https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/issue/feed วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ 2026-05-27T00:00:00+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งนภา จันทรา journal@bcnsurat.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ ดำเนินการโดย วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี ขอเชิญสมาชิกและ ผู้สนใจทุกท่านร่วมส่งบทความวิชาการ บทความวิจัย และบทความนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้แก่ ด้าน การพยาบาล การแพทย์ การสาธารณสุข การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อตีพิมพ์ เผยแพร่ ทั้งนี้ผลงานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อตีพิมพ์ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่นเมื่อได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ผู้แต่งจะต้องสมัครเป็นสมาชิกของวารสาร ฯ</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/277915 คุณภาพฟันเทียมทั้งปาก คุณภาพบริการ และคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก ในผู้รับบริการฟันเทียมทั้งปากของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เครือข่ายโรงพยาบาลท่าโรงช้าง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2026-04-22T21:30:38+07:00 ทศพล เวชวัฒนาเศรษฐ wtodsapon@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลคุณภาพฟันเทียมทั้งปาก คุณภาพบริการ และคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก ในผู้รับบริการฟันเทียมทั้งปากของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เครือข่ายโรงพยาบาลท่าโรงช้าง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปีงบประมาณ 2567 ประชากรศึกษาเป็นผู้ที่ได้รับบริการฟันเทียมทั้งปากที่ รพ.สต. 4 แห่ง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบ ด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินคุณภาพฟันเทียมทั้งปาก คุณภาพบริการ และคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 แบบประเมินคุณภาพฟันเทียมทั้งปากมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ .95 คุณภาพบริการมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ .85 และคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ .92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่าง (n=30) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 61.33 มีอายุเฉลี่ย 70.83 ปี (SD.=8.54) คุณภาพฟันเทียมทั้งปาก ด้านการยึดอยู่ของฟันเทียมทั้งปากฟันบนส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี ฟันล่างส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใช้ ด้านเสถียรภาพของฟันเทียมทั้งปากส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีทั้งฟันบน และฟันล่าง คุณภาพบริการ พบว่า ใส่ฟันเทียมทั้งปากทุกวัน ร้อยละ 33.33 ส่วนใหญ่ใช้เพื่อเคี้ยวอาหาร และความสวยงาม ความรู้สึกของผู้ใส่ฟันเทียมทั้งปาก รู้สึกมั่นใจ สวยงามมากขึ้น อารมณ์ดี และกล้ายิ้มมากขึ้น ร้อยละ 95.65 คุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้ที่ใส่ฟันเทียมทั้งปากดีมาก ร้อยละ 60.87 ค่าเฉลี่ยคะแนน OIDP เท่ากับ 6.13 ± 10.84 ผู้ที่ใส่ฟันเทียมทั้งปากได้รับผลกระทบการกินอาหารมากที่สุด ร้อยละ 39.13 ควรมีการติดตามหลังการใส่ฟันเทียมทั้งปาก 3-5 ครั้ง เพื่อแก้ปัญหาของผู้รับบริการ และมีระบบ ส่งต่อทำรากฟันเทียมในกรณีฟันเทียมทั้งปากยึดอยู่ได้ไม่ดี</p> 2026-06-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/277925 ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะทันตสุขภาพช่องปากและผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพ ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ในเครือข่ายโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเวียงสระ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2026-02-27T10:43:13+07:00 มณี นันทรัตน์กุล wonderfulpaew@hotmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาวะทันตสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ การออกเสียง ริมฝีปาก เนื้อเยื่อในช่องปาก ลิ้น เหงือก ฟัน ฟันเทียม น้ำลาย และการกลืน 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะทันตสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและ ผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูที่มารับการติดตาม ครั้งแรกหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเวียงสระ ระหว่างเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2568 จำนวนทั้งสิ้น 114 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมอง แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันและแบบประเมินสภาวะสุขภาพช่องปากและฟันเทียมฉบับดัดแปลง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ร้อยละ และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีสภาวะสุขภาพช่องปากปานกลาง มีฟันมากกว่า 20 ซี่ ร้อยละ 54.4 และมีคู่สบฟันหลังมากกว่า 4 คู่ ร้อยละ 48.25 2) ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะทันตสุขภาพช่องปากกับผลการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยโรคหลอดสมอง กลุ่มงานทันตกรรมควรร่วมมือกับสหวิชาชีพในการวางแผนดูแลทันตสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่ระยะรักษาในหอผู้ป่วย ไปจนถึงการเยี่ยมบ้าน พร้อมให้คำแนะนำผู้ดูแลและจัดระบบช่องทางพิเศษ สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องการรักษาทันตกรรม</p> 2026-06-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/280210 ประสิทธิผลของเบาะรองนั่งต่อการลดความปวดแผลฝีเย็บในมารดาหลังคลอด โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช 2026-04-21T13:46:57+07:00 ประกายศรี ห่อจันทร์ Prakaysrih@gmail.com จิระนันต์ อินทร์นุ่น keaw0824163761@gmail.com อำภา บุญฤทธิ์ ampha2321@gmail.com สุวิมล บุญเต็ม autoaugrace2723@gmail.com <p>ความปวดแผลฝีเย็บเป็นปัญหาสำคัญในมารดาหลังคลอด ทำให้ไม่สุขสบายขณะนั่ง เคลื่อนไหว และให้นมบุตร การพัฒนาอุปกรณ์ลดแรงกดทับจึงเป็นแนวทางบรรเทาปวดแบบไม่ใช้ยาที่สอดคล้องกับบริบทการพยาบาลหลังคลอด การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับความปวดแผลฝีเย็บของมารดาหลังคลอดก่อนและขณะใช้เบาะรองนั่ง และศึกษาความพึงพอใจของมารดาหลังคลอด โดยศึกษาในกลุ่มตัวอย่างมารดาหลังคลอดทางช่องคลอดที่มีแผลฝีเย็บ ที่เข้ารับบริการ ณ หอผู้ป่วยพิเศษเฉลิมพระบารมี 3 - 4 โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม 2568 จำนวน 40 ราย ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เบาะรองนั่งที่ผลิตจากวัสดุหนังเทียมโพลีไวนิลคลอไรด์ (PVC) บรรจุใยสังเคราะห์ แบบประเมินระดับความปวด และแบบสอบถามความพึงพอใจแบบลิเคิร์ท 5 ระดับ จำนวน 7 ข้อ เครื่องมือทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 สำหรับแบบประเมินความปวด และ .93 สำหรับแบบสอบถามความพึงพอใจ และได้ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามความพึงพอใจโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .89</p> <p>ผลวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยระดับความปวดแผลฝีเย็บของมารดาหลังคลอดขณะใช้เบาะรองนั่งต่ำกว่าก่อนใช้เบาะรองนั่งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>(</em><em>p &lt; .001)</em> ในทุกกิจกรรม โดยกิจกรรมการให้นมบุตรในท่านั่ง พบว่ามีคะแนนความปวดเฉลี่ยลดลงมากที่สุด จาก 7.08 (SD.=2.35) เหลือ 2.13 (SD.=1.84) รองลงมาคือกิจกรรมการลุกจากเตียง คะแนนความปวดลดลงจาก 7.00 (SD.=1.97) เหลือ 2.98 (SD.=1.91) ผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่ามารดาหลังคลอดมีความพึงพอใจโดยรวมต่อการใช้เบาะรองนั่งอยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.73, SD.= .55) สรุปได้ว่าเบาะรองนั่งมีประสิทธิผลในการลดความปวดแผลฝีเย็บ ช่วยเพิ่มความสุขสบายในการให้นมบุตรและทำกิจวัตรประจำวันได้ดี ควรส่งเสริมการนำเบาะรองนั่งไปประยุกต์ใช้ในการพยาบาลเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลมารดาหลังคลอด</p> 2026-06-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/279406 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวมของคลินิกชุมชนวัดใหม่ทุ่งคา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา 2026-03-19T13:13:23+07:00 นวรัตน์ ไวชมภู navaratwai@gmail.com ประดิตร ปะนะรัตน์ jeabpradit24@gmail.com <p>การวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาในการดูแลผู้สูงอายุ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและปัญหาการดูแลผู้สูงอายุด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ พยาบาล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และผู้สูงอายุ รวม 32 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบโดยนำผลจากระยะที่ 1 มาสร้างรูปแบบและประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยผู้เชี่ยวชาญ 6 คน ด้วยแบบประเมินระดับมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ ระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 19 คนวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การดูแลผู้สูงอายุมีความครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ ด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ โดยการดำเนินงานหลักขับเคลื่อนผ่านชมรมผู้สูงอายุและการทำงานร่วมกันของพยาบาลและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มีการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม เช่น ออกกำลังกาย ให้ความรู้ ตรวจคัดกรองสุขภาพ เยี่ยมบ้าน และกิจกรรมด้านจิตวิญญาณ เช่น สวดมนต์และทำบุญ ขณะที่ อสม. มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุรายบุคคล ทั้งการวัดความดัน เจาะเลือด ให้ยา ดูแลกิจวัตรประจำวัน ช่วยกายภาพบำบัด สนับสนุนด้านอารมณ์ และประสานงานเพื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์ รวมถึงส่งเสริมการทำบุญ ฟังธรรม และการมีส่วนร่วมทางสังคม ผู้สูงอายุส่วนใหญ่สะท้อนว่าตนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจากพยาบาลและ อสม. ทั้งการติดตามอาการ ให้ยา และดูแลกิจวัตรประจำวัน อย่างไรก็ตาม บางรายต้องการให้ อสม. มาเยี่ยมบ้านบ่อยขึ้นและเพิ่มความต่อเนื่องในการดูแล โดยรวมสะท้อนว่าการดูแลผู้สูงอายุมีความครอบคลุม แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความทั่วถึงและความสม่ำเสมอในการเยี่ยมบ้าน 2) รูปแบบที่ได้จากการวิจัย คือ H-CARE 360° Holistic Elderly Model 3) ผลการเปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้รูปแบบ ภาพรวมและรายด้าน พบว่า แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> 2026-06-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/279022 ประสิทธิผลของวิธีการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ 2026-04-21T13:43:18+07:00 Lalitwadee Techakampholsarakit t.lalitwadee@gmail.com Nujares Sopa vajjamai@bcnsurat.ac.th วัจมัย สุขวนวัฒน์ t.lalitwadee@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของวิธีการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น จากรายงานปฐมภูมิที่เผยแพร่ในช่วง พ.ศ. 2557 - 2567 โดยใช้แนวทางการทบทวนอย่างวรรณกรรมเป็นระบบของสถาบันโจแอนนาบริกส์ สืบค้นงานวิจัยจากฐานในระดับชาติและนานาชาติ ได้แก่ ฐานข้อมูล Thai Journals Online, Google Scholar, Science Direct, CINAHL และ PubMed ผลการสืบค้น พบงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นจำนวนทั้งสิ้น 8 เรื่อง แบ่งเป็นงานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม จำนวน 1 เรื่อง งานวิจัยแบบกึ่งทดลอง จำนวน 7 เรื่องโดยผ่านการคัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด และการประเมินคุณภาพงานวิจัยโดยใช้เครื่องมือประเมินคุณภาพงานวิจัยที่พัฒนาโดยสถาบันโจแอนนาบริกส์ฉบับปรังปรุงโดยเลือกให้เหมาะสมกับรูปแบบการศึกษาที่ผ่านผู้วิจัย 2 คนทำงานเป็นอิสระต่อกัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการสรุปเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิผลของวิธีการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น ประกอบด้วย 3 วิธี ได้แก่ 1) วิธีการให้ความรู้ 2) การติดตามอย่างต่อเนื่อง และ 3) การสนับสนุนทางสังคม ซึ่งวิธีการให้ความรู้พบว่า การให้ความรู้ร่วมกับการใช้สื่อที่หลากหลาย การติดตามอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยการติดตามด้วยการโทรศัพท์ การติดตามด้วยการใช้แอปพลิเคชัน และการติดตามด้วยการเยี่ยมบ้าน สำหรับการสนับสนุนทางสังคม ได้มีให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตาม และดูแล ส่งผลให้สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นมีความรู้ในการรับประทานอาหาร และยาเสริมธาตุเหล็กอย่างต่อเนื่องจนทำให้ผลความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้นหลังการทดลอง จากผลการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า วิธีการให้ความรู้แก่สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น ควรให้ความรู้ร่วมกับการกำกับติดตามผ่านช่องทางโซเซียลมีเดีย ซึ่งเข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว แก้ปัญหาได้ทันท่วงที และให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นมีพฤติกรรมในการป้องกันภาวะโลหิตจาง และป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโลหิตจางดีขึ้น</p> 2026-06-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/281265 ผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการดูแลผิวหนังผู้ป่วยที่มีปัญหาการขับถ่ายในผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อภาวะผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสอุจจาระ/ปัสสาวะ หอผู้ป่วยไอซียูอายุรกรรม โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี 2026-05-05T14:49:07+07:00 ประภาวดี ไพมณี ladda@bcnsurat.ac.th ธิติมา สืบนัยธรรม ladda@bcnsurat.ac.th ดวงกมล พรหมมณี ladda@bcnsurat.ac.th ลัดดา จามพัฒน์ ladda@bcnsurat.ac.th <p>การวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การดูแลผู้ป่วย พัฒนาและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกสำหรับการดูแลผิวหนังผู้ป่วยที่มีปัญหาการขับถ่ายในผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อภาวะผิวหนังอักเสบจากการควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ หอผู้ป่วยไอซียูอายุรกรรม โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ในระยะสำรวจปัญหา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ หัวหน้าหอผู้ป่วยหนัก 4 คน หัวหน้าทีมป้องกันและดูแลภาวะแผลกดทับ 4 คน รวม 8 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ การสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลจากการสนทนากลุ่มโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ในระยะการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ และทดลองใช้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ 50 คน และผู้ป่วยที่มีปัญหาการขับถ่ายในผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อภาวะผิวหนังอักเสบจากควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ 160 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกสำหรับการดูแลผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อภาวะผิวหนังอักเสบจากการควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ และแบบสอบถามความพึงพอใจด้านแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกสำหรับการดูแลผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อภาวะผิวหนังอักเสบจากการควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ของพยาบาลวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และแบบวัดความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและดูแลผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อภาวะผิวหนังอักเสบจากการควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ของพยาบาลวิชาชีพ ใช้สถิติการทดสอบที </p> <p>ผลการวิจัย ผลระยะสำรวจปัญหา พบว่าไม่มีแนวทางการประเมินความเสี่ยงและแนวปฏิบัติการพยาบาล ด้านแนวปฏิบัติการพยาบาลในคลินิกฯที่พัฒนาขึ้น จำแนกเป็น 3 ระยะได้แก่ระยะแรกรับ ระยะต่อเนื่อง และวางแผนจำหน่าย ประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯนี้ พบว่าผู้ป่วยที่มีปัญหาการควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ หลังใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ อัตราการเกิดภาวะผิวหนังอักเสบจากการควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ลดลงจากร้อยละ 15.00 เหลือร้อยละ 6.30 หลังการอบรม พยาบาลวิชาชีพความรู้ระดับสูงเกี่ยวกับการป้องกันและดูแลผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อภาวะผิวหนังอักเสบจากการควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ สูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p &lt; .01</em>) และมีความพึงพอใจด้านแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯระดับมากที่สุด (Mean=4.91, SD.= .10) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการดูแลผิวหนังผู้ป่วยที่มีปัญหาการควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ เพื่อป้องกันและลดการเกิดภาวะผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสอุจจาระ/ปัสสาวะ </p> 2026-06-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/281298 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงวัยผู้ใหญ่ 2026-05-19T09:12:16+07:00 สุธาสินี เจียประเสริฐ suthasinee@bcnsurat.ac.th กัญญาณัฐ เกลี้ยงเกลา Rapeepan@bcnsurat.ac.th กานต์ธีรา ลิมป์ธนะ Rapeepan@bcnsurat.ac.th กุลสตรี เสื้อเมือง Rapeepan@bcnsurat.ac.th จันทิมา ศรีสุวรรณ Rapeepan@bcnsurat.ac.th รพีพรรณ กำลังวุธ rapeepan@bcnsurat.ac.th <p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง ในสัปดาห์ที่ 1,4 และ 8 มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารก่อนและหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงในวัยผู้ใหญ่กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มแบบจับฉลาก ตามเกณฑ์การคัดเข้าเป็นวัยผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง อาศัยอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าอุแท อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงในผู้ใหญ่ จัดเป็นกิจกรรมระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .84 มีแบบประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหารมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ One-way Repeated Measures ANOVA ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับโปรแกรมของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงในวัยผู้ใหญ่กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคมากกกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/280535 ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมกิจกรรมทางกาย โดยใช้เครื่องนับก้าวในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 2026-04-01T08:20:38+07:00 ฉัตรชัย วิชัยยุทธ c.wichaiyuth@gmail.com มณฑิรา ชาญณรงค์ Montiramung@hotmail.com วรัญญา จิตรบรรทัด waranya@bcnnakhon.ac.th <p>การวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมกิจกรรมทางกายโดยใช้เครื่องนับก้าวต่อระดับกิจกรรมทางกายและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลสิชล อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการที่คลินิกเบาหวาน จำนวน 70 ราย สุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 35 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมกิจกรรมทางกายโดยใช้เครื่องนับก้าว การให้คำแนะนำ และการติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เครื่องนับก้าว และแบบเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Paired Sample t-test และ Repeated-Measures ANOVA</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น โดยมีจำนวนก้าวเดินเฉลี่ยเพิ่มจาก 5,277.20 ก้าว เป็น 10,396.37 ก้าวต่อวัน ซึ่งสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p &lt; .05</em>) นอกจากนี้ กลุ่มทดลองยังมีผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร และระดับคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำลดลง (<em>p &lt; .05</em>)</p> <p>สรุปได้ว่าโปรแกรมส่งเสริมกิจกรรมทางกายโดยใช้เครื่องนับก้าวในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีประสิทธิผลควรไปใช้ต่อยอดให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ต่อไป</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/280907 การพัฒนาระบบการเรียนการสอนโดยการใช้ชุดสถานการณ์เสมือนจริง เพื่อส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลผู้ป่วยภาวะฉุกเฉินและวิกฤต รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 2 2026-05-14T15:06:21+07:00 มุขรินทร์ ทองหอม rattikarn.r@tsu.ac.th รัตติกาล เรืองฤทธิ์ rattikarn.r@tsu.ac.th อนงค์ ภิบาล rattikarn.r@tsu.ac.th มาลี คำคง rattikarn.r@tsu.ac.th ปุญณพัฒน์ ชำนาญเพาะ rattikarn.r@tsu.ac.th กฤตพร สิริสม rattikarn.r@tsu.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลผู้ป่วยภาวะฉุกเฉินและวิกฤตของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดสถานการณ์จำลองเสมือนจริง และศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 57 คน คัดเลือกแบบเจาะจง</p> <p>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับหุ่นจำลองผู้ป่วยสมรรถนะสูง เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบทดสอบความรู้ในการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยภาวะฉุกเฉินและวิกฤต แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และแบบประเมินความพึงพอใจ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ค่าความเชื่อมั่น .88 - .96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Paired t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดสถานการณ์จำลองเสมือนจริง นิสิตพยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลผู้ป่วยภาวะฉุกเฉินและวิกฤตสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>(</em><em>p &lt; .001)</em> และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>Mean=109.20, SD.=6.86)</em></p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดสถานการณ์จำลองเสมือนจริงสามารถพัฒนาความรู้และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของนิสิตพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถประยุกต์ใช้เป็นนวัตกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมทางคลินิกแก่ผู้เรียนได้</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี