https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/issue/feed วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น 2025-12-14T21:10:52+07:00 วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น jkkpho.2564@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ นิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article) กรณีศึกษา (Case Study) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทัศน์ (Literature Review Article) ตลอดจนองค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ การแพทย์ฉุกเฉินและคุ้มครองผู้บริโภค ระบบสุขภาพและการประเมินผลโครงการด้านสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายด้านสุขภาพ</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/278240 ผลของแลคเตทแรกรับในการเพิ่มประสิทธิภาพของ qSOFA เปรียบเทียบกับแบบคัดกรองเฝ้าระวังที่นิยมใช้โดยทั่วไป ในการทำนายการเสียชีวิตในโรงพยาบาล และการได้รับการดูแล แบบภาวะวิกฤต ในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด 2025-11-10T13:57:46+07:00 สุรพันธ์ เจริญธัญรักษ์ super_mee@yahoo.com ศุภเกียรติ ศรีจารนัย super_mee@yahoo.com <p>การศึกษานี้ดำเนินการวิจัยโดยใช้รูปแบบการศึกษาแบบ Retrospective cohort study ศึกษาจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดและฐานข้อมูล Khon Kaen Sepsis ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง 31 ตุลาคม พ.ศ. 2563 วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการทำนายการเสียชีวิตในโรงพยาบาลและการได้รับการดูแลแบบวิกฤตใน 48 ชั่วโมงของแบบคัดกรอง 4-point LqSOFA 5-point LqSOFA qSOFA MEWS NEWS และ SOS ด้วยค่าพื้นที่ใต้โค้ง ROC (area under the receiver operating characteristic curve: AUROC) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (95% CI) และเปรียบเทียบ AUROC ระหว่างแบบคัดกรอง ด้วยวิธีของ Hanley and McNeil กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการศึกษา ผู้ป่วยที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 1,237 คน มีผู้ป่วยเสียชีวิตในโรงพยาบาล 386 คน (ร้อยละ 31.2) ซึ่งพบว่า NEWS มีความสามารถดีที่สุดในการทำนายการเสียชีวิตในโรงพยาบาลโดยมีค่า AUROC เท่ากับ 0.660 (95% CI: 0.628-0.692) นอกจากนี้ยังมีความสามารถดีที่สุดในการทำนายการใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจภายใน 48 ชั่วโมง AUROC เท่ากับ 0.752 (95% CI: 0.725-0.780) ส่วนการเสียชีวิตภายใน 48 ชั่วโมง พบว่า 5-point LqSOFA มีความสามารถในการทำนายดีที่สุด (AUROC 0.698; 95% CI: 0.660-0.736) รวมไปถึงการได้รับยากระตุ้นการบีบตัวของหัวใจและหลอดเลือดภายใน 48 ชั่วโมง (AUROC 0.718; 95% CI: 0.691-0.745) และการส่งต่อผู้ป่วยไปยังแผนกดูแลผู้ป่วยวิกฤตภายใน 48 ชั่วโมง (AUROC 0.678; 95% CI: 0.635-0.722) บทสรุป 5-point LqSOFA มีความสามารถในการทำนายการเสียชีวิตโรงพยาบาลและการได้รับการดูแลแบบวิกฤตภายใน 48 ชั่วโมงได้ดีกว่า qSOFA และแบบคัดกรองเฝ้าระวังอื่น ยกเว้น NEWS ที่มีความสามารถในการทำนายการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลและการใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจได้ดีกว่าแบบคัดกรอง 5-point LqSOFA</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/277936 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารความเสี่ยงของพยาบาลวิชาชีพ ห้องผ่าตัด ในโรงพยาบาลตติยภูมิ เขตบริการสุขภาพที่ 7 2025-10-28T15:21:16+07:00 สถาพร พรพิพัฒนจิระ sataporn.p@kkumail.com สมปรารถนา ดาผา somdapa@kku.ac.th <p>การวิจัยความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของการบริหารความเสี่ยงและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารความเสี่ยงของพยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัด ในโรงพยาบาลตติยภูมิ เขตบริการสุขภาพที่ 7 เก็บข้อมูลจากพยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัด ในโรงพยาบาลตติยภูมิ เขตบริการสุขภาพที่ 7 จำนวน 209 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารความเสี่ยงของพยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัด ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามด้านความตระหนักในการบริหารความเสี่ยง และแบบสอบถามด้านการบริหารความเสี่ยงของพยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัด ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.83 ตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคของแบบสอบถามด้านความตระหนักในการบริหารความเสี่ยง และแบบสอบถามการบริหารความเสี่ยงของพยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัด เท่ากับ 0.86 และ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า ระดับการบริหารความเสี่ยงของพยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัด ในโรงพยาบาลตติยภูมิ เขตบริการสุขภาพที่ 7 ภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.43, S.D.=0.73) ตัวแปรที่ร่วมกันพยากรณ์การบริหารความเสี่ยงของพยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัดในโรงพยาบาลตติยภูมิ เขตบริการสุขภาพที่ 7 คือ ด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง ด้านความเคยชินต่อสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง และด้านระยะเวลาและความถี่ในการรับรู้เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง ได้ร้อยละ 55.7 (R<sup>2</sup>=0.557) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งนี้ ผู้บริหารควรส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัย สร้างความรู้ ความเข้าใจ และความเคยชินกับกระบวนการบริหารความเสี่ยง ส่วนในการวิจัยครั้งต่อไปควรพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการขยายขอบเขตการศึกษาไปยังโรงพยาบาลระดับอื่น และหน่วยงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อไป</p> 2025-12-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/277905 การพัฒนาแนวปฏิบัติการหย่าเครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม 2025-10-28T15:26:42+07:00 อรุณลักษณ์ นาทองบ่อ nui24arunrax@gmail.com นราภรณ์ ท่อนโพธ์ nui24arunrax@gmail.com รุ่งตะวัน ฮีท nui24arunrax@gmail.com เบญจมาภรณ์ หาญชาญเลิศ nui24arunrax@gmail.com สุนิสา สีชาบาล nui24arunrax@gmail.com <p>ภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลวจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งหากใช้เป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ (VAP) ระยะเวลาการรักษานานขึ้น และค่าใช้จ่ายสูงขึ้น งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการหย่าเครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลโกสุมพิสัย โดยใช้กรอบแนวคิดกระบวนการหย่าเครื่องช่วยหายใจของสมาคมพยาบาลวิกฤต อเมริกาครอบคลุมทั้ง 3 ระยะ คือ Pre - weaning phase, Weaning phase และ Weaning Outcome phase ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 31 พฤษภาคม 2568 มี 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์ บริบท สภาพปัญหา 2) พัฒนาแนวทางการปฏิบัติ 3) การประเมินผลการพัฒนาแนวปฏิบัติการหย่าเครื่องช่วยหายใจกลุ่มผู้ร่วมวิจัย คือ ทีมสหวิชาชีพ 13 คน และผู้ป่วยที่มีภาวะหายใจล้มเหลว ได้รับการใส่ท่อหลอดลมคอและใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นผู้ที่มีความพร้อมในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ 115 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยสามารถหย่าเครื่องช่วยหายใจสำเร็จ 99 ราย (ร้อยละ 86.08) ไม่พบอุบัติการณ์ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ระยะเวลาการใช้ท่อช่วยหายใจและค่าใช้จ่ายเฉลี่ยลดลง บุคลากรมีความมั่นใจในการประเมินและตัดสินใจมากขึ้น ความพึงพอใจของทีมสหวิชาชีพอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.72) สรุปได้ว่า แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มความปลอดภัย ประสิทธิภาพ ลดภาวะแทรกซ้อน และควรนำไปประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง</p> 2025-12-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/278892 การพัฒนารูปแบบการจัดระบบบริการสุขภาพด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในหน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายสุขภาพ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา 2025-12-02T08:54:12+07:00 พัฒนี ศีตะจิตต์ achiroong13@gmail.com อชิรญาณ์ มาตเจือ achiroong13@gmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรูปแบบการจัดระบบบริการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยใช้กลไกวิจัย<br />เชิงปฏิบัติการ (PAOR) ผู้มีส่วนในการศึกษา ได้แก่ ทีมสหวิชาชีพและเครือข่ายสุขภาพชุมชน จำนวน 35 คน และผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 390 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตและการมีส่วนร่วม แบบสอบถาม และแบบประเมินความพึงพอใจ ดำเนินการพัฒนาในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงเดือนพฤษภาคม 2568 วิเคราะห์ผลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการจัดระบบบริการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ ประกอบด้วย รูปแบบการดูแลผู้ป่วยรายบุคคล การตรวจคัดกรองโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง กำหนดบทบาทและระบบการดูแลผู้ป่วยโดยการมีส่วนร่วมของสหวิชาชีพและเครือข่ายสุขภาพชุมชนอย่างชัดเจน หลังการใช้รูปแบบ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เรื่องโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p &lt;0.05</em>) ด้านพฤติกรรมการกินหวานและกินเค็ม พบว่า หลังการดำเนินการกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการกินหวานและกินเค็มที่ดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p &lt;0.05</em>) การพัฒนาการจัดระบบบริการสุขภาพด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิดังกล่าว สามารถส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังสามารถควบคุมโรคและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ต่อไป</p> 2025-12-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/278660 แนวทางการจัดบริการสุขภาพภายใต้กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพ ทางการแพทย์โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน 2025-12-09T15:52:31+07:00 ศรีสุดา ลุนพุฒิ ju.suda@bcnkk.ac.th ศิราณี ศรีหาภาค ju.suda@bcnkk.ac.th ชลการ ทรงศรี ju.suda@bcnkk.ac.th สถาพร แถวจันทึก ju.suda@bcnkk.ac.th แสงดาว จันทร์ดา ju.suda@bcnkk.ac.th วิสุทธิ์ โนนจิต์ ju.suda@bcnkk.ac.th กำทร ดานา ju.suda@bcnkk.ac.th <p>การวิจัยนี้เพื่อศึกษาแนวทางการจัดบริการสุขภาพภายใต้กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน วิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์ผู้พิการและความต้องการจัดบริการสุขภาพ โดยใช้แบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก 2) ศึกษากระบวนการจัดบริการของกองทุนฟื้นฟูฯ ด้วยการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์ และเวทีคืนข้อมูล 3) พัฒนาแนวทางการจัดบริการสุขภาพด้วยการสนทนากลุ่ม พื้นที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างเดือนตุลาคม 2566 ถึงเดือนเมษายน 2567 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้รับบริการกองทุนฟื้นฟูฯ 991 คน ผู้บริหารจัดการ 3 คน ผู้จัดบริการ 5 คน และเครือข่ายที่ขอรับการสนับสนุนจากกองทุน 5 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า ผู้พิการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 63 ปี (<em>SD</em>=20.41) มีความพิการทางการเคลื่อนไหว ร้อยละ 67.90 และมีโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 27.50 กระบวนการจัดบริการสุขภาพครอบคลุม การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ การเข้าถึงบริการฟื้นฟู การฟื้นฟูทางกายภาพการปรับสภาพแวดล้อม และการติดตามผล ผลลัพธ์สำคัญพบว่า ผู้พิการเข้าถึงบริการสุขภาพได้มากขึ้นลดความทุกข์และภาระของครอบครัว เรียนรู้ทักษะการปรับตัวและทำกิจกรรมในชุมชน การพัฒนาแนวทางการจัดบริการสุขภาพภายใต้กองทุนฟื้นฟูฯ ประกอบด้วย 1) การส่งเสริมการเข้าถึงบริการ 2) พัฒนาความร่วมมือเครือข่าย 3) พัฒนาฐานข้อมูลผู้รับบริการ 4) พัฒนานักบริบาล/ผู้ดูแล และ 5) สร้างการมีส่วนร่วมชุมชน ข้อเสนอแนะ พัฒนาความร่วมมือทางการจัดบริการสุขภาพภายใต้กองทุนฟื้นฟูในระดับจังหวัด และระดับชุมชน ระหว่าง อบจ. รพ.สต. สสจ. โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัด และคลินิกมนุษย์ล้อเพื่อบูรณาการการจัดบริการอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/278914 ผลกระทบของข่าวผู้ป่วยยาเสพติดอาละวาดหรือใช้ความรุนแรง ต่อการใช้ชีวิตของประชาชน 2025-11-23T21:15:20+07:00 วฤษาย์ สถิรธนากร warisa086@gmail.com <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของข่าวเกี่ยวกับผู้ป่วยยาเสพติดที่ก่อเหตุอาละวาดหรือใช้ความรุนแรงต่อประชาชน ทำการศึกษากับประชาชนอายุ 20 ปีขึ้นไปในอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 328 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิและอย่างง่าย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามระหว่างเดือนมิถุนายน–กันยายน 2568 และวิเคราะห์ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่รับรู้ข่าวเกี่ยวกับผู้ป่วยยาเสพติด 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ ร้อยละ 35.7 ช่องทางการรับรู้ข่าวจากสื่อสังคมออนไลน์ ร้อยละ 63.1 การรับข่าวส่งผลกระทบต่อความรู้สึกเพียงเล็กน้อย ร้อยละ 30.2 และเกิดความรู้สึกกังวล ร้อยละ 25.9 พฤติกรรมการใช้ชีวิตมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ร้อยละ 37.8 และความคิดเห็นต่อความปลอดภัยในชุมชนได้รับผลกระทบปานกลาง ร้อยละ 30.8 จากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ประชาชนเสนอแนวทางการจัดการปัญหาผู้ป่วยยาเสพติดที่ก่อเหตุรุนแรง ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมาย การบำบัดฟื้นฟู และการป้องกัน ดังนั้น ควรส่งเสริมให้สื่อมวลชนและสื่อออนไลน์นำเสนอข่าวสารอย่างสร้างสรรค์ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและแนวทางแก้ไขปัญหา โดยไม่สร้างความกลัวหรือซ้ำเติมผู้ป่วยยาเสพติด เพื่อสร้างความเข้าใจและร่วมหาทางออกเชิงบวกในสังคม</p> 2025-12-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/276161 การพัฒนาระบบการบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพสารเสพติด ตามรูปแบบจิตสังคมบำบัดประยุกต์ในเครือข่ายบริการสุขภาพ อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ 2025-12-08T14:29:26+07:00 สุรศักดิ์ จันทร์เกตุ surasakch@hotmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม วัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา พัฒนาระบบบำบัดฟื้นฟูผู้เสพสารเสพติดให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ และประเมินประสิทธิผล กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงและสมัครใจ ได้แก่ บุคลากร 23 คนในระยะวางแผนและสะท้อนผล และผู้เข้ารับการบำบัด จำนวน 88 คน ในระยะปฏิบัติการและสังเกตผล รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สนทนากลุ่ม และแบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ Paired t-test สำหรับประสิทธิภาพบุคลากร และChi-square test การพัฒนาแบ่งเป็น 3 ระยะ 1) ศึกษาสถานการณ์ 2) การปฏิบัติ (PAOR) การวางแผนพัฒนาระบบบำบัดโดยชุมชนมีส่วนร่วมและปฏิบัติการ 3) ประเมินผล ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนารูปแบบการบำบัดรักษาผู้ติดสารเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนดำเนินการโดยแต่งตั้งคณะกรรมการ พัฒนาศักยภาพเครือข่าย อบรมให้ความรู้แก่ผู้เกี่ยวข้อง คัดกรอง บำบัดฟื้นฟู ติดตาม ประเมินผล และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนผลการบำบัดแก่ชุมชนและเครือข่าย 2) อัตราการหยุดเสพเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27.68 เป็นร้อยละ 34.29 อย่างมีนัยสำคัญ (p&lt; 0.05) อัตราคงอยู่ในระบบบำบัดและติดตามเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05) 3) บุคลากรผู้ให้การบำบัดมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05) และผู้เข้ารับการบำบัดพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̄=4.33, S.D.=0.48) ข้อเสนอแนะควรติดตามเชิงรุกเพื่อเพิ่มอัตราการคงอยู่ในระบบ ประสานการฝึกอาชีพป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ และศึกษาเชิงลึกผู้ที่บำบัดไม่ครบโปรแกรม</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/277527 ความสัมพันธ์ฝุ่นละออง PM2.5 กับการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจและ โรคหัวใจหลอดเลือด ของประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น 2025-11-27T10:03:44+07:00 สุวลี พันปี s.jangjang.p2532@gmail.com วิศิษฎ์ ทองคำ wisit.t@msu.ac.th ชุลีวัลย์ ธัญญศิรินนท์ airairr@hotmail.com <p>ปัจจุบันปัญหาฝุ่นละอองส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตเมือง และพื้นที่อุตสาหกรรม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวโน้มและหาความสัมพันธ์ระหว่าง PM<sub>2.5 </sub>กับจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจหลอดเลือด วิเคราะห์ลักษณะการกระจายเชิงพื้นที่ของประชากรในเขตพื้นที่เขตอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ คือ จำนวนผู้ป่วยและความเข้มข้นของฝุ่นละออง PM<sub>2.5 </sub>ระหว่าง ปี พ.ศ. 2562 ถึง ปี พ.ศ. 2567 สถิติที่ใช้ในงานวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และพบว่า PM<sub>2.5 </sub>เฉลี่ย<br />สูงที่สุดในเดือนมีนาคม เท่ากับ 10.25 µg/m3 และน้อยที่สุดในเดือนมิถุนายน เท่ากับ 2.36 µg/m3 และเมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง PM<sub>2.5 </sub>กับการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจและระบบหลอดเลือด พบว่า การได้รับ PM<sub>2.5 </sub>เพิ่มขึ้น จะพบอัตราการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจและระบบหลอดเลือด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการเกิดโรค (โรคปอดอักเสบ, โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหลอดลมอักเสบ และโรคมะเร็งปอด) ซึ่งสามารถใช้อธิบายข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อจัดการความเสี่ยง ความหนาแน่นของประชากรที่เกิดโรค เป็นหนึ่งในแนวทางการตัดสินใจ การตรวจสอบ เฝ้าระวัง ติดตาม และป้องกันการเกิดโรคได้ในอนาคต</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/277755 สถานการณ์และผลกระทบของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในเด็กนักเรียน กรณีศึกษา: โรงเรียนบ้านหนองคูขาด จังหวัดมหาสารคาม 2025-10-28T15:44:03+07:00 แจ่มจันทร์ เทศสิงห์ chaemchant@gmail.com เพ็ญพักตร์ ภุมมาลา jeerawan@smnc.ac.th อรพรรณ อ่อนด้วง jeerawan@smnc.ac.th วันชนะ สิริสม jeerawan@smnc.ac.th ปุณิกา หงษ์อุดร jeerawan@smnc.ac.th ชัญญาวีร์ ไชยวงศ์ jeerawan@smnc.ac.th จารุพัฒน์ จุลแดง jeerawan@smnc.ac.th จีระวรรณ ศรีจันทร์ไชย jeerawan@smnc.ac.th <p> การวิจัยแบบผสานวิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และผลกระทบของอุบัติเหตุทางถนนในนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองคูขาด จังหวัดมหาสารคาม วิธีดำเนินการประกอบด้วย 1) การศึกษาย้อนหลังในรอบ 3 ปี (พ.ศ. 2564–2566) และ 2) การวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 31 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า อุบัติเหตุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องรวม 55 ราย (ร้อยละ 9.40) โดยปี 2566 พบสูงสุด 22 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชาย (ร้อยละ 74.55) ระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 60.00) ปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ การขับขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย (ร้อยละ 69.09) ผลกระทบสังเคราะห์ได้ 4 ระดับ คือ 1) ระดับบุคคล: บาดเจ็บรุนแรงร้อยละ 16.67 จนเกิดภาวะพึ่งพา 2) ระดับครอบครัว: เกิด 'วิกฤตความรู้สึกผิด' ในผู้สูงอายุของครอบครัวแหว่งกลาง 3) ระดับโรงเรียน: การเรียนชะงักงันและบรรยากาศในสถานศึกษาถดถอยเนื่องจากขาดระบบการเรียนออนไลน์รองรับในพื้นที่ชนบท และ 4) ระดับชุมชนและนโยบาย: พบพาหนะขาด พ.ร.บ. ร้อยละ 33.33 ซ้ำเติมวงจรความยากจนเชิงโครงสร้าง ดังนั้น จึงควรเร่งรัดมาตรการความปลอดภัยเชิงรุกในเขตพื้นที่สถานศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ. ในระดับท้องถิ่น</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/278511 ประสิทธิผลโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น 2025-11-30T16:13:51+07:00 ฉัตรชัย วันดี chatchai.51618@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่มารับบริการในโรงพยาบาลเขาสวนกวาง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนสิงหาคม ปี 2568 จำนวน 72 คน กลุ่มทดลอง 36 คน กลุ่มควบคุม 36 คนโดยกลุ่มทดลองได้รับกิจกรรมการปฐมนิเทศ การให้ความรู้เรื่องโรคการใช้ยา การจัดการสิ่งแวดล้อมที่บ้าน ความรู้และทักษะการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ การส่งเสริมสุขภาพ ความรู้เรื่องการมาตรวจตามนัด ความรู้อาหารที่เหมาะสมกับโรคที่ถูกต้องใช้เวลา 15-20 นาที กิจกรรมการติดตามที่คลินิกโรคติดต่อ และกิจกรรมการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยและครอบครัวส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการวางแผนการจำหน่ายตามปกติ เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ โดยใช้สถิติ Paired T – Test และ Independence T – Test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลอง หลังทดลองมีคุณภาพชีวิตสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value ˂ 0.05) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value ˂ 0.05) สรุป โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น สามารถทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบสูงขึ้นได้ </p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/278068 การศึกษาเปรียบเทียบผลจากการฉีดสเตียรอยด์หลังการผ่าตัดแผลเป็นคีลอยด์ที่ใบหูในห้องผ่าตัดทันทีกับการฉีดสเตียรอยด์ หลังการผ่าตัดแผลเป็นคีลอยด์ที่ใบหู 1 สัปดาห์ 2025-12-04T14:36:56+07:00 ณัฐวัฒน์ ถิระเจริญพงศ์ nattawat073@gmail.com <p>การผ่าตัดแผลเป็นคีลอยด์ร่วมกับฉีดสเตียรอยด์ ลดการเกิดซ้ำของแผลเป็นคีลอยด์ได้มากกว่าการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว ระยะเวลาของการฉีดสเตียรอยด์หลังผ่าตัดสามารถทำได้ 2 ช่วงคือ หลังผ่าตัดทันทีและหลังผ่าตัด 1 สัปดาห์ ซึ่งยังไม่มีรายงานการศึกษาผลลัพธ์การรักษาและภาวะแทรกซ้อนของทั้งสองวิธีอย่างชัดเจน งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบย้อนหลังจากเวชระเบียนของผู้ป่วยระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2565 ตามเกณฑ์คัดเข้าและเกณฑ์คัดออกจำนวน 20 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มๆ กลุ่มละ 10 คน คือ กลุ่มที่ได้รับการฉีดสเตียรอยด์หลังผ่าตัดทันทีและหลังผ่าตัด 1 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปและแบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ได้รับการฉีดสเตียรอยด์หลังผ่าตัดทันทีเกิดแผลเป็นนูนแดงซ้ำหลังผ่าตัดซึ่งต้องได้รับการฉีดสเตียรอยด์ที่ 1, 2 และ 3 เดือนเพิ่มขึ้น 1.25 เท่า และเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดที่ 1 สัปดาห์มากกว่าร้อยละ 10 แต่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดที่ 1, 2 และ 3 เดือนน้อยกว่าร้อยละ 10 และร้อยละ 20 อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการฉีดสเตียรอยด์หลังผ่าตัด 1 สัปดาห์ สรุปได้ว่า การฉีดสเตียรอยด์หลังผ่าตัดแผลเป็นคีลอยด์ใบหูทำได้ทั้งสองช่วงเวลา คือ หลังผ่าตัดทันทีกับหลังผ่าตัด 1 สัปดาห์ โดยผลการรักษาและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/278465 ประสิทธิผลของโปรแกรมนวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์ปัญญาสู่สังคม ด้วยการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้า ในนักศึกษาพยาบาล 2025-12-14T21:10:52+07:00 ทรงสุดา หมื่นไธสง songsuda.kk@gmail.com หทัยรัตน์ ศรีบัว songsuda.kk@gmail.com ศิริพร จันทร์สะอาด songsuda.kk@gmail.com อภัสรา ผาลาโห songsuda.kk@gmail.com จิตรลดา คงอาษา songsuda.kk@gmail.com จรัสรวี วงค์เจริญ songsuda.kk@gmail.com จินตนา ลามุล songsuda.kk@gmail.com สุรัสวดี พนมแก่น songsuda.kk@gmail.com เกสินี หมื่นไธสง songsuda.kk@gmail.com <p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมนวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์ปัญญาสู่สังคมด้วยการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้าในนักศึกษาพยาบาล เป็นการศึกษาแบบกลุ่มเดียวเปรียบเทียบก่อนและหลังทดลอ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 8 คน กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี วิทยาลัยพยาบาลสังกัดสถาบันพระบรมราชชนกแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เก็บข้อมูลระหว่างเดือน กรกฎาคม-ตุลาคม 2568 ด้วยแบบประเมินภาวะซึมเศร้าและแบบสอบถามความพึงพอใจการใช้นวัตกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Wilcoxon Sign Rank Test ผลการศึกษา พบว่า หลังการใช้โปรแกรมฯ มีค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ (Median = 17.88) สูงกว่าก่อนเข้าร่วม (Median = 4.38) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) (z = -2.366, p = 0.018) และนักศึกษาพยาบาลมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมฯ ระดับมากที่สุด สรุปได้ว่าการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นและแนวคิดส่งเสริมสุขภาพผ่านสื่อสร้างสรรค์ เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมสุขภาวะจิต ลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า และสร้างแรงจูงใจภายในสำหรับนักศึกษาพยาบาล</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/278816 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเข้ารับบริการตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA test ของสตรีอายุ 30-60 ปี จังหวัดขอนแก่น 2025-12-10T16:39:50+07:00 ยุภาพร ดีแป้น yupaporn.d.mph4@gmail.com สุพัฒน์ อาสนะ yupaporn.d.mph4@gmail.com <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบ Case Control Study ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเข้ารับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ด้วยวิธี HPV DNA Test ของสตรี อายุ 30-60 ปี จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 484 คน แบ่งเป็นกลุ่มศึกษา (Cases) 242 คน คือกลุ่มที่เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test และกลุ่มควบคุม (Controls) 242 คน คือ กลุ่มที่ไม่ได้เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ระหว่างเดือน กรกฎาคม 2567 ถึงมิถุนายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์แบบถดถอยพหุลอจิสติก ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเข้ารับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ด้วยวิธี HPV DNA Test ของสตรีอายุ 30-60 ปี คือ อายุ 40-49 ปี (ORadj = 2.78, 95%CI : 1.68 to 4.59 ; p &lt;0.001) อายุ 50-60 ปี (ORadj = 4.49, 95% CI : 2.71 to 7.17; p=0.01) อาชีพเกษตรกร/รับจ้าง/ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว (ORadj = 2.40, 95% CI :1.35 to 4.26; p= 0.001) อาชีพข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ/พนักงานบริษัทเอกชน (ORadj = 3.20, 95%CI : 1.67 to 6.14; p= 0.001), สถานภาพสมรส/คู่/อยู่ด้วยกัน (ORadj = 3.20, 95%CI : 1.12to3.36; p= 0.01),และสถานภาพหม้าย/หย่า/แยก (ORadj = 2.49, 95%CI : 1.17to5.27; p= 0.01) หน่วยบริการสาธารณสุขควรพัฒนาระบบบริการเชิงรุก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความครอบคลุมของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก.</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/278958 ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคร่วม โรงพยาบาลเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น 2025-11-30T15:32:09+07:00 กษมา ปรัชญาธรรมกุล kasamapratya@gmail.com พัสวีกานต์ ประดิษฐ์ธรรม kasamapratya@gmail.com วิลาวัณย์ ชมนิรัตน์ kasamapratya@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคร่วม โรงพยาบาลเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโรคความดันโลหิตสูงร่วม จำนวน 60 คน ที่ขึ้นทะเบียนรักษาระหว่างในปี 2568 ที่โรงพยาบาลเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t – test และ Independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนน ความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมสูงขึ้นจากก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยคะแนนความเชื่อด้านสุขภาพเฉลี่ยหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม 13.95 คะแนน (95%CI: 10.63–17.27; p&lt;0.001) และคะแนนพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมสูงกว่ากลุ่มควบคุม 20.22 คะแนน (95%CI: 16.90–23.54; p&lt;0.001) สรุปได้ว่า โปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพช่วยเพิ่มความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคร่วม จึงควรนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้โดยเฉพาะในโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดขอนแก่น</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น