https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp/issue/feed
วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม
2026-04-03T14:58:49+07:00
ดร.ศิริลักษณ์ ใจช่วง
journal.nkp@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้และข้อมูลข่าวสารด้านวิชาการ โดยกำหนดเผยแพร่ นิพนธ์ต้นฉบับ ( Original Article) บทบรรณาธิการ (Editorial) บทความหรือรายงานเหตุการณ์สำคัญ (Report) ตลอดจนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ การแพทย์ฉุกเฉินและคุ้มครองผู้บริโภค ระบบสุขภาพและการประเมินผลโครงการด้านสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายด้านสุขภาพ</p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp/article/view/278525
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
2026-02-02T16:24:37+07:00
Riyaporn Intasem
riya.intasem1411@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive study)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 15 – 70 ปี พื้นที่เขตเทศบาลเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม จำนวน 323 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ด้วยสถิติ Multinomial logistic regression</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างความรู้อยู่ในระดับสูงร้อยละ 60.37 ( Mean=7.70, S.D.=1.71) ทัศนคติอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 59.44 (Mean=38.45, S.D.=3.94) และพฤติกรรมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 45.51 ( Mean=34.36, S.D.=8.02) ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม จากการวิเคราะห์โดยใช้สถิติ Multinomial logistic regression ได้แก่ อายุ รายได้ และสมาชิกในครอบครัวที่เป็นกลุ่มเสี่ยง พบว่า ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ดีกว่าอายุ 15-35 ปี (OR =9.56, p <0.001) รายได้ต่อเดือน 30,001 บาทขึ้นไป มีพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ดีกว่ารายได้ไม่เกิน 10,000 บาท (OR =4.09, p<0.01 สมาชิกในครอบครัว ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง มีพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5 </sub>น้อยกว่าสมาชิกในครอบครัวที่ไม่เป็นกลุ่มเสี่ยง (OR =0.26, p <0.001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบถดถอยโลจิสติกส์ พบว่าทัศนคติที่ดีสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ควรสร้างโปรแกรมส่งเสริมทัศนคติที่ถูกต้องแก่สมาชิกในครอบครัวที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว) และสนับสนุนการเข้ารับบริการคลินิกมลพิษเพราะเห็นแนวโน้มในการเพิ่มพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ดี</p>
2026-04-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp/article/view/280270
Effectiveness of a Health Literacy Development Program for Primary Caregivers of Early Childhood Children in Jorhor Subdistrict, Mueang District, Nakhon Ratchasima Province ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ของผู้เลี้ยงดูหลัก ตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
2026-02-27T14:11:00+07:00
น.ส.นีรนุช ศาสตระวาทิต
deesine24@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูหลัก ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูหลัก</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การศึกษาวิจัยแบบกึ่งทดลองเปรียบเทียบก่อนและหลังชนิดแบบ 1 กลุ่ม</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> ประยุกต์ตามหลักทฤษฎีการเรียนรู้ นำมาเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมตามแนวคิดของดอนนัทบีม 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเข้าถึง การเข้าใจ การตัดสินใจ และการนำไปใช้ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เลี้ยงดูหลัก พื้นที่รับผิดชอบของศูนย์แพทย์ชุมชนเมือง 12 จอหอชุมชนที่ลักษณะคล้ายคลึงกันเป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบทและไม่ห่างไกลจากพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อสะดวกในการเดินทางของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 54 คน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงเด็ก ของสถาบันพัฒนาอนามัยเด็กแห่งชาติ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเครื่องมือที่ใช้ ในการทดลอง ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินโปรแกรม 4 สัปดาห์ การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปวิเคราะห์โดยใช้สถิติสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistic) เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้เลี้ยงดูหลัก ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ</p> <p>วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบข้อมูลความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้เลี้ยงดูหลักก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน (Inferential statistics) โดยใช้สถิติ Dependent paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพฯโดยรวมก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อยู่ในระดับพอใช้ มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 93.30±8.88 หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ อยู่ในระดับพอใช้ มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ121.96±7.67 เมื่อเปรียบเทียบพบว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ มีค่าคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพฯ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูหลักมีประสิทธิผลในการเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพฯโดยรวมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 93.30 เป็น 121.96 คะแนน</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูหลัก หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯด้านการสื่อสารระหว่างบุคคลมีค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุด จึงควรปรับรูปแบบโปรแกรมที่กระตุ้นการสื่อสารอย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือ และโน้มน้าวให้บุคคลอื่นปฏิบัติตามได้ ส่วนปัจจัยที่แตกต่างกันของกลุ่มตัวอย่าง เช่น อายุ การศึกษา และอาชีพ ทำให้การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพฯรูปแบบเดียวกันได้ไม่ดี ควรปรับรูปแบบแนวทางและสื่อการสอนเพื่อส่งเสริมการรับรู้ที่ดีกว่าเดิม เช่น การทบทวนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ ปรับโปรแกรมผ่าน Telehealth เพิ่มกิจกรรมการกำกับติดตาม เพิ่มการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เลี้ยงดูหลักและจำนวนหรืออุบัติการณ์ของเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าเพื่อให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจนเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผ</p>
2026-05-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม