Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN <p>วารสารโภชนบำบัดเป็นวารสารของสมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย ตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน ฉบับที่ กรกฎาคม-ธันวาคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <p>เผยแพร่ความรู้ด้านโภชนาการแก่บุคลากรทางสาธารณสุขที่มีความสนใจด้านโภชนาการ</p> <p>เผยแพร่ผลงานด้านวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้ด้านโภชนาการ ของแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักกำหนดอาหารและนักโภชนาการ</p> <p>ส่งเสริมให้สมาชิกของสมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่งประเทศไทยมีการศึกษาต่อเนื่อง และพัฒนาองค์ความรู้ให้เป็นปัจจุบัน</p> <p> </p> <p>กระบวนการพิจารณาบทความ</p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (double-blinded review)</p> สมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย th-TH Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด 2697-4479 <p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ตีพิมพ์ลงใน <em>Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด&nbsp;</em>ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ&nbsp;</p> <p>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน <em>Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด&nbsp;</em>ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ&nbsp;<em>Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด</em> หากบุคคลหรืหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่งไปเผยแพร่หรือเพื่อกระทำการใด จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก&nbsp;<em>Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด&nbsp;</em>ก่อนเท่านั้น</p> แนวทางเวชปฏิบัติการประเมินสถานะสารอาหารที่ต้องการในปริมาณน้อย ในผู้ใหญ่ พ.ศ. 2569 (ส่วนที่ 1) https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/article/view/279945 <p>สารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย (Micronutrient; MN) คือ กลุ่มของวิตามินและแร่ธาตุ ที่มีความสำคัญในกระบวนการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ทุกคนควรได้รับในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการต่อวัน หากได้รับในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นหรือได้รับในปริมาณที่น้อยหรือไม่ได้รับ จะส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้ โดยในปัจจุบันความรู้และความเข้าใจในเรื่อง MN ยังค่อนข้างจำกัดอยู่เพียงในด้านวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ ในขณะเดียวกันการนำองค์ความรู้มาใช้ ยังไม่มีข้อกำหนดที่ครอบคลุม หรือชัดเจนทั้งหมด ทั้งในแง่การตรวจวิเคราะห์ การแปลผล และการรักษา<br />ในปัจจุบันถึงแม้จะมีคำแนะนำปริมาณ MN ที่ต้องการต่อวัน หรือ ปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (Recommended Dietary Allowances; RDA) แต่ก็เป็นคำแนะนำโดยอ้างอิงจากประชากรสุขภาพดีตามเพศ และช่วงวัย ทั้งนี้ในผู้ที่มีพฤติกรรมที่อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลเสียต่อสุขภาพหรือโรคเรื้อรังต่าง ๆ ยังไม่มีกระบวนการ หรือคำแนะนำเกี่ยวกับ MN ที่ชัดเจนในทางเวชปฏิบัติเอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติโดยรวบรวมหลักฐานที่มีในปัจจุบัน เพื่อช่วยเป็นการกำหนดแนวทางให้แก่แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ได้มีแนวทางในการพิจารณาผู้ป่วย หรือประชาชนทั่วไป ว่าควรให้มีการตรวจประเมินสถานะของ MN ในผู้ใหญ่เมื่อใด และมีแนวทางในการวินิจฉัยภาวะที่เกี่ยวข้องกับ MN หรือการเลือกส่งตรวจ และการแปลผลตรวจอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับบริการ</p> ศานิต วิชานศวกุล วีระเดช พิศประเสริฐ ณิชา สมหล่อ วินัย อึงพินิจพงศ์ สรวิเชษฐ์ รัตนชัยวงศ์ นริศร ลักขณานุรักษ์ กุลพงษ์ ชัยนาม ธนน คงเจริญสมบัติ กนกกาญจน์ ชูพิศาลยโรจน์ อรวรรณ พิชิตไชยพิทักษ์ ธีราพร ชมภูแสง นิรชร คูชลธารา ธันย์ชนก กุ๋ยฉนวน สมิทธิ โชติศรีลือชา ชณิตา อุณหพิพัฒพงศ์ ดาราพร รุ้งพราย เฉลิมพร เตียวศิริมงคล ชายธง ชูเรืองสุข ฐนิต วินิจจะกูล ศิรินทร์ จิวากานนท์ กวีศักดิ์ จิตตวัฒนรัตน์ มรกต สุวรรณการ สิรกานต์ เตชะวณิช นินท์ พลเรือง จรินทร์ทิพย์ สมประสิทธิ์ ฆริกานต์ อักษรชาต สันติ สิลัยรัตน์ ณิชกานต์ อภิรมย์รักษ์ กิตติธัช แต้มแก้ว ฟ้าประไพ จึงประเสริฐ ฉัตรภา หัตถโกศล วรรณวิภา ศรีขจรจิต ดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 34 1 1 49 การวิจัยคลินิกแบบสุ่มนำร่องเรื่องผลของการให้อาหารทางการแพทย์ที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ที่เข้ารับยาเคมีบำบัดแบบประคับประคอง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/article/view/274555 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อเปรียบเทียบผลการให้อาหารทางการแพทย์ที่มีผลต่อภูมิคุ้มกันกับอาหารทางการแพทย์สูตรมาตรฐานกับการเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลต่ำจากยาเคมีบำบัดตั้งแต่เกรด 2-4 ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจาย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: เป็นการศึกษาแบบสุ่ม ณ โรงพยาบาลเดียว ปกปิดทั้งสองด้าน ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่ กระจายที่ได้รับยาเคมีบำบัดแบบประคับประคอง ผู้ป่วยถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มแบบ 1:1 เพื่อเข้ารับอาหารทางการแพทย์สูตรมาตรฐาน (ONS-SF; กลุ่มควบคุม) และ อาหารทางการแพทย์ที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน (ONS-IM; กลุ่มทดลอง) ที่มีพลังงาน 500 กิโลแคลอรีต่อวัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ตัวชี้วัดหลัก คือ ภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลต่ำจากยาเคมีบำบัดตั้งแต่เกรด 2-4 ตัวชี้วัดรอง เช่น การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัว มวลกล้ามเนื้อ ประเมินภาวะทุพโภชนาการโดยใช้คะแนน PG-SGA ตัวบ่งชี้การอักเสบ และผลข้างเคียงระบบเลือดและอื่นๆ ซึ่งทำการประเมินที่เริ่มต้นได้รับยาเคมีบำบัดและที่ 12 สัปดาห์หลังได้รับยาเคมีบำบัด</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ถึงเมษายน 2565 ผู้ป่วยทั้งหมด 50 รายได้รับการสุ่ม (24 ในกลุ่ม ONS-IM vs 26 ในกลุ่ม ONS-SF ตามลำดับ) ผู้ป่วยทั้งหมดเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจาย โดย 24 ใน 50 รายเป็นเพศชาย (48%), อายุเฉลี่ย 65.8 ปี, PG-SGA ≥ 9 คิดเป็นร้อยละ 60 ซึ่งข้อมูลพื้นฐานของทั้งสองกลุ่มประชากรไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พบการเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลต่ำจากยาเคมีบำบัดตั้งแต่เกรด 2-4 ในกลุ่ม ONS-IM น้อยกว่าในกลุ่ม ONS-SF (ร้อยละ 16.7 เทียบกับ ร้อยละ 42.3; p = 0.067) ส่วนคะแนนเฉลี่ย PG-SGA ในกลุ่ม ONS-IM มีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นมากกว่ากลุ่ม ONS-SF แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (6.70 vs 4.72, p = 0.05) นอกจากนี้ค่า body fat mass (BFM) และระดับร้อยละของ CD3 ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในกลุ่ม ONS-IM เมื่อเทียบกับกลุ่ม ONS-SF</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong>: ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจายที่ได้รับอาหารทางการแพทย์ที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน พบว่ามีแนวโน้มการเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลต่ำจากยาเคมีบำบัดตั้งแต่เกรด 2-4 น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับอาหารทางการแพทย์สูตรมาตรฐาน รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของภาวะโภชนาการและตัวบ่งชี้การอักเสบ</p> <p>Trial registration the trial was prospectively registered at TCTR as TCTR20210723001 (July/23/2021)</p> รุ้งประกาย อินจอง ณิชา สมหล่อ ธนะภูมิ รัตนานุพงศ์ ณัฏยา ตียพันธ์ วิโรจน์ ศรีอุฬารพงษ์ สืบพงศ์ ธนสารวิมล นภา ปริญญานิติกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 34 1 50 63 การศึกษารูปแบบการกินอาหารและปัจจัยกำหนดสุขภาพด้านโภชนาการ ต่อพฤฒสุขภาวะของผู้สูงอายุในชุมชน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/article/view/280138 <p><strong>บทนำ</strong> ประเทศไทยและทุกประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขและสังคมในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีภาวะทุพโภชนาการ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทางสังคม โภชนาการ และพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับพฤฒสุขภาวะ รวมทั้งจำแนกกลุ่มต้นแบบและอธิบายรูปแบบการบริโภคของผู้สูงอายุไทย โดยใช้กรอบแนวคิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนเชิงบวก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong> การวิจัยแบบผสมผสาน คัดเลือกพื้นที่ต้นแบบอายุยืน 5 แห่ง เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้สูงอายุ 265 คน ร่วมกับสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม พฤฒสุขภาวะประเมินจากความสามารถในชีวิตประจำวัน ไม่มีภาวะเปราะบาง ไม่มีโรคร่วมสำคัญ มีความพึงพอใจในชีวิต และอยู่ในชุมชนที่สังคมเกื้อหนุน วิเคราะห์ด้วยการถดถอยโลจิสติกสำหรับกลุ่มตัวอย่างซับซ้อน การวิเคราะห์กลุ่มแฝง และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้านรูปแบบการบริโภคอาหาร</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> พบความชุกของพฤฒสุขภาวะร้อยละ 67.7 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤฒสุขภาวะอย่างมีนัยสำคัญ คือ การไม่มีโรคความดันโลหิตสูง AOR = 2.53 (1.20 – 5.35) ไม่มีปัญหาสุขภาพช่องปาก AOR = 1.63 (1.11 – 2.38) และมีพฤติกรรมการกินดี AOR 2.30 (1.57 – 3.35) และการวิเคราะห์กลุ่มแฝงจำแนกได้ 4 กลุ่ม โดยกลุ่มที่เด่นในการเข้าร่วมชมรม อยู่กับครอบครัว รายได้เพียงพอ และพฤติกรรมการกินดี มีพฤฒสุขภาวะสูงที่สุด ร้อยละ 82.8 ข้อมูลเชิงคุณภาพรูปแบบการกินของผู้สูงอายุที่มีพฤฒสุขภาวะเน้นอาหารปรุงเองจากวัตถุดิบธรรมชาติ ผักพื้นบ้าน ปลา และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและแอลกอฮอล์</p> <p><strong>บทสรุป</strong> พฤฒสุขภาวะของผู้สูงอายุไทยเชื่อมโยงกับโภชนาการ สุขภาพช่องปาก และทุนทางสังคม การส่งเสริมสุขภาพเชิงบูรณาการบนฐานชุมชนระบบบริการสุขภาพช่องปาก และส่งเสริมโภชนาการตามข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย มีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเท่าเทียมด้านสุขภาพ</p> สายพิณ โชติวิเชียร วิสารัตน์ ธีระโกเมน อัญชลี ศิริกาญจนโรจน์ นาตยา อังคนาวิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 34 1 64 84 ผลไม้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวาน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/article/view/278653 <p>ผลไม้ที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานควรเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีโดยผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ได้แก่ ฝรั่ง ชมพู่ สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี ราสป์เบอร์รี สาลี่ แอปเปิ้ล ส่วนผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลางถึงสูงได้แก่ กล้วยน้ำว้าสุก เงาะ โดยการรับประทานผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลางถึงสูงนี้ต้องคำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสมในหน่วยบริโภคต่อวันไม่ให้การบริโภคเกินระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้นผลไม้ที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์รับประทานควรเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ได้แก่ ฝรั่ง แอปเปิ้ล ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูงช่วยกระตุ้นการขับถ่ายและป้องกันอาการท้องผูกระหว่างตั้งครรภ์นอกจากนี้ยังมีชมพู่ สาลี่ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำและมีปริมาณน้ำมากช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ร่างกาย แก้กระหาย ลดความอ่อนเพลีย เพิ่มความสดชื่น ส่วนสตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี ราสป์เบอร์รีก็เป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำเช่นกันและมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงอีกด้วย ดังนั้นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีภาวะเป็นโรคเบาหวาน การรับประทานผลไม้ยังคงมีความสำคัญแต่ต้องควบคุมปริมาณจำนวนหน่วยบริโภคและเลือกชนิดของผลไม้ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดสูงหลังอาหารโดยปริมาณผลไม้ที่แนะนำต่อวันให้รับประทานผลไม้ประมาณ 2 ถึง 3 หน่วยบริโภคต่อวันและควรแบ่งรับประทานเป็นมื้อย่อย (ครั้งละ1 หน่วย) ไม่ควรรับประทานครั้งละมากๆ ซึ่ง 1 หน่วยบริโภคผลไม้จะให้คาร์โบไฮเดรตประมาณ 15 กรัม</p> ณัฎฐ์วริน เพชรอำไพ ศิริกาญจนา ศิรินนทร์ ชณกานต์ พรชู ณัชฐ์ธพงศ์ เพชรอำไพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 34 1 85 94 บทบาทของการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำที่บ้านในผู้ป่วยมะเร็ง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/article/view/279196 <p style="font-weight: 400;">ปัจจุบันสัดส่วนผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับสารอาหารทางหลอดเลือดดำที่บ้าน (home parenteral nutrition; HPN) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อบ่งชี้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ภาวะลำไส้ล้มเหลวจากการรักษาโรคมะเร็ง ภาวะลำไส้อุดกั้นจากมะเร็ง (malignant bowel obstruction) ไปจนถึงภาวะผอมหนังหุ้มกระดูกจากมะเร็ง (cancer cachexia) การให้ HPN สามารถช่วยพยุงและปรับปรุงภาวะโภชนาการในผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ทางคลินิกด้านอื่น ๆ ได้แก่ อัตราการรอดชีวิต คุณภาพชีวิต ความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ยังมีความแปรผันสูง ขึ้นกับลักษณะผู้ป่วย ระยะของโรค และบริบทของระบบบริการสุขภาพในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าการให้ HPN มีประโยชน์เหนือกว่าการดูแลแบบประคับประคองโดยไม่ให้ HPN</p> <p style="font-weight: 400;">ดังนั้นการพิจารณาให้ HPN ในผู้ป่วยมะเร็งจึงควรดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยอาศัยการประเมินข้อบ่งชี้ ข้อห้าม ความปลอดภัย และตั้งอยู่บนหลักจริยธรรมการแพทย์พื้นฐาน พร้อมใช้กระบวนการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัว (shared decision-making) ทั้งนี้ การให้ HPN ควรดำเนินการอย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยสามารถใช้แนวทางเวชปฏิบัติการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำที่บ้านของ European Society for Clinical Nutrition and Metabolism (ESPEN) เป็นกรอบประกอบการดูแลผู้ป่วย</p> ปุญณิศา ตาลกิจกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 34 1 95 108 รูปแบบการบริโภคโปรตีนกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2: หลักฐานทางระบาดวิทยา และกลไกทางชีวภาพ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/article/view/280763 <p style="font-weight: 400;">ในปัจจุบันกระแสการรับประทานอาหารโปรตีนสูงกำลังเป็นที่นิยม และถูกพูดถึงอย่างมากในเชิงการส่งเสริมสุขภาพ ทั้งสำหรับการส่งเสริมมวลกล้ามเนื้อ ป้องกันการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย ทั้งสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักไปจนถึงผู้ป่วยโรคเจ็บป่วยเรื้อรัง นำไปสู่คำแนะนำการเพิ่มปริมาณโปรตีนให้สูงขึ้นในมื้ออาหารและชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามข้อมูลเชิงระบาดวิทยาถึงความสัมพันธ์ของการรับประทานโปรตีนต่อความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานยังเป็นข้อถกเถียง บทความทบทวนวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมศึกษา รวบรวมข้อมูล และอภิปรายความสัมพันธ์ของการรับประทานโปรตีนและชนิดของโปรตีนต่ออุบัติการณ์โรคเบาหวานจากข้อมูลการศึกษาตามรุ่นตามแผน โดยค้นคว้าจากฐานข้อมูล PubMed ในช่วงเวลาระหว่าง มกราคม พ.ศ. 2543 ถึง กรกฎาคม 2568 เกณฑ์ของการศึกษาค้นหาจากปริมาณโปรตีนที่บริโภค หรือ โปรตีนจากสัตว์ หรือ โปรตีนจากพืช ต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 พบว่าการรับประทานอาหารโปรตีนสูง มีประโยชน์ในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มความอิ่ม ควบคุมน้ำหนักตัว และเป็นหนึ่งในคำแนะนำทางเวชปฏิบัติทางการแพทย์ อย่างไรก็ตามการศึกษาในเชิงระบาดวิทยาพบว่า การรับประทานอาหารโปรตีนสูงมีความสัมพันธ์ต่ออุบัติการณ์โรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแหล่งโปรตีนที่มาจากสัตว์และเนื้อสัตว์แปรรูป ในขณะที่โปรตีนจากพืชกลับไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว คำอธิบายทางชีวเคมีพบว่าการรับประทานโปรตีนสูงส่งผลต่อการกระตุ้นการหลั่งอินซูลินและภาวะดื้ออินซูลินในระยะยาว ในขณะเดียวกันการรับประทานแหล่งโปรตีนที่มีกรดอะมิโนสายกิ่งสูงสามารถกระตุ้น mTOR pathway โดยพบว่าโปรตีนจากสัตว์มักมีผลในเชิงกระตุ้นการสร้าง (anabolic effect) ที่สูงกว่าโปรตีนจากพืช นำไปสู่การเพิ่มน้ำหนักตัว การสะสมไขมันในช่องท้อง จึงเพิ่มโอกาสของความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในระยะยาว และนำไปสู่อุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน</p> สมิทธิ โชติศรีลือชา จินตนา ศิริวราศัย ชุตินธร ศรีพระประแดง ประพิมพ์พร ฉัตรานุกูลชัย (ฉันทวศินกุล) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 34 1 109 127