วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho <p>วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ นิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article) กรณีศึกษา (Case Study) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทัศน์ (Literature Review Article) ตลอดจนองค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ การแพทย์ฉุกเฉินและคุ้มครองผู้บริโภค ระบบสุขภาพและการประเมินผลโครงการด้านสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายด้านสุขภาพ</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น กระทรวงสาธารณสุข</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น และบุคลากรท่านอื่นๆในสำนักงานฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> jkkpho.2564@gmail.com (วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น) jkkpho.2564@gmail.com (วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น) Tue, 17 Mar 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อความล่าช้าในการให้ยาละลายลิ่มเลือดทาง หลอดเลือดดำ rt-PA ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลันที่เข้ารับการรักษาตามแนวทาง Stroke Fast Track ที่โรงพยาบาลพล จังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/280114 <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบ Retrospective cohort study ศึกษาข้อมูลจากฐานข้อมูลผู้ป่วย Acute ischemic stroke ที่เข้ารับการรักษาตามแนวทาง Stroke Fast Track และได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ rt-PA ในโรงพยาบาลพล จังหวัดขอนแก่น ระหว่าง เดือนพฤศจิกายน 2564 ถึง เดือนสิงหาคม 2568 วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อความล่าช้าในการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ rt-PA ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน ผลการศึกษา ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อความล่าช้าในการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน คือ ระยะเวลา Door to CT scan &gt; 25 นาที AOR เท่ากับ 3.73 (95% CI: 1.27 - 10.97, P = 0.017), รูปแบบการนำส่งโดย EMS AOR เท่ากับ 2.68 (95% CI: 1.18 - 6.07, P = 0.018) และพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือดล่าช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน (DNT&gt;60นาที) เท่ากับร้อยละ 58.2 บทสรุป ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การปรับปรุง DNT ในโรงพยาบาลพล ควรเน้นที่การปรับปรุงระบบการทำงาน ในการดูแลผู้ป่วย Stroke fast track โดยมุ่งเน้นลดเวลา Door to CT scan ซึ่งควรกำหนดข้อตกลง เช่น การอนุญาตให้พยาบาลคัดกรองสั่ง CT scan ได้ทันทีตามเกณฑ์ หรือแนวทางการนำส่งผู้ป่วยตรงเข้าห้อง CT scan เพื่อตัดขั้นตอน รวมถึงการปรับปรุงระบบ EMS Fast Track เช่น การทบทวนกระบวนการรับผู้ป่วยจาก EMS เพื่อลดขั้นตอนการส่งเวรที่ซ้ำซ้อน และพัฒนาระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ทีม Stroke เพื่อให้กลุ่ม EMS ได้รับประโยชน์จากการนำส่งอย่างแท้จริง</p> วิศิษฎ์ สินจัตุรัส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/280114 Tue, 17 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลการพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน จังหวัดสมุทรสาคร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/279875 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีแนวคิดการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นกรอบแนวคิดเชิงเนื้อหา และวงจรวิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นแนวคิดเชิงกระบวนการ ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์ ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม การปฏิบัติการ การสังเกต และการสะท้อนผล ระยะที่ 3 ประเมินผลรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน จังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ทีมพัฒนา จำนวน 29 คน และผู้ร่วมวิจัยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 120 คน เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย แนวคำถามในการสนทนากลุ่ม และแบบสอบถาม ระยะเวลาดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึง เดือนกรกฎาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา, Wilcoxon signed ranks test, Mann-Whitney U Test , pair t-test และ independent t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า ผลการพัฒนาได้รูปแบบในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน “สมุทรสาครโมเดล” มี 8 กิจกรรม ดังนี้ 1) การจัดการสภาพแวดล้อม 2) การรณรงค์และประเมินความเสี่ยง 3) การป้องกันโรค 4) การควบคุมโรค 5) การส่งต่อรักษาผู้ป่วย 6) การสื่อสารความเสี่ยง 7) สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 