https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/issue/feed
วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
2026-06-10T13:54:03+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.สุมัทนา กลางคาร
editorial.ajcph@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน</strong></p> <p><em>Print ISSN: 2408-2686 </em></p> <p><em>Online ISSN: 2730-308X</em></p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277623
การพัฒนารูปแบบการจัดบริการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อในชุมชน สำนักงานสาธารณสุขอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี
2025-10-30T14:07:51+07:00
สุภาพร บุญเชื้อ
boonchuepoo@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดบริการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในระยะที่ 1 ศึกษาบริบทและสภาพปัญหาการดูแลกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อในชุมชน NCDs Prevention Center สำนักงานสาธารณสุขอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี ระยะที่ 2 สร้างและพัฒนารูปแบบกลุ่มตัวอย่างคือตัวแทนผู้นำชุมชน คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 70 คน ระยะที่ 3 ประเมินรูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 60 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบการมีส่วนร่วม แบบวัดพฤติกรรมของกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรัง แบบทดสอบความรู้ เกี่ยวกับโรคเรื้อรัง สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ได้แก่ การทดสอบโดยใช้ Paired Sample t-test โดยศึกษาในระยะเวลา 24 สัปดาห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าระดับความรู้เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อยู่ในระดับสูง หลังดำเนินการ (𝑥̄ = 11.6, S.D. = 1.8) สูงกว่าก่อนดำเนินการ (𝑥̄ = 7.3, S.D. = 2.1) พฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับสูง หลังดำเนินการ (𝑥̄ = 35.7, S.D. = 4.3) สูงกว่าก่อนดำเนินการ (𝑥̄ = 24.2, S.D. = 5.1) การสนับสนุนดูแลกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอยู่ในระดับสูง หลังดำเนินการ (𝑥̄ = 30.1, S.D. = 5.3) สูงกว่าก่อนดำเนินการ (𝑥̄ = 21.4, S.D. = 4.9) มีรูปแบบในการดำเนินกิจกรรม จัดอบรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ด้วยเทคนิค 3ส. 3อ. 1น. (สวดมนต์ สมาธิ สนทนาธรรม อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย และนาฬิกาชีวิต การติดตามเยี่ยมบ้านโดยทีมสหวิชาชีพ ตรวจประเมินภาวะสุขภาพ และส่งต่อเพื่อเข้ารับการรักษาจัดบริการช่องทางการส่งต่อเชื่อมประสานโรงพยาบาลแม่ข่าย และช่องทางรับกลับเพื่อดูแลในชุมชน โดยการดำเนินงานของศูนย์คนไทยห่างไกลโรค NCDs ซึ่งอยู่ภายใต้ศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อในชุมชน NCDs Prevention Center การประเมินตามรูปแบบก่อนและหลังดำเนินการมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.01</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277624
ผลของโปรแกรมการสนับสนุนและการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมและอัตราการกรองผ่านไตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะไตเสื่อมระยะที่ 3 โรงพยาบาลขุนตาล อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย
2025-09-30T20:07:21+07:00
รุ่งทิวา เงินแท้
piyaporn.penprapai@crc.ac.th
ปิยาภรณ์ เพ็ญประไพ
piyaporn.penprapai@crc.ac.th
ช่อทิพย์ คูหา
piyaporn.penprapai@crc.ac.th
ภัสชลิตา อนุเคราะห์
piyaporn.penprapai@crc.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะไตเสื่อมระยะที่ 3 ในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการสนับสนุนและการจัดการตนเอง และเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอัตราการกรองผ่านไต (eGFR) ระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2568 โดยจับฉลากเลือกกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะไตเสื่อมระยะที่ 3 จำนวนทั้งหมด 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน กลุ่มควบคุม 25 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสนับสนุนและการจัดการตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการสนับสนุนและการจัดการตนเอง คู่มือการชะลอไตเสื่อม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการชะลอไตเสื่อม แบบบันทึกผลการปฏิบัติการชะลอไตเสื่อมด้วยตนเอง แบบบันทึกการติดตามเยี่ยมบ้าน วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติพรรณนาการแจกแจงความถี่และร้อยละ เปรียบเทียบก่อนหลังการทดลองด้วย paired t-test และเปรียบเทียบ 2 กลุ่มด้วย independent t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยอัตราการกรองผ่านไตสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุม สรุปว่า การปฏิบัติตามโปรแกรมการสนับสนุนและการจัดการตนเอง ส่งผลให้กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และค่าเฉลี่ยอัตราการกรองผ่านไตเพิ่มขึ้นหลังได้รับโปรแกรมและเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมแต่ไม่แตกต่างกันทางสถิติ</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277618
ผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมเพื่อการป้องกันโรคโควิด-19 ของผู้สูงอายุ จังหวัดระยอง
2025-09-29T14:21:45+07:00
นฤมล ศรีเสริม
Dhammawat.buu@gmail.com
ไพบูลย์ พงษ์แสงพันธ์
Dhammawat.buu@gmail.com
ประยุกต์ เดชสุทธิกร
Dhammawat.buu@gmail.com
ธรรมวัฒน์ อุปวงษาพัฒน์
dhammawat.buu@gmail.com
<p> </p> <p>การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบเปรียบเทียบสองกลุ่ม วัดผลสองระยะ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมเพื่อการป้องกันโรคโควิด- 19 ในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโรงเรียนผู้สูงอายุจังหวัดระยอง สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิสองขั้นตอน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 70 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 35 ราย ระยะเวลาศึกษา 6 สัปดาห์ รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพและแบบวัดพฤติกรรมป้องกันโควิด-19 วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยด้วย independent t-test และ paired t-test วิเคราะห์ความแตกต่างของสัดส่วนด้วย fisher’s exact test </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและคะแนนพฤติกรรมป้องกันโรคโควิดวิด-19 ระยะหลังการทดลองมากกว่าในระยะก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< 0.05) และกลุ่มทดลองมีคะแนนแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและคะแนนพฤติกรรมป้องกันโรคโควิดวิด-19 ระยะหลังทดลอง มากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)</p> <p>ผลวิจัยสรุปว่า โปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมเพื่อการป้องกันโรคโควิด-19 สามารถเพิ่มพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 บุคลากรที่ปฏิบัติการด้านการส่งเสริมสุขภาพและดูแลผู้สูงอายุในชุมชนควรนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความเข็มแข็งในการป้องกันโรคโควิด-19 ของผู้สูงอายุในชุมชนต่อไป</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277634
The ผลของโปรแกรมการเพิ่มศักยภาพในการเผชิญความเครียดของญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ในตำบลบางเกลือ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
2025-10-06T09:15:13+07:00
กัญญา เกสรพิกุล
k.jackfruit1414@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมการเพิ่มศักยภาพในการเผชิญความเครียดของญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในตำบลบางเกลือ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา กลุ่มตัวอย่างมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 คน ทั้ง 2 กลุ่มได้รับการจับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องของเพศ อายุ และอาชีพ โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเพิ่มศักยภาพในการเผชิญความเครียดของญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงอย่างต่อเนื่องระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2568 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการประเมินศักยภาพในการเผชิญความเครียด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบผลลัพธ์หลังการทดลองภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ด้วยสถิติ Paired t test และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ใช้สถิติ Independent t test กำหนดระดับนัยสำคัญ <0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีความเครียดลดลง มีทักษะในการเผชิญความเครียดดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (p<0.05) สรุปโปรแกรมการเพิ่มศักยภาพในการเผชิญความเครียดของญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีประสิทธิผล จึงควรนำไปใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเผชิญความเครียดให้เหมาะสม</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277411
การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมโดยรูปแบบโรงเรียนผู้สูงอายุ ร่มไทรทอง ตำบลหนองบัวบาน อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์
2025-10-04T12:16:14+07:00
มนชยา พนัส
moncha_042513@hotmail.com
<p>ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2566 คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2574 จะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพอย่างมาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท กระบวนการพัฒนา และประเมินผลรูปแบบโรงเรียนผู้สูงอายุร่มไทรทองต่อการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ และระดับศักยภาพผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุร่มไทรทอง การวิจัยนี้ใช้ Participatory Action Research (PAR) ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 28 สัปดาห์ ตาม วงจร 4 ระยะหลัก คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกต การสะท้อนผล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ 40 คน และภาคีเครือข่าย 10 คน เครื่องมือ คือ แบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม และกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired-Samples T-test ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินงานตามวงจร 4 ระยะหลัก ดังกล่าว ก่อให้เกิดรูปแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการอย่างแท้จริง โดยการปรับปรุงและสะท้อนผลอย่างต่อเนื่องสามารถแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการและแรงจูงใจในการเข้าร่วมได้ ภายหลังการดำเนินกิจกรรม ศักยภาพของผู้สูงอายุโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าเฉลี่ย 3.28 เป็น 3.49 ( p<0.001) โดยศักยภาพทั้ง 7 ด้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นด้านการสร้างความรักความผูกพันในครอบครัว (p=0.323) นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังมีความพึงพอใจต่อโครงการโดยรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.15 ผลวิจัยยืนยันประสิทธิภาพของรูปแบบโรงเรียนผู้สูงอายุร่มไทรทองในการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ และควรขยายผลเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตในสังคมสูงวัย อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นต้องมีการปรับเปลี่ยนตามบริบทท้องถิ่น เนื่องจากงานวิจัยมีข้อจำกัดด้านขนาดกลุ่มตัวอย่าง ระยะเวลาโครงการสั้น และความเฉพาะเจาะจงของพื้นที่</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277951
การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากระบวนการสนับสนุนภาคประชาชนในการเสนอโครงการกองทุนสุขภาพท้องถิ่น : กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร
2025-10-30T09:48:18+07:00
ไอลดา พลไชย
Ilada.po66@snru.ac.th
ศศิวรรณ ทัศนเอี่ยม
sasiwan@snru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลกระบวนการสนับสนุนภาคประชาชนในการเสนอโครงการกองทุนสุขภาพท้องถิ่น กลุ่มเป้าหมายเลือกแบบเจาะจง คือ ตัวแทนภาคประชาสังคมในพื้นที่ จำนวน 45 คน ดำเนินการวิจัยโดยใช้กระบวนการวิจัย 4 ขั้นตอนตามแนวคิดของ Kemmis & McTaggart ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ ประเด็นสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กระบวนการสนับสนุนภาคประชาชนในการเสนอโครงการกองทุนสุขภาพท้องถิ่น ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การให้คำปรึกษา การประเมินตนเอง การใช้คู่มือและแหล่งข้อมูล และการเสริมสร้างพลังและศักยภาพของประชาชน ตามกระบวนการ CARE Model ประกอบด้วย C: Consultation การให้คำปรึกษา A: Assessment การตรวจสอบและประเมินตนเอง R: Resources มีคู่มือและแหล่งข้อมูล E: Empowerment การเสริมสร้างพลังและศักยภาพ ภายหลังการทดลองใช้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างจัดทำโครงการได้อย่างครบถ้วนตามหัวข้อสำคัญ และได้รับการอนุมัติจากกองทุนทั้งหมด ร้อยละ 100.00 โดยมีความพึงพอใจต่อกระบวนการที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.32, SD = 0.47) สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในกระบวนการสนับสนุนการจัดทำโครงการของภาคประชาชนในระดับท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาด และเสริมสร้างศักยภาพในการจัดทำโครงการสุขภาพที่ตอบสนองต่อบริบทของชุมชนได้อย่างแท้จริง</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277970
ผลของการฝึกการทรงตัวด้วยแผ่นฝึกการทรงตัวต่อความสามารถในการเดินของ ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก โรงพยาบาลกระทุ่มแบน
2025-11-01T07:57:11+07:00
นิศามณี ดีจงเจริญ
nisamanee@gmail.com
ธนากร ธนวัฒน์
thanawaturu@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน–หลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกการทรงตัวด้วยแผ่นฝึกการทรงตัว ต่อความสามารถในการเดิน ความสามารถการทรงตัว และความกลัวการล้มของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยหญิงอายุระหว่าง 64-90 ปี จำนวน 13 คน ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบโอทาโก บนแผ่นฝึกการทรงตัว สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 40–45 นาที เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลประกอบด้วยการทดสอบการเดิน 10 เมตร การทดสอบลุกจากเก้าอี้และเดิน และแบบการประเมินความกลัวการล้ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติ Paired t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบโอทาโก บนแผ่นฝึกการทรงตัว เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักมีค่าเฉลี่ยของระยะเวลาในการทดสอบการเดิน 10 เมตร เท่ากับ 27.93 ± 11.71 วินาที การทดสอบลุกจากเก้าอี้และเดินมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 26.48 ± 10.80 วินาที และคะแนนการกลัวการล้ม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 20.77 ± 2.05 คะแนน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) สรุปได้ว่า โปรแกรมการออกกำลังกายแบบโอทาโกบนแผ่นฝึกการทรงตัว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดิน การทรงตัว และลดความกลัวการหกล้มของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักได้ พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องสามารถนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักเพื่อส่งเสริมการช่วยเหลือตนเองในระยะฟื้นฟูหลังการผ่าตัดได้</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/278111
ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการกรองของไตในผู้ที่มีภาวะโรคไตเรื้อรัง พื้นที่ชุมชนลดเค็ม จังหวัดอุทัยธานี
2025-10-07T15:25:24+07:00
เวชพร วังพลับ
wetchaporn@gmail.com
อิทธิพล ดวงจินดา
aittiphol.dua@phcsuphan.ac.th
<p> โรคไตเรื้อรัง (CKD) เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีความชุกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย การทำความเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานของไตจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการป้องกันและชะลอการดำเนินของโรค การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการกรองของไต (eGFR) ในผู้ป่วย CKD ในพื้นที่ชุมชนลดเค็ม จังหวัดอุทัยธานี ระหว่างเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2568 ในผู้ที่มีภาวะโรคไตเรื้อรัง 385 คน ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีความตรงเชิงเนื้อหา CVI <u>></u> 0.95 และความเชื่อมั่น Cronbach’s Alpha 0.899–0.911 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ โดยการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (55.84%) อายุเฉลี่ย 63.62 ปี (SD=11.06) ส่วนใหญ่มีค่า eGFR ในระยะที่ 3a ระดับการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง (𝑥̅=2.61, SD=0.73) และระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองอยู่ในระดับบปานกลาง (𝑥̅=2.88, SD=0.60) ปัจจัยที่ส่งผลต่อ eGFR อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ อายุ พฤติกรรมการกินเค็ม และปัจจัยการรับรู้ด้านสุขภาพ 13 ตัวแปร โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของค่า eGFR ได้ร้อยละ 66.0 และ 61.7 ตามลำดับ</p> <p> สรุปได้ว่า อายุ พฤติกรรมการกินเค็ม การรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพ และการรับรู้ความสามารถตนเองมีผลต่อการทำงานของไตอย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์นี้ใช้เป็นแนวทางจัดกิจกรรมในพื้นที่หรือชุมชนลดเค็มหรือออกแบบโปรแกรมที่เน้นการรับรู้ความสามารถตนเองให้ผู้ที่ภาวะโรคไตเรื้อรังมั่นใจที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ดีขึ้น</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/278253
The การประเมินโครงการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ตำบลบ้านควน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร
2025-12-03T21:18:06+07:00
ชวิศา แสงผึ้ง
aomchawisa@gmail.com
อารยา ประเสริฐชัย
aomchawisa@gmail.com
ธีระวุธ ธรรมกุล
aomchawisa@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการดำเนินงาน และผลผลิตของโครงการ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการดำเนินงาน และผลผลิตของโครงการ และ 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ในการดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ตำบลบ้านควน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 316 ราย ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามตามแบบจำลองซิปป์โมเดล มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) ภาพรวมของการประเมินผลโครงการทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก ( ) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านกระบวนการ ( ) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านปัจจัยนำเข้า ( ) 2) ปัจจัยด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้าและกระบวนการมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านผลผลิต ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r อยู่ระหว่าง 0.621-0.686) และ 3) ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะ ด้านการสนับสนุนทรัพยากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ แผนงานและขั้นตอนการทำกิจกรรมยังไม่ชัดเจน และต้องการพัฒนาเพื่อให้การดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในปีต่อๆ ไปมีประสิทธิภาพและสอดคล้องความต้องการของผู้สูงอายุ</p> <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการดำเนินงาน และผลผลิตของโครงการ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการดำเนินงาน และผลผลิตของโครงการ และ 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ในการดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ตำบลบ้านควน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 316 ราย ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามตามแบบจำลองซิปป์โมเดล มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) ภาพรวมของการประเมินผลโครงการทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก ( ) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านกระบวนการ ( ) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านปัจจัยนำเข้า ( ) 2) ปัจจัยด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้าและกระบวนการมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านผลผลิต ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r อยู่ระหว่าง 0.621-0.686) และ 3) ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะ ด้านการสนับสนุนทรัพยากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ แผนงานและขั้นตอนการทำกิจกรรมยังไม่ชัดเจน และต้องการพัฒนาเพื่อให้การดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในปีต่อๆ ไปมีประสิทธิภาพและสอดคล้องความต้องการของผู้สูงอายุ</p> <p> </p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/278323
การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลการจัดซื้อ ในโรงพยาบาลเสาไห้เฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา
2025-11-06T20:27:57+07:00
สถิตย์ สงสนธิ
satit.songsonti2523@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของระบบงานแผนการจัดซื้อจัดจ้างของโรงพยาบาลเสาไห้เฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา และ 2) พัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับจัดเก็บและบริหารข้อมูลคำขอซื้อจ้างอย่างเป็นระบบ การวิจัยดำเนินการตามกรอบวงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle: SDLC) ประกอบด้วย 5 ระยะ ได้แก่ การวิเคราะห์ระบบ การออกแบบ การพัฒนา การทดสอบ และการประเมินผล โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 3 ท่าน และทดสอบด้วยชุดข้อมูลจำลอง 1,000 รายการ ซ้ำ 100 ครั้ง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระบบงานเดิมมีปัญหาความซ้ำซ้อน ความคลาดเคลื่อน และความล่าช้าในการจัดทำรายงาน โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นด้วย Microsoft Access ซึ่งออกแบบให้เป็นฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ มี 4 โมดูลหลัก ได้แก่ การบันทึกและแก้ไขคำขอ การสืบค้นข้อมูล การจัดการข้อมูลหลัก และการออกรายงาน ผลการประเมินเชิงเทคนิคพบว่า โปรแกรมมีความถูกต้องของผลลัพธ์ 100% ใช้เวลาในการประมวลผลฐานข้อมูล 0.13 วินาที (S.D. 0.01 วินาที) และลดเวลาการสรุปรายงานการจัดซื้อรวมจาก 5.44 นาทีในระบบเดิม เหลือเพียง 2.27 วินาที สะท้อนถึงประสิทธิภาพและเสถียรภาพของระบบที่พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน</p> <p>สรุปได้ว่า โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงทั้งด้านความถูกต้องและความรวดเร็ว สามารถแก้ไขข้อจำกัดของระบบงานเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ และเหมาะสมต่อการนำไปใช้สนับสนุนการจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/278210
ความต้องการพัฒนาตนเองในการปฏิบัติตามองค์กรสมรรถนะสูง กระทรวงสาธารณสุข MoPH-4T ของบุคลากรสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี
2025-11-10T19:42:46+07:00
ชวาลา ยิ่งทวีศักดิ์
66207501006@phcsuphan.ac.th
อิทธิพล ดวงจินดา
66207501006@phcsuphan.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความต้องการพัฒนาตนเองในการปฏิบัติตามองค์กรสมรรถนะสูง กระทรวงสาธารณสุข MoPH-4T และปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการดังกล่าวของบุคลากรสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ในรูปแบบการทำตามลำดับอธิบายผล (Explanatory Sequential Design) ดำเนินการ 2 ระยะ คือระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือบุคลากรจำนวน 116 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 26 คน ประกอบด้วย สาธารณสุขอำเภอ ทำการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 13 คน และบุคลากรสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ทำการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 13 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ระดับความต้องการพัฒนาตนเองในการปฏิบัติตามองค์กรสมรรถนะสูง MoPH-4T โดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.88, σ = 0.59) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการพัฒนาตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ สถานภาพสมรส (β = 0.233) และปัจจัยความพึงพอใจในการทำงาน<br />5 ด้าน ประกอบด้วย การรับทราบนโยบายและภารกิจอย่างชัดเจน (β = 0.330) การได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน (β = 0.254) งานที่ต้องใช้ทักษะและองค์ความรู้ (β = 0.208) การที่วิชาชีพได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง (β = 0.155) และการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในงาน (β = -0.169) โดยตัวแปรทั้ง 5 สามารถทำนายความแปรปรวนได้ร้อยละ 44.80 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพยืนยันว่า บุคลากรมีความภาคภูมิใจในงานที่ท้าทายและบรรยากาศการทำงานที่เกื้อกูล แต่ยังประสบภาระงานหนักและขาดโอกาสใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่</p> <p> ดังนั้น ควรส่งเสริมการสื่อสารนโยบายให้ชัดเจน สร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม และสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/278368
นางสาว การศึกษาปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับจากการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในโรงพยาบาลกันทรลักษ์
2025-11-10T19:41:28+07:00
รุ่งทิพย์ ทรงกลด
roongcrt@gmail.com
พีรพงษ์ แสงประดับ
roongcrt@gmail.com
นงนุช พริ้งเพราะ
roongcrt@gmail.com
กิตตินันท์ แซ่ลิ้ม
roongcrt@gmail.com
<p>การตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับสำหรับโรงพยาบาลกันทรลักษ์ ซึ่งยังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ของปริมาณรังสีที่ใช้ในปัจจุบัน การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับจากการตรวจ CT ในโรงพยาบาลกันทรลักษ์ และเปรียบเทียบกับค่าปริมาณรังสีอ้างอิงระดับประเทศของประเทศไทย (DRLs) ประจำปี 2568 การวิจัยนี้เป็นการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา (retrospective descriptive study) ทำการรวบรวมข้อมูลค่าปริมาณรังสีในหนึ่งหน่วยปริมาตร (CTDIvol) และค่าปริมาณรังสีตลอดช่วงความยาวในการสแกน (DLP) จากรายงานปริมาณรังสี ในระบบ PACS ของผู้ป่วยจำนวน n=180 ที่มีอายุมากกว่า 18 ปี น้ำหนัก 47-75 กิโลกรัม ซึ่งเข้ารับการตรวจในช่วง 1 ธันวาคม 2567 ถึง 30 มิถุนายน 2568 ข้อมูลถูกวิเคราะห์โดยใช้ค่ามัธยฐานของ CTDIvol และ DLP ในแต่ละประเภทการตรวจมาเปรียบเทียบกับค่า DRLs ของประเทศ ผลการศึกษาพบว่าค่า CTDIvol ส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับค่าอ้างอิง ค่ามัธยฐานของ DLP หลายรายการตรวจหลัก ได้แก่ Brain NC, C, Chest NC, C, Upper Abdomen Multiphases และ Whole Abdomen สูงกว่า ค่าปริมาณรังสีอ้างอิงของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ในทางตรงกันข้ามค่า DLP ที่สูงในหลายรายการมีแนวโน้มเกิดจากการกำหนดความยาวในการสแกน ที่มากเกินความจำเป็นทางคลินิก ดังนั้น จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการทบทวน และเพิ่มประสิทธิภาพโปรโตคอลการตรวจ (Dose Optimization) โดยเฉพาะการกำหนดขอบเขตการสแกนให้เหมาะสมกับข้อบ่งชี้ทางคลินิก เพื่อลดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับให้สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศ และหลักการ ALARA ต่อไป</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/278514
การพัฒนารูปแบบการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพในชุมชน ตำบลยางสว่าง อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์
2026-01-26T13:56:31+07:00
รวิชญ์ สีดาธรรม
rawit5186@hotmail.com
<p> </p> <p> งานวิจัยและพัฒนารูปแบบ (R&D) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สถานการณ์ ปัจจัยเสี่ยง และความต้องการการป้องกันการพลัดตกหกล้ม 2) พัฒนารูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพ และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน พื้นที่ตำบลยางสว่าง อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ระหว่างเดือนมกราคม - สิงหาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและเป็นโรคเบาหวาน จำนวน 88 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายตามสัดส่วน การประเมินประสิทธิผลใช้แบบแผนการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) วัดผลก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test และ Chi-square Test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1) การปรับปรุงสมรรถภาพทางกาย 2) การปรับสภาพแวดล้อม (ร่วมมือกับ อบต.) และ 3) การเสริมสร้างความรอบรู้และพฤติกรรมสุขภาพ (ผ่านการเยี่ยมบ้านโดย อสม.) หลังการใช้รูปแบบพบว่าอุบัติการณ์การพลัดตกหกล้มลดลงจากร้อยละ 79.55 เหลือร้อยละ 0 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน ค่าเฉลี่ยปัจจัยเสี่ยงรวมและปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) และความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001) ความกลัวการหกล้มลดลงจากร้อยละ 79.55 เหลือเพียงร้อยละ 19.32 อุปสรรคหลักคือภาระงานบุคลากร รพ.สต. และขาดงบปรับปรุงบ้าน แนวทางสู่ความยั่งยืนคือการถ่ายโอนภารกิจเยี่ยมบ้านให้แก่ อสม. และสร้างกลไกสนับสนุนทางการเงินร่วมกับ อบต.</p> <p> สรุปและข้อเสนอแนะ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลสูงในการลดความเสี่ยงและอุบัติการณ์การหกล้มได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืนในระยะยาวจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างบทบาทการทำงาน โดยเน้นการกระจายภารกิจไปยังภาคีเครือข่าย และการสนับสนุนทรัพยากรทางการเงินและเครื่องมือบันทึกข้อมูลดิจิทัลที่เหมาะสม</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/278496
ประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ ของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
2025-11-27T20:46:05+07:00
พัทธ์ธีรา เจียมศิริอังกูร
patteera2522@gmail.com
เทียนทอง ต๊ะแก้ว
tienthongta@gmail.com
<p> </p> <p> การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ในบริบทที่จังหวัดลำปางเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ และเผชิญปัญหาผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงจำนวน 1,289 คน แต่มีผู้ดูแลที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่เพียง 157 คน (จากผู้ดูแลทั้งหมด 269 คน คิดเป็นร้อยละ 58.36)</p> <p> กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในเขตอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 36 คน และกลุ่มควบคุม 36 คน เครื่องมือที่ใช้คือโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจที่ประยุกต์จากทฤษฎีแรงจูงใจสองปัจจัยของ Herzberg (Herzberg’s Two-Factor Theory) โดยเน้นปัจจัยจูงใจ (Motivators) ได้แก่ ความสำเร็จในการทำงาน การได้รับการยอมรับ ลักษณะของงาน ความรับผิดชอบ และความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน โปรแกรมถูกดำเนินกิจกรรมรวม 8 ครั้ง เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ การเก็บข้อมูลทำทั้งก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้แบบประเมินแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพ และแบบประเมินการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (Paired t-test และ Independent t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมมีคะแนนเฉลี่ยด้าน แรงจูงใจในการดูแลสุขภาพ และการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับเดียวกัน กล่าวโดยสรุป โปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจนี้มีประสิทธิผลในการเพิ่มแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพ และส่งผลต่อการปฏิบัติงานที่เหมาะสมตามบทบาทหน้าที่ของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จึงควรนำไปประยุกต์และปรับใช้ในกลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/278643
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรปลูกทุเรียนในอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
2025-12-03T20:14:25+07:00
มนธิชา ศรีนวล
6511436022@nstru.ac.th
เพชรไพลิน จันทร์สุข
6511436004@nstru.ac.th
รัชนี เสร่าดี
6511436009@nstru.ac.th
สุวรรณา แซ่อุ้ย
suwanna_sae@nstru.ac.th
<p>การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในภาคเกษตรยังคงเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกทุเรียนที่มีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง การวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2) ศึกษาความรู้และการรับรู้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับพฤติกรรมการป้องกันของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างจำนวน 350 ครัวเรือน คัดเลือกโดยวิธีสุ่มแบบแบ่งสัดส่วนตามขนาดประชากร เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.957) และมีค่าความเชื่อมั่นมากกว่า 0.775 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและไคสแควร์ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p ≤ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 60.6 อายุเฉลี่ย 40.93 ± 12.23 ปี มีพฤติกรรมการป้องกันอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 57.4 (ค่าเฉลี่ย 82.01 ± 6.02 คะแนน) อย่างไรก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 72.0 การรับรู้โอกาสเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 47.1 ขณะที่การรับรู้ความรุนแรงและประโยชน์อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 82.5 และ 88.9 ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า เพศ อายุ สถานภาพสมรส รายได้ ความถี่และบทบาทในการใช้สารเคมี ประเภทสารเคมีที่ใช้ ระดับความรู้ และการรับรู้โอกาสเสี่ยง มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p ≤ 0.05)</p> <p>สรุป การเสริมสร้างความรู้และการรับรู้โอกาสเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนในระดับชุมชน จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัยและยั่งยืน</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/278637
ผลของการเลิกสูบบุหรี่ในนักศึกษาที่บำบัดด้วยวิธีการให้คำปรึกษาร่วมกับการใช้ ยาอมหญ้าดอกขาว ในสถาบันอุดมศึกษา จังหวัดเพชรบูรณ์
2026-03-15T10:13:48+07:00
เพชรธยา แป้นวงษา
kamol.yus@pcru.ac.th
ขวัญจิตต์ อนุกูลวัฒนา
kamol.yus@pcru.ac.th
กมล อยู่สุข
kamol.yus@pcru.ac.th
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การสูบบุหรี่เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและก่อให้เกิดภาระทางเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและนักศึกษามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเริ่มสูบบุหรี่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบอัตราการเลิกสูบบุหรี่ของนักศึกษาที่บำบัดด้วยวิธีการให้คำปรึกษาโดยใช้หลัก 5 A เพียงอย่างเดียวกับการให้คำปรึกษาร่วมกับการใช้ยาอมหญ้าดอกขาว ในสถาบันอุดมศึกษา จังหวัดเพชรบูรณ์ และศึกษาผลข้างเคียงจากการใช้ผลิตภัณฑ์จากหญ้าดอกขาว โดยการตรวจค่าการทำงานของไตและตับ ด้วยวิธีการตรวจเลือด ของกลุ่มตัวอย่าง การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบ สองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธี ใช้โปรแกรม G Star power จำนวน 96 คน กำหนดเป็นกลุ่มทดลอง 48 คน และกลุ่มควบคุม 48 คน กลุ่มทดลองได้รับการให้คำปรึกษาโดยใช้หลัก 5A ร่วมกับรับประทานยาอมหญ้าดอกขาว ระยะเวลา 8 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับคำปรึกษาโดยใช้หลัก 5A เพียงอย่างเดียว เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และผลการตรวจเลือดเพื่อวัดค่าการทำงานของไตและตับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired Samples t-test , Independent t-test และ Chi-square test ในการเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ค่าการทำงานของไตและตับ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีอัตราการเลิกสูบสำเร็จร้อยละ 72.92 ขณะที่กลุ่มควบคุมมีอัตราการเลิกสูบสำเร็จร้อยละ 31.25 โดยการใช้ยาอมยาดอกขาวร่วมด้วย ไม่มีผลข้างเคียงต่อการทำงานของไตและตับ ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) แสดงถึงความปลอดภัยของการใช้ยาอมหญ้าดอกขาว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโครงการ “มหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่” และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/273719
การศึกษาความคลาดเคลื่อนทางยาในแผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่ง หนึ่งในภาคเหนือ ของประเทศไทย
2025-02-21T08:23:02+07:00
ธรธรร ศิริโชติ
thuchchais@nu.ac.th
เชษฐา สนิทนา
thuchchais@nu.ac.th
ทศคม เลาหอุดมโชค
thuchchais@nu.ac.th
ทิฆัมพร บำเริบ
thuchchais@nu.ac.th
ธนิตา ตั้งจิตวิสุทธิ์
thuchchais@nu.ac.th
ธัญญสรณ์ จันทร์จุฬาลักษณ์
thuchchais@nu.ac.th
ทศพล บุตรมี
thuchchais@nu.ac.th
กนกวรรณ แพรขาว
thuchchais@nu.ac.th
ศักดิ์ชัย ไชยมหาพฤกษ์
thuchchais@nu.ac.th
ธัชชัย ศรีเสน
thuchchaimd@gmail.com
<p>ความคลาดเคลื่อนทางยาเป็นปัญหาสำคัญในระบบบริการทางการแพทย์โดยเฉพาะในโรงพยาบาล ระดับตติยภูมิที่มีการรักษาผู้ป่วยด้วยยาที่มีความซับซ้อน การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบ ย้อนหลัง เพื่อศึกษาความชุก และลักษณะของความคลาดเคลื่อนทางยา ได้แก่ ขั้นตอนที่เกิดความคลาด เคลื่อน ระดับความรุนแรงและอัตราการเกิด ตามแผนกผู้ป่วยใน โดยเก็บข้อมูลจากรายงาน ความคลาดเคลื่อนทางยาและรายงานประจำเดือนของแผนกผู้ป่วย ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในภาคเหนือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่และร้อยละ และประเมินความรุนแรงตามเกณฑ์ของ The National Coordinating Council for Medication Error Reporting and Prevention (NCC MERP)</p> <p>ผลการศึกษา พบความคลาดเคลื่อนทางยา 3,879 ครั้ง จากจำนวนวันนอนทั้งหมด 225,764 วัน คิดเป็นอัตราการเกิด 17.18 ครั้งต่อ 1,000 วันนอน ส่วนใหญ่เกิดในขั้นตอนการสั่งใช้ยา (ร้อยละ 43.3) และขั้นตอนก่อนจ่ายยา (ร้อยละ 29.7) ระดับความรุนแรงส่วนใหญ่อยู่ในระดับ Category B (มีความคลาดเคลื่อนแต่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย) ร้อยละ 55.83 รองลงมาคือ Category A (ร้อยละ 38.91) และพบ Category F (ก่อให้เกิดอันตรายชั่วคราวและต้องยืดระยะเวลา การรักษา) จำนวน 1 ครั้ง (ร้อยละ 0.03) อัตราการเกิดความคลาดเคลื่อนทางยาต่อ 1,000 วันนอน พบมากที่สุดในแผนก ออร์โธปิดิกส์ (10.6 ครั้ง) ลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการเกิดความคลาดเคลื่อน ได้แก่ ชื่อยา กลุ่มยา จำนวนวันนอน แผนกผู้ป่วยใน และเพศของแพทย์ผู้สั่งใช้ยา ความถี่ของความคลาดเคลื่อนทางยามี แนวโน้มลดลงในช่วงสามปีที่ศึกษา</p> <p>ข้อมูลที่ได้แสดงให้เห็นว่าความคลาดเคลื่อนทางยาในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในภาคเหนือเกิดจาก หลายปัจจัย ทั้งที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร ระบบยา และสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าอัตราการเกิดมีแนวโน้มลดลง การลดความ คลาดเคลื่อนอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องแก้ไขอย่างครอบคลุมและต่อเนื่องรวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาระบบยาเพื่อความ ปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/278076
การศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ บ้านป่าปุ๊ ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
2026-02-15T10:11:56+07:00
วรัญญา มีวินัย
waranyamiwinai@gmail.com
เปรมยุดา นวนหนักแน่น
nwnknaknaen@gmail.com
วิลาวัลย์ รักไพรสายเพชร
wilawanrakpaisaipet@gmail.com
สุภัสสรา ดีโชคชัย
dsupassara56@gmail.com
วิโรจน์ วิถีนิติธรรม
Wirotwithinititham@gmail.com
กุลภรณ์ สงบสันติสุข
korrawicho458@gmail.com
พัชรี วงศ์ฝั้น
patcharee_von@cmru.ac.th
<p> การวิจัยนี้เป็นใช้วิธีการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Study) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ และเพื่อศึกษาปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม ในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ บ้านป่าปุ๊ ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามกรอบแนวคิด PRECEDE Framework ประกอบด้วย ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม เก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุจำนวน 155 คน โดยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 52.3) มีอายุเฉลี่ย 70.97 ปี การศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 49.0) สถานภาพสมรส (ร้อยละ 80.6) ไม่ได้ประกอบอาชีพ (ร้อยละ 50.3) รายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 92.9) แหล่งรายได้หลัก คือ เบี้ยผู้สูงอายุ (ร้อยละ 82.6) อยู่กับคู่สมรส (ร้อยละ 72.3) และมีโรคประจำตัว (ร้อยละ 55.5) โดยโรคที่พบบ่อยที่สุดคือความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 38.7) สำหรับปัจจัยนำ พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีการตระหนักในสุขภาพในระดับมาก (ร้อยละ 87.8) ปัจจัยเอื้อ พบว่าผู้สูงอายุมีการเข้าถึงสถานบริการสาธารณสุขในระดับปานกลาง (ร้อยละ 54.2) และปัจจัยเสริม พบว่าผู้สูงอายุได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมในระดับมาก (ร้อยละ 67.1) และมีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในระดับปานกลาง (ร้อยละ 62.6) สำหรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพในระดับปานกลาง (ร้อยละ 89.1) โดยมีพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารในระดับปานกลาง (ร้อยละ 93.6) พฤติกรรมด้านการออกกำลังกายในระดับน้อย (ร้อยละ 61.2) และพฤติกรรมด้านการจัดการความเครียดในระดับปานกลาง (ร้อยละ 71.7) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรมีการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่เข้าถึงได้ง่าย พัฒนานโยบายส่งเสริมการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่เหมาะสม พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และส่งเสริมสุขภาพจิตและการจัดการความเครียดในผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/279011
การพัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุในชุมชนโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในตำบลจารพัด อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
2025-11-26T09:20:06+07:00
พนาสวรรค์ แก้วปลั่ง
poonpoon53@gmail.com
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ประกอบด้วยระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์สุขภาพจิตผู้สูงอายุและศักยภาพ อสม. กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้สูงอายุ 128 คน และ อสม. 207 คน ระยะที่ 2 พัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาพจิตและศึกษาประสิทธิผล กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ(กลุ่มเดิม) และ ตัวแทน อสม. 48 คน ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ได้แก่ วางแผน ปฏิบัติตามแผน สังเกต และสะท้อนผล เริ่มวิจัยเมื่อ 1 พฤษภาคม 2568 รวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถาม ได้แก่ 1) แบบสอบถามปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ 2) แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติในการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุของ อสม. และ 3) แบบทดสอบดัชนีชี้วัดสุขภาพจิตคนไทยฉบับสมบูรณ์ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.7 และการสนทนากลุ่ม ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพรรณนา และเชิงอนุมานได้แก่ Multiple linear regression และ pair t-test ผลการศึกษาระยะที่ 1 พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีระดับสุขภาพจิตเท่ากับคนทั่วไปร้อยละ 71.8 รองลงมาคือต่ำกว่าคนทั่วไป ร้อยละ 28.1 ปัจจัยทางจิตวิทยา (coef.=1.236, p<0.001), ครอบครัวและสังคม (coef.=0.838, p<0.001), เศรษฐกิจ (coef.=0.635, p=0.011) และปัจจัยบุคคล (coef.=0.605, p=0.014) อธิบายความแปรปรวนสุขภาพจิตได้ 68.3% (Adj. R²=0.6831) ศักยภาพ อสม. ด้านสุขภาพจิต พบว่า ร้อยละ 58.65 มีความรู้ระดับน้อย ร้อยละ 57.00 มีทัศนคติระดับปานกลาง และการปฏิบัติระดับน้อยร้อยละ 55.07 ระยะที่ 2 พัฒนาแนวทางตาม 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ บุคคล ครอบครัวและสังคม เศรษฐกิจ และจิตวิทยา โดยดำเนินกิจกรรมเยี่ยมบ้าน ฟื้นฟูสมรรถภาพกาย-ใจ ส่งเสริมเครือข่ายและกิจกรรมชุมชน ตลอด 12 สัปดาห์ ผลลัพธ์ชี้ว่าแนวทางเหมาะสมกับบริบทพื้นที่และสามารถเสริมสร้างสุขภาพจิตผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/280319
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
2026-03-24T13:12:27+07:00
สุรศักดิ์ เทียบฤทธิ์
surasak.t@msu.ac.th
ณัฐพงษ์ อัญชลี
nattapong.a@msu.ac.th
พีรภัทร พิมพระทำ
65011410254@msu.ac.th
จันจิรา ภูนาใบ
65011410007@msu.ac.th
ขนิษฐา ดีวังยาง
65011410078@mau.ac.th
<p>โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย ผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามเกณฑ์เป้าหมาย การศึกษาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 220 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การรับรู้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 52.73 ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามเกณฑ์ (>130 mg/dL) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ได้แก่ พฤติกรรมการใช้ยาระดับพอใช้/ไม่ดี (AOR=6.42, 95%CI: 2.49–16.60) อาการแผลหายช้า/คัน (AOR=4.53, 95%CI: 1.86–11.01) การรับรู้อุปสรรคระดับมาก (AOR=4.28, 95%CI: 1.92–9.55) อาชีพเกษตรกรเมื่อเทียบกับค้าขาย/รับจ้าง/ข้าราชการ (AOR=3.05, 95%CI: 1.18–7.88) ความรู้ระดับพอใช้/ไม่ดี (AOR=2.66, 95%CI: 1.24–5.71) พฤติกรรมการบริโภคอาหารระดับพอใช้/ไม่ดี (AOR=2.43, 95%CI: 1.07–5.55) และการรับบริการตรวจที่โรงพยาบาล (AOR=2.40, 95%CI: 1.22–4.70)</p> <p>การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในบริบทบริการปฐมภูมิได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านอาชีพ การรับรู้อุปสรรค และพฤติกรรมการดูแลตนเอง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนารูปแบบบริการเชิงรุกที่ยืดหยุ่น สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน และมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือในการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคในระดับพื้นที่</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน