https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/issue/feed
วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
2026-02-16T19:04:26+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.สุมัทนา กลางคาร
editorial.ajcph@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน</strong></p> <p><em>Print ISSN: 2408-2686 </em></p> <p><em>Online ISSN: 2730-308X</em></p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/276098
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงโรคเบาหวานในกลุ่มเกษตรกรสวนยางพารา ตำบลศรีสำราญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ
2025-06-21T07:42:25+07:00
ภัทราวดี เกษางาม
pattarawadee.ke66@snru.ac.th
ภูวสิทธิ์ ภูลวรรณ
Kanjana_v@snru.ac.th
กาญจนา วงษ์สวัสดิ์
Kanjana_v@snru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงโรคเบาหวานในกลุ่มเกษตรกรสวนยางพารา ตำบลศรีสำราญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เกษตรกรสวนยางพารา อายุ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 477 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามที่ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ข้อมูลทั่วไป ปัจจัยนำ (พฤติกรรมส่วนบุคคล)ปัจจัยเอื้อ (การเข้าถึงบริการสุขภาพ) และปัจจัยเสริม (การสนับสนุนจากครอบครัวและการได้รับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติไคสแควร์</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยนำพฤติกรรมส่วนบุคคลของเกษตรกรสวนยางพาราตำบลศรีสำราญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ ด้านการสูบบุหรี่ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และการดื่มแอลกอฮอล์ อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 72.54 , 55.30 และ 49.30 ตามลำดับ ด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การนอน อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 78.40 , 62.90 และ 53.70 ตามลำดับ ด้านความเครียดอยู่ในระดับความเครียดน้อย ร้อยละ 92.24 ปัจจัยเอื้อการเข้าถึงบริการสุขภาพ อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 71.70 ปัจจัยเสริมด้านการสนับสนุนจากครอบครัวและการได้รับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพอยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 55.60 และ 59.10 ตามลำดับ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงโรคเบาหวานในกลุ่มเกษตรกรสวนยางพารา ได้แก่ การสูบบุหรี่ พบมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( <em>p</em> =0.048 )</p> <p>ดังนั้น ควรส่งเสริมการจัดตั้งคลินิกให้คำปรึกษาเลิกบุหรี่เชิงรุกมีระบบติดตามผลควบคู่กับการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องพิษภัยของบุหรี่ รวมถึงส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพโดยบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/276099
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ
2025-06-21T07:38:40+07:00
ไพชยนต์ ชาจันดา
paichayon.ch66@snru.ac.th
ภูวสิทธิ์ ภูลวรรณ
Kanjana_v@snru.ac.th
กาญจนา วงษ์สวัสดิ์
Kanjana_v@snru.ac.th
<p> การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบวิจัยแบบภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ (Cross-sectional analytic research) เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างเป็น อสม. จำนวน 249 คน สุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธย-ฐาน และค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด สถิติตรวจสอบสมมติฐาน ได้แก่ สถิติไคสแควร์, สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า อสม. มีความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( =80.20, S.D.=8.83) การรับรู้บทบาทหน้าที่ อสม.เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลสุขภาพ อยู่ในระดับปานกลาง ( =34.48, S.D.=5.53) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูง ( =63.14, S.D.=6.99) และการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับสูง ( =15.85, S.D.=1.78) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ความถี่ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสัมพันธ์กับระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ (χ²=15.138, df=3, p<0.05) ส่วนรายได้มีความสัมพันธ์เชิงลบกับความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล (r<sub>s</sub>=-0.125, p<0.05) ระยะเวลาการเป็น อสม. มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล (r<sub>s</sub>=0.129, p<0.05) การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม (r=0.395, p<0.05) การรับรู้บทบาทหน้าที่ อสม. (r=0.412, p<0.05) และแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน (r=0.346, p<0.05) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล ผลการศึกษาครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนา ต่อยอดในการจัดโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลให้แก่ อสม. โดยเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ สร้างแรงจูงใจภายใน โดยการปฏิบัติจริงและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ เพื่อให้อสม.มีความพร้อมและสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการส่งเสริมสุขภาพของตนเองและประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/276248
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชาชนตำบลคลองลุ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
2025-07-22T23:07:56+07:00
สุทธิ ธวัชสุวรรณ
sutthi2513@gmail.com
ชวนากร ศรีปรางค์
chavanakorn@scphtrang.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชาชนในตำบลคลองลุ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นการวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวาง โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างประชาชน 423 คน ด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเคยสูบบุหรี่ร้อยละ 45.86 อายุเริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรกค่ามัธยฐาน 20 ปี และชนิดบุหรี่ที่นิยมมากที่สุดคือบุหรี่มวนเอง (ร้อยละ 61.63) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ได้แก่ ปัจจัยนำ (เพศ ระดับการศึกษา ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่) ปัจจัยเอื้อ (การดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์) และปัจจัยเสริม (การถูกเพื่อนชักชวนให้ลองสูบบุหรี่) การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณพบว่า เพศชาย การศึกษาระดับประถม การมีทัศนคติปานกลาง การเคยดื่มสุรา และการถูกเพื่อนชักชวน มีโอกาสสูบบุหรี่สูงกว่ากลุ่มอ้างอิงอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ การสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่ และการส่งเสริมการเลิกบุหรี่ผ่านเครือข่ายครอบครัวและชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดปัญหาสุขภาพจากการสูบบุหรี่ของประชาชนในพื้นที่ </p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/276553
ผลของโปรแกรมการให้ทันตสุขศึกษารายบุคคลร่วมกับการรักษาโรคเหงือกอักเสบต่อปริมาณคราบจุลินทรีย์ ในผู้ป่วยคลินิกทันตกรรมนักศึกษา วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
2025-08-24T19:35:29+07:00
วรัญญู อ่อนสี
hysandriel@gmail.com
นิลุบล ปานะบุตร
palm.nilubol@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ทันตสุขศึกษารายบุคคลร่วมกับการรักษาโรคเหงือกอักเสบต่อปริมาณคราบจุลินทรีย์ในผู้ป่วยที่มารับบริการที่คลินิกทันตกรรมนักศึกษา วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research: two-group pre-post test design) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วย 36 คนในกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการให้ทันตสุขศึกษารายบุคคลร่วมกับการรักษาโรคเหงือกอักเสบ และกลุ่มควบคุมได้แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 36 คนซึ่งได้รับทันตสุขศึกษารายกลุ่มโดยไม่ได้รับการรักษาโรคเหงือกอักเสบ วัดผลก่อนและหลังการทดลองโดยใช้การวัดค่าปริมาณคราบจุลินทรีย์ในช่องปากด้วยวิธีการย้อมสีเออริโทรซีน วิเคราะห์ข้อมูลหาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของปริมาณคราบจุลินทรีย์ระหว่างก่อนและหลังการได้รับทันตสุขศึกษาด้วยสถิติ Paired samples t-test และใช้สถิติ Independent t-test, ANCOVA เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ผลการศึกษาพบว่าการให้โปรแกรมทันตสุขศึกษาทั้ง 2 กลุ่มมีผลลดค่าปริมาณคราบจุลินทรีย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>(</em>p – value < 0.001) และในกลุ่มทดลองมีการลดลงของปริมาณคราบจุลินทรีย์มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p – value <0.001) แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการให้ทันตสุขศึกษารายบุคคลร่วมกับการรักษาโรคเหงือกอักเสบมีประสิทธิภาพในการลดคราบจุลินทรีย์มากกว่าการให้สุขศึกษารายกลุ่มเพียงอย่างเดียว</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/276621
การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่พึงประสงค์ในตำบลนาแก อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
2025-07-31T19:54:18+07:00
สุดาวรรณ ทำทอง
comsun.t@ubru.ac.th
คมสันต์ ธงชัย
comsun.t@ubru.ac.th
วิลาวัณย์ ชาดา
comsun.t@ubru.ac.th
<p> </p> <p> การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่พึงประสงค์เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่พึงประสงค์ ในตำบลนาแก อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ดำเนินการวิจัยใช้แนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการ 4 ขั้นตอน (PAOR) ตามแนวคิดของ Kemmis and McTaggart คือ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตประเมินผล และการสะท้อนผล ในกลุ่มเป้าหมายพัฒนารูปแบบมี 3 ภาคส่วน คือ ภาคการเมือง 11 คน ภาคประชาชน 24 คน และภาควิชาการ 11 คน และกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ 32 คน ดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงกรกฎาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired samples t-test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่พึงประสงค์ ทำให้ผู้สูงอายุที่พึงประสงค์มีความรู้เพิ่มขึ้นระดับมาก ร้อยละ 81.25 (Mean diff= 5.09, 95%CI 4.36-5.83) ทัศนคติต่อการพัฒนาเพิ่มขึ้นระดับสูง ร้อยละ100 (Mean diff= 10.93, 95%CI 9.90- 11.97) ระดับการปฏิบัติเพิ่มขึ้นระดับสูง ร้อยละ 100 (Mean diff= 11.22, 95%CI 11.02- 12.81) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < 0.001) กระบวนการดำเนินงานประกอบด้วยการร่วมกันจัดทำแผน การออกแบบกิจกรรมด้วยการมีส่วนร่วมชุมชน การทำกิจกรรมที่เหมาะสมสอดคล้องบริบทของชุมชน และนำไปปฏิบัติใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการส่งเสริมสุขภาพที่พึงประสงค์มากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 85.55 สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จของการพัฒนารูปแบบ NAKAE คือ การมีภาคีเครือข่าย มีกิจกรรมสุขภาพในผู้สูงอายุ การให้ความรู้ การยอมรับจากชุมชนและชุมชนแห่งการเรียนรู้ </p> <p> การวิจัยนี้เน้นภาคีเครือข่าย 3 ภาคส่วน การส่งเสริมให้ความรู้และสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเองในผู้สูงอายุ ใช้การสื่อสารสาธารณะโดยผู้นำชุมชน และให้ภาคีเครือข่ายพื้นที่ร่วมกันจัดทำแผน ทำกิจกรรมและติดตามผลที่เหมาะสมในพื้นที่ ข้อเสนอแนะควรมีการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุในชุมชนตำบลนาแก เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และการปฏิบัติ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพอนามัยที่ดีต่อไป</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/276647
การพัฒนาการเรียนรู้ของผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูงต่อพฤติกรรมการลดระดับไขมันในเลือด
2025-08-02T09:30:03+07:00
วันทนา แก้วยองผาง
wantanakaewyongphang@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อสร้างแผนพัฒนาการเรียนรู้ 2.เพื่อเปรียบเทียบระดับไขมันในเลือดก่อนและหลังได้รับแผนพัฒนาการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง จำนวน 60 ราย ดำเนินการวิจัยโดยใช้แผนพัฒนาการเรียนรู้ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนพัฒนาการเรียนรู้ วิเคราะห์ค่า IOC มีค่า = 1.00 2) แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการลดระดับไขมันในเลือด หาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัค พบว่า มีค่า = .930 3) แบบบันทึกระดับไขมันในเลือด วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมก่อนและหลังได้รับแผนพัฒนาการเรียนรู้และแบบบันทึกระดับไขมันในเลือด โดยใช้สถิติการทดสอบค่าที (t-test) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า1.การสร้างแผนพัฒนาการเรียนรู้ โดยใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้ใหญ่ ดังนี้ 1) การวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน 2) กำหนดจุดมุ่งหมายในการเรียน 3) วางแผนการเรียน 4) การแสวงหาแหล่งวิทยาการ 5) การประเมินผล ผนวกกับความต้องการจำเป็น พบว่าแผนพัฒนาการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ 88.65/91.58</p> <p>2.เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการลดระดับไขมันในเลือด หลังได้รับแผนพัฒนาการเรียนรู้ พบว่า ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูงมีคะแนนพฤติกรรมการลดระดับไขมันในเลือดสูงกว่ากลุ่มหลังได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) 3.เปรียบเทียบระดับไขมันโคเลสเตอรอล แอลดีแอล และ ไตรกลีเซอไรด์ หลังได้รับแผนพัฒนาการเรียนรู้ พบว่า ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูงหลังได้รับแผนพัฒนาการเรียนรู้ของกลุ่มทดลอง มีระดับไขมันในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/276700
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันวัณโรค ในผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ป่วยวัณโรค อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
2025-08-12T09:04:04+07:00
ธาราทิพย์ หลวงวงค์
aewtara@gmail.com
สุทธิชัย ศิรินวล
suthichai.si@up.ac.th
<p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ป่วยวัณโรค อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างจำนวน 72 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 36 คน โดยกลุ่มทดลอง ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ 6 สัปดาห์ ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ด้วย Paired t-test และ Independent sample t-test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคหลังการทดลองเพิ่มขึ้นจากก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ครอบคลุมทั้งด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ ด้านการเข้าใจข้อมูลสุขภาพ ด้านทักษะการสื่อสาร ด้านการตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง ด้านทักษะการจัดการตนเอง และด้านทักษะการเสนอทางเลือกให้ผู้อื่น ขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบไม่มีความแตกต่างทางสถิติในคะแนนก่อนและหลังการทดลอง นอกจากนี้ เมื่อนำคะแนนหลังการทดลองของทั้งสองกลุ่มมาเปรียบเทียบ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในกลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้าน โดยความรอบรู้ด้านสุขภาพมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจและการดำเนินชีวิตที่นำไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืน</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/276931
อุบัติการณ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วยวัณโรค ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7
2025-08-17T10:08:33+07:00
เกษมณี นบน้อม
ketmanee.phe@gmail.com
พงษ์เดช สารการ
Ketmanee.n@kkumail.com
<p>วัณโรค เป็นโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขทั่วโลก มีสาเหตุการเสียชีวิต 1 ใน 10 อันแรกของประชากรโลก การดำเนินงานวัณโรคของประเทศไทยปีที่ผ่านมา ในปี พ.ศ. 2562 - 2565 พบอุบัติการณ์วัณโรคและอัตราการรักษาสำเร็จมีแนวโน้มลดลง ขณะที่จำนวนผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับเป็นซ้ำที่ขึ้นทะเบียนรักษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยต้องกลับมาเป็นซ้ำเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เขตสุขภาพที่่ 7</p> <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบ Retrospective cohort study เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การกลับมาเป็นซ้ำ โอกาสปลอดการกลับมาเป็นซ้ำ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วยวัณโรคในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยวัณโรคที่ขึ้นทะเบียนการรักษาวัณโรคผ่านโปรแกรมรายงานข้อมูลวัณโรคของประเทศไทย (NTIP) กระทรวงสาธารณสุข และยืนยันผลการรักษาหายหรือรักษาครบ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 จำนวน 834 ราย โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ จากโปรแกรม National Tuberculosis Information Program (NTIP) ลงในแบบบันทึกข้อมูล ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ติดตามตั้งแต่มีผลการรักษาหายหรือรักษาครบจนการกลับมาเป็นซ้ำ หรือสิ้นสุดการศึกษาคือวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และวิเคราะห์อัตราอุบัติการณ์ในการกลับมาเป็นวัณโรคซ้ำโดยวิธี Kaplan-Meier และวิเคราะห์ปัจจัยเชิงพหุโดยใช้ Cox regression model</p> <p>ผลการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 834 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 74.2 อายุเฉลี่ยเท่ากับ 57.8 SD.=15.1 ปี มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ร้อยละ 55.2 และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 49.1 พบอัตราอุบัติการณ์การกลับมาเป็นวัณโรคซ้ำ เท่ากับ 4.1 ต่อ 100 คน-ปี (95%CI: 3.64 - 4.68) มีโอกาสปลอดกลับมาเป็นวัณโรคซ้ำ เท่ากับ 8.5 เดือน (IQR: 8.34 – 8.94 ปี) สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการกลับมาเป็นวัณโรคซ้ำ คือ อายุที่เพิ่มขึ้น 1 ปี adjusted hazard ratio[aHR] =1.01 (95% CI :1.00-1.02) น้ำหนักตัวเมื่อเริ่มการรักษามากกว่าหรือเท่ากับ 50 กิโลกรัม aHR=0.62 (95% CI: 0.47-0.81) มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ aHR=1.39 (95% CI: 1.00-1.93) การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ aHR=1.36 (95% CI: 1.01-1.84) และกลุ่มผู้ที่มีโรคเบาหวาน เป็นโรคประจำตัวร่วม aHR=1.33 เท่า (95% CI: 1.03-1.72)</p> <p>ข้อเสนอแนะ ควรคำนึงถึงการติดตามเฝ้าระวังด้านภาวะโภชนาการและน้ำหนักตัวของผู้ป่วยวัณโรค การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ การติดตามดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีประวัติป่วยด้วยวัณโรค รวมทั้งการเพิ่มความเข้มข้นในการค้นหาและคัดกรองผู้ป่วยวัณโรค เพื่อเข้าถึงระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็ว และลดอัตราการกลับมาเป็นวัณโรคซ้ำต่อไป</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/276944
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
2025-09-29T11:54:29+07:00
สุไวย์รินทร์ ศรีชัย
suwairin.s@msu.ac.th
กฤษณะ อุ่นทะโคตร
ssuwairin@yahoo.com
<p>การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย การวิจัยเป็นการศึกษาเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง (cross-sectional study) กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจำนวน 1,015 คน อายุ 60 ปีขึ้นไป ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานวิเคราะห์ด้วย Generalized Linear Mixed Models: GLMM นำเสนอค่า Adj.OR, 95%CI และค่า p-value</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ในภาพรวม กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 65.52 (95% CI = 2.29 - 2.36) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพกายอยู่ในระดับดี ร้อยละ 66.50 (95% CI = 2.63 - 2.69) มีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพจิตอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 68.08 (95% CI = 2.22 - 2.28) มีคุณภาพชีวิตด้านสังคมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 56.16 (95% CI = 2.23 - 2.30) และมีคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.13 (95% CI = 2.42 - 2.48) ปัจจัยที่มีสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต ได้แก่ เพศ (Adj.OR = 1.74; 95%CI = 1.27-2.39, p < 0.001) อายุ (Adj.OR = 3.30, 95% CI = 1.56-7.01, p < 0.001) ระดับการศึกษา (adjusted OR = 3.41, 95% CI = 1.38-6.60, p = 0.014) สถานภาพสมรส (adjusted OR = 3.06, 95% CI = 1.20-2.32, p < 0.003) การได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 (adjusted OR = 2.96, 95% CI = 1.24-2.88, p < 0.001) และความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (adjusted OR = 3.04, 95% CI = 1.41-6.57, p = 0.004) </p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุยังคงอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ไม่ได้จำกัดเฉพาะปัจจัยด้านชีวภาพ เช่น อายุ เพศ ADL แต่ยังรวมถึงปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ เช่น การศึกษา สถานภาพสมรส การได้รับวัคซีน ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุควรมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพกายและจิตใจ การสนับสนุนด้านสังคมและการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมและบริการชุมชนอย่างเป็นองค์รวม</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277097
การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน บ้านทุ่งเทิง ตำบลทุ่งเทิง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
2025-10-06T09:12:52+07:00
ถาวร จำนงค์
tawornjumnong@gmail.com
<p>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทที่มีอัตราการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังสูง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และประเมินความพึงพอใจของผู้สูงอายุในชุมชนบ้านทุ่งเทิง ตำบลทุ่งเทิง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ผสมผสานข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุ 165 คน และผู้แทนชุมชน 19 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพที่ได้จากการวิจัยประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) โครงสร้างการบริหารจัดการ (2) กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. (3) การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัคร (4) การสนับสนุนทรัพยากร และ (5) การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง โดยชุมชนมีส่วนร่วมในระดับสูง (=4.06, S.D.=0.51) ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลาง (=2.12) เป็นระดับสูง (=4.26) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) โดยเฉพาะด้านงดบุหรี่และงดสุรา ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมในระดับสูง (=4.32, S.D.=0.48) โดยด้านผลผลิตและกระบวนการได้รับคะแนนสูงสุด</p> <p>สรุปได้ว่า รูปแบบที่ได้สามารถยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และสร้างความพึงพอใจในระดับสูง สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชุมชนอื่นที่มีบริบทคล้ายคลึง และควรได้รับการสนับสนุนทรัพยากรเพื่อความยั่งยืน</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277197
การศึกษาคุณภาพอากาศภายในอาคาร ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2566 – 2568
2025-09-01T22:31:22+07:00
บัญชา ขำศิริ
bancha_kumsiri@hotmail.com
กรรณิการ์ รัตนพันธ์
Bancha_Kumsiri@hotmail.com
ปิยะพันธ์ เชื้อเมืองพาน
Bancha_Kumsiri@hotmail.com
<p>ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ มีภารกิจในการป้องกัน และเฝ้าระวังโรคติดต่อในผู้เดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งคุณภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่ปฏิบัติงาน และผู้เดินทางภายในช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ได้ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์คุณภาพอากาศภายในช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ถึง 2568 โดยใช้เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคาร และเครื่องตรวจวัดฝุ่นละอองชนิดอ่านค่าทันที โดยมีพารามิเตอร์ที่ทำการตรวจวัด คือ คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ อุณหภูมิ ค่าความชื้นสัมพันธ์ ฟอร์มาลดีไฮด์ ก๊าซโอโซน สารอินทรีย์ระเหยง่าย ฝุ่น PM<sub>2.5</sub> ฝุ่น PM<sub>10</sub> ฝุ่นละอองรวม เชื้อแบคทีเรียรวม และเชื้อรารวม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ และปริมาณฟอร์มาลดีไฮด์ ภายในช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ มีแนวโน้มผ่านมาตรฐานลดลง ในส่วนของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่าลดลงจากร้อยละ 100.00 ในปี พ.ศ. 2566 เป็นร้อยละ 66.67 และ 33.33 ในปี พ.ศ. 2567 และ 2568 ตามลำดับ และปริมาณฟอร์มาลดีไฮด์ พบว่าลดลง จากร้อยละ 100.00 ในปี พ.ศ. 2566 และ 2567 เป็นร้อยละ 66.67 ในปี พ.ศ. 2568 และเมื่อพิจารณาการผ่านมาตรฐานของพารามิเตอร์ พบว่าในช่วง 3 ปี พารามิเตอร์ที่ผ่านมาตรฐานมากที่สุด คือ คาร์บอนมอนอกไซด์ ปริมาณแบคทีเรียรวม และปริมาณเชื้อรารวม คิดเป็นร้อยละ 100.00 สำหรับ พารามิเตอร์ที่ผ่านมาตรฐานน้อยที่สุด คือ อุณหภูมิ ฝุ่น PM<sub>2.5</sub> และฝุ่น PM<sub>10</sub> คิดเป็นร้อยละ 0.00, 33.33 และ 37.04 ตามลำดับ ดังนั้น จึงควรมีการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการปฏิบัติงาน และการบริการผู้เดินทางโดยใช้แนวทางแก้ไข 4 ด้าน คือ 1) ด้านกฎหมาย 2) ด้านมาตรการ 3) ด้านการบริหารจัดการ และ 4) ด้านการซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277240
ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย
2025-09-23T18:25:11+07:00
ทักษนัย พัศดุ
thuksanai.ngeng@gmail.com
วงศา เล้าหศิริวงศ์
kritaun@kku.ac.th
กฤษณะ อุ่นทะโคตร
kritaun@kku.ac.th
ฐิติมา นุตราวงศ์
kritaun@kku.ac.th
กิตติพงษ์ สอนล้อม
kritaun@kku.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างจำนวน 210 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมที่เป็นอิสระต่อกัน กลุ่มทดลองคัดเลือกจากพื้นที่ตำบลหนึ่งในอำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับการเข้าโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมการป้องกัน COVID-19 ขณะที่กลุ่มควบคุมเลือกจากตำบลหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับเพียงการให้ความรู้สุขภาพทั่วไปตามมาตรฐาน ในช่วงเดือน สิงหาคม - ตุลาคม 2567 ดำเนินการทั้งสิ้น 12 สัปดาห์ จำนวน 6 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคโควิด-19 กิจกรรมที่ 2 ทบทวนความรู้และบทบาทการดำเนินงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กิจกรรมที่ 3 ออกแบบแนวทางการป้องกันโรคโควิด-19 กิจกรรมที่ 4 เพิ่มทักษะการตรวจคัดกรอง กิจกรรมที่ 5 การสร้างแรงจูงใจ การสนับสนุนด้านการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ เกี่ยวกับการป้องกันโรคโควิด-19 และจัดทำฐานข้อมูล google site สื่อออนไลน์ กิจกรรมที่ 6 การสร้างแรงจูงใจด้วยการกระตุ้นอารมณ์ทางบวก ใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเป็นเครื่องมือ เก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) เพื่อเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่ม โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคโดยรวมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม<br />ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (95% CI = -0.58-3.19, p-value = 0.17) แต่คะแนนพฤติกรรมด้านการปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันโรคของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI = 0.24-4.36, p-value = 0.02) ดังนั้น โปรแกรมนี้สามารถเสริมบทบาทหน้าที่ของ อสม. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อาจยังไม่เพียงพอในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยรวม จึงควรพัฒนาโปรแกรมเพิ่มเติมให้เน้นการฝึกทักษะ การมีส่วนร่วม และส่งเสริมแรงสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน และเครือข่ายสุขภาพอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277291
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
2025-09-21T20:53:13+07:00
สุรีรัตน์ ปรีดา
sphaorod8@gmail.com
รัตนพร มณีฉาย
0325may@gmail.com
พรเทพ เดชผล
wslnw.pd@gmail.com
เกศศิรินทร์ นุชเนื่อง
Kedsirin_27@hotmail.com
<p>โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะภาวะกลับเป็นซ้ำซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดซ้ำ โดยเน้นทั้งด้านปัจจัยทางคลินิก ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย</p> <p>วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์การกลับเป็นซ้ำของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดที่รักษาในโรงพยาบาลท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช</p> <p>วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากเวชระเบียนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 1,721 ราย ระหว่าง พ.ศ. 2564–2567 เครื่องมือวิจัยคือแบบบันทึกข้อมูลที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ครอบคลุมข้อมูลด้านประชากร (อายุ เพศ สถานภาพการทำงาน) ข้อมูลทางคลินิก (โรคร่วม ความดันโลหิต ค่าทางห้องปฏิบัติการ LDL, HDL, Triglyceride และคะแนน ADL) และข้อมูลผลลัพธ์ (การกลับเป็นซ้ำ อัตราตาย) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ independent t-test, chi-square test และ Fisher’s exact test โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05</p> <p>ผลการศึกษา: พบอัตราการกลับเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมองร้อยละ 39.5 ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ อายุ > 65 ปี (Adjusted OR = 1.52, 95% CI: 1.25–1.85, p < 0.001) ,เบาหวาน (Adjusted OR = 1.39, 95% CI: 1.13–1.70, p = 0.002), และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial fibrillation; AF) (Adjusted OR = 2.10, 95% CI: 1.27–3.48, p = 0.048)ระดับไขมันในเลือด LDL ≥ 130 mg/dL (Adjusted OR = 1.45, 95% CI: 1.17–1.80, p = 0.005) และคะแนน ADL ≤ 8 (Adjusted OR = 2.10, 95% CI: 1.67–2.63, p < 0.001),</p> <p>สรุป: อุบัติการณ์ของการกลับเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมอง เช่น อายุ โรคเบาหวาน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial fibrillation; AF) ระดับไขมันในเลือด และความสามารถในการพึ่งพาตนเองจากคะแนน ADL มีความสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมอง ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภาวะ ADL ต่ำ และภาวะไขมันในเลือดสูง เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ควรมีการจัดโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำในอนาคต ข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้เป็นแนวทางคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงและวางแผนการดูแลเชิงป้องกันในโรงพยาบาลระดับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277610
ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อคุณภาพการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ: กรณีศึกษาจังหวัดแพร่
2025-10-04T11:59:09+07:00
บรรณวิชญ์ ทองย้อย
bebiggsssss@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อคุณภาพการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดแพร่ ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ และ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อคุณภาพการให้บริการระหว่างกลุ่มโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่ผ่านเกณฑ์ และไม่ผ่านเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่าง คือประชาชนอายุ 18 ปี ขึ้นไป จำนวน 400 คน แบ่งเป็นกลุ่ม รพ.สต. ที่ผ่านเกณฑ์ 200 คน และไม่ผ่านเกณฑ์ 200 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างมีระบบ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามมาตรฐานการให้บริการ 8 ด้าน และคุณภาพการให้บริการ 2 ด้าน (ระดับความพึงพอใจ และการรับรู้คุณภาพ) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบ Independent Samples t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการของ รพ.สต. ที่ผ่านเกณฑ์ อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านระบบบริหารจัดการ อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม บริการสุขภาพ และการควบคุมการติดเชื้อ ส่วนด้านบุคลากรและศักยภาพ ยังพบข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากร ขณะที่ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นระหว่างกลุ่ม รพ.สต. ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์ พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน (p < 0.05) โดยกลุ่ม รพ.สต. ที่ผ่านเกณฑ์มีคะแนนสูงกว่าในเกือบทุกด้าน ยกเว้นด้านบุคลากรและศักยภาพ และด้านการรับรู้คุณภาพที่กลุ่มไม่ผ่านเกณฑ์มีคะแนนสูงกว่า</p> <p> ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการผ่านเกณฑ์คุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ ช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการของ รพ.สต. ในหลายมิติ แต่ยังมีประเด็นที่ควรพัฒนา ได้แก่ การเพิ่ม จำนวนบุคลากร และการเสริมสร้างการรับรู้คุณภาพบริการให้สอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชน</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277765
การนำนโยบายการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณการโดยใช้แนวคิดชุมชนจัดการตนเอง ไปสู่การปฏิบัติ จังหวัดอำนาจเจริญ
2025-09-23T18:28:29+07:00
แคทรียา รัตนเทวะเนตร
catreeya333@gmail.com
ทัศนีย์ ร่มเย็น
tussan_089@windowslive.com
เอื้องอรุณ สมนึก
aungarunsomnuk@gmail.com
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำนโยบายการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณการโดยใช้แนวคิดชุมชนจัดการตนเองไปสู่การปฏิบัติ จังหวัดอำนาจเจริญ ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนาร่วมกับแนวคิด CFIR และ Proctor มี 4 ระยะ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ 2) การพัฒนาและปรับปรุงนโยบาย 3) การนำนโยบายไปทดลองใช้ และ 4) การพัฒนาและปรับปรุงนโยบายให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ตัวอย่างคือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบสุขภาพชุมชน และผู้สูงอายุ 370 ราย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแนวคำถามการสนทนากลุ่ม และแบบสอบถามผู้สูงอายุ ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา z-test และ t-test ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบหรือนโยบายที่เหมาะสม มี 10 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) กลไกการมีส่วนร่วมในพื้นที่ 2) ระบบคัดกรองและป้องกันความเสี่ยง 3) การส่งเสริมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 4) การดูแลเบื้องต้น 5) ระบบส่งต่อและการดูแลต่อเนื่อง 6) กลไกสนับสนุนระดับจังหวัด 7) การมีส่วนร่วมของครอบครัวและผู้ดูแล 8) การสนับสนุนทางสังคมและชุมชน 9) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และ 10) การกำกับติดตามและการประเมินผล ผลการนำรูปแบบหรือนโยบายที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้ ก่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านการจัดบริการสุขภาพโดยใช้แนวคิดชุมชนจัดการตนเองเพื่อผู้สูงอายุที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเฝ้าระวัง การส่งเสริมสุขภาพ การดูแลเบื้องต้น การส่งต่อ และการดูแลต่อเนื่อง ผลลัพธ์ด้านสุขภาพ พบว่าผู้สูงอายุเข้าถึงบริการสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value<0.05) กลยุทธ์การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ มีอยู่ 2 องค์ประกอบหลัก คือ 1) องค์ประกอบของนโยบาย ซึ่งต้องมีประโยชน์และมีความชัดเจน โดยปรับให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ความพร้อมของบุคลากรและทรัพยากรต่าง ๆ และ 2) กลไกการขับเคลื่อนนโยบาย ต้องแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องกับบริบทต้นทุนของพื้นที่ ผ่านการจัดทำแผนโดยบูรณาการกับงานประจำ การมีส่วนร่วมของชุมชนและการขับเคลื่อนของคณะทำงานจากหลายภาคส่วน ทั้งนี้ ควรนำนโยบายนี้ ไปต่อยอดขยายผลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยประยุกใช้กลยุทธ์การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเหมาะสม</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/274547
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ไฟฟ้า นักศึกษาระดับอุดมศึกษา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
2025-09-30T15:22:52+07:00
ศิริกาญจน์ ตะโกทอง
nipaporn.nob@sru.ac.th
อรนุช แก้วพ่วง
nipaporn.nob@sru.ac.th
อาฟีฟาร์ มามะ
nipaporn.nob@sru.ac.th
ตอยยีบะห์ อีนะแร
nipaporn.nob@sru.ac.th
นิภาพร นบนอบ
nipaporn.nob@sru.ac.th
<p> ปัจจุบันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มวัยรุ่นมีแนวโน้มเพิ่มากขึ้นและเป็นปัญหาทั่วโลก การศึกษาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน 321 คน สุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบทดสอบความรู้เรื่องบุหรี่ไฟฟ้า แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า แบบสอบถามทัศนคติต่อบุหรี่ไฟฟ้า มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาได้เท่ากับ 0.67-1.00 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามได้เท่ากับ 0.77, 0.81 และ 0.71 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความชุกของการสูบบุหรี่ไฟฟ้าร้อยละ 36.14 โดยพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แก่ เพศ (AOR = 2.95, 95% CI = 1.80-4.86) สมาชิกในครอบครัว (AOR = 1.87, 95% CI = 1.05-3.33) โรคประจำตัว (AOR = 2.35, 95% CI = 1.07-5.12) รายได้จากการทำงาน (AOR = 2.04, 95% CI = 1.17-3.57) และสถานะทางการเงิน (AOR = 2.95, 95% CI = 1.21-7.21) ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแนวทางการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักศึกษาได้ ผู้รับผิดชอบงานด้านสุขภาพหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนบุคคลเป็นอันดับแรกเพื่อป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักศึกษาต่อไป</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/276654
การจัดการโรคเบาหวานแบบครบวงจร แนวทางการดูแลต่อเนื่องในระบบสุขภาพสิงคโปร์
2025-08-24T19:34:45+07:00
ธัญวรรณ เกิดดอนทราย
thanyawan1134@gmail.com
พรรณี บัญชรหัตถกิจ
thanyawan1134@gmail.com
ปารณีย์ วิสุทธิพันธุ์
thanyawan1134@gmail.com
<p>การจัดการโรคเบาหวานแบบครบวงจรของสิงคโปร์เป็นแบบอย่างที่โดดเด่นในการบูรณาการนโยบายสาธารณสุข เทคโนโลยีดิจิทัล และการดูแลแบบต่อเนื่อง ผ่านการปฏิรูประบบสุขภาพที่ครอบคลุม การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารงานวิจัยและรายงานทางวิชาการ 33 ฉบับ ระหว่างปี 2015-2023 ที่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดการโรคเบาหวาน โครงสร้างระบบสุขภาพ การดูแลในชุมชน เทคโนโลยีดิจิทัล และผลลัพธ์ทางสุขภาพของสิงคโปร์ ผลการศึกษาพบว่า สิงคโปร์ได้พัฒนาระบบจัดการโรคเบาหวานแบบบูรณาการที่ผสมผสานการดูแลปฐมภูมิ การดูแลเฉพาะทาง และการมีส่วนร่วมของชุมชน ผ่านการประกาศ "สงครามต่อต้านโรคเบาหวาน" ในปี 2016 และการพัฒนาแบบจำลองการดูแลแบบบูรณาการที่หลากหลาย แม้จะมีความสำเร็จในการปรับปรุงการควบคุมระดับน้ำตาลและการจัดการแบบองค์รวม แต่ยังคงมีความท้าทายในการประสานงานการดูแลระยะยาว การควบคุมความดันโลหิต และความยั่งยืนของโปรแกรมต่างๆ การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นแสดงให้เห็นว่าสิงคโปร์มีโครงสร้างระบบที่ดีแต่ต้องการการปรับปรุงในด้านการประสานงานและการบูรณาการบริการ</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/277539
ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานการแพทย์แผนไทยใน เขตสุขภาพที่ 11
2025-09-29T22:41:03+07:00
กรุณา ทศพล
karunathailand4.0@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและวิเคราะห์นโยบายการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการแพทย์แผนไทยในเขตสุขภาพที่ 11 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ถึงปัจจุบัน โดยการศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการทบทวนเอกสารเชิงนโยบาย รายงานผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องที่นับจำนวนได้ไม่แน่นอน (Infinite population) และการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ผลการศึกษาพบว่า ช่วงปี 2564–2565 นโยบายมุ่งเน้นการบูรณาการแพทย์แผนไทย สมุนไพร และการแพทย์ทางเลือกเข้ากับระบบบริการปฐมภูมิและการรองรับสถานการณ์โควิด-19 เช่น การส่งเสริมการใช้ฟ้าทะลายโจรและการจัดบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ ต่อมาในช่วงปี 2566–2568 นโยบายขยายผลสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพ โดยผลักดันแนวคิด “เจ็บป่วยคราใด คิดถึงยาไทย ก่อนไปหาหมอ” การเพิ่มวงเงินสนับสนุนยาสมุนไพร และการยกระดับสู่ Medical & Wellness Hub เพื่อสร้างความมั่นคงทางยาและเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจด้านสุขภาพ ผลการดำเนินงานระดับเขตสุขภาพที่ 11 พบว่า มีความก้าวหน้า เช่น 1) การจัดบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ครอบคลุม ผลการดำเนินงานในปี 2564 ร้อยละ 87.80 ปี 2565 ร้อยละ 88.06 และปี 2566 ร้อยละ 98.78 2) การเพิ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้รับอนุญาต ผลการดำเนินงานในปี 2566 ร้อยละ 100 และ ปี 2567 ร้อยละ 88.49 ซึ่งผ่านเกณฑที่กำหนดไว้ที่ ร้อยละ 60 3) การยกระดับสถานประกอบการสู่ศูนย์ Wellness ในปี 2565 จำนวน 12 แห่ง ปี 2566 จำนวน 64 แห่ง และ ปี 2567 จำนวน 139 แห่ง ทั้งนี้ ยังพบข้อจำกัด ได้แก่ ความไม่ต่อเนื่องด้านงบประมาณ ข้อจำกัดบุคลากร ความซับซ้อนของระบบการเบิกจ่าย และการขาดการบูรณาการเชิงพื้นที่ สรุปได้ว่านโยบายดังกล่าว มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบสุขภาพในเขตสุขภาพที่ 11 แต่ควรได้รับการสนับสนุนที่ต่อเนื่องและชัดเจนจากส่วนกลาง ทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/view/276130
ปัจจัยพยากรณ์ผลกระทบสุขภาพชุมชนจากการท่องเที่ยวเทศบาลตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
2025-08-02T09:31:13+07:00
ปรารถนา ต๊ะมัง
bo_bo_304@hotmail.com
สามารถ ใจเตี้ย
64863303@g.cmru.ac.th
สิวลี รัตนปัญญา
64863303@g.cmru.ac.th
<p>การศึกษาแบบผสานวิธีนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลกระทบสุขภาพชุมชนจากการท่องเที่ยว และ 2) สังเคราะห์ข้อเสนอเพื่อการลดและป้องกันผลกระทบสุขภาพชุมชนบนฐานการมีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนเขตเทศบาลตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 300 ครัวเรือน รวมถึงตัวแทนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 40 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์การถดถอยแบบเส้นตรงอย่างง่าย และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่าผลกระทบสุขภาพชุมชนจากการท่องเที่ยวอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.43) โดยมีตัวแปรระยะเวลาที่อาศัยในชุมชน (Beta =.-148 <em>p </em>≤ 0.001) ทัศนคติด้านสังคมจากการท่องเที่ยว (Beta =.482 <em>p </em>≤ 0.000) และทัศนคติด้านเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว (Beta = .190 <em>p</em> = 0.000) พยากรณ์ผลกระทบสุขภาพชุมชนจากการท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ทั้งนี้มีข้อเสนอการลดและป้องกันผลกระทบสุขภาพชุมชนจากการท่องเที่ยวโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการการท่องเที่ยว การวางแผนในการลดอุบัติเหตุ และการจัดการขยะมูลฝอย</p>
2026-02-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน