วารสารเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJEM
<p>วารสารเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทยเป็นวารสารอย่างเป็นทางการของวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย โดยมีพันธกิจเพื่อส่งเสริมให้เกิดผลงานวิจัยทางด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกสาขาของเวชศาสตร์ฉุกเฉินและวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เกี่ยวข้อง โดยรับตีพิมพ์ผลงานจากทั้งสมาชิกภายในประเทศไทยและจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยวารสารมีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน (editors and peer reviewers) เพื่อให้ได้ผลงานตีพิมพ์ที่มีคุณภาพ</p>
วิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
en-US
วารสารเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
2697-4924
<p>บทความที่ได้รับตีพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย ถือเป็นเป็นลิขสิทธิ์ของ วิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย</p> <p><span class="fontstyle0">กรณีที่บทความได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทยแล้ว จะตีพิมพ์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีสำเนาการพิมพ์ภายหลังหนังสือเผยแพร่เรียบร้อยแล้ว ผู้นิพนธ์ไม่สามารถนำบทความดังกล่าวไปนำเสนอหรือตีพิมพ์ในรูปแบบใดๆ ที่อื่นได้ หากมิได้รับคำอนุญาตจากวารสารเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย</span></p>
-
ผลลัพธ์ของการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม ในผู้ป่วยเหตุพิษติดเชื่อที่ห้องฉุกเฉิน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJEM/article/view/274546
<p><strong>บทนำ</strong><br />ภาวะเหตุพิษติดเชื้อ (sepsis) ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพทั่วโลก ปัญหาสำคัญประการหนึ่งในการรักษาคือการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งนำไปสู่เชื้อดื้อยาและการเสียชีวิต การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบทางคลินิกของการใช้ยาปฏิชีวนะครอบคลุมอย่างเหมาะสมในผู้ป่วย เหตุพิษติดเชื้อที่มารับบริการที่ห้องฉุกเฉิน<br /><strong>วิธีการศึกษา<br /></strong>เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยเหตุพิษติดเชื้อที่ได้รับยาปฏิชีวนะครอบคลุมในห้องฉุกเฉิน โดยจำแนกกลุ่มตามผลเพาะเชื้อและความเหมาะสมของการใช้ยาตามแนวทางการรักษาของโรงพยาบาลร่วมกับการตอบสนองทางคลินิกภายใน 48-72 ชั่วโมง วิเคราะห์ผลลัพธ์ ได้แก่ อัตราการเสียชีวิตใน 30 วัน ระยะเวลานอนโรงพยาบาลและหอผู้ป่วยวิกฤติ ค่าใช้จ่ายในการรักษา และอัตราการรอดชีวิต<br /><strong>ผลการศึกษา</strong><br />การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมในกลุ่มที่ผลเพาะเชื้อเป็นลบ (Culture-Negative Sepsis; CNS) ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตใน 30 วันอย่างมีนัยสำคัญ (risk ratio [RR] 0.26; 95% CI 0.15-0.46; P < 0.01) ส่วนในกลุ่มที่ผลเพาะเชื้อเป็นบวก (Culture-Positive Sepsis; CPS) ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในด้านอัตราการเสียชีวิต (RR 0.88; 95% CI 0.74-1.05; p = 0.08) ระยะเวลานอนโรงพยาบาลในกลุ่ม CNS ที่ได้รับยาตามแนวทางกลับนานกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนในกลุ่ม CPS รวมถึงระยะเวลาอยู่ ICU และค่าใช้จ่าย ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ<br /><strong>สรุป<br /></strong>การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมสัมพันธ์กับการลดอัตราการเสียชีวิตใน 30 วันในผู้ป่วย sepsis กลุ่ม CNS อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามการศึกษานี้ไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าวในกลุ่ม CPS และควรพิจารณาผลด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเป็นการศึกษาย้อนหลังและไม่สามารถปรับค่าภาวะแทรกซ้อนทั้งหมดได้</p>
ปณิธาน ปันทะวัง
บริบูรณ์ เชนธนากิจ
ธีรพล ตั้งสุวรรณรักษ์
พิชญุตม์ ภิญโญ
บวร วิทยชำนาญกุล
ภาวิตา เลาหกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-17
2026-01-17
7 1
1
23
-
ความสอดคล้องของการประเมินระดับความรุนแรงของผู้ป่วยฉุกเฉิน ของศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการกับระบบการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินตาม ระบบ ESI MOPH ED Triage ของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJEM/article/view/273174
<p><strong>บทนำ</strong><br />การพัฒนาการคัดแยกระดับความรุนแรงของผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งในและนอกโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา มีส่วนสำคัญที่จะช่วยลดความสูญเสียจากภาวะฉุกเฉิน<br /><strong>วัตถุประสงค์<br /></strong>เพื่อศึกษาความสอดคล้องของการประเมินระดับความรุนแรงของผู้ป่วยฉุกเฉินของศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการกับการคัดแยกผู้ป่วยตามระบบ ESI MOPH ED Triage ของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา<br /><strong>วิธีการศึกษา<br /></strong>เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาโดยการศึกษาของข้อมูลย้อนหลัง โดยใช้ข้อมูลผู้ป่วยจากระบบสารสนเทศการแพทย์ฉุกเฉิน (ITEMS) ซึ่งผู้ป่วยโทรศัพท์แจ้งเหตุผ่านศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ และนำส่งรักษา ณ โรงพยาบาลมหาราชจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 2,872 ราย<br /><strong>ผลการศึกษา</strong><br />ความสอดคล้องของระดับความรุนแรงของผู้ป่วยฉุกเฉิน จากการคัดแยกผู้ป่วยตามเกณฑ์ ต่ำกว่าเกณฑ์และสูงกว่าเกณฑ์ ระบบ ESI MOPH ED Triage ร้อยละ 78.38, 6.69 และ 14.94 ตามลำดับ และความสอดคล้องการให้รหัสความรุนแรงของ response code (RC) กับการคัดแยกผู้ป่วยตามระบบ ESI MOPH ED Triage มีความสอดคล้อง ร้อยละ 82.45, 4.56 และ 12.99 ตามลำดับ และความถูกต้องในการให้รหัสความรุนแรงของ incident dispatch code (IDC) และ RC ร้อยละ 90.70, 4.67 และ 4.63 ตามลำดับ<br /><strong>สรุป</strong><br />การคัดแยกผู้ป่วยตาม IDC กับESI ซึ่งมีเกณฑ์การคัดแยกที่ต่างกันมีความสอดคล้องกันดี และการคัดแยกตาม RC กับระบบ ESI มีความสอดคล้องมากกว่าเนื่องจากในการปฏิบัติงานจริงมีทีมช่วยเหลือเข้าไปประเมิน และการคัดแยกผู้ป่วยตาม IDC และ RC ของโรงพยาบาลมหาราชมีความสอดคล้องกันดีมาก</p>
ชนิกานต์ ชาญวิรัตน์
ศุภฤกษ์ สัทธาพงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-17
2026-01-17
7 1
24
39
-
การประเมินความสามารถในการจำแนกและความสอดคล้องของ ChatGPT ร่วมกับคำสั่งเสียงในการคัดกรองผู้ป่วยฉุกเฉินตามเกณฑ์ ESI ในโรงพยาบาลวารินชำราบ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJEM/article/view/277102
<p><strong>บทนำ</strong><br />การคัดกรองผู้ป่วยฉุกเฉิน (triage) เป็นขั้นตอนสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและการจัดสรรทรัพยากร นอกจากนี้ความแม่นยำในการคัดกรองยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบบริการสาธารณสุข<br /><strong>วัตถุประสงค์</strong><br />เพื่อประเมินความสามารถในการจำแนกและความสอดคล้องของ ChatGPT ที่รองรับคำสั่งเสียงภาษาไทย ในการจำแนกระดับ triage ตามหลักเกณฑ์ Emergency Severity Index (ESI) เมื่อเทียบกับแพทย์ฉุกเฉินและพยาบาลแรกรับ<br /><strong>วิธีการศึกษา</strong><br />การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ณ แผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลวารินชำราบ ระหว่าง 1 เมษายน-31 พฤษภาคม 2568 ผู้ป่วย 387 ราย ได้รับการให้ระดับ triage โดยแพทย์ฉุกเฉิน พยาบาลแรกรับ และ ChatGPT-4o ซึ่งรับข้อมูลจากแบบฟอร์มคัดกรองผ่านเสียงภาษาไทย วิเคราะห์ประสิทธิภาพการจำแนกด้วย Sensitivity, Specificity, PPV, NPV, Area under the Receiver Operating Characteristic curve (AuROC) ความสอดคล้องด้วย weighted kappa และ ทดสอบความคลาดเคลื่อนด้วย McNemar test<br /><strong>ผลการศึกษา</strong><br />สำหรับการจำแนกกลุ่มผู้ป่วยฉุกเฉิน (ESI 1-2) ChatGPT มีค่าความไว 97.6%, ความจำเพาะ 95.9%, ค่าพยากรณ์ผลบวก (PPV) 94.8%, ค่าพยากรณ์ผลลบ (NPV) 98.1% และ AuROC 97% (95%CI 95.0-99.0) ขณะที่พยาบาลมีความไว 92.3%, ความจำเพาะ 75.7%, PPV 74.6%, NPV 92.7% และ AuROC 84% (95%CI 81.0-87.0) ChatGPT มีค่าความสอดคล้องกับแพทย์อยู่ที่ weighted kappa = 0.915 (95%CI 0.844-0.986) ในระดับ almost perfect agreement ขณะที่พยาบาลมีค่าอยู่ที่ 0.607 (95%CI 0.536-0.678) ซึ่งจัดอยู่ในระดับ substantial agreement ความคลาดเคลื่อนของ ChatGPT พบ over-triage ร้อยละ 2.6 (10 ราย) และ under-triage ร้อยละ 3.4 (13 ราย) รวม ร้อยละ 5.9 (23 ราย) McNemar p=0.270 ขณะที่พยาบาลมี over-triage ร้อยละ 23.3 (90 ราย) และ under-triage ร้อยละ 5.2 (20 ราย) รวมร้อยละ 28.4 (110 ราย) McNemar = p<0.001<br /><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><br />ChatGPT ร่วมคำสั่งเสียงภาษาไทย แสดงความสามารถในการจำแนกร้อยละ 97 ความสอดคล้องกับแพทย์ในระดับสูงมาก ดังนั้นศักยภาพของ ChatGPT จึงควรถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ (decision-support) ลดความผิดพลาดในการคัดกรอง และเป็นประโยชน์ในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากร</p>
พัทนียา บุตรอ่อน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-17
2026-01-17
7 1
40
56
-
ปัจจัยทำนายการคงอยู่ในงานของแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJEM/article/view/277474
<p><strong>บทนำ</strong><br />แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม ภาระงานสูง ความกดดัน และค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องส่งผลต่อการลาออก และความไม่แน่นอนในการคงอยู่ ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญต่อระบบสุขภาพไทย<br /><strong>วัตถุประสงค์</strong><br />เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและองค์การที่ทำนายการคงอยู่ในงานของแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน และเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มการคงอยู่ในระบบราชการ<br /><strong>วิธีการศึกษา</strong><br />การวิจัยเชิงสำรวจเชิงวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่างคือแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน 238 คน จากประชากร ทั้งหมด 614 คน (ณ 1 กรกฎาคม 2568) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 4 ส่วน ครอบคลุมข้อมูลทั่วไป ปัจจัยองค์การ การคงอยู่ในงาน และความคิดเห็นปลายเปิด เครื่องมือมีค่า IOC เฉลี่ย 0.94 และ Cronbach's alpha 0.959 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุขั้นตอน<br /><strong>ผลการศึกษา</strong><br />ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เพศหญิง (61.3%) อายุมัธยฐาน 35 ปี ระดับตำแหน่งชำนาญการ (75.2%) รายได้พบบ่อยสุด 70,001-90,000 บาท (38.2%) ปัจจัยองค์การที่ได้คะแนนสูงสุดคือ สัมพันธภาพในการทำงาน (3.92+0.72) ต่ำสุดคือ ค่าตอบแทนและผลประโยชน์ (3.08+0.76) คะแนนการคงอยู่เฉลี่ย 3.07+1.02 อยู่ในระดับไม่แน่นอน การถดถอยพหุพบปัจจัยทำนายที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ การทำงานในโรงพยาบาลศูนย์ (B=0.16, p=0.006) ระยะเวลาทำงาน (B=0.13, p=0.027) รายได้ 30,001-50,000 บาท (B=0.11, p=0.042) ความเพียงพอรายรับ-รายจ่ายที่ เพียงพอและมีเงินเหลือเก็บ (B =- 0.12, p=0.030) รวมถึงงาน-ชีวิตการทำงาน (B=0.34, p<0.001) และนโยบายผู้นำ (B=0.22, p=0.002) โมเดลอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 34 (R<sup>2</sup>=0.34, p<0.001)<br /><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><br />การคงอยู่ในงานของแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยส่วนบุคคลและองค์การ โดยเฉพาะงาน-ชีวิตการทำงานและนโยบายของผู้นำ กระทรวงสาธารณสุขควรพัฒนาโครงสร้างงานระบบสนับสนุน และมาตรการเชิงนโยบายเพื่อรักษากำลังคนกลุ่มนี้ให้อยู่ในระบบราชการอย่างยั่งยืน</p>
เกรียงศักดิ์ ปินตาธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-17
2026-01-17
7 1
57
71