8) การบริหารจัดการ หลังการนำรูปแบบไปใช้ กลุ่มทดลองมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt; 0.001) มีส่วนร่วมปฏิบัติการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt; 0.001) เพิ่มเป็นร้อยละ 92.5 ซึ่งมากกว่ากลุ่มควบคุมที่เพิ่มเป็นร้อยละ 80.8 พฤติกรรมการควบคุมลูกน้ำยุงลายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt; 0.001) กลุ่มควบคุมมีพฤติกรรมการควบคุมลูกน้ำยุงลายไม่มีความแตกต่าง (p-value= 0.193) ในพื้นที่กลุ่มทดลองมีดัชนีความชุกลูกน้ำยุงลายต่ำกว่าเกณฑ์และอุบัติการณ์โรคไข้เลือดออกลดลงเป็น ร้อยละ 89.9 ซึ่งมากกว่าพื้นที่เปรียบเทียบที่มีผู้ป่วยลดลงเป็น ร้อยละ 83.0 ผลที่ได้จากการพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนสมุทรสาครโมเดลนี้ สามารถเฝ้าระวังป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ ควรนำไปใช้ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่</p> สุคนธ์ ปัญจพงษ์, วรวิทย์ มิตรทอง, ณัฐกฤตา นิลโนรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/279875 Tue, 17 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าวในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค จังหวัดราชบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/279873 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้บทบาทหน้าที่และความรู้ด้านสิทธิประโยชน์บัตรประกันสุขภาพ โรคติดต่อและการป้องกัน การรักษาและการส่งเสริมสุขภาพ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการพัฒนา และศึกษาความพึงพอใจต่อการพัฒนาในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว ในจังหวัดราชบุรี จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ คู่มือการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าวที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอ้างอิง ใช้สถิติ Dependent sample t-test และ Independent sample t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้บทบาทหน้าที่และความรู้ ด้านสิทธิประโยชน์บัตรประกันสุขภาพ โรคติดต่อและการป้องกัน การรักษาและการส่งเสริมสุขภาพ เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.01) และอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว มีความพึงพอใจต่อการพัฒนาอยู่ในระดับมาก ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ การปรับรูปแบบการเรียนรู้โดยเน้นสถานการณ์จำลอง การใช้สื่อภาพประกอบในจุดปฏิบัติงานจริง และการพัฒนาระบบพี่เลี้ยงเพื่อเสริมความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน</p> ประนอม จิตต์ทนงศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/279873 Fri, 20 Mar 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลโปรแกรมการจัดการความเครียดร่วมกับแนวคิดการสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืด ของผู้ดูแล จังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/279355 <p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลโปรแกรมการจัดการความเครียดร่วมกับแนวคิดการสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืดของผู้ดูแล จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืดในโรงพยาบาลเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น ในปี 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*power ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 44 คน กลุ่มทดลอง 22 คน กลุ่มควบคุมกลุ่ม 22 คน เลือกโดยการสุ่มแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามความเครียดของผู้ดูแล และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืดที่มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ Cronbach เท่ากับ 0.86 และ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired T – Test และสถิติ Mann–Whitney U test ผลการศึกษาพบว่า ความเครียดของกลุ่มทดลองหลังทดลอง ต่ำกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p &lt; 0.001 กลุ่มควบคุมหลังทดลอง และก่อนการทดลอง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.142) พฤติกรรมการดูแลของกลุ่มทดลองหลังทดลอง สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p &lt; 0.001) กลุ่มควบคุมหลังทดลอง และก่อนการทดลอง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.067) ความเครียดของผู้ดูแล พบว่า ก่อนทดลองกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.832) หลังทดลองกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p &lt; 0.001) พฤติกรรมการดูแลของกลุ่มทดลอง พบว่า ก่อนทดลอง และกลุ่มควบคุม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.226) หลังทดลองพบว่า กลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p &lt; 0.008) สรุปได้ว่า โปรแกรมการจัดการความเครียดร่วมกับแนวคิดการสนับสนุนทางสังคมทำให้ระดับความเครียดลดลง และพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืดของผู้ดูแลสูงขึ้น</p> ธารทิพย์ ทรัพย์ศิลาทอง, พัสวีกานต์ ประดิษฐ์ธรรม, วิลาวัณย์ ชมนิรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/279355 Thu, 26 Mar 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลโครงการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมเพื่อการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ด้วยแนวคิดระบบเครือข่ายพี่เลี้ยงคุณภาพ (Quality Learning Network: QLN) จังหวัดขอนแก่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/280324 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมเพื่อการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลด้วยแนวคิดระบบเครือข่ายพี่เลี้ยงคุณภาพ โดยใช้กรอบการประเมิน CIPP Model ประกอบด้วย การประเมินบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิตใช้แบบสอบถามความคิดเห็น กลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จากสหวิชาชีพผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบคุณภาพของโรงพยาบาล ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข วิชาชีพอื่นๆ และผู้รับผิดชอบงานคุณภาพของโรงพยาบาล รวมจำนวน 49 คน จากโรงพยาบาลที่รับประเมินการรับรองกระบวนการคุณภาพและการต่ออายุการรับรองตามมาตรฐาน HA ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 7 แห่ง ผลการศึกษา พบว่า การประเมินโครงการด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า และด้านกระบวนการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (4.43 <u>+</u>0.65, 4.48<u>+</u>0.61, 4.41<u>+</u>0.64) ตามลําดับ ด้านการประเมินทีมผู้เยี่ยมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (4.68 <u>+</u>0.48) และด้านผลผลิตโดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (4.58 <u>+</u>0.50) การดำเนินงานตามโครงการนี้ ทำให้โรงพยาบาลได้รับประโยชน์ ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจแนวคิดกระบวนการคุณภาพของบุคลากร และเตรียมความพร้อมให้กับโรงพยาบาลในการรับรองกระบวนการคุณภาพและการต่ออายุการรับรอง ซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลเข้าสู่กระบวนการคุณภาพและผ่านการรับรองระบบคุณภาพจากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) จำนวน 7 แห่ง คิดเป็น ร้อยละ 100 ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรนำโครงการนี้ ไปใช้ดำเนินงานในพื้นที่ที่มีบริบทใกล้เคียงกัน หรือนำรูปแบบกิจกรรมไปปรับใช้กับการพัฒนางาน หรือเตรียมความพร้อมเพื่อการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลในมาตรฐานด้านอื่นๆ ต่อไป</p> ประเพ็ญพร ชำนาญพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/280324 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำภายใน 28 วันของผู้ป่วยโรคจิตเภท: การศึกษาย้อนหลังสิบปีในโรงพยาบาลหนองบัวลำภู https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/280339 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาในรูปแบบ retrospective case control โดยใช้วิธีเก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยโรคจิตเภทในโรงพยาบาลหนองบัวลำภู ช่วงตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2558 ถึง 31 มกราคม พ.ศ.2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำภายใน 28 วันของผู้ป่วยโรคจิตเภท มีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 178 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่กลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำ (กลุ่มศึกษา) จำนวน 89 คน และกลุ่มที่ไม่กลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำ (กลุ่มควบคุม) จำนวน 89 คน ในกลุ่มศึกษาส่วนใหญ่ พบว่า เป็นเพศชาย (ร้อยละ 63), ช่วงอายุ 18-40 ปี (ร้อยละ 45), โสด (ร้อยละ 44), ว่างงาน (ร้อยละ 59), อาศัยอยู่คนเดียว (ร้อยละ 68), ระยะเวลาการเจ็บป่วย 1- 10 ปี (ร้อยละ 65), มีการใช้สาร (ร้อยละ 76) และไม่มีโรคประจำตัวทางกาย (ร้อยละ 59) จากนั้นวิเคราะห์โดยใช้สถิติ logistic regression พบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำภายใน 28 วันของผู้ป่วยโรคจิตเภทอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;0.05) คือ จำนวนครั้งการนอนโรงพยาบาลมากกว่า 2 ครั้ง (AOR 112.25; 95% CI: 11.76, 1071.71), การมาติดตามการรักษาไม่ตรงนัด (AOR 12.82; 95% CI: 1.96, 84.00), การใช้สาร (AOR 10.15; 95% CI: 1.61, 64.10), การขาดยาก่อนกลับมานอนโรงพยาบาล (AOR 6.59; 95% CI: 1.33, 32.73), การวางแผนการจำหน่าย (AOR 0.15; 95% CI: 0.03, 0.76), การได้รับยาฉีดชนิดออกฤทธิ์ระยะยาว (AOR 0.06; 95% CI: 0.01, 0.31) และจำนวนวันนอนโรงพยาบาลมากกว่า 14 วัน (AOR 0.03; 95% CI: 0.01, 0.23) การป้องกันการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำควรให้ความสำคัญกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงควบคู่ไปกับการส่งเสริมปัจจัยป้องกัน โดยเฉพาะปรับปรุงการวางแผนการจำหน่าย การใช้ยาฉีดที่ออกฤทธิ์ระยะยาวให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงปรับระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลให้เหมาะสม</p> จุฬาลักษณ์ สินจัตุรัส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/280339 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้แอปพลิเคชัน CPR-NA ต่อความรู้และความพึงพอใจ ในการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานและการใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติของวัยรุ่นอายุ 10–19 ปี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/279876 <p>การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แอปพลิเคชัน CPR-NA ต่อความรู้และความพึงพอใจในการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานและการใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ กลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แอปพลิเคชัน CPR-NA แบบทดสอบความรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน มีค่า IOC =1 และแบบประเมินความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.93 การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้แอปพลิเคชัน CPR-NA โดยสถิติ Paired t-test จากโปรแกรม SPSS version 27 ผลการวิจัย พบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานและการใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ ก่อนใช้แอปพลิเคชัน (x̄ = 8.76,SD.= 1.79) อยู่ระดับปานกลาง หลังใช้แอปพลิเคชัน (x̄ = 12.94, SD.=1.61) อยู่ระดับมาก เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (t = 27.81, p &lt; .001) และค่าคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจต่อการใช้แอปพลิเคชัน อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.67; SD.=0.60) </p> อาทิตยา ทันหา, ทิพวรรณ แก่นดอนหัน, พรทิพย์ ชาหล่อน, วรัชญา แก้วกา, โสภิดา ยี่รัมย์, อาทิตยา เพชรบ่อแก, ณรงค์ คำอ่อน, วชิรศักดิ์ อภิพัฒฐ์กานต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/279876 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต่อมหมวกไต ด้วยวิธีส่องกล้องในโรงพยาบาลขอนแก่น: การศึกษาย้อนหลัง ช่วงปีพ.ศ. 2557–2568 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/280406 <p>การผ่าตัดต่อมหมวกไตด้วยวิธีส่องกล้องเป็นมาตรฐานการรักษาก้อนต่อมหมวกไตส่วนใหญ่ เนื่องจากลดการสูญเสียเลือด ลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด และทำให้ระยะเวลาพักรักษาในโรงพยาบาลสั้นลง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากบริบทของประเทศไทยยังมีจำกัด การศึกษานี้เก็บข้อมูลย้อนหลังเพื่อประเมินผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต่อมหมวกไตด้วยวิธีส่องกล้องที่โรงพยาบาลขอนแก่น ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ.2557 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2568 โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนเกี่ยวกับลักษณะผู้ป่วย โรคร่วม ลักษณะก้อนเนื้องอก ผลลัพธ์ระหว่างและหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยทั้งหมด 45 ราย เป็นเพศหญิงร้อยละ 62.2 อายุเฉลี่ย 45.3 ปี (SD = 13) โรคร่วมที่พบบ่อยที่สุดคือความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 82.2) ขนาดก้อนเฉลี่ย 2.64 เซนติเมตร (SD = 1.6) โดยร้อยละ 20 มีขนาด ≥ 4 เซนติเมตร และร้อยละ 68.9 เป็นก้อนที่มีการทำงาน ค่ามัธยฐานระยะเวลาผ่าตัด 171 นาที และปริมาณเลือดที่สูญเสีย 15 มิลลิลิตร พบการเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดแบบเปิดร้อยละ 4.4 ภาวะแทรกซ้อนร้อยละ 8.9 โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือการเสียชีวิต ค่ามัธยฐานระยะเวลานอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัด 4 วัน และพบ prolonged LOS ร้อยละ 22.2 จากการวิเคราะห์แบบตัวแปรเดี่ยว พบว่าขนาดก้อนเมื่อวิเคราะห์เป็นตัวแปรต่อเนื่องมีความสัมพันธ์กับ prolonged LOS อย่างมีนัยสำคัญ (OR 1.77; 95% CI 1.10–2.86;p = 0.018 ต่อการเพิ่มขึ้นทุก 1 ซม.) นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีก้อนขนาด ≥ 4 ซม. มีโอกาสเกิด prolonged LOS สูงกว่าผู้ป่วยที่มีก้อนขนาด &lt; 4 ซม. อย่างมีนัยสำคัญ (OR 7.75; 95% CI 1.54–39.12; p = 0.013) ผลพยาธิวิทยาที่พบบ่อยที่สุดคือ adrenal adenoma (ร้อยละ 66.7) สรุปได้ว่าการผ่าตัดต่อมหมวกไตด้วยวิธีส่องกล้องในโรงพยาบาลขอนแก่นมีความปลอดภัย ภาวะแทรกซ้อนต่ำโดยขนาดก้อนเป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับ prolonged LOS</p> จักรพงศ์ วิทยาไพโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/280406 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700