https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/issue/feed วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี 2026-02-18T16:28:01+07:00 ดร. อรทัย ศรีทองธรรม tutuubonorathai@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวารสารที่รับบทความวิชาการหรือรายงานผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานป้องกันควบคุมโรคและภัยคุกคามสุขภาพ ทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางวิชาการและรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับงานป้องกันควบคุมโรคแก่หน่วยงานและบุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข (2) เพื่อรายงานความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานป้องกันควบคุมโรคแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ (3) เพื่อเป็นสื่อกระชับความสัมพันธ์ทางแนวคิดและปฏิบัติงานระหว่างสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 สำนักงานสาธารณสุข ศูนย์วิชาการเขต และกรมกองต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278178 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่นด้านการป้องกันและควบคุมโรค จังหวัดนครปฐม 2025-10-29T09:03:53+07:00 ธนพร สวนทอง 66207501011@phcsuphan.ac.th ฉันทนา โสวัตร chantana@phcsuphan.ac.th <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี แบบคู่ขนาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน และความสำเร็จในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่น ด้านการป้องกันและควบคุมโรค จังหวัดนครปฐม และ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่นด้านการป้องกันและควบคุมโรค จังหวัดนครปฐม การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่น จังหวัดนครปฐม จำนวน 54 คน ด้วยแบบสอบถาม และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 13 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Chi-Square และวิเคราะห์ข้อมูลแบบแก่นสาระ ผลการศึกษาพบว่า อสม.ดีเด่นส่วนใหญ่เป็นหญิง ร้อยละ 79.6 มีอายุ 50-59 ปี ร้อยละ 44.4 ระยะเวลาการปฏิบัติงาน 11-20 ปี ร้อยละ 68.5 โดยการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรของ อสม. ดีเด่น อยู่ในระดับมาก (<em>µ</em>=3.23, σ=0.451) แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของ อสม. ดีเด่น อยู่ในระดับมากที่สุด (<em>µ</em>=3.51, σ=0.333) และความสำเร็จในการปฏิบัติงานของ อสม. ดีเด่น อยู่ในระดับมากที่สุด (<em>µ</em>=3.64, σ=0.328) ซึ่งปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จ (p&gt;0.05) ขณะที่การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร (p&lt;0.05) และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (p&lt;0.01) มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาเชิงวิจัยคุณภาพ ได้ข้อค้นพบใหม่ ที่พบว่า "จิตอาสา" เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ โดย อสม. ดีเด่นทำงานด้วยใจไม่หวังผลตอบแทน มีความมุ่งมั่นพัฒนาตนเองต่อเนื่อง และได้รับการสนับสนุนจากองค์กร ข้อเสนอแนะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเสริมสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์และจิตอาสา ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ควรมีการวิจัยต่อเนื่องเกี่ยวกับจิตอาสาในบริบทต่างๆ และเปรียบเทียบความสำเร็จในพื้นที่อื่น</p> 2026-02-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/277798 ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดตรัง 2025-10-14T11:36:56+07:00 ภานุพงศ์ สยังกูล panupong@scphtrang.ac.th บุบผา รักษานาม buppha@scphtrang.ac.th สงวน ลือเกียรติบัณฑิต sanguan.l@psu.ac.th <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ผ่านการวัดระดับทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมด้านสุขภาพ และค่าน้ำตาลปลายนิ้ว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ คำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power 3.1.9.2 เปรียบเทียบตัวแปรต่อเนื่องระหว่างกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกันกำหนดค่า effect size = .80 ระดับความเชื่อมั่น 95% ได้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มละ 26 คน แล้วเพิ่มเป็นกลุ่มละ 30 คน ในการศึกษามีกลุ่มตัวอย่าง 59 คน เป็นกลุ่มทดลอง 29 คน กลุ่มควบคุม 30 คน โดยวิธีสุ่มอย่างง่าย กลุ่มทดลองเข้ารับการพัฒนาให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพด้วยโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับความรู้ คำแนะนำและการดูแลตามปกติ เครื่องมือวิจัยได้แก่ โปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและแบบทบทวน แบบวัดทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพแบบกำหนดสถานการณ์ แบบประเมินพฤติกรรม แบบบันทึกน้ำตาลปลายนิ้ว เก็บรวบรวมข้อมูล เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Independent t-test, Mann-Whitney U test, Paired t-test และ ANOVA แบบวัดซ้ำ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพหลังรับโปรแกรมสูงกว่าก่อนรับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (16.55±1.68 และ 8.21±3.62 ตามลำดับ, p&lt;.001) พฤติกรรมด้านสุขภาพสูงกว่าก่อนรับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (2.18±.56 และ 2.72±.34 ตามลำดับ, p=.018) กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลปลายนิ้วในสัปดาห์ที่ 1, 4 และ 12 ไม่แตกต่างกัน (F=.42, df=1.23, p=.56) กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลปลายนิ้วลดลงตามลำดับในสัปดาห์ที่ 1, 4 และ 12 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F=21.38, df=1.23, p&lt;.001) ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลปลายนิ้ว ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองในสัปดาห์ที่ 1, 4 ไม่แตกต่างกัน สัปดาห์ที่ 12 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (145.40±13.02 และ 128.86±10.49 ตามลำดับ, p&lt;.001) สรุปได้ว่าโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีประสิทธิผลในการพัฒนาทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพ เกิดการปรับพฤติกรรมนำไปสู่การปรับพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องเนื่องจากการให้กลุ่มตัวอย่างฝึกปฏิบัติโดยใช้เทคนิคการสอน การแสดงเพื่อให้ตรวจสอบ การใช้แบบตรวจสอบรายการ เทคนิคสอนกลับ การใช้คำถาม สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุนให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-02-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278374 การพัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมและตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 10 2025-10-22T10:55:16+07:00 เพ็ชรบูรณ์ พูลผล siapoolphol@gmail.com ดวงเดือน จันทะโชติ duangchan252219@gmail.com พัชรี ทิพวรี Ptipwaree@gmail.com กรชนก บรรดาศักดิ์ polyaoey@gmail.com <p>ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขเป็นภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบวงกว้าง การยกระดับสมรรถนะของหน่วยงานตามข้อกำหนดของกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR 2005) จึงมีความจำเป็นยิ่ง การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมและตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของหน่วยงานสาธารณสุขระดับจังหวัด ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 10 จำนวน 5 จังหวัด ดำเนินการระหว่างเดือน ตุลาคม 2565 - กันยายน 2568 การศึกษาแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาในพื้นที่ต้นแบบ และระยะที่ 2 การขยายผลในพื้นที่ 4 จังหวัด กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา จำนวน 78 คน และกลุ่มที่นำระบบไปใช้ในการพัฒนา จำนวน 479 คน เครื่องมือเป็นแบบประเมินเก็บข้อมูลพื้นฐาน เพื่อการวางแผนการพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินสำหรับหน่วยงานสาธารณสุขระดับจังหวัด (EOC Assessment Tool) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการจัดกลุ่มและตีความตามวัตถุประสงค์</p> <p>ผลการศึกษา รูปแบบการพัฒนาระบบเตรียมความพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉินมี 11 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) วางแผนพัฒนาเตรียมความพร้อมเชิงระบบ 3 สมรรถนะหลัก ด้านกำลังคน ด้านทรัพยากร และด้านระบบงาน (Staff, Stuff, System) 2) มอบหมายภารกิจ 10 หมวด 74 ตัวชี้วัด 3) การประเมินตนเองค้นหาช่องว่างวางแผนพัฒนา 4) ดำเนินการตามแผน 5) การติดตามประเมินผล 6) หนุนเสริมวิชาการ 7) ประเมินตนเอง หลังการพัฒนา 8) รับการประเมิน 9) ปรับปรุงพัฒนาตามข้อค้นพบ 10) อุทธรณ์ผลการประเมิน และ 11) สรุปผลการพัฒนา ผลลัพธ์จากการนำไปใช้ในพื้นที่ต้นแบบ สสจ.ยโสธร ปีงบประมาณ 2565 ผ่านสมรรถนะของศูนย์ EOC ตามเกณฑ์มาตรฐาน EOC Assessment Tool ร้อยละ 81.08 (เป้าหมายร้อยละ 80) เมื่อขยายผลในพื้นที่ 4 จังหวัด ในปีงบประมาณ 2568 โดยจังหวัดที่มีสมรรถนะของศูนย์ EOC สูงที่สุด คือ อุบลราชธานี ร้อยละ 94.59 รองลงมาได้แก่ อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ร้อยละ 86.49 และมุกดาหาร ร้อยละ 82.43 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารูปแบบระบบที่พัฒนาขึ้น สามารถพัฒนาให้หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดมีความพร้อมในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ตามเกณฑ์มาตรฐานกรมควบคุมโรคที่กำหนด ปัจจัยสู่ความสำเร็จคือการมีส่วนร่วม การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และระบบพี่เลี้ยงสนับสนุนที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างที่ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน ให้ครอบคลุมสมรรถนะ 3S ได้แก่ Staff การขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง Stuff ความไม่เพียงพอของทรัพยากรสนับสนุน อาทิ ระบบไฟฟ้าสำรอง และ System การบูรณาการแผนปฏิบัติการ และข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ ข้อเสนอแนะหน่วยงานควรเร่งบูรณาการระบบข้อมูล ฝึกซ้อมสถานการณ์จำลอง และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความยั่งยืนของการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินในภาพรวมของเขตสุขภาพที่ 10</p> 2026-02-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278610 ประสิทธิผลของโปรแกรมการเฝ้าระวังและป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ ตำบลโคกไทย อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี 2025-11-13T15:16:28+07:00 ปริชญา มิ่งเมือง 66201501004@scphc.ac.th สมร นุ่มผ่อง samorn@scphc.ac.th <p>โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามของโลก โดยมีความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ งานวิจัยนี้เป็นการกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดก่อน–หลัง เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมเฝ้าระวังและป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างคำนวณด้วยโปรแกรม G Power ได้กลุ่มละ 28 คน ปรับเพิ่มขนาดตัวอย่าง ร้อยละ 20 เพื่อป้องกันการสูญหายได้ กลุ่มละ 34 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมที่ประยุกต์มาตรการ 4E ร่วมกับทฤษฎีความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม จำนวน 10 ครั้ง ใน 5 สัปดาห์ และติดตามต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการทดลองและแบบสัมภาษณ์ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและป้องกัน เรื่องโรคหลอดเลือดสมอง โดยมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 1 ค่า KR-20 เท่ากับ 0.68 และค่าความเชื่อมั่นแบบอัลฟาครอนบาคของทัศนคติและพฤติกรรมเท่ากับ 0.88 และ 0.83 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย T-test, Repeated Measures ANOVA และ ANCOVA ผลการศึกษาภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเฝ้าระวังและป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการเฝ้าระวังป้องกันโรคเพิ่มขึ้น รวมทั้งตัวชี้วัดภาวะสุขภาพ ได้แก่ ค่าความดันโลหิตตัวบนและตัวล่าง ค่าดัชนีมวลกาย น้ำหนัก และเส้นรอบเอวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบไม่แตกต่าง ดังนั้น บุคลากรสาธารณสุขสามารถนำโปรแกรมนี้ไปใช้เป็นแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง พร้อมติดตามตัวชี้วัดสุขภาพผ่านการรายงานของ อสม. ในแอปพลิเคชันไลน์อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาเป็นคู่มือสำหรับหน่วยงานสาธารณสุขต่อไป</p> 2026-02-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278826 ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการด้านการยศาสตร์ต่อการป้องกันการบาดเจ็บกล้ามเนื้อมือ ในบุคลากร โรงพยาบาลพัทลุง 2025-11-27T11:11:33+07:00 ปานรดา รักษ์ศรี parnrada.ruk@gmail.com บุบผา รักษานาม buppha@scphtrang.ac.th <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการด้านการยศาสตร์ต่อการป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อมือในบุคลากรโรงพยาบาลพัทลุง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงจากการใช้กล้ามเนื้อมือในการทำงานซ้ำ ๆ และต่อเนื่อง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรโรงพยาบาลที่ใช้กล้ามเนื้อมือในการทำงานเป็นหลัก จำนวน 45 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ โปรแกรมการจัดการด้านการยศาสตร์ได้รับการออกแบบบนแนวคิดการป้องกันโรคจากการทำงานเชิงรุก ครอบคลุมกิจกรรมใน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล (การให้ความรู้ การฝึกท่าทางและการบริหารกล้ามเนื้อมือที่เหมาะสม) ระดับสภาพแวดล้อมในการทำงาน (การปรับอุปกรณ์และพื้นที่ทำงานให้สอดคล้องกับหลักการยศาสตร์) และระดับการออกแบบงาน (การปรับลักษณะงานและการจัดช่วงเวลาพัก) โปรแกรมดำเนินการเป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมิน Strain Index แบบประเมินพฤติกรรมการใช้มือในการทำงาน และการทดสอบแรงบีบมือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองค่า Strain Index ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จาก 53.46±14.29 เป็น 13.53±11.82 ขณะที่คะแนนแรงบีบมือเพิ่มขึ้นจาก 28.14±5.26 เป็น 30.50±5.80 และคะแนนพฤติกรรมการใช้มือในการทำงานเพิ่มขึ้นจาก 76.38±8.73 เป็น 96.67±7.18 โดยผลลัพธ์ทั้งหมดมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมการจัดการด้านการยศาสตร์มีประสิทธิผลในการลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อมือ เสริมสร้างสมรรถภาพการทำงาน และส่งเสริมพฤติกรรมการใช้มือที่เหมาะสม ข้อเสนอแนะจากการศึกษาคือควรนำโปรแกรมดังกล่าวไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางเชิงระบบในสถานพยาบาล และควรมีการศึกษาต่อยอดโดยใช้การออกแบบการวิจัยที่มีกลุ่มควบคุมหรือการติดตามผลระยะยาว เพื่อยืนยันความยั่งยืนของผลลัพธ์</p> 2026-02-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278676 การพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพียเภ้า ตำบลคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 2025-11-26T10:15:09+07:00 สุคนธ์ทิพย์ อรุณกมลพัฒน์ sukhontip@scphub.ac.th ณัฏฐ์ชานันท์ กมลฤกษ์ nutchanun@scphub.ac.th ธวัชชัย เติมใจ toemthawat@scphub.ac.th เกียรติศักดิ์ วิจักษณกุล Ubon1999@gmail.com กันยารัตน์ ชิราวุฒิ Kanyarat@scphub.ac.th <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพียเภ้า ตำบลคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ดำเนินการระหว่างมิถุนายน–ตุลาคม 2568 ผู้เข้าร่วมวิจัยประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเครือข่ายชุมชน จำนวน 50 คน และผู้สูงอายุเสี่ยงภาวะซึมเศร้า จำนวน 40 คน การดำเนินงานแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และสะท้อนผลการปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพแบบจำแนกและสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย และข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบปัญหาหลัก ได้แก่ การคัดกรองไม่ครอบคลุม ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ลำพังและมีโรคประจำตัวหลายโรค ขาดผู้ดูแลหลัก และผู้ดูแล/ชุมชนขาดความรู้และแนวทางป้องกันภาวะซึมเศร้า ทีมวิจัยพัฒนารูปแบบ 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนกิจกรรมร่วมกับชุมชน การปฏิบัติการ “การเสริมสร้างสุขภาพจิตผู้สูงอายุแบบบูรณาการโดยชุมชน” ผ่าน 8 กิจกรรม การสังเกตการณ์เพื่อประเมินการเข้าถึงผู้สูงอายุและการประสานงาน และการสะท้อนผลเพื่อปรับปรุงกิจกรรมและกลไกการดูแล รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ “Phiaphao Model” ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ Participation, Health Literacy, Integration, Assistance, Prevention, Home Visit, Assessment และ Outcome การประเมินพบว่าผู้สูงอายุมีการรับรู้ความเสี่ยง การเห็นคุณค่าในตนเอง การสนับสนุนทางสังคม การมีส่วนร่วม และพฤติกรรมป้องกันภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.001) ขณะเดียวกันภาวะซึมเศร้าลดลงและคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.05)</p> 2026-02-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี