วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon <p>วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวารสารที่รับบทความวิชาการหรือรายงานผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานป้องกันควบคุมโรคและภัยคุกคามสุขภาพ ทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางวิชาการและรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับงานป้องกันควบคุมโรคแก่หน่วยงานและบุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข (2) เพื่อรายงานความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานป้องกันควบคุมโรคแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ (3) เพื่อเป็นสื่อกระชับความสัมพันธ์ทางแนวคิดและปฏิบัติงานระหว่างสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 สำนักงานสาธารณสุข ศูนย์วิชาการเขต และกรมกองต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี th-TH วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี 2730-194X <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานีและบุคลากรท่านอื่นๆในสำนักงานฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/281544 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 220 คน สุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยโลจิสติกพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากระดับต่ำ ร้อยละ 45.0 ระดับปานกลาง ร้อยละ 38.6 และระดับสูง ร้อยละ 16.4 ความรู้เรื่องสุขภาพช่องปากและการเสริมแรงอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 60.0 และ 50.5 ตามลำดับ ส่วนการรับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพช่องปากและการรับรู้ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 60.9 และ 95.5 ตามลำดับ เมื่อควบคุมตัวแปรกวน พบว่าความรู้เรื่องสุขภาพช่องปากระดับดีเป็นปัจจัยเดียวที่มีความสัมพันธ์อิสระอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากระดับดี (Adjusted OR=2.19; 95% CI: 1.10–4.37; p=0.025) โมเดลอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 7.3 (Nagelkerke R²=0.073) และมีความสอดคล้องกับข้อมูลในระดับที่ยอมรับได้ (Hosmer–Lemeshow χ²(8)=8.917, p=0.349) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าควรพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพช่องปาก สำหรับผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการติดตามและเสริมแรงเชิงบวก เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากที่เหมาะสมและยั่งยืน</p> สุคนธ์ทิพย์ อรุณกมลพัฒน์ ชุตินันท์ ศิริมังกูลโกมาลย์ ปวีณา เกสร ภคิน ไชยช่วย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-21 2026-10-21 24 2 10 23 การสอบสวนการระบาดโรคไข้หวัดใหญ่ชนิด A สายพันธุ์ H3N2 ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม 2568 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280290 <p>การสอบสวนการระบาดโรคไข้หวัดใหญ่ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและการระบาดของโรค อธิบายขนาดปัญหาและลักษณะการกระจายของโรคตามบุคคล เวลา สถานที่ ค้นหาแหล่งโรคและวิธีการถ่ายทอดโรค การวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงของผู้สัมผัสโรค และปัจจัยป้องกัน เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันโรค ใช้วิธีการศึกษาระบาดวิทยาเชิงพรรณนา โดยรวบรวมข้อมูลประวัติการรักษาของผู้ป่วย การค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมจากการสอบถามนักเรียนและบุคลากร ศึกษาระบาดวิทยาเชิงวิเคราะห์เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยป้องกัน ในกลุ่มผู้ป่วยและกลุ่มไม่ป่วย โดยใช้รูปแบบการศึกษา Case-Control Study และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงกับการป่วยโดยใช้สถิติ Chi-square ร่วมกับการศึกษาสิ่งแวดล้อมและการศึกษาทางห้องปฏิบัติการ ผลการศึกษาพบผู้ที่มีอาการเข้าได้กับนิยามโรคไข้หวัดใหญ่รวม 43 ราย อัตราป่วยร้อยละ 25.59 ค่ามัธยฐานอายุ 11 ปี อัตราส่วนเพศชายต่อเพศหญิง เท่ากับ 1: 1.38 ผลตรวจ Influenza A/B Ag Rapid Test พบ Influenza A เป็นบวก 3 ราย และผลตรวจ Real time RT-PCR พบสารพันธุกรรมไวรัส Influenza A/H3N2 2 ราย ผลการศึกษาเชิงวิเคราะห์พบว่า การจัดโต๊ะเรียนให้มีระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร เป็นปัจจัยป้องกันที่มีความสัมพันธ์กับการป่วยครั้งนี้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (adj OR = 0.19, 95% CI: 0.06-0.58, <em>p</em>-value = 0.005) การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล โดยเฉพาะในห้องเรียน เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการลดการแพร่กระจายของโรคในโรงเรียน โดยภายหลังการดำเนินการตามมาตรการ พบผู้ป่วยรายสุดท้ายวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 และเฝ้าระวังต่อไปอีก 7 วันไม่พบผู้ป่วยรายใหม่</p> สุวิมล สีเหลือง ปรียาดา กลำเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-21 2026-10-21 24 2 24 36 ประสิทธิผลของโปรแกรม STROKE-ALERT ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกัน โรคหลอดเลือดสมอง และระดับความดันโลหิตของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/281536 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรม STROKE-ALERT ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และระดับความดันโลหิตของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย โดยคำนวณขนาดตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม STROKE-ALERT ที่ประยุกต์แนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพตามทฤษฎี K-Shape ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ 5 ทักษะ และพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม ถึงมีนาคม พ.ศ. 2569 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Independent t-test, Paired t-test, Mann-Whitney U test และ Wilcoxon signed-rank test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการเข้าร่วมโปรมแกรม กลุ่มทดลองมีความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้ง 5 ด้าน และพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.001) นอกจากนี้ ค่าความดันโลหิตและดัชนีมวลกายของกลุ่มทดลองลดลงจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.001) สรุปได้ว่า โปรแกรม STROKE-ALERT มีประสิทธิผลในการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้และปรับให้เข้ากับบริบทของชุมชน เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองต่อไป</p> ดาราวรรณ บัวสังข์ บุบผา รักษานาม สุขุมาภรณ์ ศรีวิศิษฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-21 2026-10-21 24 2 37 51 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการเจ็บป่วยเนื่องจากความร้อนของเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280992 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการเจ็บป่วยเนื่องจากความร้อนของเกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ปลูกมันสำปะหลังจำนวน 30 คน ในตำบลคอนสาย อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ และตรวจวัดอุณหภูมิในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2568 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติค ผลการศึกษา พบว่าผู้ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่เพศหญิง ร้อยละ 66.7 อายุเฉลี่ย 44 ปี (SD=10.3) จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 46.7 ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 73.3 และประกอบอาชีพปลูกมันสำปะหลังมานาน 20 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 90.0 ระดับความร้อนค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ (WBGT outdoor) อยู่ระหว่าง 30.1-34.7 องศาเซลเซียส ค่าเฉลี่ยของพลังงานที่ใช้ในการทำงานของเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังอยู่ในช่วง 314-357 Kcal/hr. มีระดับภาระงานเป็นปานกลางถึงงานหนัก เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังมีความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากความร้อนระดับปานกลาง ร้อยละ 56.7 พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการสัมผัสความร้อนอยู่ที่ระดับปานกลาง ร้อยละ 60.0 มีอาการเจ็บป่วยเนื่องจากการสัมผัสความร้อน ร้อยละ 66.7 ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย ร้อยละ 80.0 ผดผื่นขึ้นตามผิวหนัง ร้อยละ 10.0 และตะคริวจากความร้อน ร้อยละ 10.0 สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการเจ็บป่วยเนื่องจากความร้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.05) ได้แก่ พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการสัมผัสความร้อน (AOR=0.086, 95% CI=0.001, 0.422) ระดับการศึกษา (AOR=0.086, 95% CI=0.009, 0.871) และดัชนีมวลกาย (AOR=0.017, 95% CI=1.001, 1.765) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าระดับความร้อนในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดให้การทำงานในระดับภาระงานหนักต้องมีสภาพแวดล้อมการทำงานอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบที่ 30 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังเกิดอาการเจ็บป่วยเนื่องจากความร้อน ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังได้รับความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากความร้อนและพฤติกรรมการป้องกันตนเองที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถป้องกันอันตรายหรือการเจ็บป่วยจากการสัมผัสความร้อนได้ อีกทั้งการแจ้งเตือนด้านสุขภาพจากความร้อนจะทำให้เกษตรกรเกิดความตระหนักและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพเมื่อต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณภูมิสูง</p> เลอลักษณ์ กิตติโกสินท์ ฐิติรัช งานฉมัง นิยม จันทร์นวล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-21 2026-10-21 24 2 52 65 การสอบสวนการระบาดโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A (H3N2) ของกลุ่มคนพักพิงใน สถานสงเคราะห์แห่งหนึ่ง จังหวัดศรีสะเกษ ประเทศไทย ระหว่างเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2568 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280920 <p>การสอบสวนการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A (H3N2) ของผู้พักพิงในสถานสงเคราะห์แห่งหนึ่ง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันการวินิจฉัย การแพร่ระบาด ลักษณะการกระจาย และค้นหาสาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคที่นำไปสู่การกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด ใช้รูปแบบการศึกษาระบาดวิทยาเชิงพรรณนาและระบาดวิทยาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง เก็บรวบรวมข้อมูล ค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมโดยใช้แบบสอบสวนโรค เก็บตัวอย่าง Nasopharyngeal swab ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และสำรวจสิ่งแวดล้อม ผลการศึกษา พบว่า มีผู้พักพิงและเจ้าหน้าที่ประจำ 317 ราย พบผู้ป่วยเข้านิยามการสอบสวนโรค รวมทั้งสิ้น 205 ราย อัตราป่วย ร้อยละ 64.67 แบ่งเป็นผู้ป่วยยืนยัน 13 ราย ผู้ป่วยเข้าข่าย 10 ราย และผู้ป่วยสงสัย 182 ราย จำแนกเป็นเพศชาย 136 ราย และเพศหญิง 36 ราย อัตราส่วนเพศชายต่อหญิง เท่ากับ 1.97:1 ค่ามัธยฐานอายุ 49 ปี (20-78 ปี) อาการและอาการแสดงที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ไอ ร้อยละ 60.49 รองลงมา ไข้ ร้อยละ 55.12 มีน้ำมูก ร้อยละ 43.41 ปวดศีรษะ ร้อยละ 37.07 เจ็บคอ ร้อยละ 28.78 ตามลำดับ เสียชีวิต 6 ราย อัตราตาย ร้อยละ 1.81 และปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ ได้แก่ การนอนใกล้ชิดติดกัน (OR<sub>adj</sub>=1.92, 95%CI: 1.01–3.63) การใช้อ่างอาบน้ำรวมที่พื้นเปียก (OR<sub>adj</sub>=17.55, 95%CI: 8.94–34.46) การดื่มน้ำจากแก้วใบเดียวกัน (OR<sub>adj</sub>=3.42, 95%CI: 1.51–7.75) และการรับประทานอาหารเป็นกลุ่ม (OR<sub>adj</sub>=3.12, 95%CI: 1.46–6.69) สาเหตุการระบาดครั้งนี้เกิดจากเชื้อ Influenza virus subtype A (H3N2) หลังจากดำเนินมาตรการ การแยกกักผู้ป่วย การทำความสะอาดและทำลายเชื้อพื้นผิวสัมผัส ความเข้มงวดในการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เติมคลอรีนในน้ำสำหรับอุปโภค การฉีดวัคซีน ทำให้การระบาดยุติลง</p> ชัยนันต์ บุตรกาล จิราวรรณ คำศรี สัตยา หิรัญประเสริฐกุล เกียรติศักดิ์ พวงพลอย ศิรษา ครบสุวรรณ รัชรินทร์ คำมะรัตน์ ศุภนันท์ จันทะกรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-21 2026-10-21 24 2 66 78 ความพร้อมในการเลิกบุหรี่ไฟฟ้าของวัยทำงานตอนต้น เขตสุขภาพที่ 6 ประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/283153 <p>การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในวัยทำงานตอนต้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่องค์ความรู้ปัจจัยด้านเศรษฐสังคมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังมีจำกัดโดยเฉพาะในเขตสุขภาพที่ 6 การวิจัยแบบภาคตัดขวางนี้ศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า การรับรู้ข้อความส่งเสริมการเลิกบุหรี่ไฟฟ้า และความพร้อมในการเลิกบุหรี่ฟ้า เก็บข้อมูลผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าอายุ 18–29 ปี จำนวน 220 คน สุ่มแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็นร่วมกับการชักชวนแบบลูกโซ่ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ การถดถอยโลจิสติกแบบทวิ และการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบนำตัวแปรเข้าพร้อมกัน ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 60.00) อายุ 20–24 ปี (ร้อยละ 50.00) มีรายได้ ≤ 10,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 72.30) สูบบุหรี่ไฟฟ้าบ่อยหรือเป็นประจำ (ร้อยละ 78.20) เพศสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ²=6.58, <em>p</em>=0.01, Cramér's V=0.18) โดยเพศหญิงมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าต่ำกว่าเพศชาย (Adjusted OR=0.35, 95% CI=0.16–0.76, <em>p</em>=0.01) การรับรู้ข้อความส่งเสริมการเลิกบุหรี่ไฟฟ้าโดยรวมค่อนข้างสูง (Mean=3.82, SD=1.25) เมื่อควบคุมอิทธิพลของตัวแปรทั้งหมดเพศยังคงมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเพศหญิงมีการรับรู้สูงกว่าเพศชาย (b=0.41, 95% CI=0.07–0.74, <em>p</em>=0.02; R²=0.11) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 67.30) ยังไม่คิดจะเลิกสูบบุหรี่ และไม่พบปัจจัยด้านเศรษฐสังคมใดสัมพันธ์กับความพร้อมในการเลิก (p&gt;0.05) สรุปได้ว่าเพศเป็นปัจจัยด้านเศรษฐสังคมที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าและการรับรู้ข้อความส่งเสริมการเลิกบุหรี่ไฟฟ้า การพัฒนามาตรการหรือกิจกรรมส่งเสริมการเลิกบุหรี่ไฟฟ้าควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างเพศ รวมถึงบูรณาการปัจจัยเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมตามแบบจำลอง TTM ร่วมกับปัจจัยด้านเศรษฐสังคม</p> ปิ่นกมล สมพีร์วงศ์ บุหงา ชัยสุวรรณ พีร วงศ์อุปราช ชญานิษฐ์ ตระกูลพิพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-21 2026-10-21 24 2 79 93 ระบบและกลไกทางสังคมของการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ภายใต้กรอบ One Health: การศึกษาเชิงคุณภาพแบบหลายกรณี จังหวัดศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280835 <p>โรคพิษสุนัขบ้ายังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องอาศัยการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาคสาธารณสุข ปศุสัตว์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนอย่างเป็นระบบ ร่วมกับการใช้กลไกทางสังคม ภายใต้กรอบ One Health การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบและกลไกทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าภายใต้กรอบ One Health และเปรียบเทียบการทำงานของกลไกระหว่างพื้นที่ 3 สถานะในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบหลายกรณี คัดเลือกพื้นที่แบบเจาะจงจากข้อมูลระบาดวิทยาและข้อมูลเฝ้าระวังโรค พ.ศ. 2564–2568 ครอบคลุมพื้นที่ปลอดโรค พื้นที่ควบคุมโรคได้ และพื้นที่ระหว่างควบคุมโรค เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและผู้นำที่เกี่ยวข้อง 15 คน การสนทนากลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชน 50 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงธีมแบบอุปนัยร่วมกับนิรนัย ทั้งภายในกรณีและข้ามกรณี พบว่า พื้นที่ปลอดโรคมีลักษณะเด่นด้านระบบข้อมูลสัตว์เลี้ยง การกำกับคุณภาพวัคซีนและลูกโซ่ความเย็น การติดตามสัตว์ตกหล่น และกติกาชุมชนที่ปฏิบัติได้จริง พื้นที่ควบคุมโรคได้มีระบบและเครือข่ายปฏิบัติงาน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องของข้อมูลและการติดตามสัตว์บางกลุ่ม ส่วนพื้นที่ระหว่างควบคุมโรคยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการ การจัดการสุนัขจรจัด การสื่อสารความเสี่ยง และการจัดการจุดเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ข้ามกรณีพบว่า การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในระดับชุมชนเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันของระบบ คุณภาพวัคซีน ระบบข้อมูล การจัดการสัตว์ สิ่งแวดล้อม กติกาชุมชน และความไว้วางใจต่อหน่วยงานรัฐ ดังนั้น จังหวัดควรพัฒนาระบบข้อมูลบูรณาการ การกำกับคุณภาพวัคซีน การจัดการสุนัขแบบครบวงจร และกติกาชุมชนที่ใช้ได้จริง เพื่อสนับสนุนการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าภายใต้กรอบ One Health</p> จินดา คำแก้ว อารี บุตรสอน พุทธิไกร ประมวล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-21 2026-10-21 24 2 94 108 ผลของโปรแกรม Say No so SMART ต่อทักษะและพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษาวิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280255 <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม Say No so SMART ต่อความรู้ ทัศนคติ ทักษะการปฏิเสธ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในกลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่าง 55 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ แบ่งชั้นตามสาขาวิชา 9 สาขา กำหนดจำนวนตามสัดส่วนแล้วสุ่มอย่างง่ายภายในแต่ละสาขา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถามวัดความรู้ ทัศนคติ ทักษะการปฏิเสธ และพฤติกรรมการป้องกันตนเอง การดำเนินการวิจัยใช้โปรแกรมภายใต้แนวคิด SMART ประกอบด้วย การเชื่อข้อมูลทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ การพิจารณาค่าใช้จ่ายระยะยาว การรักอิสรภาพตัวเอง เคารพสุขภาพตนเองและผู้อื่น และเเยกแยะโฆษณากับข้อเท็จจริง ผ่านการจัดกิจกรรมต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ให้ความรู้ การเรียนรู้และเสริมทักษะผ่านสถานการณ์จำลองจริง การวิเคราะห์ผล ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired Sample T-Test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ทัศนคติ ทักษะการปฏิเสธ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.01) (10.73±1.68, 34.33±0.85, 31.89±11.22 และ 36.47±5.81 ตามลำดับ) เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโปรแกรม แสดงให้เห็นว่าโปรแกรม Say No so SMART สามารถส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ ทักษะการปฏิเสธ และพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ เป็นแนวทางให้สถานศึกษาและหน่วยงานอื่นนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันการเริ่มสูบและลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชน</p> ชิดารัตน์ ศรีดามาตย์ ศรัณยา นิตุทอน ชญานนท์ ไหวพริบ พาณิภัค อินทรชื่น พัทธจารี กระแสเสน กรกวรรษ ดารุนิกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-21 2026-10-21 24 2 109 124 ผลของโปรแกรมการจัดการสุขภาพตนเองผ่านการพยาบาลทางไกลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดและระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคความดันโลหิตสูง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/281538 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการสุขภาพตนเองผ่านการพยาบาลทางไกลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดและระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคความดันโลหิตสูง คำนวณตัวอย่างด้วย G*Power ได้ค่า Effect size เท่ากับ 0.98 ตัวอย่างทั้งสิ้น 68 คน ใช้วิธีสุ่มแบบง่ายด้วยการจับฉลากแบบไม่ใส่คืน กลุ่มทดลอง 34 คน ได้รับโปรแกรมการจัดการสุขภาพตนเองฯ ระยะเวลา 14 สัปดาห์ ซึ่งพัฒนาขึ้นบนกรอบการจัดการตนเองของกองการพยาบาลตามแนวคิดของ Creer ผสานแนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิต มีระบบติดตาม สนับสนุน และให้คำปรึกษาโดยพยาบาลวิชาชีพผ่านการพยาบาลทางไกล และกลุ่มควบคุม 34 คนได้รับการดูแลตามมาตรฐาน โปรแกรมการจัดการสุขภาพตนเองฯ มีค่า CVI เท่ากับ 1.00 และแบบวัดพฤติกรรมการดูแลตนเองฯ มีค่า CVI เท่ากับ 1.00 และค่า Cronbach’s alpha เท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา Independent t-test, Mann-Whitney U test, Paired samples t-test, Wilcoxon Signed Ranks Test, Chi-square test และ McNemar test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองฯ ภาพรวมสูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาล HbA1c และระดับความดันโลหิตต่ำกว่าก่อนการทดลอง และต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) โดยผู้ป่วยในกลุ่มทดลองร้อยละ 58.82 สามารถบรรลุเกณฑ์การจัดการสุขภาพตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ผลการศึกษาสะท้อนว่าการบูรณาการการพยาบาลทางไกลร่วมกับการส่งเสริม<br />การจัดการตนเองและเวชศาสตร์วิถีชีวิต สามารถยกระดับผลลัพธ์ทั้งด้านพฤติกรรมและคลินิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีศักยภาพในการขยายสู่ระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ และสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพดิจิทัลสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างยั่งยืน</p> ธนัทภัทร ศรีอุดร ปิยนุช ชนะพันธ์ รัชนีกร เพ็ญศิริเจริญสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-21 2026-10-21 24 2 125 140 การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษจากเห็ด เขตสุขภาพที่ 10 พ.ศ. 2563 - 2568 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/281482 <p>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษจากเห็ด ระหว่างปี พ.ศ.2563 - 2568 โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากระบบเฝ้าระวังเหตุการณ์ ประชากรเป็นผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษจากเห็ด ที่เกิดเหตุการณ์ระบาดในพื้นที่รับผิดชอบ 5 จังหวัด เขตสุขภาพที่ 10 กลุ่มตัวอย่างที่เข้าได้ตามเกณฑ์คัดเข้า จำนวน 111 ราย รวบรวมข้อมูลจากรายงานเฝ้าระวังเหตุการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติถดถอยโลจีสติกส์แบบตัวแปรเดียวและพหุตัวแปร ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษจากเห็ดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ผู้ที่มีโรคเรื้อรังและโรคร่วม OR<sub>adj</sub>=20.86 (95%CI=2.73-159.37, P-value=0.003) การกินเห็ดป่าในฤดูฝน OR<sub>adj</sub>=10.95 (95%CI=1.12-107.26, P-value=0.040) ระยะเวลาแสดงอาการตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป OR<sub>adj</sub>=8.66 (95%CI =2.42-31.00, P-value=0.001) การดื่มน้ำสมุนไพรหลังมีอาการ OR<sub>adj</sub>=6.12 (95%CI=1.20-31.29, P-value=0.030) ระยะเวลาเข้าถึงการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่ 24 ชั่วโมงขึ้นไป OR<sub>adj</sub>=3.43 (95%CI=1.02-11.53, P-value=0.047) และการดูแลผู้ป่วยแรกรับได้รับยาแก้คลื่นไส้อาเจียน OR<sub>adj</sub>=24.80 (95%CI=1.71-360.34, P-value=0.019) ส่วนแหล่งที่มาของเห็ดที่บริโภคไม่พบความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาแนวทางการเฝ้าระวัง การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและมาตรการเชิงป้องกันในพื้นที่เกิดการระบาด การสนับสนุนสื่อสารความเสี่ยงและการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง รวมถึงต่อยอดงานวิจัย ด้านการพัฒนารูปแบบเฝ้าระวังโรคสำหรับเตือนภัยในพื้นที่ระบาดซ้ำซากและป้องกันการเสียชีวิตจากเห็ดพิษต่อไปในอนาคต</p> ชัยนันต์ บุตรกาล สำรวย ศรศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-21 2026-10-21 24 2 141 153 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความร่วมมือในการใช้ยาฉีดอินซูลินแบบปากกาของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/281560 <p>โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรีที่มีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมาก และยังพบความไม่ร่วมมือในการใช้ยาฉีดอินซูลินอย่างต่อเนื่อง การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความร่วมมือในการใช้ยาฉีดอินซูลินแบบปากกาของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาฉีดอินซูลินแบบปากกา จำนวน 170 คน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบโควต้า ตามสัดส่วนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 15 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม และแบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยา Adherence to Refills and Medications Scale for Diabetes (ARMS-D) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า คะแนนความร่วมมือในการใช้ยาฉีดอินซูลินแบบปากกาของผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.63±3.12 คะแนน ปัจจัยด้านความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาฉีดอินซูลินแบบปากกา (B=-.998, β=-.362, p&lt;.001) และแรงสนับสนุนทางสังคม (B=-.201, β=-.193, p&lt;.05) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความร่วมมือในการใช้ยาฉีดอินซูลินแบบปากกาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.004) และสามารถร่วมกันทำนายความร่วมมือในการใช้ยาได้ร้อยละ 20.5 (R²=.205) ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ยาและแรงสนับสนุนจากครอบครัวหรือบุคลากรทางสุขภาพ เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ยาฉีดอินซูลินแบบปากกาของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในบริบทของจังหวัดชลบุรี หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิจึงควรส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาฉีดอินซูลินแบบปากกา รวมถึงการพัฒนาระบบสนับสนุนทางสังคมเพื่อเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยเบาหวานอย่างต่อเนื่อง</p> นภชนก วงศ์สละ วรยุทธ นาคอ้าย อรรัตน์ หวั่งประดิษฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-21 2026-10-21 24 2 154 169