วารสารวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat <p>วารสารมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการ ผลการวิจัย ทางด้านการพัฒนาสุขภาพ อันเป็นกลไกให้ประชาชน มีสุขภาวะที่ดีและมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมเป็นแหล่งให้บุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในระดับประเทศและระดับนานาชาติ รวมถึงประชาชนทั่วไป เปิดรับบทความวิจัยต้นฉบับ และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์สาขาเวชกรรมป้องกัน การสาธารณสุข การพยาบาล การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยบทความทุกเรื่องผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง (double blinded) อย่างน้อยจำนวน 3 ท่าน</p> สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา th-TH วารสารวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพ 2822-0927 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา กระทรวงสาธารณสุข</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา และบุคลากรท่านอื่นๆในสำนักงานฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/275825 <p><em>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง (</em><em>Cross-sectional Analytical Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน กลุ่มตัวอย่าง คืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน จำนวน 152 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายโดยอาศัยความน่าจะเป็น (probability simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามการปฏิบัติงานควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออก ปัจจัยนำ ปัจจัยสนับสนุน และปัจจัยเอื้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน </em></p> <p><em>ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยนำด้านความรู้โรคไข้เลือดออก อยู่ในระดับมากที่สุด ร้อยละ 92 คะแนนเฉลี่ยของปัจจัยสนับสนุนการปฏิบัติงานควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับปานกลาง (</em><em>x</em><em>̄</em><em> = 2.45, SD = 0.61) ปัจจัยเอื้อการปฏิบัติงานควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับมาก (x</em><em>̄</em><em> = 2.77, SD = 0.42) และการปฏิบัติงานควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับปานกลาง (x</em><em>̄</em><em> = 2.12, SD = 0.49) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน ประกอบด้วย ปัจจัยนำด้านความรู้ (r = .398, P &lt; .005) ปัจจัยสนับสนุน (r = .354, P &lt; .010) และปัจจัยเอื้อ (r = .413, P &lt; .052) ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการเพิ่มทักษะ การปฏิบัติงานควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน เพื่อลดอัตราการเกิดโรคไข้เลือดออกในชุมชนต่อไป</em></p> นฤมล ดีกัลลา ธานัท นิตย์คำหาญ อลงกรณ์ ศรีเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 31 46 ปัจจัยทำนายและแนวทางการคัดกรองภาวะกระดูกบางและโรคกระดูกพรุนในสตรีวัยหมดประจำเดือนและสตรีสูงอายุ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/276421 <p><em>การวิจัยนี้เป็นเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายและประเมินความแม่นยำของ </em><em>OSTA ในการคัดกรองภาวะกระดูกบางและโรคกระดูกพรุนในสตรีวัยหมดประจำเดือนและสตรีสูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชน การเก็บข้อมูลจากสตรีวัยหมดประจำเดือน อายุ 40 - 60 ปี และสตรีสูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการตรวจมวลกระดูก ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 พฤษภาคม 2568 รวบรวมข้อมูลทั่วไป ปัจจัยเสี่ยง และผลการตรวจทางรังสี นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย <u>+</u> ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปอร์เซ็นต์ </em></p> <p><em>ผลการวิจัย พบว่า สตรีวัยหมดประจำเดือนและสูงอายุ ทั้งหมด 86 คน อายุเฉลี่ย 56.65 ± 4.87 ปี ดัชนีมวลกาย 25.71 ± 4.41 กิโลกรัม/เมตร2 กระดูกบาง 48.84% กระดูกพรุน 9.30% ผลการประเมินความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกบางและกระดูกพรุนโดยใช้การประเมินการคัดกรอง OSTA index ในสตรีวัยหมดประจำเดือนและสูงอายุ ในคนที่มีกระดูกบาง การประเมินในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ 80.95% และในกลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลาง 19.05% ในขณะที่กระดูกพรุน การประเมินในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ 50% และในกลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลาง 50 % โมเดลทำนายโรคเพื่อการตรวจหาภาวะกระดูกบางสำหรับสตรีวัยหมดประจำเดือนและผู้สูงอายุในชุมชนโดย OSTA ให้ค่าความไว 85.0% ความจำเพาะ 77.3% และพื้นที่ใต้เส้นโค้ง ROC (AUC) เท่ากับ 0.86 (95% CI: 0.77–0.94) สรุปว่า ดัชนี OSTA เป็นเครื่องมือคัดกรองที่มีความแม่นยำและประหยัด เหมาะสำหรับใช้ในระดับปฐมภูมิและชุมชน การผนวกปัจจัยทางคลินิก เช่น อายุ ดัชนีมวลกาย ระยะหมดประจำเดือน และประวัติกระดูกหัก จะช่วยเพิ่มความแม่นยำของการคัดกรอง และสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพกระดูกในสตรีไทยให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 3 และ SDG 10)</em></p> ปัทมา ทองดี ศจีรา คุปพิทยานันท์ ขนิษฐา มารุ่งเรือง พรทิพย์ นิ่มขุนทด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 47 58 การพัฒนารูปแบบการจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข โดยใช้มาตรการ ทางกฎหมายขับเคลื่อนการดำเนินงานของเครือข่าย จังหวัดสระบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/277131 <p><em>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อ (</em><em>1) </em><em>ศึกษาบริบท สถานการณ์ มาตรการทางกฎหมาย และปัญหาอุปสรรคในการจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขของจังหวัดสระบุรี (</em><em>2) </em><em>พัฒนารูปแบบการจัดการภาวะฉุกเฉิน และ (</em><em>3) </em><em>ประเมินผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการวิจัย </em><em>3 </em><em>ระยะ ระหว่างวันที่ </em><em>1 </em><em>สิงหาคม </em><em>2567 – 31 </em><em>กรกฎาคม </em><em>2568 </em><em>ระยะที่ </em><em>1 </em><em>การวิเคราะห์สถานการณ์เชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหาร </em><em>12 </em><em>คน และการสนทนากลุ่มผู้ปฏิบัติงาน </em><em>24 </em><em>คน ระยะที่ </em><em>2 </em><em>การพัฒนารูปแบบฯ ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการโดยใช้การวิเคราะห์ </em><em>SWOT </em><em>และ </em><em>TOWS Matrix </em><em>และประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ </em><em>5 </em><em>ท่าน ระยะที่ </em><em>3 </em><em>การทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบฯ ผ่านการซ้อมแผนบนโต๊ะและการซ้อมเต็มรูปแบบ ประเมินผลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม </em><em>CIPP Model </em><em>จากกลุ่มตัวอย่าง </em><em>92 </em><em>คน และประเมินเชิงคุณภาพโดยการสนทนากลุ่มเพื่อสะท้อนผล</em></p> <p><em>ผลการวิจัยพบปัญหาสำคัญ </em><em>4 </em><em>ประการ คือ (</em><em>1) </em><em>การบังคับบัญชาแบบสองทางคู่ขนานระหว่างกฎหมายสองฉบับ (</em><em>2) </em><em>การทำงานแบบแยกส่วนขาดการบูรณาการ (</em><em>3) </em><em>ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงทรัพยากรที่ล่าช้า และ (</em><em>4) </em><em>การสื่อสารในภาวะวิกฤตที่ขาดเอกภาพ จึงได้พัฒนารูปแบบ</em> <em>สระบุรีโมเดล</em> <em>ซึ่งมี </em><em>4 </em><em>องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (</em><em>1) </em><em>ระบบบัญชาการร่วม (</em><em>Unified Command) </em><em>(</em><em>2) </em><em>กลไกความร่วมมือ </em><em>3P (Public-Private-People Partnership) </em><em>(</em><em>3) </em><em>ระบบบริหารจัดการทรัพยากรเชิงรุก และ (</em><em>4) </em><em>การเสริมสร้างความพร้อมและการสื่อสารในภาวะวิกฤต ผลการประเมินรูปแบบฯ พบว่ามีประสิทธิภาพในภาพรวมระดับมากที่สุด โดยด้านผลผลิตมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (</em><em>x</em><em>̄</em><em>=4.83, S.D.=0.38) </em><em>ผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด (</em><em>x</em><em>̄</em><em>=4.88, S.D.=0.32) </em><em>และมองว่าปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดมาจากการใช้มาตรการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการสร้างเอกภาพและบูรณาการการทำงานของเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม</em></p> สุพจน์ จิตสงวนสุข ธรรมศักดิ์ สายแก้ว อุดม สุดใจ สุภาพร พูลเพิ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 59 79 ข้อเสนอเชิงนโยบายจากการประเมินผล นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว กรณีศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/277259 <p><em>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายใน การดำเนินงานนโยบาย “</em><em>30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานเชิงพรรณนา ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการทบทวนเอกสาร กลุ่มตัวอย่างรวมทั้งหมด 79 คน ประกอบด้วย (1) ผู้บริหารในสำนักงานเขตสุขภาพที่ 11 (2) ผู้บริหารในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี (3) ผู้บริหารในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 11 สุราษฏร์ธานี (4) หัวหน้ากลุ่มงานประกันสุขภาพในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชน (5) หัวหน้ากลุ่มงานสุขภาพดิจิทัลหรือหัวหน้างานเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชน (6) สาธารณสุขอำเภอหรือผู้ช่วยสาธารณสุขอำเภอ (7) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และ (8) เจ้าของ/ ผู้ประกอบการ/ ผู้รับผิดชอบหน่วยนวัตกรรม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติความถี่ และ ร้อยละ และ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการทบทวนเอกสาร วิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหา </em></p> <p><em>ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินงานสามารถยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวก รวดเร็ว และเท่าเทียมมากขึ้น โดยมีการพัฒนาระบบสำคัญ </em><em>4 ด้าน ได้แก่ (1) ระบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ (2) ระบบยืนยันตัวตน (3) ระบบการทำงานด้านบริการสุขภาพ และ (4) ระบบเชื่อมต่อประชาชน ผลการดำเนินงานสะท้อนถึงความก้าวหน้าในด้านการจัดตั้งหน่วยบริการปฐมภูมิ การพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล และการเพิ่มช่องทางบริการสุขภาพที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหาและอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ (1) ความพร้อมด้านบุคลากร (2) ความพร้อมด้านงบประมาณ (3) ความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และ (4) ความพร้อมด้านการจัดการ ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้จากการวิจัยเสนอให้ส่วนกลางกำหนดทิศทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จัดตั้งทีมสนับสนุนด้านเทคนิค เพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สนับสนุนงบประมาณแก่หน่วยบริการที่ประสบปัญหาการเงิน และจัดให้มีระบบติดตามและประเมินผลที่เน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืนของนโยบายต่อไป</em></p> กรุณา ทศพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 80 97 การพัฒนารูปแบบการดูแลจัดการตนเองสำหรับผู้ที่สัมผัสสารตะกั่วในกลุ่มวัยแรงงาน อาชีพประมงพื้นบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดระยองประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/277383 <p><em>ตะกั่วเป็นโลหะหนักที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดย</em><em>สำนักงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ</em><em>จัดให้เป็นสารที่อาจจะก่อมะเร็งในมนุษย์ จังหวัดระยองซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชุมชนประมงพื้นบ้านตั้งอยู่มาอย่างยาวนาน ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการสัมผัสสารตะกั่วทั้งจากการประกอบอาชีพและจากสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ชาวประมงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคพิษตะกั่ว การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการจัดการตนเองสำหรับกลุ่มวัยแรงงานที่สัมผัสสารตะกั่วอาชีพประมงพื้นบ้านในเขตอำเภอเมือง จังหวัดระยอง รูปแบบดังกล่าวพัฒนาขึ้นจากทฤษฎีการจัดการตนเองของ </em><em>Creer ร่วมกับแนวคิดการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อาชีว อนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยรูปแบบที่ได้ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ได้แก่ การกำหนดเป้าหมาย การตรวจสอบการประเมินความเสี่ยงในงาน การตัดสินใจ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การประเมินผล และการนำไปใช้ การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าทีแบบจับคู่</em></p> <p><em> ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังการนำรูปแบบไปใช้ ผู้เข้าร่วมมีระดับความรู้ด้านการดูแลสุขภาพและพฤติกรรมการจัดการตนเองดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</em><em>p &lt; .05) ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการเพิ่มพูนความรู้และส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันการสัมผัสสารตะกั่ว รูปแบบการจัดการตนเองนี้สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพิษตะกั่วในกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพที่จะนำไปปรับใช้ในชุมชนอื่นที่มีความเสี่ยงลักษณะเดียวกัน ซึ่งจะช่วยยกระดับสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานของประชาชนทั้งในระดับชุมชนและ</em><em>ระดับประเทศ</em></p> ณัฐนันท์ วรสุข ดนยา เนียมเตียง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 98 118 การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกแห่งชีวิต ภายใต้กลไก คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/277467 <p><em>การวิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์สถานการณ์ ความรู้และความพึงพอใจ (2) พัฒนารูปแบบ การดำเนินงานมหัศจรรย์ 1</em><em>,000 วันแรกแห่งชีวิต และ(3) การประเมินรูปแบบการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกแห่งชีวิต ภายใต้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 </em><em>บุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ จำนวน 110 คน กลุ่มที่ </em><em>2 </em><em>คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ </em><em>จำนวน </em><em>15 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสาร แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม</em><em> การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ </em><em>chi – square test </em><em>ส่วนข้อมูล เชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลโดยการจำแนกและจัดกลุ่มข้อมูล</em></p> <p><em>ผลการวิจัย พบว่า (1) การดำเนินงานมหัศจรรย์ 1</em><em>,000 วันแรกแห่งชีวิตได้กำหนดเป็น แผนการดำเนินงานระดับอำเภอ โดยส่วนใหญ่บุคลากรสาธารณสุขมีความรู้เกี่ยวกับมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกแห่งชีวิตค่อนข้างน้อย และ</em><em>มีความพึงพอใจต่อ</em><em>บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกแห่งชีวิตโดยภาพรวมที่ระดับมาก (</em><strong><em> =</em></strong><em>3.81, S.D. =.71) </em><em>(2) การพัฒนารูปแบบการดำเนินงาน</em><em>มหัศจรรย์ 1</em><em>,000 วันแรกแห่งชีวิต</em> <em>ดำเนินงานภายใต้ </em><em>HONOR Model ได้แก่ (2.1) ผู้บริหารระดับอำเภอให้การช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ (help) (2.2) คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอควรมีความชัดเจนในเรื่องการดำเนินงาน (obvious) (2.3) การสร้างภาคีเครือข่ายสุขภาพ ใหม่ ๆ ในการทำงานอยู่เสมอ (network) (2.4) ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง (ongoing) (2.5) การใช้ทรัพยากรร่วมกันไม่ว่าจะเป็นบุคลากร งบประมาณ อุปกรณ์ต่าง ๆ (resources sharing) (3) การประเมิน</em><em>การพัฒนารูปแบบ การดำเนินงาน</em><em>มหัศจรรย์ 1</em><em>,000 วันแรกแห่งชีวิต</em> <em>ภายใต้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมาที่พัฒนาขึ้น มีความถูกต้อง มีความเหมาะสม และมีความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน ข้อเสนอแนะ</em> <em>ควรติดตามพัฒนาการเด็กในโรงเรียน</em><em> ดูแลสุขภาพช่องปาก และการขยายผลนำ </em><em>HONOR Model ไปใช้กับคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอทุกอำเภอในจังหวัดนครราชสีมา</em></p> แชมป์ สุทธิศรีศิลป ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 119 140 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของบุคลากรในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จังหวัดชลบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/277507 <p><em>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของบุคลากรในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรจำนวน</em><em> </em><em>100 คน ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยใช้แบบสอบถามประเภทตอบเองในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2567 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน คือ สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สันเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ศึกษา</em></p> <p><em>ผลการวิจัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ </em><em>60.00 อายุเฉลี่ย 36.74 ปี (S.D.=10.50) สถานภาพโสด ร้อยละ 56.00 ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 53.00 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,535 บาท (S.D.=9,838.66) ตำแหน่งผู้ปฏิบัติงาน ร้อยละ 90.00 ประสบการณ์ในการทำงานเฉลี่ย 8.03 ปี (S.D.=9.57) ภูมิลำเนาจังหวัดชลบุรี ร้อยละ 61.00 ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 80.00 มีระดับความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 60.00 การปฏิบัติงานโดยภาพรวมที่มีผลต่อความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง (</em><em>= 1.7</em><em>, S.D. = 0.6) ปัจจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (r = -0.233) และด้านโครงสร้างและบรรยากาศขององค์กร (r = -0.203) มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้น หน่วยงานควรจัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อให้มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน รวมถึงโครงสร้างและบรรยากาศขององค์กรให้เหมาะสม ซึ่งจะสามารถช่วยลดความเครียดของบุคลากรได้</em></p> นิธิภาส พุทธจักร ปริตรา ช่วยเกลี้ยง กัมปนาท ฉายชูวงษ์ ศิริวรรณ วันทอง วีรพงศ์ มิตรสันเที๊ยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 141 153 การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรบรรเทาอาการผื่นคันจากแมลงสัตว์กัดต่อย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/277729 <p> </p> <p> <em>งานวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมุนไพรที่มีสรรพคุณบรรเทาอาการผื่นคันจากแมลงสัตว์กัดต่อย ศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมในการบรรเทาอาการผื่นคันจากแมลงสัตว์กัดต่อย โดยศึกษาจากเอกสารและตำราที่เกี่ยวข้อง คัดเลือกสมุนไพรจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคด้วยการแพทย์แผนไทย วิเคราะห์รูปแบบผลิตภัณฑ์ ทดสอบลักษณะทางกายภาพ และติดตามผลความพึงพอใจของการใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาสาสมัครได้แก่ บุคลากรวิทยาลัยการแพทย์ฯ จำนวน 20 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง มีเกณฑ์ในการคัดเลือก คือ (1) เป็นผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป (2) ไม่มีโรคผิวหนัง และ (3) ไม่มีโรคประจำตัว </em></p> <p><em> ผลการศึกษา พบว่า มีสมุนไพร 3 ชนิด ที่ผ่านตามเกณฑ์ ได้แก่ กระดูกไก่ดำ เสลดพังพอนตัวเมีย และตำลึง วิเคราะห์และคัดเลือกรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติซึมผ่านผิวหนังได้เร็ว ให้ความรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังในกลุ่มอาการผื่นคันจากแมลงสัตว์กัดต่อยที่เหมาะสมในรูปแบบเจล และนำสมุนไพรมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้ทั้งหมด 6 สูตร จากนั้นนำมาตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ทั้ง 6 สูตร พบว่า สีของผลิตภัณฑ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ค่า</em><em> pH เท่ากับ 7 ลักษณะทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ไม่มีการแยกชั้น ความสามารถในการกระจายตัวบนผิวเรียบโดยใช้แรงโน้มถ่วงระยะเวลา 24 และ 48 ชั่วโมง พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) และจากการติดตามผลความพึงพอใจที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด คือ เจลเสลดพังพอนตัวเมียสูตร 2 พบว่าด้านลักษณะทางกายภาพมีคะแนนเฉลี่ย 8.00±0.65 ด้านสี 8.10±0.85 ด้านกลิ่น 7.45±1.50 ด้านเนื้อสัมผัส 7.90±1.17 การซึมเข้าผิวหนัง 8.05±0.95 และความพึงพอใจโดยรวมของผลิตภัณฑ์ 8.05± ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ </em><em>แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนายาสมุนไพรในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เจลที่ร่วมสมัย </em><em>และต่อยอดให้เป็นประโยชน์สำหรับการเรียนการสอนให้บัณฑิตแพทย์แผนไทยสามารถนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วย</em></p> สุธิดา วิริยา จิราพร หัตถผะสุ ศิริพักตร์ จันทร์สังสา สุวนันท์ แก้วจันทา ปัญญรัช คำเสือ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 154 169 ผลของโปรแกรมการจัดการเรียนรู้การตรวจร่างกายระบบประสาท ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์สำหรับนักศึกษาพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/277814 <p><em>การวิจัยกึ่งทดลองแบบ </em><em>1 กลุ่ม เปรียบเทียบ วัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) </em><em>เปรียบเทียบ</em><em>คะแนนเฉลี่ย</em><em>ความรู้การประเมินสุขภาพระบบประสาท</em><em>ก่อนและหลังการเรียนรู้</em><em> (</em><em>2) ประเมินทักษะการตรวจ</em><em>ร่างกายระบบประสาทของนักศึกษา</em><em> กลุ่มตัวอย่างคือ </em><em>นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ </em><em>2 </em><em>ปีการศึกษา </em><em>2568 </em><em>ที่ศึกษาวิชาการประเมินสุขภาพ</em><em> จำนวน </em><em>60 คน เก็บข้อมูลช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ </em><em>โปรแกรมการจัดการเรียนรู้การตรวจร่างกายระบบประสาทตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์</em><em> ประกอบด้วย </em><em>4 </em><em>ขั้นตอน ได้แก่</em><em> (</em><em>1) </em><em>เตรียมความพร้อม </em><em>2) </em><em>สร้างความรู้ใหม่ผ่านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม</em><em> (</em><em>3) </em><em>ขั้นพัฒนาและลงมือปฏิบัติจริง</em><em> (</em><em>4) </em><em>ขั้นสรุปและสะท้อนการเรียนรู้</em><em> เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ (</em><em>1) </em><em>แบบทดสอบความรู้การประเมินสุขภาพระบบประสาท</em> <em>(</em><em>2) </em><em>แบบประเมินทักษะการตรวจร่างกายระบบประสาท</em><em> วิเคราะห์ข้อมูลด้วย</em><em>การแจกแจงความถี่</em> <em>ค่าเฉลี่ย ร้อยละ</em> <em>การทดสอบค่าที</em><em> (</em><em>Paired T-test)</em></p> <p><em>ผลการศึกษา พบว่า </em><em>ค่า</em><em>คะแนนเฉลี่ย</em><em>ความรู้การประเมินสุขภาพระบบประสาทหลัง</em><em>การเรียนรู้ สูงกว่า</em><em>ก่อน</em><em>หลัง</em><em>การเรียนรู้</em><em> อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</em><em>t=</em><em>-5.27</em><em>, p-value=.001) </em><em>ทักษะการตรวจร่างกายระบบประสาท</em><em>ในภาพรวมของนักศึกษามีค่าคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ เท่ากับ </em><em>120.66 คะแนน (SD= 19.01) คิดเป็นร้อยละ 83.79 ของคะแนนเต็ม ข้อเสนอแนะ</em><em>การเรียนรู้แบบ คอนสตรัคติวิสต์ช่วยยกระดับทั้งความรู้และทักษะการปฏิบัติในการประเมินทางระบบประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงแนะนำให้นำทฤษฎีการเรียนรู้แบบคอนสตรัคติวิสต์ไปประยุกต์ใช้ในหลักสูตรการศึกษาพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ</em></p> สุพัตรา เชาว์ไวย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 170 179 การใช้ดัชนีข้อเท้า-แขนร่วมกับคะแนนความเสี่ยงหัวใจหลอดเลือดไทยสำหรับการคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุในชุมชน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/276423 <p><em>การวิจัยนี้เป็นเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายโรคเพื่อการตรวจหาโรคหัวใจและหลอดเลือดสำหรับผู้สูงอายุ ประเมินประสิทธิภาพของดัชนีข้อเท้า-แขน</em><em> (ABI) และประเมินประสิทธิภาพของการใช้ Thai Cardiovascular Risk Score (TCVR) ร่วมกับ ABI ในการคัดกรองโรคหลอดเลือดตีบในผู้สูงอายุ การเก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุที่ได้รับการตรวจความตีบของหลอดเลือด โดยวัดดัชนีข้อเท้า-แขน ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2567 ถึง 31 พฤษภาคม 2568 รวบรวมข้อมูลทั่วไป ปัจจัยเสี่ยง และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยโลจิสติกพหุคูณ </em></p> <p><em>ผลการวิจัย พบว่าผู้สูงอายุที่ได้รับการตรวจความตีบของหลอดเลือด โดยวัดดัชนีข้อเท้า-แขน จำนวน </em><em>129 คน พบว่า</em><em>อายุเฉลี่ย 68.56 ปี และเพศหญิง 49.61%ปัจจัยพื้นฐานของผู้สูงอายุในชุมชน ได้แก่ น้ำหนัก ส่วนสูง เส้นรอบเอว ของผู้ชายสูงกว่าผู้หญิง แต่ปัจจัยด้านอายุ ดัชนีมวลกาย ไม่แตกต่างกันระหว่างชายและหญิง การใช้จุดตัดคะแนน </em><em>TCVR ต่างกัน ให้ผลลัพธ์ต่างกันในการทำนายภาวะตีบของหลอดเลือดในผู้สูงอายุ คือ ความเสี่ยงต่ำ ปานกลาง และสูง คะแนน TCVR </em><em>≥</em><em> 20% มีค่า aOR 2.45 สำหรับการทำนายภาวะดัชนีข้อเท้า-แขนผิดปกติ สรุปว่า การใช้จุดตัดคะแนน TCVR ต่างกัน ให้ผลลัพธ์ต่างกันในการทำนายภาวะตีบของหลอดเลือดในผู้สูงอายุ โดยมีจุดตัดคะแนน 20 การใช้ค่าดัชนีข้อเท้า–แขนร่วมกับคะแนนความเสี่ยงหัวใจไทย ช่วยเพิ่มความแม่นยำของการคัดกรองความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ แบบจำลองดังกล่าวมีต้นทุนต่ำและสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับบริการสุขภาพปฐมภูมิของประเทศไทย อีกทั้งยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศและองค์การอนามัยโลก</em></p> พรทิพย์ นิ่มขุนทด ศจีรา คุปพิทยานันท์ ขนิษฐา มารุ่งเรือง ปัทมา ทองดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 180 190 การเปรียบเทียบประสิทธิผลของสารฆ่าเชื้อระหว่าง povidone iodine, sodium hypochlorite และ chlorhexidine gluconate ในการฆ่าเชื้อบนแผ่นยางกั้นน้ำลายในการทำหัตถการรักษาคลองรากฟัน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/278406 <p> <em>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลและการคงประสิทธิผลของสารฆ่าเชื้อจุลชีพระหว่าง 10% </em><em>povidone iodine,</em> <em>2.5% </em><em>sodium hypochlorite</em> <em>และ 2% </em><em>chlorhexidine gluconate</em> <em>ใน การฆ่าเชื้อจุลชีพ 2 ชนิด ได้แก่ เชื้อ </em><em>Candida albicans</em> <em>และ </em><em>Enterococcus faecalis</em> <em>บนแผ่นยางกั้นน้ำลายในการทำหัตถการรักษาคลองรากฟัน ทำการทดลอง 3 ช่วงเวลา (0</em><strong><em>, </em></strong><em>30</em><strong><em>, </em></strong><em>90 นาที) โดยมีขนาดตัวอย่างเท่ากับ 120 จานทดลองต่อเชื้อจุลชีพต่อช่วงเวลา รวม </em><em>2 </em><em>เชื้อจุลชีพคิดเป็นทั้งหมด 720 จานทดลอง ทำ</em><em>การนับ</em><em>จำนวนเชื้อจุลชีพที่รอดชีวิตบนแผ่นยางกั้นน้ำลายและเปรียบเทียบข้อมูล</em><em>ด้วยสถิติเชิงพรรณนาเท่านั้น เนื่องจากพบว่าข้อมูลมีค่าศูนย์ </em><em>(0) มากกว่าปกติ (zero-inflated)</em></p> <p><em> </em><em>ผลการศึกษา พบว่า </em><em>ณ เวลา 0 นาที สารฆ่าเชื้อทั้ง</em><em> 3 ชนิดสามารถกำจัดเชื้อ </em><em>Enterococcus faecalis </em><em>และ </em><em>Candida albicans </em><em>ได้อย่างมีประสิทธิผล อย่างไรก็ตาม ณ เวลา 30 และ 90 นาที พบว่า 2.5% </em><em>sodium hypochlorite มีประสิทธิผลในการกำจัดเชื้อจุลชีพต่ำกว่า เนื่องจากมีการเพิ่มขึ้นของเชื้อจุลชีพ เมื่อเปรียบเทียบกับ 10% povidone iodine และ 2% chlorhexidine gluconate ที่ไม่พบการเจริญของเชื้อจุลชีพ </em><em>การศึกษานี้สรุปได้ว่า </em><em>10%</em> <em>povidone iodine</em> <em>และ </em><em>2% chlorhexidine gluconate</em> <em>มีประสิทธิผลและคงฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ </em><em>Candida albicans</em> <em>และ </em><em>Enterococcus faecalis</em> <em>ได้ดีกว่า </em><em>2.5% sodium hypochlorite</em> <em>อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ จึงควรมีการศึกษาต่อยอดในระดับคลินิกเพื่อยืนยันผลในสภาวะจริง</em></p> วิทยาพร เทศศรีเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 191 204 การพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนโครงการ “ครอบครัวมั่นคง สังคมสุขภาพดี” ของจังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/278820 <p><em>การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบัน การพัฒนารูปแบบ การประเมินผล รูปแบบ การขับเคลื่อนโครงการครอบครัวมั่นคง สังคมสุขภาพดี ของจังหวัดนครราชสีมา โดยกลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง ใน </em><em>3 กลุ่ม ได้แก่</em> <em>ผู้บริหารฯที่เกี่ยวข้อง </em><em>จำนวน 28 คน </em><em>ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง </em><em>จำนวน </em><em>28 คน </em><em>ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง</em><em> จำนวน </em><em>42 คน เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสนทนากลุ่ม </em><em>และแบบประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้</em><em>หลักการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา </em></p> <p><em>ผลการวิจัย พบว่า ปัจจุบันผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานฯ มีประสบการณ์ในการดำเนินงานในระดับดี มุ่งเน้นนโยบายการดูแลประชาชนตามกลุ่มวัยที่ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ในด้านสุขภาพ สังคม ความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม การศึกษา การส่งเสริมอาชีพ และการพัฒนาครอบครัว โดยพบปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการ การจัดทำแผนปฏิบัติการ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ การสร้างและการมีส่วนร่วมของเครือข่าย การสร้าง/พัฒนานวัตกรรม เป็นต้น สามารถพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนโครงการฯ ประกอบด้วย </em><em>1 เป้าหมาย 8 มาตรการสำคัญ ได้แก่ (1) เร่งรัดขับเคลื่อน การพัฒนากิจกรรม นวัตกรรม แบบบูรณาการ (2) เสริมสร้างกลไกการขับเคลื่อนฯ (3) พัฒนาระบบข้อมูลด้วยเทคโนโลยี โปรแกรม &amp;แอปพลิเคชัน ที่เข้าถึงได้ (4) พัฒนาระบบงบประมาณแบบบูรณาการ (5) พัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (6) พัฒนาระบบการสื่อสารประชาสัมพันธ์และการตอบโต้ข่าว (7) พัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (8) พัฒนาระบบควบคุม กำกับ ประเมินผลแบบบูรณาการ ผลการประเมินรูปแบบฯ พบว่า ความถูกต้องอยู่ในระดับมาก (= 4.25, S.D= 0.54) ความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (= 4.20, S.D= 0.54) ความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก (= 4.41, S.D= 0.60) การประเมินผลสำเร็จตามตัวชี้วัด จำนวน 8 เรื่อง พบว่ามีผลงานเพิ่มขึ้นในทุกตัวชี้วัด ข้อเสนอแนะ ควรนำรูปแบบการขับเคลื่อนฯ ไปกำหนดเป็นมาตรการในการปฏิบัติกับพื้นที่อื่น ๆ ที่ต่อเนื่องและยั่งยืน </em></p> สุทัศน์ โทแหล่ง นิพนธ์ สารารัมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 205 222 การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยชมรมผู้สูงอายุ จังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/279015 <p><em>การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และแนวทางการแก้ไขปัญหาการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ พัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยชมรมผู้สูงอายุ และประเมินผลการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยชมรมผู้สูงอายุ จังหวัดนครราชสีมา โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยแบ่งออกเป็น </em><em>3 กลุ่ม ได้แก่</em> <em>ผู้สูงอายุ จำนวน 386 คน </em><em>บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข จำนวน 15 คน และ</em><em>ผู้เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ จำนวน 30 คน </em><em>เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสาร แบบสอบถาม</em> <em>การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม</em><em>การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลโดยการจำแนกและจัดกลุ่มข้อมูล</em></p> <p><em>ผลการวิจัย พบว่า (1) ทั้ง 3 อำเภอได้มีการจัดทำคำสั่งคณะทำงานของชมรมผู้สูงอายุเป็นลายลักษณ์อักษร ดำเนินการจัดทำแผนการดำเนินงาน ปัญหาที่พบคือ ผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมทางชมรมน้อย การแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้มีความหลากหลาย โดยกำหนดให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการดำเนินงานเพิ่มมากขึ้น และงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมของผู้สูงอายุไม่เพียงพอ การแก้ไขปัญหา โดยการขอรับงบประมาณสนับสนุนจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ก่อนเข้าร่วมโครงการมีความคิดเห็นต่อการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ</em><em>อยู่ที่ระดับมาก (</em><strong><em> =</em></strong><em>3.82, </em><em>S.D. =.64) (2) การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยชมรมผู้สูงอายุมีปัจจัยแห่งความสำเร็จ จำนวน 6 ปัจจัย ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้นำชุมชน บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ภาคีเครือข่ายสุขภาพ ชมรมผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ และครอบครัวของผู้สูงอายุ ดำเนินการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง (3) การประเมินผลการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยชมรมผู้สูงอายุ จังหวัดนครราชสีมา หรือ AgeCare Model สามารถใช้งานได้จริงมีความเหมาะสม สามารถนำไปใช้ในบริบทที่ใกล้เคียงจังหวัดนครราชสีมาได้ ภายหลังจากเข้าร่วมโครงการ พบว่าระดับความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด (<strong> =</strong>4.25, S.D. =.67) ข้อเสนอแนะ คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนงบประมาณในการจัดกิจกรรมผู้สูงอายุ และควรส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง</em></p> กฤษณ์ พุทธชนม์ หาญ จินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 223 241 การพัฒนารูปแบบการดำเนินงาน Green and Clean Sub-district Health Promoting Hospital (GCSh.) ภายใต้การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/278854 <p><em>การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบัน พัฒนารูปแบบ และประเมินผลรูปแบบ การดำเนินงาน </em><em>Green and Clean Sub-district Health Promoting Hospital(GCSh.) ภายใต้การถ่ายโอน รพ.สต.ไปสังกัด อบจ.นครราชสีมา โดยกลุ่มตัวอย่าง เลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้บริหารงาน จำนวน 18 คน ผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 30 คน และภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมใน การดำเนินงานฯ จำนวน 72 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์เจาะลึก แบบสนทนากลุ่ม แบบติดตามระดับพื้นที่ แบบประเมินความถูกต้อง ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการจำแนก จัดกลุ่มข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</em></p> <p><em>ผลการวิจัย พบว่า (1) สถานการณ์ปัจจุบัน รพ.สต.ทั้ง </em><em>2 สังกัด ผ่านมาตรฐานงานอนามัยสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์ GCSh. จำนวน 9 แห่ง จากเป้าหมาย 51 แห่ง(ร้อยละ 17.6 ) พบองค์ประกอบที่เป็นปัญหา ได้แก่ นโยบายที่ไม่ชัดเจน แผนยุทธศาสตร์ขาดการบูรณาการ บุคลากร</em><em>ขาดความรู้/สมรรถนะ </em><em>งบประมาณไม่ชัดเจน การมีส่วนร่วมของ </em><em>CUP และภาคีเครือข่าย</em><em>ไม่เป็นรูปธรรม</em><em> ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ไม่เอื้ออำนวย และกระบวนงานสำคัญของ รพ.สต ไม่ผ่านเกณฑ์ ฯลฯ (2) การพัฒนารูปแบบการดำเนินงาน ประกอบด้วย </em><em>1 เป้าหมาย 9 องค์ประกอบสำคัญ 25 กิจกรรม โดย 9 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ นโยบายแบบหุ้นส่วน การบริหารแผนยุทธศาสตร์แบบบูรณาการการพัฒนาบุคลากร การสนับสนุนงบประมาณ/วัสดุ/ครุภัณฑ์/สิ่งก่อสร้าง ระบบข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบสนับสนุนของ CUPและภาคีเครือข่าย ระบบควบคุมกำกับและประเมินคุณภาพ การปฏิบัติตามกฎหมาย การพัฒนา 6 กระบวนงานสำคัญของ รพ.สต. (3) การประเมินผลความถูกต้อง เหมาะสม ความเป็นไปได้ของรูปแบบฯ โดยรวมอยู่ในระดับมาก การประเมินผลความสำเร็จ พบว่าผ่านเป้าหมายทั้ง 2 ตัวชี้วัด ข้อเสนอแนะ สสจ.และ อบจ.ควรเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกันในการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์ GCSh.ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง</em></p> อนัน โกนสันเทียะ ชัยภัทร ธีรชาญไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 242 262 การพัฒนากลยุทธ์การดำเนินงาน 30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวของจังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/278974 <p><em>การวิจัยเรื่องนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (</em><em>1) ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบัน (2) พัฒนากลยุทธ์การดำเนินงาน30 บาทฯ และ(3) ประเมินผล กลยุทธ์การดำเนินงาน 30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ของจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้บริหารงาน จำนวน 29 คน ผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 38 คน </em><em>ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย </em><em>จำนวน </em><em>94 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การประชุมระดมสมอง และแบบประเมินความถูกต้องเหมาะสม และเป็นไปได้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลโดยการจำแนกและจัดกลุ่มข้อมูล</em></p> <p><em>ผลการวิจัย พบว่า (1) จังหวัดนครราชสีมา ให้ความสำคัญในเรื่องการดำเนินงานงาน </em><em>30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว พบปัญหาอุปสรรค ได้แก่ การยืนยันตัวตนของประชาชนยังไม่ถึงเป้าหมาย การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ การพัฒนาโรงพยาบาลอัจฉริยะ เป็นต้น ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ได้แก่ การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การทำงานแบบบูรณาการ การสื่อสารประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง การพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการทุกระดับให้มีคุณภาพ เป็นต้น (2) การพัฒนากลยุทธ์การดำเนินงาน โดยการวิเคราะห์ </em><em>SWOT, SPIDER CHART, TOWS MATRIX </em><em>นำไปปฏิบัติ ติดตามกำกับ พัฒนาในระดับพื้นที่ ได้กลยุทธ์ การดำเนินงาน </em><em>30 บาทฯ ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย โดยมุ่งหวังให้คนโคราช รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวที่รวดเร็วมีคุณภาพ ด้วยระบบดิจิทัลด้านสุขภาพ ซึ่งมี 7 กลยุทธ์ 24 มาตรการสำคัญ 16 ตัวชี้วัด (3) การประเมินผลกลยุทธ์การดำเนินงาน 30 บาทฯ พบว่าด้านความถูกต้องของกลยุทธ์การดำเนินงานฯ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (</em> <em>= 4.36, S.D.= 0.66)</em><em> ด้านความเหมาะสมของกลยุทธ์การดำเนินงาน </em><em>30 บาทฯ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (</em> <em>= 4.26, S.D.= 0.67) ด้านความเป็นไปได้ของกลยุทธ์การดำเนินงาน 30 บาทฯ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (</em> <em>= 4.21, S.D= 0.68) ส่วนการประเมินผลความสำเร็จผล จำนวน 10 ตัวชี้วัด พบว่ามีผลสำเร็จเพิ่มขึ้นในทุกตัวชี้วัด ข้อเสนอแนะ ควรกำหนดเป็นกลยุทธ์การดำเนินงาน 30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ในทุกระดับ เพื่อให้ทุกพื้นที่ได้นำไปเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป</em></p> ชนกพร ผลทรัพย์ เชษฐชัยวัฒน์ สิริจามร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 263 280 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการดูแลสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน จังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/279075 <p><em>การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ </em><em>(1) ศึกษาสถานการณ์ ปัญหา แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน (2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการดูแลสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน (3) ประเมินผลการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ การดูแลสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน จังหวัดนครราชสีมา โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยแบ่งออกเป็น </em><em>4 กลุ่ม ได้แก่ </em><em>(1) ผู้บริหาร จำนวน 40 คน (2) </em><em>ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับโรคเบาหวานในระดับพื้นที่ จำนวน 64 คน</em> <em>(</em><em>3) ผู้ป่วยเบาหวาน</em><em> จำนวน 416 คน </em><em>(</em><em>4) ผู้เกี่ยวข้อง </em><em>จำนวน 160 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วยแบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม</em><em> และ</em><em>แบบสัมภาษณ์เชิงลึก </em><em>การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลโดยการจำแนกและจัดกลุ่มข้อมูล</em></p> <p><em>ผลการวิจัย พบว่า (1) จังหวัดนครราชสีมามีผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์สภาพปัญหา พบปัญหาด้านพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การชอบรับประทานอาหารรสจัด ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้นส่วนการแก้ไขปัญหา เช่น การรณรงค์ให้งดเว้นการรับประทานอาหารรสจัด และส่งเสริมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น (2) รูปแบบการบริหารจัดการการดูแลสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน จังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการพัฒนาร่วมกันกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จนได้รูปแบบการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “SMART-4M Model” ซึ่งประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (2.1) ความปลอดภัยด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน (security) (2.2) แผนการบริหารจัดการมีความชัดเจน (method) (2.3) ผู้ป่วยเบาหวานกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรม (active) (2.4) ครอบครัวควรตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน (realize) (2.5) ภาคีเครือข่ายสุขภาพกำหนดเป้าหมายการบริหารจัดการผู้ป่วยเบาหวานอย่างต่อเนื่อง (target) (2.6) การบริหารจัดการการดูแลสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน (management) (3) การประเมินผลการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการดูแลสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน สามารถใช้งานได้จริง ผู้ป่วยเบาหวานมีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ที่ระดับมากที่สุด (=4.26, S.D. =.62) และด้านความต้องการโดยภาพรวม อยู่ที่ระดับมากที่สุด ( =4.39, S.D. =.67) ข้อเสนอแนะ คือ ควรมีการควบคุมกำกับการประยุกต์ใช้ 4M ในการบริหารจัดการสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานอย่างต่อเนื่อง </em></p> จตุรงค์ ปานใหม่ อัครเดช วงศ์กีรติกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 281 299 บทบาทพยาบาลในการพัฒนาญาติผู้ดูแลในยุค 4.0 เพื่อป้องกันภาวะทุพภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/277655 <p><em>ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยอัตราประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว ซึ่งผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีความเสื่อมของร่างกายทําให้พบการเจ็บป่วยเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น</em> <em>และเป็นประชากรที่มีแนวโน้มในการป็นผู้ป่วยติดเตียงมากกว่ากลุ่มวัยอื่น ผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดูแลตัวเองได้</em><em>การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันบกพร่องเกือบทั้งหมด ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานส่งผลให้การสังเคราะห์โปรตีนล้มเหลวส่งผลให้เกิดภาวะทุพโภชนาการตามมาต้องพึ่งพาญาติผู้ดูแลต่อเนื่องยาวนาน </em><em>ซึ่งภาวะทุพโภชนาการในผู้สูงอายุและป่วยติดเตียง เป็นปัญหาที่พบบ่อยก่อให้เกิดอัตราการพึ่งพิงและเกิดภาวะแทรกซ้อนจนส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมากขึ้นทุกปี ทั้งนี้ปัจจุบัน</em><em>ประเทศไทยมีนโยบายการปฏิรูประบบการดูแลสุขภาพไปสู่รูปแบบดิจิตอลในทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ดังนั้นพยาบาลจึงต้องปรับตัวทำ</em><em>ความเข้าใจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิตัลให้เหมาะสมกับผู้ป่วยกลุ่มนี้ด้วยพยาบาลควรเน้นการมีส่วนร่วมของญาติผู้ดูแลโดยการส่งเสริมสมรรถนะผู้ดูแลให้มีความรู้ด้านการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้องและต่อเนื่องผ่าน</em><em> </em><em>การสื่อสารด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิตัลที่ทันสมัย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านภาวะทุพโภชนาการต่อไป </em></p> ณัฐธยาน์ บุญมาก จินตนา กิ่งแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 5 16 การพยาบาลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือดที่บ้าน : กรณีศึกษา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/277875 <p><em>ภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุเป็นปัญหาสำคัญส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในทุกๆ ด้าน สาเหตุจากความเสื่อมสภาพของเนื้อสมอง ทำให้มีความบกพร่องทางความคิด ความจำ ความมีเหตุมีผล </em><em>การตัดสินใจ อารมณ์ บุคลิกภาพ พฤติกรรมต่าง</em> <em>ๆ ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต การรักษาโรคสมองเสื่อมเป็นการรักษาแบบประคับประคอง คงสภาพการใช้ชีวิตในการทำกิจวัตรด้วยตนเองให้นานที่สุด </em><em>การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมนั้นเป็น</em><em>การดูแลระยะยาว โดยครอบครัวผู้ดูแลที่บ้านจะต้องเข้าใจและเผชิญกับปัญหาต่าง</em> <em>ๆ ในการดูแล ทั้งในด้านพฤติกรรม ความจำ ความปลอดภัย รวมถึงความเครียดของผู้ดูแลที่นำไปสู่ความเหนื่อยหน่าย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านโดยใช้กระบวนการพยาบาลจากกรณีศึกษานี้ เพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตตามอัตภาพให้มากที่สุดทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแล</em></p> จินตนา กิ่งแก้ว ณัฐธยาน์ บุญมาก สาวิกา โหรา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-22 2026-01-22 11 2 17 30