความ เสี่ยงสูงที่พัฒนาไปสู่ภาวะสมองเสื่อม งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมกระตุ้น การรู้คิดต่อการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีภาวะ MCI กลุ่มตัวอย่าง 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดจำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 90 นาที ใช้แบบประเมิน Montreal cognitive assessment (MoCA) วัดผลก่อน-หลัง และติดตามผล 1 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าทีแบบอิสระ (Independent t-tests) และวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (repeated measures ANOVA)</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยการรู้คิดของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 2.152, </span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">= .038) ในระยะหลังการทดลอง และยังคงสูงกว่าในเชิงตัวเลขในระยะติดตามผล 1 เดือน และเมื่อเปรียบเทียบภายใน กลุ่มทดลอง พบว่า คะแนนเฉลี่ยการรู้คิดหลังการทดลองและระยะติดตามผล1 เดือน สูงกว่าก่อนการทดลองอย่า งมี นัยสำคัญทางสถิติ </span><span class="fontstyle2">(p </span><span class="fontstyle0">&lt; .001) แต่คะแนนระหว่างหลังการทดลองกับระยะติดตามผลไม่แตกต่างกัน (</span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">= .171) แสดงให้ เห็นว่าโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดที่ผสมผสานกิจกรรม 6 ด้านของการรู้คิด สามารถพัฒนาการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีภาวะ MCI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การวิจัยในอนาคตควรเพิ่มระยะเวลาการติดตามผลเพื่อยืนยันผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ของโปรแกรม</span> </p> พัทรินทร์ บุญเสริม, พนัชกร ศรีมงคล, คณพศ หินเมืองเก่า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281733 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์วัยเด็กที่ไม่พึงประสงค์กับผลลัพธ์ทางสุขภาพกาย และสุขภาพจิตของผู้ป่วยจิตเวชในเขตบริการสุขภาพที่ 5 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281738 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยผสมผสานแบบลำดับ (mixed methods: sequential design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของ ประสบการณ์วัยเด็กที่ไม่พึงประสงค์ ระดับผลลัพธ์ทางสุขภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์วัยเด็กที่ไม่พึง ประสงค์กับผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้ป่วยจิตเวชในเขตบริการสุขภาพที่ 5 ประชากรคือผู้ป่วยจิตเวชที่รับยาที่รพ.สต. ใน เขตบริการสุขภาพที่ 5 กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ G*Power ได้ 448 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามประสบการณ์วัยเด็กที่ไม่พึงประสงค์ที่เลือกตอบใช่/ไม่ใช่และประเมินค่า มีค่าความเชื่อมั่นจากสูตร KR-21 และสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคคือ .80 และ .86 แบบประเมินผลลัพธ์ด้านสุขภาพกายและแบบประเมินผลลัพธ์ด้าน สุขภาพจิตมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคคือ .81 และ .83 และแนวการสัมภาษณ์ที่ผ่านการตรวจโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และทดลองใช้แล้ว เก็บข้อมูลระหว่างมกราคม - พฤษภาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานและไคสแควร์ ผลลัพธ์ทางสุขภาพกายส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี ( n=292, 65.18 %) ผลลัพธ์ทาง สุขภาพจิตส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่ดี (n=316, 70.54 %) พบว่าประสบการณ์ด้านทารุณกรรมทางกาย จิตใจและเพศ การ ทอดทิ้งทางกายและจิตใจ ครอบครัวแตกแยก การใช้สารเสพติดและครอบครัวมีประวัติอาชญากรมีควา มสัมพันธ์กับ ผลลัพธ์ทางสุขภาพกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (</span><span class="fontstyle2">X</span><span class="fontstyle2">2 </span><span class="fontstyle0">= 9.823, 9.865, 4.054, 4.358, 12.889, 5.408, 15.845 และ 32.547 ตามลำดับ) ประสบการณ์ด้านทารุณกรรมทางกายและจิตใจ ความรุนแรง ครอบครัวแตกแยก และ ครอบครัวมีประวัติอาชญากรมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางสุขภาพจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (</span><span class="fontstyle2">X</span><span class="fontstyle2">2 </span><span class="fontstyle0">= 2.598, 5.657, 5.389, 17.286 และ 16.384 ตา มลำ ดับ) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเครา ะห์แบบ thematic analysis พบ 4 ประเด็น ได้แก่ ถูกกีดกันทางสังคม ใช้ชีวิตตามลำพังคนเดียว ถูกบีบคั้นทางอารมณ์ และอยู่กับแม่ที่อารมณ์รุนแรง</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ความรู้จากงานวิจัยนี้กระทรวงสาธารณสุขควรกำหนดนโยบายการป้องกันการเกิดประสบการณ์วัยเด็กที่ไม่พึง ประสงค์บุคลากรสุขภาพควรส่งเสริมความรู้ในการเลี้ยงดูเด็ก และนักการศึกษาควรสอดแทรกสาระในการเรียนการสอน</span> </p> เยาวลักษณ์ มีบุญมาก, เพ็ญจมาศ คำธนะ, จิริยา อินทนา, ปริญญาภรณ์ ธนะบุญปวง, กาญจนา เลิศถาวรธรรม, กรรณิการ์ กิจนพเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281738 Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลการใช้นวัตกรรมกล่องดนตรีความจำประลองสมอง เพื่อส่งเสริมสมรรถภาพด้านความจำผู้สูงอายุ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281739 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัย แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง คือ ประเมินผลการใช้นวัตกรรม กล่องดนตรีความจำประลองสมอง เพื่อส่งเสริมสมรรถภาพด้านความจำผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุในชุมชน จำนวน 30 คน โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย 1) นวัตกรรมกล่องดนตรีความจำประลอง สมอง ทดลองใช้แบบรายบุคคล 2) แบบคัดกรองสมรรถภาพความจำ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบที</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยสมรรถภาพความจำของผู้สูงอายุภายหลังการใช้นวัตกรรมดีกว่าก่อนการใช้ นวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-19.53, </span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">&lt; 0.05) และค่าเฉลี่ยความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.20, </span><span class="fontstyle2">SD </span><span class="fontstyle0">= 0.62) และคะแนนเฉลี่ยรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประโยชน์ที่ได้รับ </span><span class="fontstyle2">(</span><span class="fontstyle0">M = 4.27, </span><span class="fontstyle2">SD </span><span class="fontstyle0">= 0.79) รองลงมา คือ ด้านประสิทธิภาพของการนำนวัตกรรมไปใช้ (M = 4.21, </span><span class="fontstyle2">SD </span><span class="fontstyle0">= 0.92) และด้านที่มีค่าเฉลี่ย ต่ำสุด คือ ด้านประสิทธิภาพของชิ้นงาน (M = 4.09, </span><span class="fontstyle2">SD </span><span class="fontstyle0">= 0.92)</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;นวัตกรรม กล่องดนตรีความจำประลองสมอง ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการส่งเสริมสมรรถภาพด้านความจำ ผู้สูงอายุในกลุ่มที่ยังไม่มีภาวะสมองเสื่อม สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมการทำงานของสมองและการป้องกัน ภาวะสมองเสื่อมในระยะเริ่มต้น ตลอดจนเป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนากิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนและ สถานบริการสุขภาพ</span> </p> จิรวดี อ่อนศรี, ปณิดา ลุนบุดดา, สุวรรณา สุขตะกั่ว, วจีกานต์ พิมพขันธ์, วิภาพร สว่างศรี, ศิริวรรณ ศรีสัมพันธ์, สิรินญา ช่างเพ็ชร์ผล, สุพัตรา จันทร์สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281739 Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรู้คิดต่อสมรรถภาพทางสมอง ภาวะสุขภาพจิต และความสามารถ ในการทำกิจวัตรประจำวันที่ซับซ้อนของผู้สูงอายุในชุมชนสามพราน จังหวัดนครปฐม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281741 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ชนิดสองกลุ่มเปรียบเทียบ วัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรู้คิดต่อสมรรถภาพทางสมอง ภาวะสุขภาพจิต และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำ วันที่ซับซ้อนของผู้สูงอายุในชุมชนสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่ได้รับการคัดกรองการรู้คิดปกติ จำนวน 50 คน เลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบเจาะจง จัดเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 25 คน กลุ่มทดลองสมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมการ ทดลองระยะเวลา 8 สัปดาห์ ประกอบด้วยการสร้างสัมพันธภาพ การสอนความรู้แบบกลุ่ม และกิจกรรมการฝึกสมอง 5 กิจกรรม ร่วมกับการกำกับติดตามการฝึกด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องผ่านทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินสมรรถภาพสมอง แบบประเมินสุขภาพจิต และแบบประเมินความสามารถในการทำ กิจวัตรประจำวัน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟา ครอน บาคเท่ากับ 0.669, 0.886, 0.948 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ ที</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย การเปรียบเทียบภายในกลุ่มทดลองและระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่าภายหลัง การทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย สมรรถภาพสมอง (M=27.84, </span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">=1.91) และ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำ วันที่ซับซ้อน (M=7.80, </span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">=0.50) สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&lt;.001) ขณะที่ สภาวะสุขภาพจิต (M=8.88, </span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">=2.22) ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&gt;.05)</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมให้มีการนำโปรแกรมส่งเสริมการรู้คิดฯไปใช้ในระดับชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ในกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาสมรรถภาพสมอง ส่งเสริมสุขภาพจิต และเพิ่มความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่าง มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ควรมีการศึกษาติดตามผลในระยะยาว และประเมินผลกระทบในด้านอื่นเพิ่มเติม เช่น คุณภาพชีวิต และความสัมพันธ์ทางสังคม</span> </p> จุฑารัตน์ ผู้พิทักษ์กุล, พรทิพย์ จอกกระจาย, นงพิมล นิมิตรอานันท์, วิราภรณ์ ทองยัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281741 Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของการพัฒนาโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง โดยการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281744 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรค หลอดเลือดสมอง โดยการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โดยพัฒนาทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อ ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้านในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกด้วยการสุ่มอย่างง่าย โดยมี อสม. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลโพธิ์พระยาเป็นกลุ่มทดลอง และอสม. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพิหารแดงเป็นกลุ่มเปรียบเทียบ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ G* Power ได้ค่า effect size เท่ากับ .80 ที่ระดับความเชื่อมั่นที่ .05 ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน ระยะเวลาในการดำเนินการ 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1.โปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกัน โรคหลอดเลือดสมองในชุมชน โดยการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรม 4 ด้าน ได้แก่ ทักษะการเข้าถึง ทักษะการเข้าใจ ทักษะการประเมิน และทักษะการประยุกต์ 2. แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอด เลือดสมอง และ 3. พฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความ ตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 และ 1.00 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบราคเท่ากับ .92 และ .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา เพื่อแสดงลักษณะของกลุ่มตัวอย่างใช้การแจกแจงความถี่ จำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ ทดสอบทีเพื่อวิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในกลุ่มทดลองและกลุ่ม เปรียบเทียบ ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ย พฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกัน โรคหลอดเลือดสมองและกลุ่มเปรียบเทียบ</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูง กว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือด สมอง พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป ได้แก่ ควรดำเนินการติดตามผลหลัง สิ้นสุดโปรแกรม เพื่อประเมินผลความยั่งยืนของความรอบรู้ด้านสุขภาพและสังเกตพฤติกรรมในช่วงระยะ 6 เดือน หรือ 1 ปี การประยุกต์ใช้ โปรแกรมกับโรคไม่ติดต่ออื่นๆ และควรมีการดำเนินการวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed-methods research) เนื่องจากข้อมูลเชิงปริมาณ ประกอบกับข้อมูลเชิงคุณภาพ จะสามารถเพิ่มโอกาสในการที่ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ขึ้น ซึ่งจะช่วยพัฒนาโปรแกรมให้เหมาะสมกับ กลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น</span> </p> สุจิน มอญแช่มช้อย, นภาเพ็ญ จันทขัมมา, วันเพ็ญ แวววีรคุปต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281744 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมโดยชุมชนมีส่วนร่วม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281747 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหาและความต้องการการ ดูแลของผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม พัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะข</span><span class="fontstyle2">้ </span><span class="fontstyle0">อเข</span><span class="fontstyle2">้</span><span class="fontstyle0">าเสื่อมโดยชุมช นมีส</span><span class="fontstyle2">้ </span><span class="fontstyle0">ว นร่วมและศึกษา ประสิทธิผลระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะข</span><span class="fontstyle2">้ </span><span class="fontstyle0">อเข</span><span class="fontstyle2">้ </span><span class="fontstyle0">าเสื่อมโดยชุมชนมีส</span><span class="fontstyle2">้ </span><span class="fontstyle0">วนร่วม โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะ ที่ 1 วิเคราะห์สถานการณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม ระยะที่ 2 พัฒนาระบบ การดูแลผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 20 คน ร่วมกันวางแผนกำหนดกิจกรรม ติดตาม และปรับปรุงกระบวนการ ระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิผลระบบฯ กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและ ผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม จำนวน 60 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คู่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย คู่มือการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม แบบวัดความรู้ มีค่าความเที่ยง .82 แบบประเมินทักษะการดูแลผู้สูงอายุ ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม มีค่าความเที่ยง .80 และแบบประเมินระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม (Oxford Knee Score) สถิติที่ ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน วิเคราะห์ คะแนนเฉลี่ยความรู้ ทักษะการดูแลผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อมและระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมระหว่างกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติ Independent t-test และภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติ Paired t-test</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย ระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมโดยชุมชนมีส่วนร่วม ประกอบด้วย 1) ระบบบริการสุขภาพและ พัฒนาศักยภาพการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม 2) ระบบสนับสนุนด้านอุปกรณ์และสิ่งแวดล้อม 3) ระบบสนับสนุนทาง สังคมและจิตใจ 4) ระบบส่งเสริมความรู้และการป้องกัน และ 5) ระบบ ข้อมูล และติดตาม และผลของการพัฒนาระบบฯพบว่า 1) อาสาสมัครสาธารณสุขที่ได้รับการพัฒนาฯมีค่าเฉลี่ยความรู้และทักษะการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมสูงกว่าอาสาสมัคร สาธารณสุขที่ไม่ได้รับการพัฒนาฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t= 19.38, </span><span class="fontstyle3">p </span><span class="fontstyle0">&lt; 0.00และ t = 24.56, </span><span class="fontstyle3">p </span><span class="fontstyle0">&lt; 0.001) และ 2) ผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการดูแลจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาฯ มีค่าเฉลี่ยของระดับ ความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม 12 สัปดาห์ สูงกว่าการดูแลแบบปกติ (ระดับไม่พบอาการผิดปกติ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 (t = 5.02, </span><span class="fontstyle3">p </span><span class="fontstyle0">&lt; 0.001)</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมโดยชุมชนมีส่วนร่วม ช่วยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมีความรู</span><span class="fontstyle2">้ </span><span class="fontstyle0">และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมเพิ่มขึ้น และผู้สูงอายุที่มี ภาวะข้อเข่าเสื่อมมีระดับความรุนแรงของภาวะข้อเข่าเสื่อมลดลง</span> </p> วนิดา ศรีพรหมษา, อิสรีย์ ปัดภัย, ชัญญาวีร์ ไชยวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281747 Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าโดยใช้แนวคิด สบช.โมเดล ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281764 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า ตามแนวคิด สบช.โมเดล ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับบริการในสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินท รา บ้านหัวคลองแหลม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างจำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เป็นแบบสอบถาม 3 ส่วน ประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยที่เกี่ยวกับการเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวานและแบบ ประเมินภาวะซึมเศร้า 11 คำถาม (11Q) ตามแนวคิดสบช.โมเดล มีค่าแอลฟ่าครอนบาช เท่ากับ 0.8 วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ Fisher's exact test</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า พบว่ามีผู้ป่วยร้อยละ 26.25 มีภาวะซึมเศร้า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ระยะเวลาที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคร่วมทางกาย ซึ่งโรคทางสมองและหลอดเลือดสมอง และระดับน้ำตาลสะสมใน เลือดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .002, .000, .009 และ .019 ตามลำดับ</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; สรุป บุคลากรทางการแพทย์ในระบบปฐมภูมิควรมีการคัดกรอง ประเมินติดตามภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ เพิ่มความตระหนักการรับรู้ระดับความเสี่ยง และควรพัฒนา โปรแกรมป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานเป็นระยะเวลานาน มีโรคร่วมโรคหลอดเลือดสมองและ ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลได้ตามเกณฑ์</span> </p> ดลปภัฎ ทรงเลิศ, ธนาพร พรหมแก้ว, นฤเบศร์ โกศล, ภัทรธิดา ฟองงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281764 Wed, 22 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวานในชุมชน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281767 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และ วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 131 คน การศึกษาคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีค่าการกรองไต(eGFR) ระยะที่ 2-4 ใน เขตอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เครื่องมือประกอบด้วย แบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล, พฤติกรรมการ ดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองและการรับรู้ปัจจัยร่วมพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอ ไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผ่านการตรวจสอบความตรงเนื้อหาของแบบสอบ มีค่า CVI เท่ากับ 0.96, 0.93 และ 0.90 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.835, 0.762 และ 0.898 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง(M=2.99, </span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">=0.19) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วย เบาหวาน ได้แก่ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน ความรู้การดูแลตนเอง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ความเสี่ยง และการ รับรู้ประโยชย์ การวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณพบว่าสมการสามารถทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ได้ 47.4% (Adjust R</span><span class="fontstyle0">2 </span><span class="fontstyle0">=.474, </span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&lt;.001) โดย การรับรู้สมรรถนะแห่งตน (</span><span class="fontstyle3">β</span><span class="fontstyle0">=.508, </span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&lt;.001) ความรู้การดูแลตนเอง (</span><span class="fontstyle3">β</span><span class="fontstyle0">=.352, </span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&lt;.001) และการรับรู้ประโยชน์ (</span><span class="fontstyle3">β </span><span class="fontstyle0">=.160, </span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&lt;.05) เป็นตัวแปรที่สามารถทำนาย พฤติกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; จากผลการศึกษา ควรพัฒนาแนวทางเสริมสมรรถนะแห่งตน ควบคู่กับให้ความรู้ในการดูแลตนเองแก่กลุ่ม ผู้ป่วยโรคเบาหวานซึ่งโดยรวมยังอยู่ในระดับปานกลางและเพื่อชะลอการเสื่อมของไตซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของ โรคเบาหวาน</span> </p> อุมากร ใจยั่งยืน, อาคม โพธิ์สุวรรณ, สุภาภรณ์ วรอรุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/281767 Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 +0700