วารสารวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat <p>วารสารมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการ ผลการวิจัย ทางด้านการพัฒนาสุขภาพ อันเป็นกลไกให้ประชาชน มีสุขภาวะที่ดีและมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมเป็นแหล่งให้บุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในระดับประเทศและระดับนานาชาติ รวมถึงประชาชนทั่วไป เปิดรับบทความวิจัยต้นฉบับ และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์สาขาเวชกรรมป้องกัน การสาธารณสุข การพยาบาล การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยบทความทุกเรื่องผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง (double blinded) อย่างน้อยจำนวน 3 ท่าน</p> สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา th-TH วารสารวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพ 2822-0927 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา กระทรวงสาธารณสุข</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา และบุคลากรท่านอื่นๆในสำนักงานฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> การแปลและการตรวจสอบคุณภาพแบบประเมินการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/278161 <p> <em>การดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนช่วยส่งเสริมผลการรักษา แบบประเมินการดูแลตนเองที่มีคุณภาพช่วยให้บุคลากรสุขภาพประเมินและส่งเสริมการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนได้เหมาะสม การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อแปลแบบประเมิน Self-Care of Osteoporosis Scale จำนวน 15 ข้อ เป็นฉบับภาษาไทย และตรวจสอบคุณภาพของฉบับแปลด้านความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยง การศึกษาครั้งนี้มีรูปแบบเป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ดําเนินการ 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 แปลแบบประเมินจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ใช้การแปลไปข้างหน้าจากสถาบันการแปลภาษามหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งและแปลย้อนกลับ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และระยะที่ 2 ตรวจสอบคุณภาพฉบับแปลในกลุ่มตัวอย่างผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน จำนวน 30 คน ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอกออร์โธปิดิกส์ ที่โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ในเดือนกรกฎาคม 2568 โดยกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามด้วยตนเองหลังรับบริการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค </em></p> <p><em>ผลการวิจัย พบว่า แบบประเมินการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนฉบับแปลย้อนกลับมีเนื้อหาเทียบเท่าต้นฉบับ และฉบับภาษาไทยมีดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา 0.86 แสดงว่าเนื้อหาตรงตามคํานิยามและความเที่ยงมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.93 ข้อคําถามสอดคล้องกันอยู่ในระดับดีมากโดยสรุปผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าแบบประเมินการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนฉบับภาษาไทยมีความเที่ยงตรงและคุณภาพในระดับสูง เหมาะสำหรับใช้ประเมินการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนในบริบทคลินิก</em></p> ณัฐธิดา ปังอุทา ศิรินภา จิตติมณี สุนิดา ปรีชาวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 5 19 ประสิทธิภาพของสัญญาณเสียงจากหูฟังเสียงแบบดิจิทัลไร้สายแบบเรียลไทม์เปรียบเทียบกับหูฟังมาตรฐานในการประเมินระบบหัวใจและปอด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/276509 <p>การวิจัยนี้เป็นการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีการแพทย์ ต้นแบบอุปกรณ์หูฟังแพทย์ทางไกลที่สามารถส่งข้อมูลเสียงแบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การวิจัยนี้เป็นแบบกึ่งทดลองเปรียบเทียบประชากร 2 กลุ่ม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเครื่องตรวจฟังเสียงหัวใจและปอดระยะไกลที่มีระบบวิเคราะห์เสียงแบบเรียลไทม์ การเก็บข้อมูลจาก 2 กลุ่ม จำนวน 108 คน แบ่งเป็น กลุ่มตัวอย่าง 1 คือ บุคคลทั่วไปที่ไม่มีโรคประจำตัวทางระบบหัวใจและหลอดเลือด อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 73 คน กลุ่มตัวอย่าง 2 คือ ผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ทางระบบทางเดินหายใจ ที่มารักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จำนวน 35 คน ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 31 พฤษภาคม 2568 รวบรวมข้อมูลทั่วไป และผลการตรวจร่างกาย การฟังเสียงหัวใจและปอดที่ผนังทรวงอก 14 ตำแหน่ง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มเสียงปกติ คืออาสาสมัครสุขภาพดีและเสียงหัวใจและปอดปกติ อายุเฉลี่ย 26.00 ± 8.15 ปี เป็นเพศชาย 98.6 % ค่าดัชนีมวลกาย 23.66 ± 7.53 กิโลกรัม/เมตร<sup>2</sup> ในกลุ่มที่ กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด/โรคปอด อายุเฉลี่ย 68.83 ± 11.71 ปี เป็นเพศชาย 48.57% ค่าดัชนีมวลกาย 24.57 ± 2.99กิโลกรัม/เมตร<sup>2</sup> ประสิทธิภาพของสัญญาณเสียงเป็นคุณภาพเสียง 3 ส่วน (ความชัดเจน ความดังและความถูกต้องของเสียงหัวใจและปอด) ทั้งในกลุ่มเสียงปกติและกลุ่มเสียงผิดปกติดีกว่าหูฟังมาตรฐาน และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มเสียงปกติและกลุ่มเสียงผิดปกติ ทั้ง 2 กลุ่ม คุณภาพของเสียงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> พรทิพย์ นิ่มขุนทด ปัทมา ทองดี พีระพงษ์ อุฑารสกุล นันทวุฒิ คะอังกุ มนต์ทิพย์ภา อุฑารสกุล ธฤต จุมภู ศรัญญา กาญจนวัฒนา ปริญญ์ ศรเลิศล้ำวาณิช คมศัลล์ ศรีวิสุทธิ์ ชลธิดา ครบพรชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 20 31 การประเมินโครงการฝึกอบรมหลักสูตรโรงเรียนหวานน้อยวิทยาสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คลินิกชุมชนอบอุ่นมหาชัย จังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/278685 <p> </p> <p><em>การวิจัยเชิงประเมินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการฝึกอบรมหลักสูตรโรงเรียนหวานน้อยวิทยาสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ณ คลินิกชุมชนอบอุ่นมหาชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดการประเมินของซิปป์ (</em><em>CIPP Model) และรูปแบบของเคิร์กแพทริค (Kirkpatrick Model) ระดับที่ 1-4 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 32 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามประเมินด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า และกระบวนการ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรม และแบบบันทึกผลทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วย Paired t-test</em></p> <p><em>ผลการวิจัย พบว่า ด้านบริบท (</em><em>context) วัตถุประสงค์ของหลักสูตรมีความสอดคล้องกับนโยบายการควบคุมโรคเรื้อรังและความต้องการของผู้ป่วยในระดับมากที่สุด ด้านปัจจัยนำเข้า (input) มีความพร้อมของทีมวิทยากรและสื่อการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ (</em> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /><em>= 4.85, S.D. = 0.36) ด้านกระบวนการ (process) การดำเนินกิจกรรมเป็นไปตามแผนที่กำหนด โดยมีการปรับปรุงรูปแบบการสอนให้เน้นการฝึกปฏิบัติจริงตามข้อเสนอแนะของผู้เข้าอบรม สำหรับด้านผลผลิต (product) เมื่อประเมินตามตัวบ่งชี้ของเคิร์กแพทริค พบว่า ด้านปฏิกิริยาตอบสนอง ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรในระดับดีมาก ด้านการเรียนรู้ คะแนนเฉลี่ยความรู้ด้านการดูแลตนเองหลังการอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /></em> <em>= 18.25, S.D. = 1.12) สูงกว่าก่อนการอบรม (</em> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /><em>= 12.40, S.D. = 2.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านพฤติกรรม ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะสมเพิ่มขึ้น และด้านผลลัพธ์ พบว่าระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) ของกลุ่มตัวอย่างลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.017) โดยลดลงจากค่าเฉลี่ยร้อยละ 8.02 เป็นร้อยละ 7.38 ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดปริมาณการใช้ยาลงได้ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยา</em>ว</p> วิษณุ ปิ่นคำ หาญชัย พันธุ์งาม อมร โรจนวราพงษ์ ภัทราภรณ์ ยื่นกระโทก สุนารี ยอดวงษา กิตติยา คงทวีเลิศ จตุพร ทองฤทธิ์ สุภาภรณ์ สุขจรรยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 32 47 ความสัมพันธ์ของภาวะซึมเศร้าต่อการควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มารับบริการของศูนย์แพทย์ชุมชน เมืองหัวทะเล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/279337 <p><em>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง </em><em>(</em><em>cross – sectional </em><em>analysis study</em><em>) </em><em>โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ</em><em>ศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้ากับการควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการบริการของศูนย์แพทย์ชุมชน เมืองหัวทะเล ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงและสมัครใจเข้าร่วมโครงการ เป็นจำนวน </em><em>140</em><em> คน </em><em>ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 กันยายน ถึง 30 พฤศจิกายน 2568 รวมเป็นระยะเวลา 3 เดือน </em><em>เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยเป็นแบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย และพฤติกรรมสุขภาพ รวมถึงระดับความดันโลหิต และแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้า </em><em>2Q, 9Q</em> <em>วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย</em> <em>และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของตัวแปรด้วยสถิติ </em><em>binary logistic regression </em><em>ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ (</em><em>P &lt; 0.05</em><em>)</em></p> <p><em> ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กับการควบคุมความโลหิตไม่ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</em><em>P&lt;0.05)</em> <em>โดยผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะซึมเศร้า มีความเสี่ยงที่จะควบคุมความดันโลหิตไม่ได้มากกว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่มีภาวะซึมเศร้า เป็น </em><em>3 เท่า (95% CI; 1.48 – 7.59) นอกจากนั้นยัง พบว่า อายุของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตมีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P &lt; 0.05) ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยคือ </em><em>ในการจัดบริการคลินิกโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการในปฐมภูมิ หากพบว่าผู้ป่วยมีระดับความดันโลหิตที่ไม่สามารถควบคุมได้ตามเกณฑ์มาตราฐาน ควรจัดให้มีการประเมินคัดกรองภาวะซึมเศร้า</em><em>ร่วมด้วย</em></p> วรพล วงษ์ประพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 48 62 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจร่วมกับการรับรู้ความสามารถแห่งตนต่อทักษะ การบริหารจัดการชมรมของคณะกรรมการและตัวแทนสมาชิกชมรมผู้สูงอายุเมืองเสมา ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/280580 <p><em>การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษากลุ่มเดียว เปรียบเทียบวัดผลก่อนและหลังการใช้โปรแกรม มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบคะแนนทักษะการบริหารจัดการชมรมผู้สูงอายุก่อนและหลังการใช้โปรแกรม (2) เปรียบเทียบคะแนนการรับรู้พลังอำนาจก่อนและหลังการใช้โปรแกรม (3) ศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจร่วมกับการรับรู้ความสามารถแห่งตนต่อการพัฒนาทักษะการบริหารจัดการชมรมของคณะกรรมการและตัวแทนสมาชิกชมรมผู้สูงอายุก่อนและหลังการใช้โปรแกรม กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1คณะกรรมการชมรมผู้สูงอายุเมืองเสมาและตัวแทนสมาชิกชมรมผู้สูงอายุเมืองเสมา ตำบลเสมา อำเภอ สูงเนิน จำนวน 35 คน และกลุ่มที่ 2 สมาชิกชมรมผู้สูงอายุเมืองเสมาที่เข้าร่วมสังเกตแบบมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ 4 ของแต่ละหมู่บ้าน ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 45 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจร่วมกับการรับรู้ความสามารถแห่งตนต่อทักษะการบริหารจัดการชมรม ใช้เวลา 12 สัปดาห์ (2) แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน คือ </em><em>paired t-test </em><em>และข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธี </em><em>Thematic Analysis </em></p> <p><em>ผลการวิจัย พบว่า (1) หลังการใช้โปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีทักษะการบริหารจัดการชมรมผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอยู่ในระดับดีมาก เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการใช้โปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</em><em>p &lt; 0.001) (2) หลังการใช้โปรแกรมกลุ่มตัวอย่าง มีการรับรู้พลังอำนาจเพิ่มสูงขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการใช้โปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) (3) หลังการใช้โปรแกรม ชมมผู้สูงอายุเมืองเสมาผ่านเกณฑ์การประเมินชมรมผู้สูงอายุคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก สะท้อนให้เห็นความสำเร็จของการดำเนินงาน ในด้านการบริหารจัดการ ด้านสวัสดิการชมรม ด้านกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และการได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายและชุมชน (4) การสร้างพลังอำนาจที่เน้นการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของ ช่วยยกระดับทักษะการบริหารจัดการของคณะกรรมการและสมาชิกชมรมผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพ</em></p> ราญรัตน์ โคตรสมบัติ สิริมา มงคลสัมฤทธิ์ ชโลบล ตรีศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 63 81 ความสัมพันธ์ระหว่าง HPV subtypes กับมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มประชากรจังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/280385 <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของการติดเชื้อ Human Papillomavirus 14 High Risk (HPV 14 HR) และความสัมพันธ์ของ HPV non 16/18 กับความผิดปกติทางเซลล์วิทยาและผลตรวจชิ้นเนื้อจากการทำ Colposcopy with biopsyในกลุ่มหญิงไทยที่เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 16,429 ราย ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ.2566 ถึง เมษายน พ.ศ.2568 แล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ด้วยการวิเคราะห์ค่าความถี่ และค่าร้อยละ ส่วนสถิติเชิงอนุมานใช้Chi-square test,Fisher<u>’s</u> exact test และ Odds Ratio,95%CI โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ p&lt;0.05</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ความชุกในการติดเชื้อ HPV 14 HR ร้อยละ 10.24 และจากการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางเซลล์วิทยาด้วยวิธี Liquid-based cytology (LBC) ร่วมด้วย พบว่ามีผลตรวจ HPV non 16/18 ติดเชื้อร่วมกับผลตรวจทางเซลล์วิทยาผิดปกติร้อยละ 18.60 โดย 5 อันดับแรกที่พบคือ HPV52, multiple HPV non 16/18, HPV 58, HPV 68และ HPV 31ที่ร้อยละ 3.92,3.34, 2.47, 1.60และ 1.45ตามลำดับ พบว่า HPV 31 เพิ่มโอกาสใน การตรวจพบความผิดปกติของเซลล์เป็น 4.20 เท่า (95% CI = 1.77 – 9.98 p-value 0.003) และ HPV 52 เพิ่มโอกาสในการตรวจพบความผิดปกติของเซลล์เป็น 1.90 เท่า (95% CI = 1.16 – 3.12 p-value 0.037) ส่วนผลการตรวจชิ้นเนื้อจากการทำ Colposcopy with biopsy พบว่า HPV 52 เพิ่มโอกาสพบความผิดปกติของผลตรวจทางพยาธิวิทยาเป็น 4.79 เท่า (95% CI = 1.34–17.15 p-value 0.03) สรุปผลการตรวจพบเชื้อ HPV non 16/18 ชนิด HPV 52 และ HPV 31 พบความชุกสูงในประชากรหญิงไทยในจังหวัดนครราชสีมา และเพิ่มโอกาสในการตรวจพบความผิดปกติของเซลล์ จึงควรเฝ้าระวังและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อปรับแนวทางการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกให้เหมาะสมและใช้เป็นข้อมูลในการวางแนวทางการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกที่เหมาะสมในประเทศไทยต่อไป</p> ศศิธร หัสวาที พิชัยสิริ นวลมณี ขวัญตา จอนกระโทก อรวรรณ สายพิมพ์ ปัทมาภรณ์ พาภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 82 96 ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/278708 <p>งานวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่อง อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปไม่มีภาวะซึมเศร้า การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีภาวะรู้คิดบกพร่อง จำนวน 44 คน จัดแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ โดยใช้แนวคิดกระตุ้นการรู้คิดของ Spector และแนวคิดการสอนแนะของ Girvin ประกอบด้วยการรับรู้ตามความเป็นจริง การเคลื่อนไหวร่างกาย การกระตุ้นประสาทสัมผัส และการระลึกถึงความหลัง จัดกิจกรรม 1 ครั้ง/สัปดาห์ ทั้งหมด 6 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน ครั้งละ 90 นาที ที่คลินิกเสริมสุขสูงวัย โรงพยาบาลบ้านใหม่ไชยพจน์ อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ร่วมกับ การสอนแนะ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินภาวะพุทธิปัญญา วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดของกลุ่มทดลอง หลังการทดลอง (M=25.73, SD=0.88) สูงกว่าก่อนการทดลอง (M=18.05, SD=1.46) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=40.31) (2) ผลต่างคะแนนเฉลี่ยการรู้คิด หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=36.8) จากผลวิจัยโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ร่วมกับการสอนแนะ สามารถกระตุ้นการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พิจิตรา ยอดสง่า ศกุนตลา อนุเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 97 113 ผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/278721 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง วัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 40 คน ใช้ระยะเวลาศึกษา 4 สัปดาห์ โดยควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนด้วยการจับคู่ตามอายุ ระยะเวลาในการฟอกเลือด ความถี่ในการฟอกเลือด และระดับความรุนแรงของอาการปากแห้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินอาการปากแห้งและโปรแกรมการจัดการอาการปากแห้ง เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 และแบบประเมินอาการปากแห้งมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .80 เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยอาการปากแห้งของกลุ่มทดลองหลังการทดลอง (Median=13.68, IQR=9.75) ต่ำกว่าก่อนการทดลอง (Median=25.5 IQR=8.00) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งมีประสิทธิผลในการลดอาการปากแห้งและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการจัดการอาการปากแห้ง ลดความทุกข์ทรมาน และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจำกัดน้ำได้อย่างเหมาะสม</p> วริษฐา หวลกระโทก ศกุนตล อนุเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 114 132 ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบก้าวตามตารางที่พัฒนาบนพื้นฐานทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะของตนต่อการรับรู้สมรรถนะของตนในการออกกำลังกาย พฤติกรรมการออกกำลังกายและระดับน้ำตาลในเลือด ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ในชุมชน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/279467 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มเปรียบเทียบวัดผลก่อน-หลังการทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะของตนต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายแบบก้าวตามตารางในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ในชุมชน สุ่มเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ได้กลุ่มทดลอง 22 คนและกลุ่มเปรียบเทียบ 24 คน เก็บข้อมูลช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 โปรแกรมฯ ประกอบด้วยการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบกลุ่ม จากบุคคลต้นแบบ การสร้างแรงจูงใจและการให้กำลังใจด้วยวาจา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสะท้อนกลับด้วยผลลัพธ์ ระยะเวลา 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะของตนในการออกกำลังกายและพฤติกรรมการออกกำลังกาย ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา มีค่า CVI เท่ากับ 1 ทั้งสอบแบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.75 และ 0.90 ตามลำดับ และแบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Wilcoxon Signed Rank test และ Mann-Whitney U test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนการรับรู้สมรรถนะของตนในการออกกำลังกาย พฤติกรรมการออกกำลังกาย สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ และค่าคะแนนเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือด ของกลุ่มทดลองต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ และต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะ ควรขยายผลสู่ชุมชนโดยบูรณาการกับกิจกรรมสุขภาพที่มีอยู่และปรับให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น</p> สุพัตรา เชาว์ไวย เครือวัลย์ ดิษเจริญ ปิยลักษณ์ ขันติยวิชัย หนึ่งนุช รู้ปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 133 147 การพัฒนากลไกการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพระดับพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/282357 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เพื่อศึกษาสถานการณ์การดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ พัฒนากลไกการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ และประเมินผลการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพระดับพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ คณะกรรมการและคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบาย จำนวน 85 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นและสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสนทนากลุ่มและแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาได้แก่ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา โดยระยะเวลาในการวิจัยเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า จังหวัดฉะเชิงเทราดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับบริบทได้แก่ (1) พัฒนาระบบการดูแลระยะยาว (2) กระจายบริการผ่านหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ (3) ขับเคลื่อนนโยบาย “มะเร็งครบวงจร” (4) พัฒนาคลินิกโรคจากการทำงานและการจัดทำระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ (5) พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินและศักยภาพในการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤต (6) ยกระดับระบบข้อมูลสุขภาพรองรับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว โดยกลไกการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพระดับพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ประกอบด้วย (1) ทุกกลุ่มวัยได้รับการพัฒนาตามวัยและมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (2) ประชาชนได้รับการส่งเสริมสุขภาพอย่างเท่าเทียมกัน (3) อายุยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดี (4) ระบบบริการมีคุณภาพมาตรฐาน (5) ระบบการส่งต่อมีคุณภาพ (6) บุคลากรมีสมรรถนะและมีความสุข (7) ระบบบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ และ8) การเงินการคลังของระบบสุขภาพมีความมั่นคง ผลประเมินการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพระดับพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทราพบว่า ในภาพรวมมี การปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมมีการปฏิบัติในระดับมากที่สุด ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการและด้านผลผลิต มีการปฏิบัติในระดับมาก ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ใน การยกระดับการวางแผนระดับนโยบายและระดับปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด</p> รุ่งรัตน์ ห้องทองคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 148 163 การพัฒนารูปแบบการบำบัดและฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติด อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/282142 <p>การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การเสพสารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติด พัฒนารูปแบบการบำบัดและฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติด และประเมินผล การพัฒนารูปแบบการบำบัดและฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติด อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสนทนากลุ่ม แบบแบบสอบถาม แบบติดตามการบำบัดและฟื้นฟู และสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ (1) ผู้ใช้สารเสพติด กลุ่มสีเขียว จำนวน 84 คน (2) บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจำนวน 5 คน (3) ภาคีเครือข่ายสุขภาพ จำนวน 20 คน (4) ผู้ดูแลผู้ใช้สารเสพติด จำนวน 30 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณเป็น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการจัดหมวดหมู่ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) ผู้ใช้สารเสพติดกลุ่มสีเขียว จำนวน 84 คน เข้ารับการบำบัดและฟื้นฟูโดยทีม สหวิชาชีพของโรงพยาบาลประทายและเครือข่ายสุขภาพ ปัญหาจากการดำเนินงานที่ผ่านมาผู้ใช้สารเสพติดถูกตีตราจากสังคม (2) โดยภาพรวมผู้ใช้สารเสพติดมีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 61.90 ส่วนการพัฒนารูปแบบการบำบัดและฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติด ได้ออกแบบพัฒนาร่วมกันกับภาคีเครือข่ายสุขภาพ ภายใต้แนวคิด PRATHAI Model ได้แก่ (2.1) การวางแผนชัดเจน (plan) (2.2) การตระหนักรู้ (realize) (2.3) การส่งเสริมวิชาการ (academic) (2.4) การติดตามต่อเนื่อง (track) (2.5) การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (help) (2.6) การยอมรับ (accept) (2.7) การให้ความสำคัญ (importance) (3) การประเมินผลการพัฒนารูปแบบการบำบัดและฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติด ภายหลังจากการเข้ารับการบำบัดและฟื้นฟู ผู้ใช้สารเสพติดสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ รูปแบบการบำบัดและฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติดที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม สามารถใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ ข้อเสนอแนะ การบำบัดและฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติดควรเป็นบทบาทหน้าที่ของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และควรมีการติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้สารเสพติดอย่างต่อเนื่อง</p> ธีรพงศ์ โศภิษฐิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 164 184 ปัจจัยที่มีผลต่อการลาออกของแพทย์ กรณีศึกษา : แพทย์สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขในจังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/282268 <p>การศึกษานี้เป็นวิจัยเชิงผสมผสานวิธีแบบคู่ขนาน วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุเชิงลึก ปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลาออกจากราชการของแพทย์สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขในจังหวัดนครราชสีมา เก็บข้อมูลจากแพทย์สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขในจังหวัดนครราชสีมาที่ลาออกจากราชการในช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ทั้งหมดจำนวน 60 คน ด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึกรายบุคคล และการตอบแบบสอบถามทาง Google form โดยเก็บข้อมูลเป็นคำถามแบบปลายเปิด ใช้คำถามเดียวกันทั้งหมด วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพแบบการวิเคราะห์แก่นสาร</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า จากแพทย์ที่ลาออกทั้งหมด 60 คน เก็บข้อมูลได้ 53 คน คิดเป็นร้อยละ 88.33 แบ่งเป็นเพศชาย 23 คน เพศหญิง 30 คน พบว่า แพทย์ทุกคนที่ลาออกจากราชการยังคงประกอบอาชีพแพทย์อยู่ สาเหตุของการลาออกมาจากหลายเหตุผลประกอบกัน โดยพบว่าภาระงาน เป็นสาเหตุที่ทำให้แพทย์ลาออกมากที่สุดจำนวน 44 คน คิดเป็นร้อยละ83.02 ภาระงานที่หนักส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต เกิดความไม่สมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว และเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานตามมา สาเหตุรองลงมาคือเรื่องค่าตอบแทน จำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 75.47 โดยพบว่าค่าตอบแทนไม่มีความเหมาะสมกับภาระงาน ความก้าวหน้า (Career Advancement) จำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 58.49 ภูมิลำเนา จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ28.30 และเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ16.98 จากผลการศึกษาในครั้งนี้ผู้วิจัยเห็นว่าควรมีการบริหารจัดการภาระงานอย่างเหมาะสมเพื่อให้แพทย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงปรับปรุงระบบค่าตอบแทน สวัสดิการ และส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน เพิ่มการคงอยู่ ลดการลาออกของแพทย์ในระบบบริการสาธารณสุขภาครัฐต่อไป</p> ทรงพล เทพอวยพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 185 202 สถานการณ์กระดูกสะโพกหักและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการหักของกระดูกสะโพก ในผู้สูงอายุ จังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/282889 <p>ที่มาและวัตถุประสงค์ กระดูกสะโพกหักเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของผู้สูงอายุที่ส่งผลต่อความสามารถในการพึ่งพาตนเอง คุณภาพชีวิต และภาระระบบสุขภาพ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์กระดูกสะโพกหักและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุจังหวัดนครราชสีมา วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบกรณี–ควบคุม แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ตอนที่ 1 ศึกษาสถานการณ์จากเวชระเบียนผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก (ICD-10: S72.0–S72.2) จาก low energy trauma ในโรงพยาบาลรัฐ ปี พ.ศ. 2566–2568 จำนวน 1,045 ราย และตอนที่ 2 ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในกลุ่มกรณี 127 รายและกลุ่มควบคุม 254 ราย (1:2) จับคู่จากชุมชนระแวกเดียวกัน วิเคราะห์ด้วย Chi-square test, Independent t-test และ Multiple Logistic Regression</p> <p>ผลการศึกษา อัตราการเกิดกระดูกสะโพกหักเฉลี่ย 75.84 ต่อแสนประชากรผู้สูงอายุ มีแนวโน้มลดลงจาก 87.49 (พ.ศ. 2566) เป็น 57.94 (พ.ศ. 2568) ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 73.6) อายุเฉลี่ย 79.0 ปี กระดูกหัก trochanteric region พบมากที่สุด (ร้อยละ 62.3) และร้อยละ 52.7 ได้รับการผ่าตัดภายใน 2 วัน ผลการวิเคราะห์ Multiple Logistic Regression พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อิสระ 6 ปัจจัย ได้แก่ การใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม (Adjusted OR = 5.42) การไม่ออกกำลังกาย (Adjusted OR = 3.87) การสวมรองเท้าไม่เหมาะสม (Adjusted OR = 3.82) การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงไม่เหมาะสม (Adjusted OR = 3.34) เพศหญิง (Adjusted OR = 2.30) และการมีผู้ดูแล (Adjusted OR = 2.52) ทุกปัจจัย p &lt; 0.05 อภิปรายและข้อเสนอแนะ: ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้สามอันดับแรก ได้แก่ การใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม การไม่ออกกำลังกาย และการสวมรองเท้าไม่เหมาะสม ควรเป็นเป้าหมายหลักของมาตรการป้องกันเชิงรุก ทั้งการทบทวนยา การส่งเสริมการออกกำลังกาย และการให้คำแนะนำการเลือกรองเท้าที่เหมาะสมในคลินิกผู้สูงอายุ</p> พีรวัฒน์ ลิ้มมหาคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 203 217 การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีอุบัติเหตุทางถนน จังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/283155 <p>การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์การดำเนินงานการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีอุบัติเหตุทางถนน (2) พัฒนารูปแบบการดำเนินงานการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีอุบัติเหตุทางถนน (3) ประเมินผลรูปแบบการดำเนินงานการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีอุบัติเหตุทางถนน จังหวัดนครราชสีมา เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสนทนากลุ่ม แบบบันทึกผลการพัฒนาและติดตามเยี่ยมพื้นที่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ (1) ผู้บริหารระดับจังหวัด จำนวน 2 คน (2) ผู้บริหารระดับอำเภอ จำนวน 64 คน (3) ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 1 คน (4) มูลนิธิกู้ภัยจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 4 คน (5) สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 1 คน (6) ผู้ปฏิบัติงานระดับพื้นที่ จำนวน 64 คน (7) ประชาชนที่เคยขับขี่รถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รถยนต์ในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 30 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณเป็น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการจัดหมวดหมู่ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) จังหวัดนครราชสีมามีอัตราการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 ของเขตสุขภาพที่ 9 มาตรการการป้องกันได้มีการจัดทำคำสั่งจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน และการดำเนินการป้องกันเป็นการบูรณาการร่วมกันของภาคีเครือข่าย ปัญหาที่พบ คือ ข้อจำกัดทางกายภาพ ระบบคมนาคม และพฤติกรรมผู้ขับขี่ (2) พัฒนารูปแบบการดำเนินงานการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีอุบัติเหตุทางถนนเป็นการดำเนินงานร่วมกันจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวคิด KORAT EMS SMART Model ประกอบด้วย การจัดการข้อมูลและพื้นที่เสี่ยง (knowledge &amp; risk mapping) การบัญชาการและสั่งการ (organization &amp; command center) ทีมตอบโต้ฉุกเฉินรวดเร็ว (rapid response team) เครือข่ายการรักษาผู้บาดเจ็บ (advanced trauma care network) เทคโนโลยีสนับสนุน (technology &amp; telemedicine) ความยั่งยืนและ การมีส่วนร่วม (sustainability &amp; community participation) (3) การประเมินรูปแบบการดำเนินงานการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขฯ พฤติกรรมการใช้รถบนท้องถนน โดยภาพรวมอยู่ที่ระดับบ่อยครั้ง (<strong> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=</strong>3.54, S.D. =.62) ด้านความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ที่ระดับมาก (<strong> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=</strong>3.96, S.D. =.60) และความต้องการ อยู่ที่ระดับมากที่สุด (<strong> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=</strong>4.29, S.D. =.61) อัตราการรอดชีวิตของผู้บาดเจ็บระดับวิกฤต (P1) มีแนวโน้นดีขึ้น ข้อเสนอแนะควรเพิ่มหน่วย EMS และควรทบทวนองค์ความรู้การตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง</p> สรภัส เพชรอรุณ เปมิกา อัครวรัตถ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 218 241 การพัฒนารูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของ ภาคีเครือข่าย จังหวัดนนทบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/283162 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ(1)เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา ความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม และบริบทของรการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน จังหวัดนนทบุรี (2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน (3) เพื่อประเมินผลรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการ 4 ระยะ เป็นเวลา 9เดือน ระยะที่ 1 การศึกษาสถานการณ์ปัญหาโดย การสนทนากลุ่มภาคีเครือข่าย และศึกษาความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม การจัดการมูลฝอยติดเชื้อของประชาชนอายุ18ปีขึ้นไป ระยะที่ 2.พัฒนารูปแบบฯโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบ 2 วงรอบ ได้แก่ การทดลองใช้ในครัวเรือนนำร่อง 10 ครัวเรือน เพื่อประเมินและปรับปรุงรูปแบบ ก่อนนำไปทดลองใช้ในครัวเรือนเป้าหมาย 103 ครัวเรือน ระยะที่4 การสะท้อนผลและประเมิน โดยการสนทนากลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อสะท้อนผล เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวคำถามสะท้อนปัญหาแบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม แบบประเมินความถูกต้องของการปฏิบัติ แบบบันทึกตัวชี้วัดเชิงระบบและแนวคำถามสำหรับการสะท้อนผล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนมีความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในระดับดี แต่ยังพบข้อจำกัดเชิงด้านระบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ระบบต้นทางในครัวเรือน (2) ระบบกลางทางด้านจุดรวบรวมและการเก็บขน (3) ระบบปลายทางด้านการส่งต่อและกำจัดตามมาตรฐาน และ(4) กลไกสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย หลังทดลองใช้ระบบ ครัวเรือนเป้าหมายมีค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 2.90±0.42 เป็น 3.87±0.41 และค่าเฉลี่ยความถูกต้องของการปฏิบัติเพิ่มขึ้นจาก 4.98±1.50 เป็น 8.85±0.98 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=50.180 และ t=22.648; p&lt;.001) และ ภาคีเครือข่ายยอมรับรูปแบบที่พัฒนาขึ้นและมองว่าปัจจัยความสำเร็จเกิดจากบรูณาการร่วมกันอย่างเป็นระบบ</p> สันติ โพธิ์ทอง อารยา เชียงของ ศิริเนตร สุขดี ธนภูมิ เกษวัว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 12 1 242 260