https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/issue/feed
วารสารสภาการพยาบาล
2025-12-29T16:09:27+07:00
Noppawan Piaseu, PhD
noppawan.pia@mahidol.edu
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารสภาการพยาบาล</strong> เป็นวารสารวิชาการที่มีการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะสาขา กำหนดออกราย 3 เดือน ปีละ 4 ฉบับ โดยสภาการพยาบาลเป็นเจ้าของ มีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งในการเผยแพร่ผลงานวิชาการของพยาบาลวิชาชีพ และความก้าวหน้าในศาสตร์สาขาการพยาบาล ทั้งด้านการพยาบาลทางคลินิกและชุมชน การศึกษาพยาบาล การบริหารการพยาบาล และที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>ชื่อวารสารสำหรับการอ้างอิง:</strong> J Thai Nurse Midwife Counc<br /><strong>Online ISSN:</strong> 2985-0894<br /><strong>Print ISSN:</strong> 1513-1262<br /><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์:</strong> ไทย และ อังกฤษ<br /><strong>จำนวนฉบับต่อปี:</strong> 4 ฉบับ (มกราคม-มีนาคม, เมษายน-มิถุนายน, กรกฏาคม-กันยายน, ตุลาคม-ธันวาคม)</p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/view/274869
ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วยต่อความเครียดของนักศึกษาพยาบาล
2025-05-06T11:49:21+07:00
สุกิจ ทองพิลา
ketnarin@bcnnv.ac.th
เกตุนรินทร์ บุญคล้าย
ketnarin@bcnnv.ac.th
กิติพงษ์ พินิจพันธ์
ketnarin@bcnnv.ac.th
ธีรเดช ศรีชาติ
ketnarin@bcnnv.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong> การจัดการเรียนรู้ในคลินิกเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจัดการเรียนรู้ในหลักสูตร พยาบาลศาตรบัณฑิตที่มุ่งให้นักศึกษามีสมรรถนะในการให้บริการสุขภาพแบบองค์รวมแก่ประชาชน ภาวะความเครียดในการฝึกปฏิบัติเกิดจากการที่นักศึกษาพยาบาลเผชิญกับความคาดหวัง ความรับผิดชอบ และสถานการณ์ใหม่ที่อาจยังไม่คุ้นเคย ซึ่งสามารถอธิบายได้ตามทฤษฎีความเครียดของลาชารัสและ โฟล์คแมน ที่กล่าวว่า ความเครียดเป็นผลลัพธ์ของการประเมินปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อบุคคลรับรู้ว่าสถานการณ์นั้นเกินกว่าทรัพยากรที่ตนมีในการจัดการ จะเกิดภาวะความเครียด การเตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้ ทักษะ และจิตใจ จึงเป็นการเพิ่มทรัพยากรเพื่อปรับดุล และ ลดความเครียดที่เกิดขึ้น เป็นแนวทางในการพัฒนาวิชาชีพพยาบาลให้มีประสิทธิภาพในอนาคต </p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความเครียดของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย </p> <p><strong>การออกแบบการวิจัย </strong>การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ประยุกต์ใช้ทฤษฎีความเครียดของลาชารัสและโฟล์คแมนในการพัฒนาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย โดยความเครียดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และสิ่งแวดล้อมที่บุคคลจะประเมินว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น มีผลกระทบต่อสวัสดิภาพของตนเอง และต้องใช้ทรัพยากร หรือความสามารถของตนเองที่มีอยู่ในการปรับตัวอย่างเต็มที่ หรือเกินกำลัง เพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า สถานการณ์ที่นักศึกษาพยาบาลฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นที่มีลักษณะเฉพาะในครั้งแรก ต้องใช้ทักษะพิเศษในการสื่อสารกับเด็กในวัยต่าง ๆ และต้องมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครอบครัวของเด็ก ตลอดจนความไม่คุ้นเคยกับบุคลากร และสภาพแวดล้อมในหอผู้ป่วย งานที่ได้รับมอบหมายขณะฝึกปฏิบัติและอาจารย์ผู้ผู้สอนภาคปฏิบัติสิ่งต่างๆ เหล่านี้ นักศึกษาแต่ละคนประเมินตัดสินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไป อีกทั้งมีการเลือกใช้วิธีการเผชิญความเครียดแตกต่างกันตามศักยภาพของทรัพยากรและข้อจำกัดของนักศึกษาแต่ละคน โปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย ถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญเพื่อลดความเครียด สำหรับนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 2 ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ในระยะเวลา 4 วัน รวมเวลา 30 ชั่วโมง ดังนี้ กิจกรรมที่ 1) การปฐมนิเทศรายวิชา และการสรุปสาระสำคัญ การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจรายละเอียดการฝึกปฏิบัติ และแนวคิด หลักการ การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น กิจกรรมที่ 2) การปฐมนิเทศการฝึกปฏิบัติจากพยาบาลประจำหอผู้ป่วย เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจบริบท ลักษณะงาน และแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยในแต่ละแผนก และ กิจกรรมที่ 3) การเตรียมความพร้อมการปฏิบัติการพยาบาล 4 ทักษะ ประกอบด้วย 1) การประเมินการเจริญเติบโตและพัฒนาการ 2) การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค 3) การพ่นยา ดูดเสมหะการให้ออกชิเจน และ 4) การให้ยากิน ยาฉีด และยาพ่น เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในทักษะด้านการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong> กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ สถาบันการศึกษาพยาบาลแห่งหนึ่ง จำนวน 98 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยมีเกณฑ์การคัดเข้า ดังนี้ 1) นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ลงทะเบียนในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น ภาคปลาย ปีการศึกษา 2567 2) อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและเพศหญิง 3) สื่อสารด้วยการพูด อ่าน เขียนภาษาไทยได้ และ 4) ยินดีเข้าร่วมการวิจัย เครื่องมือการวิจัยได้แก่ 1) โปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อมก่อนการฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย ได้รับการพิจารณาความตรงเชิงเนื้อหา จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ.89 2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 3) แบบวัดความเครียดของสวนปรุง แบบสอบถามต้นฉบับ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .70 เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม ถึงมีนาคม พ.ศ. 2568 หลังได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อม เป็นเวลา 4 วัน นักศึกษาขึ้นฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วยเด็ก 2 แห่ง และคลินิกสุขภาพเด็กดี แหล่งฝึกละ 1 สัปดาห์ ตามตารางหมุนเวียน เมื่อสิ้นสุดการฝึกปฏิบัติ ครบถ้วนแล้ว นักศึกษาทำแบบวัดความเครียดหลังการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การทดสอบทีแบบคู่</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 91.83) อายุเฉลี่ย 20.28 ปี (SD = 1.00) มีเกรดเฉลี่ยสะสมอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 58.16) หลังเข้าร่วมโปรแกรม นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยความเครียด (M = 37.85, SD. = 7.51) ต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (M = 58.64, SD = 12.27) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 28.560.p<.001)</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ </strong>การจัดการเรียนรู้ภาคปฏิบัติในหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต สามารถนำโปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย สำหรับนักศึกษาพยาบาลไปประยุกต์ใช้ ในกระบวนการเตรียมความพร้อม เพื่อลดความเครียดของนักศึกษาพยาบาลก่อนการฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย เพื่อให้นักศึกษามีสมรรถนะในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลสอดคล้องกับผลลัพธ์เรียนรู้ของรายวิชา หลักสูตร และเป็นแนวทางการพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติการพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามมาตราฐานวิชาชีพในอนาคต</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาการพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/view/275396
ผลของรูปแบบยับยั้งแรงจูงใจของการฆ่าตัวตายต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า
2025-06-13T10:59:50+07:00
วัฒนาภรณ์ พิบูลอาลักษณ์
loleejeng@gmail.com
สาวิตรี สุริยะฉาย
sawity@gmail.com
เวนิช บุราชรินทร์
w.buracharin@hotmail.com
<p><strong>บทนำ</strong> โรคซึมเศร้าเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญด้านสุขภาพจิตทั่วโลก มีลักษณะสำคัญ คือ ความทุกข์ทางอารมณ์เรื้อรังที่อาจรุนแรงถึงขั้นนำไปสู่พฤติกรรมฆ่าตัวตาย แม้ว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จะได้รับยาต้านเศร้า แต่ความคิดฆ่าตัวตายอาจยังคงอยู่จนนำไปสู่การฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงแรกหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล รูปแบบยับยั้งแรงจูงใจของการฆ่าตัวตายสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ที่มุ่งเน้นปรับการรับรู้ความคิดอัตโนมัติและมุมมองการแก้ปัญหาที่มองว่าตนเองรู้สึกพ่ายแพ้ และถูกกักขังจากสถานการณ์ปัญหาที่เผชิญอยู่ เป็นแนวทางหนึ่งในการบำบัดเพื่อป้องกันความคิดฆ่าตัวตาย </p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความคิดฆ่าตัวตายระหว่างผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้รับ การดูแลโดยใช้รูปแบบยับยั้งแรงจูงใจของการฆ่าตัวตายร่วมกับการดูแลตามปกติ กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ที่ได้รับการดูแลตามปกติ ในช่วงเวลาก่อนทดลอง หลังทดลองทันที หลังจำหน่าย 2 สัปดาห์ และ หลังจำหน่าย 4 สัปดาห์ </p> <p><strong>การออกแบบการวิจัย</strong> การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงหลองชนิดสองกลุ่มแบบวัดน้ำ โดยประยุกต์แบบจำลองการบูรณาการระหว่างแรงจูงใจกับความตั้งใจฆ่าตัวตาย แนวคิดการบำบัดความคิด และพฤติกรรม และแนวคิดการบำบัดโดยการแก้ปัญหา พัฒนาเป็นรูปแบบยับยั้งแรงจูงใจของการฆ่าตัวตาย เพื่อบำบัดผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแบบรายบุคคลลใช้ระยะเวลา 2 สัปดาห์โดยมีการบำบัด 3 ครั้ง ในแต่ละสัปดาห์ ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ดังนี้ 1) การทำความเข้าใจการเจ็บป่วย 2) การสำรวจความรู้สึกพ่ายแพ้ และความรู้สึกถูกกักขัง 3) การค้นหาความคิดอัตโนมัติ 4) การพัฒนาความคิดใหม่ 5) การเรียนรู้ รูปแบบการแก้ปัญหา และ 6) การเลือกแก้ปัญหาใหม่ </p> <p><strong>การดำเนินการวิจัย</strong> กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า ดังนี้ 1) เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน ภายใน 72 ชั่วโมง 2) อายุระหว่าง 18-60 ปี 3) มีประวัติ พยายามฆ่าตัวตายในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา 3) มีความคิดฆ่าตัวตาย ตามแบประเมินความคิดฆ่าตัวตาย ฉบับภาษาไทยตั้งแต่ 19 คะแนนขึ้นไป 5) สามารถฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทยได้ คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 40 คน จากนั้นได้รับการสุ่มเข้าเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 20 คน กลุ่มทดลองได้รับการดูแลด้วยรูปแบบยับยั้งแรงจูงใจของการฆ่าตัวตาย ระยะเวลา 2 สัปดาห์ ร่วมกับ การดูแลตามปกติ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ ซึ่งเป็นการดูแลตามระดับความเสี่ยง การฆ่าตัวตาย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบยับยั้งแรงจูงใจของการฆ่าตัวตาย มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา .89 และแบบประเมินความคิดฆ่าตัวตายฉบับภาษาไทย มีค่าความเที่ยง .81 ติดตามผลค่าเฉลี่ยของ ความคิดฆ่าตัวตาย 4 ช่วงเวลาได้แก่ ก่อนทดลอง หลังทดลองทันที หลังจำหน่าย 2 สัปดาห์ และหลังจำหน่าย 4 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบความคิดฆ่าตัวตายภายในและระหว่างกลุ่มด้วยการวิเคราะห์ ความแปรปรวนสองทางแบบวัดช้ำ และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยสถิติ Bonferromi </p> <p id="isPasted"><strong>ผลการวิจัย</strong> กลุ่มทดลองส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 60) มีอายุเฉลีย 25.05 ปี (SD= 5.34) สถานภาพโสด (ร้อยละ 80) วิธีการฆ่าตัวตายคือ การกินยาเกินขนาด (ร้อยละ 55) ระยะเวลาการเจ็บป่วย เฉลี่ย 2.7ปี (SD = 1.55) จำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษาเฉลี่ย 1.70 ครั้ง (SD = 0.73) กลุ่มควบคุมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 55) อายุเฉลี่ย 26.75 (SD = 4.68)สถานภาพโสด (ร้อยละ 90) วิธีการฆ่าตัวตาย คือการกินยาเกินขนาด (ร้อยละ 30) ระยะเวลาการเจ็บป่วยเฉลี่ย 2.85 ปี (SD = 1.49) จำนวนครั้งที่เช้ารับการรักษาเฉลี่ย 1.45 ครั้ง (SD = 0.68) เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของข้อมูลทั่วไปของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ พบว่า ความคิดฆ่าตัวตายของกลุ่มทดลอง ในช่วงก่อนทดลอง หลังทดลองทันที หลังจำหน่าย 2 สัปดาห์ และหลังจำหน่าย 4 สัปดาห์ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F= 398.160,p < .001) ปฏิสัมธ์ระหว่างช่วงเวลาและรูปแบบยับยั้งแรงจูงใจ มีผลต่อความคิดฆ่าตัวตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 12.115, p < .001) เมื่อวิเคราะห์ผลระหว่างกลุ่ม พบว่า ความคิดฆ่าตัวตายระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F= 24.945,p<p< .001) เปรียบเทียบเป็นรายคู่ พบว่า ความคิดฆ่าตัวตายก่อนทดลองแตกต่างจากหลังทดลองทันที (MD = 18.50,p<.001) หลังจำหน่าย 2 สัปดาห์ (MD= 17.175.p<.001) และหลังจำหน่าย 4 สัปดาห์ (MD = 14.450,p < < <1) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับความคิดฆ่าตัวฆ่าตัวตาย ในช่วงเวลาหลังทดลองทันที มีความแตกต่างจากหลังจำหน่าย 2 สัปดาห์ (MD = = -1.325,p<p<001) และหลังจำหน่าย 4 สัปดาห์ (MD = = -4.050, p .001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ความคิดฆ่าตัวตายในช่วงเวลาหลังจำหน่าย 2 สัปดาห์ มีความแตกต่างจากหลังจำหน่าย 4 สัปดาห์ (MD = -2.725, p< .001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong> รูปแบบยับยั้งแรงจูงใจของการฆ่าตัวตายมีประสิทธิผลในการป้องกันความคิดฆ่าตัวตายหลังจำหน่าย 2-4 สัปดาห์ พยาบาบาลจิตเวชสามารถนำไปประยุกตใช้บ้าบัดผู้เป็นโรคซึมเศร้าที่เช้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจิตเวช เพื่อให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าปลอดภัยจากการฆ่าตัวตาย</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาการพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/view/275595
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพของวัยรุ่นในชุมชนเมือง
2025-06-13T14:47:54+07:00
ทัศนีย์วรรณ พฤกษาเมธานันท์
thitiporn.suw@cra.ac.th
ฐาพัชรดา เกียรติเลิศเดชา
thitiporn.suw@cra.ac.th
ธิติพร สุวรรณอำภา
thitiporn.suw@cra.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong> วัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และสังคม อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะในระยะยาว โดยเฉพาะในเขตชุมชนเมืองที่มีความชับช้อนด้านสังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพสามารถใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาแนวทางลดพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพของวัยรุ่นได้ </p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพของวัยรุ่นในชุมชนเมือง 2) ความรอบรู้ด้านสุขภาพของวัยรุ่นในชุมชนเมือง และ 3) ปัจจัยทำนายพฤติกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพของวัยรุ่นในชุมชนเมือง </p> <p><strong>การออกแบบวิจัย</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย โดยประยุกต์ใช้แนวคิดปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย องค์การอนามัยโลก อธิบายว่า ปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพมายถึงสภาพแวดล้อมที่บุคคลเกิด เติบโต ทำงาน ดำรงชีวิตอยู่ รวมถึงระบบซึ่งกำหนดเงื่อนไขในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะนโยบายและระบบเศรษฐกิจ บรรทัดฐานทางสังคม นโยบายสังคมและระบบการเมือง แนวคิดนี้ทำให้เห็นว่าปัญหาสุขภาพมีความชับช้อน จึงต้องมีกระบวนทัศน์ใหม่ในการดูแลสุขภาพประชาชน สามประการสำคัญ ได้แก่ 1) การตระหนักว่าปัจจัย การเกิดโรคและความเจ็บป่วย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัจจัยระดับบุคคล ปัจจัยทางพันธุกรรมหรือสรีรวิทยา หรือปัจจัยเชิงพฤติกรรมเท่านั้น 2) การพิจารณาปัจจัยองค์รวมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตลอดช่วงอายุ ของบุคคล และ 3) การเพิ่มบทบาทการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาพยาบาล การทำความเข้าใจ ปัจจัยกำหนดสุขภาพ จะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพของบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong>กลุ่มตัวอย่าง คือ วัยรุ่น จำนวน 382 คน ที่กำลังศึกษาในสถาบันการศึกษา ในพื้นที่เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน มีเกณฑ์การคัดเข้า ดังนี้ 1) อายุ 13-19 ปี และ 2) ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง และนักเรียนเต็มใจเข้าร่วมการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป การจัดระบบบริการสุขภาพในสถานศึกษา แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบประเมิน พฤติกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ ถดถอยพหุคูณ</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 55.20) อายุเฉลี่ย 15.78 ปี (SD= 1.73) กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ร้อยละ 59.00) เกรดเฉลี่ย 3.00-4.00 (ร้อยละ 58.10) ส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่กับบิดามารดา (ร้อยละ 75.70) ผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในชีวิตมากที่สุด คือ เพื่อนสนิท (ร้อยละ 54.90) การจัดระบบบริการสุขภาพในสถานศึกษา พบว่า สถาบันการศึกษา แต่ละแห่งมีการกำหนดนโยบายในการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสุขภาพดี (ร้อยละ 94.2) โดยกำหนดให้ สถานศึกษาเป็นโรงเรียนปลอดบุหรี่ (ร้อยละ 68.4) มีการจัดกิจกรรมเพื่อสถานศึกษาเข้มแข็ง (ร้อยละ 71.2) มีการจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนสุขภาพ (ร้อยละ 86.9) มีการจัดโรงอาหารที่สะอาดปลอดภัย (ร้อยละ 63.4) มีการจัดให้ความรู้ข้อมูลทางสุขภาพให้กับผู้เรียน (ร้อยละ 90.6) สำหรับความรอบรู้ ทางสุขภาพโดยรวม อยู่ในระดับดี (M = 2.65, SD = 0.15) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ความรอบรู้ ด้านสุขภาพทุกด้านอยู่ในระดับดี ยกเว้น ด้านการสร้างสรรค์ข้อมูลและกิจกรรมเพื่อสุขภาพที่อยู่ใน ระดับพอใช้ (M = 2.38, SD = 0.13) กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพในภาพรวม อยู่ในระดับไม่ดี (M = 1.52, SD = 0.08) เมื่อพิจารณาพฤติกรรมรายด้าน พบว่า มีเพียงด้านพฤติกรรม 3 อ. เท่านั้น ที่อยู่ในระดับพอใช้ (M = 2.22, SD = 0.12) ส่วนอีก 3 ด้าน อยู่ในระดับไม่ดี ได้แก่ ด้านการหลึกเลี้ยงสารและสิงเสพติดที่เป็นพิษต่อร่างกาย (M=1.11.SD = -0.06) ด้านพฤติกรรมทางสังคม (M = 1.37, SD = 0.08) และด้านพฤติกรรมลดเสี่ยงทางเพศ (M = 1.37, SD = 0.08) ผลการวิเคราะห์ดดถอยพพูคูณ ด้วยวิธี Emer พบว่า ความรอบรู้ทางสุขภาพ ระดับการศึกษา และ ผลการเรียนสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมป้องกันความเสียงด้านสุขภาพได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 21.580, p < .001) โดยอธิบายความแปรวนของพฤติกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพได้ ร้อยละ 21.5 (Adjusted R = 0.215) ซึ่งความรอบรู้ทางสุขภาพ เป็นตัวทำนายที่มีอิทธิพลสูงที่สุด (B = .620, p < .001) ในขณะที่ระดับการศึกษา มีอิทธิพลเชิงลบ (B = -.100,p = .023) และผลการเรียนมีอิทธิพลเชิงบวกในระดับต่ำ (B = .090 p p .032)</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong> หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง สามารถนำผลการวิจัยไปพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ โดยเฉพาะความรอบรู้ ด้านสุขภาพในด้านการป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพสำหรับวัยรุ่น ในพื้นที่เขตชุมชนเมือง ทั้งนี้เพื่อให้วัยรุ่นในเขตเมืองมีพฤติกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เหมาะสมยิ่งขึ้น</p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาการพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/view/275774
การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมการคลอดที่ปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด
2025-06-05T11:37:38+07:00
พัดชา ชินธนาวงศ์
paewchin@hotmail.com
พรทิพย์ ชอบตรง
paewchin@hotmail.com
ปัทมา บุญประกอบกู้
paewchin@hotmail.com
กิตติพร ประชาศรัยสรเดช
paewchin@hotmail.com
วารุณี มีหลาย
paewchin@hotmail.com
<p><strong>บทนำ</strong> การดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดให้มีความพร้อมในการคลอด ที่ปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ หญิงตั้งครรภ์ที่ที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลส่วนหนึ่งมีความเครียด จากการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด และมีความวิตกกังวลมากด้านภาวะสุขภาพของตนเองและทารกในครรภ์ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมการคลอดที่มีรูปแบบชัดเจนจะช่วยให้พยาบาลวิชาชีพ สามารถวินิจฉัยทางการพยาบาลได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว เฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลง สื่อสารและปฏิบัติการพยาบาลอย่างครอบคลุม ส่งผลให้เกิดความปลอดภัยกับหญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่แรกรับจนกระทั่งคลอด </p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์การเตรียมความพร้อม การคลอดในหญิงตั้งครรภ์ที่เจ็บครรภ์ก่อนกำหนด 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมการคลอด ที่ปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด และ 3) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของรูปแบบ การเตรียมความพร้อมการคลอดที่ปลอดภัยในหญิงตั้งตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด ณ ห้องคลอด โรงพยาบาลชลบุรี </p> <p><strong>การออกแบบการวิจัย </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาผู้วิจัยประยุกต์แนวคิดการจัดการรายกรณีร่วมกับ Plan-Do-Check-Act (PDCA) </p> <p><strong>การดำเนินการวิจัย</strong> การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์การเตรียมความพร้อม การคลอดที่ปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด โรงพยาบาลชลบุรี โดยทบทวน เวชระเบียนหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด สนทนากลุ่ม แบ่งการสนทนาเป็น 2 กลุ่ม ได้แด้แก่ กลุ่มบุคลากร รวมจำนวน 6 คน ประกอบด้วยสูติแพทย์ 1 คน พยาบาลวิชาชีพ 4 คนและผู้ช่วยพยาบาล 1 คน และกลุ่มมารดาหลังคลอดที่มีประวัติเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด จำนวน 5 คน ระยะยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบ การเตรียมความพร้อมการคลอดที่ปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด และระยะยะที่ 3 ศึกษาผลลัพธ์ของรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานที่ห้องคลอด โรงพยาบาลชลบุรี จำนวน 17 คน และหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดที่รับไว้ในห้องคลอด โรงพยาบาลซลบุรี เลือกแบบเฉพาะเจาะจง กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้ n4Studies ได้ตัวอย่างจำนวนวน 50 คน จัดเข้า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแบบเจาะจง กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แนวทางการสนทนากลุ่มบุคลากรและแนวทางการสนทนากลุ่มมารดาหลังคลอดที่มีประวัติเจ็บครรภ์ ก่อนกำหนด แบบสอบถามความเป็นไปได้ของรูปแบบฯ และแบบวัดความวิตกกังวลของหญิงตั้งตั้งครรภ์ เครื่องมือทั้งหมดได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 ตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือ โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค ได้แก่ แบบวัดความวิตกกังวลของหญิงตั้งครรภ์มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .95 แบบสอบถามความเป็นไปได้ของรูปแบบฯ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .87 และแบประเมินความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ มีค่า ความเที่ยงเท่ากับ .74 ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึง เดือนพาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบทีแบบอิสระ การทดสอบทีแบบคู่ และ การทดสอบไคสแควร์</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> รูปแบบการเตรียมความพร้อมการคลอดที่ปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ ก่อนกำหนดที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) การประเมินความต้องการของผู้คลอด ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม จิตวิญญาณ 2) การประเมินสภาพและวิเคราะห์ปัญหา วางแผนการจัดการรายกรณี โดยให้ผู้ดูแลมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใช้ข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน 3) การตั้งเป้าหมาย และนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพ 4) การวางแผนร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้คลอดของทีมสหสาขาวิชาชีพ 5) การเฝ้าติดตามการปฏิบัติตนของหญิงตั้งตั้งครรภ์ อย่างถูกต้องเหมาะสมและ 6) การประเมินผลเมื่อคลอด การติดตามอายุครรภ์ การติดตามความปลอดภัย ของทารกแรกเกิด ภายหลังการนำรูปแบบฯ ไปใช้ พบว่าภายหลังการทดลอง หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ เจ็บครรภ์ก่อนกำหนดกลุ่มทดลองมีความวิตกกังวล (M = 16.84, SD = 3.44) น้อยกว่าก่อนทดลอง (M = 24.20, SD = 4.66) และน้อยกลุ่มควบคุบคุม (M = 20.44,SD= 1.92) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 7.553,p<.001; t= 4.575..001 ตามล่าดับ) อัตราการคลอดครบกำหนดในกลุ่มกลุ่มทดลองสูงกว่า กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (X) = 4.504, p = .034) อย่างไรก็ตามการเกิดภาวะแทรกช้อน ได้แก่ อาการใจสั่นหรือภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และภาวะพร่องออกชิเจนของทารกแรกเกิดไม่แตกต่างกัน พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติตามรูปแบบฯ และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ สูงกว่าค่าเป้าหมาย ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001)</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong> รูปแบบการเตรียมความพร้อมการคลอดที่ปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ ก่อนกำหนดที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิผลในการลดระดับความวิตกกังวลของหญิงตั้งครรภ์ และส่งเสริมให้การตั้งครรภ์คลอดครบกำหนด ควรมีการนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปใช้ในการดูแลหญิงตั้งตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดและติดตามผล</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาการพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/view/276891
การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมการคลอดที่ปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด
2025-08-17T11:40:57+07:00
สาธร พลพงษ์
satorn.po@kkumail.com
มะลิวรรณ ศิลารัตน์,
smaliw@kku.ac.th
วาสนา รวยสูงเนิน
waskir@kku.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong> ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงกับการควบคุบคุมความดันโลหิตไม่ได้ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง การจัดการตนเองช่วยเสริมสร้างทักษะในการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งมีผลต่อการลดน้ำหนักและลดระดับความดันโลหิตตามเป้าหมายทางคลินิก </p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเอง ต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง น้ำหนักตัว และระดับความดันโลหิตซิสโตลิกในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ </p> <p><strong>การออกแบบวิจัย</strong> กาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิชัยแบบกึ่งทดลลลองดสองกลุ่มวัดก่อนและ หลังการทดลองโดยประยุกต์ใช้แนวคิดการจัดการตนเอง ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ ในการควบคุมโรคลดความเสี่ยงของภาวะแทรกช้อนและส่งเสริมคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นใช้แนวคิดการจัดการตนเองของนงลักษณ์ เมธากาญจนศักดิ์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถจัดการสุขภาพของตนเองได้อย่างครอบคลุม โดยเน้นการพัฒนาทักษะการจัดการตนเอง 4 ด้าน ได้แก่ 1) การเฝ้าระวังตนเอง (self-monitoring) ) 2) การมีทักษะหรือกิจกรรมที่เฉพาะเจาะจง (performing special task) 3) การแสวงหาข้อมูลการจัดการตนเอง (information secking) และ 4) การปรับเปลี่ยน รูปแบบหรือกิจกรรมให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของโรคและการรักษา (self-adjusting) โปรแกรมดังกล่าวได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักและลดระดับความดันโลหิตชิสโตลิกผ่านการพัฒนาทักษะการจัดการตนเองอย่างต่อเนื่อง </p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong> การวิจัยนี้ดำเนินการที่คลินิกความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง ระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วย จำนวน 60 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ ได้แก่ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงและควบคุบระดับความดันโลหิตไม่ได้ ไม่อยู่ในระยะวิกฤต อายุระหว่าง 18-60 ปี มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 25 กก./ม<sup>2</sup> สื่อสารภาษาไทยได้เข้าใจ ไม่มีข้อจำกัดในการเดิน สามารถใช้โทรศัพท์มือถือและแอปพลิเคชันไลน์ และสมัครใจเข้าร่วมการศึกษา จัดเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยการสุ่มด้วยวิธีการจับสลากในวันที่มารับบริการ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย จำนวน 25 ข้อ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงของเนื้อหาเท่ากับ .96 และมีค่าความเชื่อมั่น โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .83 และ 3) โปรแกรมการจัดการตนเอง ใช้ระยะเวลา 12 สัปดาห์ มีกิจกรรมหลัก 4 ด้าน ได้แก่ (1) การเฝ้าระวังตนเองโดยบันทึก ค่าความดันโลหิต น้ำหนักตัว รายการอาหาร และจำนวนก้าวเดิน (2) การมีทักษะหรือกิจกรรม ที่เฉพาะเจาะจง โดยฝึกทักษะการควบคุมอาหาร การเลือกชนิดอาหาร การจำกัดปริมาณแคลอรี ฝึกทักษะ การเดินและการนับก้าว (3) การแสวงหาข้อมูลการจัดการตนเอง โดยได้รับความรู้ผ่านวีดิทัศน์ 8 นาที และให้คำปรึกษาเพิ่มเติม และ 4) การปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือกิจกรรมให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของโรคและการรักษา ซึ่งมีการติดตามให้ดำปรึกษาเป็นรายบุคคลผ่านแอปพลิเคชันไลน์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีต่อครั้งการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเอง น้ำหนักตัว และระดับความดันโลหิตชิสโตลิกก่อนเริ่มโปรแกรมและหลังเข้าร่วมโปรแกรมในสัปดาห์ที่ 12 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติอ้างอิง ได้แก่ การทดสอบทีแบบอิสระและการทดสอบทีแบบคู่</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> อายุเฉลี่ยของกลุ่มทดลอง (M 50.02,SD 7.12 ปี) และกลุ่มควบคุม (M 52.52.56, SD 6.01 ปี) ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังการทดลองพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย พฤติกรรมการจัดการตนเองทั้งด้านการควบคุมอาหาร (M 2.81, SD 0.37) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (M 2.53, SD 0.44) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 2.670, p < .01) และมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการออกกำลังกาย (M 3.12, SD 0.51) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (M 2.01, SD 0.68) อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (t = 7.150, p < .001) นอกจากนี้ กลุ่มทดลองมีน้ำหนักลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมเฉลี่ย 1.90 กิโลกรัม (95% CI: -2.67 ถึง -1.13,1 5.967,p<.001)และมีระดับความดันโลหิตชิสโตชิสโตลิก ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean difference = -10.57, 95% Cl: -15.56 ถึง -5.57, t= -4.040, p < .001)</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ </strong>โปรแกรมการจัดการตนเองมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเอง ในการลดน้ำหนักและลดระดับความดันโลหิตชิสโตลิกในผู้ป้วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้และ มีภาวะน้ำหนักเกิน ดังนั้น บุคลากรสุขภาพสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่มีบริบทใกล้เคียงกันโดยมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการควบคุมความดันโลหิดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาการพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/view/275453
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลสำหรับผู้บริหารทางการพยายาลระดับต้น: กรณีศึกษาโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเขตภาคเหนือ
2025-06-06T16:06:34+07:00
มนฑนัฏฐ์ ปาละ
tipmontianp@nu.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong> ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นมีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันคุณภาพบริการในโรงพยาบาลให้บรรลุตามมาตรฐาน จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า ผู้บริหารระดับต้นมีข้อจำกัดด้านประสบการณ์และความเข้าใจในมาตรฐานการพัฒนาคุณภาพด้านการกำกับดูแลวิชาชีพด้านการพยาบาล ดังนั้น การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมจึงเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสามารถในการบริหารและพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาลในระดับหน่วยงาน </p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong> 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลสำหรับผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น 2) เพื่อประเมินผลลัพธ์ของการนำรูปแบบการเรียนรู้ฯ ไปใช้ต่อความรู้ และความพึงพอใจตามการรับรู้ของผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น </p> <p><strong>การออกแบบการวิจัย</strong> การวิจัยและพัฒนา </p> <p><strong>การดำเนินการวิจัย</strong> งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงพัฒนา มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการรูปแบบการเรียนรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลสำหรับผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้บต้น กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ประสบการณ์ในการบริหารไม่เกิน 10 ปีที่โรงพยาบาล 26 คน ดำเนินการโดยการสำรวจ และการสนทนากลุ่ม ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลสำหรับผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นฯ ดำเนินการโดยการระดมสมองและสนทนากลุ่ม จำนวน 26 คน ขั้นตอนที่ 3 นำรูปแบบการเรียนรู้ฯ ที่ได้พัฒนาขึ้นสู่การปฏิบัติจริง ตามแผนที่กำหนดไว้ ขั้นตอนที่ 4 ประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการเรียนรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลของผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารทางการพยาบาล ระดับต้นฯ จำนวน 26 คน ดำเนินการโดยวัดประเมินผลความรู้ (post 1est) และสำรวจเพื่อประเมินรูปแบบการเรียนรู้ฯตามการรับรู้ของผู้บริหารระดับต้น คุณภาพเครื่องมือวิจัย ประเมินความตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือวิจัย ทั้ง 4 ชุด โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน โดยการหาตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา แบบดัชนีความสอดดล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence, IOC) นำผลที่ได้จากการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิมาวิเคราะห์ 10C เป็นรายข้อ แล้วพิจารณาปรับข้อคำถามในกรณีค่า 10C < .50 โดยผลประเมิน ความตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือวิจัยภาพรวม ค่า 10C = .92 จำแนกได้เป็น แบบสำรวจขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการรูปแบบการเรียนรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพสำหรับผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ค่า 10C =0.99 แนวคำถามสนทนากลุ่มขั้มขั้นตอนที่ 1 คำ 10C = .92 แนวคำถามสนทนากลุ่มขั้มขั้นตอนที่ 2 ค่า IOC = .80 แบประเมินรูปแบบการเรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ ค่า 10C = 1.00 และแบบสอบถามขั้นตอนที่ 4 การประเมินรูปแบบการเรียนรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลฯ ตามการรับรู้ของผู้บริหาระดับดัน ค่า IOC = .98 โดยคำความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 4 ทดสอบด้วย สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .99 และ .98 ตามลำดับ</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> ขั้นตอนที่ 1 พบว่าสภาพปัจจุบันในการพัฒนาคุณภาพด้านการบริหารการพยาบาลภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง (M 3.16, SD 0.62) โดยประเด็นด้านการประเมินการบรรลุเป้าหมายของการบริหารการพยาบาลมีคำเฉลี่ยต่ำที่สุด จัดอยู่ในระดับปานกลาง (M 3.11, SD 0.52) และด้านปฏิบัติการพยาบาล ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M 3.59, SD 0.63) ประเด็นด้านการติดตามประเมินผลลัพธ์การปฏิบัติการพยาบาล การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และการประเมินการบรรลุเป้าหมายของการปฏิบัติการพยาบาลมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด จัดอยู่ในระดับมาก (M 3.54,SD 0.74) จากการสนทนากลุ่มพบว่า ประเด็นปัญหาในปัจจุบัน ประกอบด้วย ภาระงานที่มาก เวลาในการเรียนรู้ที่ไม่เพียงพอ ขาดความรู้ความเข้าใจในมาตรฐานพัฒนาคุณภาพด้านการกำกับดูแลวิชาชีพด้านการพยาบาล การเรียนรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลที่ผ่านมายังไม่ครอบคลุม การเชื่อมโยง ระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติไม่ชัดเจน การเรียนรู้ที่ผ่านมาเน้นทฤษฎีมากว่าการปฏิบัติจริง และผู้บริหาร ระดับต้นส่วนใหญ่ต้องการรูปแบบการเรียนรู้ที่เป็นเชิงปฏิบัติการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมสาน ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบ สร้างและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ฯ โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก (active leaning) ร่วมกับแนวคิด การพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ตอนที่ II-2.1 การกำกับดูแลวิชาชีพด้านการพยาบาล โดยผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นเป็นผู้ร่วมตัดสินใจเลือกหัวข้อและรูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก ผ่านการระดมสมองและสนทนากลุ่ม จากวิธีการเรียนรู้เชิงรุก 10วิธีเลือกมามา วิธีที่มีผู้เลือกมากที่สุด ซึ่งประกอบด้วย วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (cooperative leaming) วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (inqwiry- based learming) และวิธีการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (project- based Iearning) โดยแบ่งเป็นโปรแกรม การเรียนรู้ด้านการบริหารการพยาบาล จำนวน 15 ชั่วโมง และโปรแกรมการเรียนรู้ด้านการปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 10 ชั่วโมง และประเมินรูปแบบการเรียนรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน โดยการหารหา content validity แบบ IOC พบว่าผลการประเมินรูปแบบการเรียนร์ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมมากที่สุด ค่า IOC =1.00 ขั้นตอนที่ 3 นำรูปแบบการเรียนรู้ฯ ที่ได้พัฒนาขึ้น ซึ่งประกอบด้วย โปรแกรมการเรียนรู้ ด้านบริหารการพยาบาล จำนวน 7 หัวข้อครอบคลมเนื้อหาตามมาตรฐาน HA ตอนที่11-2.1 (ก) รวมระยะเวลา 900 นาที (15ชั่วโมง) และโปรแกรมการเรียนรู้ด้านปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 4 หัวข้อ ครอบคลุมเนื้อหาตาม มาตรฐาน HA ตอนที่ 11-2.1 (ช) รวมระยะเวลา 600 นาที(10ชั่วโมง)โดยดำเนินการตามวัมวันเวลาที่สะดวกของ ผู้บริหารระดับต้น ขั้นตอนที่ 4 ประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการเรียนรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลฯ ตามการรับรู้ของผู้บริหารระดับต้น พบว่ารูปแบบการเรียนรู้ภาพรวมด้านบริหารการพยาบาลส่งผลให้ผู้เรียน มีความรู้ ความเข้าใจ อยู่ในระดับมากที่สุด (M 4.52, SD 0.59) และ ด้านปฏิบัติการพยาบาลอยู่ในระดับมากที่สุด (MM 4.56, SD 0.56) โดยความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนรู้ด้านบริหารการพยาบาล (M 4.62, SD 0.57) และด้านปฏิบัติการพยาบาล (M 4.2, SD 0.50) อยู่ในระดับมากที่สุด และผลประเมินความรู้ (post-test) ด้านบริหาร คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 87.75 ด้านปฏิบัติการพยาบาลคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 96.69 รวมทั้งได้ติดตามผลลัพธ์ที่ผู้บริหารระดับต้นได้นำไปพัฒนาระบบคุณภาพในหน่วยงานหลังผ่านรูปแบบการเรียนรู้ 3 เดือน พบว่ามีผลงานเชิงประจักษ์ที่ผู้บริหารระดับต้นได้นำความรู้ไปพัฒนาในหน่วยงาน ได้แก่ Service Profle ฉบับสมบูรณ์ แผนนิเทศทางการพยาบาลที่มีผลลัพธ์ครอบคลุม โครงการ/ กิจกรรมพัฒนาคุณภาพ ในหน่วยงาน พัฒนา CQ1/ นวัตกรรมในหน่วยงาน แผนการพยาบาล/แผนการจำหน่ายรายโรค เป็นต้นต้น</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong> รูปแบบการเรียนรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพที่พัฒนาขึ้นนี้เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพ ในการเสริมสร้างศักยภาพของผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการขององค์กร และเป็นต้นแบบสำหรับการขยายผลในอนาคต สามารถนำรูปแบบนี้ไปประยุกต์ใช้ในการอบรมผู้บริหาร ทางการพยาบาลในองค์กรอื่น และควรมีการติดตามผลระยะยาวเพื่อศึกษาผลลัพธ์ต่อการปฏิบัติงาน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาการพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/view/276924
ประสิทธิผลของหลักสูตรอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำในการดูแลผู้ต้องขังที่เป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง
2025-08-25T09:50:19+07:00
สิทธิพร ทองคร่ำ
sitthiphon.th@kkumail.com
ลัฆวี ปิยะบัณฑิตกุล
plukaw@kku.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong> โรคไม่ติดต่อเรื้อรังโดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาด้านสุขภาพ ที่สำคัญในเรือนจำและมีความชุกที่เพิ่มขึ้น ชี้ให้เห็นว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในกลุ่มผู้ต้องขังมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับประชากรทั่วไปภายนอกเรือนจำ ส่งผลให้ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ในขณะที่จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ ในเรือนจำมีอยู่อย่างจำกัด ด้วยข้อจำกัดนี้การพึ่งพาบุคลากรทางการแพทย์อย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ ต่อการดูแลผู้เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีจำนวนมากได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง กรมราชทัณฑ์จึงได้ดำเนินนโยบายในการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพผ่านการฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ (อสรจ.) เพื่อให้ผู้ที่ผ่านการอบรมสามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลสุขภาพชั้นพื้นฐานแก่ผู้ต้องขังด้วยกันโดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงให้สามารถดูแลตนเอง มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม และลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกช้อน อสรจ. จึงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ในการส่งเสริมสุขภาพที่ยั่งยืนภายได้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร </p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตรอบรม อสรจ. ในการดูแลผู้ต้องขังที่เป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงโดยเปรียบเทียบความรู้เรื่องโรค ทักษะ คุณค่าและทัศนคติต่อบทบาทของ อสรจ. ในการดูแลผู้ต้องขังที่เป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงก่อนและหลังการอบรม </p> <p><strong>การออกแบบวิจัย </strong>การวิจัยเชิงกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง ผู้วิจัย ได้พัฒนาหลักสูตรอบรม อสรจ. นี้ขึ้น ภายใต้ข้อกำหนดของเรือนจำ และประยุกต์ใช้แบบจำลองการเรียนรู้ เชิงประสบการณ์ของโคล์บ (Kolb's Model) ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างความรู้ผ่านประสบการณ์เดิม การสะท้อนความคิด และการสรุปความคิดรวบยอดนำไปสู่การนำไปปฏิบัติร่วมกับการผสมผสาน แนวทางการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีอยู่ในปัจจุบันโดยปรับให้เหมาะสม กับบริบทของเรือนจำ หลักสูตรการอบรมนี้มีจำนวน 75 ชั่วโมง ประกอบด้วยภาคทฤษฎีจำนวน 15 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติจำนวน 60 ชั่วโมง มี 4 กิจกรรม ดังนี้ 1) กิจกรรมที่ 1 "ประสบการณ์สอนให้รู้" 2) กิจกรรมที่ 2 "สะท้อนรู้ สู่ความเข้าใจ" 3) กิจกรรมที่ 3 "สรุปความคิด เพื่อชีวิตที่ดีกว่า" และ 4) กิจกรรมที่ 4 "ลงมือปฏิบัติเพื่อพัฒนาความเก่ง"</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong>กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ต้องขังที่ผ่านการอบรมหลักสูตรฝึกอบรม อสรจ. ระหว่างปี พ.ศ.2563-2566 จำนวน 27 คน ในเรือนจำแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คำนวณขนาดตัวอย่าง โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป G* Power ทำกาการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น ตามหน้าที่การปฏิบัติงานของ อสรจ. ในการให้บริการสุขภาพในแดนต่าง ๆ ของเรือนจำ เก็บรวบรวมข้อมูอมูลระหว่างเดือนมีนาคม ถึง เดือนเมษายน พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 2 ชุด ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการอบรม คือ หลักสูตรอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ (อสรจ.) ในการดูแลผู้ต้องขังที่เป็นโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง และ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แบบประเมินความรู้เรื่องโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง และการสื่อสารด้านสุขภาพ (2) แบบบประเมินทักษะ ในการดูแลผู้ต้องขังที่เป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง และ (3) แบบประเมินคุณค่าและ ทัศนคติต่อบทบาทของ อสรจ. ในการดูแลผู้ต้องขังที่เป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง คุณภาพของเครื่องมือทั้งสองชุดผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาของหลักสูตรฯ เท่ากับ 1.00 และค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาของแบบประเมินความรู้ฯ แบบประเมินทักษะฯ และ แบบประเมินคุณค่าฯ เท่ากับ .97 ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินความรู้ฯ ใช้สูตรคูเดอร์ริชาร์ดสัน (KR-20) เท่ากับ .76 แบประเมินทักษะ และแบบประเมินคุณค่าฯ หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .89 และ 71 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการทดสอบทีแบบคู่</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 92.6) มีอายุเฉลี่ย 35 ปี SD=6.81) ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา (ร้อยละ 77.7) ระยะเวลาการปฏิบัติงานในฐานะ อสรจ. พบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งมีประสบการณ์ 2 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 55.6) เคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับการดูแลผู้เป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง เพียงร้อยละ 37 และ อสรจ. ส่วนใหญ่เคยมีประสบการณ์ ในการดูแลผู้เป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงมาก่อนเข้าไปอยู่ในเรือนจำ (ร้อยละ 66.7) ภายหลัง การอบรมกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ (M = 17.85, SD = 1.40) สูงกว่าก่อนการอบรม (M = 13.48, SD = 2.20) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -9.034,p <.001) คะแนนเฉลี่ยด้านทักษะ ในการดูแลฯ (M = 17.66, SD = 1.70) สูงกว่าก่อนการอบรม (M = 13.07, SD = 1.54) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -10.339,p < <.001) และคะแนนเฉลี่ยด้านคุณค่าและทัศนคติต่อบทบาท อสรจ. หลังการอบรม (M = 3.54, SD=0.28) สูงกว่าก่อนการอบรม (M = 3.04,SD =0.39) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= = 5.105,p < .001)</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าหลักสูตรนี้สามารถใช้เป็นต้นแบบในการอบรมอาสาสมัคร สาธารณสุขเรือนจำ (อสรจ.) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะในการดูแลผู้ต้องขังที่เป็นโรคเบาหวานและ โรคความดันโลหิตสูง ทั้งบทบาทเชิงรุกและการให้การสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะในเรือนจำที่มีบริบทและโครงสร้างใกล้เคียงกัน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาการพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/view/277115
การพัฒนารูปแบบการพยาบาลทารกแรกเกิดก่อนกำหนดแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดภาวะแทรกซ้อนในหอผู้ป่วยทารกวิกฤต
2025-08-29T15:22:05+07:00
การะเกด พันธุรัตน์
artdear8@gmail.com
สัญญาลักษณ์ สุทธนะ
artdear8@gmail.com
จินตนา ชัยธรรม
artdear8@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong> ทารกเกิดก่อนกำหนดในหอผู้ผู้ป่วยทารกวิกฤตมีระบบอวัยวะต่าง ๆ ที่ยังไม่เจริญสมบูรณ์ โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ระบประสาท และระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้มีการเจริญเติบโตช้า น้ำหนักน้อย เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกช้อนรุนแรง และความผิดปกติทางพัฒนาการในระยะยาว จำเป็นต้องมีรูปแบบการพยาบาลแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดภาวะแทรกช้อน </p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสมค์ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหาการดูแลให้การพยาบาล ทารกเกิดก่อนกำหนดที่มารับบริการที่หอผู้ป่วยทารกวิกฤต โรงพยาบาลแพร่ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบองค์รวม และ 3) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการใช้รูปแบบการพยาบาล ทารกเกิดก่อนกำหนดแบบองค์รวมในหอผู้ป่วยทารกวิกฤตโรงพยาบาลแพร่ </p> <p><strong>การออกแบบวิจัย</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนาแบบ Historical controlled design โดยใช้แนวคิดคุณภาพ การบริการของ Donabedian ที่ประกอบด้วย โครงสร้าง กระบวนการและผลัพธ์เป็นกรอบแนวคิดการวิจัย </p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong> กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ มารดาและทารกเกิดก่อนกำหนด ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยทารกวิกฤต โรงพยาบาลแพร่ ในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มพยาบาลวิชาชีพเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 15 คน กลุ่มทารกทำการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 48 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบเก็บข้อมูลการพัฒนารูปแบบการพยาบาลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบองค์รวมฯ 2) แบบสนทนา กลุ่มแบบกึ่งโครงสร้าง 3) แนวปฏิบัติการพยาบาลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบองค์รวมที่พัฒนาขึ้น 4) แบบบันทึกการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบองค์รวม มีค่าความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ .98 5) การมอบหมายงานระบบการพยาบาลเจ้าของไข้ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพเจ้าของไข้ และ 7) แบบสอบถามความพึงพอใจของมารดาต่อการพยาบาลแบบองค์รวม เครื่องมือทั้งหมดยกเว้นข้อ 4 มีค่าความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 1 ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบไคสแควร์และการทดสอบที</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> 1) การวิเคราะห์สถานการณ์พบปัญหาการดูแลทารกที่เน้นการดูแลให้พ้นระยะวิกฤต ความพร่องในการดูแลด้านจิตสังคม การให้ครอบครัวหรือมารดามาเข้ามามีส่วนร่วมในแผนการดูแลน้อย ด้านกระบวนการดูแลพร่องความต่อเนื่องและเชื่อมโยงของแผนการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดที่จะทำให้มีการปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน โดยยึดทารกและครอบครัวเป็นจุดศูนย์กลาง ตั้งแต่ระยะแรกรับ จนกระทั่งจำหน่ายภายใต้หลักฐานเชิงประจักษ์ 2) รูปแบบการพยาบาลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบ องค์รวมประกอบด้วย 2.1) แนวปฏิบัติการพยาบาลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบองค์รวม ครอบคลุมกิจกรรมการพยาบาล 7 ประการที่ส่งผลต่อคุณภาพการดูแลทั้ง 3 ระยะ คือ ระยะแรกรับ ระยะพ้นวิกฤต และ ระยะจำหน่าย แต่ละระยะใช้ขั้นตอนของกระบวนการพยาบาลในการปฏิบัติการพยาบาลทั้ง 5 ขั้นตอน 2.2) ระบบการมอบหมายงานแบบเจ้าของไข้ และการติดตามการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทารก เกิดก่อนกำหนดแบบองค์รวม 2.3) การอบรมให้ความรู้และสมรรถนะพยาบาลในการดูแลให้การพยาบาล ทารกเกิดก่อนกำหนดแบบองค์รวม 3) การพัฒนารูปแบบการพยาบาลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบบองค์รวม ส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 20 กรัมต่อวัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.036) และภาวะแทรกช้อนสำคัญได้แก่ ภาวะปอดเรื้อรังและปอดบวมที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลแบบเดิม (p < .05) อีกทั้งยังลดจำนวนวัน นอนโรงพยาบาล (p < .001) พยาบาลเจ้าของไข้และมารดาทารกเกิดก่อนกำหนด มีความพึงพอใจ ต่อรูปแบบการพยาบาลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบองค์รวมในระดับมากที่สุดและระดับมาก ตามลำดับ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong> หน่วยงานหอผู้ป่วยทารกวิกฤตสามารถประยุกต์ใช้รูปแบบการพยาบาลทารก เกิดก่อนกำหนดแบบองค์รวมให้สอดคล้องกับบริบทของตนเองได้ โดยรูปแบบนี้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี ได้แก่ การเพิ่มน้ำหนักและความปลอดภัยจากภาวะแทรกช้อน อันเนื่องมาจากความต่อเนื่องของการดูแล และความรับผิดชอบรายบุคคลของพยาบาลเจ้าของไข้ ร่วมกับความร่วมมือของทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งส่งผลต่อความพึงพอใจของมารดาและบุคลากรในทีม</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาการพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/view/275397
การสื่อสารข้ามวัฒนธรรมทางการพยาบาล: ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21
2025-05-14T15:57:20+07:00
สุรีย์ ธรรมิกบวร
suree.t@nrru.ac.th
ประณีต ส่งวัฒนา
suree.t@nrru.ac.th
<p>ในยุคศตวรรษที่ 21 ที่มีการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพโลก ทั้งในด้านโครงสร้างประชากร ความชับช้อนของปัญหาทางสังคมและความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มีผลต่อระบบบริการสุขภาพ การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม เป็นทักษะหนึ่งที่มีความสำคัญในการประเมิน ค้นหาปัญหา และวางแผน การพยาบาล เน้นการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ ดังนั้น พยาบาบาลเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทบทวนปัจจัยสำคัญในการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม การประเมินวัฒนธรรมการสื่อสารของผู้ส่งสาร และผู้รับสาร ทักษะในการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมทางการพยาบาลและ 2) นำเสนอแนวปฏิบัติในการสื่อสาร ข้ามวัฒนธรรมทางการพยาบาล ปัจจัยสำคัญในการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ประกอบด้วย 1) ปัจจัยด้านผู้รับสาร ได้แก่ ความพร้อมด้านร่างกาย ทักษะด้านภาษา ทัศนคติ ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับ ประเด็นที่สื่อสาร และทักษะในการฟัง 2) ปัจจัยด้านผู้ส่งสาร ได้แก่ ความสามารถทางภาษา ความเข้าใจ ในวัฒนธรรม ทัศนคติที่ดีต่อการดูแลผู้ที่มีความต่างทางวัฒนธรรม และสมรรถนะทางวัฒนธรรมหรือความไวทางวัฒนธรรม และ 3) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สภาพแวดล้อมของการสื่อสาร บรรยากาศ ในการสนทนา พลังในการสร้างบรรยากาศที่ดี และการสัมผัส พยาบาลควรมีความสามารถดังนี้ 1) การประเมินวัฒนธรรมการสื่อสารของผู้ส่งและผู้รับสาร ประกอบด้วย ความเชื่ออำนาจในด้านสุขภาพ ความเชื่อในการแสดงออกทางอารมณ์ พฤติกรรมการแสวงหาข้อมูล ความเชื่อเกี่ยวกับการประสานสายตา และการให้ความหมายด้านเวลา และ 2) ทักษะในการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมทางการพยาบาล เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการดูแลผู้ที่มีความต่างวัฒนธรรมประกอบด้วย ทักษะการฟังอย่างตั้งใจ ทักษะการตรวจสอบ ความเข้าใจ ทักษะการประเมินย้อนกลับ ทักษะการสนทนาแบบมีเป้าหมาย ทักษะการเป็นกระจกสะท้อน ทักษะการสร้างสัมพันธภาพ ทักษะการเปิดเผยตนเอง และทักษะการสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัด แนวปฏิบัติในการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมทางการพยาบาล ได้แก่ 1) การประเมินความเชื่อต่อบุคคลที่มีความต่างทางวัฒนธรรม 2) การประเมินปัจจัยที่อาจมีผลหรือเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารระหว่างพยาบาลและผู้ป่วย 3) การวางแผนและปฏิบัติการพยาบาล 4) การปรับวิธีการสื่อสารให้สอดคล้องกับความต้องการ และพื้นฐานทางวัฒนธรรม 5) การสื่อสาร 6) วิธีการสื่อสารในการให้ข้อมูลหรือสอน 7) ท่าทีที่ใช้ในการสื่อสาร 8) การใช้เทคนิคการสื่อสารที่เหมาะสม 9) การใสใจและติดตามผลเป็นระยะ และ 10) การใช้ล่ามเพื่อเสริมความเข้าใจในเนื้อหาเพื่อการสื่อสาร นอกจากนี้ บางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้ล่ามเพื่อเสริมความเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น การพัฒนาพยาบาลให้มีความสามารถเป็นล่ามได้ด้วยตนเอง จะส่งผลดีต่อคุณภาพการดูแลเพราะพยาบาลมีความเข้าใจการเจ็บป่วย ทั้งนี้การทำงานร่วมกับล่าม ล่ามต้องมีมาตรฐานจริยธรรมของล่าม และกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกับล่ามให้ชัดเจน การพัฒนาพยาบาลให้มีความสามารถการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม เป็นการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลในศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญอย่างยิ่ง ข้อเสนอแนะมีดังนี้ 1) หน่วยงานควรจัดให้มีการอบรม (Inservice education) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับพยาบาล ทั้งด้านทักษะทางภาษา ความเข้าใจทางวัฒนธรรรม และการฝึกฝน ทักษะการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง 2) การใช้แอปพลิเคชันช่วยในการสื่อสารและต้องคำนึงถึงข้อจำกัดของสื่อนั้น ๆ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการดูแลผู้ป่วย</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาการพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/view/275855
การวิเคราะห์และประเมินทฤษฎีการพยาบาล: กรณีศึกษาทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของเพบพลาว
2025-06-17T15:23:14+07:00
ศุภกิจ เครือกลัด
pisan.p@ptu.ac.th
พิสันต์ ประชาชู
pisan.p@ptu.ac.th
วงเดือน สุวรรณคีรี
pisan.p@ptu.ac.th
อรพิน จุลมุสิ
pisan.p@ptu.ac.th
<p>การวิเคราะห์และประเมินทฤษฎีการพยาบาล เป็นกระบวนการตรวจสอบทฤษฎีอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาจุดแข็ง จุดอ่อน และความเหมาะสมในการนำไปใช้ในบริบทต่าง ๆ ของวิชาชีพพยาบาล บทความนี้ประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดของแมคอีแวน (McEwen) ในการวิเคราะห์และประเมินทฤษฎี ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ การบรรยาย การวิเคราะห์ และการประเมินทฤษฎี โดยใช้ทฤษฎี สัมพันธภาพระหว่างบุคคลของเพบพลาวเป็นกรณีศึกษา ผลการวิเคราะห์และประเมินทฤษฎี ประกอบด้วย 1) การบรรยาย พบว่า ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีระดับกลาง พัฒนาจากวิธีการแบบอุปนัยและนิรนัย มีเป้าหมาย เพื่ออธิบายสัมพันธภาพระหว่างพยาบาลกับผู้รับบริการมี 4 มโนทัศน์หลัก คือ ประสบการณ์ด้านจิตชีววิทยา บทบาทของพยาบาล ระยะของสัมพันธภาพระหว่างพยาบาลกับผู้รับบริการ และภารกิจหลักด้านจิตวิทยา และครอบคลุมกระบวนทัศน์หลักของพยาบาลทั้งด้านคน สุขภาพ การพยาบาล และสิ่งแวดล้อม 2) การวิเคราะห์ พบว่า มีการนิยามโนทัศน์เชิงทฤษฎีทั้ง 4 มโนทัศน์ มีการนิยามความสัมพันธ์ระหว่าง มโนทัศน์เชิงทฤษฎีเฉพาะด้านบทบาทของพยาบาล ระยะของสัมพันธภาพ และภารกิจหลักด้านจิตวิทยาว่า มีความสัมพันธ์กัน แต่ไม่ได้ระบุทิศทางความสัมพันธ์ของมโนทัศน์ใช้คำเพื่อแสดงมโนทัศน์ ความสัมพัมพันธ์ ระหว่างมโนทัศน์ และข้อตกลงเบื้องต้นของทฤษฎีแบบคงเส้นคงวา มีการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่าง มโนทัศน์อย่างมีเหตุผล ระบุผลลัพธ์ของทฤษฎีทั้งต้านพยาบาล ผู้รับบริการ และสัมพันธภาพไว้ชัดเจน 3) การประเมิน พบว่า ทฤษฎีมีความสอดคล้องกับกระบวนการพยาบาล สามารถประยุกต์ใช้ทั้งด้านการศึกษา การวิจัย การปฏิบัติและการบริหารการพยาบาล ซึ่งให้ความสำคัญกับบริบททางสังคมที่ หลากหลายวัฒนธรรม มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงว่าทฤษฎีได้รับการทดสอบด้วยวิธีวิจัย รวมถึงใช้สถิติ ที่น่าเชื่อถือ ทฤษฎีช่วยพัฒนาวิชาชีพพยาบาล โดยใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวม ตั้งแต่รับไว้ดูแลจนถึงจำหน่าย รวมถึงได้มีการนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างองค์ความรู้ทางการพยาบาล และทฤษฎีอื่น 4) จุดแข็งสำคัญ ได้แก่ มีการเชื่อมโยงกับกระบวนทัศน์หลักของพยาบาลและ กระบวนการพยาบาล สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายบริบทในระดับสากล ครอบคลุมทั้ง ด้านการศึกษา การวิจัย การปฏิบัติและการบริหารการพยาบาล ซึ่งจะเน้นความสัมพันธภาพระหว่างพยาบาล กับผู้รับบริการและพัฒนาให้มีการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม และ 5) ข้อจำกัด ได้แก่ไม่ได้ระบุมโนโนทัศน์ เกี่ยวกับการเติบโตของพยาบาล การนิยามความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์บางมโนทัศน์ที่ยังไม่ครอบคลุม ขาดการระบุทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์อาจทำให้เข้าใจได้ยาก และยังไม่พบการทดสอบ ความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์ที่หลากหลาย ข้อค้นพบเหล่านี้สามารถส่งเสริมการนำทฤษฎีไปใช้ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ และเป็นแนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้ทางการพยาบาลให้เหมาะสมกับบริบทที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาการพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/view/279551
Editorial
2025-12-29T16:09:27+07:00
Professor Dr. Noppawan Piaseu
noppawan.pia@mahidol.edu
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025