https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/issue/feed Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด 2026-06-17T09:36:21+07:00 Narisorn Lakananurak thaijpen@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารโภชนบำบัดเป็นวารสารของสมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย ตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน ฉบับที่ กรกฎาคม-ธันวาคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <p>เผยแพร่ความรู้ด้านโภชนาการแก่บุคลากรทางสาธารณสุขที่มีความสนใจด้านโภชนาการ</p> <p>เผยแพร่ผลงานด้านวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้ด้านโภชนาการ ของแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักกำหนดอาหารและนักโภชนาการ</p> <p>ส่งเสริมให้สมาชิกของสมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่งประเทศไทยมีการศึกษาต่อเนื่อง และพัฒนาองค์ความรู้ให้เป็นปัจจุบัน</p> <p> </p> <p>กระบวนการพิจารณาบทความ</p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (double-blinded review)</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/article/view/278653 ผลไม้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวาน 2025-11-25T14:19:40+07:00 ณัฎฐ์วริน เพชรอำไพ pnattha1977@gmail.com ศิริกาญจนา ศิรินนทร์ sirikanjana.sir@mahidol.ac.th ชณกานต์ พรชู chanakan.por@mahidol.ac.th ณัชฐ์ธพงศ์ เพชรอำไพ natth1977@gmail.com <p>ผลไม้ที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานควรเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีโดยผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ได้แก่ ฝรั่ง ชมพู่ สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี ราสป์เบอร์รี สาลี่ แอปเปิ้ล ส่วนผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลางถึงสูงได้แก่ กล้วยน้ำว้าสุก เงาะ โดยการรับประทานผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลางถึงสูงนี้ต้องคำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสมในหน่วยบริโภคต่อวันไม่ให้การบริโภคเกินระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้นผลไม้ที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์รับประทานควรเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ได้แก่ ฝรั่ง แอปเปิ้ล ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูงช่วยกระตุ้นการขับถ่ายและป้องกันอาการท้องผูกระหว่างตั้งครรภ์นอกจากนี้ยังมีชมพู่ สาลี่ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำและมีปริมาณน้ำมากช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ร่างกาย แก้กระหาย ลดความอ่อนเพลีย เพิ่มความสดชื่น ส่วนสตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี ราสป์เบอร์รีก็เป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำเช่นกันและมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงอีกด้วย ดังนั้นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีภาวะเป็นโรคเบาหวาน การรับประทานผลไม้ยังคงมีความสำคัญแต่ต้องควบคุมปริมาณจำนวนหน่วยบริโภคและเลือกชนิดของผลไม้ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดสูงหลังอาหารโดยปริมาณผลไม้ที่แนะนำต่อวันให้รับประทานผลไม้ประมาณ 2 ถึง 3 หน่วยบริโภคต่อวันและควรแบ่งรับประทานเป็นมื้อย่อย (ครั้งละ1 หน่วย) ไม่ควรรับประทานครั้งละมากๆ ซึ่ง 1 หน่วยบริโภคผลไม้จะให้คาร์โบไฮเดรตประมาณ 15 กรัม</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/article/view/279196 บทบาทของการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำที่บ้านในผู้ป่วยมะเร็ง 2026-01-15T11:06:53+07:00 ปุญณิศา ตาลกิจกุล phunnisa.t@gmail.com <p style="font-weight: 400;">ปัจจุบันสัดส่วนผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับสารอาหารทางหลอดเลือดดำที่บ้าน (home parenteral nutrition; HPN) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อบ่งชี้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ภาวะลำไส้ล้มเหลวจากการรักษาโรคมะเร็ง ภาวะลำไส้อุดกั้นจากมะเร็ง (malignant bowel obstruction) ไปจนถึงภาวะผอมหนังหุ้มกระดูกจากมะเร็ง (cancer cachexia) การให้ HPN สามารถช่วยพยุงและปรับปรุงภาวะโภชนาการในผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ทางคลินิกด้านอื่น ๆ ได้แก่ อัตราการรอดชีวิต คุณภาพชีวิต ความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ยังมีความแปรผันสูง ขึ้นกับลักษณะผู้ป่วย ระยะของโรค และบริบทของระบบบริการสุขภาพในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าการให้ HPN มีประโยชน์เหนือกว่าการดูแลแบบประคับประคองโดยไม่ให้ HPN</p> <p style="font-weight: 400;">ดังนั้นการพิจารณาให้ HPN ในผู้ป่วยมะเร็งจึงควรดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยอาศัยการประเมินข้อบ่งชี้ ข้อห้าม ความปลอดภัย และตั้งอยู่บนหลักจริยธรรมการแพทย์พื้นฐาน พร้อมใช้กระบวนการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัว (shared decision-making) ทั้งนี้ การให้ HPN ควรดำเนินการอย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยสามารถใช้แนวทางเวชปฏิบัติการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำที่บ้านของ European Society for Clinical Nutrition and Metabolism (ESPEN) เป็นกรอบประกอบการดูแลผู้ป่วย</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/article/view/280763 รูปแบบการบริโภคโปรตีนกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2: หลักฐานทางระบาดวิทยา และกลไกทางชีวภาพ 2026-03-05T18:49:32+07:00 สมิทธิ โชติศรีลือชา samitti.ch@gmail.com จินตนา ศิริวราศัย jintanarama1483@gmail.com ชุตินธร ศรีพระประแดง chutins@gmail.com ประพิมพ์พร ฉัตรานุกูลชัย (ฉันทวศินกุล) sprapimporn@gmail.com <p style="font-weight: 400;">ในปัจจุบันกระแสการรับประทานอาหารโปรตีนสูงกำลังเป็นที่นิยม และถูกพูดถึงอย่างมากในเชิงการส่งเสริมสุขภาพ ทั้งสำหรับการส่งเสริมมวลกล้ามเนื้อ ป้องกันการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย ทั้งสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักไปจนถึงผู้ป่วยโรคเจ็บป่วยเรื้อรัง นำไปสู่คำแนะนำการเพิ่มปริมาณโปรตีนให้สูงขึ้นในมื้ออาหารและชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามข้อมูลเชิงระบาดวิทยาถึงความสัมพันธ์ของการรับประทานโปรตีนต่อความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานยังเป็นข้อถกเถียง บทความทบทวนวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมศึกษา รวบรวมข้อมูล และอภิปรายความสัมพันธ์ของการรับประทานโปรตีนและชนิดของโปรตีนต่ออุบัติการณ์โรคเบาหวานจากข้อมูลการศึกษาตามรุ่นตามแผน โดยค้นคว้าจากฐานข้อมูล PubMed ในช่วงเวลาระหว่าง มกราคม พ.ศ. 2543 ถึง กรกฎาคม 2568 เกณฑ์ของการศึกษาค้นหาจากปริมาณโปรตีนที่บริโภค หรือ โปรตีนจากสัตว์ หรือ โปรตีนจากพืช ต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 พบว่าการรับประทานอาหารโปรตีนสูง มีประโยชน์ในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มความอิ่ม ควบคุมน้ำหนักตัว และเป็นหนึ่งในคำแนะนำทางเวชปฏิบัติทางการแพทย์ อย่างไรก็ตามการศึกษาในเชิงระบาดวิทยาพบว่า การรับประทานอาหารโปรตีนสูงมีความสัมพันธ์ต่ออุบัติการณ์โรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแหล่งโปรตีนที่มาจากสัตว์และเนื้อสัตว์แปรรูป ในขณะที่โปรตีนจากพืชกลับไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว คำอธิบายทางชีวเคมีพบว่าการรับประทานโปรตีนสูงส่งผลต่อการกระตุ้นการหลั่งอินซูลินและภาวะดื้ออินซูลินในระยะยาว ในขณะเดียวกันการรับประทานแหล่งโปรตีนที่มีกรดอะมิโนสายกิ่งสูงสามารถกระตุ้น mTOR pathway โดยพบว่าโปรตีนจากสัตว์มักมีผลในเชิงกระตุ้นการสร้าง (anabolic effect) ที่สูงกว่าโปรตีนจากพืช นำไปสู่การเพิ่มน้ำหนักตัว การสะสมไขมันในช่องท้อง จึงเพิ่มโอกาสของความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในระยะยาว และนำไปสู่อุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/article/view/279945 แนวทางเวชปฏิบัติการประเมินสถานะสารอาหารที่ต้องการในปริมาณน้อย ในผู้ใหญ่ พ.ศ. 2569 (ส่วนที่ 1) 2026-01-18T15:47:40+07:00 ศานิต วิชานศวกุล Spentcenter@gmail.com วีระเดช พิศประเสริฐ Spentcenter@gmail.com ณิชา สมหล่อ Spentcenter@gmail.com วินัย อึงพินิจพงศ์ Spentcenter@gmail.com สรวิเชษฐ์ รัตนชัยวงศ์ Spentcenter@gmail.com นริศร ลักขณานุรักษ์ thaijpen@gmail.com กุลพงษ์ ชัยนาม Spentcenter@gmail.com ธนน คงเจริญสมบัติ Spentcenter@gmail.com กนกกาญจน์ ชูพิศาลยโรจน์ Spentcenter@gmail.com อรวรรณ พิชิตไชยพิทักษ์ Spentcenter@gmail.com ธีราพร ชมภูแสง Spentcenter@gmail.com นิรชร คูชลธารา Spentcenter@gmail.com ธันย์ชนก กุ๋ยฉนวน Spentcenter@gmail.com สมิทธิ โชติศรีลือชา Spentcenter@gmail.com ชณิตา อุณหพิพัฒพงศ์ Spentcenter@gmail.com ดาราพร รุ้งพราย Spentcenter@gmail.com เฉลิมพร เตียวศิริมงคล Spentcenter@gmail.com ชายธง ชูเรืองสุข Spentcenter@gmail.com ฐนิต วินิจจะกูล Spentcenter@gmail.com ศิรินทร์ จิวากานนท์ Spentcenter@gmail.com กวีศักดิ์ จิตตวัฒนรัตน์ Spentcenter@gmail.com มรกต สุวรรณการ Spentcenter@gmail.com สิรกานต์ เตชะวณิช Spentcenter@gmail.com นินท์ พลเรือง Spentcenter@gmail.com จรินทร์ทิพย์ สมประสิทธิ์ Spentcenter@gmail.com ฆริกานต์ อักษรชาต Spentcenter@gmail.com สันติ สิลัยรัตน์ Spentcenter@gmail.com ณิชกานต์ อภิรมย์รักษ์ Spentcenter@gmail.com กิตติธัช แต้มแก้ว Spentcenter@gmail.com ฟ้าประไพ จึงประเสริฐ Spentcenter@gmail.com ฉัตรภา หัตถโกศล Spentcenter@gmail.com วรรณวิภา ศรีขจรจิต Spentcenter@gmail.com ดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร Spentcenter@gmail.com <p>สารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย (Micronutrient; MN) คือ กลุ่มของวิตามินและแร่ธาตุ ที่มีความสำคัญในกระบวนการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ทุกคนควรได้รับในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการต่อวัน หากได้รับในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นหรือได้รับในปริมาณที่น้อยหรือไม่ได้รับ จะส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้ โดยในปัจจุบันความรู้และความเข้าใจในเรื่อง MN ยังค่อนข้างจำกัดอยู่เพียงในด้านวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ ในขณะเดียวกันการนำองค์ความรู้มาใช้ ยังไม่มีข้อกำหนดที่ครอบคลุม หรือชัดเจนทั้งหมด ทั้งในแง่การตรวจวิเคราะห์ การแปลผล และการรักษา<br />ในปัจจุบันถึงแม้จะมีคำแนะนำปริมาณ MN ที่ต้องการต่อวัน หรือ ปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (Recommended Dietary Allowances; RDA) แต่ก็เป็นคำแนะนำโดยอ้างอิงจากประชากรสุขภาพดีตามเพศ และช่วงวัย ทั้งนี้ในผู้ที่มีพฤติกรรมที่อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลเสียต่อสุขภาพหรือโรคเรื้อรังต่าง ๆ ยังไม่มีกระบวนการ หรือคำแนะนำเกี่ยวกับ MN ที่ชัดเจนในทางเวชปฏิบัติเอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติโดยรวบรวมหลักฐานที่มีในปัจจุบัน เพื่อช่วยเป็นการกำหนดแนวทางให้แก่แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ได้มีแนวทางในการพิจารณาผู้ป่วย หรือประชาชนทั่วไป ว่าควรให้มีการตรวจประเมินสถานะของ MN ในผู้ใหญ่เมื่อใด และมีแนวทางในการวินิจฉัยภาวะที่เกี่ยวข้องกับ MN หรือการเลือกส่งตรวจ และการแปลผลตรวจอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับบริการ</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/article/view/274555 การวิจัยคลินิกแบบสุ่มนำร่องเรื่องผลของการให้อาหารทางการแพทย์ที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ที่เข้ารับยาเคมีบำบัดแบบประคับประคอง 2025-04-07T17:36:05+07:00 รุ้งประกาย อินจอง Spentcenter@gmail.com ณิชา สมหล่อ Spentcenter@gmail.com ธนะภูมิ รัตนานุพงศ์ Spentcenter@gmail.com ณัฏยา ตียพันธ์ Spentcenter@gmail.com วิโรจน์ ศรีอุฬารพงษ์ Spentcenter@gmail.com สืบพงศ์ ธนสารวิมล Spentcenter@gmail.com นภา ปริญญานิติกูล napaparinyanitikul@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อเปรียบเทียบผลการให้อาหารทางการแพทย์ที่มีผลต่อภูมิคุ้มกันกับอาหารทางการแพทย์สูตรมาตรฐานกับการเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลต่ำจากยาเคมีบำบัดตั้งแต่เกรด 2-4 ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจาย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: เป็นการศึกษาแบบสุ่ม ณ โรงพยาบาลเดียว ปกปิดทั้งสองด้าน ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่ กระจายที่ได้รับยาเคมีบำบัดแบบประคับประคอง ผู้ป่วยถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มแบบ 1:1 เพื่อเข้ารับอาหารทางการแพทย์สูตรมาตรฐาน (ONS-SF; กลุ่มควบคุม) และ อาหารทางการแพทย์ที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน (ONS-IM; กลุ่มทดลอง) ที่มีพลังงาน 500 กิโลแคลอรีต่อวัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ตัวชี้วัดหลัก คือ ภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลต่ำจากยาเคมีบำบัดตั้งแต่เกรด 2-4 ตัวชี้วัดรอง เช่น การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัว มวลกล้ามเนื้อ ประเมินภาวะทุพโภชนาการโดยใช้คะแนน PG-SGA ตัวบ่งชี้การอักเสบ และผลข้างเคียงระบบเลือดและอื่นๆ ซึ่งทำการประเมินที่เริ่มต้นได้รับยาเคมีบำบัดและที่ 12 สัปดาห์หลังได้รับยาเคมีบำบัด</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ถึงเมษายน 2565 ผู้ป่วยทั้งหมด 50 รายได้รับการสุ่ม (24 ในกลุ่ม ONS-IM vs 26 ในกลุ่ม ONS-SF ตามลำดับ) ผู้ป่วยทั้งหมดเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจาย โดย 24 ใน 50 รายเป็นเพศชาย (48%), อายุเฉลี่ย 65.8 ปี, PG-SGA ≥ 9 คิดเป็นร้อยละ 60 ซึ่งข้อมูลพื้นฐานของทั้งสองกลุ่มประชากรไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พบการเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลต่ำจากยาเคมีบำบัดตั้งแต่เกรด 2-4 ในกลุ่ม ONS-IM น้อยกว่าในกลุ่ม ONS-SF (ร้อยละ 16.7 เทียบกับ ร้อยละ 42.3; p = 0.067) ส่วนคะแนนเฉลี่ย PG-SGA ในกลุ่ม ONS-IM มีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นมากกว่ากลุ่ม ONS-SF แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (6.70 vs 4.72, p = 0.05) นอกจากนี้ค่า body fat mass (BFM) และระดับร้อยละของ CD3 ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในกลุ่ม ONS-IM เมื่อเทียบกับกลุ่ม ONS-SF</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong>: ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจายที่ได้รับอาหารทางการแพทย์ที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน พบว่ามีแนวโน้มการเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลต่ำจากยาเคมีบำบัดตั้งแต่เกรด 2-4 น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับอาหารทางการแพทย์สูตรมาตรฐาน รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของภาวะโภชนาการและตัวบ่งชี้การอักเสบ</p> <p>Trial registration the trial was prospectively registered at TCTR as TCTR20210723001 (July/23/2021)</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/article/view/280138 การศึกษารูปแบบการกินอาหารและปัจจัยกำหนดสุขภาพด้านโภชนาการ ต่อพฤฒสุขภาวะของผู้สูงอายุในชุมชน 2026-01-29T18:47:45+07:00 สายพิณ โชติวิเชียร saipin.chotivichien@gmail.com วิสารัตน์ ธีระโกเมน visarat.t@gmail.com อัญชลี ศิริกาญจนโรจน์ anchalee.memo@gmail.com นาตยา อังคนาวิน Narttaya.ung@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong> ประเทศไทยและทุกประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขและสังคมในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีภาวะทุพโภชนาการ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทางสังคม โภชนาการ และพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับพฤฒสุขภาวะ รวมทั้งจำแนกกลุ่มต้นแบบและอธิบายรูปแบบการบริโภคของผู้สูงอายุไทย โดยใช้กรอบแนวคิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนเชิงบวก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong> การวิจัยแบบผสมผสาน คัดเลือกพื้นที่ต้นแบบอายุยืน 5 แห่ง เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้สูงอายุ 265 คน ร่วมกับสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม พฤฒสุขภาวะประเมินจากความสามารถในชีวิตประจำวัน ไม่มีภาวะเปราะบาง ไม่มีโรคร่วมสำคัญ มีความพึงพอใจในชีวิต และอยู่ในชุมชนที่สังคมเกื้อหนุน วิเคราะห์ด้วยการถดถอยโลจิสติกสำหรับกลุ่มตัวอย่างซับซ้อน การวิเคราะห์กลุ่มแฝง และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้านรูปแบบการบริโภคอาหาร</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> พบความชุกของพฤฒสุขภาวะร้อยละ 67.7 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤฒสุขภาวะอย่างมีนัยสำคัญ คือ การไม่มีโรคความดันโลหิตสูง AOR = 2.53 (1.20 – 5.35) ไม่มีปัญหาสุขภาพช่องปาก AOR = 1.63 (1.11 – 2.38) และมีพฤติกรรมการกินดี AOR 2.30 (1.57 – 3.35) และการวิเคราะห์กลุ่มแฝงจำแนกได้ 4 กลุ่ม โดยกลุ่มที่เด่นในการเข้าร่วมชมรม อยู่กับครอบครัว รายได้เพียงพอ และพฤติกรรมการกินดี มีพฤฒสุขภาวะสูงที่สุด ร้อยละ 82.8 ข้อมูลเชิงคุณภาพรูปแบบการกินของผู้สูงอายุที่มีพฤฒสุขภาวะเน้นอาหารปรุงเองจากวัตถุดิบธรรมชาติ ผักพื้นบ้าน ปลา และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและแอลกอฮอล์</p> <p><strong>บทสรุป</strong> พฤฒสุขภาวะของผู้สูงอายุไทยเชื่อมโยงกับโภชนาการ สุขภาพช่องปาก และทุนทางสังคม การส่งเสริมสุขภาพเชิงบูรณาการบนฐานชุมชนระบบบริการสุขภาพช่องปาก และส่งเสริมโภชนาการตามข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย มีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเท่าเทียมด้านสุขภาพ</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด