วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp <p>วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้และข้อมูลข่าวสารด้านวิชาการ โดยกำหนดเผยแพร่ นิพนธ์ต้นฉบับ ( Original Article) บทบรรณาธิการ (Editorial) บทความหรือรายงานเหตุการณ์สำคัญ (Report) ตลอดจนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ การแพทย์ฉุกเฉินและคุ้มครองผู้บริโภค ระบบสุขภาพและการประเมินผลโครงการด้านสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายด้านสุขภาพ</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม และบุคลากรท่านอื่นๆในสำนักงานฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเอง</p> journal.nkp@gmail.com (ดร.ศิริลักษณ์ ใจช่วง) journal.nkp@gmail.com (เบญจมาศ วันนาพ่อ) Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการคัดแยกขยะของบุคลากร โรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp/article/view/279329 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการคัดแยกขยะของบุคลากรโรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์ โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด PRECEDE-PROCEED Model</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย: </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรโรงพยาบาลจิตเวชนครพมราชนครินทร์ จำนวน 124 คน จากนั้น ใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วนตามลักษณะงาน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่สร้างจากกรอบแนวคิด PRECEDE-PROCEED Model ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไป ความรู้ ทัศนคติ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และพฤติกรรม การคัดแยกขยะ แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (IOC มากกว่า 0.67 ทุกข้อ) และทดสอบความเชื่อมั่นพบว่าแบบวัดความรู้มีค่า KR-20 เท่ากับ 0.87 และส่วนทัศนคติ พฤติกรรม และปัจจัยต่าง ๆ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.93 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า Chi-Square สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 65.85 มีอายุเฉลี่ย 40.17 ปี (S.D.=9.38) มีค่ามัธยฐาน (Median) ของระยะเวลาการปฏิบัติงาน 9 ปี (Min = 0.5, Max = 31)และร้อยละ 73.39 เคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับการจัดการขยะ บุคลากรมีความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะอยู่ในระดับปานกลาง (= 2.54, S.D. = 0.70) โดยใช้เกณฑ์ของ Bloom แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ สูง (≥ร้อยละ 80) ปานกลาง (ร้อยละ 60-79) ต่ำ (&lt;ร้อยละ 60) มีทัศนคติเชิงบวก ( = 3.29, S.D. = 0.36) และพฤติกรรมการคัดแยกขยะอยู่ในระดับสูง (= 3.53, S.D. = 0.22) ปัจจัยส่วนบุคคลทั้งหมดไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม การคัดแยกขยะ ในขณะที่ความรู้ ทัศนคติ การรับรู้ความสามารถของตนเอง การได้รับข้อมูลข่าวสาร ทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวก และการสนับสนุนจากผู้บริหาร มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการคัดแยกขยะ (p &lt;0.001) การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนพบว่า มีเพียงสองตัวแปรที่มีผล และสามารถทำนายพฤติกรรมการคัดแยกขยะ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ การรับรู้ความสามารถของตนเอง (β = 0.448, p &lt; 0.001) และการสนับสนุนจากผู้บริหาร (β = 0.226, p &lt;0.001 โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 38.8</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของบุคลากรในการจัดการขยะ ควบคู่ไปกับการสร้างระบบสนับสนุนขององค์กรที่มีประสิทธิผล สามารถยกระดับพฤติกรรมการคัดแยกขยะได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ จัดหาทรัพยากรและอุปกรณ์ที่เพียงพอและเหมาะสม และสร้างบรรยากาศการทำงานที่ส่งเสริมพฤติกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong> :</strong> พฤติกรรมการคัดแยกขยะ; การจัดการขยะ; บุคลากรโรงพยาบาล; แบบจำลอง PRECEDE-PROCEED; การรับรู้ความสามารถของตนเอง</p> thanaswas rattanawannee ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp/article/view/279329 Wed, 17 Jun 2026 00:00:00 +0700 Effectiveness of a Health Literacy Development Program for Primary Caregivers of Early Childhood Children in Jorhor Subdistrict, Mueang District, Nakhon Ratchasima Province ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ของผู้เลี้ยงดูหลัก ตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp/article/view/280270 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูหลัก ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูหลัก</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การศึกษาวิจัยแบบกึ่งทดลองเปรียบเทียบก่อนและหลังชนิดแบบ 1 กลุ่ม</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> ประยุกต์ตามหลักทฤษฎีการเรียนรู้ นำมาเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมตามแนวคิดของดอนนัทบีม 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเข้าถึง การเข้าใจ การตัดสินใจ และการนำไปใช้ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เลี้ยงดูหลัก พื้นที่รับผิดชอบของศูนย์แพทย์ชุมชนเมือง 12 จอหอชุมชนที่ลักษณะคล้ายคลึงกันเป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบทและไม่ห่างไกลจากพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อสะดวกในการเดินทางของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 54 คน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงเด็ก ของสถาบันพัฒนาอนามัยเด็กแห่งชาติ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเครื่องมือที่ใช้ ในการทดลอง ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินโปรแกรม 4 สัปดาห์ การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปวิเคราะห์โดยใช้สถิติสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistic) เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้เลี้ยงดูหลัก ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ</p> <p>วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบข้อมูลความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้เลี้ยงดูหลักก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน (Inferential statistics) โดยใช้สถิติ Dependent paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพฯโดยรวมก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อยู่ในระดับพอใช้ มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 93.30±8.88 หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ อยู่ในระดับพอใช้ มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ121.96±7.67 เมื่อเปรียบเทียบพบว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ มีค่าคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพฯ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูหลักมีประสิทธิผลในการเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพฯโดยรวมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 93.30 เป็น 121.96 คะแนน</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูหลัก หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯด้านการสื่อสารระหว่างบุคคลมีค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุด จึงควรปรับรูปแบบโปรแกรมที่กระตุ้นการสื่อสารอย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือ และโน้มน้าวให้บุคคลอื่นปฏิบัติตามได้ ส่วนปัจจัยที่แตกต่างกันของกลุ่มตัวอย่าง เช่น อายุ การศึกษา และอาชีพ ทำให้การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพฯรูปแบบเดียวกันได้ไม่ดี ควรปรับรูปแบบแนวทางและสื่อการสอนเพื่อส่งเสริมการรับรู้ที่ดีกว่าเดิม เช่น การทบทวนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ ปรับโปรแกรมผ่าน Telehealth เพิ่มกิจกรรมการกำกับติดตาม เพิ่มการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เลี้ยงดูหลักและจำนวนหรืออุบัติการณ์ของเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าเพื่อให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจนเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผ</p> น.ส.นีรนุช ศาสตระวาทิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp/article/view/280270 Thu, 28 May 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp/article/view/278525 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive study)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 15 – 70 ปี พื้นที่เขตเทศบาลเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม จำนวน 323 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ด้วยสถิติ Multinomial logistic regression</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างความรู้อยู่ในระดับสูงร้อยละ 60.37 ( Mean=7.70, S.D.=1.71) ทัศนคติอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 59.44 (Mean=38.45, S.D.=3.94) และพฤติกรรมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 45.51 ( Mean=34.36, S.D.=8.02) ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม จากการวิเคราะห์โดยใช้สถิติ Multinomial logistic regression ได้แก่ อายุ รายได้ และสมาชิกในครอบครัวที่เป็นกลุ่มเสี่ยง พบว่า ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ดีกว่าอายุ 15-35 ปี (OR =9.56, p &lt;0.001) รายได้ต่อเดือน 30,001 บาทขึ้นไป มีพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ดีกว่ารายได้ไม่เกิน 10,000 บาท (OR =4.09, p&lt;0.01 สมาชิกในครอบครัว ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง มีพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5 </sub>น้อยกว่าสมาชิกในครอบครัวที่ไม่เป็นกลุ่มเสี่ยง (OR =0.26, p &lt;0.001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบถดถอยโลจิสติกส์ พบว่าทัศนคติที่ดีสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ควรสร้างโปรแกรมส่งเสริมทัศนคติที่ถูกต้องแก่สมาชิกในครอบครัวที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว) และสนับสนุนการเข้ารับบริการคลินิกมลพิษเพราะเห็นแนวโน้มในการเพิ่มพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ดี</p> Riyaporn Intasem ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp/article/view/278525 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการติดตามเวชระเบียนผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp/article/view/279224 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหา กระบวนการ การดำเนินงาน การพัฒนาระบบสารสนเทศและการประเมินผลการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการติดตามเวชระเบียนผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed method research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างเป็นทีมนำด้านเวชระเบียนและสารสนเทศจำนวน 13 คน โดยรวบรวมข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม และกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ใช้งานระบบเวชระเบียนผู้ป่วยใน จำนวน 48 คน ระยะเวลาที่ศึกษาช่วง ตุลาคม 2567 - กันยายน 2568 พัฒนาระบบสารสนเทศด้วย Visual Studio Code, PHP 7.4 และฐานข้อมูล MySQL แบบประเมินความพึงพอใจที่พัฒนาตามโมเดลความสำเร็จของดีโลน และแมคลีน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการติดตามเวชระเบียนผู้ป่วยในตามวงจร SDLC ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาการไหลของเวชระเบียนและการติดตามสถานะได้อย่างมีประสิทธิภาพการนำระบบไปใช้จริงพบปัญหาบางประการ เช่น สิทธิ์การเข้าใช้งานและการค้นหาข้อมูล ความพึงพอใจของผู้ใช้ภาพรวมอยู่ในระดับ “พึงพอใจมาก” (Mean = 3.89, S.D.= 0.25) ระบบมีประโยชน์สูงสุดต่อการปฏิบัติงานช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความสะดวก และทำให้ติดตามเวชระเบียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> <p><strong> </strong><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> การพัฒนาระบบสารสนเทศช่วยให้ติดตามสถานะเวชระเบียนผู้ป่วยในช่วยให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ ลดขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน สามารถติดตามเวชระเบียนผู้ป่วยในเพื่อนำไปส่งเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ทันเวลา และสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูลมากขึ้น</p> <p> </p> อ่อนนุช จันทราษี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp/article/view/279224 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ควรตระหนักในสถานการณ์ปัจจุบัน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp/article/view/283361 <p>มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศภายนอกอาคาร (Ambient Air Pollution) &nbsp;ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พบได้ทั่วไป โดยประชากรส่วนใหญ่ของโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศไม่เป็นไปตามเกณฑ์ระดับมลพิษที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยมลพิษทางอากาศประกอบด้วยอนุภาคระดับ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขนาดนาโนถึงไมโครที่หลากหลายและส่วนประกอบที่เป็นก๊าซ โดยองค์ประกอบของมลพิษทางอากาศ ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (particulate matter - PM) ที่มีขนาดต่างกัน สารกลุ่มโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (PAHs) และส่วนประกอบที่เป็นก๊าซ รวมถึงก๊าซโอโซน (O<sub>3</sub>), คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO<sub>2</sub>), ไนโตรเจนออกไซด์ (NO<sub>2</sub>) และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) เป็นต้น<sup>1</sup></p> <p>ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าฝุ่นละอองในบรรยากาศ (Particulate Matter; PM) เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ฝุ่นละอองขนาดเล็ก เรียกกันสั้น ๆ ว่า PM เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศ ซึ่งประกอบด้วยส่วนผสมของอนุภาคขนาดเล็กหรือหยดของเหลวที่ประกอบด้วยโลหะ สารประกอบอินทรีย์ และอนุภาคฝุ่น โดย PM ถูกจำแนกตามขนาดของอนุภาคเป็น PM0.1, PM2.5 และ PM10 เป็นต้น &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;PM0.1และ PM2.5 โดยทั่วไปประกอบด้วยสารไฮโดรคาร์บอน โลหะ และอนุภาคทุติยภูมิที่ก่อตัวจากก๊าซในชั้นบรรยากาศ นอกจากนี้ PM ยังสามารถทำหน้าที่เป็นพาหะในการลำเลียงสารปนเปื้อนจำนวนมากที่ดูดซับไว้ได้ เช่น สารประกอบอินทรีย์ โลหะ หรือ PAHs <sup>1 &nbsp;</sup>ซึ่งอาจเป็นสาเหตุปัญหาสุขภาพของประชากรได้ เนื่องจากฝุ่นละอองเล็กระดับ PM2.5 สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้อย่างลึกถึงระดับถุงลมปอด งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการสัมผัสฝุ่น PM2.5 กับโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคทางระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจและหลอดเลือด<sup>2 </sup>&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตหมอกควันตามฤดูกาลอย่างรุนแรง โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 (เส้นผ่านศูนย์กลาง &lt; 2.5 ไมโครเมตร) ซึ่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสาธารณสุข โดยมีรายงานการเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับการได้รับฝุ่นละอองระยะยาวเกือบ 50,000 รายต่อปี<sup>3 </sup>ซึ่งแหล่งกำเนิดมลพิษ PM2.5 ในประเทศไทย จากการวิเคราะห์สัดส่วนสารมลพิษ พบว่าแหล่งกำเนิดหลักแบ่งออกเป็น &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาคการเกษตรและการเผาในที่โล่ง (Biomass Burning) เกิดจากการเผาเศษซากพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด และอ้อย เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกในฤดูแล้ง ร่วมกับปัญหาไฟป่าข้ามพรมแดน, ภาคการคมนาคม (Transportation) เป็นการระบายไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลที่มีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะในเขตเมืองหลวงที่มีการจราจรหนาแน่น และภาคอุตสาหกรรม (Industrial Sector) เป็นการปลดปล่อยสารมลพิษและฝุ่นละอองจากโรงงานอุตสาหกรรม<sup>4&nbsp; </sup></p> <p><sup>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </sup>ด้านทางการแพทย์ ผลกระทบต่อสุขภาพและพยาธิสภาพ (Health Impacts and Pathophysiology) ที่เกิดขึ้น เนื่องจากอนุภาค PM2.5 มีขนาดเล็กมาก จึงสามารถเล็ดลอดระบบกรอง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ของทางเดินหายใจส่วนบน เข้าสู่ถุงลมปอดและซึมผ่านผนังหลอดเลือดเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ก่อให้เกิดผลกระทบ 2 ระยะได้แก่ ผลกระทบระยะเฉียบพลัน (Acute Effects) เป็นการกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบ (Inflammation) ในระบบทางเดินหายใจ ส่งผลให้อาการโรคหอบหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) กำเริบเฉียบพลัน รวมถึงอาการระคายเคืองเยื่อบุตาและผิวหนัง และผลกระทบระยะยาว &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(Chronic Effects) เป็นการสะสมของฝุ่นก่อให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งปอด โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และโรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease)<sup>5 </sup>&nbsp;นอกจากนี้อวัยวะที่ได้รับผลกระทบเช่นกันอันดับแรก คือผิวหนัง ซึ่งจัดเป็นเนื้อเยื่อแรกที่สัมผัสกับมลพิษในสิ่งแวดล้อมโดยตรง เช่นเดียวกับทางเดินหายใจ ผิวหนังทำหน้าที่เป็นกำแพงป้องกันฝุ่นที่สัมผัสระะหว่างร่างกายกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบ มีรายงายวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า การเกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) เป็นกลไกที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดจากฝุ่น PM2.5 <sup>6</sup> เช่นกัน โดยผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ต่อผิวหนัง สามารถกระตุ้นให้อาการของโรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้และโรคเรื้อนกวางในเด็กมีความรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการเกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง การเสื่อมของผิวหนังก่อนวัย และศีรษะล้านแบบพันธุกรรม (androgenetic alopecia) และ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มะเร็งผิวหนัง<sup>1</sup> ฝุ่นละอองขนาดเล็กอาจส่งเสริมให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (Atopic Dermatitis - AD) โดยการทำลายเกราะป้องกันผิว ซึ่งจะเพิ่มความไวต่อสารก่อภูมิแพ้และทำให้เกิดการระคายเคืองด้วย<sup>1</sup></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อระบบพยาธิสรีรวิทยาของร่างกายมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีมิติความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับปัจจัยกำหนดสุขภาพเชิงสังคม (Social Determinants of Health) ซึ่งก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ (Health Inequity) ภายในสังคมอย่างเด่นชัด โดยมีประเด็นทางสังคมที่ควรตระหนักและควรได้รับการแก้ไขเช่นกัน &nbsp;ตัวอย่างเช่น กลุ่มเปราะบางขาดแคลนทุนทรัพย์ในการป้องกันตนเองและแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลมากกว่า ประชาชนยังสูญเสียพื้นที่สุขภาวะและสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงอากาศสะอาด เป็นต้น<sup>7 </sup></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ไม่เพียงแต่บั่นทอนสุขภาพของประชาชน แต่ยังซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยกลุ่มเปราะบางและแรงงานนอกระบบต้องแบกรับความเสี่ยงสูงเนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ในการป้องกันตนเอง ในเชิงเศรษฐกิจ มลพิษทางอากาศได้สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล ทั้งจากต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น ภาวะขาดผลิตภาพของแรงงานจากการเจ็บป่วยและผลกระทบเชิงลบต่อภาคการท่องเที่ยวอันเป็นรายได้หลักของประเทศอีก</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัญหามลพิษทางอากาศไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทุกคน จึงขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านร่วมกันเปลี่ยน 'ความตระหนัก' ให้เป็น 'การลงมือทำ' ผ่านแนวคิดร่วมใจ 3 ลด: ลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรและขยะในที่โล่ง, ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีควันดำ และลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ฝุ่นหนาตา มาร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อคืนลมหายใจที่บริสุทธิ์และสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับสังคมไทย และผลกระทบเฉียบพลันและเรื้อรังไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกคน ผู้เขียนจึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแล 'กลุ่มเปราะบาง' อย่างใกล้ชิด ทั้งเด็กเล็กที่ปอดยังเติบโตไม่เต็มที่</p> <p>ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว รวมถึงผู้ป่วยในกลุ่ม 4 โรคสำคัญ ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ,&nbsp; โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคตาอักเสบ และโรคผิวหนัง มาร่วมกันจัดทำ 'ห้องปลอดฝุ่น' (Dust-Free Room) ในบ้านหรือชุมชน และช่วยกันกระจายอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากาก N95 เพื่อลดโอกาสการกำเริบของโรคในวันที่มีค่าฝุ่นวิกฤต เป็นต้น</p> PARICHAT SRISAMAI ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nkp/article/view/283361 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700