วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho <p>วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ นิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article) กรณีศึกษา (Case Study) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทัศน์ (Literature Review Article) ตลอดจนองค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ การแพทย์ฉุกเฉินและคุ้มครองผู้บริโภค ระบบสุขภาพและการประเมินผลโครงการด้านสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายด้านสุขภาพ</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น กระทรวงสาธารณสุข</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น และบุคลากรท่านอื่นๆในสำนักงานฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> jkkpho.2564@gmail.com (วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น) jkkpho.2564@gmail.com (วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น) Wed, 24 Jun 2026 18:33:03 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การแก้ไขตำแหน่งฟันเขี้ยวบนกับฟันตัดข้างบนที่สลับตำแหน่งกันโดยใช้เครื่องมือทันตกรรมจัดฟันชนิดติดแน่น: รายงานผู้ป่วย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/281342 <p>รายงานผู้ป่วยนี้นำเสนอการแก้ไขฟันเขี้ยวแท้บนซ้ายขึ้นสูงผิดตำแหน่งที่พบได้ไม่บ่อยนักของเด็กหญิงไทยอายุ 12 ปีที่ถูกส่งต่อมาปรึกษาทันตแพทย์จัดฟันพร้อมกับผู้ปกครอง การตรวจภายนอกช่องปากพบว่าผู้ป่วยมีลักษณะใบหน้าตรงสมมาตรซ้าย-ขวา และมีสัดส่วนในแนวดิ่งปกติ, ลักษณะใบหน้าด้านข้างเป็นชนิดโค้งนูนเล็กน้อย (slightly convex profile) ตำแหน่งริมฝีปากบน-ล่างปกติ การตรวจภายในช่องปากพบมีฟันเขี้ยวน้ำนมบนซ้าย (ซี่ 63) ยังอยู่ในช่องปาก ในขณะที่ฟันเขี้ยวแท้บนซ้าย (ซี่ 23) งอกในระดับเหนือขอบเหงือกด้านบนสุดของฟันตัดข้างแท้บนซ้าย (ซี่ 22), มีระยะสบเหลื่อมฟันหน้าแนวราบ (overjet) 3 มิลลิเมตร, ระยะสบเหลื่อมฟันหน้าแนวดิ่ง (overbite) 4 มิลลิเมตร, พบมีฟันหน้าล่างซ้อนเกเล็กน้อย, เส้นกึ่งกลางฟันหน้าบนเอียงไปด้านซ้าย 2 มิลลิเมตร และการสบฟันกรามทั้งสองข้างและฟันเขี้ยวขวาเป็นชนิดความสัมพันธ์ชนิดที่ 1 (Class Irelationships) แต่การสบฟันเขี้ยวซ้ายเป็นชนิดความสัมพันธ์ชนิดที่ 2 (Class II relationships) แผนการรักษาคือการถอนฟันเขี้ยวน้ำนมบนซ้าย (ซี่ 63) และใช้เครื่องมือทันตกรรมจัดฟันชนิดติดแน่นเคลื่อนฟันเขี้ยวแท้บนซ้าย (ซี่ 23) ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องร่วมกับการแก้ไขปัญหาการสบฟันผิดปกติอื่นๆ ภายหลังการรักษาพบว่าการเรียงตัวของฟัน, การสบฟันและอวัยวะปริทันต์อยู่ในช่วงค่าปกติ และจากการติดตามภายหลังการรักษาพบว่าการสบฟันมีเสถียรภาพ (Stability) ที่ดี</p> ปภินวิช วิพัฒนบวรวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/281342 Mon, 06 Jul 2026 00:00:00 +0700 ผลของการออกกำลังกายด้วยการประยุกต์ใช้โอทาโกต่อคุณภาพชีวิตและระยะทางการเดินบนพื้นราบ 6 นาที ในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวคลินิกโรคหัวใจล้มเหลวโรงพยาบาลชุมแพ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/281048 <p>การวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มเดียวนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายด้วยการประยุกต์ใช้โปรแกรมโอทาโกต่อคุณภาพชีวิตและระยะทางการเดินบนพื้นราบ 6 นาที ในอาสาสมัครที่เป็นผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว จำนวน 35 ราย ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจงดำเนินการทดลองเป็นเวลา 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการออกกำลังกายแบบประยุกต์ใช้โอทาโก 6 ท่าร่วมกับการเดินต่อเนื่อง 2) คะแนนคุณภาพชีวิตด้วยแบบสอบถามการใช้ชีวิตอยู่กับโรคหัวใจล้มเหลวของมินเนโซตา ฉบับภาษาไทย และ 3) ระยะทางด้วยการทดสอบเดิน 6 นาที วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Wilcoxon Signed Rank Test และ Paired T-testระดับนัยสำคัญทางสถิติ p &lt;0.05 ผลการศึกษาพบว่าหลังได้รับโปรแกรม 12 สัปดาห์ คะแนนคุณภาพชีวิต MLHFQ ดีขึ้นจากค่ามัธยฐาน 14 คะแนน เหลือ 7 คะแนน (p &lt;0.05) และระยะทางการเดิน 6 นาที เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 310 ± 78.9 เมตร เป็น 340±77.6 เมตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) สรุปได้ว่าการฝึกโปรแกรมโอทาโกสามารถเพิ่มสมรรถภาพทางกาย (6-MWT) และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว</p> ปนัดดา ปูนอน; นรินทิพย์ พรมภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/281048 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการพัฒนาความสามารถของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านโดยระบบโค้ชและพี่เลี้ยงเพื่อการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน จังหวัดอ่างทอง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/281056 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในชุมชน ผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมร่วมกับระบบการโค้ชและ<br />พี่เลี้ยง การวิจัยดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาสภาพการณ์ ปัญหา และความต้องการในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในชุมชน 2) การพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรม 3) การศึกษาผลของโปรแกรมและ 4) การประเมินผลโปรแกรม ในระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย อสม. จำนวน 123 คน และผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำนวน 561 คน ตามจำนวนประชากรทั้งหมดในตำบลวังน้ำเย็น อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความสามารถของอสม. แบบวัดความรู้เกี่ยวกับตัวเลขสำคัญด้านสุขภาพและแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า 1) การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในชุมชนดำเนินการผ่านระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ โดยอสม.มีบทบาทสำคัญในการเยี่ยมบ้าน ติดตามอาการ และให้คำแนะนำด้านสุขภาพ อย่างไรก็ตามยังพบข้อจำกัดด้านความรู้และทักษะในการคัดกรองโรค การประเมินตัวเลขสำคัญด้านสุขภาพ และการส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วย โดยชุมชนมีความต้องการรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่เน้นการฝึกปฏิบัติจริงและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง 2) โปรแกรมการฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 กิจกรรม ได้แก่ (1) เสริมความรู้ (2) พี่เลี้ยงลงได้ (3) คู่หูโค้ช (4) ร่วมเรียนรู้และเสริมพลัง และ (5) ร่วมประเมินผลการเสริมความรู้ 3) หลังการเข้าร่วมโปรแกรม อสม.มีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยสูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em>=7.080, <em>p</em>&lt;0.001) และผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับตัวเลขสำคัญด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em>=36.071, <em>p</em>&lt;0.001) และ 4) ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อการดูแลของอสม.ในระดับสูง ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำรูปแบบการพัฒนาศักยภาพด้วยระบบการโค้ชและพี่เลี้ยงไปปรับใช้ในการพัฒนาทักษะปฏิบัติของอสม. อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโรคเรื้อรังในชุมชนอย่างยั่งยืน</p> วุฒิชัย สิทธิโชค; ไพรัตน์ แก้วรัตนศรีโพธิ์, สุทธิโชค ดีเสมอ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/281056 Sat, 04 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายชุมชนและครอบครัว จังหวัดเพชรบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/280848 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ชุมชน และครอบครัว จังหวัดเพชรบุรี 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ชุมชนและครอบครัว จังหวัดเพชรบุรี และ 3) ประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ชุมชนและครอบครัว จังหวัดเพชรบุรี ผู้มีส่วนในการศึกษา ได้แก่ ทีมพี่เลี้ยงเครือข่าย กลุ่มบุคลากรเครือข่าย จำนวน 370 คน และกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน 180 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2567 - ธันวาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1)โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควบคุมโรคเบาหวาน 2)แบบทดสอบความรู้เกี่ยวโรคเบาหวาน 3)การมีส่วนร่วมของเครือข่ายในการดูแลฯ 4)แบบสอบถามผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ด้วย Wilcoxon Signed-Rank Test และ Mann–Whitney U Test เนื่องจากข้อมูลแจกแจงไม่ปกติ ผลการวิจัย รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 7 มาตรการตามบทบาทเครือข่ายและโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 5 กิจกรรม ในกลุ่มบุคลากรเครือข่าย (n = 330) ความรู้ในการควบคุมโรคเบาหวานหลังพัฒนาสูงกว่าก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ (<em>Mdn</em> 16-17, <em>Z</em> = −15.205, <em>p</em> &lt; .001, <em>r</em> = 0.837 ขนาดอิทธิพลระดับมาก) ผู้มีความรู้ระดับดีเพิ่มจากร้อยละ 86.1 เป็น 93.3 การมีส่วนร่วมของเครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (<em>Z</em> = −4.107, <em>p</em> &lt; .001, <em>r</em> = 0.226) สัดส่วนระดับสูงเพิ่มจากร้อยละ 32.7 เป็น 93.0 ในกลุ่มผู้ป่วย (n = 180) ความดันโลหิตช่วงล่าง (Diastolic BP) เป็นตัวแปรเดียวที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มศึกษาลด 7 mmHg เทียบกับกลุ่มควบคุมลด 0.5 mmHg (<em>Z</em> = −5.38, <em>p</em> &lt; .001, <em>r</em> = 0.401 ขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง) ส่วน HbA1c, FBS, Systolic BP, BMI, การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (<em>p</em> = .088 ใกล้นัยสำคัญ) แรงสนับสนุนจากครอบครัว/ชุมชน และคุณภาพชีวิต ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุป รูปแบบการดูแลที่บูรณาการ HBM และ CCM สามารถเพิ่มความรู้และการมีส่วนร่วมของเครือข่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ และลดความดันโลหิตช่วงล่างของผู้ป่วยได้อย่างชัดเจน ผลลัพธ์ทางคลินิกอื่นและพฤติกรรมต้องการระยะติดตามยาวนานกว่า 12 สัปดาห์ จึงเสนอให้ขยายระยะติดตามเป็น 6–12 เดือน จัดกิจกรรมเสริมพลังต่อเนื่องทุก 1–3 เดือน และเชื่อมโยงระบบสารสนเทศทางคลินิกกับเครือข่ายชุมชนผ่านระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความยั่งยืน</p> ธนวัฒน์ รุ่งศิริวัฒนกิจ, จินตนา ทองเพชร, นิภาวรรณ ธาตุทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/280848 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ ในทารกแรกเกิดที่ได้รับสารละลายความเข้มข้นสูงทางหลอดเลือดดำในหอผู้ป่วยหนักกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลมุกดาหาร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/281351 <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบ matched case-control นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบในทารกแรกเกิดที่ได้รับสารละลายความเข้มข้นสูงทางหลอดเลือดดำในหอผู้ป่วยหนักกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลมุกดาหาร ศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 120 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม case 40 ราย และกลุ่ม control 80 ราย คัดเลือกจากเวชระเบียนตามเกณฑ์ โดยจับคู่ตามอายุครรภ์ เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 30 กันยายน 2568 เครื่องมือในวิจัย ประกอบด้วย แบบรวบรวมข้อมูลและแบบบันทึกการเกิดภาวะหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ จากการตรวจสอบคุณภาพ ได้ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ มากกว่า 0.50 ดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.89 และค่าสัมประสิทธิ์ความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมิน (Cohen’s Kappa) เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสองตัวแปรด้วย conditional logistic regression และการวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุด้วย Firth’s penalized logistic regression ผลการวิจัยพบว่า สารละลายชนิด DN/5 (Adj.OR=136.29, 95% CI: 20.70–897.16, p&lt;0.001) และการดูแลเปลี่ยนตำแหน่งที่แทงเข็ม หลัง 72 ชั่วโมง (Adj.OR=18.41, 95% CI: 1.03–327.77, p=0.047) มีความสัมพันธ์กับภาวะหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบในทารกแรกเกิด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ตัวแปรอื่นไม่พบความสัมพันธ์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการกำหนดแนวทางกำกับติดตามการใช้สารละลายความเข้มข้นสูง และใช้พัฒนาแนวการปฏิบัติทางคลินิกและการพยาบาลเพื่อดูแลป้องกันภาวะหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบในทารกแรกเกิด</p> กมลพร ภูแด่น, กอบศักดิ์ พิมานแพง, ปิยภัทร ผ่องแผ้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/281351 Sat, 04 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาคุณภาพระบบส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282140 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และเกิดความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย โดยประยุกต์ใช้แนวคิดวงล้อ PAOR (การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล) กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ผู้บริหาร 14 คน ผู้ให้บริการ 81 คน และผู้ป่วยฉุกเฉินพร้อมญาติทั้งหมดในช่วงเก็บข้อมูล ดำเนินการระหว่างเดือนเมษายนถึงธันวาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสำรวจการปฏิบัติ และแบบประเมินความพึงพอใจผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (CVI=0.85) และค่าความเชื่อมั่น (α = 0.785)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ได้แนวปฏิบัติระบบส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินรวม 12 มาตรฐาน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) มาตรฐานเชิงโครงสร้าง 8 มาตรฐาน ได้แก่ ความพร้อมของรถพยาบาล อุปกรณ์ บุคลากร ข้อมูลการส่งต่อ ยาและเวชภัณฑ์ ค่าใช้จ่าย ความปลอดภัย และระบบธรรมาภิบาล และ 2) มาตรฐานด้านกระบวนการและผลลัพธ์ 4 มาตรฐาน ได้แก่ ความพร้อมของผู้ป่วย การเคลื่อนย้ายและยึดตรึงผู้ป่วย ความพร้อมระหว่างการส่งต่อ และการลดความวิตกกังวลของผู้ป่วย ภายหลังการพัฒนาบุคลากรมีความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น และความพึงพอใจโดยรวมของผู้ป่วยและญาติอยู่ในระดับมากที่สุด ตลอดช่วงการติดตาม (ค่าเฉลี่ย 4.93±0.10, 4.95±0.09 และ 4.97±0.06 ตามลำดับ) การวิจัยนี้ดำเนินการในบริบทเฉพาะของโรงพยาบาลบ้านไผ่ส่งผลให้ระบบส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินมีมาตรฐานและคุณภาพดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นวิจัยดำเนินการในบริบทเฉพาะ จึงมีข้อจำกัดในการนำผลไปประยุกต์ใช้กับโรงพยาบาลอื่น จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ควรส่งเสริมให้โรงพยาบาลพัฒนามาตรฐานระบบส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินที่เหมาะสมกับบริบทของตน เพื่อให้การส่งต่อผู้ป่วยมีความรวดเร็ว ปลอดภัย และมีคุณภาพยิ่งขึ้น</p> ขนิษฐา ทาพรมมา; นิวัฒน์ เกิดศักดิ์ ณ แวงน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282140 Sat, 04 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่เกิดในโรงพยาบาลและโรคปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ: การศึกษาแบบย้อนหลังจากสถาบันเดียว https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/281575 <p>โรคปอดอักเสบที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล (HAP) และโรคปอดอักเสบที่เกี่ยวข้องกับเครื่องช่วยหายใจ (VAP) เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ การระบุปัจจัยพยากรณ์การเสียชีวิตมีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษาและการจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ นำมาซึ่งวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ เพื่อระบุปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิต ศึกษาอัตราการเสียชีวิต และเชื้อก่อโรคที่พบบ่อยในผู้ป่วย HAP/VAP ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ โดยรูปแบบการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (Retrospective Cohort Study) ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น HAP หรือ VAP ณ หอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลขอนแก่น ระหว่างเดือนมกราคม 2566 ถึงธันวาคม 2567 และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Multivariable binary logistic regression เพื่อหาปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการตาย จากการศึกษาผู้ป่วย 252 ราย (ดีขึ้น 70 ราย ตาย 133 ราย ปฏิเสธการรักษา 49 ราย) พบอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 52.8 ผลการวิเคราะห์พหุตัวแปร พบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระดับอัลบูมินในเลือด (aOR 0.29 per 1-unit increase) โรคมะเร็งระบบโลหิตวิทยา (aOR 16.17) และระดับความรู้สึกตัวที่ลดลง (aOR 4.69) โดยเชื้อก่อโรคที่พบบ่อยที่สุดคือเชื้อแบคทีเรียแกรมลบที่ดื้อยา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง <em>Acinetobacter baumannii</em> และ <em>Klebsiella pneumoniae</em> จากผลงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าอัตราการเสียชีวิตจาก HAP/VAP ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ป่วยและชนิดเชื้อที่ก่อโรค การระบุกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงตั้งแต่ต้น จะช่วยให้แพทย์สามารถตัดสินใจเลือกรักษาได้อย่างเหมาะสมและลดโอกาสการเสียชีวิต</p> สโรชา พิพิธแสงจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/281575 Sun, 05 Jul 2026 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยเด็ก อายุ 6 เดือนถึง 5 ปี ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลห้วยยอด จังหวัดตรัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282191 <p>ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองและระบบภูมิคุ้มกัน โดยอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง พบความชุกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.27 ในปี 2565 เป็นร้อยละ 21.41 ในปี 2567 วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยเด็กอายุ 6 เดือนถึง 5 ปี ในโรงพยาบาลห้วยยอด จังหวัดตรัง วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง ในผู้ป่วยเด็กอายุ 6 เดือนถึง 5 ปี จำนวน 686 ราย ระหว่างปีงบประมาณ 2565–2567 เด็กที่มีระดับ Hb&lt;11 g/dLหรือ Hct&lt;33% จัดอยู่ในกลุ่มภาวะโลหิตจาง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Multiple Logistic Regression นำเสนอผลด้วยค่า Adjusted Odds Ratio (AOR) และ 95% CI ผลการวิจัย: พบความชุกของภาวะโลหิตจางสูงถึงร้อยละ 30.8 (95% CI: 27.3–34.4) ส่วนใหญ่เป็นระดับรุนแรงน้อย ร้อยละ 68.7 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กลุ่มอายุ 6-12 เดือน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงถึง 9.20 เท่า (AOR = 9.20, 95% CI: 3.45–24.51) เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุ 48-60 เดือน และการไม่ได้บริโภคยาน้ำเสริมธาตุเหล็กทุกสัปดาห์ เพิ่มความเสี่ยง 7.04 เท่า (AOR = 7.04, 95% CI: 2.13–23.23) นอกจากนี้ ภาวะโลหิตจางยังสัมพันธ์กับการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง การใช้ออกซิเจนแบบผสมอากาศอัตราการไหลสูง และระยะเวลานอนโรงพยาบาลที่นานขึ้น สรุป: ภาวะโลหิตจางเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในพื้นที่ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีและกลุ่มที่ไม่ได้บริโภคยาน้ำเสริมธาตุเหล็กทุกสัปดาห์ โรงพยาบาลควรพัฒนาระบบคัดกรองเชิงรุกในผู้ป่วย และเพิ่มประสิทธิภาพระบบติดตามการบริโภคยาน้ำเสริมธาตุเหล็ก</p> กมลพรรณ ยงกิตติเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282191 Sun, 05 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะกรดแลคติกคั่ง จากการใช้ยาเมทฟอร์มิน ที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตต่อเนื่อง ในหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282311 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การพยาบาลผู้ป่วย MALA ที่ได้รับ CRRT ในหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม 2) พัฒนารูปแบบการพยาบาล และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ วิเคราะห์สถานการณ์ พัฒนารูปแบบ และประเมินประสิทธิผล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ ทีมสหสาขาวิชาชีพ เวชระเบียน และผู้ป่วย MALA ที่ได้รับ CRRT เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทบทวนเวชระเบียน แบบสอบถามความคิดเห็น แบบประเมินการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกผลลัพธ์ทางการพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test, Fisher’s exact test และ Mann–Whitney U test ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาสำคัญ ได้แก่ ความล่าช้าในการเตรียมความพร้อม ความหลากหลายของการปฏิบัติ และพยาบาลขาดสมรรถนะเฉพาะทาง 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยแนวปฏิบัติการพยาบาล 4ระยะ มี 4 แนวปฏิบัติหลัก 17 แนวปฏิบัติย่อย การพัฒนาสมรรถนะพยาบาล 6 ด้าน และ MALA CARE Bundle และ 3) ภายหลังการใช้รูปแบบ พยาบาลปฏิบัติตามแนวปฏิบัติได้ร้อยละ 98.71 มีความพึงพอใจ 4.56 คะแนน อยู่ระดับมากที่สุด สมรรถนะพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกด้าน (p &lt; .001) ระยะเวลาเตรียมผู้ป่วยก่อนทำ CRRT ลดลงร้อยละ 15.2 (p = .001) และภาวะแทรกซ้อนรุนแรงระหว่างทำ CRRT รวมถึงลิ่มเลือดอุดตันในวงจรสายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p = .011) สรุป รูปแบบการพยาบาลนี้สามารถใช้ได้จริง ช่วยยกระดับคุณภาพการพยาบาล เพิ่มสมรรถนะพยาบาล และลดภาวะแทรกซ้อนสำคัญในผู้ป่วย MALA ที่ได้รับ CRRT ได้อย่างมีประสิทธิผล.</p> ทิวากร กล่อมปัญญา, ยุรดา ธนบุญลอย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282311 Sun, 05 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิสำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลภายใต้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282026 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ พัฒนา ทดลองใช้ และประเมินความเหมาะสมของเกณฑ์มาตรฐานระบบสุขภาพปฐมภูมิโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ภายใต้กรอบแนวคิด Health System Building Blocks Plus One ใน รพ.สต. สังกัด อบจ.ขอนแก่น จำนวน 3 แห่ง ครอบคลุมหน่วยบริการขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 65 คน คัดเลือกแบบเจาะจงและผู้ให้ข้อมูลเชิงปริมาณ จำนวน 139 คน กำหนดขนาดตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power สำหรับการทดสอบ Paired t-test และสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัยร่วมกับการตรวจสอบแบบสามเส้า และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test ผลการศึกษาพบว่า รพ.สต. ทุกแห่งสามารถดำเนินงานตามองค์ประกอบของระบบสุขภาพปฐมภูมิได้ แต่มีข้อจำกัดด้านระบบสารสนเทศ การเชื่อมโยงข้อมูลการประสานงาน และการกำกับคุณภาพ เกณฑ์มาตรฐานที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ 9 ตัวชี้วัด และ 31 รายการประเมิน ภายหลังการทดลองใช้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนและความพึงพอใจต่อบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p =0.004, p = 0.025) เกณฑ์มาตรฐานที่พัฒนาขึ้นได้รับการประเมินว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.46, SD = 0.52) สรุปว่าเกณฑ์มาตรฐานที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิภายใต้บริบทการกระจายอำนาจ</p> นิระมล สมตัว, แสงดาว จันทร์ดา, กฤชกันทร สุวรรณพันธุ์, ศักขรินทร์ นรสาร, จุรี แสนสุข, วิชุดา นพเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282026 Sun, 05 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรม โดยการประยุกต์ใช้หลักการบริหารความเสี่ยง ในเขตอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282485 <p>คลินิกเวชกรรมเป็นสถานพยาบาลที่มีบทบาทสำคัญในการให้บริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ การกำกับดูแลให้ดำเนินการตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด มีความสำคัญต่อคุณภาพและความปลอดภัยของผู้รับบริการ อย่างไรก็ตาม แนวทางการตรวจมาตรฐานคลินิกที่ใช้อยู่ยังใช้เกณฑ์เดียวกันทุกแห่ง ทำให้ไม่สามารถจัดลำดับความเสี่ยงเพื่อกำหนดความถี่ในการกำกับดูแลได้อย่างเหมาะสม การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงของคลินิกเวชกรรม พัฒนาแนวทางการตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรมโดยประยุกต์ใช้หลักการบริหารความเสี่ยง และประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของแนวทางที่พัฒนาขึ้น กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานสถานพยาบาลระดับจังหวัดและอำเภอ จำนวน 5 คน และคลินิกเวชกรรมที่ได้รับอนุญาตในเขตอำเภอเมืองชลบุรี จำนวน 204 แห่ง คัดเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการตามวงจร PAOR จำนวน 3 วงจร เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกข้อมูลคลินิก และแบบตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรมของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาสำคัญของการตรวจมาตรฐานคลินิก ได้แก่ ข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ การสื่อสารข้อกำหนดมาตรฐาน และการบริหารจัดการเวลา แนวทางที่พัฒนาขึ้น สามารถจัดกลุ่มคลินิกตามระดับความเสี่ยงได้ 5 ระดับ พร้อมกำหนดความถี่ในการตรวจติดตามตามระดับความเสี่ยง ส่งผลให้คลินิกที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้นจาก 129 แห่ง (ร้อยละ 63.24) เป็น 176 แห่ง (ร้อยละ 86.27) ขณะที่คลินิกกลุ่มความเสี่ยงสูงและสูงมาก รวมทั้งการฝ่าฝืนกฎหมายและเรื่องร้องเรียน ลดลงเมื่อเทียบกับก่อนดำเนินการ สรุปได้ว่า แนวทางตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรมที่ประยุกต์ใช้หลักการบริหารความเสี่ยงร่วมกับกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบ PAOR ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล จัดลำดับความสำคัญของการตรวจ ใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า และส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรฐานของคลินิก จึงควรขยายผลไปใช้ในระดับเขตและระดับประเทศ</p> จิระสันต์ มีรัตน์ธนวัต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282485 Sun, 05 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อวิเคราะห์ความสูญเสียปีแห่งชีวิตจากการตายก่อนวัยอันควร (Years of Life Lost: YLL) และจัดลำดับความสำคัญปัญหาสุขภาพเชิงนโยบาย จังหวัดมหาสารคาม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282511 <p>การวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศภาระโรค (Maha Sarakham Burden of Disease: MSK-BOD) เพื่อเปรียบเทียบสัดส่วนรหัสสาเหตุการตายที่ไม่ชัดเจน ประเมินประสิทธิภาพการใช้งาน และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสนับสนุนคณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ จังหวัดมหาสารคาม โดยกลุ่มเป้าหมายเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้ปฏิบัติงานด้านเวชสถิติ จำนวน 34 คน จาก 13 โรงพยาบาลและใช้ฐานข้อมูลผู้เสียชีวิตของจังหวัดมหาสารคาม ปี พ.ศ. 2568 เป็นข้อมูลนำเข้าในการประมวลผล ดำเนินการวิจัย 2 วงรอบ ครอบคลุมการพัฒนานวัตกรรมและการปฏิบัติจริง เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ระบบสารสนเทศ และแนวคำถามสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Paired t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) ระบบ MSK-BOD สามารถประมวลผลดักจับรหัสสาเหตุการตายที่ไม่ชัดเจนและคำนวณ ความสูญเสียปีแห่งชีวิตจากการตายก่อนวัยอันควร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) สัดส่วนรหัสสาเหตุการตายที่ไม่ชัดเจนหลังใช้ระบบร่วมกับการทบทวนรหัสโรค ลดลงจากค่าเฉลี่ยร้อยละ 21.68 เหลือ 9.66 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ระบบช่วยลดเวลาค้นหาข้อมูลได้แม่นยำ แต่มีข้อจำกัดด้านความซับซ้อนของเวชระเบียนกลุ่มโรคเรื้อรัง(NCDs) และพบว่าข้อมูลผู้เสียชีวิตบางรายไม่ปรากฏในฐานข้อมูลเวชระเบียนของโรงพยาบาล 4) โรคหลอดเลือดสมองการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด สร้างความสูญเสีย YLL สูงสุดตามลำดับ ซึ่งข้อมูลนี้ได้ถูกนำไปจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์ของคณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม</p> เดชาชิต แก้วม่วง, สุภาพรรณ ชุมมุง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282511 Mon, 06 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติตามหลักสุขวิทยาส่วนบุคคลด้านสุขาภิบาลอาหารของผู้สัมผัสอาหาร ในมหาวิทยาลัยบูรพา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282576 <p>การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมตามกรอบแนวคิดทฤษฎี PRECEDE Model ที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานตามหลักสุขวิทยา<br />ส่วนบุคคลด้านสุขาภิบาลอาหารของผู้สัมผัสอาหาร ในมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สัมผัสอาหารที่ปฏิบัติงานในสถานที่จำหน่ายอาหารในมหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 40 คน คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม 2569 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและทดสอบความสัมพันธ์ด้วยสถิติไคสแควร์ (Chi-square test) กำหนดระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการศึกษา พบว่าผู้สัมผัสอาหารส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 80.00 มีอายุ 51 ปีขึ้นไป ร้อยละ 32.50 มีความรู้ด้านสุขาภิบาลอาหาร (ปัจจัยนำ) อยู่ในระดีมาก ร้อยละ 95.00 แต่ไม่เคยผ่านการอบรมหลักสูตรสุขาภิบาลอาหาร (ปัจจัยเอื้อ) ร้อยละ 82.50 ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการสอนงานด้านสุขาภิบาลอาหาร (ปัจจัยเอื้อ) ร้อยละ 55.00 จากการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงาน พบว่า ผู้สัมผัสอาหารผ่านเกณฑ์การประเมินในภาพรวม ร้อยละ 52.50 ด้านที่ต้องปรับปรุงมากที่สุด คือ การแต่งกาย ได้แก่ การไม่สวมหมวกคลุมผมหรืออุปกรณ์คลุมผม ร้อยละ 40.00 และการสวมเครื่องประดับขณะปฏิบัติงาน ร้อยละ 27.50 ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยเสริมด้านการได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อโทรทัศน์ เป็นปัจจัยเดียว<br />ที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานตามหลักสุขวิทยาส่วนบุคคลด้านสุขาภิบาลอาหารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.040) ในขณะที่ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมด้านอื่น ๆไม่มีความสัมพันธ์ (p &gt; 0.05) จากผลการศึกษา พบว่า ระดับความรู้และการผ่านการอบรมอาจไม่เพียงพอที่จะส่งผลให้เกิดการปฏิบัติตามหลักสุขวิทยาที่ถูกต้อง ควรเน้นการใช้สื่อโทรทัศน์ภาพเคลื่อนไหวหรือวิดีโอสั้นให้เห็นภาพการปฏิบัติชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในขณะปฏิบัติงานจริง การศึกษาครั้งนี้มีขนาดตัวอย่างค่อนข้างน้อย ซึ่งเป็นข้อจำกัดการอ้างอิงผลไปยังบริบทอื่น</p> อนุธิดา ศรีนาแก้ว, ดนัย บวรเกียรติกุล, วัลลภ ใจดี, นิตย์ตะยา ผาสุขพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282576 Sun, 05 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลภาพถ่ายรังสีทรวงอกผิดปกติในการคัดกรองวัณโรคในกลุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ปีงบประมาณ 2566–2568 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/283026 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Analytical Study) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิย้อนหลังจากทะเบียนวัณโรคและเวชระเบียนผู้ป่วย ในปีงบประมาณ 2566–2568 กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มเสี่ยงวัณโรค 7 กลุ่มตามแนวทางกรมควบคุมโรคที่เข้ารับการคัดกรองด้วยภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray: CXR) ทั้งหมด 3,916 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test Fisher's exact test และ Binary Logistic Regression และ Adjusted Odds Ratio ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ p &lt; 0.05 ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 56.5 อายุเฉลี่ย 59.2 ปี (SD = 15.0) ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 80.2 กลุ่มเสี่ยงหลักคือผู้สัมผัสร่วมบ้าน/ใกล้ชิด ร้อยละ 64.0 พบ CXR ผิดปกติ 26 ราย คิดเป็นความชุกร้อยละ 0.66 ปีงบประมาณ 2566 มีอัตราสูงสุด ร้อยละ 1.23 ในกลุ่มที่มี CXR ผิดปกติ ร้อยละ 73.1 ได้รับการวินิจฉัยยืนยันวัณโรคปอด และร้อยละ 26.9 พบรอยโรคปอดที่ไม่ใช่วัณโรค ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ CXR ผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พบว่า อายุ มีความสัมพันธ์กับ CXR ผิดปกติ (p=0.01) โดยกลุ่มอายุ ≥ 60 ปี มีโอกาสพบผล CXR ผิดปกติ เป็น 4.00 เท่า ของกลุ่มอายุ &lt; 60 ปี (Adj. OR = 4.00; 95% CI: 1.29-12.50) ข้อเสนอแนะควรมีการคัดกรองวัณโรคด้วย CXR ในกลุ่มเสี่ยงแบบมีประสิทธิภาพสูง ควรเร่งรัดการคัดกรองในกลุ่มเพศชาย อายุ ≥60 ปี และกลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้าน รวมถึงพัฒนาระบบการคัดกรองแบบเข้มข้น และพิจารณาใช้ AI-assisted CAD เพื่อลดการวินิจฉัยที่ล่าช้าในโรงพยาบาลชุมชน</p> ปัณณวิชญ์ มีธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/283026 Mon, 06 Jul 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลรูปแบบการคัดกรองและการเข้าถึงการรักษาภาวะสายตาผิดปกติในเด็กประถมศึกษา จังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282360 <p>ภาวะสายตาผิดปกติในเด็กวัยเรียนเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก องค์การอนามัยโลกระบุว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี กว่า 19 ล้านคนมีความผิดปกติทางการมองเห็น ซึ่งส่วนใหญ่แก้ไขได้ด้วยแว่นตาหากคัดกรองและรักษาทันท่วงที ระบบคัดกรองเดิมแบบรวมศูนย์ในจังหวัดขอนแก่นมีความครอบคลุมเฉลี่ยเพียงร้อยละ 48.5 และมีอัตราการหลุดออกจากระบบบริการ สูงถึงร้อยละ 91.9 กล่าวคือ เด็กที่พบความผิดปกติ 100 คน ได้รับแว่นจริงเพียง 8 คน จากอุปสรรคด้านการเดินทาง การส่งต่อ และบุคลากร วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลรูปแบบคลินิกตาเคลื่อนที่ สำหรับการคัดกรองและเข้าถึงการรักษาภาวะสายตาผิดปกติในเด็กประถมศึกษา จังหวัดขอนแก่น วิธีการ การวิจัยประเมินผลแบบผสมผสานใช้กรอบโมเดลเชิงตรรกะ ดำเนินการใน 4 อำเภอนำร่อง ครอบคลุมนักเรียนประถมศึกษา 14,965 คน ใน 279 โรงเรียน ระหว่างมีนาคม-พฤษภาคม 2568 เครื่องมือ ได้แก่ แบบบันทึกการตรวจสายตา แบบสอบถามความพึงพอใจ (Cronbach's α = 0.91) และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐาน ความครอบคลุมการคัดกรองเพิ่มเป็นร้อยละ 100 อัตราการหลุดออกจากระบบลดลงจากร้อยละ 91.9 เหลือร้อยละ 12.9 จำนวนเด็กที่ได้รับแว่นเพิ่มจาก 32.8 คนต่อปี เป็น 2,434 คนใน 3 เดือน (74 เท่า) การตรวจวัดสายตาด้วยยาหยอดยาเพื่อคลายกล้ามเนื้อตา พบสายตาเอียงมากที่สุด ร้อยละ 85.33 รองลงมาคือ ภาวะสายตายาวแต่กำเนิด ร้อยละ 71.28 และ ภาวะสายตาสั้น ร้อยละ 8.50 ความพึงพอใจระดับมาก (4.09-4.36) และแก้ไขปัญหาพื้นฐาน (Pain Points) ได้ครบถ้วน สรุปผล รูปแบบนี้เพิ่มการเข้าถึงบริการและลดการหลุดออกจากระบบได้ชัดเจน มีศักยภาพขยายผลสู่ระดับเขตสุขภาพและระดับชาติ จึงควรบรรจุไว้ในชุดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า</p> นางวรวลัย เกษมศรีวิวัฒน์, นายสุรัตน์ หินวิเศษ, นายพิชชา พนาวัฒนวงศ์, นางพรรณิภา ไชยรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/282360 Mon, 06 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยยาเสพติดในศูนย์พักคอย จังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/283111 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วย ยาเสพติดในศูนย์พักคอย จังหวัดขอนแก่น ดำเนินการวิจัยโดยใช้แนวทางของ Kemmis and Mc Taggart เป็นฐานของการศึกษาประกอบด้วย 3 ระยะคือ ระยะศึกษาปัญหา ระยะพัฒนาและระยะประเมินผล ดำเนินการวิจัยระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 โดยมีกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนา จำนวน 238 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน 30 คน ผู้ดูแล 52 คน และผู้ป่วย 156 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ เชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน (Paired t-test, McNemar’s test) ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการวิจัย ระยะที่ 1 การศึกษาปัญหา พบว่าผู้ป่วยขาดการดูแลต่อเนื่องและระบบบูรณาการ ส่งผลให้เสพซ้ำและเสี่ยงต่อความรุนแรง ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบโดยใช้กระบวนการ PAOR ร่วมกับกรอบทฤษฎีระบบ จนได้รูปแบบ "CI-KK Model" ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การค้นหาคัดกรอง, การดูแลในศูนย์พักคอย, การฟื้นฟูและเสริมพลัง, การเตรียมความพร้อมก่อนกลับสู่ชุมชน และการติดตามต่อเนื่องหลังออกจากศูนย์พักคอย ระยะที่ 3 ประเมินผลการนำรูปแบบไปใช้ ผลการศึกษาพบว่า หลังนำรูปแบบไปใช้ อัตราการคงอยู่ในระบบการบำบัดเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 61.54 เป็นร้อยละ 86.54 อัตราการกลับไปเสพซ้ำลดลง จากร้อยละ 38.46 เหลือร้อยละ 13.46 และพฤติกรรมเสี่ยงต่อความรุนแรงลดลง จากร้อยละ 42.31 เหลือร้อยละ 11.54 นอกจากนี้ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.47 (SD = 0.13, คิดเป็นร้อยละ 89.4) โดยความพึงพอใจหลังใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -14.18, p &lt; .001) สรุป รูปแบบ CI-KK Model เป็นการดูแลต่อเนื่องที่เน้นการมีส่วนร่วมของสหวิชาชีพและชุมชน สามารถเพิ่มการคงอยู่ในระบบบำบัด ตลอดจนลดอัตราการกลับไปเสพซ้ำและพฤติกรรมเสี่ยงต่อความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> กิตติมา ก้านจักร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/283111 Mon, 06 Jul 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์เชิงกฎหมายและโครงสร้างองค์กรในการจัดตั้ง สำนักงานเศรษฐกิจสาธารณสุขในประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/283216 <p>ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ ทำให้การกำหนดนโยบายสาธารณสุขจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลและการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์อย่างเป็นระบบ บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงกฎหมายและโครงสร้างองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจสาธารณสุขในประเทศไทย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 ผลการศึกษา พบว่า การจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจสาธารณสุขสามารถดำเนินการได้สามรูปแบบ ได้แก่ (1) หน่วยงานภายในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งจัดตั้งได้รวดเร็ว แต่ขาดความคล่องตัวด้านงบประมาณและบุคลากร (2) ส่วนราชการระดับกรม ซึ่งให้ความมั่นคงทางกฎหมายและอำนาจหน้าที่ชัดเจนแต่ใช้เวลาจัดตั้งนาน และ (3) องค์การมหาชน ซึ่งให้ความเป็นอิสระและความคล่องตัวสูงสุด แต่มีข้อจำกัดด้านอำนาจทางปกครอง การศึกษาเสนอแนวทางการพัฒนาแบบเป็นระยะ โดยเริ่มจากการจัดตั้งเป็นหน่วยงานภายในเพื่อวางรากฐานด้านบุคลากรและระบบข้อมูล ก่อนยกระดับสู่รูปแบบที่มีความเป็นอิสระมากขึ้นเมื่อภารกิจขยายตัว พร้อมเสนอโครงสร้างภายในสี่หน่วยงาน ได้แก่ หน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข หน่วยงานข้อมูลและพยากรณ์ระบบสุขภาพ หน่วยงานงบประมาณและการคลังสุขภาพ และหน่วยงานวิจัยนโยบายและประเมินผล ข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่ การจัดตั้งเป็นหน่วยงานภายในในระยะแรก การพิจารณาตรากฎหมายเฉพาะเมื่อภารกิจขยายตัว การกำกับดูแลข้อมูลสุขภาพให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กับธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ และการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</p> วีระชัย นลวชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/283216 Mon, 06 Jul 2026 00:00:00 +0700