วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri
<p>วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ ดำเนินการโดย วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี ขอเชิญสมาชิกและ ผู้สนใจทุกท่านร่วมส่งบทความวิชาการ บทความวิจัย และบทความนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้แก่ ด้าน การพยาบาล การแพทย์ การสาธารณสุข การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อตีพิมพ์ เผยแพร่ ทั้งนี้ผลงานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อตีพิมพ์ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่นเมื่อได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ผู้แต่งจะต้องสมัครเป็นสมาชิกของวารสาร ฯ</p>
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี
th-TH
วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ
2822-034X
<p><strong>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี</strong><br /> ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี และคณาจารย์ท่านอื่นๆในวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p>
-
ความสัมพันธ์ระหว่างการถูกรังแกบนโลกออนไลน์กับภาวะซึมเศร้า ในนักเรียนมัธยมศึกษาต้อนต้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/277789
<p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการถูกรังแกบนโลกออนไลน์และภาวะซึมเศร้า ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น สำนักงานเขตพื้นที่ศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการถูกรังแกบนโลกออนไลน์กับภาวะซึมเศร้าในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น สำนักงานเขตพื้นที่ศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น เขต 1 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในปีการศึกษา 2567 จำนวนทั้งสิ้น 354 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามการถูกรังแกบนโลกออนไลน์มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ .97 และแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าในเด็ก มีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ .84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและใช้สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สันในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์การถูกรังแกบนโลกออนไลน์ จำนวน 354 คน คิดเป็นร้อยละ 100 (Mean=29.86, SD.=13.58) และกลุ่มตัวอย่างมีภาวะซึมเศร้า จำนวน 233 คน คิดเป็นร้อยละ 65.82 (Mean=18.38, SD.=7.88) 2) และการถูกรังแกบนโลกออนไลน์ ความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (<em>r<sub>s</sub>=.218, p<.01</em>) ผลการวิจัยในครั้งนี้สามารถช่วยให้บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับปัญหาการรังแกกันบนโลกออนไลน์ เพื่อลดความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นและป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้าหรือภาวะสุขภาพจิตอื่นๆต่อไปได้</p>
ดารุณี สวนสัน
ผกาสรณ์ ผกาสรณ์ อุไรวรรณ
ปรมาภรณ์ ไพเราะ
เปรมกมล เกื้อมา
รัฐกุล ใจตรง
วิชุฎา แก้วโกรพ
ศุภรทิพ บุญสิทธิ์
อรวิภา หลีบำรุง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-21
2025-11-21
8 2
e277789
e277789
-
ประสิทธิผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดร่วมกับ อสม.บัดดี้ ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่ควบคุมไม่ได้ ในศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/276093
<p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดก่อนและหลังทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดร่วมกับ อสม.บัดดี้ ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ในศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงที่มีความดันโลหิตมากกว่า 140/90 มม.ปรอทอย่างน้อย 6 เดือน คำนวณกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตร Two Independent means จาก Application N4 studies จำนวน 54 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เป็นกลุ่มทดลอง 27 คน กลุ่มควบคุม 27 คน เครื่องมือวิจัยคือโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. แบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมในการดูแลตนเองต่อโรคความดันโลหิตสูง ตรวจสอบความตรงของเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านได้ค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.00 แบบสอบถามความรู้มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .80 แบบสอบถามพฤติกรรมในการดูแลตนเองต่อโรคความดันโลหิตสูง ความเชื่อมั่นได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Independent t-test </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ การปฏิบัติตัวในการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนทดลอง และมีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิกลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p< .001</em>) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีความรู้ พฤติกรรมในการดูแลตนเอง และการควบคุมความดันโลหิตดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p< .001</em>)</p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้ เป็นแนวทางให้บุคลากรสาธารณสุขที่ให้บริการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทุกระดับ สามารถนำโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด มาจัดทำเป็นกิจกรรมการดูแล เพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้ เข้าใจ และสามารถจัดการกับโรคได้ด้วยตนเองอย่างถูกต้อง</p>
อุดมศิลป์ แก้วกล่ำ
มยุรี คชนาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-28
2025-11-28
8 2
e276093
e276093
-
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อความรู้และทักษะการตัดสินใจในการป้องกันอุบัติเหตุและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น สำหรับครูผู้ดูแลเด็กปฐมวัย
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/276562
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนหลังนี้ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อความรู้และทักษะการตัดสินใจในการป้องกันอุบัติเหตุและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น สำหรับครูผู้ดูแลเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างคือ ครูผู้ดูแลเด็กปฐมวัยในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 60 คน คัดเลือกจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จากนั้นแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบด้วยการสุ่มอย่างง่ายตามคุณลักษณะที่กำหนด กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันอุบัติเหตุและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่โรงเรียน 2) แบบทดสอบความรู้ และ 3) แบบประเมินทักษะการตัดสินใจ โดยเครื่องมือส่วนที่ 2 และ 3 ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่นโดยค่าคูเดอร์ริชาร์ดสัน-20 เท่ากับ .85 และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon Signed-Rank Test และ Mann-Whitney U Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการป้องกันอุบัติเหตุและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และทักษะการตัดสินใจสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม หลังได้รับโปรแกรมฯเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ของกลุ่มทดลอง (Mean=20.63, SD.=1.54) สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (Mean=19.03, SD.=1.13) และ 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการตัดสินใจของกลุ่มทดลอง (Mean=11.67, SD.= .55) สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (Mean=10.73, SD.=1.14) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .001</p> <p>ดังนั้นโปรแกรมการเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตน จึงเป็นรูปแบบที่สามารถเพิ่มพูนความรู้และทักษะการตัดสินใจในการป้องกันอุบัติเหตุและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ จึงสามารถขยายผลและเผยแพร่กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กปฐมวัยต่อไป</p>
ญาภัทร นิยมสัตย์
ภัทรกร ก้อนโทน
ศรีมนา นิยมค้า
ณวีร์ชยา ประเสริฐสุขจินดา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-01
2025-12-01
8 2
e276562
e276562
-
ผลของโปรแกรมการกำกับตนเองต่อการรับรู้ความสามารถแห่งตน ในการควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/276907
<p>งานวิจัยนี้เป็นกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มโดยวัดก่อน หลังทดลอง และติดตามผล 1 เดือน มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบคะแนนการรับรู้ความสามารถแห่งตนในการควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภทระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการกำกับตนเองกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับการวินิจฉัยตามเกณฑ์ ICD-10 (F20.0 - F20.9) แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จำนวน 60 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด ระยะเวลาระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการรับรู้ความสามารถแห่งตนในการควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท และโปรแกรมกำกับตนเอง ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน มีค่าความเที่ยงของสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค เท่ากับ .84 และค่าความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ .93 วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานเพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ความสามารถแห่งตนด้วยการทดสอบค่าทีและวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถแห่งตนในการควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการกำกับตนเอง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และเมื่อสิ้นสุดการติดตาม 1 เดือน นอกจากนี้คะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถแห่งตนเมื่อสิ้นสุดการทดลองและการติดตามผล 1 เดือน ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>จากการศึกษาสรุปได้ว่า โปรแกรมการกำกับตนเองสามารถช่วยให้ผู้ป่วยจิตเภทคงไว้ซึ่งความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะกลับไปใช้ชีวิตในครอบครัวและชุมชน ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้น ดังนั้นจึงควรมีการขยายผลการใช้โปรแกรมการกำกับตนเองนี้ในหน่วยบริการสุขภาพจิตและจิตเวชอย่างเป็นระบบ โดยปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของครอบครัวและชุมชน รวมถึงการบูรณาการโปรแกรมเข้ากับการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน เพื่อให้เกิดการดูแลผู้ป่วยอย่างยั่งยืน</p>
สาลินี พุ่มพวง
จริญญา แก้วสกุลทอง
ธีรนาถ บุญญาธิการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-02
2025-12-02
8 2
e276907
e276907
-
ผลของโปรแกรมการจัดการความปวดต่อความปวดในผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง หอผู้ป่วยไอซียูศัลยกรรม โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/275174
