https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiAIDSJournal/issue/feed
วารสารโรคเอดส์
2026-03-16T00:00:00+07:00
Wiwat Rojanapithayakorn
wiwatroj@yahoo.com
Open Journal Systems
<p> วารสารโรคเอดส์ เป็นวารสารทางวิชาการ จัดทำและเผยแพร่โดยกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการ และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วัณโรค และโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี เป็นแหล่งความรู้ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริการประชาชนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วัณโรค และโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี โดยรับตีพิมพ์บทความประเภท นิพนธ์ต้นฉบับ รายงานผลการปฏิบัติงาน บทความฟื้นวิชา รายงานผู้ป่วย กรณีศึกษา และบทความพิเศษ โดยวารสารโรคเอดส์ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ใด ๆ จากผู้เขียนในทุกขั้นตอน<span class="Y2IQFc" lang="th"><br /></span><strong>กำหนดเผยแพร่</strong><br />ฉบับที่ 1 : เดือนมกราคม - เดือนเมษายน<br />ฉบับที่ 2 : เดือนพฤษภาคม - เดือนสิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 : เดือนกันยายน - เดือนธันวาคม<br /><strong>ISSN</strong> 0857-8575 (Print) ยกเลิกการพิมพ์ ปี พ.ศ. 2563<br /><strong>ISSN</strong> 2985-0371 (Online) เริ่มใช้งาน 25 พ.ค. 2566</p> <p> สำหรับผู้ที่สนใจเป็นสมาชิกและส่งบทความ ในระบบ ThaiJO วารสารโรคเอดส์ สามารถศึกษาข้อมูลได้ผ่านลิงค์ด้านล่าง<br /><a title="ขั้นตอนการสมัครสมาชิกวารสารโรคเอดส์" href="https://drive.google.com/file/d/1rSUeCbjNuIMKKXqvzyL4OMni58yeu-e7/view?usp=sharing">ขั้นตอนการสมัครสมาชิกวารสารโรคเอดส์</a><br /><a title="ขั้นตอนการส่งบทความ" href="https://drive.google.com/file/d/10A0wY7vhcSmV2n0tErElXvyvpMb9OjZJ/view?usp=sharing">ขั้นตอนการส่งบทความ</a><br />และสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ <strong>Information</strong> และ <strong>คู่มือการใช้งานระบบ </strong><strong>ThaiJO </strong>บนหน้าเว็บไซต์</p> <p> </p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiAIDSJournal/article/view/274888
การศึกษารูปแบบบริการการให้ยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนการสัมผัสเชื้อ ประเทศไทย
2025-10-02T13:16:59+07:00
เพลินพิศ พรหมมะลิ
puh_1004@yahoo.com
ชีวนันท์ เลิศพิริยสุวัฒน์
cheewananl@gmail.com
สุชาดา เจียมศิริ
sjiamsiri@outlook.com
ยุทธภูมิ ศรีคำจีน
yutthapoom123456@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาเพื่อศึกษารูปแบบการจัดบริการยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนการสัมผัสเชื้อ (pre-exposure-prophylaxis, PrEP) และเพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะการจัดบริการ PrEP ในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยบริการนำร่องจัดบริการ PrEP ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และมีความสมัครใจในการให้ข้อมูล จำนวน 129 คน จากหน่วยบริการ 110 แห่ง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสำรวจ และแบบสัมภาษณ์ทีมสหวิชาชีพหน่วยบริการสุขภาพ 12 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพแบบการจัดกลุ่มข้อมูล ผลการศึกษา พบว่า การจัดบริการ PrEP แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) หน่วยบริการเป็นผู้จัดบริการ (2) หน่วยบริการรับส่งต่อจากองค์กรภาคประชาสังคมหรือแกนนำชุมชนหรืออื่นๆ และ (3) หน่วยบริการร่วมจัดบริการกับองค์กรภาคประชาสังคม โดยมีการจัดบริการ PrEP ที่คลินิกยาต้านไวรัสเอชไอวีมากที่สุด รองลงมา คือ คลินิกให้บริการปรึกษา และคลินิกเฉพาะที่ให้บริการ PrEP คิดเป็นร้อยละ 81.40, 45.74 และ 34.88 ตามลำดับ กลุ่มเป้าหมายที่รับบริการเป็นกลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชายมากที่สุด รองลงมา คือ กลุ่มคู่ผลเลือดต่าง และกลุ่มหญิงข้ามเพศ คิดเป็นร้อยละ 17.32, 16.24 และ 14.34 ตามลำดับ และการค้นหากลุ่มเป้าหมายนำเข้าสู่บริการ PrEP ส่วนใหญ่มาจากบริการชวนคู่ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีมาตรวจเอชไอวี รองลงมา มาจากการประสานและส่งต่อกับจุดอื่นๆ ในหน่วยบริการ และจากการทำงานเชิงรุกร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม คิดเป็นร้อยละ 80.62, 74.42 และ 46.51 ตามลำดับ ทว่ายังมีข้อจำกัดในการพัฒนารูปแบบวิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เรื่องอัตรากำลัง ช่องทางการเข้าถึงบริการ และการตีตราและเลือกปฏิบัติ ผู้ให้บริการบางส่วนยังมีความกังวลและไม่มั่นใจในการให้บริการ โดยมีข้อเสนอเพิ่มหน่วยบริการ PrEP สร้างความร่วมมือประสานส่งต่อและร่วมจัดบริการกับองค์กรภาคประชาสังคมและหน่วยบริการในชุมชน เร่งสร้างความเข้าใจในกลุ่มบุคลากรถึงความสำคัญในการจัดบริการ ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับยา PrEP ที่สามารถเลือกใช้ร่วมไปกับวิธีการป้องกันอื่นๆ อย่างเหมาะสม</p>
2026-03-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรคเอดส์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiAIDSJournal/article/view/273636
การพัฒนารูปแบบการค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่เชิงรุกให้เข้าสู่การรักษาในระยะเริ่มต้นเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตในจังหวัดลพบุรี
2025-10-17T17:45:55+07:00
สุดารัตน์ ลิจุติภูมิ
sdr_2511@hotmail.com
ภัทธีรา จริตวัจระ
aidsstijournal@gmail.com
น้ำหวาน พันธ์ขอ
aidsstijournal@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบเชิงรุกในการค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ในชุมชนของจังหวัดลพบุรี เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการพัฒนารูปแบบการค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ในชุมชน โดยศึกษาข้อมูลการเสียชีวิต ประเมินมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยวัณโรคในโรงพยาบาล และปัญหาที่พบในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย บุคลากรผู้รับผิดชอบงานวัณโรคและผู้เกี่ยวข้อง นำข้อมูลมาวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาเป็นรูปแบบการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคเชิงรุก จากนั้นนำร่องในพื้นที่ 5 แห่ง และระยะที่ 2 เป็นการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาและขยายผลทั้งจังหวัด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติ Z-test เพื่อทดสอบความแตกต่างของสัดส่วนการค้นพบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ก่อนและหลังใช้รูปแบบ รวมถึงผลการขึ้นทะเบียนผู้ป่วยเทียบกับค่าประมาณการขององค์การอนามัยโลก ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบใหม่ที่พัฒนาเป็นการดำเนินการค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่เชิงรุกในพื้นที่แบบวันเดียวเสร็จ โดยใช้ระบบเอกซเรย์ดิจิทัลเคลื่อนที่ร่วมกับการแปลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ และบูรณาการความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกกระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้อัตราการค้นพบผู้ป่วยรายใหม่ระดับจังหวัดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 21.8 เป็น 30.7 และอัตราการขึ้นทะเบียนรักษาเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17.0 เป็น 63.7 อย่างมีนัยสำคัญ ข้อเสนอแนะ คือ ควรดำเนินการค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง วางแผนระยะกลางให้มีการคัดกรองในโรงพยาบาลอย่างเป็นระบบตามมาตรฐาน และระยะยาวควรเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบบริการปฐมภูมิให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้รวดเร็ว เพื่อเพิ่มอัตราการรักษาหายและลดอัตราการเสียชีวิต</p>
2026-03-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรคเอดส์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiAIDSJournal/article/view/274816
การประเมินคุณภาพการตรวจเอชไอวีซีโรโลยี ห้องปฏิบัติการในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4 และ 13 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561-2567
2025-07-16T12:50:32+07:00
เพทาย อุ่นผล
petai.u@dmsc.mail.go.th
สิริไพลิน จอมจันยวง
siriphailin.j@dmsc.mail.go.th
วิภาวี ธัญญเจริญ
wipawee.t@dmsc.mail.go.th
กนกวรรณ เงื่อนจันทร์ทอง
kanokwan.n@dmsc.mail.go.th
สิริลดา พิมพา ชิซอล์ม
sirilada.p@dmsc.mail.go.th
พิไลลักษณ์ อัคคไพบูลย์ โอกาดะ
pilailuk.o@dmsc.mail.go.th
สุภาพร สุภารักษ์
supaporn.su@dmsc.mail.go.th
<p>การประเมินคุณภาพห้องปฏิบัติการเป็นกระบวนการหนึ่งในการประกันคุณภาพการทดสอบของห้องปฏิบัติการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขดำเนินการประเมินความสามารถห้องปฏิบัติการตรวจเอชไอวีซีโรโลยีในเขตสุขภาพที่ 4 และ 13 โดยจัดส่งวัตถุทดสอบที่เตรียมจากพลาสมาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ไม่ติดเชื้อที่ผ่านการทดสอบคุณลักษณะ ความเป็นเนื้อเดียวกัน และความคงตัวตามมาตรฐาน ISO/IEC 17043:2010 จำนวน 3 รอบต่อปี ดำเนินการในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2561-2567 ผลการดำเนินงานพบห้องปฏิบัติการเข้าร่วมการประเมินความสามารถ จำนวน 263-291 แห่ง อัตราการรายงานผลตอบกลับ ร้อยละ 95.30-99.41 อัตราการใช้ชุดตรวจของห้องปฏิบัติการเป็นชุดตรวจประเภทชุดตรวจรวดเร็วสำหรับการตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวีสูงสุด (ร้อยละ 57.45) รองลงมาคือ ชุดตรวจที่ใช้เครื่องตรวจวิเคราะห์อัตโนมัติสำหรับตรวจหาแอนติเจนและแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (ร้อยละ 30.01) และชุดตรวจรวดเร็วสำหรับการตรวจหาแอนติเจนและแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (ร้อยละ 6.89) ตามลำดับ ผลการประเมินความสามารถห้องปฏิบัติการ พบอัตราความถูกต้อง ร้อยละ 91.76-98.86 โดยพบผลผิดพลาดสูงสุดในกลุ่มห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลและหน่วยงานเอกชน และขั้นตอนที่พบข้อผิดพลาดสูงสุดอยู่ในขั้นตอนหลังการตรวจวิเคราะห์ (ร้อยละ 48.11) การประเมินความสามารถห้องปฏิบัติการเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนคุณภาพของผลการทดสอบของห้องปฏิบัติการ ห้องปฏิบัติการควรนำผลการเข้าร่วมประเมินความสามารถไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการทดสอบของห้องปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มความถูกต้องและความแม่นยำของผลการทดสอบ</p>
2026-03-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรคเอดส์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiAIDSJournal/article/view/276593
รูปแบบการมีส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพการจัดบริการวัณโรคของภาคีเครือข่ายเรือนจำ ทัณฑสถาน และโรงพยาบาลแม่ข่าย 4 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
2025-11-19T23:48:12+07:00
ณัฐธิสา บุญเจริญ
b.natthisa@gmail.com
สุภาวรรณ แพรกทอง
kongchuy@yahoo.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพการจัดบริการวัณโรคในเรือนจำ และทัณฑสถาน 4 แห่ง ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้แนวคิด PDCA (plan-do-check-act) กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ปฏิบัติงานวัณโรคในเรือนจำ ทัณฑสถาน และโรงพยาบาลแม่ข่าย จำนวน 30 คน ดำเนินการระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2568 เก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร สำรวจกระบวนงาน แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ จำนวน ร้อยละ ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า กระบวนการจัดบริการวัณโรค พบความสูญเปล่า ได้แก่ การคัดกรองวัณโรคด้วยการเอกซเรย์ทรวงอก ใช้เวลารอคอย 60-90 วัน การรอผลเอกซเรย์ ใช้เวลารอคอย 15 วัน และการส่งต่อบริการมีความล่าช้าในการรายงานผล และขาดการส่งต่อบริการตรวจคัดกรองผู้สัมผัสร่วมบ้าน รวมถึงการติดตามหลังการปล่อยตัว จึงได้ร่วมปรับปรุงวิธีลดความสูญเปล่า โดย (1) การจัดหาเครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่มาดำเนินการ (2) ใช้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อ่านผลเอกซเรย์ และ (3) เพิ่มการปฏิบัติการส่งต่อให้ครอบคลุมบริการตรวจคัดกรองผู้สัมผัสร่วมบ้านและการติดตามหลังการปล่อยตัว ผลลัพธ์จากกระบวนการ ได้กำหนดกลยุทธ์คุณภาพจัดบริการยุติวัณโรคเรือนจำ ค้นให้พบ จบด้วยหายเร็วที่สุด 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย (1) การตรวจคัดกรองวินิจฉัย ทราบผลโดยเร็วที่สุด ภายใน 14 วัน จำนวน 4,887 ราย (2) เริ่มรักษาเร็วที่สุด ภายใน 1 วัน จำนวน 14 ราย (ร้อยละ100) และ (3) ส่งต่อบริการหลังการปล่อยตัวเร็วที่สุด ภายใน 7 วัน จำนวน 70 ราย (ร้อยละ 100) ข้อเสนอแนะ ควรสนับสนุนเครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ในเรือนจำ และใช้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการอ่านผลเอกซเรย์เบื้องต้น</p>
2026-03-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรคเอดส์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiAIDSJournal/article/view/275308
การประยุกต์ใช้การดูแลอย่างต่อเนื่องในสตรีที่ติดเชื้อซิฟิลิสในระยะตั้งครรภ์: กรณีศึกษา
2025-11-03T22:16:51+07:00
มานิตรา เม่นสิน
manitra@nmu.ac.th
นันทนา ธนาโนวรรณ
nanthana.tha@mahidol.ac.th
<p>อุบัติการณ์การติดเชื้อซิฟิลิสในสตรีตั้งครรภ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559-2565 และส่งผลกระทบทั้งต่อสตรีตั้งครรภ์และทารกในครรภ์เป็นอย่างมากโดยเฉพาะโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด การดูแลอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอหลักการการดูแลอย่างต่อเนื่องซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านสัมพันธภาพ (2) ด้านข้อมูล และ (3) ด้านการจัดการ ตามลำดับ พร้อมทั้งนำเสนอรูปแบบการดูแลอย่างต่อเนื่อง 5 รูปแบบ (ได้แก่ แบบรายบุคคล แบบทีม แบบกลุ่ม แบบทีมสหวิชาชีพ และแบบเทคโนโลยีดิจิทัล) สำหรับหลักการดูแลอย่างต่อเนื่องนั้น พยาบาลผดุงครรภ์เจ้าของไข้ นอกจากจะมีสัมพันธภาพที่ดีกับสตรีตั้งครรภ์ตั้งแต่มาฝากครรภ์ครั้งแรกแล้ว ยังต้องสร้างความวางใจ มีความสม่ำเสมอในการให้พยาบาลเพื่อส่งเสริมให้สตรีตั้งครรภ์มีประสบการณ์ที่ดีตลอดการตั้งครรภ์และลดผลกระทบให้มากที่สุด ภายหลังประเมินสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องแล้ว พยาบาลผดุงครรภ์เจ้าของไข้ควรรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไปบริหารจัดการร่วมกับทีมผู้ดูแล และติดตามผลลัพธ์ของการดูแลอย่างต่อเนื่อง สำหรับบทความนี้ ผู้เขียนประยุกต์ใช้การดูแลอย่างต่อเนื่องในระยะตั้งครรภ์โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาของสตรีตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิสและรูปแบบทีมสหวิชาชีพเพื่อพัฒนาบทบาทของพยาบาลผดุงครรภ์ในอนาคต</p>
2026-03-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรคเอดส์