https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/issue/feed
วารสารทันตาภิบาล
2025-12-30T16:53:25+07:00
Dr. Werachat Yudthachawit
tdn.journal@gmail.com
Open Journal Systems
<p>เป็นวารสารวิชาการทางด้านทันตสาธารณสุขจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านทันตสาธารณสุขและที่เกี่ยวข้องให้กับทันตบุคลากร โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข เพื่อเปิดโอกาสให้ทันตบุคลากร และผู้เกี่ยวข้องได้นำเสนอผลงานวิชาการ ซึ่งได้แก่ ผลงานวิจัย รายงานผู้ป่วย บทความที่น่าสนใจอันเป็นวิชาการใหม่ๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ทันตบุคลากรรวมถึงส่งผลต่อประชาชนผู้รับบริการ<br />วารสารจัดทำเป็นราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ) ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p>Online ISSN: 2697-665X<br />Print ISSN: 0857-880X</p> <p>บทความที่ตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยบทความละ 3 ท่าน</p> <p>All submitted menuscripts must be reviewed by expert reviewers at least 3 reviewers.</p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/274553
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้ ในอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม
2025-06-13T16:10:11+07:00
วัชรพล วิวรรศน์ เถาว์พันธ์
wacharaphol@scphkk.ac.th
ภัทระ อุ่นเจริญ
patraemon8@hotmail.com
ภัทราพร แสวงเจริญ
pattraporn@scphkk.ac.th
ธัญจิรา โรจนปาน
thanjirarodjanapan@gmail.com
พิมล สิงภูมี
pimol.singpumee@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยสถิติเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้ในอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 278 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม ซึ่งดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2567 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Chi-Square-test และค่า Odds ratio</p> <p>ผลการศึกษาครั้งนี้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง ร้อยละ 73.0 อายุ 60-69 ปี ร้อยละ 62.2 มีการศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 86.3 มีรายได้น้อยกว่า 1,000 บาท ร้อยละ 57.9 มีโรคประจำตัว ร้อยละ 57.6 ใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า ร้อยละ 83.1 ไม่เคยไปรับบริการทางทันตกรรม ร้อยละ 57.2 และมีพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ระดับสูง ร้อยละ 87.4 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า โรคประจำตัว และการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพช่องปาก มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (OR = 2.35; 95% CI = 1.056-5.228; p-value = 0.023 และ OR = 4.07; 95% CI = 1.404-11.777; p-value = 0.015, ตามลำดับ)</p> <p>จากผลการศึกษา จึงควรแนะนำวิธีดูแลสุขภาพช่องปากที่เหมาะสมกับโรคประจำตัว รวมถึงการตรวจฟันสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ต้องให้ข้อมูลความเสี่ยงปัญหาสุขภาพช่องปากที่ชัดเจน และจัดบริการทันตกรรมที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้สูงอายุ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารทันตาภิบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/274312
สภาวะช่องปากและพฤติกรรมการรับประทานอาหารตามธงโภชนาการที่มีความสัมพันธ์กับ ภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุ ตำบลวังน้ำเย็น อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว
2025-11-04T10:18:37+07:00
ธีรดา ศรีตะบุตร
aom40520@gmail.com
จุฑาพร พรมอ่อน
juthaporn.bf@gmail.com
เบญญาพร ไชยพิมพ์
64201303022@scphc.ac.th
นันทวรรณ ใหญ่สูงเนิน
63201303022@scphc.ac.th
บุษยสิทธิ์ พงษ์พิจิตร
bussayasit@scphc.ac.th
วรยุทธ นาคอ้าย
worayuth@scphc.ac.th
<p><span class="s9">การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง</span> <span class="s9">มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะช่องปากและพฤติกรรมการรับประทานอาหารตามธงโภชนาการที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุ</span> <span class="s9">ตำบลวังน้ำเย็น</span> <span class="s9">อำเภอวังน้ำเย็น</span><span class="s9">จังหวัดสระแก้ว</span> <span class="s9">เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในกลุ่มผู้สูงอายุ</span> <span class="s9">ด้วยเทคนิคการสุ่มแบบหลายขั้นตอน</span> <span class="s9">จำนวน</span><span class="s9">180</span> <span class="s9">คน</span> <span class="s9">ในเดือนมิถุนายน</span> <span class="s9">2567</span> <span class="s9">วิเคราะห์ข้อมูลสถิติโดยใช้</span> <span class="s9">ร้อยละ</span> <span class="s9">ค่าเฉลี่ย</span> <span class="s9">ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</span> <span class="s9">และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบไคสแคว์</span> <span class="s9">แบบสเปียร์แมนและแบบ</span> <span class="s9">Kendall’s tau-c</span></p> <p><span class="s9">ผลการศึกษา</span> <span class="s9">พบว่า</span> <span class="s9">สภาวะช่องปากของผู้สูงอายุมี</span><span class="s9">ฟันอย่างน้อย</span> <span class="s9">20 </span><span class="s9">ซี่</span><span class="s9">ร้อยละ</span> <span class="s9">36.70 </span><span class="s9">มีฟันคู่สบอย่างน้อย</span> <span class="s9">4 </span><span class="s9">คู่สบ</span><span class="s9">ร้อยละ</span> <span class="s9">48.30 </span><span class="s9">และไม่มีฟันทั้งปาก</span> <span class="s9">ร้อยละ</span><span class="s9">5.60 </span><span class="s9">มีฟันน้อยกว่า</span><span class="s9"> 4 </span><span class="s9">คู่สบ</span> <span class="s9">ใส่ฟันเทียม</span><span class="s9">ร้อยละ</span><span class="s9"> 5.60 </span><span class="s9">ไม่ใส่ฟันเทียมร้อยละ</span><span class="s9"> 46.10 </span><span class="s9">มีฟันคู่สบตั้งแต่</span><span class="s9"> 4 </span><span class="s9">คู่สบขึ้นไป</span> <span class="s9">ใส่ฟันเทียม</span><span class="s9">ร้อยละ</span><span class="s9"> 17.80 </span><span class="s9">ไม่ใส่ฟันเทียมร้อยละ</span><span class="s9"> 30.60</span><span class="s9">ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารตามธงโภชนาการอยู่ในระดับปานกลาง</span> <span class="s9">คิดเป็นร้อยละ</span> <span class="s9">49.70</span> <span class="s9">และมีภาวะน้ำหนักเกินเป็นส่วนใหญ่</span> <span class="s9">คิดเป็นร้อยละ</span> <span class="s9">62.20</span> <span class="s9">พบว่าสภาวะช่องปากและ</span><span class="s9">พฤติกรรมการรับประทานอาหารตามธงโภชนาการไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการ</span></p> <p><span class="s9">ดังนั้น</span> <span class="s9">ควรเพิ่มการการให้ความรู้</span><span class="s9">การรับประทานอาหารตาม</span><span class="s9">ธงโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุและผู้ดูแล</span> <span class="s9">และ</span><span class="s9">การดูแลสุขภาพช่องปากเพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดี</span></p> <p class="s11"><span class="s7">คำสำคัญ</span><span class="s9"> : </span><span class="s9">สภาวะช่องปาก</span><span class="s9">, </span><span class="s9">พฤติกรรมการ</span><span class="s9">รับประทานอาหาร</span><span class="s9">, </span><span class="s9">ตามธงโภชนาการ</span><span class="s9">, </span><span class="s9">ภาวะโภชนาการ</span><span class="s9">, </span><span class="s9">ผู้สูงอายุ</span></p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารทันตาภิบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/274517
ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูญเสียฟันในผู้สูงอายุระหว่าง 60-69 ปี อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม
2025-11-10T16:16:54+07:00
รพีพรรณ ปุ้งมา
rapeepan@scphkk.ac.th
ศรินยา สายเสมา
sarinya4554@gmail.com
จิดาภา ศรีคำภา
jidapa13699@gmail.com
อนงนารถ คำเชียง
stockrider_kapu@hotmail.com
<p>การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาความชุกของการสูญเสียฟันในกลุ่มผู้สูงอายุ 60-69 ปี อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูญเสียฟันในกลุ่มผู้สูงอายุ 60-69 ปี อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม จำนวน 266 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบ ชั้นภูมิ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ทัศนคติ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก แบบทดสอบความรู้ และแบบบันทึกสภาวะทันตสุขภาพ ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบความรู้ แบบสอบถามทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากมีค่าเท่ากับ 0.75, 0.70 และ 0.70 ตามลำดับ วิเคราะห์ค่า ความสอดคล้องในการตรวจฟันด้วยสถิติ Kappa มีค่าเท่ากับ 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติพรรณนา และหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูญเสียฟันโดยใช้สถิติ Chi-square test เพื่อคำนวณค่า p-value และรายงานค่า Odds Ratio (OR) พร้อม 95%CI จากการคำนวณ Risk Estimate หากละเมิดข้อตกลง Chi-square test ใช้สถิติ Fisher’s Exact Test แทน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยฟันแท้ ผุ ถอน อุด ด้วยสถิติ Independent t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบความชุกของการสูญเสียฟันของกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 22.20 เมื่อวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูญเสียฟัน พบว่า ผู้สูงอายุที่มีร่องลึกปริทันต์ ≥4 มม. และผู้สูงอายุที่ มีสภาวะเหงือกอักเสบมีความสัมพันธ์กับการสูญเสียฟันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (OR = 3.90, 95% CI 1.80-8.47, p-value <0.001) นอกจากนี้พบว่าผู้ที่มีฟันแท้ใช้งานได้ ≥20 ซี่ (ค่าเฉลี่ย DMFT 7.31 ซี่/คน) มีค่าเฉลี่ย DMFT น้อยกว่าผู้ที่มีฟันแท้ใช้งานได้ <20 ซี่ (ค่าเฉลี่ย DMFT 11.19 ซี่/คน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI 1.91-5.83, Mean diff = 3.88, p-value <0.001)</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารทันตาภิบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/275098
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากในผู้สูงอายุ อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์
2025-06-17T15:02:26+07:00
จิรัชญา ไพรสณฑ์
krajip.kjp@gmail.com
สุพจน์ คำสะอาด
supot@kku.ac.th
กชกร ทิพย์สันเทียะ
kodchakornt@nu.ac.th
จารุวรรณ โคตรักษา
Jaruwankh4@gmail.com
<p>คุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก (Oral health-related quality of life: OHRQoL) เป็นการมองสุขภาพช่องปากเชื่อมโยงกับสุขภาพและคุณภาพการใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่การไม่มีโรคทางช่องปาก การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก และความสัมพันธ์ระหว่างการเข้าถึงบริการทันตกรรมกับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากในผู้สูงอายุ จำนวน 178 คน ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม ถึง 5 เมษายน พ.ศ. 2568 โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล สภาวะช่องปาก การเข้าถึงบริการทันตกรรม และคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก (OHIP-14) ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคของการเข้าถึงบริการทันตกรรม เท่ากับ 0.96 คุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก เท่ากับ 0.91 และค่า Kappa การตรวจสภาวะช่องปาก เท่ากับ 0.88 วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนาและสถิติอนุมานด้วยวิธีถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ (Multiple linear regression) นำเสนอค่า Adjusted mean difference พร้อมช่วงเชื่อมั่น 95% และค่า p-value</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เป็นเพศหญิง ร้อยละ 64.04 อายุเฉลี่ย 68.85 ปี (SD = 6.02) ไม่สูบบุหรี่ ระดับของคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 81.46 (95% CI: 74.96 ถึง 86.88) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก ได้แก่ ความสะดวกและสิ่งอำนวยความสะดวกของแหล่งบริการ มีความแตกต่างเฉลี่ย-3.19 คะแนน (95% CI: -5.49 ถึง -0.88, p-value = 0.007), การยอมรับคุณภาพบริการ มีความแตกต่างเฉลี่ย-3.98 คะแนน (95% CI: -7.61 ถึง -0.35, p-value = 0.032) ดังนั้น สถานบริการควรให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ทางลาดสำหรับรถเข็น หรือจัดบริเวณนั่งรอสำหรับผู้สูงอายุ อันจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากต่อไป</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารทันตาภิบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/276089
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการทำความสะอาดช่องปากของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการที่คลินิกเบาหวานโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกุฉินารายณ์ ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
2025-10-10T09:43:56+07:00
วรยา มณีลังกา
woraya14@hotmail.com
มาลิกา นามทรรศนีย์
malikadt@yahoo.com
ชยานันท์ ทองคำ
Fai.fai.chayanan@gmail.com
ชลดา ไชยบุรี
chonladachaiburee@gmail.com
ธรรศ แสวงเจริญ
trust@scphkk.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive study) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์พฤติกรรมการทำความสะอาดช่องปากของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการที่คลินิกเบาหวานในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช กุฉินารายณ์ อำเภอกุฉินารายณ์ ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. 2567 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 153 คน ใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และความเชื่อมั่น (IOC = 0.67-1.00, α = 0.649-0.774) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน (Chi-square, Fisher’s Exact test) พร้อมรายงานค่า Odds Ratio (OR) และ 95% Confidence Interval (CI)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 64.7) มีอายุ 50-59 ปี (ร้อยละ 80.4) ไม่เคย เข้ารับบริการทางทันตกรรม (ร้อยละ 65.4) และมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดครั้งล่าสุดน้อยกว่า 130 mg/dL (ร้อยละ 60.1) มีความรู้และทัศนคติด้านการดูแลสุขภาพช่องปาก ในระดับสูง (ร้อยละ 76.5 และ 79.0) พฤติกรรมการดูแล สุขภาพช่องปากอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 56.8) และมีปริมาณคราบจุลินทรีย์ในระดับต่ำ (ร้อยละ 81.0) และ ยัง พบว่าระดับความรู้และรายได้มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการทำความสะอาดช่องปากอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p = 0.042 และ p = 0.014 ตามลำดับ) โดยผู้ที่มีความรู้ด้านสุขภาพช่องปากในระดับสูงมีโอกาส มีพฤติกรรมการทำ ความสะอาดช่องปากที่ดีมากกว่ากลุ่มที่มีความรู้ต่ำ 2.42 เท่า (OR = 2.42, 95% CI = 1.02-5.77) และผู้ที่มีรายได้ สูงมีโอกาสมีพฤติกรรมที่ดีมากกว่า 2.31 เท่า (OR = 2.31, 95% CI = 1.18-4.51)</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารทันตาภิบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/276090
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันโรคฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา
2025-10-29T09:40:30+07:00
รัฐติภรณ์ ลีทองดี
rathiporn@scphkk.ac.th
จอนสัน พิมพิสาร
dentist3636@gmail.com
วัชรพล วิวรรศน์ เถาว์พันธุ์
wacharaphol@scphkk.ac.th
จิรัชญา บุตรละคร
jirat.blk@gmail.com
กนกวรรณ พิสัยพันธ์
Kanokwanpisai@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 194 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิและสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย Chi-square test และ Fisher's exact test รายงานค่า Odds ratio และ 95% confidence interval</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุในระดับปานกลางร้อยละ 61.3 ด้านปัจจัยนำ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับโรคฟันผุในระดับสูงร้อยละ 60.8 มีทัศนคติเกี่ยวกับการป้องกันโรคฟันผุในระดับสูงร้อยละ 85.6 และมีการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันโรคฟันผุในระดับสูงร้อยละ 58.3 ด้านปัจจัยเอื้อ พบว่า โรงเรียนมีสถานที่แปรงฟันหลังอาหารกลางวันร้อยละ 88.1 และนักเรียนมีความสะดวกในการเดินทางไปรับบริการทางทันตกรรมร้อยละ 78.4 ด้านปัจจัยเสริม พบว่า กลุ่มตัวอย่างได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัว ครู และเพื่อนในระดับสูงร้อยละ 41.2 เคยได้รับความรู้ข่าวสารเกี่ยวกับโรคฟันผุร้อยละ 91.8 และโรงเรียนจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากร้อยละ 65.5 เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ความรู้เกี่ยวกับโรคฟันผุ (p-value = 0.001) ทัศนคติเกี่ยวกับการป้องกันโรคฟันผุ (p-value = 0.011) และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันโรคฟันผุ (p-value = 0.018) มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีความรู้ระดับสูงมีพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุมากกว่ากลุ่มที่มีความรู้ระดับต่ำ 2.82 เท่า (OR = 2.82, 95%CI = 1.47-5.41) กลุ่มตัวอย่างที่มีทัศนคติที่ดีมีพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุมากกว่ากลุ่มที่มีทัศนคติระดับต่ำ 3.86 เท่า (OR = 3.86, 95%CI = 1.28-11.64) และกลุ่มตัวอย่างที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองในระดับสูงมีพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุมากกว่า 2.11 เท่า (OR = 2.11, 95%CI = 1.13-3.93)</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการศึกษา โรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันฟันผุในนักเรียน โดยเผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียและจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติให้นักเรียนได้ลงมือทำจริง เช่น การฝึกทักษะการแปรงฟันที่ถูกวิธีและการตรวจสุขภาพช่องปากของตนเอง เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและความสามารถในการดูแลสุขภาพช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารทันตาภิบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/277205
ผลกระทบของการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปยังองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดต่อระบบงานทันตสาธารณสุข อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์
2025-10-08T16:24:52+07:00
ธัญกรณ์ คำค้อ
thanyakornkk@hotmail.com
<p>การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Method research) นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลกระทบของการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ต่อระบบงานทันตสาธารณสุข ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 30 คน และการวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง (Cross-Sectional study) โดยใช้แบบสอบถามเพื่อสำรวจความพึงพอใจต่อการดำเนินงานทันตสาธารณสุข ของกลุ่มตัวอย่างบุคลากร 25 คน และผู้รับบริการ 138 คน ที่มารับบริการทันตกรรม ในรพ.สต.ช่วง พฤษภาคม-มิถุนายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาด้านการดำเนินงานทันตสาธารณสุขยังคงรักษาความเป็นเครือข่าย (Contracted unit for primary care :CUP) และมีการประสานงานกับโรงพยาบาลแม่ข่ายอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือด้านการเงินและการประสานงานที่ต้องผ่านระบบของ อบจ. การถ่ายโอนมีข้อดีด้านงบประมาณที่มีความคล่องตัวมากขึ้น และได้รับการสนับสนุนครุภัณฑ์ และรถทันตกรรมเคลื่อนที่จาก อบจ. ตลอดจนบุคลากรมีขวัญกำลังใจดีขึ้นจากค่าตอบแทนและโอกาสความก้าวหน้า แต่มีภาระงานเอกสารเพิ่มขึ้นและยังขาดผู้กำกับดูแลที่ชัดเจน บุคลากรมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานทันตสาธารณสุขโดยรวมในระดับมาก (4.37 ± 0.45) ส่วนผู้รับบริการมีความพึงพอใจต่อการรับบริการทันตกรรมโดยรวมในระดับมากที่สุด (4.58 ± 0.44)</p> <p>สรุป การถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. ไปยัง อบจ. บุคลากรและผู้รับบริการมีความพึงพอใจในระดับสูง แต่ยังคงมีปัญหาด้านความซับซ้อนของระเบียบในช่วงเปลี่ยนผ่านและภาระงานเอกสารที่เพิ่มขึ้น</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารทันตาภิบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/278911
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการใช้สิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมภายใต้ระบบประกันสังคมของบุคลากรโรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น
2025-12-17T11:14:23+07:00
ณัฐนันท์ วัฒนอเนก
nattanan@scphkk.ac.th
เจษฎา สิงห์มณี
jesada.s@scphkk.ac.th
แอรอน โพธิ์ศรี
nattanan@scphkk.ac.th
สุวิทย์ ศุภวิโรจน์เลิศ
nattanan@scphkk.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (Cross-sectional Analytical Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติ การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรม และความพึงพอใจของผู้ประกันตนภายใต้ระบบประกันสังคม รวมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของบุคลากรโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรโรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น ที่มีสิทธิประกันสังคม จำนวน 77 คน เก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด (Census) โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นรวม 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติอนุมาน โดยใช้การวิเคราะห์ Multiple Logistic Regression</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 68.8 อายุเฉลี่ย 38.42 ปี (SD = 11.45) มีความพึงพอใจต่อการให้บริการทันตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.04, SD = 0.71) ด้านที่มีความพึงพอใจสูงสุด ได้แก่ ความสะอาดของเครื่องมือและสถานที่ ความสุภาพของทันตบุคลากร และคุณภาพ การบริการทางทันตกรรม ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์พบว่าระดับการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรม มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) โดยผู้ที่มีการเข้าถึงสูง มีโอกาสพึงพอใจมากกว่าผู้ที่เข้าถึงปานกลางถึง 5.23 เท่า (Adjusted OR = 5.23, 95% CI: 1.26-21.73, p = 0.02) แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของความพึงพอใจได้ร้อยละ 24.8</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรม ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพบริการและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจและส่งเสริมการใช้บริการทันตกรรมของผู้ประกันตนในโรงพยาบาลของรัฐ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารทันตาภิบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/273482
การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดถุงน้ำในช่องปากและขากรรไกร
2025-07-14T08:50:08+07:00
น้ำทิพย์ แมลงภู่
nu_t_hiphop@hotmail.com
<p>ที่มาและวัตถุประสงค์ ถุงน้ำ Odontogenic keratocyst (OKC) เป็นรอยโรคที่มีอัตราการกลับ เป็นซ้ำสูง ทำให้การดูแลหลังผ่าตัดมีความซับซ้อน โดยเฉพาะในผู้ป่วยวัยรุ่นที่มักมีความวิตกกังวลร่วมด้วย กรณีศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอ การประยุกต์ใช้กระบวนการพยาบาลโดยบูรณาการ ทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม, ทฤษฎีความสุขสบายของคอลคาบา, และข้อวินิจฉัย ของ NANDA-I ในการดูแลผู้ป่วยวัยรุ่นหญิงที่เข้ารับ การผ่าตัดควักถุงน้ำ OKC</p> <p>ระเบียบวิธีศึกษา เป็นการศึกษากรณีเฉพาะ รายเชิงพรรณนา (Descriptive case study) ในผู้ป่วยวัยรุ่นหญิง 1 ราย ที่เข้ารับการผ่าตัด ณ โรงพยาบาล ทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนและบันทึกทางการพยาบาล แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินภาวะพร่อง ในการดูแลตนเองและกำหนดข้อวินิจฉัยทาง การพยาบาล</p> <p>ผลการศึกษา พบข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล ที่สำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1) วิตกกังวล, 2) ปวดเฉียบพลัน, 3) เสี่ยงต่อภาวะเลือดออก, 4) เสี่ยงต่อ การติดเชื้อ, 5) เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม, และ 6) พร่องความรู้ การพยาบาลโดยใช้ ทฤษฎีความสุขสบายของคอลคาบา ในการจัดการความปวดและความวิตกกังวล ร่วมกับ ระบบการพยาบาลของโอเร็ม ส่งผลให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน และ มีความพร้อมในการดูแลตนเองเมื่อจำหน่ายกลับบ้าน</p> <p>สรุป การประยุกต์ใช้กระบวนการพยาบาล อย่างเป็นระบบโดยอาศัยกรอบแนวคิดทางทฤษฎี ที่ชัดเจนช่วยให้สามารถจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อน ของผู้ป่วย OKC วัยรุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรณีศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางอ้างอิงสำหรับบุคลากรทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ต่อไป</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารทันตาภิบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/278673
การทำฟันเทียมทั้งปากในผู้ป่วยที่มีสันเหงือกล่างละลายรุนแรง โดยใช้เทคนิคเขตเป็นกลาง
2025-11-12T14:31:20+07:00
อรจิรา แสนทวีสุข
onjirasann@hotmail.com
<p>ผู้ไร้ฟันที่มีสันเหงือกล่างละลายรุนแรงมักมีปัญหาเสถียรภาพและการยึดอยู่ของฟันเทียม เทคนิคเขตเป็นกลาง (neutral zone) ที่จัดตำแหน่งฟันและพื้นผิวขัดมันให้สมดุลกับแรงลิ้น-แก้ม-ริมฝีปาก ช่วยเพิ่มผลลัพธ์ที่ผู้ป่วยรายงานได้ดีกว่าวิธีดั้งเดิม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อนำเสนอการทำฟันเทียมทั้งปากด้วยเทคนิค Neutral zone ในผู้ป่วยที่สันเหงือกละลายอย่างรุนแรง ที่สามารถทำได้ในในโรงพยาบาลชุมชน</p> <p><strong>วิธีการ</strong> ขากรรไกรบนทำตามแนวทางมาตรฐาน ส่วนขากรรไกรล่างบันทึก neutral zone ด้วย admixed compound ทำดัชนีซิลิโคนถ่ายทอดรูปทรง ใช้การสบแบบ monoplane มีเรียงฟันหลังและฟันหน้ามีการสบคร่อมฟันเล็กน้อยให้สอดรับความกว้างลิ้น และขึ้นรูปพื้นผิวขัดมันเชิงหน้าที่</p> <p><strong>ผลลัพธ์</strong> การยึดอยู่ ความเสถียรภาพเป็นที่น่าพอใจ เคี้ยวสบาย พูดชัดเจน พบจุดกดเจ็บเล็กน้อยที่ 3 วันและแก้ไขได้ และจากการติดตามในเดือนที่ 1, 3, 6 เดือน ไม่พบแผลกดซ้ำ</p> <p><strong>สรุป</strong> เทคนิคนี้ทำได้ง่ายเหมาะในรายสันเหงือกล่างละลายรุนแรง เมื่อไม่อาจทำรากเทียม ช่วยเพิ่มเสถียรภาพและความพึงพอใจ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารทันตาภิบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/279159
การรักษาคลองรากฟันซ้ำด้วยวิธีจุลศัลยกรรมในฟันกรามล่างซี่ที่หนึ่งที่มีรอยโรครอบปลายรากฟันเกิดขึ้นใหม่
2025-12-23T08:43:10+07:00
ศศิวรรณ เวสยาสถิต
auzangi@gmail.com
<p>การรักษาคลองรากฟันซ้ำด้วยวิธีการผ่าตัดเป็นแนวทางการรักษาหนึ่งในกรณีที่พบความล้มเหลวของการรักษาคลองรากฟันครั้งแรก โดยพบว่าการผ่าตัดภายใต้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและอัตราความสำเร็จ รายงานผู้ป่วยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการรักษาผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 43 ปี ที่มีปัญหาการติดเชื้อปลายรากฟันกรามล่างซี่ที่หนึ่งซึ่งได้รับการรักษารากฟันมาแล้ว ถูกส่งต่อมาเพื่อรับการรักษาคลองรากฟันซ้ำ โดยมีประวัติปวดและเคี้ยวเจ็บบริเวณฟันซี่ 46 ที่เคยได้รับการรักษาคลองรากฟันและทำครอบฟันมาแล้วเป็นระยะเวลา 8 ปี โดยฟันซี่นี้มีวัสดุบูรณะเดือยฟัน แกนฟัน และครอบฟันที่ยังอยู่ในสภาพดี มีขอบแนบสนิท ภาพถ่ายรังสีรอบปลายราก แสดงให้เห็นรอยโรครอบปลายรากที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายรังสีรอบปลายรากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แสดงถึงความล้มเหลวของการรักษาคลองรากฟันครั้งแรก ผู้ป่วยตัดสินใจเลือกการรักษาคลองรากฟันซ้ำโดยการผ่าตัดปลายรากฟันด้วยเทคนิคการผ่าตัดแบบจุลศัลยกรรมสมัยใหม่ที่ทำการผ่าตัดภายใต้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงเพื่อตัดปลายรากฟัน และอุดปิดปลายรากด้วยวัสดุไบโอเซรามิก ผลการติดตามที่ระยะเวลา 1 ปี พบว่าผู้ป่วยไม่มีอาการทางคลินิก และภาพรังสีแสดงการหายของรอยโรครอบปลายรากฟันอย่างสมบูรณ์</p> <p><br /><br /><br /></p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารทันตาภิบาล