วารสารทันตาภิบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ
<p>เป็นวารสารวิชาการทางด้านทันตสาธารณสุขจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านทันตสาธารณสุขและที่เกี่ยวข้องให้กับทันตบุคลากร โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข เพื่อเปิดโอกาสให้ทันตบุคลากร และผู้เกี่ยวข้องได้นำเสนอผลงานวิชาการ ซึ่งได้แก่ ผลงานวิจัย รายงานผู้ป่วย บทความที่น่าสนใจอันเป็นวิชาการใหม่ๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ทันตบุคลากรรวมถึงส่งผลต่อประชาชนผู้รับบริการ<br />วารสารจัดทำเป็นราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ) ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p>Online ISSN: 2697-665X<br />Print ISSN: 0857-880X</p> <p>บทความที่ตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยบทความละ 3 ท่าน</p> <p>All submitted menuscripts must be reviewed by expert reviewers at least 3 reviewers.</p>
วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดขอนแก่น
th-TH
วารสารทันตาภิบาล
0857-880X
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารทันตาภิบาล</p>
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความเข้มแข็ง ในการมองโลกในผู้สูงอายุ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/279147
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผล ของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความเข้มแข็งในการมองโลกในผู้สูงอายุ ในเขตอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน ซึ่งได้รับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพช่องปาก โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความเข้มแข็งในการมองโลกในผู้สูงอายุ ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น และกลุ่มเปรียบเทียบ 40 คน ซึ่งได้รับ ทันตสุขศึกษาตามปกติ ดำเนินการวิจัย 6 สัปดาห์ สุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก แบบวัดความเข้มแข็งในการมองโลก (SOC-13) และแบบประเมินสภาวะทันตสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม กรณีตัวแปรแบ่งกลุ่ม ใช้สถิติ Chi-square และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความเข้มแข็ง ในการมองโลก พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากและสภาวะทันตสุขภาพ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ โดยใช้สถิติ Independent t test ในกรณีความแจกแจงปกติ และใช้ Mann-Whitney U test ในกรณีแจกแจงไม่ปกติ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยความเข้มแข็งในการมองโลก พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก ดัชนีแผ่นคราบนุ่ม และสภาวะเหงือก ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.05) โดยกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยความเข้มแข็งในการมองโลก พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก ดัชนีแผ่นคราบนุ่ม และสภาวะเหงือก มากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ 5.04 คะแนน (95% CI: 0.22, 10.31), 3.10 คะแนน (95% CI: 1.12, 5.08), 1.1 คะแนน (95% CI: 0.84, 1.35) และ 1.15 คะแนน (95% CI: 0.90, 1.39) ตามลำดับ</p> <p>จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความเข้มแข็งในการมองโลกสามารถเพิ่มความเข้มแข็งในการมองโลก พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก และสภาวะทันตสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าใจถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับตนเอง และเชื่อว่าตนเองสามารถจัดการกับปัญหาสุขภาพช่องปากและดูแลตนเองให้มีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้นได้</p>
ธนาภรณ์ ปราสาร
อรวรรณ นามมนตรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทันตาภิบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
37 1
1
17
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ ตำบลบ้านแก้ง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/279460
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุตำบลบ้านแก้งอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 158 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิเป็นสัดส่วน (Proportional stratified random sampling) และการสุ่มแบบง่าย (Simple random sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การตรวจสอบความเที่ยงของ โดยใช้สูตร Kuder-Richardson formula KR-20 พบว่า ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพช่องปาก มีค่าเท่ากับ 0.70 และใช้ค่า Cronbach's alpha พบว่า ทัศนคติด้านทันตสุขภาพและพฤติกรรม การดูแลสุขภาพช่องปาก มีค่าเท่ากับ 0.70 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติอนุมาน Chi-square test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก ระดับมาก ร้อยละ 55.06 (Mean = 8.41, S.D. = 1.79) และมีทัศนคติด้านทันตสุขภาพ ระดับมาก ร้อยละ 62.03 (Mean = 15.43, S.D. =3.36) พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก พบว่ามีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก ระดับปานกลาง ร้อยละ 67.72 (Mean = 31.41, S.D. = 6.11) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ ได้แก่ ปัจจัยนำ คือ โรคประจำตัว ปัจจัยเอื้อ คือ การเข้าถึงแหล่งบริการ ทางทันตกรรม ปัจจัยเสริม คือ การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.04, 0.03, 0.02 ตามลำดับ)</p> <p>จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ควรมีการให้ความรู้ ปรับทัศนคติ และเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่อง พัฒนาสื่อ และช่องทางในการให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและเพิ่มความถี่และความหลากหลายในการให้บริการทาง ทันตกรรมในอันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น</p>
ปรียานุช นามพิกุล
เปรมฤดี ศรีสังข์
กีฬาวุฒิ ปัญญาใส
ณัฐภัทร ปัญจรัก
วิภาฎา สีดา
ศุภาพิชญ์ แสงอรุณ
วิริยา มูลพิศูจน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทันตาภิบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
37 1
18
31
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในนักศึกษา หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทันตสาธารณสุข วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร ชั้นปีที่ 4 สถาบันพระบรมราชชนก
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/280193
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive study) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุข ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทันตสาธารณสุข วิทยาลัย การสาธารณสุขสิรินธร ชั้นปีที่ 4 สถาบันพระบรมราชชนก กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 93 คน จากวิทยาลัยทั้งหมด 7 แห่ง เครื่องมือวิจัยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป ข้อมูลด้านการทำงานทางทันตกรรม ข้อมูลด้านความเครียด และข้อมูลเกี่ยวกับความผิดปกติ ของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ ผ่านการตรวจสอบความน่าเชื่อถือและคุณภาพเครื่องมือ (try out) และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เป็น 0.892 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ เชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบไคสแควร์ และการทดสอบของฟิชเชอร์</p> <p>การศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 92.5 มีความผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้ออย่างน้อย 1 ตำแหน่งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน โดยพบมากที่สุดบริเวณคอ ร้อยละ 79.6 รองลงมาพบที่ไหล่ ร้อยละ 75.3 และหลังส่วนบน ร้อยละ 74.2 โดยเพศมีความสัมพันธ์ กับบริเวณข้อมือและมือ ดัชนีมวลกายมีความสัมพันธ์ กับบริเวณข้อมือและมือ เข่า ข้อเท้าและเท้า ดัชนีการออกกำลังกายมีความสัมพันธ์กับบริเวณหลังส่วนบน สภาพแวดล้อมในการทำงานทางทันตกรรมมีความสัมพันธ์กับบริเวณข้อศอก ข้อมือ และมือ เข่า ข้อเท้าและเท้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.05) ในการศึกษาครั้งนี้พบว่าปัจจัยที่ไม่พบความสัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบโครงร่าง และกล้ามเนื้อ ได้แก่ ท่าทางและพฤติกรรมในการทำงาน ทางทันตกรรม และความเครียด</p> <p>ข้อเสนอแนะควรส่งเสริมให้นักศึกษาสาขาวิชา ทันตสาธารณสุขมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม นอกจากนี้นักศึกษาควรควบคุมดัชนีมวลกาย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ</p>
อารยา มูลอาษา
ณัฐนรี สุประดิษฐ
จุฑามาส พรมอ่อน
ลัดดา เชาว์ศิลป์
พฤษพร เกียรติ์เกริกไกร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทันตาภิบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
37 1
32
43
-
ความรอบรู้ทางโภชนาการและพฤติกรรมการบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอำเภอเมืองชัยภูมิจังหวัดชัยภูมิ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/280642
<p>This cross-sectional descriptive research aimed to study nutritional literacy, fast food consumption behavior, and the relationship between nutritional literacy and fast food consumption behavior among high school students in a school in Mueang Chaiyaphum District, Chaiyaphum Province. The study sample consisted of 185 students selected through cluster sampling. Data were collected using a questionnaire. The reliability of the nutritional literacy questionnaire and the fast food consumption behavior questionnaire were test with Cronbach's alpha coefficient, which was found to be 0.89 and 0.92, respectively and analyzed using descriptive statistics, including frequency distribution, percentage, mean, standard deviation, and inferential statistics, including Spearman’s Rank Correlation Coefficient (r<sub>s</sub>) and 95% confidence interval.</p> <p>The study results showed that the majority of the sample were female (65.95%) and aged between 15-18 years. Most students had a moderate level of nutritional literacy (57.30%, 95% CI: 49.83-64.53), followed by a good level (25.40%, 95% CI: 19.30-32.31). Regarding fast food consumption behavior, most students exhibited a moderate level (85.41%, 95% CI: 79.48-90.16), followed by a good level (11.89%, 95% CI: 7.60-17.45), with an average behavior score of 2.93 (standard deviation = 0.29). Regarding the relationship between nutritional literacy and fast food consumption behavior among high school students in a school in Mueang Chaiyaphum District, Chaiyaphum Province, The study found that access to nutritional information, decision-making in food selection, and overall nutritional were found to have a statistically significant low positive correlation with fast food consumption behavior (r<sub>s</sub> = 0.27, p-value <0.001; r<sub>s</sub> = 0.21, p = 0.005; r<sub>s</sub> = 0.19, p = 0.011). However, knowledge and understanding of food consumption as well as media literacy in nutrition were not significantly correlated with fast food consumption behavior. (r<sub>s</sub> = 0.018, p = 0.813; r<sub>s</sub> = 0.061, p = 0.409, respectively)</p> <p>Programs should be developed to promote nutritional literacy that emphasizes translating knowledge into practice, coupled with creating environments conducive to healthy food choices, and encouraging family involvement in raising awareness about good nutrition.</p>
ประทีป กาลเขว้า
ฆิฆัมพร สืบเสน
ศิริพรรณ บุญช่วย
เบญญาภา กาลเขว้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทันตาภิบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
37 1
44
57
-
ผลของการใช้สื่อออนไลน์ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตำบลบ้านครัว อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TDNJ/article/view/282676
<p>การวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของการใช้สื่อออนไลน์แบบ One-page ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ (3อ.2ส.) และความพึงพอใจของกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยกลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มเสี่ยงโรค NCDs จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับสื่อออนไลน์ ผ่านแอพพลิเคชั่น LINE วันละ 1 เรื่อง รวม 21 ครั้ง ภายใน 5 สัปดาห์ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามการใช้สื่อออนไลน์เพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ (3อ.2ส.) และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา Paired t-test และ ANCOVA โดยควบคุมค่าก่อนทดลองและระดับการศึกษา และรายงานค่าขนาดอิทธิพล ผลพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.001)</p> <p>และหลังควบคุมค่าก่อนทดลอง พบว่ากลุ่มทดลอง มีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Adj. M = 80.04 vs. 54.98, M diff. = 25.05, 95% CI: 20.98-29.12, F (1,53) = 152.50, p-value <0.001, Partial η<sup>2</sup> = 0.74, Cohen's d = 4.02) และคะแนนพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ (Adj. M = 4.25 vs. 3.42, M diff. = 0.83, 95% CI: 0.62-1.03, F (1,53) = 65.50, p-value <0.001, Partial η<sup>2</sup> = 0.55, Cohen's d = 2.35) สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มทดลองมีความพึงพอใจ ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (M = 4.47, S.D. = 0.51)</p> <p>สรุปว่าสื่อออนไลน์ที่กระชับและต่อเนื่อง สามารถเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรค NCDs ได้ และมีขนาดอิทธิพลในระดับมาก ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการขยายผลเป็นกลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพในระดับชุมชน</p>
ยศมล โตเอี่ยม
กอบศักดิ์ พิมานแพง
กมลพร ภูแด่น
ณัฐวัฒน์ เกษกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารทันตาภิบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
37 1
58
71