วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC <p>วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี (The Journal of Boromarajonani College of Nursing, Suphanburi) มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการในรูปแบบงานวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาการพยาบาล การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการศึกษาด้านพยาบาลและสุขภาพ และสนับสนุนให้บุคลากรในกระทรวงสาธารณสุขมีการพัฒนาผลงานวิจัยที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งเป็นฐานข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี และคณาจารย์ท่านอื่นๆในวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> netiya@snc.ac.th (ผศ.ดร.เนติยา แจ่มทิม) netiya@snc.ac.th (ผศ.ดร.เนติยา แจ่มทิม) Tue, 28 Jul 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความรอบรู้ด้านสุขภาพและความต้องการบริการสุขภาพในการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ของผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/283906 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นทักษะสำคัญที่ส่งผลต่อแรงจูงใจและศักยภาพในการดูแลตนเองของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพและความต้องการพัฒนาบริการสุขภาพของกลุ่มดังกล่าว โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานชนิดลำดับขั้นเชิงอธิบาย กลุ่มตัวอย่าง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ จำนวน 334 คน ที่มารับบริการในคลินิกเบาหวานของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขแห่งหนึ่งในภาคกลางของประเทศไทย ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพในคลินิกเบาหวาน จำนวน 16 คน และผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่&nbsp; จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีความตรงเชิงเนื้อหาสูง (I‑CVI = 0.80–1.00, S‑CVI = 0.97) และความเชื่อมั่นสูง (α = 0.97) และแนวคำถามสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับปานกลาง (M = 3.35, &nbsp;<em>SD</em> = 0.50) โดยมีทักษะการตัดสินใจอยู่ในระดับสูงสุด และทักษะการไต่ถามอยู่ในระดับต่ำสุด ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนว่าผู้ที่เป็นเบาหวานรายใหม่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ความมั่นใจในการซักถามและสื่อสารกับบุคลากร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทีมสุขภาพ และความต่อเนื่องในการจัดการตนเอง ขณะที่พยาบาลวิชาชีพระบุถึงข้อจำกัดของระบบบริการ โดยเฉพาะเวลาที่จำกัดในการให้คำแนะนำรายบุคคล ทั้งผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และพยาบาลวิชาชีพมีข้อเสนอแนะในทิศทางเดียวกัน คือ การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย เข้าใจง่าย สอดคล้องกับความต้องการ และรวมถึงมีระบบการติดตามต่อเนื่องและให้คำปรึกษาทางไกล ผลการวิจัยได้ข้อเสนอแนะว่า การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของผู้ป่วย ควบคู่กับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากพยาบาลวิชาชีพและทีมสุขภาพ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการดูแลตนเองและการควบคุมโรคในระยะยาว</p> นงณภัทร รุ่งเนย, ศิริพร ครุฑกาศ, ภคพร กลิ่นหอม, อุมาพร นกแพทย์, จินต์ทิพา ศิริกุลวิวัฒน์, ณัฐปัณฑ์ เพียรธัญญกรรม, บุหรง ใจธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/283906 Tue, 28 Jul 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284124 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผล ของโปรแกรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยสูงอายุ จำนวน 104 แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 52 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือการวิจัย แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1) โปรแกรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ และส่วนที่ 2) แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาด้วยค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อ อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเที่ยง ของแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการป้องกัน ภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.83, 0.84, 0.79 และ 0.75 ตามล าดับ ระยะเวลาจัดกิจกรรม 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และสถิติ เชิงอ นุมา น ได้แก่ Chi-Square test, Fisher’s exact test, Paired Sample t-test และ Independent t-test</span></p> <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพ การ รับรู้สมรรถนะแห่งตน แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อม สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (</span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">&lt; 0.001) จากผลการวิจัย บุคลากรสาธารณสุขสามารถนำโปรแกรม การป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นไปประยุกต์ใช้ในเครือข่ายบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิที่มีบริบท ใกล้เคียงกันในพื้นที่อื่นได้</span></p> ธรณินทร์ คุณแขวน, ปัญญ์กรินทร์ หอยรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284124 Tue, 28 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดบทเรียนดิจิทัลภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยศูนย์พัฒนา เด็กเล็ก อ าเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284209 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาชุดบทเรียนดิจิทัลภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดบทเรียนดิจิทัลภาษาอังกฤษ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านการ เรียนรู้ของเด็กปฐมวัย โดยมีรูปแบบการวิจัยผสมผสาน คือ รูปแบบการวิจัยและพัฒนาและการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง กลุ่ม ตัวอย่าง คือ เด็กเพศชายและหญิงระดับปฐมวัย อายุ 2-4 ปี ที่เข้ารับบริการที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตพื้นที่อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ จ านวน 100 คน ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินชุดบทเรียนดิจิทัล ชุดบทเรียนดิจิทัลภาษาอังกฤษ และแบบทดสอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที Paired Sample T-test<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1) ผลการประเมินชุดบทเรียนดิจิทัลภาษาอังกฤษโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน พบว่า มีระดับความคิดเห็นว่าบทเรียน มีความเหมาะสมต่อการพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษส าหรับเด็กปฐมวัยอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (</span><span class="fontstyle0">M</span><span class="fontstyle0">= 4.57, </span><span class="fontstyle2">SD </span><span class="fontstyle0">= 0.57)<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2) ผลการใช้ชุดบทเรียนดิจิทัลภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ พบว่า เด็กปฐมวัย มีคะแนนเฉลี่ย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สรุปได้ว่า ชุดบทเรียนดิจิทัลภาษาอังกฤษมีความเหมาะสมกับวัยและบริบทการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยและช่วย เสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิผล ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้สามารถน าไป ประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยและใช้เป็นแนวทางต่อยอดสำหรับการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน ผ่านสื่อเทคโนโลยีในอนาคต</span> </p> ลนาไพร ขวาไทย, เฉลิมวุฒิ อุทัยกัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284209 Fri, 14 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ. 3 ล. ของประชาชน จังหวัดพิษณุโลก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284210 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ.3 ล. ของประชาชน จังหวัดพิษณุโลก ประชากรคือ ประชาชน จังหวัดพิษณุโลก จ านวน 621,869 คน คำนวณขนาดตัวอย่าง ด้วยสูตรการประมาณการค่าเฉลี่ยประชากรได้ขนาดตัวอย่าง จำนวน 595 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบขั้นตอน<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ 3 อ. 3 ล.อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 78.3 ประกอบด้วยความรู้ ความเข้าใจทางสุขภาพตาม 3 อ. 3 ล. อยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 46.1 การเข้าถึงข้อมูลบริการสุขภาพ ตาม 3 อ. 3 ล. อยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 69.6 การสื่อสารสุขภาพตาม 3 อ. 3 ล.อยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 52.1 การจัดการ ตนเองตาม 3 อ. 3 ล. อยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 66.1 การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศตาม 3 อ. 3 ล. อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 79.3 และการตัดสินใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม 3 อ. 3 ล. อยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 36.6 ตามลำดับ ส่วนพฤติกรรม สุขภาพ 3 อ. 3 ล. อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 64.4 และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ. 3 ล.ของ ประชาชน ได้แก่ การสื่อสารสุขภาพตาม 3 อ. 3 ล. การตัดสินใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม 3 อ. 3 ล. การจัดการตนเองตาม 3 อ. 3 ล. การไม่สูบบุหรี่ การไม่ดื่มสุรา เพศ และอายุ ตามลำดับ ซึ่งตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 7 ตัวแปร สามารถร่วมกัน พยากรณ์พฤติกรรมสุขภาพ 3 อ. 3 ล.ของประชาชน จังหวัดพิษณุโลก ได้ร้อยละ 37.5 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ 3 อ. 3 ล. และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ. 3 ล. ของประชาชนให้เหมาะสมต่อไป</span> </p> ก้องภพ เวียงนาค, ธีรวีร์ อิ่มเกิด, ยุทธนา แยบคาย, วิชัย เทียนถาวร, รัศมี สุขนรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284210 Fri, 14 Aug 2026 00:00:00 +0700 พุทธนวัตกรรมเสียงสวดมนต์ผสมคลื่น Binaural Beats ต่อการลดความวิตกกังวล ในพระภิกษุสงฆ์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284212 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปัจจุบันพบปัญหาความวิตกกังวลในประสงฆ์เป็นจำนวนมาก การศึกษานี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลของพุทธนวัตกรรมเสียงสวดมนต์ผสมคลื่น Binaural Beats ต่อการลดความวิตกกังวลในพระภิกษุสงฆ์ มีผู้เข้าร่วม การวิจัย 60 คน อายุ 22-68 ปี ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ทำการสุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 30 คน ได้แก่ ควบคุมใช้ชีวิตตามปกติ และกลุ่มทดลองใช้พุทธนวัตกรรมเสียงสวดมนต์ผสมคลื่น Binaural Beats ความถี่ 4-10 Hz. ครั้งละ 30 นาที 3 ครั้งต่อ สัปดาห์ ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ จากนั้นทำการประเมินคะแนนความวิตกกังวล และประเมินผลความพึงพอใจต่อการใช้พุทธ นวัตกรรมฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Fisher’s exact test, Mann-Whitney U test และ Wilcoxon Signed Rank Test<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า 1) ผลของพุทธนวัตกรรมเสียงสวดมนต์ผสมคลื่น Binaural Beats ต่อการลดความวิตกกังวลใน พระภิกษุสงฆ์ ในระยะก่อนการทดลอง กลุ่มควบคุมมีคะแนนความวิตกกังวลต่ ากว่ากลุ่มทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (U 230, </span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">&lt;.01) ในขณะที่ภายหลังการทดลองกลุ่มควบคุมมีคะแนนความวิตกกังวลสูงกว่ากลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ (U=316, </span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">.04) 2) ผลของพุทธนวัตกรรมเสียงสวดมนต์ผสมคลื่น Binaural Beats กลุ่มทดลองหลังการใช้พุทธ นวัตกรรมฯ กลุ่มทดลองมีคะแนนความวิตกกังวลในระยะหลังการทดลองลดลงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (Z = -4.71, </span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">&lt; .01) ขณะที่คะแนนความวิตกกังวลของกลุ่มควบคุมในระยะก่อนการทดลองและหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน 3) หลัง การใช้พุทธนวัตกรรมเสียงสวดมนต์ผสมคลื่น Binaural Beats เกิดความพึงพอใจรวมเฉลี่ย 4.15 </span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">=0.88 ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าพุทธนวัตกรรมเสียงสวดมนต์ผสมคลื่น Binaural Beats มีผลต่อการลดความวิตกกังวลในพระภิกษุสงฆ์ ข้อเสนอแนะ พระสงฆ์สามารถนำพุทธนวัตกรรมเสียงสวดมนต์ผสมคลื่น Binaural Beats น าไปใช้ในการตอบสนองทาง สรีรวิทยา ลดความวิตกกังวล เกิดการผ่อนคลาย และลดระดับความวิตกกังวลในพระสงฆ์</span> </p> พระราชพัชรธรรมเมธี, จักรกริช กล้าผจญ, สุรีรัตน์ ณ วิเชียร, พระครูสุตพัชรบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284212 Fri, 14 Aug 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ระบบบริการสุขภาพระยะยาว และบริการทางสังคมระดับปฐมภูมิ ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชนตามวิถีปกติถัดไปในเขตสุขภาพที่ 5 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284215 <p><span class="fontstyle0"> การวิจัยแบบผสมผสานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ระบบบริการสุขภาพระยะยาว บริการทางสังคมระดับปฐมภูมิ และการมีส่วนร่วมของชุมชน </span><span class="fontstyle0">และ 2) ศึกษาปัญหาอุปสรรคในการจัดบริการสุขภาพระยะยาว และบริการทางสังคมระดับปฐม ภูมิในชุมชนเขตสุขภาพที่ 5 </span><span class="fontstyle0">กลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็น กลุ่มที่ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 40 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ ที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 20 คน กลุ่มผู้นำชุมชน จำนวน 10 คน และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 10 คน และกลุ่มที่ให้ข้อมูล เชิงปริมาณ จำนวน 330 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 177 คน กลุ่มผู้นำชุมชน จำนวน 96 คน และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 57 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย การใช้สถิติพรรณนา และการวิเคราะห์แก่นสาระ<br /></span><span class="fontstyle0"> ผลการศึกษา พบว่า </span><span class="fontstyle0">การวิเคราะห์การจัดบริการสุขภาพระยะยาวระดับปฐมภูมิ สรุปเป็น 3 แก่นเรื่อง ได้แก่ การจัดบริการสุขภาพตามวิถีปกติถัดไป <br />การบริหารจัดการทรัพยากร และการอภิบาลระบบสุขภาพ ส่วนการจัดบริการทางสังคม ที่เป็นสิ่งจ าเป็นในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) การดูแลทางสังคมระดับ ปฐมภูมิตามวิถีปกติถัดไป และ 2) การดูแลด้านสวัสดิการทางสังคม </span><span class="fontstyle0">ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน</span><span class="fontstyle0">ในการจัดบริการสุขภาพระยะยาวในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง (M=3.40, </span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">=0.57) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การมีส่วนร่วมวางแผนและตัดสินใจ อยู่ในระดับมาก (M=4.02, </span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">=0.52) และปัญหาอุปสรรคสำคัญในการดำเนินงาน แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการจัดบริการ พบปัญหาการบันทึกข้อมูลสุขภาพที่มีความซ้ าซ้อน การประมวลผลข้อมูลไม่เป็น แบบทันทีทันใด และความไม่พร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินงาน 2) ด้านการบริหารจัดการทรัพยากร พบปัญหาการขาดแคลนทั้งอัตรากำลังในการปฏิบัติงาน งบประมาณ และวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์<br /></span><span class="fontstyle0"> ดังนั้นแนวทางการจัดบริการสุขภาพระยะยาวและบริการทางสังคมควรส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม การเชื่อมโยงข้อมูลให้ครอบคลุมทุกระดับ การส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ สวัสดิการ และเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมจัดบริการเพื่อให้เกิดสุขภาวะชุมชนอย่างยั่งยืน</span></p> ปริญญาภรณ์ ธนะบุญปวง, เพ็ญจมาศ คำธนะ, สุภาพ ไทยแท้, จิริยา อินทนา, ศิลป์ชัย เนตรทานนท์, บรรณฑวรรณ หิรัญเคราะห์, ชลธิชา บุญศิริ, ทิวา มหาพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284215 Fri, 14 Aug 2026 00:00:00 +0700 ประสบการณ์การกลัวการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284220 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การหกล้มเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในชุมชนที่ ผู้สูงอายุดำรงชีวิตประจำวันด้วยตนเอง <br>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การกลัวการหกล้มของผู้สูงอายุใน ชุมชน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุ จำนวน 18 คน ที่คัดเลือกด้วย วิธีการแบบเจาะจง (purposive sampling) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยนำข้อมูลมาท าการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า ประสบการณ์การกลัวการหกล้มของผู้สูงอายุสะท้อนออกมา ใน 3 ประเด็นหลักได้แก่ (1) ความกลัวการหกล้ม พบว่า ผู้สูงอายุอับอายเมื่อหกล้ม มีความกังวล และไม่สบายใจที่จะต้องพึ่งพาผู้อื่น และรู้สึกว่า เป็นสัญญาณของความอ่อนแอ (2) การปฏิบัติตัวเพื่อลดความกลัวการหกล้ม ผู้สูงอายุให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพ และร่างกายมากขึ้น ทำกิจวัตรประจำวันให้ช้าลง ลดหรืองดการทำกิจวัตรประจำวันบางอย่าง และรับประทานอาหารเสริม (3) ความต้องการการช่วยเหลือเพื่อลดความกลัวการหกล้ม ได้แก่ การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในบ้าน การช่วยเหลือใน การเคลื่อนไหว และความรู้ในการป้องกันการหกล้ม<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สรุปได้ว่า ความกลัวการหกล้มเป็นประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม การจัดการปัญหานี้จึงควรใช้แนวทางแบบองค์รวม โดยผสมผสานการดูแลด้านสุขภาพ การสนับสนุนจากครอบครัว และการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อความปลอดภัย เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นใจในชุมชน</span> </p> ศิปภา ภุมมารักษ์, ยงยุทธ ประมวลสุข, ยุภา โพผา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284220 Tue, 28 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284223 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก 2) ศึกษา ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก ประกอบด้วย 2.1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ 2.2) ศึกษาพัฒนาการของความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาพยาบาลภายหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ 2.3) ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์บัณฑิต ชั้นปีที่ 4 ที่ลงทะเบียนเรียน ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1).รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2)คู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5) แบบประเมินพัฒนาการความสามารถในการคิดแก้ปัญหา 6) แบบสะท้อนการเรียนรู้ของ นักศึกษา และ 7) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบโดยใช้ t-test แบบ dependent การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ า (One-way ANOVA with Repeated Measures)<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก (PSSL Model) มีองค์ประกอบที่ส าคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นเตรียมการ (Preparing) ขั้นตอนที่ 2 ขั้นการเรียนรู้นอกห้องเรียน (Self – paced Learning) ขั้นตอนที่ 3 ขั้นเรียนรู้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงในชั้นเรียน (Simulation practice) ขั้นตอนที่ 4 ขั้นประเมินผลการเรียนรู้ (Learning evaluating) 4) การวัดประเมินผล และ 5) เงื่อนไขหรือสิ่งสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งผลการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ามีความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.52, </span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">=0.54) 2. ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จ าลองเสมือนจริงร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้านสูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพัฒนาการความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาพยาบาลหลังการเรียนด้วย รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดแก้ปัญหา ของนักศึกษาพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก (PSSL Model) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.66, </span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">=0.50)</span> </p> วรางคณา คุ้มสุข, อุบลวรรณ ส่งเสริม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284223 Fri, 14 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลทางไกลโดยเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวสำหรับผู้สูงอายุ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ของหน่วยบริการปฐมภูมิ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284224 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การพยาบาลผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำเป็นต้องอาศัยการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่องและการมีส่วนร่วมของ ครอบครัวเพื่อส่งเสริมการจัดการตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลทางไกล โดยเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวสำหรับผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในหน่วยบริการปฐมภูมิ การดำเนินงานวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ การวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิง ปริมาณ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารการพยาบาลโรงพยาบาลแม่ข่าย ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล <br>ทีมสุขภาพและภาคีเครือข่ายชุมชนของหน่วยบริการปฐมภูมิที่ดูแลผู้สูงอายุ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 23 คน ผลการวิเคราะห์นำไปสู่การพัฒนารูปแบบการพยาบาลทางไกลที่เน้นการมีส่วนร่วม ของครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การพัฒนาความรู้และการตั้งเป้าหมายสุขภาพ (2) การเฝ้าระวังและ ติดตามพฤติกรรมสุขภาพ (3) การตัดสินใจร่วมกันในการดูแลสุขภาพ (4) การให้คำปรึกษาและเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง และ (5) การสะท้อนตนเองและการประเมินผลร่วมกัน และระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบแผนการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังทดลอง โดยทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ในผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จ านวน 30 คน เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการนำรูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้นไปใช้ พบว่า ความรู้และพฤติกรรมการจัดการตนเองหลังทดลองสูงกว่าก่อน ทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 12.015, t = 37.341, </span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">&lt; .001) ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดหลัง ทดลองต่ำกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 12.53, </span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">&lt; .001) <br>ผลการวิจัยทำให้ได้แนวทาง พัฒนาการพยาบาลทางไกลโดยเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวสำหรับผู้สูงอายุโรคเบาหวาน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการปฐมภูมิเพื่อส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้สูงอายุโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span> </p> ภัคจิรา นุ้ยเกตุ, นงณภัทร รุ่งเนย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284224 Fri, 14 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยกำหนดทางสังคมของสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับการหกล้มในผู้สูงอายุ: การศึกษาภาคตัดขวางในเขตพื้นที่ชุมชน จังหวัดสุพรรณบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284227 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิต ปัจจัยกำหนดทางสังคมของสุขภาพ และการหกล้ม พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการหกล้มของผู้สูงอายุในจังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้น ไป จำนวน 200 คน ซึ่งสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม 4 ส่วน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (CVI) อยู่ระหว่าง 0.90–0.97 และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง 0.77–0.87 เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ&nbsp;<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตในระดับปานกลางร้อยละ 53.0 และระดับดี ร้อยละ 47.0 </span><span class="fontstyle2">(</span><span class="fontstyle0">M= 2.47, </span><span class="fontstyle3">SD</span><span class="fontstyle0">=0.50) </span><span class="fontstyle0">ผลการวิเคราะห์อิทธิพลพบว่า ปัจจัยกำหนดทางสังคมของสุขภาพ สามารถอธิบายความผันแปรของการหกล้มของ ผู้สูงอายุได้ร้อยละ 24.3 (Adjusted R</span><span class="fontstyle0">2</span><span class="fontstyle0">=.243) โดยแบบจำลองมีความเหมาะสมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ </span><span class="fontstyle3">p</span><span class="fontstyle0">-value =&lt;0.001 ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการหกล้มของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย ความเพียงพอของรายได้ (</span><span class="fontstyle4">b </span><span class="fontstyle0">= -0.11, </span><span class="fontstyle4">β </span><span class="fontstyle0">= -0.29, </span><span class="fontstyle3">p</span><span class="fontstyle0">-value = 0.001) และความสะดวกในการไปพบแพทย์/สถานีอนามัย (รพ.สต.) (</span><span class="fontstyle4">b </span><span class="fontstyle0">= 0.15, </span><span class="fontstyle4">β </span><span class="fontstyle0">= 0.19, </span><span class="fontstyle3">p</span><span class="fontstyle0">-value = 0.019)<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูงต่อการหกล้มคือกลุ่มที่ยังคงมีกิจกรรมทางกายและเดินทางออกจากบ้านได้ดี (ความสะดวกในการเดินทางไปสถานพยาบาล) แต่ยังคงมีข้อจำกัดทางด้านเศรษฐกิจ (รายได้ไม่เพียงพอ) ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรบูรณาการมาตรการป้องกันการหกล้มร่วมกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้เอื้อต่อ ผู้สูงอายุ (Elderly-Friendly Environment) ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันการหกล้ม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย เพื่อลดอัตราการหกล้มและการบาดเจ็บในผู้สูงอายุได้อย่างยั่งยืน</span> </p> เพ็ญรุ่ง วรรณดี, สินีพร ยืนยง, เนติยา แจ่มทิม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284227 Tue, 28 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพใน จังหวัดสุพรรณบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284260 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ การเป็นผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ <br>กลุ่มตัวอย่างเป็น บุคลากรสาธารณสุขท้องถิ่น บุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลที่ รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างเดือน มี.ค- ก.ย 2567 กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน เครื่องมือ ได้แก่ โปรแกรมการ เตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ แนวปฏิบัติโปรแกรมฯ แบบประเมินโปรแกรมฯ และแบบประเมิน ความพึงพอใจต่อ<br>โปรแกรมฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาด้วยค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย โปรแกรมฯ ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านสุขภาพกาย 2) ด้านจิตใจ 3) ด้านการปรับตัวสู่สังคม 4) ด้านความรอบรู้ด้านเทคโนโลยี <br>5) ด้านเศรษฐกิจในครัวเรือน 6) ด้านที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม ผลประเมินโปรแกรมฯ ด้านความเหมาะสม คะแนนเฉลี่ยระดับมาก (M = 4.044, </span><span class="fontstyle2">SD </span><span class="fontstyle0">= .562) ด้านความเป็นไปได้ คะแนนเฉลี่ยระดับมาก (M = 3.739, </span><span class="fontstyle2">SD </span><span class="fontstyle0">= .619) และมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมฯ โดยรวมคะแนนเฉลี่ยระดับมาก (M = 3.878, </span><span class="fontstyle2">SD </span><span class="fontstyle0">= .399)<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สรุปผล โปรแกรมการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ ควรมีการเตรียมตั้งแต่ในวัยผู้ใหญ่ ตอนต้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความสามารถและทักษะในการดูแลตนเองในการเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ และการนำโปรแกรมการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพไปใช้ควรมีการนำไปทดสอบคุณภาพก่อนเพื่อเหมาะสมกับประชากร</span> </p> เรณู ขวัญยืน, อรนุช ชูศรี, จุไร อภัยจิรรัตน์, สมจิต นิปัทธหัตถพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284260 Tue, 28 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284261 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับปัญหาสุขภาพจิตของ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อายุที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ผ่านการสุ่มแบบอย่างง่าย จำนวน 450 คน จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 9 แห่งใน อ. เมือง จ. เชียงราย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียด 21 คำถาม (DASS-21) ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคในภาพรวมเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไค-สแควร์ และการถดถอย แบบโลจิสติก ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 66.51 (</span><span class="fontstyle2">SD=8.80</span><span class="fontstyle0">) ปี และนับถือศาสนาพุทธ (ร้อยละ 91) ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างมีวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้าและความเครียดระดับรุนแรงและรุนแรงมาก ร้อยละ 25.60, 17.10 และ 11.40 ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างที่มีสถานภาพโสด หย่าร้างหรือหม้ายมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ มีสถานภาพสมรสคู่ (OR = 2.01, 95% CI = 1.10-3.70) บุคลากรทางด้านสุขภาพควรตระหนักถึงปัญหาสุขภาพจิตในผู้ป่วย เบาหวาน ชนิดที่ 2 และหาแนวทางในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตและลดระดับความรุนแรงของปัญหาสุขภาพจิตในผู้ป่วย เบาหวาน ชนิดที่ 2</span> </p> สุชานันท์ บุญบำรุง, วิภาดา อินทรธิราช, พงศ์ภัทร์ อึ้งประดิษฐ์, ธันยพร รุจิรกุล, ธัญพร นางแล, ชนนิกานต์ แซ่ตั้น, ชญาภรณ์ พันธ์โสภณ, กัญญาพัชร มาลัย, หทัยกาญจน์ วุฒิไมตรีจิต, เพ็ญศรี บุญยงค์, ปัทมาภรณ์ ชมภู, ฉันทนา แรงสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284261 Tue, 18 Aug 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลดคราบจุลินทรีย์ในช่องปากของวัยทำงาน ภายใต้แนวคิด สบช.โมเดล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284269 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลองชนิดศึกษาสองกลุ่ม วัดหลายครั้งแบบอนุกรมเวลาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผล ของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลดคราบจุลินทรีย์ในช่องปากของวัยทำงาน ภายใต้แนวคิด สบช.โมเดล กลุ่ม ตัวอย่างเป็นประชาชนวัยทำงาน จำนวน 112 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 56 คน ซึ่งได้จากการสุ่ม ตัวอย่างแบบมีระบบ โดยกลุ่มทดลองเข้าร่วมกิจกรรมตามโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลดคราบจุลินทรีย์ใน ช่องปากของวัยทำงาน ภายใต้แนวคิด สบช.โมเดล ส่วนกลุ่มควบคุมปฏิบัติกิจวัตรประจำวันตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square test, Fisher’s exact test, Mann-Whitney U test และ Friedman test<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า ก่อนทดลอง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมในการลด คราบจุลินทรีย์ และปริมาณคราบจุลินทรีย์ไม่แตกต่างกัน แต่ภายหลังทดลองและระยะติดตามผลกลุ่มทดลองมีคะแนน ความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการลดคราบจุลินทรีย์สูงกว่าก่อนทดลองและกลุ่มควบคุม ส่วนปริมาณคราบจุลินทรีย์ ต่ำกว่าก่อนทดลองและกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการลดคราบจุลินทรีย์ในช่องปากของวัยทำงาน ภายใต้แนวคิด สบช.โมเดล ที่พัฒนาขึ้นสามารถเปลี่ยนแปลง ความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการลดคราบจุลินทรีย์ และปริมาณคราบจุลินทรีย์ได้</span> </p> รัฐนันท์ ทองอ่อน, นัทธมน รักมนุษย์, ศศินันท์ ป่าส่วน, ยุทธนา แยบคาย, พัชราภรณ์ ดีกัง, อินทิรา นุ่มเนตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284269 Tue, 28 Jul 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและการเผชิญความเครียดในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิต อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284272 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional correlational study) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความเครียดและการเผชิญความเครียดในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิต อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 133 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความเครียดสวนปรุง (SPST-20) และแบบวัดการเผชิญความเครียด Jalowies Coping Scale (JCS) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติไคสแควร์&nbsp;<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 74.43 รองลงมาคือระดับ ความเครียดมาก ร้อยละ 17.29 และระดับความเครียดน้อย ร้อยละ 8.27 ค่าเฉลี่ยคะแนนความเครียดเท่ากับ 33.5 (</span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">=7.69) ระดับการเผชิญความเครียดโดยรวมอยู่ในระดับต่ า มีค่าเฉลี่ย 1.90 (</span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">=0.49) ด้านการเผชิญความเครียดแบบมุ่ง จัดการอารมณ์มีค่าเฉลี่ย 2.29 (</span><span class="fontstyle2">SD </span><span class="fontstyle0">=0.66) ด้านการเผชิญความเครียดแบบมุ่งแก้ปัญหามีค่าเฉลี่ย 1.93 (</span><span class="fontstyle2">SD</span><span class="fontstyle0">=0.62) และด้าน การเผชิญความเครียดแบบหลีกเลี่ยงมีค่าเฉลี่ย 1.62 (</span><span class="fontstyle2">SD </span><span class="fontstyle0">= 0.41) จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ระดับการศึกษามี ความสัมพันธ์ทางบวกระดับต่ำกับการเผชิญความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.239, </span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&lt; .01) ระดับความเครียดมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเผชิญความเครียดระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.555, </span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&lt;.001) การมี ภาวะแทรกซ้อนมีความสัมพันธ์กับการเผชิญความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><span class="fontstyle3">χ</span><span class="fontstyle0">²=5.415, df=1, </span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">&lt;.05) แต่พบว่าตัว แปร อายุ เพศ ระยะเวลาการป่วยและการมีโรคร่วม ไม่มีความสัมพันธ์กับการเผชิญความเครียด<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จากผลการศึกษา ระดับความเครียดและภาวะแทรกซ้อนเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเผชิญความเครียดของผู้ป่วย ดังนั้นบุคลากรทางสุขภาพควรให้ความสำคัญกับการประเมินความเครียดและการประเมินภาวะแทรกซ้อน เพื่อส่งเสริมการเผชิญความเครียดที่เหมาะสม ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p> สาวิตรี ศิริผลวุฒิชัย, จิรพรรณ โพธิ์ทอง, สุภาภรณ์ วรอรุณ, อุมากร ใจยั่งยืน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284272 Tue, 28 Jul 2026 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าหลังคลอดของมารดาหลังคลอดในจังหวัดสุพรรณบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284290 <p><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ส่งผลกระทบต่อทั้งมารดาทารกและครอบครัว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดของมารดาหลังคลอดในจังหวัดสุพรรณบุรี และศึกษาความเครียดในระยะหลังคลอด ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง สัมพันธภาพคู่สมรสและแรงสนับสนุนทางสังคมที่ สามารถร่วมกันทำนายภาวะซึมเศร้าหลังคลอด การวิจัยเป็นแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังคลอด 4–6 สัปดาห์ ที่มารับบริการในคลินิกหลังคลอดของโรงพยาบาลใน 10 อำเภอของจังหวัดสุพรรณบุรี 149 ราย คัดเลือกโดยการสุ่มแบบสัดส่วนตามขนาดประชากร เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า หลังคลอดฉบับภาษาไทย แบบวัดความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง แบบวัดสัมพันธภาพคู่ สมรส แบบสอบถามการรับรู้แรง สนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินความเครียดของมารดาหลังคลอด เครื่องมือที่ใช้มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคระหว่าง .84 ถึง .98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์ ถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเฉลี่ย 6.66 คะแนน (</span><span class="fontstyle2">SD </span><span class="fontstyle0">= 6.02) พบ ความชุกของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดร้อยละ 25.5 (95% CI 19.2–33.1) เมื่อใช้เกณฑ์ตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไป ตัวแปรทั้ง 4 ตัวมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า หลังคลอดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">&lt; .001) โดยความเครียดในระยะหลังคลอดมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .61) ส่วนสัมพันธภาพคู่สมรส (r=-.48) ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (r=-.45) และแรงสนับสนุนทางสังคม (r =-.36) มีความสัมพันธ์ทางลบ ตัวแปรทั้ง 4 ตัว สามารถร่วมกันทำนายภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Omnibus </span><span class="fontstyle3">χ</span><span class="fontstyle0">² (4) = 51.47, </span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">&lt; .001, Nagelkerke R²= .43) จำแนกกลุ่มได้ถูกต้องร้อยละ 81.2 เมื่อควบคุมอิทธิพลของตัวแปรอื่น พบว่ามีเพียงความเครียดในระยะหลังคลอดที่สามารถท านายภาวะ ซึมเศร้าหลัง คลอดได้อย่างมีนัยสำคัญ (OR = 1.05, 95% CI 1.03–1.07, </span><span class="fontstyle2">p </span><span class="fontstyle0">&lt; .001)<br></span><span class="fontstyle0">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลที่ได้จากงานวิจัยในครั้งนี้ พบว่าความชุกของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในจังหวัดสุพรรณบุรีสูงกว่าที่ รายงานในระบบเฝ้าระวังปัจจุบันความเครียดในระยะหลังคลอดเป็นปัจจัยทำนายที่มีอิทธิพลมากที่สุด บุคลากรด้านสุขภาพควรคัดกรองภาวะซึมเศร้าหลังคลอดซ้ำในระยะ 4–6 สัปดาห์หลังคลอด โดยประเมินความเครียดในการเลี้ยงดูบุตรควบคู่ไปด้วย และควรพัฒนากิจกรรมการพยาบาลที่มุ่งลดความเครียดของมารดา โดยให้คู่สมรสเข้ามามีส่วนร่วม</span> </p> สุดารัตน์ วุฒิศักดิ์ไพศาล, ศิริพร ชุดเจือจีน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/284290 Tue, 28 Jul 2026 00:00:00 +0700