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความปวดหลังผ่าตัดช่องท้อง 72 ชั่วโมง ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการความปวดและกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ และประเมินระดับความพึงพอใจของพยาบาลต่อการใช้โปรแกรมการจัดการความปวด กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหลังผ่าตัดช่องท้องที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยไอซียูศัลยกรรม โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 ราย และกลุ่มทดลอง 22 ราย เครื่องมือวิจัยคือโปรแกรมการจัดการความปวดที่พัฒนาจากแนวทางการระงับปวดเฉียบพลันหลังผ่าตัดของราชวิทยาลัยวิสัญญีแห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทย ประกอบด้วยการประเมินระดับความปวด การจัดการความปวดตามระดับความรุนแรง การพยาบาลขณะจัดการความปวด และการประเมินความปวดซ้ำหลังการจัดการ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง .90 แบบบันทึกการจัดการความปวดและแบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาลต่อการใช้โปรแกรม มีค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีอัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .86 และ.87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบสมมติฐานด้วย Mann-Whitney U Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความปวดหลังผ่าตัดช่องท้อง 72 ชั่วโมงของกลุ่มทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value= .031) ด้านความพึงพอใจของพยาบาลต่อการใช้โปรแกรม การจัดการความปวดในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.33, SD.= .39) ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ โปรแกรมสามารถช่วยจัดการความปวดหลังผ่าตัด (Mean=4.80, SD.= .41) และการใช้โปรแกรมสามารถบรรเทาอาการปวดได้ดี (Mean=4.73, SD.= .46) ส่วนประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ อุปกรณ์ที่ใช้ในโปรแกรมสะดวกและรวดเร็วในการประเมินอาการปวด (Mean=3.86, SD.= .35) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการจัดการความปวดมีประสิทธิภาพในการลดความปวดหลังผ่าตัดช่องท้องในผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม และได้รับความพึงพอใจในระดับมากจากพยาบาลผู้ใช้โปรแกรม</p>
วราพร เรืองสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-01
2025-12-01
8 2
e275174
e275174
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะเชิงวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลสุรินทร์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/276382
<p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1)ระดับสมรรถนะเชิงวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลสุรินทร์ และ 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะเชิงวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่าง คือพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสุรินทร์ คำนวณขนาดตัวอย่าง ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 93 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) ค่านิยมต่อวัฒนธรรมที่แตกต่าง 3) การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร และ 4) สมรรถนะเชิงวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน แบบสอบถามส่วนที่ 2-4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาทั้งฉบับ เท่ากับ .84, .82 และ .86 และมีค่าสัมประสิทธิแอลฟา เท่ากับ .84, .84 และ .95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะเชิงวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลสุรินทร์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (M=4.08, SD.= .56) โดยด้านการมีความอ่อนน้อมถ่อมตนเชิงวัฒนธรรมมีคะแนนสูงสุด (M=4.47, SD.= .60) รองลงมาได้แก่ด้านการตระหนักรู้เชิงวัฒนธรรม (M=4.13, SD.= .60) และการมีความต้องการที่จะเสริมสร้างเชิงวัฒนธรรม (M=4.25, SD.= .67) 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะเชิงวัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ค่านิยมต่อวัฒนธรรมที่แตกต่าง (Beta = .36) และการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร (Beta=0.40), (<em>p<.05</em>) โดยร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของสมรรถนะเชิงวัฒนธรรมได้ร้อยละ 40.8 </p> <p>ข้อเสนอแนะ ในการเสริมสร้างสมรรถนะเชิงวัฒนธรรม เพื่อให้พยาบาลวิชาชีพสามารถให้การดูแลผู้มารับบริการที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความพึงพอใจมากขึ้น ผู้บริหารทางการพยาบาลสามารถให้การสนับสนุนจากองค์กร และเสริมพยาบาลวิชาชีพให้มีค่านิยมต่อวัฒนธรรมที่แตกต่าง</p>
ปุณิกา เหมาะหมาย
สมใจ พุทธาพิทักษ์ผล
กาญจนา ศรีสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-01
2025-12-01
8 2
e276382
e276382
-
ผลการใช้แนวทางการพยาบาลเพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอดตามรูปแบบ APIE Model ต่อภาวะตกเลือดหลังคลอดและปริมาณการสูญเสียเลือด ในหญิงคลอดปกติ โรงพยาบาลสุรินทร์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/276632
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดหลังการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้แนวทางการพยาบาลเพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอดตามรูปแบบ APIE Model ต่อภาวะตกเลือดหลังคลอดและปริมาณการสูญเสียเลือด ในหญิงคลอดปกติ โรงพยาบาลสุรินทร์ ระหว่าง 1 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2568 จำนวน 34 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คำนวณโดยใช้โปรแกรม G* Power Analysis เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแนวทางการพยาบาลตามรูปแบบ APIE Model แบบประเมินภาวะตกเลือดหลังคลอด และแบบบันทึกปริมาณการสูญเสียเลือด ซึ่งได้ค่าความเที่ยงตรงตามวัตถุประสงค์ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ค่าดัชนีความเที่ยงตรง เท่ากับ 1.00 และหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .75 และ .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>หลังใช้แนวทางการพยาบาลตามรูปแบบ APIE Model หญิงคลอดปกติ โรงพยาบาลสุรินทร์พบภาวะตกเลือดหลังคลอดน้อยกว่า 500 มิลลิลิตร ร้อยละ 100</li> <li>หลังใช้แนวทางการพยาบาลตามรูปแบบ APIE Model หญิงคลอดปกติ โรงพยาบาลสุรินทร์มีปริมาณการสูญเลือดน้อยกว่า 500 มิลลิลิตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</li> </ol> <p>ผลการวิจัยยืนยันได้ว่า การใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกรูปแบบ APIE Model สำหรับการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกในห้องคลอดสามารถเพิ่มผลลัพธ์ที่มีคุณภาพได้ สามารถใช้เป้นแนวปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง เกิดประโยชน์ต่อหญิงคลอดโดยตรง เนื่องจากได้รับการดูแลตามเกณฑ์มาตรฐาน ลดปริมาณการสูญเสียเลือดระหว่างคลอด ทำให้พยาบาลห้องคลอดลดความวิตกกังวล ด้านหน่วยงานไม่ต้องเตรียมปริมาณเลือดสำรองในห้องคลอดมากเกินความจำเป็น และลดค่าใช้จ่ายในการให้บริการมารดาที่มาคลอดได้</p>
น่ารัก จุดาบุตร
ธนิดา สถิตอุตสาหกร
ปารณีย์ มีแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-11
2025-12-11
8 2
e276632
e276632
-
ผลของโปรแกรมการสนับสนุนและให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่างาม อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/275500
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลังครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสนับสนุนและให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่มารับบริการ ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่างาม อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 64 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการสนับสนุนและให้ความรู้ 2) คู่มือการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และ 3) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Paired Sample t-test </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยรวม หลังได้รับโปรแกรมฯ ทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการรับประทานอาหาร ด้านการออกกำลังกาย ด้านการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ด้านการดูแลเท้า ด้านการรับประทานยา และด้านการมาตรวจตามนัด ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p< .05</em>) และระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) หลังได้รับโปรแกรมฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p< .05</em>)</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ ได้แก่ นำโปรแกรมการสนับสนุนและให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ไปใช้ต่อยอดให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ต่อไป</p>
สุมณฑา แก้วกิ้ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-11
2025-12-11
8 2
e275500
e275500
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jhri/article/view/279168
<p>การวิจัยแบบผสานวิธีแบบตามลำดับอธิบายผลนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ดำเนินการศึกษา ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม 2567 ประชากรในการศึกษา คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่มาใช้บริการที่คลินิกโรคความดันโลหิตสูง ในโรงพยาบาลทั่วไปในเขตจังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 62 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ได้แก่ แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน แบบสอบถามการมีส่วนร่วมในการวางแผนการรักษา แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัว แบบสอบถามการสนับสนุนการดูแลตนเองจากระบบบริการสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง และระยะที่ 2 เป็นประเด็นคำถามปลายเปิดสำหรับใช้ในการสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเพิ่มตัวแปรอิสระแบบขั้นตอน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์แกนหลัก</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมการจัดการตนเองที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการรักษา (Mean=4.24, SD.= .58) รองลงมา คือ ด้านบทบาทในสังคม (Mean=3.73, SD.= .94) และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยสูงสุดคือ การมีส่วนร่วมในการวางแผนรักษา (Mean=4.26, SD.= .61) รองลงมา คือ การสนับสนุนจากระบบบริการสุขภาพ (Mean=4.14, SD.= .77) การมีส่วนร่วมในการวางแผนรักษาและการควบคุมกำกับเป้าหมายของความดันโลหิต และการสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัว เป็นปัจจัยร่วมทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเองโดยรวมได้ร้อยละ 61.6 การมีส่วนร่วมในการวางแผนการรักษา เป็นปัจจัยทำนายที่มีอิทธิพลเชิงบวกสูงสุด (β=.515, <em>p<.001</em>) ต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง</p> <p>สรุปและข้อเสนอแนะ การมีส่วนร่วมในการวางแผนรักษาและการควบคุมกำกับเป้าหมายของความดันโลหิต และการสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มเสี่ยงนี้ ดังนั้นควรมีการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองโดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในการวางแผนรักษาและการควบคุมกำกับเป้าหมายของความดันโลหิตควบคู่กับการสนับสนุนจากครอบครัว</p>
วิยะดา รัตนสุวรรณ
โสน เรืองมั่นคง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-17
2025-12-17
8 2
e279168
e279168