https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/issue/feed วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี 2025-12-29T14:06:44+07:00 ดร. อรทัย ศรีทองธรรม tutuubonorathai@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวารสารที่รับบทความวิชาการหรือรายงานผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานป้องกันควบคุมโรคและภัยคุกคามสุขภาพ ทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางวิชาการและรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับงานป้องกันควบคุมโรคแก่หน่วยงานและบุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข (2) เพื่อรายงานความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานป้องกันควบคุมโรคแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ (3) เพื่อเป็นสื่อกระชับความสัมพันธ์ทางแนวคิดและปฏิบัติงานระหว่างสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 สำนักงานสาธารณสุข ศูนย์วิชาการเขต และกรมกองต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/275591 การศึกษาผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร ต่อค่าดัชนีมวลกาย และเส้นรอบเอว ในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง จังหวัดกาฬสินธุ์ 2025-06-20T11:16:04+07:00 ทิพาพร ราชาไกร rachakirthiphaphr@gmail.com <p>การศึกษาผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารต่อค่าดัชนีมวลกาย และเส้นรอบเอวในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ใช้การเปรียบเทียบแบบ pretest-posttest control group กลุ่มตัวอย่างจำนวน 70 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 ราย ดำเนินการศึกษานาน 12 สัปดาห์ โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ประยุกต์จากสูตรอาหารต้นทางร่วมกับทฤษฎีลำดับขั้นของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผลการศึกษา พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีระดับความรู้เฉลี่ยเพิ่มจากมัธยฐาน 7.00 เป็น 10.00 คะแนน และพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มจาก 1.00 เป็น 1.60 คะแนน ในขณะที่กลุ่มควบคุมเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ค่าดัชนีมวลกายของกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 28.32 ± 3.47 เป็น 26.44 ± 2.91 (p&lt;0.001) และเส้นรอบเอวลดลงจาก 93.51 ± 9.47 ซม. เป็น 88.34 ± 9.18 ซม. ขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอวเพิ่มขึ้น นำมาสู่ข้อเสนอแนะเรื่องโปรแกรมที่มีประสิทธิผลในการลดความเสี่ยงของภาวะอ้วนลงพุง ควรส่งเสริมให้นำไปขยายใช้ในพื้นที่อื่น และดำเนินการติดตามผลในระยะยาวเพื่อประเมินความยั่งยืนของพฤติกรรมสุขภาพ</p> 2025-12-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/275686 การศึกษาวิธีการใช้สารที่เหมาะสมในการลดปริมาณฟอร์มาลีนตกค้างในสไบนาง หมึกกรอบ ปลาหมึก และแมงกะพรุน 2025-06-13T09:58:59+07:00 ณลินทร โกศล nalinthon.063@gmail.com นูรฟาติน สระโพธิ์ nurfatinsrapo@gmail.com นูรุลฮูดา เล็งฮะ gloxinia2544@gmail.com พาดีละห์ อาแว sifodra251160@gmail.com ธารินี ลีละทีป tharinee@scphc.ac.th ศิริวรรณ วัฒนภักดี siriwan@scphc.ac.th ขวัญฤทัย โสมสัย kwanrutai@scphc.ac.th เหลืองแก้ว โกยทรัพย์ luengkeaw@scphc.ac.th <p>การศึกษาเชิงทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการลดสารฟอร์มาลีนตกค้างในสไบนาง หมึกกรอบ ปลาหมึก และแมงกะพรุน ด้วยด่างทับทิม ผงถ่าน น้ำส้มสายชู และเกลือ ผลการทดลองพบว่าด่างทับทิมและผงถ่านสามารถลดปริมาณสารฟอร์มาลีนในอาหารได้ดีที่สุดรองลงมาคือ น้ำส้มสายชูและเกลือ ตามลำดับ ผลการทดลองลดปริมาณสารฟอร์มาลีนในสไบนาง หมึกกรอบ ปลาหมึกสด และแมงกะพรุน พบว่า ด่างทับทิมและผงถ่านสามารถลดปริมาณสารฟอร์มาลีนจากระดับความเข้มข้นมากกว่าหรือเท่ากับ 41 ppm ให้อยู่ในระดับความเข้มข้นน้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ppm ในระยะเวลาการแช่ 10 20 และ 30 นาที น้ำส้มสายชูสามารถลดปริมาณฟอร์มาลีนจากระดับความเข้มข้นมากกว่าหรือเท่ากับ 41 ppm ให้อยู่ในระดับความเข้มข้นน้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ppm ในหมึกกรอบและปลาหมึก แต่ในสไบนางและแมงกะพรุนสามารถลดปริมาณสารฟอร์มาลีนได้เพียง 1 ระดับ คือจากระดับความเข้มข้นมากกว่า 41 ppm เหลือระดับความเข้มข้น 21-40 ppm ในระยะเวลาการแช่ 10 20 และ 30 นาที และพบว่า เกลือสามารถลดปริมาณสารฟอร์มาลีนในสไบนางและปลาหมึกสดได้ 1 ระดับ คือจากระดับความเข้มข้นมากกว่า 41 ppm เหลือระดับความเข้มข้น 21-40 ppm ในระยะเวลาการแช่ 20 และ 30 นาที อย่างไรก็ตามด่างทับทิมและผงถ่านส่งผลต่อสีอาหารทำให้อาหารเปลี่ยนเป็นสีดำไม่น่ารับประทาน จึงอาจไม่เหมาะในการนำมาใช้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภคจากการวิจัยนี้เสนอแนะว่าควรใช้น้ำส้มสายชูแช่อาหารเป็นเวลา 20-30 นาที และล้างด้วยน้ำเปล่า 2-3 ครั้ง ก่อนนำไปประกอบอาหาร เป็นวิธีการที่เหมาะสม สามารถลดสารฟอร์มาลีนในอาหารได้ และไม่ทำให้อาหารเปลี่ยนสี</p> 2025-12-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/274512 ผลการประยุกต์ใช้โปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเร่งรัดกำจัดโรคไข้มาลาเรียของอาสาสมัครสาธารณสุข พื้นที่อำเภอชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 2025-04-23T15:09:42+07:00 ศรเพชร มหามาตย์ pao_lo2002@yahoo.com สุนันทา พันขุนคีรี punkunkeeree@yahoo.com สุริยา ไหมทอง suriya.mai93@gmail.com กัลยา วีระวงศ์สวัสดิ์ kae_kallaya@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการประยุกต์ใช้โปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ทางด้านสุขภาพในการเร่งรัดกำจัดโรคไข้มาลาเรีย ของอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่อำเภอชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 แบ่งเป็นจากพื้นที่อำเภอเสี่ยงสูง จำนวน 45 คน และเสี่ยงต่ำ จำนวน 45 คน เครื่องมือวิจัย คือ โปรแกรมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการควบคุมและกำจัดโรคไข้มาลาเรียของ อสม.หมอประจำบ้าน อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ การรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ข้อมูลทั่วไป ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ด้านการเร่งรัดกำจัดโรคไข้มาลาเรีย ของอาสาสมัครสาธารณสุข เป็นเวลา 3 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบ t-test </p> <p>ผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างในพื้นที่เสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 91.1 และ 88.5 สถานภาพสมรส ร้อยละ 71.1 และ 68.8 ระดับการศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 51.2 และ 48.9 ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 91.1 และ 84.4 ระยะเวลาการเป็น อสม. อยู่ระหว่าง 11 - 20 ปี ร้อยละ 42.9 และ 21.8 และประวัติการเจ็บป่วย มีโรคประจำตัว ร้อยละ 29.2 และ 28.9 ตามลำดับ การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 ทั้งในกลุ่มพื้นที่เสี่ยงสูงและในกลุ่มพื้นที่เสี่ยงต่ำ โดยกลุ่มพื้นที่เสี่ยงสูง พบว่า มีค่าเฉลี่ยความรอบรู้ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม เท่ากับ 133.06 หลังเข้าร่วมโปรแกรม เท่ากับ 144.02 และพื้นที่เสี่ยงต่ำมีค่าเฉลี่ยความรอบรู้ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม เท่ากับ 131.93 และหลังเข้าโปรแกรม เท่ากับ 146.29 จึงสรุปได้ว่าโปรแกรมสามารถพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพได้ และควรดำเนินกิจกรรม ประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะๆ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับสภาพบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลง และกระตุ้นให้มีความคงอยู่ของความรอบรู้ ในการเร่งรัดกำจัดมาลาเรียทั้งในพื้นที่อำเภอเสี่ยง แต่อย่างไรก็ตามควรมีการวัดผลในเรื่องของพฤติกรรมสุขภาพด้วยสำหรับแผนการพัฒนาในครั้งถัดไป</p> 2025-12-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/275490 ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารในบุคลากรสาธารณสุข กรณีศึกษาโรงพยาบาลทั่วไปแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี 2025-06-09T10:54:57+07:00 ชัชนันท์ ปู่แก้ว chatchanann@gmail.com สร้อยสุดา เกสรทอง k.soisuda@fph.tu.ac.th นนท์ธิยา หอมขำ nontiya.h@fph.tu.ac.th <p>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารในบุคลากรด้านสาธารณสุขของโรงพยาบาลทั่วไปแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรด้านสาธารณสุขจำนวน 154 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามแผนกที่ให้บริการผู้ป่วย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ครอบคลุมปัจจัยด้านบุคคล ลักษณะงาน และสิ่งแวดล้อมร่วมกับการตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารด้านกายภาพ เคมี ชีวภาพ และการระบายอากาศ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาเพื่อแสดงค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติค เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับการเกิดกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคาร ผลการศึกษาพบความชุกของกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารร้อยละ 28.6 (ค่าความเชื่อมั่นที่ 95% = 21.4–35.7) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคคล คือ การมีโรคประจำตัว (OR<sub>adj</sub> = 2.85, 95% CI: 1.32-6.14) และปัจจัยด้านลักษณะงาน คือ ความคิดเห็นด้านอากาศในที่ทำงาน (OR<sub>adj</sub> = 3.50, 95% CI: 1.60-7.64) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังสุขภาพในกลุ่มบุคลากรด้านสาธารณสุขที่มีโรคประจำตัวควบคู่กับการปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคารให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด รวมทั้งส่งเสริมการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้อาคารต่อสภาพแวดล้อมภายในอาคารโดยเฉพาะด้านคุณภาพอากาศ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการป้องกันและลดความชุกของกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารในสถานพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/276906 ระบาดวิทยาและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรียระหว่างชาวไทยและชาวต่างชาติ เขตสุขภาพที่ 1 2025-08-08T11:10:20+07:00 กรรณิการ์ แก้วจันต๊ะ kannika.odpc1@gmail.com รุจิรา ต๊ะจันทร์ rujiratachan@gmail.com ดนัยพร กันธวงค์ danaiporn.k67@gmail.com <p>โรคไข้มาลาเรียยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางระบาดวิทยาและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรียระหว่างชาวไทยและชาวต่างชาติ เขตสุขภาพที่ 1 ตั้งแต่ปี 2563 - 2567 โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากระบบมาลาเรียออนไลน์ กรมควบคุมโรค จำนวน 5,747 ราย วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบไคสแควร์ (p &lt; 0.05) ผลการศึกษาพบผู้ป่วยต่างชาติมากกว่าผู้ป่วยชาวไทยประมาณ 1.4 เท่า ผู้ป่วยชาวไทยเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงประมาณ 2.5 เท่า ส่วนใหญ่อายุ 25 - 44 ปี ส่วนผู้ป่วยต่างชาติเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงประมาณ 1.9 เท่า ส่วนใหญ่อายุ 15 - 24 ปี และเป็นชาวเมียนมาร้อยละ 96.7 ผู้ป่วยชาวไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 19.7 ผู้ป่วยต่างชาติส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง ร้อยละ 48.6 พบผู้ป่วยมากสุดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบการติดเชื้อ <em>Plasmodium vivax</em> มากที่สุด โดยพบการระบาดสูงสุดในช่วงฤดูฝน (มิถุนายน - สิงหาคม) ผู้ป่วยชาวไทยส่วนใหญ่ติดเชื้อในกลุ่มบ้านที่ผู้ป่วยอาศัย ร้อยละ 36.7 ส่วนผู้ป่วยต่างชาติส่วนใหญ่ติดเชื้อจากต่างประเทศ ร้อยละ 47.1 ผู้ป่วยชาวไทยมีพฤติกรรมการนอนในมุ้งและใช้ยาทากันยุงมากกว่าผู้ป่วยต่างชาติ สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อมาลาเรียในกลุ่มผู้ป่วยชาวไทยและชาวต่างชาติพบว่า เพศ อายุ การไปพักแรมก่อนเป็นไข้ อาชีพ แหล่งติดเชื้อ การมีมุ้งใช้ การนอนในมุ้ง การใช้ยาทากันยุง การพ่นสารเคมีในแหล่งติดเชื้อ การพ่นสารเคมีในบ้านของผู้ติดเชื้อ การเจาะโลหิตค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ และการติดตามการรักษา มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อมาลาเรียอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคไข้มาลาเรียได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ให้บรรลุตามเป้าหมายการกำจัดโรคไข้มาลาเรียของประเทศไทยต่อไป</p> 2025-12-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/275523 การพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการเฝ้าระวังป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออก อำเภอเมืองอุบลราชธานี ด้วยกระบวนการเทคนิคการสร้างการมีส่วนร่วมแบบพหุภาคี 2025-06-19T14:10:02+07:00 อัจฉราภรณ์ ยะฮาด aucharapornyahad@gmail.com มณฑิชา รักศิลป์ monthicha.r@ubru.ac.th นพรัตน์ ส่งเสริม nopparat.s@ubru.ac.th <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และประเมินผลการพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก อำเภอเมืองอุบลราชธานี ด้วยกระบวนการเทคนิคการสร้างการมีส่วนร่วมแบบพหุภาคี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) กลุ่มตัวอย่างที่ร่วมพัฒนาศักยภาพ ได้แก่ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และตัวแทนประชาชน จำนวน 15 คน 2) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินผล ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 45 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบวิเคราะห์บริบท 2) แนวคำถามในการสนทนาแบบมีส่วนร่วม 3) แบบประเมิน ความรู้ พฤติกรรมและการมีส่วนร่วมมีค่าความเชื่อมั่น 0.86, 0.86 0.88 และ 4) แบบประเมินค่าดัชนีความชุกลูกน้ำยุงลาย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ Paired Sample T-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการพัฒนาศักยภาพ อสม. ประกอบด้วย 1) ศึกษาสภาพการณ์ วิเคราะห์ปัญหาการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน 2) วิเคราะห์ความต้องการของพื้นที่โดยการระดมสมองแบบกลุ่มภาคีเครือข่าย โดยผู้มีส่วนร่วม 3) สร้างเครือข่ายการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน 4) ขับเคลื่อนการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมของทีมระบบสุขภาพอำเภอในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก 5) พัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 6) เสริมสร้างสมรรถนะชุมชนในการแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออกโดยใช้ Technology of Participation: TOP และ 7) จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันไข้เลือดออก โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) เป็นกลไกกลางในการประสานงานและขับเคลื่อนนโยบาย จากการพัฒนาศักยภาพ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ พฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออก และการมีส่วนร่วม ดีขึ้นกว่าก่อนการพัฒนาศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value&lt;0.001) มีค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย (HI) เท่ากับ 13.10 และ Container Index (CI) เท่ากับ 4.17</p> 2025-12-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/277731 ผลการดำเนินงานรักษาวัณโรคระยะแฝงในกลุ่มผู้สัมผัสวัณโรคในเขตสุขภาพที่ 11 2025-09-22T13:40:50+07:00 กมลวรรณ อิ่มด้วง imduangk@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้ใช้การวิจัยรูปแบบ Descriptive Retrospective Cohort Study โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังจากโปรแกรมรายงานข้อมูลวัณโรคของประเทศไทย (NTIP) และแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ประเมินผลการดำเนินงานการรักษาวัณโรคระยะแฝงในกลุ่มผู้สัมผัสวัณโรค (2) ค้นหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการติดเชื้อและความสำเร็จของการรักษาวัณโรคระยะแฝงของผู้สัมผัสวัณโรค ในเขตสุขภาพที่ 11 กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้สัมผัสวัณโรคที่เข้ามารับการคัดกรองวัณโรคจากฐานข้อมูลโปรแกรม NTIP ปีงบประมาณ 2564-2566 จำนวน 27,374 ราย ผลการศึกษา พบว่าเป็นผู้สัมผัสร่วมบ้าน 17,335 ราย (63.32%) ผู้สัมผัสใกล้ชิด 10,039 ราย (36.67%) สัดส่วนผู้ป่วยวัณโรคต่อ ผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้าน เท่ากับ 1 : 2.2 มีภาพรังสีทรวงอกผิดปกติ 1,930 ราย (7.05%) และวินิจฉัยเป็นวัณโรค 696 ราย (2.54%) ผู้สัมผัสอายุ ≥5 ปี ตรวจพบมีการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง ร้อยละ 26.28 ได้รับการรักษาวัณโรคระยะแฝง 1,768 ราย กลุ่มอายุ ≥5 ปี สมัครใจรักษา ร้อยละ 96.37 และกลุ่มอายุ &lt;5 ปี ร้อยละ 58.36 ผลการรักษา มีอัตรารักษาครบร้อยละ 89.48 โดยมีสูตรยา 1HP รักษาครบทุกราย รองลงมาคือ 4R และ 3HP ร้อยละ 97.85 และ 92.15 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พบ เพศชายมีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าเพศหญิง ร้อยละ 23.9 กลุ่มอายุ พบกลุ่มอายุ 5–14 ปี และ 25-44 ปี มีโอกาสติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงสูงกว่ากลุ่ม ≥65 ปี ถึง 2.11 เท่า และ 1.3 เท่า และพบผู้สัมผัสร่วมบ้านมีโอกาสติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงสูงกว่าผู้สัมผัสใกล้ชิดประมาณ 4.87 เท่า และกลุ่มที่ได้รับยาสูตรอื่นๆ (3HR, 1HP, 4R) พบมีโอกาสรักษาครบน้อยกว่าผู้ที่ได้รับ 6-9H ประมาณร้อยละ 48 ดังนั้นการค้นหาผู้สัมผัส ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังเพื่อให้ตรวจพบได้เร็ว ลดการแพร่กระจายของวัณโรคในพื้นที่และการป่วยเป็นวัณโรคในอนาคต</p> 2025-12-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/273685 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันวัณโรค ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดกาฬสินธุ์ 2025-03-26T11:04:17+07:00 ประณิตา แก้วพิกุล pranita4197@gmail.com ภัทราวดี ภักดีแพง pp.pam555@gmail.com ธเนศ นนท์ศรีราช Thanade.Nonsrirach@gmail.com <p>วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก ถูกกำหนดเป็นเป็นยุทธศาสตร์การดำเนินงานด้านโรคติดเชื้อของประเทศไทย จังหวัดกาฬสินธุ์มีผู้ป่วยวัณโรคที่ต้องขึ้นทะเบียนรักษายังไม่ครอบคลุมเมื่อเทียบกับค่าเป้าหมายร้อยละ 90 และการขับเคลื่อนงานป้องกันควบคุมโรคเชิงรุกต้องใช้กลไกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจระดับและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันวัณโรคของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 200 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ประยุกต์จากเครื่องมือมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติไคสแควร์ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า อสม.ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 168 คน คิดเป็นร้อยละ 84.00 อายุน้อยกว่า 60 ปี 134 คนคิดเป็นร้อยละ 67.00 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า จำนวน 128 คน คิดเป็นร้อยละ 64.00 ระยะเวลาการเป็น อสม. เฉลี่ย 17.08 ปี (S.D. ±10.32) ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันวัณโรคของ อสม. ภาพรวมอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 50.67 และทุกองค์ประกอบส่วนใหญ่มีความรอบรู้อยู่ในระดับสูง อายุและระดับการศึกษาเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P-value=0.016 และ P-value=0.004 ตามลำดับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานวัณโรคในพื้นที่ควรมีการออกแบบโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับวัณโรคที่เหมาะสมกับกลุ่มอายุและระดับการศึกษาของ อสม. เพื่อสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมวัณโรคให้สูงขึ้น นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์สุขภาพเกี่ยวกับวัณโรคต่อไป</p> 2025-12-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/277160 การประเมินผลการจัดบริการอาชีวอนามัยและเวชกรรมสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลเขตสุขภาพที่ 3 2025-08-22T10:02:33+07:00 หรรษา รักษาคม hansar8838@gmail.com ยุพิน อินพิทักษ์ yupininpitak04@gmail.com อรัญตา สมานกุล arunta.smk@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการจัดบริการอาชีวอนามัยและเวชกรรมสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 3 ตามเกณฑ์และแนวทางการตรวจประเมินการจัดบริการอาชีวอนามัยฯ กรมควบคุมโรค ปี 2565-2567 โดยคัดเลือกโรงพยาบาลที่สมัครเข้าร่วมแบบเฉพาะเจาะจง 48 แห่งจากทั้งหมด 54 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 88.88 และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและอนุมาน ผลการศึกษาพบว่า จำนวนโรงพยาบาลที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2567 มีโรงพยาบาลเข้าร่วมมากที่สุด 29 แห่ง โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป มีผลการประเมินระดับดีมากถึงดีเด่น ผลรายองค์ประกอบส่วนใหญ่ผ่านเกณฑ์ ยกเว้นองค์ประกอบที่ 4 ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 2 แห่ง ซึ่งเป็นเรื่องการจัดบริการอาชีวอนามัยฯ เชิงรับ ส่วนโรงพยาบาลชุมชนมีผลการประเมินตั้งแต่ระดับเริ่มต้นถึงดีมาก โดยผลรายองค์ประกอบที่ 1 และ 2 ผ่านเกณฑ์ทุกปี องค์ประกอบที่ 3 การจัดบริการเชิงรุก บางแห่งไม่ผ่านเกณฑ์ในปี 2565 และองค์ประกอบที่ 4 ทุกแห่งยังไม่ผ่านเกณฑ์ สำหรับค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำในรายข้อของ รพศ./รพท. ได้แก่ การจัดการความรู้ การเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และการจัดบริการเชิงรับ ส่วนใน รพช. ที่มีผลค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำเป็นเรื่องการวิจัย การจัดทำคู่มือ/แนวทางปฏิบัติ การรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน การจัดการความเสี่ยงสภาพแวดล้อมในการทำงาน การเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การคัดกรองสุขภาพจากมลพิษสิ่งแวดล้อม และการจัดบริการเชิงรับ ผลการศึกษาในรพ. 15 แห่ง ที่มีการประเมินต่อเนื่องในปี 2565 และ 2567 พบว่าร้อยละคะแนนเฉลี่ยในองค์ประกอบที่ 1 2 3 และ 5 สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาที่ดีขึ้นหากมีการประเมินต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามควรมีการพัฒนาเรื่องการจัดบริการอาชีวอนามัยฯ เชิงรับ (องค์ประกอบที่ 4) รวมถึงควรทบทวนหรือปรับเกณฑ์จากผลการประเมินโรงพยาบาลให้เหมาะสมกับมาตรฐานและการดำเนินงานของโรงพยาบาลในพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายในการจัดทำเกณฑ์คุณภาพการจัดบริการอาชีวอนามัยฯ ตาม พ.ร.บ. ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562</p> 2025-12-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278354 การพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับแบบครบวงจรในพื้นที่ เขตสุขภาพที่ 10 อุบลราชธานี 2025-10-18T17:31:35+07:00 เพ็ชรบูรณ์ พูลผล siapoolphol@gmail.com ดวงเดือน จันทโชติ duangchan252219@gmail.com พัชรี ทิพวรี Ptipwaree@gmail.com กรชนก บรรดาศักดิ์ polyaoey@gmail.com นงค์นุช สุรัตนวดี Nongnut25082535@gmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับ <em>Opisthorchis viverrini</em> แบบครบวงจร พื้นที่ศึกษาในเขตสุขภาพที่ 10 แบ่งเป็น พื้นที่พัฒนาต้นแบบในจังหวัดอุบลราชธานี 1 อำเภอ และพื้นที่ขยายผล 5 จังหวัดละๆ 1 อำเภอ รวม 6 อำเภอ กลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น ผู้มีส่วนร่วมในพื้นที่พัฒนาและขยายต้นแบบ ได้แก่บุคลากรสาธารณสุขและเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 150 คน และกลุ่มประชาชน ในพื้นที่เสี่ยง 9,044 คน เครื่องมือในการประเมินผลเป็นแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับ แบบรายงานผลตรวจพยาธิ และแบบรายงานระบบบำบัดสิ่งปฏิกูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การรวบรวมเนื้อหาและสรุปผล</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับแบบครบวงวร มี 5 ขั้นตอนคือ (1) การรณรงค์ให้ความรู้ (2) การคัดกรองประเมินความเสี่ยง/พฤติกรรมเสี่ยง (3) การตรวจอุจจาระหาการติดเชื้อพยาธิเชิงรุก (4) การรักษาผู้ตรวจพบการติดเชื้อพยาธิ (5) การติดตามการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับซ้ำหลังรักษา 6 เดือน และ (6) การจัดระบบติดตามการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับซ้ำทุกปี ผลการนำรูปแบบไปใช้ในพื้นที่ต้นแบบ พบว่า อัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับซ้ำลดลงจาก 7.54% เป็น 0.19% และในพื้นที่ขยายผลลดลงจาก 5.99% เป็น 0.07% พฤติกรรมเชิงบวกในกลุ่มที่บริโภคอาหารเสี่ยงระดับต่ำเพิ่มขึ้นจาก 55.86% เป็น 75.30% และกลุ่มที่มีความตั้งใจเลิกบริโภคอาหารเสี่ยงระดับสูงเพิ่มขึ้นจาก 32.93% เป็น 67.38% ความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การมีส่วนร่วมจากหน่วยงานส่วนท้องถิ่นทำให้มีการจัดการเชิงระบบในการป้องกันโรค มีระบบบำบัดสิ่งปฏิกูล/อุจจาระเพิ่มขึ้น ป้องกันไข่พยาธิปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ผลลัพธ์จากรูปแบบพัฒนาแก้ไขปัญหานี้สะท้อนการลดภาระโรคอย่างมีนัยสำคัญ พิสูจน์ให้เห็นว่าการบูรณาการตามแนวคิดการจัดการอย่างครบวงจร การมีส่วนร่วมชุมชนและหน่วยงานเครือข่ายส่วนท้องถิ่น สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการขยายผลต่อไป</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/277949 ผลของโปรแกรมจัดการพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอไตเสื่อมระยะที่ 3 ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน 2025-10-09T14:30:49+07:00 ปิยนุช ชนะพันธ์ piyanootchanapun@gmail.com ธนัทภัทร ศรีอุดร thanatphat19@gmail.com จารุพร พรมศิริเดช Jarupron861@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมจัดการพฤติกรรมสุขภาพตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมระยะที่ 3 ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ระยะก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ คำนวณตัวอย่างด้วย G*Power ได้ค่า Effect size เท่ากับ 0.80 ตัวอย่างทั้งสิ้น 104 คน เป็นกลุ่มทดลอง 52 คน ดำเนินการทดลองด้วยโปรแกรมจัดการพฤติกรรมสุขภาพตนเองระยะเวลา 6 เดือน และกลุ่มควบคุม 52 คน ได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบวัดความรู้การจัดการพฤติกรรมสุขภาพตนเอง ตรวจสอบค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นตามสูตรของคูเดอร์-ริชาร์ตสัน 20 เท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติ Independent t-test, Paired t-test, Wilcoxon Signed Ranks Test, Mann-Whitney U test และ McNemar Test</p> <p>ผลหลังจากนำโปรแกรมฯ ไปใช้ พบว่า คะแนนเฉลี่ยการจัดการพฤติกรรมสุขภาพตนเองของกลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรมจัดการพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอไตเสื่อมระยะที่ 3 ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้ชุมชนเป็นฐานสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) นอกจากนี้ค่า eGFR เฉลี่ยของกลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) โดยมีสัดส่วนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่สามารถชะลอไตเสื่อมระยะที่ 3 ร้อยละ 80.77 และมีค่า eGFR เฉลี่ยเท่ากับ 72.44 มล./นาที/1.73 ตร.ม. ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมจัดการพฤติกรรมสุขภาพสามารถนำมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมระยะที่ 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/277957 ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของกลุ่มชาติพันธุ์ ในตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน 2025-10-10T10:40:31+07:00 มณีรัตน์ ลำสมุทร no_nickname2566@hotmail.com ฉลองรัฐ ทองกันทา chalongrat.t@scphpl.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม พฤติกรรมการป้องกันโรค และปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของกลุ่มชาติพันธุ์ ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ประชากรที่ศึกษาคือ ตัวแทนครัวเรือนกลุ่มชาติพันธุ์ ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน จำนวน 3,281 ครัวเรือน คำนวณกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรประมาณค่าเฉลี่ยของประชากรโดยทราบจำนวนประชากร ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 378 ครัวเรือน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบหลายขั้นตอน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของกลุ่มชาติพันธุ์ ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อยู่ในระดับสูง (=3.07, S.D.=0.59) ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออก ได้แก่ การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก ความเพียงพอของทรัพยากร การรับรู้ความสามารถของตนเอง การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคไข้เลือดออก และการได้รับคำแนะนำจากอาสาสมัครสาธารณสุข ตัวแปรทั้งหมดสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ร้อยละ 26.30 (Adjusted R<sup>2</sup>=0.263, p&lt;0.001) ผลจากการศึกษาครั้งนี้เป็นแนวทางให้หน่วยงานสาธารณสุขควรเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของประชาชน สนับสนุนบทบาทอาสาสมัครสาธารณสุขในการให้คำแนะนำ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดหาและกระจายทรัพยากรที่จำเป็นอย่างทั่วถึง เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออก ซึ่งจะช่วยลดอัตราป่วยและอัตราตายของประชากรในพื้นที่ และสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในพื้นที่อื่นได้ตามความเหมาะสม</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278056 อิทธิพลความรอบรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันและการตัดสินใจ รับวัคซีนโควิด-19 ของกลุ่มชาติพันธุ์ ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน 2025-10-10T10:47:24+07:00 อนาวิน ภัทรภาคินวรกุล anavin_pha@g.cmru.ac.th อองดาว ประกายนำสุข Daowny13@gmail.com ศิรินภา สรานนท์เมธากุล Siri88731@gmail.com <p>การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับผลกระทบในการเข้าถึงวัคซีนโรคโควิด-19 เข็มกระตุ้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ การวิจัยเชิงวิเคราะห์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับและวิเคราะห์อิทธิพลของความรอบรู้เกี่ยวกับสิทธิการรักษาพยาบาล วัคซีนโควิด-19 และโรคโควิด-19 ที่ส่งผลต่อทัศนคติ พฤติกรรมการป้องกันโรค และการตัดสินใจรับวัคซีนโควิด-19 ของกลุ่มชาติพันธุ์ ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง ดำเนินการระหว่างเดือนมิถุนายน 2564 - กุมภาพันธ์ 2565 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ จำนวน 200 คน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ทดสอบคุณภาพความตรงเนื้อหาและความเที่ยงตั้งแต่ 0.66 ขึ้นไป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย ผลการวิจัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 52.0) อายุ 31-45 ปี (ร้อยละ 35.0) และประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ 60.0) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรอบรู้โดยรวมระดับต่ำ (ร้อยละ 65.0) ทัศนคติ (ร้อยละ 75.5) และพฤติกรรมการป้องกันโรค (ร้อยละ 70.0) อยู่ในระดับสูง ส่วนการตัดสินใจรับวัคซีนโรคโควิด-19 อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 45.0) ความรอบรู้เกี่ยวกับสิทธิการรักษาพยาบาล วัคซีนโควิด-19 และโรคโควิด-19 ส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ต่อทัศนคติ (ร้อยละ 28.0) พฤติกรรม (ร้อยละ 21.0) และการตัดสินใจรับวัคซีน (ร้อยละ 15.0) ตามลำดับ แม้ว่าความรอบรู้โดยรวมและรายด้านจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ยังคงเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อการทำให้ทัศนคติ พฤติกรรม และการตัดสินใจให้เปลี่ยนแปลงได้ ลดความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนของการเกิดโรคในชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/277037 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้าน ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา 2025-10-06T15:19:26+07:00 ศิริวารินทร์ ตามล siriwarin4568@gmail.com เทียนทอง ต๊ะแก้ว tienthongta@gmail.com สุนันทา วงศ์รัตนกมล tatilookmoo@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพยากรณ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้านในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 227 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้โปรแกรม N4 studies เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้าน มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ แบบถูกผิด และมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เครื่องมือมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า IOC เท่ากับ 0.93 และความเชื่อมั่นของแบบสอบถามได้ค่า KR20 ในแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับวัณโรค เท่ากับ 0.74 และค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคในแบบสอบถาม ทัศนคติเกี่ยวกับวัณโรค การรับรู้ของบุคคล ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้าน เท่ากับ 0.73, 0.78, 0.82, 0.92 และ 0.95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้าน ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยรวมอยู่ในระดับสูง (Mean=4.39, S.D.=0.73) ผลการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบขั้นตอน พบว่า ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของกลุ่มตัวอย่างได้ 3 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยนำ (การรับรู้ของบุคคล) ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม โดยทั้ง 3 ปัจจัยสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของกลุ่มตัวอย่างได้ ร้อยละ 55 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 (Adj. R<sup>2</sup>=0.550, F=8.629, p-value&lt;0.05) ผลการศึกษาในครั้งนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการดำเนินงานและพัฒนางานด้านการป้องกันและควบคุมวัณโรค โดยการจัดทำแผนงานวัณโรค การให้สุขศึกษา การติดตามเยี่ยมบ้าน และการเสริมสร้างความรอบรู้ในการป้องกันการติดเชื้อวัณโรค เพื่อให้มีพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคที่ดี ถูกต้องและเหมาะสม ทั้งนี้ภาครัฐควรสนับสนุนเพิ่มงบประมาณ เพื่อเร่งรัดการคัดกรอง ค้นหา และรักษาวัณโรคอย่างทันท่วงที ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในชุมชน และสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้วัณโรคในระดับพื้นที่จะทำให้ช่วยลดการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาดของโรคได้ในอนาคต</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/277451 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ของชุมชนและสถานประกอบการในเขตสุขภาพที่ 7 ของประเทศไทย 2025-10-09T13:55:06+07:00 หทัยรัตน์ สุขศรี hatairat@scphkk.ac.th คนธ์พงษ์ คนรู้ชินพงศ์ khonpong@scphkk.ac.th เพ็ญนภา ศรีหริ่ง pennapa@scphkk.ac.th <p>โรคติดเชื้ออุบัติใหม่ยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อสาธารณสุข ซึ่งจำเป็นต้องมีการดำเนินงานเพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับชุมชนและสถานที่ทำงาน การทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเชิงป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ของชุมชนและสถานประกอบการในเขตสุขภาพที่ 7 ของประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 378 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน 2566 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2566 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติเชิงพรรณนาและสถิติวิเคราะห์ Multiple Logistic Regression นำเสนอด้วยค่า Odds Ratio และช่วงเชื่อมั่นของ Odds Ratio กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ของชุมชนและสถานประกอบการในเขตสุขภาพที่ 7 ของประเทศไทย มี 4 ปัจจัย คือ ความรู้ในระดับดี (adjusted OR=3.21, p-value=0.002) เป็นเพศหญิง (adjusted OR=2.46, p-value=0.010) มีต้นแบบในการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรค (adjusted OR=3.42, p-value=0.015) และเคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ตั้งแต่ 2 เข็มขึ้นไป (adjusted OR=6.69, p-value=0.019) ดังนั้น ความรู้ ต้นแบบที่ดี เพศหญิง และการได้รับวัคซีนอย่างเพียงพอ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ประชาชนและบุคลากรในสถานประกอบการมีพฤติกรรมป้องกันโรคติดเชื้ออุบัติใหม่อย่างเหมาะสม จึงควรส่งเสริมพัฒนาความรู้และทักษะในการป้องกันโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ในอนาคตให้ครอบคลุมทุกกลุ่มประชากรโดยเฉพาะเพศชายและกลุ่มที่มีความรู้ระดับน้อย ส่งเสริมต้นแบบหรือผู้นำด้านสุขภาพที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตนและกระตุ้นให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนอย่างครบถ้วนและต่อเนื่องเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในการป้องกันโรค</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี